ตอนที่ 16
ด้วยความรักมากมายที่มีต่อท่านดาบทำให้เอยาวดีเริ่มใจอ่อน ปรึกษาติ๊ดว่าถ้าบอกความจริงจะเป็นไรไหม ติ๊ดต้องการเช่นนั้นอยู่แล้วจึงสนับสนุนเต็มที่ แต่อองดินที่เข้ามาได้ยินทักท้วงไม่เห็นด้วย เพราะถ้าบอกก็เท่ากับเปิดเผยตนเองต่อศัตรู จะอันตรายมากขึ้น
เอยาวดีคิดหนักและตัดสินใจไม่ได้ แต่สำหรับวาด คืนนี้นางคิดรวบหัวรวบหางท่านดาบที่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เอยาวดียิ่งนัก ด้วยการปรุงยาบางอย่างผสมเหล้าให้ท่านดาบดื่มจนเมามายแล้วประคองเข้าไปในห้องของเขา
ฝ่ายอองดินที่เตรียมการเดินทางกลับเชียงน้อยในวันพรุ่งนี้ เขาออกไปพบนายเหมือนเพื่อนัดแนะกันอีกครั้ง สิงห์สมุนหลวงอรรถสะกดรอยตาม แต่ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ หรือไปพบใครสักคน นอกจากอองดินนั่งเรือโดยสารไปมา
ส่วนเอยาวดีที่ครุ่นคิดมาตลอดคืน จนเช้าเธอตัดสินใจแน่วแน่จะบอกความจริงต่อท่านดาบ แต่พอไปถึงหน้าห้องนอนเจอก้านโผล่ออกมาหน้าตาท่าทางแปลกๆ แถมพอเห็นเธอเข้า ก้านก็สะดุ้งตกใจ
“เฮ้ย! มาทำไม”
“วันนี้ท่านชายบรรทมตื่นสาย”
“ตื่น...ตื่นสายมาก ถ้าแม่วาดจะเข้าเฝ้าเวลานี้ เห็นทีจะไม่เหมาะ กลับไปก่อนเถอะ” ก้านรีบไล่นางเพราะข้างในท่านดาบกับวาดตัวจริงนอนหลับไหลอยู่ด้วยกัน
เอยาวดีพยักหน้าแล้วหันกลับ แต่ทันใดประตูเปิดออก วาดยืนมองตรงมา ยิ้มร้ายให้เอยาวดีในฐานะผู้ชนะ
“มีเรื่องอะไรก็เข้ามาคุยกันสิ”
“เหตุใด...เจ้ามาอยู่ที่นี่”
“เมื่อคืนข้าค้างที่นี่ ท่านชายกำลังเมามาย ข้าไม่มีแรงต่อสู้ทัดทาน”
เอยาวดีตกใจคาดไม่ถึง เจ็บปวดใจจนพูดอะไรไม่ถูก
“จะเข้าเฝ้าท่านชายตอนนี้คงไม่เหมาะ เพราะนุ่งห่มไม่เรียบร้อย เจ้าไปรอที่โถงเถิด ข้าจะเชิญท่านชายไปพบเจ้าที่นั่น”
“ไม่เป็นไรดอก เรื่องไม่สำคัญนัก ไม่ต้องทูลท่านก็ได้ หญิงไปล่ะ”
เอยาวดีพยายามกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจก้าวเดินจากไป วาดมองตามสะใจ จู่ๆท่านดาบพรวดพราดออกมาวิ่งตามเอยาวดี
“นี่หยุดก่อน บอกให้หยุดไง หยุดนะ ฟังข้าก่อน”
เอยาวดีวิ่งหนีทั้งน้ำตา ท่านดาบอยากอธิบายจึงไล่กวดนางต่อไป วาดหน้าบึ้งไม่พอใจ แต่แล้วเหลียวไปเห็นอองดินกำลังมองมา วาดนึกละอายรีบหนีเข้าห้องไปแต่งตัวให้เรียบร้อย
ท่านดาบตามจนทันเอยาวดี ดึงมือเธอไว้ “นี่จะไปไหน ฟังก่อน ข้ากับนาง เรามิได้กระทำอย่างที่เจ้าคิด”
“ดูจากสภาพของท่านและนาง ท่านแน่ใจหรือ”
ท่านดาบชะงัก คิดทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนเอ่ยออกมาเบาๆ
“ข้าไม่แน่ใจ”
“ท่านเป็นหม่อมเจ้าสูงศักดิ์ เมียยิ่งมาก ยิ่งประดับบารมี หญิงต่างหากที่โง่ไปหลงเชื่อคำรักและคำสัญญาว่าจะมีรักเดียวของท่าน”
“ข้ายังยึดมั่นคำสัญญาเสมอ เพียงแต่เมื่อคืนนี้ ข้าไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น จริงหรือฝัน ข้าไม่แน่ใจ”
“นางเคยเอ่ยขอท่านจากหญิง และหญิงรับปากแล้ว หญิงจะร้องไห้ทำไมกัน”
“ยกข้าให้นาง เจ้าเคยพูดเช่นนี้รึ”
เอยาวดีพยักหน้าแทนคำตอบ ท่านดาบโกรธและน้อยใจเสียงดังขึ้นมาทันที
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น หรือเป็นเพราะเจ้าเลือกไอ้องครักษ์นั่น ฮึ ต่อว่าข้ามากมาย เจ้าก็เคยหายไปกับไอ้ชู้รักนั่นทั้งคืนเช่นเดียวกัน”
เอยาวดีโกรธจัดตบหน้าท่านดาบเต็มแรง “บทลงโทษสำหรับปากที่สามหาว หญิงไม่เคยเล่นชู้กับอองดิน”
“ที่จริงเรียกชู้ก็ไม่ถูก เพราะเราสองคนมิเคยผูกพันกันลึกซึ้ง ระหว่างเราแทบจะไม่มีสิ่งใด นอกจากความหลงงมงายของข้าเพียงคนเดียว” พูดเสร็จท่านดาบเดินกลับไป ทิ้งเอยาวดียืนร่ำไห้อยู่ตรงนั้น
ooooooo
อองดินรู้ทันและไม่พอใจการกระทำของวาดเป็นอันมาก จึงไปดักพบนางที่มีท่าทีแปลกๆเหมือนไม่กล้าสู้หน้า
“รู้ว่าข้าอยู่ที่สวน ไม่อยากพบข้าจึงเดินหนีมาทางนี้ใช่หรือไม่”
“ข้าไม่ได้หนี”
“คนดีกล้าสู้หน้าฟ้าดิน คนทำผิดไม่กล้าสู้หน้าแม้แต่คนที่รักเจ้า”
“ก็บอกว่าไม่ได้หนี ไม่ได้หนี” วาดโวยวายเสียงดัง
“เจ้ามีความสามารถในการปรุงยาเมา ท่านชายดาบเคยโดนยาเมาไปแล้วยังไม่รู้หลาบจำ ยังคิดว่าตนร่วมหลับนอนกับเจ้าอยู่อีก ช่างโง่เง่านัก”
“ข้าไม่ได้ใช้ยาเมากับท่านชาย”
“แน่ใจรึ”
“ท่านชายโปรดปรานข้ามาแต่เดิม ไม่จำเป็นต้องใช้”
“เจ้าเลือกท่านชาย ปฏิเสธข้า ข้าเสียผู้หญิงที่ข้ารักทั้งสองให้กับท่านชายดาบปราบศัตรู รู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก”
“ลืมข้าเสียเถิด ท่านอองดิน”
“ลืมเจ้า...ที่จริงก็ไม่ยากนัก ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน ผู้หญิงตัวเล็กๆแต่มีใจสู้ หาญต่อกรกับโชคชะตา ทำให้ข้ามีใจเสน่หาลึกซึ้ง เทียบกับเจ้าหญิงเอยาวดีผู้อ่อนแอและสูงส่ง ข้าเลือกเจ้า”
“ท่านเลือกข้า ไม่ใช่เจ้าหญิง ท่านคิดเช่นนี้จริงๆรึ”
“ข้าเป็นทหาร ย่อมอยากมีหญิงที่แข็งแกร่งอยู่เคียงข้าง ข้าเคยนึกเห็นภาพเราแก่เฒ่าไปด้วยกัน ออกท่องเที่ยวในป่า ล่าสัตว์ และมีชีวิตสุขสงบ ชีวิตเช่นนี้ข้าไม่มีทางได้จากเจ้าหญิง แต่สำหรับวันนี้ เจ้ามิได้น่านิยมยกย่องเหมือนแม่วาดคนเดิมแล้ว”
“ข้าไม่เหมือนเดิมตรงไหน พูดดีๆนะ”
“คนใฝ่สูงนั้นไม่ผิดดอก แต่คนใฝ่สูงที่ใช้วิธีต่ำๆ โป้ปดหลอกลวง ไม่สมควรได้รับความรักจากใครทั้งนั้น”
“ท่านดาบไม่เคยเกลียดข้า สักวันหนึ่งท่านจะมีใจเสน่หาข้า”
“ไม่ว่าวันไหน ท่านชายจะไม่ลืมเจ้าหญิง เจ้าจะอยู่อย่างตกนรก อยู่กับร่างกายที่ไร้หัวใจ”
“ไม่จริง...”
“แม่วาด ขอบใจที่ทำให้ข้าเกลียดเจ้า อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องสับสนอีก ลาก่อน”
แววตาเกลียดชังของอองดินพุ่งตรงมาที่วาดชัดเจนมาก จนวาดใจหายวาบ!
ooooooo
หลังจากหักห้ามน้ำตาได้แล้ว เอยาวดีเข้าไปสั่งการพวกติ๊ดที่โรงครัวให้เตรียมตัว คืนนี้เราจะออกเดินทาง ทั้งสามคนแปลกใจทำไมจู่ๆเปลี่ยนจากวันรุ่งขึ้นเป็นคืนนี้
“ท่านอองดินรู้หรือยังเพคะ” สิ้นคำถามของติ๊ด อองดินก้าวเข้ามาพอดี
“ข้าได้ยินแล้ว ดำเนินการตามนั้น นางบางไปหานางใบ พาไปที่นัดหมาย ติ๊ดและขาวขนข้าวของทยอยออกไป อย่าให้ใครสังเกต ส่วนข้าจะออกไปจัดการเรื่องเรือและม้า สองยามคืนนี้เราจะเชิญเสด็จเจ้าชายตันละวินและเจ้าหญิงเอยาวดีกลับคืนสู่เชียงน้อย”
อองดินและเอยาวดีท่าทางมั่นใจไม่มีอาลัยอาวรณ์จนพวกติ๊ดงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีใครคนใดกล้าถามทั้งคู่สักคำ
ที่ศาลาริมน้ำ วาดนั่งเหม่อลอยสีหน้าไม่สบายใจ พอเหลือบเห็นเอยาวดีเดินเข้ามา วาดรีบดักคอด้วยอารมณ์ที่ยังไม่คลายความขุ่นมัว
“จะมาต่อว่าข้าอีกคนล่ะสิ...ไม่รู้จักยอมรับความจริงกันเสียบ้าง ใจคนย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ท่านชายปรารถนาข้า เกลียดท่านแล้ว ความจริงเรื่องนี้หากยอมรับไม่ได้ ข้าก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร”
“เจ้าถูกยึดเครื่องประดับไป ในเมื่อเจ้ายืนยันจะปลอมตัวเป็นเจ้าหญิงเอยาวดีเพื่อให้ได้ท่านชายดาบมาครอบครอง หญิงจึงเอาเครื่องประดับชุดใหม่มาให้” เอยาวดียื่นกล่องเครื่องประดับมาให้
“ชนชั้นสูงนี่พิลึก ใส่หน้ากากจนเคยชิน อยากตบตีทำร้ายข้าที่แย่งผัวเจ้าก็ทำมาเถิด พวกพี่ติ๊ด นังขาว นังบาง อยู่ไหนล่ะ มากันให้หมดเลย ข้าไม่กลัวดอก”
“เครื่องทองใหญ่ประจำองค์เจ้าหญิงแห่งเชียงน้อยไว้ใช้เฉพาะราชพิธี มีค่าสูงยิ่งกว่าเครื่องประดับทุกชุด หญิงเพิ่งให้คนส่งมา มาเถิด หญิงจะใส่ให้”
เอยาวดีเปิดกล่องหยิบสร้อยคอ สร้อยข้อมือและข้อเท้าออกมาใส่ให้วาดจนเสร็จสิ้น ท่ามกลางความประหลาดใจของวาด
“ให้ของมีค่าขนาดนี้ทั้งที่ข้าแย่งผัวเจ้ารึ”
“เจ้าดูเหมือนเจ้าหญิงจริงๆ ดูตัวเองในน้ำสิแม่วาด เจ้าเป็นเจ้าหญิงจริงๆ แล้วนะเวลานี้”
วาดก้มลงมองเงาในน้ำ สร้อยทองขนาดใหญ่เป็นแพประดับพลอยสวยงามทำให้วาดตะลึงไปนาน
“หญิงมิได้มาหาเจ้าเพื่อมอบของขวัญอำลาเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่หญิงต้องการจริงๆ คือนี่ต่างหาก”
ขาดคำ เอยาวดีผลักวาดตกน้ำทันที วาดเจ็บใจ โผล่คอพ้นน้ำอย่างยากลำบากเนื่องจากความหนักของสร้อยชุดใหญ่นั้น
“เจ้าเอาแต่อิจฉาริษยาชนชั้นสูง หาว่าฟ้าไม่มีตา หญิงจะบอกให้ เกิดในที่สูงก็ทุกข์เหมือนกัน เจ้าว่าเจ้าไร้ค่า แต่เชื่อหรือไม่ หญิงโดดเดี่ยวกว่าเจ้าอีก ทาสอย่างเจ้าไม่มีผลประโยชน์ให้ใคร คนที่เข้ามาหาล้วนเป็นเพื่อน แต่คนชั้นสูง
จะมีคนเข้ามาหาแค่สองประเภท ประเภทที่หนึ่ง คนที่เอาแต่
ผลประโยชน์ ประเภทที่สอง คือคนที่คิดจะฆ่าเจ้า”
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย...” วาดตะโกนลั่น สองมือตะเกียกตะกายกลัวจมน้ำตาย
“อิสรภาพอยู่กับคนธรรมดาเสมอ จงพึงใจที่จะเป็นคนธรรมดาที่ไร้เงินทองและเกียรติยศเถิด อยากรอดจากน้ำหรือไม่ ถอดเครื่องทองนั่นทิ้งซะ แต่หากเจ้าโลภไม่ยอมปล่อยเครื่องทองทิ้งไป ก็จงตายไปกับเครื่องทองพวกนั้น”
วาดเลือกชีวิตไว้ก่อน ยอมถอดเครื่องทองทั้งหมดทิ้งก่อนจะว่ายพยุงตัวขึ้นมานั่งหอบสำลักน้ำอยู่บนศาลา
“เครื่องทองเหล่านี้ก็เหมือนยศถาบรรดาศักดิ์ที่ติดตัวหญิงมาแต่เด็ก เพราะเกิดเป็นเจ้าหญิงจึงมีคนหมายปองเอาชีวิต เพราะเกิดเป็นเจ้าหญิง หญิงจึงต้องยกท่านดาบให้เจ้า เจ้าคิดจริงรึว่าเป็นเจ้าหญิงนั้นน่าอิจฉา ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้น เจ้าก็คับแคบเกินไป”
“เจ้าจะฆ่าข้า หนอย...” วาดแค้นเงื้อมือจะตบหน้า แต่เอยาวดีคว้ามือวาดเอาไว้มั่น
“เจ้าคิดง่ายๆ ว่าเมื่อหญิงจากไป เจ้าจะได้เป็นเจ้าหญิงเอยาวดีเต็มตัว ถ้าหญิงตาย เจ้ายิ่งสวมรอยได้โดยไร้ข้อโต้แย้ง มันไม่ง่ายเช่นนั้นดอก แม่วาด...มาเป็นเจ้าหญิงดูเองเถิด แล้วเจ้าจะรู้ว่าชีวิตทาสของเจ้านั้นมันงดงามแค่ไหน” เอยาวดีเชือดนิ่มๆ แล้วเดินจากไป
ooooooo
เมื่อเปลี่ยนกำหนดการเดินทางกลับเชียงน้อย อองดินจึงส่งนกพิราบสื่อสารไปหานายเหมือนให้ออกไปรอที่ท่าน้ำ พอคณะของอองดินออกจากวังเขียว สิงห์ที่ซุ่มจับตาก็เร่งรีบไปรายงานหลวงอรรถ ก่อนจะยกโขยงกันออกติดตาม แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังหลงกลอองดินเข้าให้แล้ว
อองดินใช้ทหารรับจ้างทำหุ่นฟางบนเรือให้เหมือนคณะของตัวเองหลอกล่อพวกหลวงอรรถ ซึ่งก็ได้ผล อองดินสามารถพาเจ้าหญิงและคณะไปรับนายเหมือนได้สำเร็จ แต่อองดินยังไม่วางใจจึงจัดแบ่งผู้คนออกเป็นสองกลุ่มพร้อมเสบียง โดยให้ติ๊ด ขาว บาง และใบลงเรือลำหนึ่งแล้วไปเจอกันบริเวณช่องเขาขาดชายแดนฝั่งเชียงน้อย น่าจะใช้เวลาไม่เกินสองวัน ส่วนอองดิน เอยาวดี และนายเหมือนจะลงเรืออีกลำไปด้วยกัน
“อะไรกัน พวกนั้นเป็นข้าหลวง ไล่ไปทำไม แล้วใครจะรับใช้เจ้าชายอย่างข้า” เหมือนโวยขึ้นทันทีที่เห็นพวกติ๊ดแยกตัวปะปนไปกับชาวบ้าน
“เราจะให้พวกนั้นมาเสี่ยงภัยกับเราไม่ได้ เป็นคำสั่งของหญิงเอง”
“เสี่ยงภัย นี่เราต้องเสี่ยงภัยรึ งั้นยิ่งต้องให้พวกนั้นกลับมาอารักขาปกป้องเราสิ เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อน”
“เจ้าพี่ หยุดนะ” เอยาวดีเสียงแข็ง
“ไม่...ข้าไม่หยุด เดี๋ยวก่อน เดี๋ยว กลับมาก่อน”
เรือลำนั้นออกไปแล้ว แต่นายเหมือนก็ยังตามไปเรียก อองดินสีหน้าเบื่อหน่ายจำต้องเดินตามไปพร้อมเอยาวดี ที่เดินไปบ่นไป
“เฮ้อ เหตุใดจึงเป็นคนเช่นนี้นะ”
เมื่อนายเหมือนยังโวยวายเรียกเรือลำนั้น อองดินจึงเข้าไปกระซิบเตือนให้หยุด มิเช่นนั้นพระองค์จะเป็นจุดสนใจ
“คนพวกนั้นเป็นข้าหลวง จะเอาสบายแต่ถ่ายเดียวได้อย่างไร ข้าเป็นเจ้าชายไม่ใช่รึ”
“หยุด จะหยุดหรือไม่หยุด ถ้าไม่หยุด หญิงจะไม่เอาเจ้าพี่ไปด้วย...หน้าที่ของกษัตริย์คือมีชีวิตเพื่อประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนมามีชีวิตเพื่อเรา ถ้าเจ้าพี่ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องนี้ แผ่นดินเชียงน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าชาย”
“ข้า...ข้าก็แค่เสนอความเห็น จะทำเช่นใดก็ทำไปสิ”
นายเหมือนเสียงอ่อย
อองดินมองเอยาวดีอย่างชื่นชมในความเด็ดขาด
ooooooo
เช้าขึ้น หนิมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกข่าวใหญ่ถึงในห้องอาหารที่หม่อมนวล ท่านดาบ และเจ้าหญิงตัวปลอมนั่งอยู่พร้อมหน้า
“แย่แล้วเจ้าค่ะ ไปกันหมดเลยเจ้าค่ะ ทั้งเรือนริมน้ำ เรือนทาส มันไปจริงๆ ดังคำลือจริงด้วย”
“ใครไปไหนวะ พูดไม่รู้เรื่อง” ก้านเสียงดังใส่หนิม
“ทั้งอีนางโลมตัวหอม อีขาว อีบาง สมุนของมัน แม้แต่แม่ติ๊ดก็ไปด้วย เจ้าหญิงเพคะ แม่ติ๊ดคนของพระองค์ก็ไปกับมันด้วย มันกล้าทิ้งเจ้าหญิงไปด้วยหรือเพคะ”
“มันคิดคดทรยศไปอยู่กับนางทาสต่ำนั่น ข้าควรแยแสมันงั้นรึ”
“แล้วที่เขาลือ...ลือว่าอะไร” หม่อมนวลซักหนิม
“พวกทาสมันว่านางวาดจะพาพี่ชายกลับเชียงน้อย นี่คงสมคบคิดกับคนของเจ้าหญิงหนีไปเชียงน้อย”
“อีนางโลมชั่ว ไปกับพี่ชายหรือชายชู้กันแน่ มิพักยังเอาคนของข้าไปอีก นังอกตัญญู เหิมเกริมชั่วช้าไม่มีที่ติ”
“อองดินไปด้วยใช่หรือไม่” ท่านดาบหันไปถามเจ้าหญิงเสียงแข็ง วาดไหวพริบดีหาคำตอบได้รวดเร็วไม่ติดขัด
“พวกเขาคงเบื่อเมืองสยาม เลยทิ้งงานกลับบ้านกันหมด”
“เขียนจดหมายไปฟ้องตระลาการที่เชียงน้อยเลยเพคะ จับเข้าคุกหลวงให้หมด ฐานละทิ้งการทำหน้าที่ดูแลเจ้าหญิง” หนิมยุส่ง
เข้าทางวาดอย่างจัง วาดแสร้งบีบน้ำตาเรียกร้องความเห็นใจ
“คนพวกนี้คงเห็นว่าเจ้าหญิงเอยาวดีมาอยู่นานแล้ว ยังไม่มีพิธีเสกสมรส มันคงนึกว่าหม่อมและท่านชายทอดทิ้ง มันจึงหมดความเคารพนับถือ”
“ไฮ้ ใครว่า...งานพิธีจะมีขึ้นอีกสองเดือนนี่แล้ว ไม่เป็นไรเพคะเจ้าหญิง ไม่ต้องร้องไห้เสียใจ คนไม่จริงใจ ให้มันไปเสียได้ก็ดี เดี๋ยวหม่อมฉันจะแต่งทนายหน้าหอคนใหม่มาเป็นทาสรับใช้เจ้าหญิงเองเพคะ”
“นั่นสิเพคะ อย่าทรงกันแสงเลยนะเพคะ หม่อมยังอยู่ทั้งคน ทาสวังเรามีถมถืด ค่ากินอยู่มิได้เพียงเสี้ยวของบ่อพลอยด้วยซ้ำ” หนิมปากไว เลยโดนหม่อมนวลแอบหยิกจนสะดุ้ง
ท่านดาบสีหน้าไม่สู้ดี ลุกหนีไปดื้อๆ ก้านรีบตามไปด้วยความเป็นห่วง ท่านดาบตรงไปที่เรือนริมน้ำ อาละวาดทำลายข้าวของในเรือนกระจัดกระจายด้วยความแค้นใจ สุดท้ายเกือบทำไฟไหม้เรือน ถ้าก้านไม่ไปเกณฑ์ทาสมาช่วยกันดับได้ทัน
ooooooo
นั่งเรือกันมาจนสุดทาง ต่อไปต้องเดินเท้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมายกับพวกติ๊ด นายเหมือนก็เริ่มมีปัญหาขึ้นมาอีก
“ทำไมถึงไม่มีม้า ให้เจ้าชายเจ้าหญิงเดินเท้าเนี่ยนะ”
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า แถบนี้คนมีม้าคือทหารเท่านั้น ถ้าไม่อยากเป็นจุดสังเกตต้องทำตัวเหมือนคนอื่น”
“ไปเถอะเพคะ เดินก็เดิน” เอยาวดีใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เข้าไปเกาะแขนพี่ชาย แต่เขากลับสะบัดหนี เดินหน้าตาบึ้งตึงไปก่อน
อีกพักใหญ่ๆ ทั้งสามคนก็เข้าเขตป่า และถ้าข้ามป่าแห่งนี้ไปก็จะเข้าฝั่งเชียงน้อยที่นัดให้พวกติ๊ดไปรออยู่ แต่คืนนี้ต้องค้างกันแถวนี้ก่อน เพราะอีกไม่นานก็จะค่ำแล้ว
เอยาวดีจัดแจงแก้ห่อเสบียงเพื่อเอาน้ำออกมาดื่มแต่จู่ๆนายเหมือนก็ฉวยเอาไปดื่มก่อนหน้าตาเฉย เอยาวดีไม่พอใจแต่ไม่ตำหนิพี่ชาย ส่วนอองดินโกรธมากจนต้องเบือนหน้าหนี ข่มอารมณ์
“หญิงจะเตรียมก่อไฟและจัดที่พัก”
นายเหมือนไม่สนใจใดๆ ทำท่าจะเอนตัวลงนอน อองดินสุดทนจนต้องเอ่ยขึ้นมา
“ถ้าจะทรงกรุณา กระหม่อมอยากให้พระองค์ช่วยทำหลุมพรางกันสัตว์และโจรผู้ร้าย”
“ไม่เอา ข้าเหนื่อยจะแย่แล้ว เอ้า ไหนน้องว่าจะจัดที่พัก เริ่มเลยสิ พี่อยากนอนสักงีบ”
“ถ้าเจ้าพี่ไม่ทรงให้ความร่วมมือ เราจะกลับพระนคร ยกเลิกทุกอย่าง”
“เจ้าขู่ข้าอีกแล้วนะ”
เอยาวดีมองหน้าเอาจริง นายเหมือนไม่สบอารมณ์ลุกพรวดพราดเดินห่างออกไป
“เจ้าหญิงเอยาวดีทรงเปลี่ยนไป เข้มแข็ง ไม่เหมือนคนเดิมโดยสิ้นเชิง” อองดินชื่นชม
“เจ้าพี่ตันละวินยังต้องเรียนรู้อีกมาก”
“เคยคิดหรือไม่ เขาอาจไม่ใช่เจ้าชายตันละวิน”
“ท่านคิดเช่นนั้นรึ” เอยาวดีค่อนข้างตกใจ แต่ไม่ทันอองดินจะพูดอะไรต่อ นายเหมือนก็เดินกลับมาโวย
“นี่...จะให้ทำสิ่งใดก็ตามมาบอกสิ ไม่เช่นนั้นข้าจะนอนตรงนี้จริงๆนะเอ้า”
อองดินจำต้องลุกขึ้นจัดแจง ส่วนเอยาวดีเฝ้ามองนายเหมือนด้วยสีหน้าเคลือบแคลง...กังวล
ooooooo
เมื่อต้องแสดงตนเป็นเจ้าหญิงเอยาวดีภายในวังเขียวต่อไป วาดพยายามจะสลัดความเป็นทาสของตัวเองให้หมดสิ้น แต่มันก็ยากยิ่งจนวาดรู้สึกหงุดหงิดโมโหตัวเอง แล้วพาลไปลงกับพวกทาสที่โรงครัว ทั้งบ่นทั้งด่าจนทุกคนตัวลีบกลัวหงอ
อาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยขึ้นโต๊ะแล้ว แต่ท่านดาบไม่ยอมมากิน เอาแต่ดื่มสุราเมามายเพราะเสียใจเรื่องนางโลมจากไป หม่อมนวลทราบดีแต่พยายามบิดเบือนกับเจ้าหญิงว่าท่านดาบคงไม่สบายใจจากงาน จากนั้นหม่อมก็เปลี่ยนเรื่องเพื่อเอาใจเจ้าหญิง แต่หารู้ไม่ว่ากำลังจะสร้างความหนักใจให้นางเสียมากกว่า
“เรื่องงานเสกสมรส ได้ฤกษ์แรมหนึ่งค่ำเดือนหก สถานที่ก็เป็นที่วังของเรา อ้อ แต่มีเรื่องหนึ่ง เรื่องเครื่องประดับ เรื่องนี้เจ้าหญิงคงช่วยหม่อมฉันได้”
หนิมอมยิ้มรู้ทันเจ้านาย พูดกับตัวเองเบาๆ “พอกำจัดสิ่งกีดขวางได้ หม่อมก็รีบทำกำไรทันที แหม...ดวงตาไม่เคยเห็นอะไร เห็นแต่เงิน”
“ท่านจะให้ช่วยยังไง” วาดถามหม่อมนวล
“เขาว่าเชียงน้อยมีบ่อพลอยมากมาย ทุกๆบ่อเป็นของพระราชวงศ์ เจ้าหญิงมีอยู่กี่บ่อเพคะ”
วาดแทบกินข้าวไม่ลง ตอบไม่เต็มเสียง “ก็...มีอยู่บ้าง”
“งั้นขอเครื่องประดับทองคำประดับพลอยมาถวายแด่พระญาติเป็นของชำร่วยได้ไหมเพคะ”
“ประทานชิ้นใหญ่ๆ หนักๆ ให้หม่อมสักชิ้นด้วยนะเพคะ”
“อันนี้อีหนิมมันพูด ไม่ใช่หม่อมฉัน ก็ให้มันสมน้ำ สมเนื้อน่ะเพคะ อ้อ แล้วก็ชุดเงินประดับพลอยสำหรับแขกระดับรองลงไป เบ็ดเสร็จเครื่องทองห้าสิบ เครื่องเงินห้าสิบ”
“หนึ่งร้อย” วาดกับหนิมพูดออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
“น้อยไปหรือเพคะ เอ...ถ้าเช่นนั้นก็ขอพลอยเดี่ยวให้พวกเจ้านายเล็กๆ ญาติมิตรชั้นธรรมดาอีกสองร้อย ถ้ายังน้อยไป ก็ขอ...”
วาดรีบตัดบททันที ก่อนจะยาวไปกว่านี้ “พอสมควรอยู่ ต้องการเมื่อใด”
“สิ้นเดือนนี้ ตอนที่ไปทูลเชิญ เรียนเชิญมางานเสกสมรสดีไหมเพคะ”
“สิ้นเดือน” วาดพึมพำ หายใจไม่ทั่วท้อง...
หลังอาหารมื้อนั้นทำเอาวาดกลุ้มใจถึงกับกุมขมับ “บ้าจริง จะไปหาที่ไหนมาให้...คนพวกนี้คิดแต่จะเอาผลประโยชน์ ที่ทำดีกับข้าก็เพียงหวังทรัพย์สมบัติพวกนั้น”
คิดไปคิดมา วาดนึกถึงคำพูดเอยาวดีที่เตือนสติเอาไว้ก่อนจากกัน
“เจ้าเอาแต่อิจฉาริษยาชนชั้นสูง หาว่าฟ้าไม่มีตา หญิงจะบอกให้ เกิดในที่สูงก็ทุกข์เหมือนกัน เจ้าว่าเจ้าไร้ค่า แต่เชื่อหรือไม่ ข้าโดดเดี่ยวกว่าเจ้าอีก ทาสอย่างเจ้าไม่มีผลประโยชน์ให้ใคร คนที่เข้ามาหาล้วนเป็นเพื่อน แต่คนชั้นสูง จะมีคนเข้ามาหาแค่สองประเภท ประเภทที่หนึ่ง คนที่เอาแต่ผลประโยชน์ ประเภทที่สอง คือคนที่คิดจะฆ่าเจ้า”
คำพูดนั้นจริงแท้ แต่วาดยังไม่ยอมรับ พยายามสะบัดความคิดพวกนี้ออกจากหัว
“ไม่! อย่าคิดไร้สาระ ข้าต้องคิดหาทางออกด้วยตัวเอง ต้องมีทางออก”
แล้ววาดก็เดินหน้าไปหาท่านดาบที่จมอยู่กับไหสุรา เมามายจนไม่ทำสิ่งใด วาดพยายามจะทำให้ท่านดาบรักใคร่เมตตา ออดอ้อนอ่อนหวานเรื่องงานเสกสมรสที่วันนี้หม่อมนวลระบุชัดมาแล้ว แต่ท่านดาบหาได้สนใจ แถมพอวาดเข้าไปกอด ก็ขยับหนีไปเอนตัวลงนอน วาดเลยเก้อต้องถอยออกมา
“เห็นควรสิ่งใด ก็ทำเถิด” ท่านดาบพูดทั้งที่หลับตา
“หม่อมขอเครื่องประดับ แต่อาจจะไม่เหมาะนักในเวลานี้ที่จะจัดหามาให้”
“เห็นควรสิ่งใด ก็ทำเถิด”
“ท่านชายจะพูดกับหม่อมแม่ให้ได้ไหมเพคะ อยากให้เลื่อนไปก่อนจนกว่าเชียงน้อยจะสงบ”
“ได้สิ...จะพูดให้”
“ทรงกรุณายิ่งแล้ว ท่านมีความสุขเหมือนหม่อมฉันหรือไม่ ชีวิตใหม่ที่ไม่โดดเดี่ยว เราจะมีกันและกัน”
วาดสุขใจเข้าไปกอดคลอเคลียท่านดาบ แต่วาดก็ต้องอึ้งกับความเย็นชาของอีกฝ่าย ที่นอนกรนไปเสียแล้ว ทำให้วาดอดนึกถึงคำพูดตอกย้ำของอองดินขึ้นมาไม่ได้
“ไม่ว่าวันไหน ท่านชายจะไม่ลืมเจ้าหญิง เจ้าจะอยู่อย่างตกนรก อยู่กับร่างกายที่ไร้หัวใจ”
วาดลุกพรวดขึ้นนั่งมองท่านดาบที่หลับใหล “ไม่...ไม่จริง ไม่จริง”
วาดเสียขวัญ รับไม่ได้ ออกจากวังเขียวไปนั่งร้องไห้อยู่หลังเรือนหลวงโอสถ วงกับไผ่มาเห็นเข้าพากันประหลาดใจ
“วาดลูกแม่ เอ็งร้องไห้รึ ร้องไห้เรื่องใด”
“ข้ารู้สึกเหงาน่ะ”
“เหงา...ตั้งแต่เล็กไม่เห็นเคยบ่นเช่นนี้ ทำไมจึงเหงาล่ะ”
วาดโผเข้ากอดวงร้องไห้หนักด้วยอารมณ์สับสนภายใน รำพันเสียงสั่นเครือ
“ข้าทำทุกอย่างเพื่อแม่ แม่กับไผ่ต้องพ้นจากความเป็นทาสรู้ไหมจ๊ะ”
“เอ๊า ร้องไห้ใหญ่เลย ดูสิน้าวง”
“จะไม่ร้องได้ยังไง้...เขาลือกันให้ลั่นคุ้ง” เสียงเย้ยเยาะของหลวงโอสถดังขึ้นมา ตามด้วยถ้อยคำหยามหยันของโนรี
“เขาว่าหม่อมนวลรังเกียจเอ็งน่าดู หาว่าเป็นเสนียดในเรือนเขา ถูกทำร้ายทุบตีแล้วยังถูกไล่ไปทำนาอีก...สะใจจริงๆ”
ไผ่คิดตามแล้วทำท่าจะซักถามวาด แต่วาดปรามไผ่ด้วยสายตาคมกริบ ก่อนหันไปกระแทกเสียงใส่สองพ่อลูก
“ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับพวกท่าน”
พูดเสร็จวาดเดินหนีทันที แต่สองพ่อลูกก็ยังตามไปดักหน้าหาเรื่องวาดอีก
“เดี๋ยวสิ นี่เห็นอะไรไหม” โนรีชี้ที่คอและมือตัวเอง “เครื่องเงินของเจ้า แล้วยังทองคำบนเรือนนั่นอีก เรามีทุกอย่าง แต่เจ้าไม่มี เจ้าแทบไม่เหลืออะไรเลย เพราะท่านดาบกำลังจะเสกสมรสในเวลาอันใกล้”
จู่ๆ หลวงโอสถก็ยกเท้าถีบอกวาดจนล้มทั้งยืน วงกับไผ่ร้องกรี๊ด พุ่งเข้าไปหาวาด
“ไม่...อย่า...อย่าเจ้าค่ะ ถ้าจะทำอะไร ก็ทำบ่าวเถอะเจ้าค่ะคุณหลวง” วงพนมมือขอร้องหลวงโอสถที่เงื้อง่าจะทำร้ายวาดอีก
“อุตส่าห์ยั้งเท้าไว้นานนมเพราะนึกว่าเอ็งเป็นตัวโปรด ถุย คนอย่างหม่อมนวลไม่มีทางเอาเอ็งไว้ดอก ท่านชายก็เหมือนกัน อีกไม่นานก็เบื่อ สุดท้ายเอ็งก็คืออีทาสโสเภณี ที่เอาไว้ให้ข้ารองมือรองตีนอยู่ดี”
พูดขาดคำ หลวงโอสถก็ตบวาดเปรี้ยง แล้วลากตัววาดขึ้นมาส่งให้โนรีตบซ้ำอีกที วาดถึงเลือดกบปาก จ้องอาฆาตสองพ่อลูกชั่วช้าที่พากันเดินหัวเราะจากไป
วงกับไผ่น้ำตาซึมสงสารวาด แต่วาดไม่ร้องไม่โอดโอยสักเอะ
“เจ็บมากไหม มา...ข้าทายาให้ ยานี้ทำให้เอ็งไม่มีแผล คนที่วังจะได้ไม่สงสัย” ไผ่จัดแจงแต้มยาที่ปากให้วาด แต่วาดปัดมือไผ่ออกอย่างฉุนเฉียว
“ข้าจะมัวแต่อ่อนแอไม่ได้ ข้าจะเลิกอาลัยอาวรณ์ ข้าต้องเดินหน้า หลวงโอสถกับอีโนรียังอยู่ ข้าจะแก้แค้นมัน ข้าจะแก้แค้นมัน!” วาดประกาศด้วยความคั่งแค้นที่อัดแน่นในอก แล้วก็นิ่งเงียบ ยอมให้ไผ่แต้มยาต่อไป
ooooooo
ค่ำแล้ว เอยาวดีกับอองดินและนายเหมือนช่วยกันจัดที่ทางในป่าเพื่อนอนพักเอาแรงไว้เดินทางต่อพรุ่งนี้ นายเหมือนหลับไปก่อนอย่างง่ายดาย แต่เอยาวดียังหลับไม่ลง ลุกไปนั่งคุยกับอองดินที่อยู่ยาม
อองดินตัดสินใจบอกเอยาวดีว่าก่อนออกเดินทางมีนกพิราบสื่อสารมาแจ้งข่าว เจ้าหลวงประชวรหนัก รักษาทั้งหมอหลวงและหมอฝรั่งอาการก็ไม่ดีขึ้น...เอยาวดีตกใจและเป็นห่วงเจ้า พ่อ อยากกลับไปเจอท่านเร็วๆ
“ทำใจดีๆ พรุ่งนี้เราก็ถึงชายแดนเชียงน้อย ขอให้กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์คงอยู่ ราชวงศ์ก็ยังมีหวังตั้งอยู่ได้”
เอ ยาวดีพยักหน้าพยายามเข้มแข็ง ทันใดทั้งคู่ได้ยินเสียงแปลกๆดังใกล้เข้ามา เสียงคล้ายม้าวิ่ง เอยาวดีคาดเดาคงจะเป็นม้าป่า แต่อองดินไม่ปักใจ ขอออกไปลาดตระเวนแถวนี้
อองดินหายไปไม่นาน เอยาวดีก็ได้ยินเสียงสู้รบด้วยดาบ เธอเหลียวมองนายเหมือนที่ยังหลับสนิท แล้วตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นออกไป แต่ไม่ทันจะไปเจออองดินที่ต่อสู้กับสิงห์ หลวงอรรถก็โผล่พรวดมาขวางหน้าเสียก่อน ตอนแรกหลวงอรรถเรียกนางว่าเจ้าหญิง แต่พอเห็นหน้าชัดๆ ก็ร้องขึ้นอย่างแปลกใจ
“เอ๊ะ นี่เจ้า...นางโลมตัวหอม”
ถ้อยคำของหลวงอรรถทำให้เอยาวดีชะงักคิดก่อนสวมรอยเป็นวาดทันที
“ท่านจำหญิงมิได้รึ เจ้าหยงเจ้าหญิงอะไรกัน หญิงคือนางทาสวาดตัวหอมของท่านไงล่ะ”
“แล้วเจ้าหญิงอยู่ที่ไหน ไอ้อองดินอยู่ไหน”
“อองดินคือใครเจ้าคะ” เอยาวดีทำไขสือ
สีหน้าหลวงอรรถงุนงงมาก เพราะปักใจเชื่อว่านางผู้นี้คือนางทาส ไม่ใช่เจ้าหญิง...
อีก ด้านที่อองดินกับสิงห์สู้รบกัน อองดินพลาดท่าถูกสิงห์ฟันแขนบาดเจ็บ และดาบนั้นเคลือบยาพิษจะทำให้อองดินสลบในไม่ช้านี้ แต่อองดินก็ยังอุตส่าห์เอาชีวิตสิงห์จนได้ด้วยการพุ่งดาบเข้าที่ท้องมันเต็ม แรง ก่อนพยายามพยุงกายกลับไปทางเดิมที่จากมา
ขณะนั้น เอยาวดีพยายามใช้เล่ห์กลชาญฉลาดหลอกล่อหลวงอรรถที่กำลังล็อกคอเธอไว้
“ท่าน มีอาวุธครบมือ น่ากลัวยิ่งนัก หญิงออกมาหาของป่าให้หม่อมนวลที่วังเขียว หญิงมากับทาสสองสามคนปล่อยเราไปเถิดนะเจ้าคะ อีวาดไหว้ล่ะ”
“มาหาของป่ารึ”
หลวงอรรถเกือบจะเชื่ออยู่แล้ว ถ้านายเหมือนไม่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาเรียกน้องสาว และถามชายแปลกหน้าว่าเป็นใคร
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร” หลวงอรรถย้อนถามพร้อมกับหันมีดไปขู่
“โอ๊ะ อย่าทำอะไรข้า ข้าไม่มีอาวุธ ข้าคือเจ้าชายนะ เจ้าชายเชียงน้อย ชื่อตันละวิน เอ็งเป็นโจรป่าสินะปล่อยข้าไป แล้วจะเอาทองเท่าไหร่ ข้าจะให้”
เอ ยาวดีหน้าเสียกับคำตอบสุดโง่เขลาของนายเหมือน แต่หลวงอรรถยิ้มกริ่มขึ้นมาทันใด ผละทิ้งเอยาวดีแล้วพุ่งเข้าไปแทงท้องนายเหมือนอย่างรวดเร็ว นายเหมือนร้องโอ๊ยคำเดียวร่างก็ทรุดฮวบ เอยาวดีตกใจแทบช็อก แต่ยังตั้งสติบอกให้นายเหมือนวิ่งหนีไป
แต่นายเหมือนก็ไปไหนไม่รอด ถูกหลวงอรรถจิกหัวเอาไว้มั่น
“ก่อนที่ข้าจะแทงเจ้าซ้ำ น้องสาวของเจ้าอยู่ที่ใด บอกมานะ”
นายเหมือนอ้าปากจะตอบ เอยาวดีไหวพริบดีหันหลังแกล้งส่งเสียงให้หลวงอรรถเข้าใจว่ามีคนกำลังจะเดินมาทางนี้
“เจ้าหญิงเพคะ เจ้าหญิงอย่ามาทางนี้ หนีไปเพคะ หนีไป”
เมื่อเห็นนางโลมวิ่งออกไป หลวงอรรถก็ทิ้งนายเหมือนวิ่งตามนางออกไปทันที
“มันมาด้วยกันจริงๆด้วย ขอดูหน้านางเจ้าหญิงหน่อยเถิด...ดี วิ่งไปเลย พาข้าไปหาเจ้าหญิง”
เอยาวดีหลอกล่อหลวงอรรถวิ่งไปติดกับดักที่อองดินทำไว้ เท่านี้หลวงอรรถก็สิ้นฤทธิ์ ห้อยต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้
“สมน้ำหน้า”
“อีทาสบ้า หยุดนะ กลับมาปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ อีนางโสเภณี”
เอยาวดีนึกได้ หันกลับมาดึงมีดสั้นที่เอวตัวเองปาใส่ร่างหลวงอรรถเพื่อตัดกำลัง แล้ววิ่งกลับไปหานายเหมือน
“นังตัวร้าย กลับมาปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ โอ๊ย...” ยิ่งดิ้นหลวงอรรถก็ยิ่งเจ็บ...
เอยาวดีวิ่งกลับมาประคองนายเหมือนที่ถูกมีดเสียบท้องนอนร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ ไม่ทันไร อองดินเซซังมาอีกคน
“อองดิน...ท่านถูกทำร้าย”
“มีดของมันมียาพิษ”
“เสียงม้า...นั่นไง มันมีม้ามาด้วย แข็งใจกันไว้ เราต้องขี่ม้าข้ามไปชายแดนให้ได้ ไปเร็ว”
แทนที่นายเหมือนจะขยับตัว กลับร้องไห้อ่อนแอเมื่อเห็นเลือดออกจากท้องของตนจำนวนมาก เอยาวดีเลยตวาดใส่เสียงแข็ง
“ไม่ใช่เวลามาขี้ขลาด ถ้าเจ้าพี่ไม่ฝืนใจขี่ม้า เจ้าพี่ก็จะตายอยู่ตรงนี้แหละ”
“กระหม่อมยังไหว รีบไปเถิด”
เอยาวดีเข้มแข็งมาก ประคองทั้งอองดินและนายเหมือนเดินออกไป
ooooooo
เช้าวันสดใส แต่หม่อมนวลกลับทำให้วาดรู้สึกขุ่นมัวขึ้นมาอีก ด้วยการถามเซ้าซี้เรื่องพลอยว่าแจ้งไปทางเชียงน้อยหรือยัง
“ท่านดาบยังไม่พูดกับหม่อมรึ”
“เมามายทั้งคืน ตื่นเช้าก็รีบออกไปทำงาน ไม่เห็นว่ากระไร”
วาด นิ่งไปอย่างไม่พอใจท่านดาบ เมื่อวานแสดงว่าเขาไม่ได้สนใจคำพูดของเธอเลย ส่วนหม่อมนวลก็หายใจเข้าออกแต่เรื่องผลประโยชน์ หากโดนแบบเดียวกันจะว่ากระไร
“ถ้าอยากได้พลอยจริงๆ หม่อมก็ควรจะช่วยอะไรข้าเป็นการตอบแทนบ้าง”
“จะให้ช่วยอะไร หม่อมฉันยินดีทั้งหมดเพคะ”
“หม่อมรู้จักหลวงโอสถใช่หรือไม่”
“ท่านเป็นถึงหมอหลวง ใครๆก็รู้จักเพคะ”
“ข้ามีเรื่องไม่พอใจหลวงโอสถ ข้าเป็นถึงเจ้าหญิงจะทำการใดคงไม่เหมาะ หม่อมนวลไปจัดการหลวงโอสถกับลูกสาวให้ทีได้หรือไม่”
“จัดการ จัดการอย่างไรเพคะ” หนิมแทรกขึ้นมา
“นั่นสิ จัดการนี่หมายความเช่นใด ต้องการให้หม่อมฉันไปทำอะไรหลวงท่าน ท่านเป็นถึงหลวงโอสถนะเพคะ”
“เจ้าหญิงอยู่เชียงน้อยมาตลอดพระชนม์ชีพ แล้วเหตุใดจึงมีความกับหลวงโอสถได้เพคะ”
ข้อสงสัยของหนิมทำเอาวาดสะดุ้งวาบ รีบโวยหม่อมนวลกลบเกลื่อน
“เวลา ที่ท่านอยากขอจากข้า ขอเอาๆ ไม่มีคำว่าเกรงใจ แต่เวลาที่ข้าขอจากท่านบ้างรีบบ่ายเบี่ยงทันที เช่นนี้ยุติธรรมกับข้าหรือไม่ คิดดูเอาเองเถิด”
หม่อมนวลโกรธ ชักเสียงแข็งเช่นกัน ทั้งสองเริ่มขัดแย้งกันรุนแรงขึ้นทุกที
“เจ้า หญิงหาว่าหม่อมฉันไม่เกรงใจ เหตุใดจึงพูด เช่นนั้น ถ้าไม่เกรงใจ หม่อมฉันจะให้เจ้าหญิงและบ่าวไพร่มากินอยู่บนเรือนนี้ได้เป็นเดือนๆหรือ เพคะ”
“ฮึ โลกเรานี้ล้วนมีแต่เรื่องผลประโยชน์ต่อกันทั้งสิ้น หามีความจริงใจอันใดไม่” วาดต่อว่าหม่อมนวลตรงไปตรงมา...ไม่มีอีกแล้วคำว่าเกรงใจ
“อะไรกันเจ้าคะหม่อม เหตุใดเจ้าหญิงจึงเป็นเช่นนี้”
“หวง สมบัติตัวเองน่ะสิ แล้งน้ำใจนัก เพชรพลอยเล็กๆน้อยๆ แบ่งให้ยังมิได้ ที่แท้ก็เป็นคนเช่นนี้นี่เอง เสียแรงอุ้มชูมานมนาน ผิดหวังจริงๆ”
“อืม คิดไปคิดมา เจ้าหญิงหาว่าหม่อมเอาแต่ได้ ไม่ยอมเสีย มันก็ถูกอยู่นา” หนิมเผลอปากออกมา เลยโดนหม่อมนวลยันโครมลงไปกองเอ้เต้กับพื้น
“นายว่าขี้ข้าพลอย ขี้ข้าไม่พลอย...ต้องโดนยังงี้”
ooooooo
เอ ยาวดีพาอองดินกับนายเหมือนที่บาดเจ็บขี่ม้าไปพักที่ถ้ำแล้วจัดแจงทำแผลให้ ทั้งสองคนด้วยสมุนไพรเท่าที่หาได้ แต่นายเหมือนความอดทนน้อย เจ็บจนโมโห อารมณ์เสียโวยวายตลอดเวลา แถมผลักไสด่าว่าเอยาวดีเป็นต้นเหตุทำให้ตนบาดเจ็บเจียนตาย
“ออกไป นังตัวร้าย คนพวกนั้นมันตามเจ้ามา เจ้าไม่เป็นไร แต่ดูข้าสิ”
“คนพวกนั้นหมายจะปลงพระชนม์ทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชาย”
“แล้วทำไมไม่บอก ไอ้องครักษ์ตัวดี เป็นถึงองครักษ์ ไฉนจึงปล่อยให้ข้าเป็นเช่นนี้ ดูสิ ข้าเจ็บยิ่งกว่าเจ้าอีก”
“เจ้าพี่กำลังพื้นเสีย สงบสติลงหน่อยเถิด เป็นเลือดขัตติยะ ความอดทนต้องมากกว่าคนทั่วไป”
“ข้า ไม่ใช่เลือดขัตติยะ!” นายเหมือนโพล่งขึ้นมาจนสองคนผงะ “ฟังให้ดีนะ ไอ้อีทั้งสองคน ข้าไม่ใช่พี่ชายของเจ้า ไม่ใช่เจ้าชาย ได้ยินหรือไม่”
เหมือนฟ้าผ่าลงมาที่เอยาวดี...เธออึ้งช็อก ในขณะที่อองดินโกรธจัดขบกรามเป็นสัน
“ไม่ใช่พี่ชาย...ไม่ใช่พี่ชายแล้วท่านเป็นใคร”
นายเหมือนนิ่งไปนิดก่อนตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดออกมา
“พ่อและแม่ของข้าเป็นชาวเชียงน้อย พ่อเป็นองครักษ์ แม่เป็นนางข้าหลวงผู้ดูแลคุ้มครององค์รัชทายาท เจ้าชายตันละวิน พ่อแม่ เจ้าชาย และ
ข้า หนีมาจากเชียงน้อยเมื่อคราวเกิดสงครามกลางเมือง”
“พ่อและแม่ของท่านคือองครักษ์และนางข้าหลวงตัวจริง แต่ท่านไม่ใช่”
“ข้ามีอายุเท่ากับเจ้าชาย ถูกเลี้ยงคู่กันมาตั้งแต่เกิด”
เมื่อ เจ้าชายตันละวินมีกายหอม นายเหมือนก็อยากมีบ้าง จึงขอให้แม่ปรุงสมุนไพรอย่างเดียวกับเจ้าชายบำรุงผิวพรรณทุกวัน การกินอยู่หลับนอนนายเหมือนก็ต้องการเช่นเดียวกับเจ้าชาย แม้พ่อจะคัดค้านไม่พอใจ แต่แม่ก็เกรงใจลูกชายจนต้องยอม
“มิน่าเล่า เจ้าจึงมีกายหอม และมีลักษณะบางประการที่ทำให้หญิงเข้าใจผิด”
“พ่อ และแม่ของข้าเลี้ยงดูข้าอย่างยากลำบาก สงครามก็ยังไม่จบ เรากลับเมืองไม่ได้ อยู่ในเมืองสยามก็ต้องคอยหลบซ่อน พ่อและแม่ทำหน้าที่ของตนอย่างดีมาได้ปีกว่า แต่แล้ววันหนึ่งเกิดโรคระบาด เจ้าชายประชวรด้วยโรคร้าย พระองค์สิ้นพระชนม์ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนั้น”
เอยาวดีช็อกยิ่งกว่าช็อก เฉกเช่นเดียวกับอองดินที่นิ่งตะลึงไปเป็นนาน
“เจ้า พี่สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว เจ้าพี่ตัน–ละวินที่เจ้าพ่อคอยหา เจ้าพี่ที่หญิงเสี่ยงชีวิตมาช่วย ท่านสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว แล้วหญิงมาทำอะไรอยู่ที่นี่... โธ่” เอยาวดีเข่าอ่อน น้ำตาริน...
อองดินยิ่งคิดยิ่งแค้นไอ้คนฉวยโอกาส จะเข้าไปกระชาก คอมัน แต่เกิดเจ็บแปลบที่แขนตัวเอง
“ฮือๆ ข้าไม่น่ามักใหญ่ใฝ่สูง ถ้าพอใจเป็นแค่คนเรือ ป่านนี้ชีวิตคงมีความสุขอยู่ในลำน้ำน้อยใหญ่ ถ้าข้าพอใจในสิ่งที่มีมาตั้งแต่ต้น ข้าก็ไม่ต้องมาตายอย่างนี้” นายเหมือนร่ำไห้ คร่ำครวญ แต่เอยาวดีไม่สนใจเขาอีกแล้ว เข้าไปดูแลซับเลือดที่แขนให้อองดิน
“เลือดออกมาอีกแล้ว พิษนี้ร้ายแรงขนาดไหน ทำไมเลือดจึงออกมาอีก”
“อย่า ห่วง พิษนี้กระหม่อมรู้จักดี มันทำให้ป่วยไข้ไม่มีแรงอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นจะค่อยๆดีขึ้น กระหม่อมยังไม่ตาย ยังไม่ทิ้งพระองค์ไปไหน”
เอยาวดีเห็นสภาพอองดินแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความสงสาร และรู้สึกผิดเมื่อย้อนคิดว่าตนได้เสี่ยงชีวิตไปกับอะไรบ้าง
“หญิง น่าจะเชื่ออองดินมาตั้งแต่แรก ไม่น่าทิ้งวังหลวงเข้ามาในสยามเลย เกือบปีที่เราอยู่ที่นี่ เราแทบเอาชีวิตไม่รอด ทุกสิ่งที่เราทำไปล้วนสูญเปล่าทั้งสิ้น”
ทันใด ทั้งคู่เหลียวกลับไปที่นายเหมือนที่เริ่มตาค้าง ส่งเสียงคล้ายละเมอ
“ท่าน พ่อ ท่านแม่ ไอ้เหมือนคิดถึงท่าน เหตุใดจึงทิ้งข้าไป ทิ้งข้าให้โดดเดี่ยวเช่นนี้ ท่านพ่อ ท่านแม่ เจ้าชาย...ข้ากำลังจะติดตามพวกท่านไปแล้ว”
สิ้นเสียง นายเหมือนก็สิ้นใจ เอยาวดีเศร้าสะเทือนใจไม่น้อย...แข็งใจช่วยอองดินขุดหลุมฝังศพ เสร็จแล้วพากันขี่ม้าไปจากบริเวณนี้โดยเร็ว
ooooooo
นับเป็นโชคดีของหลวงอรรถที่มีพรานป่ามาเจอและช่วยพากลับไปส่งถึงเรือน จากนั้นสมุนก็ไปตามหมอประจำตัวมาตรวจรักษา
“แผลไม่ใหญ่นัก เลือดหยุดแล้ว คงไม่เป็นอันตรายแล้ว ให้หลวงท่านพักผ่อนนอนเฉยๆสักเจ็ดวัน ก็คงจะหาย”
“ฮึ่ย ใครมันจะไปนอนหลับวะ เฮ้ย ไอ้ตุ่น ไปเตรียมม้า ข้าจะกลับเข้าป่า ข้าจะไปไล่ล่าไอ้อีที่มันทำข้า อีนางโลมตัวหอม ที่แท้เอ็งก็เป็นพวกเดียวกับเจ้าหญิงเชียงน้อย ปกป้องเจ้าหญิงดีนัก ข้าจะบั่นคอให้หมดสิ้นเลยทีเดียว”
หลวงอรรถคำรามแล้วลุกพรวดออกไป...ไม่ช้าไม่นานคณะหลวงอรรถก็ควบม้าตามร่องรอยไปจนถึงหน้าถ้ำ
“ฝีเท้าม้ามาสิ้นสุดแถวนี้”
“รอยดินใหม่ เฮ้ย ขุดดินกองนี้ที”
สมุน หลายคนทำตามคำสั่ง แล้วผวาเฮือกเมื่อเจอศพกำลังขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นจนต้องปิดจมูก หลวงอรรถเดินเข้ามาดู จำหน้าตาและเสื้อผ้าของชายคนนี้ได้แม่น
“เสื้อผ้า ชุดนี้ อืม ศพเจ้าชาย...ตัดหัวของมันแช่น้ำยาไว้ ข้าจะเอาไปขึ้นรางวัลกับสมิงสินธู ได้หัวเจ้าชายมาแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่หัวเจ้าหญิง หลวงอรรถจะได้เป็นเจ้าของบ่อพลอยเชียงน้อยก็งานนี้แหละวะ”
จากนั้นก็เดินนำสมุนเข้าไปสำรวจในถ้ำ พบหลักฐานเป็นรอยเท้าคน
“รอย เท้าชายสอง หญิงหนึ่ง ต้องมีอีนางโลมตัวหอมกับเจ้าหญิง ต้องมีสองสิวะ ทำไมจึงมีเพียงแค่คนเดียว” หลวงอรรถครุ่นคิดถึงตอนที่นางโลมส่งเสียงให้เจ้าหญิงเดินไปทางอื่น แล้วก็ฉุกใจว่าตัวเองถูกนางหลอกเข้าให้แล้ว
“หน็อย...มันหลอกเรา เจ้าหญิงไม่ได้เสด็จมาตั้งแต่แรก แล้วเจ้าหญิงเอยาวดีอยู่ไหนวะ”
ooooooo
ที่ หมู่บ้านร้างชายแดน บางกับขาวชะเง้อคอยเจ้าหญิงอย่างจดจ่อ ผ่านไปสักพักเห็นม้าสองตัววิ่งมาแต่ไกล บางรีบปลุกติ๊ดกับใบที่นอนหลับใต้ต้นไม้ บอกว่าเจ้าหญิงมาแล้ว
เมื่อม้าสองตัวเข้ามาใกล้ พวกติ๊ดแปลกใจทำไมถึงมีแค่เจ้าหญิงกับองครักษ์ แล้วเจ้าชายหายไปไหน
“เขาไม่ใช่เจ้าชาย เขาหลอกเรา”
“เขาถูกฆ่าตายแล้ว”
คำ ตอบของทั้งคู่ทำเอาพวกติ๊ดเหลอหลา เอยาวดีกระตุ้นให้ทุกคนช่วยอองดินเร็ว เขาถูกแทงด้วยมีดมีพิษ...ไม่นานนักก็มีหมอทหารมาตรวจรักษาอองดิน ฉีดยาไปครู่เดียวอองดินก็หลับสนิท
“กระหม่อมให้ยาบรรเทาอาการเจ็บปวดแล้ว แต่ร่างกายคงอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงไปอีกพักใหญ่”
“พักใหญ่เลยรึ แล้วถ้าเกิดอันตรายกับเจ้าหญิงระหว่างนี้ล่ะ” ใบเป็นกังวล
“หมู่บ้านที่นี่เป็นหมู่บ้านร้าง เคยมีโรคระบาด คนย้ายออกไปหมด ท่านแม่ทัพบิดาของท่านอองดินจัดไว้ให้เป็นที่พำนักของเจ้าหญิง หากไม่ใช่ทหารของท่านแม่ทัพ ก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาแถวนี้ เราน่าจะปลอดภัย” ติ๊ดกล่าวอย่างมั่นใจ
“ท่านเป็นหมอ ได้ข่าวพระอาการของเจ้าหลวงหรือไม่”
“กระหม่อมเป็นหมอทหาร มิใช่หมอในราชสำนัก แต่พอรู้มาว่าพระอาการมีแต่ทรงกับทรุด”
“ติ๊ด...หญิงห่วงเจ้าพ่อ เราลอบเข้าวังไปดูพระอาการกันนะ”
“ไม่ได้เพคะ เวลานี้ยังไม่ได้ เจ้าหญิงห้ามเสด็จไปไหนทั้งสิ้น”
“ทำไมรึ เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“ทหารของสมิงสินธูและทหารต่างชาติที่ถูกจ้างมา ตั้งค่ายกันให้คึกคักอยู่รอบเมืองหลวง”
“กำลังจะเกิดกบฏ!” เอยาวดีหน้าซีดเผือด
“ชาวบ้านขวัญเสีย บางส่วนจึงเริ่มอพยพ”
“แล้วเจ้าพ่อของหญิง”
“ท่านแม่ทัพ บิดาท่านอองดินตระเตรียมทหารคุ้มครองเมืองหลวงและคุ้มหลวงแน่นหนา สมิงสินธูจึงได้แต่คุมเชิงรออยู่”
“ท่านแม่ทัพมีคำสั่งลงมาว่า ให้เจ้าหญิงพำนักแฝงตัวที่หมู่บ้านร้าง ห้ามเดินทางเข้าคุ้มหลวงในเวลานี้”
“หมายความว่า แม้แต่ในคุ้มหลวงก็ไม่ปลอดภัยงั้นรึ”
“ในเมื่อเจ้าชายสิ้นพระชนม์ชีพตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เจ้าหญิงย่อมเป็นขวัญกำลังใจอันสำคัญ หากท่านแม่ทัพรักษาคุ้มหลวงไว้มิได้ ชาวเชียงน้อยทั้งปวงก็ยังมีเจ้าหญิงเอยาวดีไว้เป็นหลักของราชวงศ์”
“ท่านเป็นทหารยังพูดเช่นนี้ หมายความว่าการศึกครั้งนี้เราอาจจะแพ้ คุ้มหลวงอาจแตกได้ทุกเมื่อใช่หรือไม่”
หมอไม่ตอบ แต่ก้มหน้าเชิงยอมรับ
“ท่านสมิงสินธูสะสมกองกำลังไว้นานแล้ว เจ้าหญิงทรงทำพระทัยให้เข้มแข็งไว้ สำหรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นเถิดนะเพคะ” ติ๊ดปลอบเจ้าหญิง...แต่ขาวซึ่งเป็นชาวสยามเพียงคนเดียวในกลุ่มรู้สึกหวาดหวั่นจนขนลุกเกรียว
“เชียงน้อยกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน จะเกิดสงครามในไม่ช้า แถมวังหลวงยังอยู่ในอันตรายอีกด้วย...น่ากลัวเหลือขนาด”
ooooooo
อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปเอาศีรษะเจ้าชายแห่งเชียงน้อยมาให้นายพลขิ่นตัวแทนเจ้าสมิงสินธูเพื่อหวังรางวัลอย่างงาม แต่หลวงอรรถกลับต้องพบความผิดหวัง เมื่อนายพลขิ่นถามหาแหวนทับทิมประจำพระองค์ และศีรษะขององครักษ์กับนางข้าหลวง
“ข้าบอกเจ้าแล้ว ราชวงศ์เชียงน้อยต้องมีของสำคัญสามอย่างเป็นเครื่องยืนยัน หนึ่งองครักษ์ หนึ่งนางข้าหลวง และหนึ่งธำมรงค์ทับทิม ท่านไม่มีสักอย่าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวของชายผู้นี้คือเจ้าชายตันละวิน”
“คนกลุ่มนี้มันลอบหนีออกจากวังเขียว ไอ้คนที่อยู่ข้างๆ มันมีฝีมือราวกับทหารชั้นสูง ไอ้นั่นต้องเป็นองครักษ์ ส่วนนางข้าหลวง...” หลวงอรรถนิ่งไปอย่างนึกไม่ออก นายพลขิ่นโมโหตบโต๊ะเปรี้ยงก่อนขู่เสียงดัง
“เจ้าคงเห็นว่าเราเป็นคนโง่ ถึงดูถูกเราเช่นนี้ คิดจะทำมาหาได้ด้วยวิธีโกหกมดเท็จ ทำเช่นนี้ยังหวังจะมีชีวิตอยู่งั้นรึ”
สมุนนายพลขิ่นผวาเฮือกเข้ามาพร้อมอาวุธ หลวงอรรถหน้าซีด ยอมเป็นฝ่ายลงให้
“เดี๋ยวๆ พอเจ้านายจะได้เป็นเจ้าหลวงเข้าหน่อย แหมดุเหลือเกินนะพ่อ ข้า...หลวงอรรถ ไม่ได้คิดจะโกงใคร ในเมื่อท่านยืนยันเช่นนั้น ข้าจะหามาให้ทุกอย่าง”
“หัวของเจ้าหญิง หัวองครักษ์ หัวนางข้าหลวง พร้อมธำมรงค์ประจำกายของทั้งสองพระองค์”
“รู้แล้ว...ขอเวลาข้าอีกสองสามวัน จะจัดการให้ตามคำสั่ง”
กลับไปถึงเรือนตัวเอง หลวงอรรถเร่งสมุนให้แอบไปสืบข่าวที่วังเขียว ไม่ทันข้ามวันก็ได้ความว่าเจ้าหญิงเอยาวดียังประทับอยู่ที่นั่นเป็นปกติ
“ยังประทับอยู่เป็นปกติงั้นรึ แล้วที่พวกมันยกขบวนกันกลับเชียงน้อยนั่น หรือว่ามันมุ่งหมายพาแต่เจ้าชายกลับ แล้วทิ้งเจ้าหญิงไว้เพื่อเสกสมรส...ยามบ้านเมืองกำลังจะเกิดกบฏ ใครมีแก่ใจเสกสมรสก็แปลกพิกลเต็มที”
“จะให้บ่าวไปสืบข่าวต่อที่วังเขียวหรือไม่ขอรับ”
“ไม่...ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงเอยาวดีด้วยตนเอง”
ด้วยความร้อนใจ หลวงอรรถแทบจะบินไปวังเขียว พอไปถึงเจอหม่อมนวลจึงแจ้งความประสงค์ว่าต้องการเข้าเฝ้าเจ้าหญิงเอยาวดี อ้างมีราชการเกี่ยวกับเชียงน้อยมาทูลให้ทรงทราบ หม่อมนวลซึ่งทราบดีว่าลูกชายตนไม่ชอบหลวง ผู้นี้จึงตอบปฏิเสธ และบอกให้เขากลับไป แต่จู่ๆวาดก็ก้าวออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าหญิงเอยาวดี อนุญาตให้หลวงอรรถพบได้ เหตุการณ์ปีนเกลียวระหว่างหม่อมนวลกับวาดจึงปะทุขึ้นอีก โดยวาดเน้นย้ำกับหม่อมนวลอย่างไร้ความยำเกรงว่า ต่อไปนี้เราจะอยู่กันด้วยผลประโยชน์เท่านั้น
เมื่อได้พูดคุยกับหลวงอรรถตามลำพัง วาดเผลอทำพิรุธให้เขาสงสัย ดีที่หัวไวแก้ต่างกลบเกลื่อนไปได้ แล้วเร่งให้เขาพูดธุระมา
“แท้จริง กระหม่อมเพียงแต่จะมาแนะนำตัวเพื่อเป็นข้าบาทรับใช้เจ้าหญิง เมื่อทรงเสกสมรสมาเป็นเชื้อพระวงศ์แล้วไซร้ ติดขัดไร้ผู้คนใช้สอย ขอพระองค์ทรงคิดถึงหลวงอรรถ”
“เสนอตัวมารับใช้ข้า ท่านหวังสิ่งใดกันแน่”
“กระหม่อมขอพูดตรงไปตรงมา ราชสำนักสยามต้องการพลอยและหินมีค่าจากเชียงน้อย หลวงอรรถหวังเพียงโอกาสได้เป็นผู้ดูแลการซื้อขายระหว่างราชสำนักสยามและเชียงน้อย”
วาดนิ่งคิดในใจ...ที่แท้ก็เหลือบไรตัวใหม่ที่หวังเพียงผลประโยชน์จากตำแหน่งเจ้าหญิง
“ข้าช่วยท่านได้ แต่ท่านต้องช่วยข้าก่อน”
“ด้วยความยินดียิ่ง”
“ข้ามีเรื่องไม่พอใจการกระทำบางอย่างของหลวงโอสถ ข้าอยากจัดการกับมัน หลวงอรรถผู้เรืองอำนาจเกรงบารมีของหลวงโอสถเช่นคนอื่นหรือไม่”
“แผ่นดินนี้หลวงอรรถไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด การเยี่ยงนี้เหมาะกับหลวงอรรถยิ่งแล้ว พระองค์ต้องการให้จัดการเบาหนักเพียงใด ส่งสารข่มขู่ ทำลายกิจการร้านค้าของมัน หรือว่า...”
“ข้าต้องการชนิดที่หนักที่สุด” วาดสวนคำหนักแน่นจนหลวงอรรถผงะเล็กน้อย ก่อนเสนอขึ้นว่า ส่งคนไปปล้น เผาเรือน ทำร้ายร่างกาย...แต่เท่านั้นไม่พอ วาดยังบอกให้ขโมยทองคำมาให้ตนด้วย
“เจ้าหญิงจะไม่ทรงผิดหวังในตัวหลวงอรรถผู้นี้ กระหม่อมจะจัดการทุกอย่างให้ตามคำสั่ง มะรืนนี้คืนเดือนแรม เหมาะยิ่งนัก”
“ข้าจะออกไปกับท่านด้วย”
“ออกไปกับกระหม่อม ออกนอกวังยามค่ำคืน พระองค์หมายถึงเช่นนั้นรึ”
“ใช่ ข้าจะลอบปลอมตัวเป็นคนธรรมดาไปกับท่าน”
“ไปแต่เพียงองค์เดียวหรือว่า...”
“ข้าจะไปคนเดียว ขอให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าให้หม่อมนวลหรือท่านดาบรู้เป็นอันขาด ข้าอยากเห็นความพินาศของหลวงโอสถและลูกสาวด้วยตาของข้าเอง”
หลวงอรรถยิ้มกริ่ม งานนี้เหมือนถูกหวย รีบยกมือไหว้ พูดเสียงดังฟังชัด
“ด้วยความยินดียิ่งแล้วพระเจ้าข้า”
เสร็จธุระวาดเดินไปส่งหลวงอรรถ เจอท่านดาบกลับจากทำงานพอดี ส่วนหม่อมนวลที่คอยสอดส่องก็ปรี่ไปฟ้องลูกชายทันที
“มาแล้วหรือลูก แม่น่ะไล่ไปแล้วนะ เพราะรู้ว่าลูกไม่ชอบ แต่เจ้าหญิงทรงคิดเห็นประการใดไม่รู้ ต้อนรับขับสู้ คุยอะไรกันนมนาน ไม่ยอมเชื่อแม่”
“เป็นเจ้าหญิงก็ต้องมีมิตรสหาย มีข้ารับใช้ ในเมื่อคนในบ้านมันพึ่งไม่ได้ ก็ต้องหวังพึ่งคนอื่น”
“พึ่งไม่ได้ หมายความเช่นใด พูดมาให้ชัดๆเถิด” หม่อมนวลย้อนถามเสียงเขียว วาดไม่ตอบแต่เชิดหน้าคอแข็ง หนิมเห็นท่าทีของสองคนแล้วถึงกับแอบพึมพำ เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัว ที่เคยรักใคร่ชอบพอก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นศัตรู
“ว่าไง ไอ้หลวงอรรถ เอ็งมีกิจธุระอะไรกับคนของข้า ถ้าไม่บอกก็อย่าหาว่าข้ากระทำรุนแรง” ท่านดาบชี้หน้าหลวงอรรถด้วยดาบประจำกาย
“โอ้โห วันนี้มุทะลุนัก หรือหัวเสียที่เมียนางโลมหายไปกับชายอื่น”
“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” ท่านดาบชะงักแปลกใจ
“กระหม่อมรู้ทุกเรื่องในวังเขียว รู้ด้วยว่านางโลมนั่นกำลังจะเดินทางไปเชียงน้อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกนางเดินทางไปด้วยเหตุใด ท่านชายจะทรงกรุณาบอกกระหม่อมได้หรือไม่”
ท่านดาบไม่ตอบ แต่สีหน้าบ่งบอกว่าโกรธมาก
“ไม่บอกก็ไม่เป็นไร อีกหน่อยกระหม่อมก็รู้เอง ดาบนี่ทรงเก็บเสียเถิด หากกระหม่อมกลัวคำขู่ของท่านชาย กระหม่อมคงไม่กล้าวุ่นวายกับผู้หญิงของท่านดาบทั้งสองคนดอก”
ดาบประจำกายถูกชักออกจากฝักทันที แต่หลวงอรรถหาได้สะทกสะท้าน
“ถวายบังคมลาทั้งสองพระองค์ กราบลาหม่อมขอรับ” หลวงอรรถยกมือไหว้ ยิ้มเย้ยผ่านหน้าท่านดาบไปอย่าง
ถือดี ครั้นกลับไปถึงเรือนของตน หลวงอรรถก็บ่นกับสมุนติดตามว่า
“คนในวังเขียวนี่ท่าทีแปลกนัก นางโลมนั่นก็อีกคน มันได้ดีเป็นเมียท่านดาบแล้วจะหนีออกจากวังเขียวไปทำไมอีก แล้วทำไมต้องหนีไปกับเจ้าชาย...อีกหน่อยข้าต้องรู้ให้ได้”
“แล้วเรื่องที่เจ้าหญิงทรงมีบัญชาเกี่ยวกับหลวงโอสถล่ะขอรับ”
“ข้อแรก ข้าคิดแต่จะไปดูหน้านังเจ้าหญิง คิดเพียงแค่จะตีสนิท ที่ไหนได้ นังเจ้าหญิงหน้าโง่เสนอตัวเข้าหาพญามัจจุราชอย่างข้าด้วยตัวของมันเอง”
“แล้วเราต้องออกปล้นเรือนหลวงโอสถหรือไม่ขอรับ”
“ทองคำเชียวนะมึง ออกปล้นยึดเอาทองคำมา
แล้วค่อยเอาตัวเจ้าหญิงเอยาวดีไปบั่นคอ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้ทั้งเจ้าหญิงได้ทั้งทองคำ ทำไมไม่เอาล่ะวะ” พูดแล้วหัวร่อร่า สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความโลภ...
ขณะเดียวกันที่วังเขียว วาดหรือเจ้าหญิงเอยาวดีตัวปลอมกำลังเผชิญหน้ากับท่านดาบตามลำพัง
“หม่อมแม่บอกว่าเจ้าหญิงคุยกับหลวงอรรถ มีธุระอันใดกันรึ”
“เรื่องนั้น...เป็นเรื่องส่วนตัวของหม่อมฉัน”
“หลวงอรรถเป็นข้าราชการชั่ว ซ่องสุมกำลังทำแต่เรื่องเลว หากเอาตัวไปเกลือกกลั้ว สักวันจะนำภัยมาสู่ตน”
“ชีวิตหม่อมฉันผ่านภัยอันตรายถึงชีวิตมาแล้ว หม่อมฉันไม่กลัวสิ่งใดอีก”
ท่านดาบชะงักไปอย่างครุ่นคิด “หมู่นี้ท่านดูเปลี่ยนไป แววตาแข็งกร้าวดุร้าย เหมือนรังเกียจผู้คนทั้งแผ่นดิน”
“เพราะรักทรยศ หม่อมฉันจึงพร้อมทรยศต่อคนทั้งแผ่นดิน”
“กระหม่อมกำลังจะแต่งกับท่าน เหตุใดจึงว่ากระหม่อมทรยศอีก”
“หลายวันมานี้ท่านทำงานถึงค่ำมืด กลับมาก็เอาแต่ดื่ม ท่านไม่เคยไยดีหม่อมฉัน หากไม่ใช่เพราะเรื่องหลวงอรรถ วันนี้คงเหมือนทุกวัน ท่านคงไม่พูดกับหม่อมฉัน เมื่อก่อนอยู่ตัวคนเดียว ยังไม่เหงาเปล่าเปลี่ยวเหมือนอยู่กับท่าน ท่านดาบปราบศัตรู ความเย็นชาที่ท่านมีต่อหม่อมฉัน ผลักหม่อมฉันเข้าสู่โลกอันมืดมน หม่อมฉันกำลังจะกลายเป็นปีศาจร้ายจากนรก เพราะรักอันจอมปลอมของท่าน”
วาดตัดพ้อต่อว่าทั้งน้ำตาซึมๆ ท่านดาบถึงกับอึ้งงันไป...ส่วนที่หมู่บ้านร้างซึ่งเป็นที่พำนักของเจ้าหญิงและผู้ติดตาม ยามนี้เอยาวดีก็กำลังร้องไห้อยู่เช่นกัน ความรู้สึกหลากหลายกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำให้นางกลั้นน้ำตาไม่ไหว
“คิดถึงสิ่งใดอยู่ เจ้าหลวง ชาติบ้านเมือง หรือว่า... ท่านชายแห่งสยามพระองค์นั้น”
คำถามของอองดินดึงให้เอยาวดีตื่นจากภวังค์ ขยับเข้ามาจะเช็ดตัวให้ แต่อองดินปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
“กระหม่อมดีขึ้นแล้ว อย่าลำบากเลย”
“หากท่านเป็นอะไรไปเพราะความดื้อรั้นของหญิง หญิงคงไม่ให้อภัยตัวเอง”
“ชั่วเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา เรามิได้เสียเวลาไปเปล่าๆ กระหม่อมมองเห็นเจ้าหญิงพระองค์ใหม่ เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว”
“ท่านแม่ทัพ พ่อของท่านกำลังสู้เพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง เหล่าปวงเทวดาจะเข้าข้างฝ่ายไหน เราคงมิรู้ได้”
“ประเทศชาติต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง พ่อกระหม่อม ตัวกระหม่อม กำลังสละชีวิตเพื่อราชบัลลังก์ เพื่อพระราชินี องค์ใหม่...ไม่ว่าเจ้าหลวงจะทรงดำรงพระชนม์ชีพต่อไปหรือไม่ เวลานั้นย่อมต้องมาถึง อย่ามัวอาลัยอาวรณ์กับเจ้าชายรัชทายาท อย่ามัวแต่เศร้าโศกกับเรื่องที่ผ่านมา ขอจงเตรียมตนให้พร้อม”
“ศึกครั้งนี้จะตัดสินโชคชะตาของเราทั้งหมด”
“หากกองทัพเราพ่ายแพ้ ติ๊ด กระหม่อม และเจ้าหญิง คงสิ้นชีพไปพร้อมกัน แต่หากเราเป็นฝ่ายชนะ ราชบัลลังก์นี้จะเป็นของพระราชินีเอยาวดี”
เอยาวดีฟังแล้วใจหาย เป็นห่วงเจ้าพ่อที่กำลังประชวรหนัก อีกทั้งบ้านเมืองที่กำลังจะเกิดสงคราม
ค่ำนั้นเอง อองดินแอบเขียนจดหมายส่งผ่านนกพิราบสื่อสารไปยังท่านดาบที่วังเขียว
“เราทั้งหมดพำนักอยู่ชายแดนไม่สามารถเข้าเชียงน้อยได้ เพราะสมิงสินธูกำลังจะก่อกบฏ ชะตาของท่านชายกับกระหม่อมผูกพันกันด้วยนางทั้งสอง หญิงผู้เป็นดวงใจของท่านอยู่กับกระหม่อม ส่วนหญิงผู้เป็นดวงใจของกระหม่อมอยู่กับท่าน”
ท่านดาบอ่านข้อความเริ่มต้นนั้นแล้วพึมพำประหลาดใจ “อองดินมีใจกับเจ้าหญิงดอกรึ แล้วเหตุใดจึงพานางไม้ของข้าหนีไปเล่า”
“เวลานี้กระหม่อมถูกพิษร้าย ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน กระหม่อมพึงขอให้ท่านช่วยเหลือ จงเก็บนกสื่อสารตัวนี้ไว้ให้ดี หากมีเหตุเพทภัยกับเจ้าหญิง ได้โปรดส่งข่าวหากระหม่อม และหากเกิดเหตุกับเชียงน้อย กระหม่อมไม่สามารถคุ้มครองนางไม้ของท่านได้ กระหม่อมจะส่งข่าวให้ท่านมารับนางกลับคืนสู่พระนคร ขอให้ถือพันธะสัญญาลูกผู้ชายนี้เป็นคำมั่นระหว่างเราทั้งสอง”
อ่านจบ ท่านดาบคลางแคลงใจว่าเหตุกบฏในเชียงน้อยเกี่ยวพันอันใดกับทาสตัวเล็กๆอย่างนางวาด เรื่องราววุ่นวายของคนเหล่านี้ช่างมีเงื่อนงำน่าสงสัยยิ่งนัก
ooooooo
ตานเค...คนของอองดินที่คอยเป็นไส้ศึกอยู่ในวังหลวง เมื่อล่วงรู้ว่าสมิงสินธูกับสมุนหลายฝ่ายซ่องสุมกำลังพลเพื่อก่อกบฏ อีกทั้งยังส่งทหารออกไปลาดตระเวนเพื่อปลงพระชนม์เจ้าหญิงเอยาวดี ตานเคจึงหาทางส่งข่าวไปยังอองดินโดยเร็ว
ส่วนเอยาวดี พอแอบได้ยินพวกติ๊ดคุยกันถึงความน่ากลัวของสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอไม่สบายใจ ไม่อยากให้ใครต้องมาตายเพราะเธอแม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะติ๊ด ขาว บาง และใบ ที่มีบุญคุณช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด... คงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อคนเหล่านี้
ข้างฝ่ายวาด หลังจากนัดแนะกับหลวงอรรถไว้ดิบดีแล้ว...ดึกคืนนี้ วาดแอบออกจากวังเขียวมุ่งหน้าไปเจอหลวงอรรถกับสมุนที่ท่าน้ำบ้านหลวงโอสถ ใจที่อาฆาตพยาบาทของวาดมาดหมายที่จะชำระแค้นหลวงโอสถกับลูกสาว แต่หารู้ไม่ว่ามันกำลังจะนำความอัปยศมาสู่วาดอย่างใหญ่หลวง
หลวงอรรถกับสมุนปล้นบ้านหลวงโอสถตามคำสั่งวาด รื้อค้นทองหยองของมีค่าได้หมด ทั้งยังทำร้ายหลวงโอสถจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนโนรีก็ถูกกรีดใบหน้าจนเป็นแผล วาดพรางหน้าตามขึ้นมาดูผลงานด้วยความสะใจ แต่นึกไม่ถึงว่าจะพบกับศพของแม่ที่ถูกหลวงอรรถแทงตายอยู่บนเรือนนั้นด้วย
วาดกรีดร้องอย่างรับไม่ได้ ด่าว่าพวกหลวงอรรถลั่นเรือน แต่ยามนี้หลวงอรรถไม่ได้สนใจสิ่งใด นอกจากต้องรีบจับตัวเจ้าหญิงลงเรือไปตำหนักสมิงสินธูที่ชายแดน แต่เพราะวาดดิ้นรนขัดขืน หลวงอรรถจึงต้องทำให้นางสงบด้วยการชกเข้าที่ท้องเต็มแรง...
ooooooo










