สมาชิก

ทาสรัก

ตอนที่ 14

เมื่อเอยาวดีกับอองดินออกจากวังเขียวไปตามตัวนายเหมือน วาดจึงสบโอกาสใกล้ชิดท่านดาบที่หยุดงานเพราะเป็นห่วงหม่อมแม่ที่ยังป่วยไข้ด้วยการชวนท่านดาบทำลูกประคบและลงครัวทำอาหารมาเอาใจหม่อมแม่ถึงห้องนอน คราวนี้นอกจากหม่อมนวลจะเริ่มใจอ่อนกับลูกชาย วาดก็ยังได้ความดีความชอบไปด้วย

“เจ้าหญิงพระทัยงามนัก นี่ขนาดพ่อตัวดีลูกหม่อมฉันกระทำการเลวทรามต่ำช้า เจ้าหญิงที่เป็นคู่หมั้นหมายยังไม่นึกโกรธแม้แต่น้อย”

“นอกจากไม่ถือโทษแล้ว ยังคอยห่วงใย คอยเป็นสะพานเชื่อมให้แม่ลูกคืนดีกันด้วย น้ำใจกว้างขวางราวกับแม่น้ำจริงๆ เจ้าค่ะ” หนิมพยักพเยิดอย่างเป็นปลื้ม

“ข้าไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ขอให้หม่อมหายไข้ ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นหน้าที่ที่ข้าต้องทำใจ ข้าจะพึงระลึกเสมอ สิ่งใดที่เป็นความสุขของท่านชาย สิ่งนั้นย่อมเป็นความสุขของข้าด้วย”

“ดูดู๊ ดูเอาเถิด มีนางแก้วอยู่ในเรือนทั้งคน ยังใฝ่ต่ำไปคว้าพลอยหุง ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจนัก” หม่อมนวลฮึดฮัดขัดใจขึ้นมาอีก ท่านดาบเลยนั่งตัวลีบพูดไม่ออก

จากนั้นวาดชวนท่านดาบไปเก็บสมุนไพรในสวนเพื่อนำมาต้มดื่มแก้ไข้ แต่ท่านดาบท่าทีใจลอยคอยชะเง้อไปทางเรือนริมน้ำบ่อยครั้ง แถมยังเผลอพึมพำว่าวันนี้ที่เรือนนั้นเหตุใดเงียบเชียบนัก วาดได้ยินถึงกับหน้าเสียแต่ยังฝืนทำร่าเริงเบนความสนใจด้วยการปีนขึ้นไปเก็บลูกไม้บนต้นแล้วโยนลงมาให้ท่านดาบรับ

ได้ลูกไม้มาแล้ววาดเอาใจท่านดาบด้วยการปอกเปลือกป้อนให้ถึงปาก ท่านดาบประดักประเดิดพอควรแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจนาง

“ท่านเคยชื่นชมหม่อมฉันว่าเป็นหญิงที่ไม่น่าเบื่อ วันนี้ท่านเบื่อหรือไม่”

“ได้ทำลูกประคบให้แม่ ทำครัว ตอนนี้ได้เรียนรู้วิธีทำยาแก้ไข้จะเบื่อได้อย่างไร”

วาดพยายามสื่อความในใจทางสายตา พร้อมกับเอื้อมมือไปแตะมือท่านดาบ

“ดีใจเหลือเกิน วันนี้เป็นวันแรกที่หม่อมฉันได้อยู่กับท่านทั้งวัน หากทำให้ท่านเบื่อตั้งแต่วันแรก ชีวิตคู่ของเราจะเป็นเช่นใดต่อไป”

ท่านดาบตกใจจะปฏิเสธ แต่วาดรู้ทันรีบเอามือแตะที่ปากเขาไม่ให้พูด

“หม่อมฉันยังไม่ได้ชวนท่านปีนต้นไม้ ชวนท่านเล่นน้ำ ชวนท่านออกไปเที่ยว หญิงซุกซนอย่างหม่อมฉันยังสอนท่านได้อีกหลายอย่าง” พูดจบวาดโผเข้าซบท่านดาบแน่น ท่านดาบตกใจและอึดอัดแต่ไม่กล้าทำสิ่งใดที่จะทำให้นางเสียหน้าและเสียใจ ได้แต่นิ่งอยู่อย่างนั้น

ส่วนวาดก็ตั้งความหวังรำพึงรำพันอยู่ในใจ “ท่านชายผู้เป็นที่รักของข้า ข้าจะทำให้ท่านมีความสุขยิ่งขึ้นทุกๆวัน ข้าจะทำให้ท่านมีความสุขจนลืมเจ้าหญิงเอยาวดี ข้าจะทำให้ได้ เพราะฉะนั้น ได้โปรดเหลือเผื่อใจให้ข้าบ้างเถิด”

ooooooo

อองดินกับเอยาวดีดั้นด้นไปจนถึงบ้านนายเหมือนแล้ว แต่บ้านเงียบเชียบไร้ผู้คน จึงนั่งรอที่แคร่หน้าบ้านเพราะคิดว่านายเหมือนคงออกไปทำงาน แต่รอจนกระทั่งฝนตกและค่ำมืดก็ยังไร้วี่แวว

ฝ่ายท่านดาบ ยิ่งค่ำใจคอก็ยิ่งกระวนกระวาย บ่นแล้วบ่นอีกว่าสองคนนั้นหายไปไหน ป่านนี้ยังไม่กลับ วาดรู้เต็มอกแต่ทำไม่รู้ไม่ชี้แถมยังหาโอกาสยุแยงให้ท่านดาบโกรธเอยาวดี

ส่วนนายเหมือนเพิ่งกลับมาถึงท่าเรือ พอนายท่าแจ้งว่าวันนี้มีคนมาถามหาจึงได้บอกที่อยู่ให้เขาไป นายเหมือนก็หงุดหงิดโวยวายขึ้นมาทันที ทำเอานายท่างุนงง หันไปถามเพื่อนคนเรือหลังจากนายเหมือนเดินลิ่วออกไปแล้ว

“มันเป็นอะไรของมัน มันกลัวอะไรวะ”

“ไอ้เหมือนมันเป็นผู้ดีตกยาก ป้าที่เลี้ยงมันตายเพราะโรคเรื้อน มันจำใจเป็นคนเรือ แต่ไม่ทิ้งนิสัยฟุ้งเฟ้อ กินดื่ม เล่นถั่วโป จนเป็นหนี้เขาไปทั่ว”

“อ้อ มันกลัวเจ้าหนี้ไปตามเอาอัฐมันงั้นสิ”   

“คงงั้นล่ะ”

เป็นเช่นนั้นจริงๆ นายเหมือนกลับไปบ้านอย่างเงียบกริบ ซุ่มแอบมองผู้มาเยือนที่นั่งคอยหน้าบ้านครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจหนีออกไป แต่อองดินหูตาไววิ่งตามไปรวบตัวเขากลับมาจนได้ แล้วช่วยกันกับเอยาวดีทำการสอบถามเรื่อง กลิ่นน้ำปรุงที่ติดกายเขา

นายเหมือนบอกว่าแม่ทำให้ พ่อแม่เป็นคนเชียงน้อย เอยาวดีซักต่อทันทีว่าเป็นทหารใช่หรือไม่

“ตอนอยู่ที่เชียงน้อยพ่อเป็นทหารองครักษ์ แม่เป็นนางข้าหลวง แต่หลังจากเชียงน้อยมีศึกสงคราม เราก็หนีมาอยู่เมืองสยาม เป็นชาวสวน นี่พวกเจ้าจะมาถามทำไม”

“เป็นทหารองครักษ์ เป็นนางข้าหลวง” เอยาวดีทวนคำด้วยรอยยิ้ม แต่อองดินยังซักอีกอย่างใจเย็น

“แล้วพ่อแม่ท่านตอนนี้อยู่ที่ใด”

“ตายหมดแล้ว ตั้งแต่ข้ายังเด็ก ป้าเลี้ยงข้ามา”
“ก่อนตายท่านสั่งเสียอะไรไว้หรือไม่”

“สั่งไว้เยอะ แต่พูดไปไม่มีใครฟังไม่มีใครเชื่อ เลยขี้เกียจจะพูด”

“เราอยากฟัง เล่าให้เราฟังได้ไหม” เอยาวดีเร่งเร้า

“พ่อกับแม่ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เพราะข้าคือเจ้าชายตันละวินองค์รัชทายาทแห่งเชียงน้อย จะหัวร่อก็เชิญ เพราะข้าชินแล้ว”

คำตอบนั้นทำให้เอยาวดีน้ำตาเอ่อด้วยความดีใจ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นก้มกราบจนนายเหมือนผงะตกใจ

“เจ้าพี่ของน้อง น้องคือเจ้าหญิงเอยาวดีแห่งเชียงน้อย น้องรอนแรมออกมาตามหาเจ้าพี่เพื่อกลับไปกอบกู้บ้านเมืองของเรา ในที่สุดน้องก็พบเจ้าพี่”

นายเหมือนอึ้งช็อก ขณะที่อองดินยังมองเขาด้วยสายตาคมกริบจับสังเกต

“เจ้าพี่นิ่งไปนานเหลือเกิน เหตุใดไม่พูดอะไรบ้าง”

“หัวของข้าเหมือนถูกทุบ จะให้ข้าพูดอะไร หลายปีมานี้ข้าเชื่อว่าพ่อแม่สร้างเรื่องโกหก ข้าไม่เคยนึกว่าจะเป็นความจริง”

“เจ้าพ่อ...เจ้าหลวงแห่งเชียงน้อยทรงพระประชวรหนัก กลับไปเชียงน้อยของเราเถอะเพคะ”

“เจ้าเป็นน้องสาวของข้ารึ”

“น้องสาวที่ยอมสละความรัก สละชีวิต เพื่อให้ได้พบพี่ชาย เจ้าพี่คงไม่รู้ว่าหญิงต้องผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะถึงวันนี้” เอยาวดีสวมกอดนายเหมือนและร้องไห้หนักขึ้น แต่อองดินยังครุ่นคิดระแวง ตาคอยมองเขาตลอดเวลา

“เจ้าพี่ของน้อง...อองดิน  เราต้องพาเจ้าพี่กลับเชียงน้อยโดยเร็วที่สุด อองดินเป็นอะไรไป ถวายบังคมก็ยังไม่ถวาย”

อองดินไม่ตอบแต่เริ่มพิสูจน์ความจริง ถามนายเหมือนว่าพ่อแม่ได้มอบของติดตัวให้เขาหรือไม่ นายเหมือนกลับย้อนถามว่าของอะไร แถมยังทำหน้างงๆ เมื่ออองดินบอกว่าแหวน

“แหวนอะไร ต้องมีแหวนด้วยรึ”

“เครื่องหมายแสดงตนว่าเป็นราชวงศ์เชียงน้อยสามอย่าง 1 องครักษ์ 1 นางข้าหลวง และ 1 ธำมรงค์ทับทิมสลัก พ่อของเจ้าพี่เป็นองครักษ์ แม่เป็นนางข้าหลวง ท่านทั้งสองเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเจ้าพี่เป็นคนในราชวงศ์เชียงน้อย”

“เอ...สงสัย ข้าเอาไปขายทิ้งรวมกับสมบัติต่างๆตอนเล่นถั่วโปน่ะ อย่างไรกันหนอ”

“ขายทิ้งรึ ฟังดูเหมือนพ่อแม่ท่านไม่บอกเรื่องธำมรงค์ ทั้งที่บอกท่านว่าท่านเป็นเจ้าชาย เหตุใดจึงไม่บอก”

“ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่ต้องรับข้าเป็นเจ้าชายก็ได้นี่”

“แต่หญิงเชื่อ หญิงเชื่อว่าท่านคือเจ้าพี่ตันละวินของหญิง  บางทีอาจเกิดเหตุระหว่างหลบหนี  ธำมรงค์หายไปก็เป็นได้”

อองดินถอนใจ ในเมื่อเอยาวดีเชื่อเช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้

ooooooo

ที่ศาลาในวังเขียว ท่านดาบกับวาดร่ำสุรากันตั้งแต่เย็นจนดึกดื่น ความเมาบวกกับอาการน้อยใจทำให้ท่านดาบคร่ำครวญมากขึ้นทุกที

“อีกไม่กี่เพลาก็เช้าแล้ว ใจคอเขาคงคิดจะอยู่เสพสุขกันจนถึงรุ่งสาง...เสียทรัพย์  เสียชื่อ  และกำลังจะเสียแม่เพื่อผู้หญิงที่ไม่มีใจต่อเรา ม.จ.ดาบปราบศัตรู เจ้าช่างโง่งมเสียจริง”

วาดเองก็เมาไม่น้อย ลุกขึ้นแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ฝนยังไม่ขาดเม็ด

“ฝนตก อากาศหนาวไปถึงหัวใจ ค่ำคืนนี้คู่เสน่หาชายหญิงทุกคู่คงกำลังเอิบอิ่มในความรัก”

วาดขยับตัวแล้วเซถลาล้มลงไปด้วยกันกับท่านดาบที่พยายามจะช่วยประคอง วาดซึ่งมีใจเสน่หาต่อท่านดาบ กอปรกับอยู่ในอารมณ์เคลิ้มเพราะฤทธิ์สุรา จึงโหยหาความอบอุ่นเป็นที่ยิ่ง

“ความเจ็บปวดในใจท่านเวลานี้ ทำให้ท่านหนาวขึ้นหรือไม่”

“หนาวไปจนถึงกระดูก รักคนที่ไม่มีใจ ทั้งเจ็บ ทั้งหนาว ทั้งเดียวดาย”

“เช่นนั้นจงตัดใจเสีย รักตัวท่านเองด้วยการหันมารักคนที่รักท่าน”

“รักคนที่รักกระหม่อมงั้นรึ”

วาดจับมือท่านดาบมาแนบแก้มตน สายตาบ่งบอกพร้อมพลีกายให้ ท่านดาบเคลิ้มก้มลงจะจูบวาด แต่ฉับพลันก็ได้สติ ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่ง

“ขอประทานอภัย ดึกแล้ว กระหม่อมควรทูลลา” พูดเสร็จก็เดินจากไป ทิ้งวาดอยู่เดียวดาย แต่วาดยังมีรอยยิ้มบางๆ รู้สึกตนเองได้ชัยชนะมาหนึ่งคืบ

“ก้อนหินยังมีวันผุกร่อน  นับประสาอะไรกับใจชาย...แม่จ๋า วันใดที่อีวาดได้เป็นหม่อม อีวาดจะรีบไปไถ่ตัวแม่ จะล้างแค้นไอ้หลวงโอสถ”

ooooooo

ฟ้าสางแล้ว อองดินกับเอยาวดีกลับเข้าวังเขียวอย่างระมัดระวัง  ไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้เห็น โดยเฉพาะท่านชายดาบ

“อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าหญิงทรงไปค้างอ้างแรมกับกระหม่อม รีบกลับไปที่เรือนเสีย”

“แล้วเรื่องเจ้าพี่ล่ะ”

“ให้อยู่ในฐานะคนเรือชื่อนายเหมือนน่ะดีแล้ว ภายในสองสามวันนี้เราจะได้เตรียมเดินทางกลับเชียงน้อยแล้วเราค่อยไปรับท่าน”

“ติ๊ดคงดีใจที่เราจะได้กลับบ้าน”

ทั้งคู่กำลังจะแยกกันไปคนละทาง จู่ๆท่านดาบกับวาดเดินเข้ามา แล้วท่านดาบไม่พูดพล่าม ตะบันหน้าอองดินแทบล้มทั้งยืน เอยาวดีกรีดร้องตกใจ กางกั้นไม่ยอมให้ท่านดาบทำร้ายอองดินอีก

“ที่แท้...โลกนี้ไม่ได้มีข้าคนเดียวที่หัวปักหัวปํากับหญิงนางโลมต่ำช้า”

“ถอนคำพูดซะ นางสูงศักดิ์เกินกว่าที่ใครจะมาดูถูก” อองดินขึงขังใส่ท่านดาบ

“สูงศักดิ์ ฮึ ใช้คำเช่นนั้นกับนางโสเภณี แสดงว่าเจ้าโง่งมหลงนางเสียยิ่งกว่าข้า...วันนี้เจ้าตีท้ายครัวข้า แสดงว่าอยากต่อกรกับข้าแล้วใช่หรือไม่”

เอยาวดีร้อนรนหันไปหาวาด ขอร้องให้ช่วยพูดที วาดกลับทำเหมือนไม่ใส่ใจ

“อองดิน ใจเย็นลงหน่อยเถิด วันนี้เหตุใดหุนหันพลันแล่นได้ถึงขนาด อ้อ ข้าลืมไป แรงริษยางอกงามในใจท่านแล้ว”

วาจาวาดทำให้อองดินชะงักเล็กน้อย เอยาวดีเข้าไปจับแขนท่านดาบอ้อนวอน

“ท่านชาย...หยุดฟังกันก่อน ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดอองดินไปช่วยหญิงหาพี่ชาย ฝนตกหนักมาก เราเอาเรือออก ไม่ได้”

แต่ท่านดาบโกรธจนหน้ามืด สลัดมือเอยาวดีออกอย่างแรง

“ข้าไม่เชื่อ เป็นชายมาหมิ่นชาย พาเมียข้าหายไปทั้งคืน หยามกันเช่นนี้ มาฆ่ากันดีกว่า”

ศึกหน้านางกำลังจะเกิด เอยาวดีใจเสียวิงวอนขอร้องทั้งคู่ แต่ไม่มีใครคนใดฟัง ส่วนวาดเห็นทั้งสองพุ่งดาบเข้าใส่กัน จริงจังก็นึกกลัวเหมือนกัน

“อยากตายตรงนี้ หรือจะออกไปจากวังเขียว เลือกเอา”

“กระหม่อมไม่เคยอยากอยู่ที่นี่ อีกไม่กี่วันกระหม่อมก็จะไปแล้ว”

“หมายความเช่นใด”

“นางทาสวาดที่ท่านมีใจเสน่หาก็จะไปกับกระหม่อมด้วย เราจะกลับเชียงน้อยพร้อมพี่ชายของนาง”

ท่านดาบสะบัดอองดินออกไปทันที  แล้วหันมาตั้งคำถามกับนางโลม

“กลับเชียงน้อย เจ้าจะกลับเชียงน้อยรึ”

“เจอพี่ชายแล้วรึ” วาดแทรกขึ้นมา

เอยาวดีไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ท่านดาบปล่อยอาวุธร่วงจากมือ พุ่งมาจับแขนทั้งสองของนางเขย่า

“ว่าไง เจ้าคิดจะหนีข้ากลับเชียงน้อยพร้อมกับไอ้อองดินงั้นรึ”

“คือ...คือว่า...” อาการอึกอักของนางทำให้ท่านดาบชะงักงัน ย้อนคิดช่วงหนึ่งที่นางเคยบอกว่า “ชีวิตของหญิงเกิดมาพร้อมภาระหน้าที่ มิอาจทำตามใจได้ อีกไม่นานเราต้องจากกัน ไม่รู้ว่าจะได้ทดแทนพระคุณในชาตินี้หรือไม่ กราบนี้ขอถวายแด่ท่านชายที่หญิงอาลัยยิ่ง”

“ที่แท้...เจ้าก็คิดเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น...ขอบใจนะ ขอบใจเหลือเกิน เจ้าตอบแทนความรักความทุ่มเทของข้าอย่างสาสมไปถึงหัวจิตหัวใจทีเดียว”

ท่านดาบทั้งเสียใจ ทั้งโกรธเกลียด เดินจากไปเหมือนคนไร้วิญญาณ เอยาวดีเองก็หมดแรงยืน ทรุดลงร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ วาดเป็นห่วงท่านดาบรีบเดินตามไปเพื่อปลอบโยน แต่กลับโดนเขาตวาดโดยไม่มองหน้า

“ออกไป...อย่าตามมา”

วาดชะงักเท้า เพ่งมองจากด้านหลังของท่านดาบที่หันหนีไป

“ท่านร้องไห้รึ”

“บอกให้ออกไปไงเล่า”

วาดหน้าเสีย จำต้องเดินออกไป...ท่านดาบปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดเสียใจรินไหล ทรุดกายลงคร่ำครวญอย่างหมดสิ้น

“ม.จ.ดาบปราบศัตรู เกิดมาไม่เคยกลัวเกรงสิ่งใด บัดนี้ท่านชายเย่อหยิ่งผู้นั้นพินาศแล้วด้วยความหลอกลวงของนางโสเภณี!”

ooooooo

ทันทีที่รู้ว่าเจ้าหญิงเอยาวดีได้พบพี่ชายรัชทายาทแล้ว ติ๊ดดีใจถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ บางกับขาวก็ยินดี แต่ขาวไม่เข้าใจนักว่าทำไมติ๊ดถึงต้องน้ำหูน้ำตาอย่างนี้ด้วย

“เอ็งไม่รู้อะไร นอกจากได้กลับบ้าน ข้ายังดีใจแทนคนเชียงน้อย พวกเราจะได้มีกำลังใจต่อสู้กับกบฏสมิงสินธู”

“ใช่ พี่ใบของข้าต้องดีใจแน่”

“อองดินจะเตรียมเรือไว้ให้พวกเราทุกคน เรื่องพี่ใบไม่ต้องห่วง พี่ใบแข็งแรงขึ้นมากแล้ว คงเดินทางได้...ไปด้วยกันนะขาว”

“เจ้าหญิงอยู่ไหน อีขาวอยู่นั่นเพคะ”

ขณะที่คนอื่นๆตื่นเต้นยินดี วาดกลับนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของตนจะเป็นอย่างไรต่อไป

“เรื่องจบแล้ว แล้วเราจะทำเช่นใดกับเจ้าหญิงกำมะลอนี่ล่ะเพคะ...ฮึ หมดเวลาเฉิดฉายเป็นเจ้าหญิงแล้ว ตื่นจากฝันกลับมาสู่ความจริงได้แล้วนะ อีนางทาส” ติ๊ดเดินเข้ามาเย้ยเยาะตรงหน้า วาดเลยผลักติ๊ดจนล้มไป “หนอยอีนี่ มึงบ้าแล้วรึ ได้สิ กูก็ทนมานานแล้วเหมือนกัน”

ทั้งคู่พุ่งเข้าใส่ตบตีกันนัวเนียโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของเอยาวดี บางกับขาวพยายามเข้ามาแยกก็ไม่เป็นผล กระทั่งอองดินต้องเข้ามาจับวาด แล้วกระซิบเตือนสติ

“หยุดได้แล้ว...จะทำการใหญ่ มุ่งหมายเป็นถึงหม่อม อย่าใจร้อนนักสิ”

“นี่มันอะไรกันน่ะอองดิน สองคนนี้มีเรื่องอะไรกันแน่”

อองดินไม่ทันตอบคำถามเอยาวดี ติ๊ดรีบฟ้องเสียก่อนว่า

“นังวาดมันคิดจะแย่งท่านชายดาบ พักหลังเจ้าหญิงไม่เห็นรึ มันวางท่าใหญ่โตราวกับตัวเองเป็นเจ้าหญิงจริงๆก็ไม่ปาน”

“แย่งท่านชาย...วาดมีใจให้ท่านชายงั้นรึ” เอยาวดีถามตรงไปตรงมาจนวาดอึ้ง

“กล้าตอบไหมล่ะ หรือเก่งแต่ลักกินขโมยกิน”

ถูกติ๊ดท้าเข้าแบบนี้ วาดตัดสินใจพูดความจริงทันที

“ใช่ ข้ามีใจให้ท่านดาบ อีทาสคนนี้มันใฝ่สูงคิดจะเอาท่านชายดาบคู่หมั้นของท่านเป็นผัว ได้ยินหรือยังล่ะเจ้าหญิงเอยาวดี”

ทั้งหมดตะลึงกับความไม่กลัวเกรงของวาด แล้ววาดก็เปิดใจต่อเอยาวดีหมดเปลือก สายตาเจ็บปวดริษยาจนบางครั้งมีน้ำตาคลอออกมา

“ข้าคืออีทาสวาดตัวจริง ข้าไม่มีวาสนาเหมือนท่าน วันใดที่คนรู้ว่ามีการสลับตัว เขาไม่จับเจ้าหญิงลงอาญาดอก แต่ข้านี่สิ คงไม่พ้นโทษประหาร”

“เจ้ามิได้คิดจะหนีไปกับเรารึ”

“ไม่ ข้าทิ้งแม่ไม่ได้...ทุกครั้งที่ท่านลำบาก มีคนช่วยท่าน แต่ข้านี่ ทำเช่นไรก็หนีคำว่าทาสไม่พ้น ทำงานแลกค่าจ้างเหนื่อยแทบเอาชีวิตไปทิ้ง หวังจะไปช่วยแม่ ข้าก็ยังถูกพวกมันรีดไถเอาไป”

“หญิงไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย แม่ของวาดอยู่ที่ใด”

“ไม่ต้องมายุ่ง แค่บอกมาก็พอว่าจะยกท่านดาบให้ข้าได้หรือไม่”

“สามหาวนัก กล้าขอเช่นนี้กับเจ้าหญิงรึ”

“หน้าด้าน เขาไม่ได้รักตัวสักหน่อย”

“สันดานทาส จับมาชุบเลี้ยงแต่งตัวจนงดงาม ยังไม่ทิ้งสันดานเห็นแก่ตัว มันน่าโดนอีกสักทีสองที”

พวกติ๊ดรุมด่าทอวาดอย่างสุดทน แถมบางยังเงื้อมือจะเข้าไปตบ วาดก็พร้อมสู้ ท้าทุกคนให้เข้ามาพร้อมกันเลย

“หยุดนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิง คู่หมั้นของหญิง หญิงจัดการเอง”

“เจ้าหญิง...ทรงคิดจะทำอะไร” อองดินถามทันที

“โกรธรึ จะตบข้าด้วยพระองค์เองไหม อย่างน้อยก็เป็นเกียรติยิ่งกว่านังไพร่ทาสพวกนั้น”

เอยาวดีนิ่งไปนิดเหมือนชั่งใจ แล้วก็พูดในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด

“ฝากดูแลท่านชายดาบด้วย”

“เจ้าหญิง!” พวกติ๊ดท้วงเสียงหลง แต่เอยาวดีหาได้สนใจ เดินเข้าไปจับมือวาด กำชับว่า

“เมื่อหญิงไปแล้ว จะเป็นเจ้าหญิงต่อไป หรือจะบอกความจริง จงพิจารณาให้รอบคอบ หากถูกจับจงหนีไปหาเราที่เชียงน้อย แต่หากท่านดาบเมตตาอภัยให้เจ้า จงดูแลเขาอย่างดีที่สุด” พูดเสร็จเบี่ยงหน้าหนีโดยทันทีเพราะไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาที่กำลังจะเอ่อออกมา

“ตัดสินใจแน่แล้วรึ ดูเหมือนพระองค์กำลังร้องไห้” อองดินดักคอ เอยาวดีเลยต้องเก็บกลืนน้ำตากลับเข้าไป...สั่งเสียงเข้ม

“ทำตามที่สั่ง...ส่วนคนอื่นรีบไปเตรียมสัมภาระให้พร้อม ไม่เกินสามวันเราจะออกเดินทาง”

พวกติ๊ดไม่เห็นด้วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จำต้องตามไปเก็บข้าวของให้เอยาวดีที่เรือนริมน้ำ แต่เพราะเจ็บแค้นวาดจนทนไม่ไหว ติ๊ดก็อดไม่ได้อีก

“เจ้าหญิงเพคะ...อีติ๊ดถวายการดูแลพระองค์มาแต่เล็ก คำน้อยก็ไม่เคยขัด แต่ครั้งนี้อีติ๊ดยอมไม่ได้จริงๆ ถ้าเกิดมันสวมรอยเป็นเจ้าหญิงเอยาวดีไปตลอดชีวิตจะทำยังไงเล่าเพคะ”

“เจ้าหญิงเอยาวดีตัวจริงอาจมีพระชนม์ชีพได้ไม่นานจะกลัวทำไม”

“หมายความเช่นใดเพคะ” บางถามพรวด

“เมื่อเรากลับเชียงน้อย เรายังต้องพบกับสงครามกลางเมือง หากฝ่ายเราแพ้ เจ้าหญิงเอยาวดีอาจถูกสังหารพร้อมราชวงศ์ หากวาดมีใจเสน่หาท่านดาบ หญิงก็ดีใจ อย่างน้อยก็มีคนเคียงข้างพระองค์ในเวลาเช่นนี้”

“เจ้าหญิงเอยาวดีก็คือเจ้าหญิงเอยาวดี มิเคยเปลี่ยนแปลงสิน่า” ขาวบ่นอุบ

“ได้โปรดเข้าใจหญิงด้วย หญิงละอายใจ ปวดใจ จนไม่กล้าสู้หน้าท่านชายแล้ว ในเมื่อวันนี้ต้องจาก หญิงไม่อยากทำให้ท่านเจ็บปวดยิ่งขึ้นไปอีก”

ฟังประโยคนี้แล้ว ทั้งสามคนถึงกับเงียบงันไปทันที

ooooooo

ค่อนข้างดึก หลวงอรรถเมามายออกจากโรงโสเภณีพร้อมสมุนหนึ่งคน ระหว่างทางเจอนายพลขิ่นกับสมุนสองคนดักทำร้ายก่อนที่นายพลขิ่นจะทบทวนความจำให้หลวงอรรถที่รับงานจากสมิงสินธูไปเมื่อครั้งพบกันที่บ้านพักรับรองแถวหัวเมือง

“ท่านรับงานแต่ทำเฉย คิดจะโกงค่าจ้างสมิงสินธู กษัตริย์องค์ต่อไปของเชียงน้อยงั้นรึ”

“นายพลขิ่น ข้าไม่กล้าดอก ใครจะไปกล้า”

“แล้วไหนล่ะ หัวของเจ้าหญิงเอยาวดี เมื่อไหร่ท่านจะฆ่านาง”

“นางอยู่ในวังเขียวใจกลางพระนคร ใกล้ราชสำนัก การลอบสังหารนางมิใช่ง่าย”

“จนป่านนี้นางยังไม่เสกสมรส แสดงว่านางต้องการตามหาพี่ชาย ท่านต้องฉวยโอกาสนี้ฆ่านางซะ”

“ที่ผ่านมาข้าติดราชการอยู่หัวเมือง ช่วงนี้ไม่ต้องไปไหนแล้ว ข้าจะไปตัดหัวนางด้วยตัวเอง”

“ข้ามีเวลาให้เจ็ดวัน ถ้าไม่ได้หัวของเจ้าหญิงเอยาวดี ข้าจะมาเอาหัวของท่านแทน เพราะท่านรู้ความลับของเรา”

หลวงอรรถตกใจแทบหายเมา รับปากจะทำตามคำสั่งโดยเร็วที่สุด พอกลับถึงบ้านก็จัดแจงเรียกไอ้สิงห์สมุนที่เคยใช้ให้ไปสอดส่องที่วังเขียวเข้ามาหา

“ไอ้สิงห์ เอ็งมีหน้าที่เฝ้าวังเขียว แต่ไม่เคยมีอะไรมารายงานข้าสักอย่าง”

“ที่วังเขียวไม่มีสิ่งใดผิดปกตินะขอรับ เจ้าหญิงไม่ได้เสด็จออกไปไหนเลย มีแต่เมียนางโลมคนใหม่ของท่านดาบที่ออกไปข้างนอก”

“เอ็งเฝ้าประตูหน้ารึ เป็นเช่นนี้ถ้าเจ้าหญิงมันลอบออกทางประตูหลัง เอ็งจะรู้ไหม...โธ่โว้ย”

“มีกระผมคนเดียวก็เฝ้าได้ที่เดียวน่ะขอรับ”

“เอาคนลงไปเพิ่ม เฝ้าวังเขียวทุกประตูทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนเอ็ง ติดตามไอ้องครักษ์ของเจ้าหญิงเป็นพิเศษ”

“ปฏิบัติเดี๋ยวนี้ขอรับ” สิงห์รับคำแข็งขันแล้วรีบร้อนออกไป

ooooooo

วันต่อมา อองดินย้อนกลับไปหานายเหมือนที่บ้านเพื่อแจ้งขั้นตอนการเดินทางกลับเชียงน้อยให้ทราบ แต่นายเหมือนดูจะไม่สนใจรับรู้ แถมยังทำเรื่องไม่เข้าท่า ชวนอองดินออกไปเดินกร่างในตลาดก่อนจะพาไปยังบ่อนถั่วโป เอาเงินที่อองดินมีติดตัวเล่นพนันและดื่มสุราอย่างบันเทิงใจ อองดินจะห้ามก็ไม่กล้า  ได้แต่ถามตัวเองอยู่ไปมา

“เจ้าชายรัชทายาทแห่งเชียงน้อยเป็นคนเช่นนี้รึ เชียงน้อยของข้า...จะโชคร้ายถึงเพียงนี้จริงรึ”

ส่วนในวังเขียว หม่อมนวลอาการดีขึ้นเป็นลำดับหลังจากวาดเยียวยารักษาอย่างใกล้ชิด

“ยิ่งเจ้าหญิงดีกับหม่อมฉันเท่าไหร่ หม่อมฉันยิ่งรู้สึกผิด ชายดาบลูกของหม่อมฉันมันโง่ คอยดูนะ รักเมีย หวงเมียมากๆ หม่อมฉันจะตายเป็นผีเฝ้าเรือนให้ดู”

“ตายจริง ทำไมพูดเช่นนั้น”

“นั่นสิ พูดอย่างนี้ แล้วอีหนิมจะทำเช่นใด หม่อมของอีหนิม ท่านต้องอยู่นะเจ้าคะ อย่าเพิ่งตาย ท่านชายจะรู้ไหมว่าหม่อมแย่แน่ หากไม่ไล่นางโลมนั่นออกไปจากวังเขียว”

ไม่ทันจะมีใครว่ากระไรอีก ท่านดาบก็เข้ามาสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนด้วยการยินดีจะเสกสมรสกับเจ้าหญิงเอยาวดีตามที่หม่อมนวลเคยไปหาฤกษ์ยามเอาไว้แล้ว ขาวรับใช้อยู่แถวนี้ได้ยินชัด รีบวิ่งไปโรงครัวบอกเล่าข่าวสำคัญ ติ๊ดกับบางโวยวายตกใจมาก ส่วนเอยาวดีไม่พูดอะไรสักคำ แต่สีหน้าเศร้าหมองไปถนัด

อองดินยังเกาะติดอยู่กับนายเหมือนตลอดวัน พอออกจากบ่อนถั่วโป นายเหมือนก็กอดไหสุรากลับมาดื่มต่อที่บ้านจนเมามายไม่สนใจอาวุธหลากชนิดที่อองดินนำมาให้

“พระองค์เคยใช้อาวุธชนิดใดบ้าง”

“เหตุใดเอามามากมาย”

“เชียงน้อยไม่สงบ เจ้าอาของพระองค์มุ่งก่อการกบฏ พระองค์ต้องเรียนรู้การใช้อาวุธ”

“ท่านเป็นใคร...เป็นองครักษ์ไม่ใช่รึ ท่านมีหน้าที่ดูแล ชีวิตเจ้าชายอย่างข้า ถ้าข้าต้องเรียนรู้เอง จะมีท่านไว้ทำไม”

“เพื่อความปลอดภัยของพระองค์” อองดินเริ่มเสียงดัง แต่นายเหมือนโวยกลับดังยิ่งกว่า

“คิดจะอู้งานล่ะสิ ไปเลย ไปนั่งเฝ้าข้า เอาอาวุธพวกนี้ไปด้วย ข้าจะนอน” ว่าแล้วเขาก็ล้มตัวลงเหยียดยาวบนแคร่ อองดินพูดไม่ออก ส่ายหน้าอนาถใจ

ooooooo

เอยาวดีเสียใจมากกับการตัดสินใจเสกสมรสของท่านดาบ ซ้ำเขายังแกล้งทำประชดเธอด้วยการแสดงความรักต่อวาดอย่างประเจิดประเจ้อ จนเธอทนไม่ไหวลุกหนีไปทั้งน้ำตา ส่วนติ๊ดเห็นวาดนั่งชูคอเคียงคู่ท่านดาบก็แทบทนไม่ได้ จะเข้าไปบอกความจริงแต่ถูกบางปรามให้ใจเย็นไว้ เจ้าหญิงทรงเสียสละเพื่อชาติ พี่จะทำเสียเรื่องไม่ได้

การตัดสินใจของท่านดาบใช่แต่จะทำให้เอยาวดีเสียใจคนเดียว อองดินก็เป็นอีกคนที่เจ็บปวดทุกข์ร้อน เพราะเวลานี้เขารู้ใจตัวเองแล้วว่ารักวาด เขาจึงพยายามหาโอกาสสารภาพและแสดงความจริงใจต่อเธอ แล้วโอกาสก็เป็นของอองดิน เมื่อวาดลงไปนั่งเพ้อฝันอยู่ในสวนหลังถูกท่านดาบประทับจูบที่แก้มต่อหน้าใครหลายคน รวมทั้งเอยาวดีด้วย

“ข้าจริงใจต่อเจ้า ไม่มีทางหลอกลวงเจ้าเหมือนท่าน ชายดาบ ท่านชายคิดเสกสมรสเพื่อประชด แต่เจ้ากลับมีความสุขบนความหลอกลวงนั้น”

“ข้าไม่พูดกับท่านเรื่องนี้” วาดไม่พอใจจะลุกหนี แต่ถูกอองดินรวบตัวกอดไว้ “ปล่อยนะ วันนี้ไม่มียาเร่งกำหนัด จะอ้างเหตุมาทำรุ่มร่ามหามีไม่ ออกไปนะ”

“แม่ดอกหญ้าของข้า ไม่มียานี่สิดี มีแรงกอดเจ้าได้ ถนัด” อองดินกรุ้มกริ่ม กระชับกอดวาดแน่นขึ้น วาดตกใจดิ้นรนสุดแรง

“ท่านอองดิน ทีท่าวันนี้ประหลาดนัก ปล่อยนะ”

“ได้เป็นหม่อมแล้ว เจ้าจะทำเช่นใด”

“เอาอำนาจบาตรใหญ่ที่มีไปจัดการกับไอ้หลวงโอสถที่มันรังแกข้า”

“ไฟโกรธเกลียดในใจเจ้า จะแก้ไขได้ด้วยไฟรักอันบริสุทธิ์ของข้าหรือไม่”

“ท่านอองดิน นี่ท่าน...”

“ศึกเชียงน้อยใหญ่หลวงนัก กลับไปพร้อมองค์รัชทายาท เราอาจตายกันหมด ข้าตรึกตรองดีแล้ว จำต้องบอกแก่เจ้า ข้า
มีใจเสน่หาลึกซึ้งต่อนางทาสชื่อวาด” อองดินมองตาวาดลึกซึ้งจนวาดเหมือนต้องมนต์สะกด “หากเจ้าไม่พูดสิ่งใดออกมาข้าจะคิดไปตามที่ใจปรารถนา”

อองดินบรรจงจูบหน้าผากวาด แต่พอจะเลื่อนมาที่ปาก วาดก็ดิ้นหนีออกจากอ้อมกอด บอกเขาว่า

“ได้เวลาหุงหาอาหาร ข้าจะไปในครัว” วาดรีบเดิน หนีไปทางโรงครัวด้วยใจที่ว้าวุ่น หยิบจับอุปกรณ์ขึ้นมาทำครัว ปากก็พร่ำบ่น “ไม่...อย่าสับสน เจ้าหญิงกำลังจะกลับเชียงน้อย ท่านดาบกำลังจะเป็นของข้า อย่ามาเกิดอะไรขึ้นตอนนี้”

“เจ้ากำลังจะทำอะไร” เสียงอองดินดังขึ้นข้างหลัง วาดสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบโดยไม่หันมามอง

“ข้ากำลังจะทำแกงส้ม วันนี้ข้าได้ยินมาว่าท่านดาบโปรดดอกแค ข้ารู้เรื่องท่านดาบ แต่ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลยนะ”

อองดินมองออกว่าวาดกำลังว้าวุ่นสับสน จึงฉวยโอกาสนี้เทผงฝุ่นสีขาวออกจากถุงเล็กๆที่เตรียมมา

“แม่วาด เจ้ารู้จักยาหลายชนิด เจ้ารู้จักยาชนิดนี้หรือไม่”

“ยาอะไรรึ”

“ยาสลบ” พูดขาดคำ อองดินเป่าผงฝุ่นนั้นเข้าหน้า วาดทันที...

วาดหมดสติ แล้วไปรู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่ในเรือกลางสายน้ำ โดยอองดินเป็นคนพาย

“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

“ข้าพาเจ้าออกมาเที่ยว”

“ข้าไม่ได้อยากมาเที่ยว ที่นี่ที่ไหน พาข้ากลับวังเขียวเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่พากลับ ข้าจะล่มเรือเดี๋ยวนี้”

“ข้าไม่เคยกลัวคำขู่ของใคร โดยเฉพาะผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเจ้า เรือล่ม เราตกน้ำ ข้าก็งมเจ้าขึ้นมา...ก็เท่านั้น”

วาดหน้าเสีย ได้แต่โวยเสียงดัง แต่อองดินทำหูทวนลม พายเรือไปจนถึงท่าวัด แล้วลากวาดที่พยายามขัดขืนขึ้นไปด้วยจนได้

ความร่มรื่นสวยงามของวัดทำให้วาดใจเย็นขึ้น อองดินเหลือบมองพอใจ ก่อนใช้ความพยายามโน้มน้าววาดต่อไป

“ที่เชียงน้อย เรามีพระธาตุมากมาย ทุกวันพระ ไม่มีใครอยู่บ้าน เราจะไปอยู่กันที่วัด เพื่อบูชาพระธาตุ”

“มาเล่าให้ข้าฟังทำไม”

“ข้าอยากให้เจ้าได้เห็นพระธาตุสีทองสะท้อนเงาอยู่ในแม่น้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวที่บ้านของข้า เจ้าหญิงเอยาวดี และข้ากำลังจะสู้เพื่อความสงบของแผ่นดิน ถ้าเราชนะและข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะทำให้เชียงน้อยเป็นสรวงสวรรค์ และข้าหวังว่าสวรรค์แห่งนั้นจะมีเจ้าอยู่”

“แต่ข้าไม่เคยหวัง นั่นไม่ใช่ฝันของข้า”

อองดินจับแขนทั้งสองข้างของวาด บอกเสียงอ่อนหวานเต็มไปด้วยความรัก “ไปเชียงน้อยกับข้าเถิด ท่านชายอาจแสดงความรักต่อเจ้าในวันนี้ แต่ท่านจะไม่มีวันลืมเจ้าหญิงเอยาวดี ท้ายที่สุด เจ้าก็เป็นได้แค่เงาของเจ้าหญิง”

“แล้วท่านล่ะ ท่านมีใจเสน่หาต่อเจ้าหญิงมาก่อน ข้าก็เป็นได้แค่เงาเช่นเดียวกัน”

“ที่แท้เจ้าสงสัยในตัวข้า ถ้าเช่นนั้นก็ตามมาเถิด”

วาดเดินตามอองดินไปในโบสถ์...ทั้งคู่นั่งคุกเข่าต่อหน้าพระประธาน

“เจ้าหญิงเป็นนางต้องห้ามสำหรับข้า ที่ผ่านมาข้าพยายามหยุดใจเสน่หาที่มีต่อเจ้าหญิง แต่สำหรับเจ้า เพราะไม่รู้เกิดขึ้นเมื่อใด ข้าจึงหยุดมันไม่ได้”

“จู่ๆท่านก็มีทีท่าผิดปกติ ท่านแน่ใจในตัวท่านเองได้อย่างไร”

อองดินไม่ตอบแต่พนมมือขึ้นมา “ข้าขอให้สัจจะต่อหน้าองค์พระปฏิมา นับจากนี้ไป เจ้าหญิงเอยาวดีและข้าจะเป็นนายและบ่าว จะเป็นพี่และน้อง จะเป็นมิตรสหายที่ดูแลกันจวบจนสิ้นชีวิต ไม่มีทางเป็นอื่นนอกไปจากนี้”

“นี่ท่านสาบาน...” วาดตกใจคาดไม่ถึง

“นี่คือคำสาบานด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย ด้วยเกียรติของ ราชองครักษ์แห่งเชียงน้อย” อองดินกราบพระสามครั้งแล้วมองหน้าวาดจริงจัง วาดทำอะไรไม่ถูก เดินหนีออกไปหน้าโบสถ์

“ท่านชายเป็นรักแรกพบของข้า นับจากวันที่ข้าพบท่านชาย ชีวิตข้าก็เปลี่ยนแปลง เพียงแค่ชั่วข้ามคืนข้าจะเปลี่ยนใจ ตนเองได้อย่างไร” วาดพึมพำกับตัวเอง แล้วหันไปเห็นอองดินตามมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ

อองดินดึงมือวาดไปนั่งตรงหน้าช้างเสี่ยงทาย “งั้นเรามาเสี่ยงทายกัน”

“อะไรอีกเล่า” วาดเสียงขุ่นรำคาญ

“ข้าขออธิษฐานเสี่ยงทาย ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงเปิดเผยดวงชะตาแห่งเราทั้งสอง หากข้ายกช้างได้ทั้งสามครั้ง นั่นหมายถึงเราสองคือบุพเพสันนิวาส แต่หากไม่ เราทั้งสองเป็นเพียงคู่เวรคู่กรรม ได้เพียงพบแล้วพรากจากกันไป”

ปรากฏว่าอองดินใช้นิ้วก้อยเกี่ยวยกช้างได้สำเร็จ จึงย้ำว่าเราคือคู่สร้างคู่สม

“ไม่...ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ” วาดลุกหนี พยายามสงบจิตใจที่กำลังสับสนว้าวุ่นอย่างหนัก จนเมื่ออองดินเดินตามมา วาดอ้างว่า “ทั้งหมดก็แค่คำทำนาย ท่านแข็งแรงขนาดนั้นท่านต้องทำได้อยู่แล้ว ท่านกำลังใช้เล่ห์เพทุบายหลอกข้า”

“เล่ห์เพทุบายมีไว้ใช้กับศัตรู ไม่ใช่นางผู้เป็นที่รัก”

“เหตุใดจึงมาพูดในเวลานี้”

อองดินจับแขนวาดให้มาประจันหน้ากับตน พูดอย่างจริงจัง

“เวลานี้แหละ เวลาที่เจ้าต้องเลือก ท่านชายหรือข้า เชียงน้อยหรือวังเขียว เป็นตัวของเจ้าเอง หรือเป็นคนอื่นไป ตลอดชีวิต”

“ข้า...ข้า...” วาดอึกอักตัดสินใจไม่ได้

“เคยถามตนเองหรือไม่ เจ้าจริงใจต่อท่านดาบหรือเพียงแค่ริษยาอยากเอาชนะ ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง จะเป็นทาสรักของข้า หรือจะเป็นทาสริษยาต่อคนทั้งโลก”

วาดอึ้งงันประจันหน้ากับอองดินครู่หนึ่ง แล้ววิ่งกลับไปที่เรือโดยเร็ว

ooooooo

รุ่งขึ้นอองดินแวะไปสั่งอาวุธและม้ากับพ่อค้าในตลาดเพื่อเตรียมเอาไว้กลับเชียงน้อย เสร็จแล้วอองดินเดินไปหลังตลาดใช้นกพิราบสื่อสารไปบอกตานเคที่เชียงน้อยให้เตรียมกำลังให้พร้อมเพื่อถวายความปลอดภัยเจ้าชายและเจ้าหญิงที่จะกลับเชียงน้อยภายในสามวัน

สิงห์ สมุนของหลวงอรรถสะกดรอยตามอองดินโดยตลอด เมื่อกลับไปรายงานเจ้านาย สิงห์คาดเดาว่าอองดิน น่าจะพบตัวเจ้าชายรัชทายาทแล้ว ถึงได้เตรียมกลับเชียงน้อย

“หากหลวงอรรถยังอยู่ อย่าหวังเลยว่าพวกมันจะได้เอาตัวเจ้าชายออกจากแดนสยาม ไม่มีทาง!” หลวงอรรถคำรามลั่น...

ไม่ทันข้ามคืน นายพลขิ่นก็ได้รับทราบข่าวนี้จากหลวงอรรถ แล้วรีบไปรายงานต่อสมิงสินธูเจ้านายใหญ่อีกทอด

“หลวงอรรถแจ้งมาว่าอองดินเตรียมอาวุธและเสบียง กำลังจะเดินทางกลับเชียงน้อย”

“อยู่ที่นั่นตั้งนาน ทำไมจู่ๆจึงคิดกลับ”

“บางที...มันอาจจะพบเจ้าชายรัชทายาทแล้ว”

“พบเจ้าชายที่หายไปงั้นรึ มันคงคิดจะเอาตัวพี่ชายมันกลับประเทศเพื่อสืบทอดบัลลังก์ประเทศเชียงน้อย มันไม่ง่ายดอก ราชวงศ์และประเทศเชียงน้อยต้องเป็นของข้า สมิงสินธูแต่เพียงผู้เดียว”

“หลวงอรรถขอเวลาสักหน่อย เขายืนยันจะสังหารเจ้าหญิงเอยาวดีและเจ้าชาย พร้อมกับนำหัวของไอ้อีทั้งสองมาถวายแด่ท่านในไม่ช้า”
สมิงสินธูยิ้มกว้าง วาดฝันถึงความยิ่งใหญ่ในฐานะกษัตริย์องค์ต่อไปของเชียงน้อย

ooooooo

เมื่อลูกชายตอบตกลงเสกสมรสกับเจ้าหญิง

เอยาวดี อาการป่วยของหม่อมนวลก็หายเป็นปลิดทิ้ง มีเรี่ยวแรงไปเย้ยเยาะนางโลมถึงเรือนริมน้ำ โดยหนีบเอานังหนิมบ่าวคนสนิทไปด้วย แต่สิ่งที่ทั้งคู่ไปพบเห็นก็คือนางโลมกำลังเก็บข้าวของใส่ห่อผ้าเหมือนเตรียมจะเดินทาง

“เจ้าจะไปไหน”

เอยาวดีไม่ทันตั้งหลักก็เลยอึกๆอักๆตอบไม่ถูก

“หรือว่าเจ้าจะหนี หนีไปกับชู้รึ” หนิมไม่พูดเปล่า เงื้อมือจะตบหน้าเอยาวดี ติ๊ดที่อยู่ด้วยกันตรงรี่จะเข้าขวาง แต่หม่อมนวลตวาดห้ามหนิมไว้ก่อน

“ไม่ต้อง! เสียใจเรื่องท่านชายจะเสกสมรสล่ะสิ ถ้าเอ็งไปจริง ข้าจะแถมอัฐให้”

“อ้าว หม่อม...” หนิมงงงัน

“หญิงเพียงแต่จัดข้าวของให้เป็นที่เป็นทางเจ้าค่ะ”

“เอ็งมีชู้จริงรึ ไม่ว่าชู้ของเอ็งเป็นใคร เอ็งก็ไปเถิด จะเอาอัฐกี่เฟื้อง กี่ตำลึง ข้าทุ่มไม่อั้น ขอแค่เอาเสนียดจัญไรออกจากบ้านได้เป็นพอ”

“หยุดเถอะหม่อม หม่อมยังไม่ทราบความอีกมาก” ติ๊ดโพล่งขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว เอยาวดีตกใจรีบปรามด้วยสีหน้าเข้มดุเพราะกลัวติ๊ดจะพลั้งปากพูดความจริง

“ทราบความ...ความอะไร” หม่อมนวลสงสัย

ติ๊ดสบตาเอยาวดี เห็นแววขอร้องฉายชัดจึงก้มหน้าลงตอบเบาๆ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ อีติ๊ดเป็นบ่าว กราบขออภัยที่พูดแทรกเจ้านาย”

หม่อมนวลมองๆติ๊ดแล้วหันไปถามหนิมที่ยืนข้างหลัง “อีติ๊ดมันมีท่าทีประหลาด มันเป็นอะไรของมัน”

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่หมู่นี้มันไม่ค่อยถวายการดูแลเจ้าหญิง มาขลุกอยู่แต่กับอีนางโลมนี่ ราวกับรู้จักกันมานาน”

สองคนนายบ่าวมองนางโลมกับนางข้าหลวงของเจ้าหญิงอย่างคลางแคลงใจ

ooooooo

ครู่ต่อมา ติ๊ดแยกไปโรงครัวช่วยบางและขาวเตรียมเสบียงสำหรับเดินทาง วาดเข้ามาเจอก็ทักถาม แต่ติ๊ดกลับเมินเชิดใส่ แถมพูดแดกดันวาดมักใหญ่ใฝ่สูงเรื่องท่านชายดาบ แต่คงต้องหมั่นทำความดีเข้าไว้ จะได้รอดจากโทษประหาร เพราะถึงยังไงก็เป็นแค่เจ้าหญิงกำมะลอ

“นี่ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรพวกพี่เลยนะ” วาดโวยเสียงขุ่น บางกับขาวไม่พอใจจ้องหน้าวาดอย่างเอาเรื่อง

“เจ้าไม่เคยว่า ไม่เคยปกป้อง ทั้งยังไม่เคยปฏิเสธ คิดจะฉวยโอกาสอย่างเดียว หนอย...วางท่าเป็นเจ้าหญิงเสียเอง ไม่ยอมช่วยปกป้องเจ้าหญิงองค์จริง หลอกตัวเอง มันจะได้นานเท่าใดฮึ”

“นางทาสในเรือนเบี้ย อยากเป็นหม่อมจนตัวสั่น คนอื่นจะเจ็บปวดอย่างไรก็ไม่สน ท่านชายประชดให้ก็ยังหน้าด้านรับ ยังมียางอายอยู่หรือไม่ ข้าอยากรู้”

“อยากให้ข้าหยุดวางท่าแล้วกลับไปเป็นทาสใช่ไหม ได้สิ นี่ไง ท่าทางแบบทาสน่ะ”

วาดตบขาวก่อน ขาวตบกลับทันที บางกับติ๊ดเข้าช่วยรุมวาด แต่วาดก็สู้สุดใจเตะถีบทุกคนเป็นการใหญ่ เสียงเอะอะทำให้อองดินที่อยู่แถวนั้นวิ่งเข้ามาดู

“นี่หยุด หยุดนะ หยุดได้แล้ว หยุดเดี๋ยวนี้ นี่พวกเจ้าเสียสติไปแล้วรึ” อองดินดึงวาดออกมา แต่วาดยังไม่วายดิ้นเตะถีบ ในขณะที่คนอื่นจ๋อยไป เกรงใจอองดิน ยอมล่าถอยออกมานั่งคุกเข่าก้มหน้า

“ก็พวกมันรุมรังแกข้า” วาดฮึดฮัดโมโห

อองดินหันมาต่อว่าพวกติ๊ด “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าโกรธ แต่ในเมื่อเป็นพระประสงค์ของเจ้าหญิงที่จะให้นางอยู่ที่นี่ พวกเจ้าก็ควรเคารพ หากคราวหน้ามีเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะลงโทษให้หมด”

จากนั้นอองดินลากวาดออกไปทางสวน ช่วยเช็ดหน้าตาที่เลอะไปด้วยเครื่องปรุงอาหาร แต่ถูกวาดปัดมือออกด้วยความโมโห

“เจ้าเปลี่ยนไปมาก”

“นังพวกลิ่วล้อ คิดจะเอาหน้าประจบเจ้านายด้วยการรังแกข้า”

“สำคัญผิดแล้ว คนที่คิดจะประจบคือเจ้า เจ้าหวังจะประจบท่านชายเพื่อชุบตัวให้พ้นจากความเป็นทาส แต่พวกนางติดตามเจ้าหญิง ยอมตายแทนเจ้าหญิง เพราะเจ้าหญิงยอมตายแทนพวกนางมาก่อน”

“ท่านก็เป็นพวกนั้นอีกคนรึ”

“เกิดเป็นอะไรนั้นไม่สำคัญ สำคัญที่เมื่อมีชีวิต ทำอะไรเพื่อใคร เจ้าหญิงทรงสละชีวิตส่วนตัวเพื่อชาติ เพื่อบริวาร แต่เจ้า...”

“ข้าดิ้นรนทุกสิ่งเพื่อแม่” วาดสวนคำทั้งที่อองดินยังพูดไม่จบ

“ไม่จริง...เจ้าทำเพื่อตัวของเจ้า เพื่อทิฐิมานะ เพื่อล้างแค้นคนที่เกิดมาสูงกว่าเจ้าทุกคน เมื่อก่อนเจ้าสดใส จริงใจ เจ้ายังจดจำแม่วาดคนเดิมได้หรือไม่...ช่วงหลังมานี้ ข้าไม่ได้เห็นความใสซื่อและความสดใสนั้นอีกแล้ว ความริษยา ความโมโห สร้างแม่วาดที่เต็มไปด้วยความโกรธและเกลียดชัง เอาเถิด ถ้าเจ้าชอบชีวิตเช่นนี้ ก็ตามใจเจ้า”

วาดพูดไม่ออก เพราะสิ่งที่อองดินกล่าวมาเป็นจริงทั้งนั้น เมื่อแยกจากอองดินมาแล้ว วาดขึ้นไปดูท่านดาบที่ร่ำสุราเมามายอยู่คนเดียว วาดพอใจที่ท่านดาบดื่มสุราที่ตนปรุงหมดเกลี้ยง

“เดี๋ยวหม่อมฉันไปเอาผ้าชุบน้ำมาให้”

“อย่าเลย ง่วงแล้ว จะไปนอน” ท่านดาบประคองตัวเดินจากไป วาดไม่กล้าตอแย แยกไปห้องของตน โดยไม่รู้ว่าแท้จริงท่านดาบไม่ได้ไปนอน แต่ออกไปที่เรือนริมน้ำ

พอเจอหน้านางโลม ท่านดาบที่อยู่ในอารมณ์ทั้งรัก ทั้งโกรธก็ประชดทันที “ยังอยู่อีกรึ ไหนว่าจะไปแล้วไง”

“ท่านชาย...ทรงดื่มมารึ”

“ไอ้อองดินอยู่ไหนล่ะ”

“เรือนฝั่งของผู้หญิง ท่านอองดินไม่เคยมา”

“เคยแต่ไปพลอดรักกันข้างนอก เหมือนพวกไอ้คนเรือพวกนั้นสินะ”

“ท่านเมาแล้ว คุยไม่รู้เรื่องดอก เชิญเสด็จกลับไปเถิด”

“ข้าให้ใจทั้งดวงแก่เจ้าเพราะเชื่อว่าเจ้าคือหญิงที่มีคุณค่า แต่ท้ายที่สุดเจ้าก็คือนางโลม นางทาส คืนนี้ข้าจะไม่ กระทำต่อเจ้าเหมือนคืนก่อนๆ”

“ได้โปรดตั้งสติด้วยท่านชาย ท่านยังไม่รู้ความอีกมาก”

ท่านดาบไม่ฟัง รวบตัวนางไปที่เตียง “ในเมื่อชายทั้งหลายล้วนได้เจ้าไปบำเรอ แล้วทำไมเจ้าจะบำเรอข้าไม่ได้ ที่ผ่านมาเจ้าคงเสียใจที่ข้าไม่ทำอะไรเจ้า นี่ไงล่ะ ข้ากำลังมาให้เจ้าบำเรอ”

เอยาวดีผลักไสและทุบตีท่านดาบที่กอดปล้ำซุกไซ้ แต่เขาหาได้หยุดการกระทำ ซ้ำพูดจาหยาบคายตัดพ้อต่อว่า

“ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งอื่น ในเมื่ออยากไปก็จงจดจำข้าไว้ในรายนามผัวของเจ้า ผัวโง่ๆที่โดนเจ้าหลอกลวง ผัวโง่ๆที่รักเจ้าหัวปักหัวปํา ผัวโง่ๆที่เจ้ากำลังจะทอดทิ้งไป”

เอยาวดีกรีดร้องเมื่อเสื้อที่ใส่ถูกเขากระชากขาดเป็นทาง

“ไม่...ไม่นะเพคะ ทรงมิได้กระทำกับหญิงด้วยความรัก ทรงทำเพื่อแก้แค้น เพื่อประชด หญิงไม่ต้องการ ออกไป... ออกไป” เอยาวดีผลักไสและหาจังหวะอธิบาย “ปล่อยนะ ท่านชายสำคัญผิดแล้ว หญิงมิได้อยากจากไป ตลอดชีวิตของหญิงมีใจเสน่หาต่อชายเพียงผู้เดียว ชายผู้นั้นคือท่านชายดาบปราบศัตรู”

ท่านดาบหยุดชะงัก ลังเลสับสนจะเชื่อดีไหม

“มีใจเสน่หาต่อข้า เจ้ากำลังใช้วาจาหลอกลวงข้าเพื่อ เอาตัวรอดสินะ”

“หามิได้ หญิงมิใช่ต้นไม้ใบหญ้าที่ไร้หัวใจ ทุกสิ่งที่ท่านทำเพื่อหญิงได้เข้าไปถึงหัวจิตหัวใจหญิงลึกซึ้งยิ่ง หากแต่หญิงมิได้เกิดมาเพื่อมีชีวิตเป็นของตนเอง”

“เจ้าพูดเช่นนี้บ่อยๆ บอกความจริงข้ามาได้หรือยัง เจ้าเป็นใคร”

“หญิง เอ้อ...”

“ถ้าเจ้ามีใจให้ข้าจริง อย่าจากข้าไป ไม่ว่าเจ้ามีปัญหาใด ข้าจะช่วยเจ้า”

“ให้หญิงอยู่ต่อหรือเพคะ”

“ใช่ ม.จ.ดาบปราบศัตรูมีทั้งอำนาจและบริวาร ข้าช่วยเหลือเจ้าได้ทุกเรื่อง ขอเพียงเราไม่ต้องจากกัน ขอแค่นั้นได้ไหม”

เอยาวดีมีแววครุ่นคิดหนักคล้ายจะเปลี่ยนใจ แต่ไม่ทันพูดอะไร เสียงเคาะประตูดังระรัวขึ้น

“ใครกัน กล้ามารบกวนข้า” ท่านดาบร้องถามเสียงดัง

“หม่อมฉันเอง จะเปิดหรือไม่”

ท่านดาบตกใจหน้าซีด เอยาวดีจำใจเดินไปเปิดประตู วาดพรวดเข้ามาเห็นท่านดาบนั่งบนเตียงก็หน้าตึงไม่พอใจ

“ประทับอยู่ที่นี่หรือเพคะ หม่อมฉันเห็นทรงหายไป เป็นห่วงยิ่งนัก เกรงจะเมามายจนได้รับอันตราย ทรงปลอดภัยดีอยู่ หม่อมฉันก็พอใจ จะได้ไปเรียนหม่อม มิเช่นนั้นหม่อมท่านให้หา ไม่พบตัว หม่อมท่านคงไม่พอใจ”

ท่านดาบยังนิ่งไม่ยอมขยับตัว วาดแค้นจะผลุนผลันออกไป ท่านดาบเห็นเอาจริงจึงยอมลุกขึ้น

“ไม่ต้อง...เรากำลังจะกลับ” พูดจบก็เดินออกไปทันที

แต่วาดยังไม่ก้าวตาม กวาดตาสำรวจทั่วห้องและเนื้อตัวเอยาวดีอย่างระแวง

“อีวาดคงมิได้มาขัดจังหวะอะไรนะเพคะ”

“เปล่า”

“ทรงประทานท่านชายให้อีวาดแล้ว กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ”

“จำได้อยู่ อย่าห่วงเลย”

“กราบขอบพระทัย เป็นพระคุณยิ่งเพคะ ทรงรับคำเช่นนี้ หากท่านชายหายมาแถวนี้อีก อีวาดจะได้มาตามกลับ” วาดพูดดีแต่ปลายเสียงสะบัดใส่ขู่เข็ญ แล้วเชิดหน้าจากไป

ooooooo

ทาสรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด