สมาชิก

ทาสรัก

ตอนที่ 17

เช้าขึ้นทุกคนที่วังเขียวเพิ่งรู้ว่าเจ้าหญิงหายตัวไป ท่านดาบซึ่งรับรู้เหตุการณ์ก่อกบฏที่เชียงน้อยจากจดหมายของอองดินจึงเป็นห่วงเจ้าหญิงจะมีอันตราย ฝากหม่อมนวลสั่งข้าทาสออกติดตามหาย่านตลาดและร้านค้าแถวนี้ ส่วนตนจะขอกำลังทหารออกไปค้นหาในเมือง...

ที่ตำหนักสมิงสินธู วาดสลบไปทั้งคืนเพิ่งฟื้นขึ้นมาในตอนเช้า นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้ววาดยังทำใจรับไม่ได้ โวยวายใส่พวกหลวงอรรถเป็นการใหญ่ ก่อนจะสังเกตว่าสถานที่แห่งนี้ตนไม่คุ้นเคย

“ที่นี่ที่ไหน”

“ตำหนักสมิงสินธู เจ้าอาของท่านไงล่ะ”

วาดชะงักกึก เพราะไม่เคยรู้จักคนคนนี้ เคยแต่ได้ยินชื่อไม่กี่หน

“กระหม่อมทำงานให้สมิงสินธู คราวที่แล้วเจ้าหญิงส่งพี่ชายให้หนีออกไปจากเมืองหลวงพร้อมองครักษ์ ข้าเป็นคนติดตามพวกมันไปและได้ฆ่าพี่ชายท่านตาย หัวของมันอยู่ในเรือนนี้แหละ”

“นายเหมือนตาย แล้วท่านอองดินกับ...เอ้อ...นางทาสที่ไปด้วย”

“ไอ้องครักษ์คนนั้นบาดเจ็บ ป่านนี้อาจตายไปแล้วก็ได้ แต่ข้าไม่สน เพราะสิ่งที่ข้าต้องการคือหัวของเจ้าชายและเจ้าหญิงเท่านั้น”

“อะไรนะ...ไม่...อย่าฆ่าข้า ข้าไม่ใช่...”

พูดไม่ทันจบ วาดโดนหลวงอรรถตบหน้าจนสลบไปอีกครั้ง...จากนั้นหลวงอรรถก็เดินพล่านทั่วตำหนัก จนไปเจอทหารของนายพลขิ่น จึงได้รู้ว่าเจ้าสมิงสินธูไม่ได้เสด็จมา ส่วนนายพลขิ่นออกไปลาดตระเวนชายแดน

“โธ่โว้ย เอาหัวมาก็ไม่จ่าย คราวนี้เอาตัวมาให้สอบสวนเองก็ดันไม่อยู่เสียอีก”

“เรือนหลังนี้เป็นจวนเจ้าเมืองเก่า มีห้องคุมขังอยู่ด้านหลัง เอาตัวเจ้าหญิงไปคุมขังไว้ ส่วนพวกท่านก็พักบนเรือน รอจนท่านนายพลขิ่นกลับมาก่อน”

“ก็ต้องเป็นอย่างนั้น จะทำไงได้วะ” หลวงอรรถผละไปอย่างหัวเสีย

ooooooo

การติดตามค้นหาเจ้าหญิงเอยาวดีตั้งแต่เช้ายันค่ำยังไร้วี่แวว หม่อมนวลร้อนใจและอดคิดไม่ได้ว่าตนเองอาจเป็นต้นเหตุของการหนีไปครั้งนี้

“หมู่นี้เจ้าหญิงหงุดหงิดเรื่องใดไม่รู้ วันก่อนมีปากเสียงกับแม่ ท่านอาจน้อยใจเรา เลยหนีไปก็ได้”

“ถึงหนีไปเองก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี เพราะลูกได้ข่าวไม่ดีนัก”

“ข่าวอะไร”

“ทางการเพิ่งสืบทราบมาว่าหลวงอรรถเป็นสายให้สมิงสินธู ติดต่อคบค้ายาวนาน มิน่าวันก่อนมันจึงมาดูว่าเจ้าหญิงเอยาวดีอยู่ที่นี่หรือไม่”

“คุณพระช่วย มันทำงานให้พวกกบฏ จะมาเอาตัวเจ้าหญิงงั้นรึ”

“หากเจ้าหญิงน้อยใจเรา หนีกลับเชียงน้อยหรือหนีไปเที่ยวเล่น ก็มีโอกาสสูงที่จะพบกับหลวงอรรถ เพราะมันอาจซุ่มดูอยู่”

“โห...คราวนี้เจ้าหญิงตายแน่” ก้านเผลอโพล่งออกมา แล้วสะดุ้งตกใจปิดปากตัวเองพัลวัน คนอื่นๆหน้าเสียเพราะคิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน...

คืนเดียวกันนี้ ที่ห้องคุมขังในตำหนักเขาขาด วาดยังร่ำไห้รำพึงรำพันรับไม่ได้กับการตายอย่างทารุณของแม่

“อีวาดได้กระทำมาตุฆาต ฆ่าแม่ด้วยตัวเอง เพราะข้าชักศึกเข้าเรือนหลวงโอสถ เพราะคิดจะให้โทษแก่มัน โทษนั้นจึงตอบสนองข้า แม่จ๋า...หากแม้วิญญาณของแม่อยู่หนใด ขอจงมารับกราบนี้ กราบขอโทษจากลูกชั่ว ผู้มีใจคิดคด ผู้เต็มไปด้วยความริษยา อีวาดขอโทษ อีวาดขอยินดีตกนรกเพื่อชดใช้บาปกรรมนี้”

วาดก้มกราบลงกับพื้นแล้วร้องไห้โฮ ความรู้สึกผิดและความทุกข์ท่วมท้นหัวใจจนแทบแหลกสลาย

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงเจ้าหญิง ท่านดาบพาก้าน และทหารจำนวนหนึ่งบุกไปเรือนหลวงอรรถแต่เช้าตรู่ เมื่อไม่พบเจ้าของเรือน จึงทำการข่มขู่คาดคั้นเอากับสมุนจนได้ความว่าหลวงอรรถไปเข้าเฝ้าเจ้าสมิงสินธูที่ตำหนักในสยาม แต่ไม่รู้ว่าตำหนักนั้นอยู่ตรงไหน

เมื่อไม่ทราบจุดหมายที่แน่ชัด และเจ้าหญิงก็หายไปสองคืนแล้ว ท่านดาบตัดสินใจส่งจดหมายไปบอกข่าวแก่อองดินผ่านทางนกพิราบ ก่อนที่ตัวเองกับก้านจะเดินทางด้วยม้าออกไปทางหัวเมืองเพื่อไปค้นหาตำหนักสมิงสินธู

ส่วนที่หมู่บ้านร้าง เอยาวดีเริ่มเย็นชาและใจร้ายกับพวกบางเพราะต้องการให้ทุกคนแยกตัวออกไปเสีย จะได้ไม่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงอยู่กับเธอ บางซึ่งเป็นคนใจร้อนมุทะลุเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้าหญิงก็ไม่พอใจอย่างมาก ต่างจากใบที่รอบคอบมีเหตุผล พยายามจับสังเกตเจ้าหญิงว่าทรงคิดอะไรอยู่กันแน่

แต่กับอองดิน เอยาวดียังคงดูแลเขาเป็นอย่างดี วันนี้เธอเอาอาหารและยาเข้ามาให้ เห็นเขาลุกขึ้นนั่งเองได้ แต่แขนยังไม่มีแรงจับดาบฟาดฟัน จึงไม่อยากให้เขาฝืน ควรพักรักษาให้หายดีเสียก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น

กลับออกมา เอยาวดีสะดุดตากับนกพิราบที่บินมาเกาะใกล้ๆ เห็นกระดาษที่ขาจึงเข้าไปหยิบมาแกะดู ปรากฏว่าเป็นจดหมายจากท่านดาบปราบศัตรูที่เขียนถึงอองดิน

“ข้าทำตามสัญญาลูกผู้ชาย เจ้าหญิงเอยาวดีหายไปจากวังเขียวหลายคืนแล้ว ส่งคนตามหาที่ใดก็ไม่พบ ข้ากำลังสงสัยว่าเจ้าหญิงอาจถูกหลวงอรรถลักพาตัวไปไว้ที่ตำหนักสมิงสินธู แต่เนื่องจากตำหนักของสมิงสินธูมีถึง 4 แห่ง อาจต้องใช้เวลาในการตามหาว่าเจ้าหญิงถูกจับไปอยู่ที่ตำหนักใด ระหว่างนี้ข้าอยากขอให้ท่านส่งคนไปสอดแนมที่ตำหนักริมเขาขาด แล้วส่งข่าวมาให้ข้า”

“วาด...วาดถูกสมิงสินธูจับไปเพราะนึกว่าเป็นเรา โธ่เอ๊ย ป่านนี้จะถูกฆ่าเสียแล้วก็ไม่รู้ ต้องรีบไปบอกอองดิน” เอยาวดีหันกลับเข้าไปข้างใน แต่พอเห็นอองดินหลับไปแล้ว จึงเปลี่ยนใจไม่รบกวน รีบร้อนออกไปหาติ๊ดโดยไม่รู้ว่าจดหมายที่ตัวเองเหน็บไว้ที่เอวหล่นอยู่แถวนั้น

“ติ๊ด...รู้จักตำหนักริมเขาขาดของเจ้าอาสมิงสินธูหรือไม่”

“รู้จักสิเพคะ เดินไปตามลำน้ำน้อยข้างหลังนี่ ไม่กี่เพลาก็ถึง เรือนหลังใหญ่มีอยู่หลังเดียว ถามทำไมเพคะ”

“เปล่าหรอกจ้ะ”

“เจ้าหญิงเพคะ เรื่องนางใบ นางบาง นางขาว จะเอาจริงหรือเพคะ”

“ไล่นางไปเสีย หญิงไม่ต้องการเห็นหน้านางทั้งสามอีก”

บางแอบได้ยินเต็มๆ สองมือกำแน่น เดินกลับมาเก็บข้าวของลงห่อผ้า ทำเอาขาวงุนงงว่าบางจะไปไหน เก็บเสร็จบางเดินออกมาหาใบ โดยที่ขาวก็ยังตามติดมาอย่างงงๆ

“เจ้าหญิงบอกพี่ติ๊ดให้ไล่เราทั้งสามคนไป ดูสิ วิปลาสกลัวตายได้ถึงขนาด แบบนี้เราจะอยู่ทำไม นังขาว พี่ใบ ไปเถอะ ไปตายเอาดาบหน้า” บางจะเข้ามาประคองใบ แต่ถูกใบผลักซะแทบล้ม

“อีโง่...ข้าไม่ไป เอ็งจะไปก็ไปคนเดียว”

“พี่ใบ ผลักข้าทำไม”

“เอ็งมันโง่ เจ้าหญิงไล่พวกเราเพราะไม่อยากให้เราเสี่ยงอันตราย แค่นี้เอ็งยังไม่รู้รึ”

“อะไรนะ”

“คนที่เสี่ยงชีวิตป้อนยาคนโรคเรื้อน คนที่ยอมกลับมาช่วยชีวิตเอ็งสองคน คนเช่นนี้รึจะกลัวตายถึงกับหวงข้าวปลาอาหารกับเอ็ง ใช้สมองคิดดูให้ดีสิ”

“เออ สงสัยจะจริง ถ้าเจ้าหญิงออกปากไล่เราเฉยๆ เราคงไม่มีทางไป แต่เขาเห็นว่าเอ็งน่ะโง่ มุทะลุ ถ้าแกล้งยั่ว เอ็งอาจจะเชื่อ แล้วเอ็งก็โง่จริงๆด้วย”

“นังขาว เอ็งด่าข้ารึ” บางตบหัวขาวไปที

“ไปกราบขอโทษท่านเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้า” ใบยื่นคำขาดเสียงแข็ง

บางได้คิดจะไปขอโทษเจ้าหญิง แต่ไปเห็นเจ้าหญิงเดินลิ่วออกนอกหมู่บ้าน บางรีบตามไปด้วยความสงสัย ซึ่งการติดตามไปคราวนี้ บางได้ช่วยชีวิตเจ้าหญิงเอยาวดีด้วยการเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก

บางช่วยเอยาวดีให้รอดพ้นจากเงื้อมมือนายพลขิ่น แต่ตัวเองถูกมันแทงตายคาที่...แต่แล้วเอยาวดีก็หนีไปไม่รอด โดนหลวงอรรถยิงด้วยธนูอาบยาพิษ ก่อนเอาตัวไปขังรวมไว้กับวาด

“วาด เจ้าอยู่ที่นี่จริงๆ เหมือนที่ท่านดาบสงสัย”

“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร ถูกพวกมันทำร้ายเอารึ แล้วท่านดาบสงสัยอะไร”

“ท่านสืบรู้เรื่องหลวงอรรถ กำลังออกติดตามเจ้าในตำหนักต่างๆของเจ้าอา ท่านดาบส่งจดหมายมาบอกอองดิน ให้มาตรวจดูว่าตำหนักแห่งนี้มีเจ้าอยู่หรือไม่ แต่อองดินป่วยหนัก หญิงเลยมาดูแทน”

“ท่านเสี่ยงอันตรายออกมาดูข้างั้นรึ”

“พ่อแม่พี่ใบและพี่บางตายเพื่อเรา เมื่อครู่พี่บางก็ตายเพื่อหญิงอีก หญิงทนดูวาดตายไปอีกคนไม่ได้”

เอยาวดีร่ำไห้เสียใจกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เห็นกับตาในขณะวาดนิ่งอึ้งไป ไม่นึกว่าเอยาวดีจะห่วงตนถึงเพียงนี้

ooooooo

ค่ำแล้ว ติ๊ดตามหาเจ้าหญิงไม่พบ แต่มาเจอจดหมายที่หล่นแถวหน้าที่พักอองดิน ติ๊ดตกใจมากกับข้อความในจดหมาย ก่นด่าตัวเองทำไมโง่อย่างนี้ อองดินได้ยินแว่วๆ ลุกออกมาถาม

“ติ๊ด มีอะไรรึ”

“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ ดูนี่สิเจ้าคะ เจ้าหญิงมาถามติ๊ดเรื่องทางไปตำหนัก ติ๊ดไม่รู้ก็เลยบอกไป เจ้าหญิงต้องไปที่นี่แน่”

“ข้าจะออกไปดู”

“ติ๊ดจะไปด้วย ถ้าตายก็ตายด้วยกันหมด ตามหน้าที่ของเรา ตายไปพร้อมกับเจ้าหญิง”

อองดินไม่ว่ากระไร แต่หันกลับไปหยิบห่อผงยาสลบมาเป่าใส่หน้าติ๊ดอย่างรวดเร็ว ฉับพลันติ๊ดก็หมดสติ เป็นจังหวะที่ขาวเดินมาเจอ

“ท่านอองดิน เกิดเรื่องใดขึ้น”

“เจ้าหญิงไปตำหนักสมิงสินธู เพราะห่วงว่าวาดจะโดนจับตัวไปที่นั่น ติ๊ดอยากไปด้วย แต่เราไม่อนุญาต เจ้าจงเฝ้าติ๊ดไว้”

“ได้เจ้าค่ะ แล้วถ้าพี่ติ๊ดไม่ยอม เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วอาละวาด”

“ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหญิงองค์จริงคือคนไหน เราให้ติ๊ดปรากฏตัวเคียงข้างเจ้าหญิงไม่ได้ คนพวกนั้นจะรู้เรื่องทั้งหมด และจะสังหารเจ้าหญิงเพราะเห็นว่ามีทั้งองครักษ์ และนางข้าหลวงอยู่ครบ”

“เพราะฉะนั้น พี่ติ๊ดต้องอยู่รอที่นี่สถานเดียว รักเจ้าหญิงก็ต้องอยู่ที่นี่ ไม่ออกไป ใช่ไหมเจ้าคะ”

อองดินพยักหน้าแล้วรีบไปเตรียมอาวุธเพื่อออกติดตามเจ้าหญิงไปที่ตำหนักริมเขาขาด...

ขณะนั้นที่ห้องคุมขังในตำหนัก หลวงอรรถกำลังชี้หน้าเอยาวดีด้วยความโมโห ต่อหน้านายพลขิ่นและสมุนอีกจำนวนหนึ่ง

“นังตัวดี ข้าเกือบตายที่กลางป่าเพราะเจ้า โผล่มาที่นี่ทำไมอีก พาเจ้าชายข้ามแดนไปไม่สำเร็จ คิดจะมาพาเจ้าหญิงไปงั้นรึ”

“หญิงไม่ได้มาพาเจ้าหญิงที่ไหน เพราะหญิงคือเจ้าหญิงเอยาวดี”

ทุกคนตกใจมาก โดยเฉพาะวาดมองหน้าเอยาวดีอย่างไม่เข้าใจ

“เจ้าหญิงเอยาวดีและนางทาสชื่อวาดปลอมตัวกันเพื่อความปลอดภัย ระหว่างนั้นโรงโสเภณีจับหญิงไปเพราะนึกว่าเป็นนางวาด ส่วนนางวาดถูกหม่อมนวลเชิญเข้าวังเขียวเพราะนึกว่าเป็นเจ้าหญิงเอยาวดี”

“คิดเล่านิทานให้ข้าฟังเพื่อปกป้องเจ้าหญิงงั้นรึ ท่านนายพลขิ่นอยู่นี่แล้ว ท่านจะชี้ตัวได้เองว่าใครกันแน่คือเจ้าหญิง”

“ข้าไม่เคยเห็นพระพักตร์เจ้าหญิง ไม่สามารถตอบได้” คำตอบของนายพลขิ่นทำเอาหลวงอรรถอึ้งไปทันที “ระหว่างทางกลับมาที่นี่ ข้าเห็นนางคนนี้ลับๆล่อๆอยู่ในสวน ก็เลยจับตัวนางไว้ แต่ว่านางทาสที่ข้าแทงตายมันเรียกนางคนนี้ว่าเจ้าหญิง”

“บ้าแล้ว นางโลมคนนี้หรือจะเป็นเจ้าหญิง ตอนอยู่ โรงโสเภณีนางบำเรอชายไม่เลือกหน้า บำเรอข้าก็ยังเคย จะมีใครปล่อยเจ้าหญิงให้ทำเช่นนี้บ้าง ข้าไม่เชื่อดอก”

“เราต้องรอท่านสมิงสินธูมายืนยัน หาไม่ก็ต้องมีองครักษ์ นางข้าหลวง และธำมรงค์ทับทิมประจำองค์”

“แล้วต้องรอถึงเมื่อไหร่เล่า”

ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังขึ้นที่ด้านนอกด้วยฝีมืออองดิน ทุกคนข้างในพากันแตกตื่นตกใจ

ooooooo

อองดินเข้ามาวางระเบิดเปิดทางและสังหารนายพลขิ่นกับสมุนหลายคน ก่อนจะลอบเข้าไปถึงห้องคุมขัง แต่พอจะช่วยวาดกับเอยาวดีออกมา หลวงอรรถกับสมุนก็จู่โจมมาจับทุกคน

“ทั้งที่ป่วย ทั้งที่มีเพียงตัวคนเดียว ยังทำลายตำหนักและฆ่านายพลขิ่นลงได้ ข้าเชื่อแล้ว พญาเหยี่ยวแห่งเชียงน้อยคือหนึ่งในแผ่นดิน”

“จะฆ่าก็ฆ่าเลย...อย่าพูดมาก”

“จับมันทั้งสามคนออกไปมัดรวมกันที่ลานหน้าตำหนัก”

หลังจากสมุนจัดการตามคำสั่งแล้ว หลวงอรรถก็ให้ม้าเร็วนำจดหมายของตนไปส่งถึงมือสมิงสินธู เพื่อให้เขามาชี้ขาดว่าใครคือเจ้าหญิงเอยาวดีตัวจริง...ช่วงเวลานี้เอง อองดินต้องเร่งหาทางรอด

“มันไม่ฆ่าเราเพราะจะรอท่านสมิงสินธู เราทั้งสามยังพอมีเวลาอีกสองวันก่อนสมิงสินธูจะมาถึงที่ตำหนักนี้”

“หญิงอาจตายก่อนเพราะบาดแผลนี้”

“อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ หากหนีออกไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว ยังทรงมีโอกาส ตราบใดที่ยังไม่ตาย กระหม่อมจะแสวงหาโอกาสนั้น”

“อองดิน หญิงบอกความจริงหลวงอรรถไปแล้ว ช่วยหญิงทีเถิด ปล่อยแม่วาดไป อย่าให้เขามาตายเพราะเรา”

พอเห็นหลวงอรรถเดินหน้าเหี้ยมกลับมา ทั้งสามคนที่ถูกมัดรวมกันไม่พูดไม่ตอบคำถามใดๆ ปล่อยให้มันพูดพล่ามไปเรื่องเจ้าหญิงตัวจริงตัวปลอม จนกระทั่งมันโมโหสั่งสมุนจุดไฟเผาย่างสดมันทั้งสามคน เอยาวดีทนไม่ไหว โพล่งออกมา

“ข้าคือเจ้าหญิงเอยาวดี บอกแล้วไง ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง”

“เจ้าบอกว่าใช่ แล้วนางคนนี้ล่ะ ไม่เห็นเจ้าพูดสักคำว่าเจ้าใช่หรือไม่ใช่ ว่าไง จะตอบรับหรือปฏิเสธ เจ้าคือเจ้าหญิงเอยาวดีใช่หรือไม่ใช่”

อองดินแอบยัดถุงใส่แหวนลงไปที่เอวของวาด แล้วยั่วยุด้วยการตะโกนด่าหลวงอรรถ

“เจ้ามันโง่ ไม่มีความรู้เรื่องราชวงศ์เชียงน้อย ยังคิดจะก่อการใหญ่”

หลวงอรรถชะงัก นึกถึงคำบอกกล่าวของนายพลขิ่นที่ว่า

“ราชวงศ์เชียงน้อยต้องมีของสำคัญสามอย่างเป็นเครื่องยืนยัน หนึ่งองครักษ์ หนึ่งนางข้าหลวง และหนึ่งธำมรงค์ทับทิม”

“ธำมรงค์ทับทิม ใช่แล้ว ค้นตัวนางทั้งสอง”

ปรากฏว่าสมุนเจอแหวนทับทิมที่เอวของวาด วาดเสียใจมาก น้ำตาคลอด้วยความน้อยใจ

“ท่านอองดิน ท่านเอาแหวนมาใส่ให้ข้า ท่านอยากให้ข้าตาย ไหนล่ะที่ท่านบอกว่ารักข้า สุดท้ายท่านก็รักเจ้าหญิงเอยาวดีมากกว่า”

อองดินไม่สนใจวาด เพ่งมองไปที่แหวนทับทิมในมือหลวงอรรถ

“แหวน...แหวนทับทิมจริงๆด้วย นังคนนี้คือเจ้าหญิงเอยาวดีแน่นอน”

“ดูเอาเถิดแม้ในนาทีสุดท้าย วาสนาอีทาสชั่วยังต่ำต้อยกว่าเจ้าหญิง เอาสิ ฆ่าข้าซะ ข้ายอมตายแล้ว ฆ่าข้าเลย ฆ่าข้าซะ ข้าจะได้ไปอยู่กับแม่ข้า...แม่จ๋า อีวาดกำลังจะชดใช้บาปกรรมความริษยาในเวลานี้แล้ว”

วาดร่ำไห้ตัวสั่นสะท้าน อองดินพยายามเตือนสติ

“จมปลักกับความน้อยเนื้อต่ำใจ จะเป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิตใช่ไหม ได้สิ ทำแบบนั้นได้ตายสมใจแน่ ใช้สติปัญญาสิ สติปัญญาที่เป็นเลิศกว่าคนทั้งปวง”

“พูดอะไรกันนักหนาวะ น่าปวดหัว โอ๊ะ...มือข้า ทำไมชา” หลวงอรรถเพิ่งรู้สึกตัว มือที่ถือแหวนกลายเป็นสีดำไปครึ่งมือแล้ว จึงปล่อยแหวนทิ้งทันที “แหวนทับทิม...แหวนมีพิษ”

“แม่วาด จงเชื่อมั่นในตัวข้า ผู้เป็นชายที่รักเจ้า และ เป็นครูของเจ้า”

วาดตั้งสติคิดตาม แล้วหยิบมีดพกออกมาตัดเชือกที่ข้อมือตัวเองก่อนวิ่งเข้าไปแทงหลวงอรรถที่กำลังขวัญเสียเพราะเสียมือไปข้างหนึ่ง หลวงอรรถตั้งรับต่อสู้กับวาดด้วยมือข้างเดียว พลางตะโกนสั่งสมุนให้จุดไฟเผาพวกมัน!

ก่อนที่เพลิงจะแผดเผาอองดินกับเอยาวดีที่ยังถูกมัดขยับหนีไม่ได้ ท่านดาบควบม้าเข้ามาพร้อมก้านและทหาร ช่วยเหลือทั้งคู่ได้ทันเวลา หลวงอรรถพยายามหนีแต่ไปไม่รอด สิ้นใจด้วยคมดาบของท่านชายดาบ

เอยาวดีเจ็บแผลและเสียเลือดมากจนหมดสติ อองดินจึงอุ้มเธอขึ้นหลังม้าของท่านดาบ

“เดินทางด้วยม้าย่อมเร็วกว่าเรือ ข้าจะพานางส่งถึงมือหมอที่เก่งที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”

“ท่านดาบ...กระหม่อมขอฝากเจ้าหญิงด้วย”

ท่านดาบเข้าใจว่าอองดินหมายถึงวาดที่ยืนอยู่กับก้าน จึงบอกเขาว่า “ข้าสั่งก้านไว้แล้ว มันและทหารของข้าจะถวายความคุ้มครองเจ้าหญิงจนถึงวังเขียว”

“นั่นไม่ใช่เจ้าหญิง นี่ต่างหากเจ้าหญิง” อองดินตอกย้ำคำพูดของตนด้วยการคุกเข่าลงตรงหน้าเอยาวดีที่อยู่บนม้ากับท่านดาบ “กราบบังคมทูลเจ้าหญิงเอยาวดี และหม่อมเจ้าดาบปราบศัตรู กระหม่อมจะเดินทางกลับหมู่บ้านร้าง เพื่อเก็บข้าวของแล้วจะเดินทางตามเสด็จไปยังวังเขียวภายในคืนนี้”

ท่านดาบไม่อยากเชื่อ หันไปมองวาด “นี่หมายความว่า...”

วาดคุกเข่าลงสารภาพทันที “นางทาสวาดกราบขอประทานอภัย หม่อมฉันกระทำทุกอย่างเพราะสถานการณ์บังคับ ขอพระองค์ทรงเมตตาด้วยเถิด”

เมื่อความจริงเปิดเผย ท่านดาบทั้งโกรธทั้งตกใจ ก้านเองก็นึกไม่ถึง ตกใจแทบทรุด

“อย่ามัวแต่ตกใจ หากทรงกริ้ว หัวไอ้อองดินจะไปให้ท่านชายบั่นทิ้งถึงที่ แต่ยามนี้ขอเพียงเร่งรีบออกเดินทางเถิด”

ท่านดาบสีหน้าโกรธมาก กระตุกม้าออกไปทันที พอถึงวังเขียวก็รีบตามหมอมารักษาเอยาวดี ส่วนหม่อมนวลกับหนิมพอรู้ความจริงจากก้านก็เป็นลมหงายหลังตึงไปด้วยกัน

เอยาวดีได้รับการรักษาจากหมอหลวง แต่อาการของเธอน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ขนาดหมอหลวงยังออกปากว่าไม่แน่ใจ

“ไม่แน่ใจหมายความเช่นใด” ท่านดาบเสียงดัง

“กระหม่อมให้ยาแล้ว แต่เนื่องจากเป็นพิษที่ไม่มีใครรู้จัก หากยาไม่สามารถกำราบโรคได้ กระหม่อมเกรงว่า นางผู้นี้จะมีชีวิตได้ไม่เกิน 7 วัน”

“นางผู้นี้งั้นหรือ...นางผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางเป็นเจ้าหญิง ท่านต้องรักษาเจ้าหญิงเอยาวดีให้หาย ได้ยินไหม”

“ท่านชาย...สงบสติหน่อยเถิด” ก้านคลานเข้ามาเตือน... แต่ท่านดาบสติแตกจนควบคุมตัวเองไม่อยู่เสียแล้ว โวยวายทั้งน้ำตาคลอๆ

“นางเป็นคู่หมั้น นางเป็นดวงใจ หากท่านรักษานางไม่หาย หากนางตาย จะไม่ใช่แค่ชีวิตของนาง แต่เป็นชีวิตของข้าที่จะดับสิ้นลงไปด้วย...”

ooooooo

วาดเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องที่ตัวเองทำให้แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังพิธีศพแม่แล้ววาดเศร้าเสียใจมาก สารภาพกับไผ่ทั้งน้ำตา

“โจรพวกนั้น...ข้าส่งมันมา”

“นี่เอ็งหมายความว่า...”

“ข้าทะเยอทะยานคิดนำแม่และเอ็งให้พ้นจากความเป็นทาส แต่เมื่อความทะเยอทะยานกลายเป็นความริษยา ความริษยานั้นพาข้ากลายเป็นปีศาจ ปีศาจที่ฆ่าได้แม้แต่แม่ตัวเอง”

“ไม่เอา อย่าพูดเช่นนั้น หากเอ็งคิดเช่นนี้ชีวิตเอ็งจะเป็นเช่นใดต่อไป”

วาดตอบไม่ได้ วิ่งร้องไห้ออกไปข้างวัด คิดไปคิดมาวาดจะแทงตัวตายตามแม่ แต่อองดินเข้ามาห้ามไว้เสียก่อน

“พิพากษาตนเองเช่นนี้ ไม่ง่ายไปหน่อยรึ ปล่อยมีดลงเถิด”

“ทุกวันนี้ข้าเกลียดตัวเองเหลือเกิน ชีวิตเกิดมาต่ำยังไม่เรียกว่าสกปรก แต่จิตใจที่สกปรก ต่อให้สวยงามด้วยเสื้อผ้า ด้วยเครื่องทรงเจ้าหญิง ข้าก็ยังเลวทรามอยู่ดี วันนี้ฟ้าจงเป็นพยาน ข้าขอเลือกชีวิตที่เป็นอิสระจากความเกลียดความผิดทั้งปวงในบัดนี้”

วาดยืนยันจะแทงตัวเอง แต่อองดินไม่ยอมปล่อยมีดให้

“ท่านอองดิน ปล่อยนะ”

“ฟ้าจะไม่เป็นพยานต่อคนสิ้นคิด หากเจ้าไม่ปล่อยมีด เลือดที่ตกลงบนแผ่นดินจะเป็นเลือดของข้า”

วาดตกใจมากที่เห็นเลือดแดงฉานที่มืออองดิน เขาโดนคมมีดบาดโดยไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่ยื้อเอาไว้

“ท่านนี่บ้าจริงๆ”

“เจ้าเกลียดตัวเอง คิดจะทำร้ายตนเอง เจ้าไม่คิดถึงคนที่รักเจ้าบ้าง”

“ข้าไม่สมควรคู่กับท่านแม้แต่น้อย แม้ในเวลาคับขัน ข้ายังเข้าใจท่านผิด”

“แต่ในที่สุด เจ้าก็เข้าใจข้า เวลานี้เจ้าแข็งแรงที่สุด ข้าเอาแหวนให้ เพราะรู้ว่าเจ้าจะเอาตัวรอดได้ด้วยมีดเล็กๆ ตรงกันข้าม แม้จะให้ดาบแก่เจ้าหญิงเอยาวดี พระองค์ก็ไม่อาจเอาตัวรอดได้เหมือนเช่นเจ้า เพราะฉะนั้นตั้งสติและใช้ปัญญาของเจ้าอีกครั้งเถิด”

“ข้านึกไม่ออก วันพรุ่ง...ข้าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร”

“ทุกคนเมื่อเกิดมาย่อมเป็นทาสของความผิดบาป เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำแต่สิ่งถูกต้อง ถ้าเจ้าอยากเป็นอิสระต่อความผิดในใจ และไม่เป็นทาสของความเศร้าหมองจนตลอดชีวิต เจ้าต้องทำสองสิ่ง”

“สองสิ่งนั้นคืออะไร”

“ให้อภัยตนเอง จากนั้นให้อภัยผู้อื่น”

“ท่านอองดิน สิ่งที่พูดนั้นง่าย แต่ทำได้ยาก”

“เจ้าทะเยอทะยานให้พ้นจากการเป็นทาสทางกาย สิ่งที่ยากไปกว่ากำลังท้าทายเจ้า จงทะเยอทะยานให้พ้นจากการเป็นทาสทางใจ ใครทำได้ จึงจะเรียกว่าได้พบอิสรภาพที่แท้จริง”

“ใจร้าย...ใจร้ายจริงๆ ใครจะไปทำได้ ใครจะไปทำได้...” วาดพูดไปสะอื้นไป อองดินดึงหญิงที่รักเข้ามากอดปลอบและให้กำลังใจ

“ไม่ใช่ใจร้าย แต่เพราะโลกนี้โหดร้าย เจ้าต้องทำได้... เจ้าต้องทำได้”

ooooooo

สงครามที่เชียงน้อยปะทุขึ้นแล้ว...นายพลต่อง บิดาของอองดินนำกำลังทหารที่จงรักภักดีต่อองค์

เจ้าหลวงเข้าห้ำหั่นกับทหารฝ่ายสมิงสินธู ส่วนตานเค ที่ทำทีอารักขาสมิงสินธูในวังก็ฉวยโอกาสนี้ลอบปลิดชีพสมิงสินธูอย่างง่ายดาย เจ้าหลวงอาการหนักแต่ก็มีรอยยิ้มขึ้นมาทันทีเมื่อทราบจากนายพลต่องว่าแผ่นดินของตนหมดสิ้นเสี้ยนหนาม ครั้นข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป อองดินและพวกติ๊ดพากันดีใจ รีบเข้ากราบทูลเจ้าหญิงเอยาวดีที่ยังนอนไม่รู้สติเพราะโดนยาพิษอาบปลายธนูของหลวงอรรถ

แต่ไม่ว่าทุกคนจะพยายามกันอย่างไร เอยาวดีก็ยังนอนนิ่งไม่ไหวติง เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และอีกไม่ช้าก็จะครบเจ็ดวันตามที่หมอหลวงบอกไว้แล้ว

ระหว่างรอนี่เอง อองดิน วาด และพวกติ๊ดได้นำพานธูปเทียนแพเข้ามากราบขออภัยท่านดาบกับหม่อมนวล พร้อมบอกเล่าความจริงทุกอย่างจนหมดสิ้น

“กระหม่อมเป็นผู้คิดแผนให้นางทาสวาดปลอมตัวกับเจ้าหญิง เพราะเวลานั้นเราได้ข่าวมาว่ามีมือสังหารคิดจะลอบปลงพระชนม์”

“สิ่งที่ไม่คาดฝันคือในวันนั้นนายขวดได้รับคำสั่งให้มาจับหม่อมฉันไปเป็นทาสในโรงโสเภณี นายขวดไม่เคยเห็นหน้าหม่อมฉัน ได้แต่จดจำตามคำบอกเล่าว่าหม่อมฉันสวมเสื้อผ้าอย่างไร”

“เราทั้งหมดมิได้มีจิตคิดจะหลอกลวงท่านชายและหม่อมแต่ประการใด วันนี้จึงได้เตรียมธูปเทียนแพมาเพื่อขอขมาลาโทษ ได้โปรดให้อภัยแก่พวกเราทั้งหมดด้วย”

ท่านดาบโกรธลุกออกไปทันที คนอื่นหน้าเสียกันหมด ก้านพูดขึ้นเสียงอ่อย

“ท่านชายเสน่หาต่อนางไม้ของพระองค์ถึงขั้นสูญเสียทรัพย์สูญเสียเกียรติ เป็นที่หยอกล้อของคนเมือง ท่านคงทำใจไม่ได้”

“ส่วนข้า...” หม่อมนวลมัวอึกอักเลยโดนหนิมตัดหน้าไปเสียก่อน

“ที่จริง นางทาสคนนี้ก็พยายามบอกแล้วว่าไม่ใช่เจ้าหญิง ทั้งบอก ทั้งแสดงทีท่าสารพัด ไอ้เราก็เตือนแล้ว หม่อมนวลเป็นฝ่ายไม่เชื่อเองเพราะเห็นแก่บ่อพลอย”

หม่อมนวลซัดหนิมไปทีโทษฐานปากดีนัก แล้วหันมายิ้มหวานให้ทุกคน

“ข้าไม่ถือโทษดอก ข้าต่างหากต้องเป็นฝ่ายกราบขออภัยเจ้าหญิงพระองค์จริง เพราะที่ทำไปก็ใช่ว่าจะน้อย...เอาเถอะ อโหสิแก่กัน คดีความอะไรข้าไม่เอาเรื่อง ทำใจให้สบายเถิด เวลานี้ขอให้เจ้าหญิงทรงปลอดภัย พวกเราก็ดีใจแล้ว”

“หมอหลวงให้เวลาเพียงเจ็ดราตรี นี่ผ่านไปหลายคืนแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นเลย”

ขาดคำของติ๊ด จู่ๆวาดนึกอะไรออก พยักหน้าให้อองดินลุกตามไปที่ห้องเอยาวดี วาดพิจารณาอาการของเอยาวดีอย่างถี่ถ้วนก่อนถามอองดินว่า

“ชาวเชียงน้อยได้ชื่อว่าเป็นผู้ปรุงพิษที่วิเศษใช่หรือไม่”

“เราเป็นเจ้าแห่งเครื่องหอมและพิษทั้งปวง”

“วันนั้นหลวงอรรถอาจใช้ลูกธนูอาบยาพิษของเชียงน้อยยิงเจ้าหญิง”

“เป็นไปได้...น่าจะใช่”

“เพราะเหตุนี้ยาของหมอหลวงจึงไม่สามารถระงับพิษได้ แย่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้เจ้าหญิงอาจทิวงคตในเร็ววัน มานี่เถิด”

วาดลากอองดินวิ่งออกไปที่สวนสมุนไพร เร่งรีบเด็ดสมุนไพรใส่ในตะกร้าของตน

“เจ้าจะทำสิ่งใด”

“บอกส่วนผสมของยาพิษเท่าที่ท่านรู้ให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้”

“ข้าไม่รู้มากนัก”

“บอกมาเถิด ทหารของเชียงน้อยนิยมใช้พิษที่ปรุงจากอะไรบ้าง”

อองดินพยักหน้าแล้วค่อยๆบอก ค่อยๆนึก วาดฟังไป เก็บใบสมุนไพรไป แล้วนำสมุนไพรเหล่านั้นมาปรุงยาเพื่อรักษาเอยาวดี วาดทุ่มเททั้งวันทั้งคืนจนติ๊ดซึ้งใจ นำอาหารมาให้วาดด้วยตัวเอง

“ท่านอองดินบอกว่าเจ้ากำลังปรุงยาให้เจ้าหญิง เห็นเวลาล่วงเลยมานานเจ้ายังไม่ยอมกินข้าว ข้าเลยเอามาให้”

วาดยิ้มให้ติ๊ด สองคนหมดเรื่องบาดหมาง...การปรุงยาของวาดเสร็จสิ้นทันเวลาพอดี แต่จะรักษาเจ้าหญิงเอยาวดีได้หรือไม่ยังต้องรอผล

“เจ้าหญิงเอยาวดี หม่อมฉันเคยมีจิตคิดริษยาให้ร้ายพระองค์ แต่พระองค์ไม่เคยถือโกรธ มิหนำซ้ำยังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยหม่อมฉัน เพลานี้หม่อมฉันใช้ทั้งชีวิตจิตใจ และความรู้ทั้งปวงปรุงยาให้พระองค์ หม่อมฉันขอใช้ยานี้เป็นเครื่องขออโหสิกรรม ขออัญเชิญเทพไท้จงดลบันดาลให้ยานี้สัมฤทธิผลด้วยเถิด”

วาดยกถ้วยยาขึ้นจรดศีรษะ แล้วเอายาให้เอยาวดีกิน โดยมีติ๊ดคอยช่วยเหลือ

“ราตรีนี้คือกำหนดนัดหมายที่หมอหลวงบอก รุ่งสางนี้หากเจ้าหญิงไม่ทุเลา นั่นหมายถึงเราคงต้องถวายบังคมลาต่อพระองค์”

ฟังวาดแล้ว ทุกคนหน้าเศร้าลงฉับพลัน...

ooooooo

เพราะรู้สึกผิดที่เคยล่วงเกิน และสำนึกในบุญคุณเจ้าหญิงเอยาวดีเมื่อครั้งยังอยู่ที่โรงโสเภณี พริ้งและนางโลมนับสิบพากันมาที่วังเขียวเพื่อติดตามข่าวพระอาการประชวรด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่นึกว่าจะได้รับอนุญาตจากหม่อมนวลให้ขึ้นไปบนเรือนเข้าเฝ้าเจ้าหญิงได้โดยไม่รังเกียจ

ทุกคนเข้ามารวมตัวกับกลุ่มของอองดิน ช่วยกันภาวนาให้คุณงามความดีของเจ้าหญิงเอยาวดีจึงบันดาลดลให้พระองค์ฟื้นและหายเป็นปกติ

เช่นเดียวกับท่านดาบที่เรือนริมน้ำ  เขากำลังจดจ่อรอคอย พลางก็หวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ช่วงเวลาต่างๆที่เคยใกล้ชิดกันโดยไม่รู้ว่านางคือเจ้าหญิงเอยาวดี พระคู่หมั้นจากเชียงน้อย

“แม่วาดเชื่อว่าชีวิตของข้าและเจ้าเหมือนคู่สร้างเกิดมาเป็นคู่หมายยังไม่พอ ขนาดถูกโชคชะตากลั่นแกล้งให้ไกลกัน ยังได้ประสบพบกัน แต่สำหรับข้า หากเจ้าตายในคืนนี้ ข้าจะสาปส่งเจ้า เจ้าทำให้ข้าโกรธในชาตินี้แล้วยังจากกันไปอีก แม้เกิดชาติหน้า หม่อมเจ้าดาบปราบศัตรูจะตามจองเวรเป็นคู่กรรมแก่เจ้าหญิงเอยาวดีทุกชาติไป”

ท่านดาบสาบานต่อฟ้าด้วยความผูกพันที่มีต่อเจ้าหญิงเอยาวดี ทั้งรักทั้งโกรธมากมายหลายความรู้สึก...

ก่อนฟ้าสาง เอยาวดีฝันเห็นเจ้าหลวงที่กำลังประชวรหนัก  เจ้าหลวงสั่งเสียฝากบ้านเมืองไว้กับเอยาวดีแล้วก็หลับตาลงสิ้นใจไปอย่างสงบ...

เสียงร่ำร้องเรียกหาเจ้าพ่อของเอยาวดีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ  ขาวสะดุ้งตื่นได้ยินก่อนใคร  แล้วบอกต่อๆกันไปด้วยความดีใจว่าเจ้าหญิงฟื้นแล้ว แต่พอสายหน่อยทุกคนก็เศร้าใจลงไปอีกเมื่อทราบข่าวว่าเจ้าหลวงแห่งเชียงน้อยสิ้นพระชนม์

อองดินกับติ๊ดปลอบประโลมเอยาวดีที่อาการดีขึ้นมากให้คลายความเศร้าเสียใจเรื่องเจ้าหลวง ส่วนพริ้งนำมาลัยนับสิบพวงฝีมือของตนและพวกนางโลมมาถวายเจ้าหญิง สักครู่หม่อมนวลกับหนิมก็ตามเข้ามาพร้อมดอกไม้พานพุ่ม

“หม่อมฉันจะมาขอขมา ที่ทำไปทั้งหมดนั่น”

“เอ้อ...หมายถึงเรื่องต่างๆ  ดุด่าว่ากล่าวเสียหาย ดูถูกข่มเหงใช้งานหนัก รังเกียจเดียดฉันท์ ไล่ออกจากวัง”

“นังหนิม เอ็งจะสาธยายให้เขานึกออกทำไม เดี๋ยวแม่เอาพานรูดปากเสียนี่” หม่อมนวลแว้ดบ่าวคนสนิท

“หญิงไม่ถือ อย่าคิดมากเลย ลืมมันไปเสียเถิดนะ”

ทั้งนายทั้งบ่าวยิ้มโล่ง พอเอยาวดีถามหาท่านดาบ ก็ได้คำตอบจากหม่อมนวลว่า

“ตั้งแต่เช้าที่เจ้าหญิงทรงฟื้น ท่านชายก็ย้ายไปนอนที่ในกรม ให้ไอ้ก้านเอาข้าวเอาของไปส่งให้ ไปตามอย่างไร

ก็ไม่กลับ ทำพิลึกคนยิ่งนัก”

“ยามหญิงป่วย  ท่านชายทรงห่วง  แต่เมื่อหญิงหาย ความโกรธก็ผุดขึ้นมาใหม่” เอยาวดีกล่าวเศร้าๆ อองดินจึงเตือนให้นึกถึงสิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องเสด็จไปงานพระศพเจ้าหลวง

“ต้องเดินทางกลับเชียงน้อยหรือเพคะ เมื่อไหร่กัน” หม่อมนวลถามขึ้น

“วันพรุ่งนี้...แผ่นดินไม่อาจว่างจากกษัตริย์ เมื่อถวาย พระเพลิงแล้ว พระองค์อาจจะต้องเข้าพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นราชินีองค์ใหม่  อาจจะกินเวลาหลายเดือนกว่าจะได้กลับมาสยาม”

คำตอบของอองดินทำให้วาดครุ่นคิดบางอย่าง แล้วจู่ๆ วาดก็ทำท่าจะออกไป

“วาด...จะไปไหน หญิงยังไม่ได้ขอบใจเจ้าสำหรับยา เจ้าไม่ใช่ทาส แต่คือหมอปรุงยาเลิศที่สุดในแผ่นดิน”

วาดสุดซึ้ง พนมมือก้มกราบงามๆ “กราบนี้ถวายแด่เจ้าหญิงที่อีวาดนับถือและเคารพด้วยดวงใจ อีวาดต่ำช้าผู้นี้จะไม่ทดแทนพระองค์แค่กราบ  ยังมีสิ่งอื่นด้วย  รอหน่อยเถิดเพคะ”

วาดลุกออกไปท่ามกลางความงุนงงสงสัยของทุกคน ไม่นานนักวาดก็ไปโผล่กระทรวง บอกก้านว่าตนอยากพบท่านดาบ แต่ถูกก้านปฏิเสธตามคำสั่งของผู้เป็นนาย วาดจึงใช้วิธีที่ตนถนัดปีนเข้าไปทางหน้าต่าง โดยที่ท่านดาบไม่ทันตั้งตัว

“นี่เจ้า...มีเรื่องอันใด”

“วันพรุ่งนี้ เจ้าหญิงเอยาวดีจะเสด็จกลับเชียงน้อยเพื่อเข้าพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ  จากนั้นก็ต้องขึ้นเป็นราชินีองค์ใหม่ อาจจะไม่ได้กลับมาสยาม”

“แล้วไง มาบอกทำไม”

“ตอนที่พระองค์เจ็บ ท่านชายคล้ายจะสิ้นชีพตามไป แต่เมื่อพระองค์หาย ท่านชายกลับทำไม่ไยดี วันพรุ่งนี้แล้ว ตามเสด็จเจ้าหญิงไปสิเพคะ”

“ตามนางรึ ข้าอีกแล้วรึ ที่ต้องตามนาง ข้าตามนางตั้งแต่นางเป็นแค่นางโลม ข้าตามนางแม้ยามที่นางหนีออกจากโรงโสเภณี เวลานี้ยังไม่พออีกรึ ข้าต้องตามนางอีกรึ”

“ท่านชาย...ท่านเห็นแล้ว ท่านกับเจ้าหญิงมีวาสนาต่อกัน แม้หม่อมฉันพยายามขัดขวางเพียงใดก็ไม่สำเร็จ แม้แต่หม่อมฉันยังยอมแพ้ มาตามท่านไปพบกับเจ้าหญิง แล้วเหตุใดท่านจึงท้อถอย”

“เพราะนางรักชีวิตของนาง   รักพี่ชาย  รักพ่อ   รักแผ่นดิน นางมีความรักมากมาย แต่ไม่เคยรักข้า ข้าโง่เง่าและเจ็บปวดมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว ติดตามนางไปตลอดชีวิต เฝ้าแต่มอบทุกสิ่งให้นาง เพื่อให้นางไปมอบตนเองให้กับสิ่งอื่น ข้าทำเช่นนั้นไม่ไหวแล้ว ออกไปเสียเถิด”

“ไม่ได้ เป็นเช่นนี้ไม่ได้”

ท่านดาบไม่ฟัง ดึงวาดออกไปพ้นห้อง แล้วสำทับก่อนปิดประตู

“ข้าและหม่อมแม่อภัยให้เจ้าแล้ว นางทาสวาด เจ้าจะไม่ต้องโทษอาญา แต่สำหรับราชินีพระองค์นั้น นางสูงส่งเกินกว่าที่ข้าจะปีนป่ายไปถึง ลืมเรื่องนี้แล้วปล่อยข้าไว้ตามลำพังเถิด”

ooooooo

เช้าวันเดินทางกลับเชียงน้อยไม่เห็นแม้เงาของท่านดาบ   เอยาวดีเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่วาดก็อาวรณ์อองดิน อยากพูดอยากถามว่าเขาจะกลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ แต่เพราะความเป็นหญิงวาดจึงกระดากที่จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

จนแล้วจนรอด วาดกับอองดินก็ไม่ได้พูดจาล่ำลากันสักคำ ส่วนท่านดาบที่แอบมาส่งเอยาวดีอยู่ห่างๆไม่ให้เห็นก็หมองเศร้า ได้แต่เอ่ยลานางไปกับสายลม

“ลาก่อน...นางไม้ของข้า”

หลังจากเอยาวดีและคณะเดินทางไปแล้ว วาดกลับไปที่เรือนหลวงโอสถ รู้จากไผ่ว่าสองพ่อลูกบาดเจ็บเมื่อครั้งถูกโจรปล้น หลวงโอสถสาหัสถึงกับเดินไม่ได้  ส่วนโนรีใบหน้าเสียโฉมเป็นแผลน่าเกลียด วาดไม่คิดจะบอกเรื่องที่ตนเป็นต้นเหตุในครั้งนั้น แต่พยายามจะแก้ไขให้มันดีขึ้นด้วยการเข้ามาปรุงยารักษาสองพ่อลูก

ตอนแรกสองพ่อลูกก็มึนตึงไม่ยอมรับความช่วยเหลือ แต่ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย และดูท่าทีวาดก็จริงใจ จึงลองดู ปรากฏว่ายาของวาดทำให้รอยแผลเป็นบนหน้าโนรีหายเกลี้ยง ส่วนหลวงโอสถก็ลุกเดินเองได้

เมื่อเรื่องดีๆเช่นนี้ถูกล่ำลือออกไป ไม่กี่วันต่อมาหลวงเวชปรีชา หมอหลวงก็เดินทางมาพบวาดถึงวังเขียว ซึ่งไผ่ก็อยู่ด้วยกับวาด

“ข้าเห็นที่เจ้ารักษาหลวงโอสถและลูกสาว ในวังตื่นเต้นกันมาก  ให้หาตัวเจ้ากันยกใหญ่ หากเจ้าถวายการรักษาเจ้านายหายจริงดังคำลือ เจ้าจะมีทั้งยศและศักดิ์ ดีไม่ดีอาจได้เป็นถึงคุณท้าว ติดตามข้าไปทำงานในวังหลวงเถิด”

“เป็นคุณท้าว...อีวาด เอ็งสบายแล้ว” ไผ่ตื่นเต้น

“เรียนคุณหลวง...ขอเรียนตามตรง บ่าวเป็นทาส

ในเรือนเบี้ยของวังเขียว จะกระทำการงานใด ต้องแจ้งให้ทราบต่อนายเงิน”

“นี่เจ้ายังไม่รู้เรื่องรึ”

“รู้อะไรหรือเจ้าคะ”

“เฮ้อ...ยังมีคนอีกมากมายสินะ ที่ไม่รู้เรื่อง เจ้าทั้งสองจงรู้ไว้เถิด กำหนดเลิกทาสมาถึงแล้ว จะไม่มีทาสในแผ่นดินสยามอีกต่อไป เจ้าทั้งสองไม่ต้องเป็นทาสแล้ว”

“เลิกทาส!!” วาดกับไผ่ประสานเสียงด้วยความยินดี

แต่ใช่แค่วาดกับไผ่เท่านั้นที่ยินดี ทาสทุกคนทั่วทั้งแผ่นดินสยามต่างก็พากันดีใจและแซ่ซ้องสรรเสริญพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ...

หลังจากวันประกาศเลิกทาส วาดบรรจงเขียนจดหมายถึงอองดินที่เชียงน้อย

“เรียนท่านอองดิน ในเวลาที่ข้าหน้ามืดตามัว ข้าเพียรพยายามที่จะปลดแม่ออกจากการเป็นทาส  ข้าเฝ้าน้อยใจที่ไม่มีใครเห็นหัวคนต่ำช้าเช่นเรา ข้าหารู้ไม่ พระผ่านเกล้าเจ้าชีวิตไม่เคยมองข้ามข้าแผ่นดินของพระองค์  แม้พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นทาสต้อยต่ำ บัดนี้ประวัติศาสตร์จักจารึก พระเจ้าแผ่นดินสยามใช้พระปรีชาสามารถเลิกทาสได้จนหมดสิ้น ด้วยวิธีละมุนละม่อม ด้วยระยะเวลายาวนานถึง 31 ปี ทาสทุกคนในแผ่นดินสยามได้กลายเป็นไท ได้รับอิสรภาพหมดสิ้นแล้ว ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้แห่งพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น”

ส่งจดหมายนั้นไปแล้ว วาดไม่แน่ใจว่าตัวเองจะได้พบอองดินอีกหรือไม่ จนวันหนึ่งขณะที่วาดเดินเหงาๆอยู่แถวลำธาร วาดได้ยินเสียงม้าดังใกล้เข้ามา ด้วยสัญชาตญาณของผู้ระวังภัย วาดแอบหลังพุ่มไม้เพ่งเล็งไป

แล้ววาดก็ตาโตเป็นประกาย เมื่อเห็นอองดินขี่ม้ามาหยุดริมลำธาร วาดแกล้งส่งเสียงร้องเหมือนลิง อย่างที่เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่งช่วงที่อยู่กับอองดิน

เพียงได้ยินเสียงนั้น อองดินก็ยิ้มอย่างจำได้ “เจ้าลิงป่านั่นเอง”

วาดพอใจ โผล่ออกมาด้วยท่วงท่าลิงจอมซนจนอองดิน แทบกลั้นขำไม่อยู่

“ที่นี่เป็นทางเข้าเมือง คนธรรมดาไม่มากันดอก เจ้ามารอคอยใครงั้นรึ”

“มารอคอยดวงอาทิตย์แห่งข้าไงเล่า มารอทุกวัน รอนานโข น่าเบื่อที่สุด”

“เจ้าดูสดใสงดงาม เหมือน...”

“เหมือนเจ้าหญิงไหม...สำหรับท่าน คงมีเจ้าหญิงองค์เดียวที่งาม” วาดแทรกขึ้นมาอย่างงอนๆ

“เหมือน...เจ้าลิงน้อยตัวเดิมของข้า นึกว่าจะไม่ได้เห็นแล้ว” อองดินยิ้มกว้าง เดินเข้าหา แต่วาดกลับถอยหนี

“จะพูดจาจงระวังปากระวังคำ ข้าได้เป็นหมอหลวงแล้ว ทำงานยิ่งใหญ่อยู่ในราชสำนัก มีคนทำนายว่าข้าจะได้เป็นคุณท้าว”

“หากเจ้าอยากเป็นคุณท้าวหมอหลวง ข้าจะเป็นคนสวนปลูกสมุนไพรให้”

วาดพอใจ แต่ไม่วายเล่นถามตอบกับเขาต่อไปอีก

“หากข้าอยากเป็นพ่อค้าคหบดี”

“ข้าจะเป็นม้าใช้”

“หากข้าอยากเป็นนางในรุ่งเรืองยศศักดิ์”

ได้ยินคำถามนี้ อองดินรวบตัววาดมากอด กระซิบคำรัก

“กลับไปเชียงน้อยกับข้า คฤหาสน์ของนายพลอองดินรอเจ้าเพียงคนเดียว”

“ท่านกลับมาหาข้า มารับข้าจริงรึ แล้วเจ้าหญิงล่ะ ท่านเอาเจ้าหญิงไปทิ้งไว้ที่ไหนเสีย”

อองดินไม่ตอบ แต่ยิ้มมีเลศนัย

ooooooo

ในวังเขียว หม่อมนวลรู้เห็นเป็นใจกับเอยาวดีหลอกท่านดาบที่เพิ่งกลับจากทำงานให้ไปที่เรือนริมน้ำ ท่านดาบอิดออดเล็กน้อยเพราะกำลังเหนื่อยแต่พอเข้าไปเห็นเอยาวดี ความเหนื่อยนั้นก็มลายหายไป กลายเป็นดีใจระคนแปลกใจเข้ามาแทน

“เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”

“หัวใจอยู่ที่ใด ร่างกายย่อมอยู่ที่นั่น นั่งลงเถิดเพคะ กลับมาจากงานเหนื่อยๆให้หม่อมฉันเป็นผู้ถวายการดูแลเถิด” เอยาวดีดึงเขามานั่งที่ตั่ง เริ่มปรนนิบัติด้วยผ้าชุบน้ำผสมน้ำอบเช็ดที่ใบหน้าและมือ

“พิธีต่างๆทางนั้น เรียบร้อยดีรึ”

เอยาวดีไม่ตอบคำถาม สาละวนปรนนิบัติเขาอย่างอิ่มเอมใจ

“หญิงเคยนึกเสียใจ คิดเอาว่าคงต้องรอถึงชาติหน้าจึงจะมีโอกาสถวายงานปรนนิบัติท่าน ไม่นึกเลยบุญวาสนาหญิงยังมี ได้ถวายการดูแลแก่ท่านชายผู้เป็นที่รักตั้งแต่ในชาตินี้”

“จะทำอะไร คิดถึงเกียรติยศแห่งราชินีเชียงน้อยบ้างเถิด” ท่านดาบดึงมือออกเบาๆแล้วเดินออกไป เอยาวดีรู้ว่าเขางอนจึงตามง้อ

“ตลอดเวลาท่านทำเพื่อหญิง ต้องเสี่ยงชีวิต เสียพระเกียรติ เสียทรัพย์ไปเป็นอันมาก นับไปจากนี้หญิงจะเป็นฝ่ายมอบชีวิตให้ท่าน”

“กระหม่อมมีเลือดขัตติยะ มีภาระติดตัวเช่นเดียวกับพระองค์ กระหม่อมไม่โกรธเคืองหากพระองค์จะทำเพื่อแผ่นดิน”
“แผ่นดินเชียงน้อยจะเติบโตดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งหญิง”

“หมายความเช่นใด”

“เชื้อพระวงศ์ที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ต่างเห็นพ้องต้องกันจะใช้ระบบการปกครองอย่างตะวันตก บัดนี้นายพลต่องพ่อของท่านอองดินจะทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บริหารบ้านเมือง”

“พระองค์ไม่ได้เป็นราชินีรึ”

“หญิงไม่ใช่ราชินี แต่ยังเป็นเจ้าหญิงเอยาวดีของประชาชนชาวเชียงน้อย หญิงไม่จำเป็นต้องปกครองพวกเขา เพราะพวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะปกครองตนเองด้วยระบอบอย่างใหม่”

“เจ้าพอใจที่จะเป็นแค่นี้รึ”

“เพียงแค่นี้ ท่านรู้หรือไม่ ยิ่งใหญ่เพียงใด หม่อมเจ้าดาบปราบศัตรูให้สัจจะวาจาจะมีรักเดียวตลอดพระชนม์ชีพ แม้รักนั้นจะหมายถึงการรักหญิงโคมเขียวให้คนทั้งแผ่นดินครหา สัจจะวาจาเช่นนี้สมควรหรือไม่จะเอาตำแหน่งราชินีมาแลก สำหรับหญิงเห็นว่าสมควรอยู่”

“นางไม้ของข้า” ท่านดาบดีใจมาก โอบกอดเอยาวดีและทำท่าจะจูบ

“นึกแล้วว่าต้องรุ่มร่าม หญิงจึงใช้ยาเมากับท่าน...ที่ผ้าชุบน้ำอบเมื่อครู่”

ท่านดาบสีหน้าตกใจ เอยาวดีเลยหลุดขำออกมา บอกว่าตนแค่เพียงหยอกเล่นเท่านั้นเอง

“ดีล่ะ ไม่มียาเมา เห็นทีคงหนีไม่รอดแน่ๆ” ท่านดาบคว้าตัวเอยาวดีเข้ามาสูดดมความหอมจากพวงแก้มอย่างชื่นใจ

“นางไม้ของข้า มีเจ้าอยู่ข้างกาย สัจจะวาจาของท่านชายดาบจะเป็นจริงดังวาจาตลอดไป”

ฟากอองดินกับวาดยังอยู่ที่ริมลำธาร วาดดีใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่ออองดินบอกว่าเจ้าหญิงเลือกกลับมาเป็นหม่อมของท่านดาบ องครักษ์อย่างตนจึงหมดหน้าที่ เพราะเจ้าหญิงมีผู้ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว

“ท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้าหญิงเอยาวดีอีกแล้วจริงๆ ใช่ไหม”

“อย่าว่าแต่เจ้าหญิง ให้ข้าเป็นชาวป่าไปเที่ยวป่ากับลิงป่าอย่างเจ้า ไม่ต้องพบหน้าหญิงใดข้าก็ยินดี ว่าไง ตัดสินใจได้หรือยัง จะเป็นคุณท้าว จะเป็นนางใน หรือจะเป็นลิงป่า”

“ข้าจะไม่เป็นอะไรทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ข้าจะเป็นคือทาสรักของท่านอองดิน พญาเหยี่ยวแห่งเชียงน้อย ข้าจะเป็นทาสรักของท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

อองดินหอมแก้มวาด ทั้งสองกอดกันท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม

ooooooo

หลายวันต่อมา พิธีแต่งงานของสองคู่ผ่านไปอย่างราบรื่นชื่นมื่นที่คุ้มหลวงเชียงน้อย แต่การเข้าหอยังต้องรออีกสามคืนตามประเพณี...

เพียงแค่คืนแรก ท่านดาบก็แอบปีนเข้ามาในห้องเอยาวดี แล้วพานางออกไปที่บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติหลังคุ้ม ซึ่งท่านดาบนัดวาดกับอองดินเอาไว้ ทั้งสี่คนลงเล่นน้ำกันสนุกสนานเบิกบาน แทบลืมเวลาว่าผ่านไปนานเท่าใด...

เช้าวันใหม่ วาดเลียบเคียงถามอองดินขณะเดินเล่นกันอยู่ในสวน “หลังจากนี้ท่านจะไปอยู่กับข้าหรือข้าต้องมาอยู่กับท่าน”

“มาอยู่กับข้าสิ ข้ามีงานต้องทำมากมาย ให้นางไผ่เพื่อนเจ้ามาด้วยกันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงใครอีก”

“เป็นเมียท่านนายพลต้องเป็นคุณหญิงไหม ต้องใส่เสื้อผ้า...วางท่าเรียบร้อย ออกไปคุยกับแขกบ้านแขกเมือง”

“ไม่ต้องหรอก แค่เป็นดวงใจของข้าคนเดียวก็พอ”

“แล้วต้องทำอะไรบ้างล่ะ”

อองดินกรุ้มกริ่มขยับเข้ามากอดจูบวาด พลางกระซิบ “พอไหวไหม”

“คนบ้า...” วาดส่งเสียงในคอ ท่าทีสะเทิ้นอาย

“ค่อยยังชั่ว อายก็เป็น นึกว่าจะลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นกา”

วาดหน้าแดงระเรื่อ แก้เขินด้วยการตีอองดินเบาๆ ส่วนอีกมุมหนึ่ง เอยาวดีกับท่านดาบเดินจูงมือกันท่ามกลางบรรยากาศสดชื่น รายล้อมไปด้วยแมกไม้เขียวขจี

“อีกไม่นานต้องกลับพระนคร เจ้าจะเหงาหรือไม่”

“หญิงถามพวกที่โรงโสเภณีมีทาสมากมาย ไม่รู้ว่าเขาเลิกทาสแล้ว คนพวกนี้เลี้ยงตัวเองไม่เป็น ไม่รู้หนังสือ หญิงจะไปกลับไปทำงานกับคนพวกนี้”

“คิดถึงคนอื่นทันทีเลย สมเป็นเจ้าหญิงเอยาวดี”

“ในอนาคต โรงโสเภณีจะต้องถูกยกเลิก เรื่องพวกนี้ควรเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”

“แผนการใหญ่โต น่าสนุก...คงลืมข้า ไม่สนใจข้าเหมือนเดิม”

“ไม่มีทาง หญิงจะดูแลท่านชายดาบให้ดีที่สุด”

“ไหนลองหน่อย” ท่านดาบป่องแก้มรอ เอยาวดีเขินแต่ก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มป่องๆนั้น ท่านดาบเลยได้ใจ ต่อรองอีก

“แค่เนี้ย นานๆหน่อย เอาตรงนี้” ชี้ที่ปากตัวเอง

“ทำไม่เป็นแล้ว ไปดีกว่า”

เอยาวดีจะเดินหนี ท่านดาบรีบดึงไว้ แล้วประทับจูบที่ปากเธอเนิ่นนาน อ่อนหวาน

“คนเราบางคนเป็นทาสทรัพย์สัมบัติ เป็นทาสตัณหา เป็นทาสความโกรธ เป็นทาสน้ำเมา เป็นทาสการพนัน ในจำนวนเหล่านี้ ไม่มีสิ่งใดน่ายกย่องเชิดชูไปกว่าเป็นทาสรัก” เอยาวดีกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

เช่นเดียวกับวาดที่เดินเข้ามาพร้อมอองดิน

“เพราะเป็นทาสรักย่อมทำให้เรากระทำสิ่งดี สิ่งงดงามได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักจบสิ้น”

วาดสรุปได้อย่างสวยงาม ตรงใจทุกคนที่สุด...

ooooooo

–อวสาน–

ทาสรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด