ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สื่อรักสัมผัสหัวใจ2

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

สื่อรักสัมผัสหัวใจ2 ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

วันหนึ่งเมื่อ 6 ปีก่อน อันเป็นวันที่รุ่นพี่จัดงาน รับน้องใหม่ให้กับนักศึกษาปีหนึ่งที่ชายหาด

บางคนเมา หลายคนร้องรำทำเพลงกันอย่างครื้นเครง พลันทุกคนก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงพี่ป๋องร้องขอความช่วยเหลือ พอมองไปตามเสียงเห็นพี่ป๋องกำลังผลุบๆโผล่ๆ อยู่ในทะเลก็พากันขำคิดว่าพี่ป๋องล้อเล่น เพราะน้ำตรงนั้น ลึกแค่เข่าเอง!

รุ่นน้องหลายคนกรูกันมายืนดู คนหนึ่งชนตัวกรรัมภา เธอเซไปหาเนตรสิตางศุ์ที่กำลังตัวสั่นหวาดกลัว ร้องบอก

“เขา...เขา...กำลังเหยียบพี่ป๋องจมน้ำ”

มืิอกรรัมภาจับตัวเนตรสิตางศุ์ทำให้เห็นเจ้าที่นุ่งโจงแดง ไม่ใส่เสื้อ หุ่นกำยำ ตัวสูงใหญ่กำลังเหยียบพี่ป๋องให้จมน้ำ กรรัมภาตะลึงกับภาพที่เห็น หันมองมือตัวเองที่จับแขนเนตรสิตางศุ์อยู่ เธอเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งที่เธอเห็นคือสัมผัสที่หกของเนตรสิตางศุ์นั่นเอง

ญาณินสังเกตเห็นความผิดปกติของกรรัมภาและเนตรสิตางศุ์ หันไปมองกรรณาที่กำลังร้องกรี๊ดๆ ทำท่าปวดหูอย่างทรมานมาก

“วันนี้...เป็นวันที่พวกเราได้พบและรู้ตัวตนของกันและกันเป็นครั้งแรก” ญาณินที่มีญาณสมาธิติดต่อดวงวิญญาณได้ด้วยการถอดจิต เอ่ยในวันนั้น

สุคนธรสที่มีอาคมจมูกได้กลิ่นวิญญาณ ค้นกระเป๋าหาม้วนสายสิญจน์วิ่งลงทะเลไปช่วยพี่ป๋อง แต่สู้แรงดิ้น ของพี่ป๋องไม่ได้ กรรณาที่มีสัมผัสพิเศษคือหูได้ยินเสียงผีทนไม่ได้วิ่งลงไปช่วยสุคนธรสอีกคน กรรณาพยักหน้าให้สุคนธรสบอกให้จัดการเลย สุคนธรสจึงพนมม้วนสายสิญจน์พันตัวพี่ป๋อง พริบตานั้นทั้งสามก็จมหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน

อึดใจเดียวร่างทั้งสามก็ทะลึ่งพรวดพ้นผิวน้ำ สองสาวพยุงพี่ป๋องขึ้นมาอย่างทุลักทุเล พวกผู้ชายรุ่นพี่รีบลุยลงไปช่วยลากพี่ป๋องขึ้นมานอนบนหาดทราย
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น...ญาณินหลับตา ถอดจิต...ไปยืนพนมมือขอร้องเจ้าที่อย่าทำอะไรพี่ป๋องเลย

“มันต้องตาย! มันไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

พลันจิตวิญญาณก็เห็นภาพพี่ป๋องไปฉี่รดต้นไม้หลังศาลร้าง เธออ้อนวอนเจ้าที่อย่าเอาพี่ป๋องไปเลย สัญญาว่าพรุ่งนี้จะให้เขาไปขอขมาลาโทษ อ้อนวอน “อโหสิกรรมให้เขาเถิดนะคะ อย่างน้อยยังช่วยให้เขาได้สำนึกและแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่เขาได้ทำลงไป นะคะ”

สิ้นเสียงญาณิน ลมพัดกรูมา ญาณินหลับตาหลบลมและทรายที่ปลิวมา พอทุกอย่างสงบ เธอลืมตาก็ไม่เห็นเจ้าที่แล้ว ญาณินยิ้มโล่งใจ

เมื่อจิตกลับเข้าร่าง กายหยาบญาณินลืมตาขึ้น เห็นสี่สาวยืนจ้องตาเป๋งอยู่

“โชคชะตานำมาให้เราทั้งห้าได้พบกัน” ญาณินเอ่ย ทั้งหมดยิ้มให้กันอย่างรู้ว่า ต่างคนต่างก็มีสัมผัสพิเศษ...

ooooooo

ที่บริษัทซิกเซ้นส์ ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน ห้าสาวระลึกความหลังด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน...

เนตรสิตางศุ์ น้องนุชสุดท้องของกลุ่มผู้ไร้เดียงสาแต่ดวงตาเห็นผีพูดอย่างสบายใจว่า

“วันนั้น...ผ่านมา 5 ปีแล้วจากวันรับน้องตอนปี 1 จนถึงวันนี้ เนตรไม่มีวันลืม วันที่เนตรรู้ว่า เนตรไม่ได้เป็นตัว ประหลาดอยู่แค่คนเดียวในโลกนี้”

“พวกเราไม่ได้เป็นตัวประหลาด” ญาณินผู้เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มติง  “แต่พวกเราเป็นคนพิเศษ ที่มีพลังพิเศษไม่เหมือนใครต่างหาก”

“แต่ก่อน มันเคยเป็นปมด้อยที่เราพยายามปิดบังไว้ เพราะเราอยากจะเป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่น เรากลัว แล้วก็อายที่จะแตกต่างจากคนอื่น” สุคนธรส ผู้มีอาคมและจมูกได้กลิ่นวิญญาณเอ่ยบ้าง

“บังเอิญเราได้มาเรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน เราถึงมาเจอกันได้แล้วกล้าที่จะยอมรับมัน...ไม่งั้น พรสวรรค์เหล่านี้ ก็คงต้องถูกเก็บกดหรือกำจัดให้มันหายไปในที่สุด” กรรัมภาผู้มีสัมผัสพิเศษ เมื่อได้สัมผัสสิ่งใดก็จะเห็นถึงอดีตของสิ่งนั้น เอ่ยอย่างโล่งใจ

“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ เป็นการจัดสรรของฟ้าของดิน ออกแบบมาแล้วว่าเรา 5 คนต้องได้มาอยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน ได้ร่วมมือกันใช้พรสวรรค์ของเราเพื่อช่วยเหลือคนอื่น” กรรณาที่หูมีสัมผัสพิเศษสามารถได้ยินเสียงผีจ้อกแจ้กจอแจตลอดเวลาจนต้องเอาหูฟังปิดหูไว้ เอ่ยขึ้นเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มกุมาริกาหรือเรียกให้เท่ว่า โกลเด้นเบบี๋ นั่งอยู่บนกิ่งไม้ พูดขึ้นบ้างว่า

“มีเด็กๆ จำนวนมากที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์พิเศษหลายอย่าง แต่ถูกครอบครัวกับสังคมไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ ทำให้เด็กๆ ต้องปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วขังมันไว้ หรือเปลี่ยนชื่อให้มันว่า...ปมด้อย”

ขณะนั้นเอง ป้าออที่แม่ญาณินส่งมาดูแลลูกและเพื่อนของลูก ถือถาดใส่ผลไม้เข้ามาวางข้างๆสาวๆ เอ่ยชื่นชมว่า

“แต่พวกคุณทั้ง 5 คนยังนับว่าโชคดีที่เติบโตมาเป็นสาวสวยที่น่ารัก สดใส เป็นตัวของตัวเอง และมีทัศนคติที่ดีกับชีวิตนะคะ”

ห้าสาวที่รักนับถือป้าออเหมือนญาติผู้ใหญ่ กรูกันเข้ามาหยิบผลไม้กินกันหนุบหนับ พวกเธอยังเป็นเด็กเสมอเมื่ออยู่กับป้าออ

ooooooo

ที่อีกด้านหนึ่งของห้องกระจกบ้านซิกเซ้นส์พวก หนุ่มๆ กำลังปิ้งย่างกันอยู่ ก๊องง่วนอยู่กับการผสมน้ำจิ้ม

“ทัศนคติ...ใช่เลย! ทัศนคตินี่แหละ ที่ทำให้คนเราสุขหรือทุกข์ ชนะหรือแพ้ สำเร็จหรือล้มเหลว ฉันเองก้าวหน้ามีอนาคตในหน้าที่การงาน เพราะฉันมีทัศนคติที่ดี แล้วฉันก็สอนน้องสาวฉัน ให้เป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดี เพราะฉะนั้น เมื่อเนตรให้โอกาสนายแล้ว ก็ขอให้นายจงรักษาความดี ดุจเกลือรักษาความเค็ม อย่าทำให้น้องสาวฉันผิดหวัง” ณัฐเดชนายตำรวจหนุ่มพี่ชายของเนตรสิตางศุ์ที่รักและหวงน้องสาวราวกับจงอางหวงไข่ สอนแกมปรามหมอวรวรรธ

“ครับ...พี่ครับ ผมจะทำให้ทุกคนเห็นว่าน้องสาวของพี่ได้คู่รักที่เป็นคนดีมีคุณภาพ เปรียบเสมือนทองแท้ที่ทนทานต่อการพิสูจน์ รับรองว่าคุณเนตรจะไม่ผิดหวังเด็ดขาดครับพ้ม!!” หมอวรรธทำท่าตะเบ๊ะนายตำรวจหนุ่มพี่ชายคนรัก

“เหมือนฉันไง” ติณห์ไม่ยอมน้อยหน้า “ใครได้ฉันเป็นแฟน ต้องนับว่าโชคดีมากๆ เพราะฉันรักใครรักจริง รักเดียวใจเดียว เป็นคนซื่อสัตย์ดัดจริต” ติณห์ที่อยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทย ภาษาไทยไม่แข็งแรงจึงมักใช้ศัพท์ผิดบ่อยๆ จนถูกก๊องและเพื่อนๆ ฮาครืนติงกันเสียงขรม

“แต่ละคน...ไม่ค่อยสรรเสริญเยินยอ หลงตัวเองกันเท่าไหร่เลยนะ ของดีน่ะเขาไม่ต้องโฆษณากันมากหรอก คนดีเขาก็ต้องไม่คุย คนดีต้องเงียบๆ ไม่ขี้อวด” ไตรรัตน์มองหมอวรวรรธกับติณห์ขำๆ

“อย่างพี่ไตรใช่ไหมครับ” ก๊องแทรกขึ้น “ตั้งแต่แต่งงานไป พี่รสเหมือนจะเงียบๆ เรียบร้อย อ่อนหวานขึ้นจมเลย อารมณ์ก็ดี๊ดี ไม่ค่อยดุเหมือนเดิม พี่รสต้องมีความสุขมากแน่ๆ ที่แต่งงานกับพี่”

ไตรรัตน์ไม่คุยอวด แต่ยิ้มกรุ้มกริ่มเอียงคอยักไหล่อย่างภูมิใจแทน

ในกลุ่มสาวๆ...สุคนธรส ตกเป็นเป้าถูกเพื่อนๆรุมซักถาม ให้เล่าชีวิตแต่งงาน ทุกฉาก ทุกเรื่อง ทุกการกระทำ รุมกันรบเร้าแล้วพากันกรี๊ด หัวเราะกันคิกคักทำหน้าทะเล้น

สุคนธรสพูดเหนียมๆ ว่าอยากรู้ไปทำไม ไม่มีอะไรหรอก แต่เพื่อนๆ ไม่ยอม จนป้าอออดกระเซ้าไม่ได้ว่า

“ว้าย...เขินแทน...ถ้าคนห้าวๆ อย่างคุณรสยังพูดไม่ออก แสดงว่าชีวิตรักของคุณ จะต้อง...”

“อเมซซิ่งฟันปาร์คมาก” กรรัมภาต่อให้อย่างคึกในอารมณ์จนเพื่อนๆ พากันกรี๊ดลั่น

พวกหนุ่มๆ ก็ใช่เล่น เคี่ยวเข็ญให้ไตรรัตน์เล่ารสชาติของการแต่งงานให้ฟัง ไตรรัตน์ทำเป็นอำเพราะความจริงตัวเองยังไม่ได้แอ้มเลย เพราะนับแต่แต่งงานมาสุคนธรสก็ถือศีลช่วงเข้าพรรษามาตลอด จนวันนี้ออกพรรษา ไตรรัตน์เตรียมตัวเต็มที่ แต่รอสุคนธรสอาบน้ำ กว่าเธอจะอาบน้ำเสร็จแต่งตัวเซ็กซี่ออกมา เขาก็หลับไปแล้ว

ooooooo

ที่คฤหาสน์ของพิมพิลาส  ไฮโซชื่อดัง นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่านับพันล้าน เกิดเหตุสยองขวัญ เมื่อเธอถูกงูพิษกัดตายที่เรือนกล้วยไม้ในบริเวณบ้านตัวเองกลางดึก

ณัฐเดชไปถึงที่เกิดเหตุก่อน ผู้การมาถึงก็พูดกับณัฐเดชว่า พรุ่งนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องพาดหัวข่าวแต่เรื่องนี้แน่ เมื่อพากันเดินเข้าไปในเรือนกล้วยไม้ที่หมอวรวรรธกำลังถ่ายรูปและเช็กสภาพศพอยู่ หมอลุกขึ้นรายงานว่า

“ผู้ตายน่าจะเสียชีวิตเพราะถูกงูพิษกัด มีรอยเขี้ยวงูที่ต้นคอเธอครับ” หมอชี้ให้ดูปลายนิ้วของพิมพิลาสที่ถลอกยับเยิน “ก่อนจะเสียชีวิต เธอคงดิ้นรนทรมาน ทุรนทุรายมาก เพราะพิษงูทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเฉียบพลัน อวัยวะในระบบทางเดินหายใจหยุดทำงาน จนสมองขาดออกซิเจนในที่สุดครับผม”

ณัฐเดชถามว่าผู้ตายน่าจะตายมานานเท่าไรแล้ว หมอคาดว่าน่าจะไม่เกินสองชั่วโมง ณัฐเดชดูนาฬิกาเป็นเวลาตีหนึ่งเหตุน่าจะเกิดประมาณห้าทุ่ม ตั้งข้อสังเกตว่า “คุณพิมพ์พิลาสเข้ามาทำอะไรในนี้ตอนดึกๆ แถมฝนยังตกหนักอีกด้วย”

ผู้การพูดทีเล่นทีจริงว่าอาจจะมาดูว่าดอกกล้วยไม้เปียกฝนหรือเปล่ามั้ง

“คุณท่านไม่เคยลงมาในนี้ตอนกลางคืน” เสียงพิสมรแม่บ้านคนสนิทของพิมพ์พิลาสแทรกเข้ามา ในสภาพดวงตาแดงช้ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก พิสมรเล่าว่า “ทุกวันคุณท่านรับประทานอาหารเย็นเสร็จก็จะขึ้นห้องนอน ไม่ลงมาอีก คุณท่านทำแบบนี้มายี่สิบสามสิบปีแล้ว ทำไมอยู่ดีๆ วันนี้ถึงลงมา ต้องมีคนลวงคุณท่านลงมาฆ่าแน่ๆ”

ณัฐเดชติงว่ามีรอยเขี้ยวงูที่คอ พิสมรยืนยันว่าในนี้ไม่มีงู ตนดูแลความเรียบร้อยทุกวัน เมื่อเย็นก็เพิ่งเข้ามา ถ้ามีงูตนต้องถูกงูกัดตายไปแล้ว

ผู้การสั่งให้ณัฐเดชไปหางูมายืนยันกับพิสมรหมอวรวรรธรับรองว่าในนี้ไม่มีงูแล้ว ณัฐเดชก็ยืนยันว่าตนระดมกำลังหากันจนทั่วแล้ว ในบ้านนี้ไม่มีงูแน่นอน

“เป็นไปไม่ได้ ในนี้เป็นสถานที่ปิด มีทางเดียวที่จะเข้าได้คือทางประตู แล้วมันจะหายไปได้ยังไง” ผู้การยังไม่เชื่อ

“คุณท่านถูกฆาตกรรม คุณท่านถูกฆาตกรรม” พิสมรตะโกน

ooooooo

บนรถไฟฟ้า กรรณาขึ้นรถมากับก๊อง ถูกก๊องตื๊อขอยืมเงินไปซ่อมมอเตอร์ไซค์ กรรณาไม่ให้ ระหว่างนั้น เธอรู้สึกเหมือนมีใครแอบมองอยู่ พอมองไปก็ไม่เห็นใคร มีแต่ชายใส่สูทชุดดำคนหนึ่งยกนิตยสารขึ้นบังหน้า

กรรณาไม่ติดใจสงสัย จนกระทั่งขณะลงจากรถเธอถูกกระแทกหลังจนข้าวของหล่นกระจาย แล้วชายที่ชนก็ก้มลงช่วยเก็บของถามอย่างห่วงใย

“ขอโทษนะฮะ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เขาคือ ดร.แผนยุทธ ชายที่กรรณาเห็นเอานิตยสารปิดหน้าบนรถไฟฟ้านั่นเอง กรรณามองเขาตะลึง แผนยุทธคิดว่าเธอเคลิ้มความหล่อของตน แต่ที่แท้เธอได้ยินเสียงกรีดร้องของช่อเพชรจนบาดแก้วหู เมื่อแผนยุทธเอามือแตะแขนกรรณาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เสียงช่อเพชรก็แผดลั่น

“กรี๊ดดด ไปให้พ้นจากสามีฉันเดี๋ยวนี้นะ ผู้ชายมันหมดโลกแล้วรึไงยะถึงต้องมายุ่งกับสามีชาวบ้าน!”

“หุบปากเสียทีนังผีเสียสติ” กรรณาโกรธจนตะโกนออกไปอย่างไร้ทิศทาง ก๊องกระซิบถามว่าได้ยินเสียงผีหรือ “เออ...ไม่ใช่ผีเฉยๆด้วยนะ แต่เป็นผีปากปลาร้า” พูดแล้วรีบเก็บของเดินไปเลย แผนยุทธมองตามงงๆ ช่อเพชรยังตะโกนไล่

“ไป! ไปให้พ้น!!”

ooooooo

กรรณากลับถึงบ้านอย่างหงุดหงิด เจอเพื่อนๆรอเธอกินอาหารที่เนตรสิตางสุ์ชอบทำแล้วให้ทุกคนกล้ำกลืนกินอยู่

เธอรู้จากเพื่อนๆว่า วันนี้มีลูกค้าใหม่เข้ามามีดีกรีเป็นถึงด็อกเตอร์ทีเดียว กรรัมภาพูดเคลิ้มว่าแค่ฟังเสียงในโทรศัพท์ยังหล่อเลย ฟังแล้วอยากเห็นหน้า

“แม่คนหลายใจ เมื่อวานยังไปดูคอนเสิร์ตปาร์คจุนจีอยู่เลย วันนี้มาเปลี่ยนสเปกเสียแล้ว” กรรณาพูดขำๆกรรัมภาที่กำลังคลั่งไคล้ซุปเปอร์สตาร์เกาหลีปาร์คจุนจี ญาณินเห็นน้องๆหยอกแหย่กันไปมา ฟังแล้วรำคาญตัดบทถามว่า

“พอได้แล้ว...เขาบอกหรือเปล่าจะให้เราทำงานอะไร”

“ยังไม่ได้บอก เขาจะเข้ามาคุยกับเราเองตอนสิบโมง” กรรัมภาบอก ก็พอดีเสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น เนตรสิตางศุ์เหลือบดูนาฬิกาบอกว่า ตรงเวลาเป๊ะ!
กรรณาเดินยิ้มหวานไปเปิดประตูให้ พอเห็นหน้าผู้มาเยือนเธอสะอึกเพราะเขาคือชายที่มาพร้อมผีปากปลาร้านั่นเอง

“โลกกลมดีจังนะครับ” แผนยุทธยิ้มหวานให้

เมื่อพาแผนยุทธเข้าไปนั่งสัมภาษณ์ในห้องประชุม ป้าออเอาน้ำเย็นมาให้ท่าทางอ่อนช้อยยิ้มหวาน แผนยุทธยกมือไหว้ขอบคุณ ป้าอออุทานย่อตัวไหว้กลับชม้ายเขิน “อุ้ย...ๆไม่เป็นไรค่ะคุณด็อกเตอร์”

“เรียกผมแผนยุทธดีกว่าครับ เรียกด็อกเตอร์แล้วดูห่างไกล”

กรรณาเสียความรู้สึกเมื่อเห็นหน้าลูกค้าขี้หลีที่เจอกันบนรถไฟฟ้า จนเพื่อนๆมองอย่างสงสัย ญาณินชวนเริ่มงานเลยดีกว่า จะได้ไม่รบกวนเวลาแผนยุทธมากนัก สาวๆช่วยกันพูดออกตัวว่าดูภายนอกพวกตนอาจดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือแต่ความสามารถของพวกตนอยู่ที่สมอง

“ผมอ่านข้อมูลของพวกคุณในอินเตอร์เน็ตแล้ว” กรรัมภาเปิดรูปรีสอร์ตติณห์ในไอแพดให้ดูเพื่อให้เขามั่นใจ แต่เขากลับบอกว่า “ผมไม่ได้อยากให้พวกคุณออกแบบตบแต่งให้ผมครับ”

ห้าสาวตะลึง นึกรู้ทันทีว่าจะให้พวกตนทำอะไร กรรณาบอกก๊องทันที

“ก๊อง...ส่งแขก!!”

ป้าออใจหายรีบเอาจดหมายทวงหนี้สมัยที่บริษัทยังไม่มีงานเข้าให้ดู เพื่อเตือนความจำเตือนสติว่า

“จดหมายทวงหนี้ตั้งแต่สมัยที่บริษัทยังไม่มีงานเข้า ป้าเก็บไว้ทุกฉบับ เอาไว้เตือนใจพวกคุณว่าเวลาไม่มีงาน ไม่มีเงิน เราลำบากกันยังไง” แล้วขอร้องว่า “คุณหนูคะ อย่าเดินหนีเขาเลยนะคะ พวกคุณหนูพูดเสมอว่า มันเป็นหน้าที่ของพวกคุณหนูไม่ใช่หรอคะ”

ห้าสาวชะงัก ญาณินเอ่ยขึ้นว่า “ใช่...เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องช่วยเขา พวกเราสิ กลับต้องขอบคุณที่เขามาหาเราให้พวกเราได้ช่วยเขาให้พวกเราได้สะสมบุญ”

“จริงด้วย...พวกเราต้องขอบคุณ...พวกเราต้องเปลี่ยนโมหะโทสะเป็นเมตตาและเวทนา” สุคนธรสเออออทันที

ใครๆ พากันเห็นด้วยยกเว้นกรรณาที่ยังหมั่นไส้ความขี้หลีของแผนยุทธไม่หาย

จึงเป็นหน้าที่ของก๊องที่ต้องไปส่งแขก แต่ยังไม่ทันถึงประตู แผนยุทธจะฝากนามบัตรไว้เผื่อติดต่อภายหลัง ก็ต้องชะงักเมื่อญาณินเดินตามมาบอกว่า

“ไม่ต้องฝากนามบัตรหรอกค่ะคุณแผนยุทธ”

แผนยุทธหันมอง เห็นห้าสาวยืนอยู่ มีป้าออยืนยิ้มดีใจอยู่ข้างหลัง

ooooooo

ปาร์คจุนจีซุปเปอร์สตาร์เกาหลีที่กรรัมภากำลังคลั่งไคล้นั้น เขาคือหลานชายคนเดียวของพิมพิลาส

มีลีจองกุ๊กเป็นผู้จัดการส่วนตัว

จุนจีไม่พอใจลีจองกุ๊กที่ให้เขารับเชิญไปเล่นละครเรื่อง “มายาร้อยใจ” ในเมืองไทย เกี่ยงให้ส่งนักร้องคนอื่นในค่ายไปแทน ลีจองกุ๊กต้องหว่านล้อมอย่างใจเย็นว่า

“จุนจี ละครเรื่องนี้เป็นละครเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเกาหลีกับไทย ประเทศเราถึงต้องส่งซุปเปอร์สตาร์อย่างนายไป เหมือนที่ประเทศไทยก็จะเอานางเอกอันดับหนึ่งของเขามาเล่นกับนายเหมือนกัน ถ้านายไม่เล่น ไม่ใช่แค่นาย ไม่ใช่แค่ฉัน หรือบริษัทที่จะเสียหาย แต่มันเสียหายระดับประเทศเลยนะโว้ย”

พูดแล้วเห็นจุนจีเงียบ ลีจองกุ๊กพูดดักคอว่า “ฉันรู้นะว่าทำไมนายถึงไม่อยากไปเมืองไทย”

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น” จุนจีสวนทันควัน

“ฉันรู้จักนายดี นายปิดบังฉันไม่ได้หรอก ถ้านายไม่อยากไปเจอใครที่เมืองไทย นายก็ไม่ต้องไปเจอ นายแค่ไปทำงานแล้วก็กลับโรงแรมเท่านั้นก็จบ ซุปเปอร์สตาร์ต้องแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ออก นายเคยทำได้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ทำไมครั้งนี้นายจะทำไม่ได้” ลีจองกุ๊กจับบ่าจุนจีให้กำลังใจ แต่จุนจีก็ยังเครียดหนักใจ

เมื่อจุนจีกลับถึงบ้านพักที่เกาหลี เขาเดินผ่านรูปถ่ายพ่อแม่และตัวเองที่ขยายเป็นภาพติดผนังด้านหนึ่ง ทุกคนในรูปยิ้มแย้มมีความสุข เขาเดินเข้าไปในห้องเห็นเกรียงไกรผู้เป็นพ่อกำลังห่มผ้าให้แม่ที่นอนซมอยู่บนเตียง

แม่ของจุนจีใส่หมวกถักเพราะเพิ่งทำคีโม เกรียงไกรจุ๊ปากไม่ให้จุนจีเสียงดังเพราะแม่เพิ่งหลับ บอกว่าแม่อยากเจอเขา พ่อต้องกล่อมอยู่นานเพิ่งจะยอมนอน จุนจี รู้สึกผิด บอกพ่อว่าคืนนี้จะแคนเซิลงานอยู่กับแม่แทน

“แม่จะยิ่งนอนไม่หลับใหญ่เลย แค่นี้แม่เขาก็โทษตัวเองว่าเป็นตัวปัญหาให้เราสองคนพ่อลูกมากพออยู่แล้ว”

“แม่ไม่ใช่ปัญหา คนอื่นต่างหากที่เป็นปัญหา” จุนจีเผลอเสียงดัง เกรียงไกรกลัวแม่เขาตื่นจึงจูงมือพากันออกไปที่ห้องรับแขก แล้วจึงเล่าว่า

“ทนายของคุณย่าโทร.มาหาพ่อ เขาอยากให้พ่อกลับไปร่วมเปิดพินัยกรรมของคุณย่า พินัยกรรมจะถูกเปิดได้ก็ต่อเมื่อลูกหรือทายาทอยู่ครบ...แกจะไปเมืองไทยอยู่แล้วใช่ไหม แกไปแทนพ่อทีสิ”

จุนจีสวนทันควันว่าตนไม่ไป เกรียงไกรถามว่าหรือจะให้พ่อทิ้งแม่ไป?

“เขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของเขาสิครับ เราไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอีกแล้ว” เกรียงไกรหว่านล้อมว่าเรื่องผ่านมาหลายปีแล้ว จะโกรธย่าไปตลอดชีวิตเลยรึไง “แล้วผมไม่ควรโกรธหรือครับ เขาทำอะไรกับพวกเราไว้ ผมจำไม่เคยลืม”

เกรียงไกรยอมรับว่าเรื่องทั้งหมดตนผิดเอง ถ้าตนไม่มัวแต่มุ่งสร้างครอบครัว พาพวกเขากลับเมืองไทยบ่อยๆไปขอโทษคุณย่า ท่านก็ต้องเข้าใจ แต่นี่เราไม่เคยกลับไปเลย

“ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยมีเหตุผลอะไรทั้งนั้น เอาแต่ใจตัวเอง พ่อกับแม่เลิกโทษตัวเองได้แล้ว คนที่ต้องโทษคือตัวเขาเองไม่ใช่เรา!” จุนจีตอบอย่างมีอารมณ์ เกรียงไกรปรามลูกว่า

“จุนจี ย่าเขาตายไปแล้ว อย่าพูดถึงท่านแบบนั้น” พูดแล้วเห็นจุนจียังโมโห เลยตัดบท “ถ้าลูกไม่อยากทำเพื่อย่าก็ถือว่าทำเพื่อพ่อกับแม่แล้วกัน”

เห็นจุนจีเงียบ เครียด เกรียงไกรจึงเดินกลับเข้าห้องไปดูแลแม่ต่อ...

ooooooo

แผนยุทธเล่าให้ห้าสาวฟังว่า ทุกคืนตนจะสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนมาร้องเรียกให้ไปอยู่ด้วย เสียงมันก้องๆ และขาดๆ หายๆ ได้ยินทุกคืนจนแน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง นอนไม่หลับจนเครียดไปหมด

กรรณาบอกว่าเมียเขาคงอยากชวนไปอยู่ด้วย แผนยุทธมองขวับถามว่ารู้ได้ไงว่าเมียตนตายแล้ว กรรณาเกือบทำความลับแตก แต่ดีกรรัมภาสะกิดเตือน เธอเลยตัดบทว่า “เอาเป็นว่าฉันรู้ก็แล้วกัน” สุคนธรสถามว่าภรรยาเขาเสียตั้งแต่เมื่อไร

“เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต” แล้วแผนยุทธก็เล่าสภาพที่พิมอรเสียชีวิตให้ฟังว่า เธอขับรถตกคลองและเสียชีวิตในรถ เล่าแล้วน้ำตาซึมจนห้าสาวพลอยเศร้าไปด้วย

ฟังเรื่องราวจากแผนยุทธแล้ว ห้าสาวตกลงจะช่วยเขา ป้าออหน้าตาตื่นมากระซิบถามสุคนธรสว่า

“คุณหนูคะ จะทำในบริษัทเลยเหรอคะ!”

“ค่ะป้า” สุคนธรสตอบ แล้วห้าสาวก็นั่งล้อมรอบแผนยุทธ ปิดม่านหน้าต่างหมดทุกบาน ตั้งสมาธิแน่วแน่ แล้วสุคนธรสก็เอ่ยเชิญ “ข้าพเจ้าขอเชิญดวงวิญญาณที่ติดตามคุณแผนยุทธเข้ามา ณ ที่แห่งนี้”

ก๊องรีบไปดึงผ้ายันต์ออก ป้าออก็รีบปลดสายสิญจน์ลงแล้ววิ่งอ้าวออกจากบริเวณนั้นไปทันที ท่านเจ้าที่เองถึงกับสะดุ้งเมื่อมองไปนอกรั้วเห็นเงาดำทะมึน พริบตานั้น ผีช่อเพชรพุ่งเข้ามาในบ้านอย่างเร็ว ท่านเจ้าที่พึมพำ

“สาวๆ เจองานหินอีกแล้ว...”

ห้าสาวแทบวงแตก เมื่อสุคนธรสย่นจมูกอย่างเหม็นเขียวมาก กรรณาแสบแก้วหูจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ญาณิน

มองน้ำในแก้วที่กระเพื่อมจนเกือบกระฉอก

ผีช่อเพชรมองห้าสาวด่าอย่างแค้นใจ “อีพวกแม่มด พวกแกจะทำอะไร! พวกแกจะทำเสน่ห์ใส่ผัวฉันรึไง!!” ผีช่อเพชรพูดทีก็กรี๊ดที กรี๊ดแต่ละทีทั้งบ้านก็สะเทือนไปหมด กระจกหน้าต่างลั่นเกือบแตก ไมโครเวฟเปิดปิดควันเริ่มขึ้นที่เครื่อง

“คุณต้องการอะไรจากคุณแผนยุทธ ทำไมถึงไม่ไปสู่สุคติ” ญาณินถามอย่างรู้ว่าวิญญาณถูกเชิญเข้ามาแล้ว แต่ทุกอย่างกลับสั่นสะเทือนหนักขึ้น สุคนธรสเรียก“แก้ม...” กรรัมภาพยักหน้าอย่างรู้กัน ถอดถุงมือจับแขนแผนยุทธหมับ มองลึกเข้าไปในดวงตาเขา แล้วตัวเองกลับตกใจต้องรีบชักมือกลับ ญาณินถามว่าเห็นอะไรบ้าง

“งานศพ...แต่เห็นแว่บเดียวมันก็มืดหมดเลย มืดมากจนน่ากลัว” กรรัมภาทำหน้าสยอง

“ช่วยด้วย! ฉันไม่ไหวแล้ว!!” กรรณาร้องลั่น ทันใดนั้นไมโครเวฟระเบิดบึ้ม! แก้วน้ำแตกเพล้ง! กระจกสั่นรัวเหมือนจะแตกให้ได้

สุคนธรสเรียกก๊องทันที เจ้าที่บอกก๊องให้รีบปิดยันต์เร็วๆ กรรณาแก้วหูจะแตกแล้ว ก๊องรีบปิดยันต์อย่างฉับไว

วินาทีนั้น ทุกอย่างก็กลับเงียบสงบ ทุกคนนิ่งเหมือนหยุดหายใจ กรรัมภาถามว่าเขาไปแล้วหรือ ญาณิน ร้องบอกกรรณาว่าเขาไปแล้ว แต่กรรณาหมดสติไปแล้ว มีเลือดซึมออกหู กำเดาไหลออกมาเต็มมือป้าออที่มาดูแล แผนยุทธตกใจหน้าซีดงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น

แผนยุทธไม่เชื่อว่าจะเป็นวิญญาณของพิมอรภรรยาที่ขับรถตกคลองจมน้ำตาย และเธอไม่น่าหึงตนรุนแรงขนาดนั้น เพราะตนไม่เคยนอกใจภรรยา แผนยุทธปิดหน้าร้องไห้อย่างอาลัยรักพิมอร เขาคาดว่าผีตนนั้นอาจไม่ใช่วิญญาณของพิมอรเพราะชาติก่อนตนเจ้าชู้มาก

“ไม่ใช่หรอกค่ะ กระแสของเขาอาฆาตและเข้มข้นมาก คงเป็นปัจจุบันเหมือนเราๆ นี่แหละ ข้อสันนิษฐานนี้ตกไปได้เลย” กรรัมภาพูดอย่างเชื่อมั่น

“เราก็อยากพิสูจน์ให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้เธอคั่งแค้นและเจ็บปวด ถ้าไม่ใช่ด้วยความหึงหวงอย่างที่คุณว่า” ญาณินมองแผนยุทธอย่างท้าทาย

แผนยุทธยังปากแข็งยืนยันว่าตนเป็นผู้ชายที่มีรักเดียวใจเดียวหนึ่งในไม่กี่คนที่พวกเธอจะหาได้บนโลกใบนี้

แต่พอตัดสินใจรับงานนี้ กรรณาก็ขอบายเพราะเหม็นหน้าด็อกเตอร์ขี้หลี ญาณินอ้างว่าตนต้องไปดูแลรีสอร์ต สุคนธรสบอกว่าขืนตนโดนอีกรอบชีวิตแต่งงานจบสิ้นแน่

ห้าสาวมองกันไปมาต่างไม่อยากรับเคสนี้ ป้าออตัดสินให้จับสลากกัน พอจะเริ่ม กรรัมภาก็กรี๊ดขึ้นมาบอกว่าตนลืมไปเอาชุดที่เตรียมใส่ไปรับจุนจีที่สนามบิน พูดแล้ววิ่งตื๋อไปเลย สุคนธรสฉวยโอกาสขอไปด้วย

“เออ...ฉันก็ต้องไปเมืองกาญจน์แล้วล่ะ นัดคุณติณห์ไว้ไปก่อนนะ” ญาณินฉากไปเนียนๆ

กรรณายืนกรานไม่ทำ เนตรสิตางศุ์อาสาจะไปทำอะไรร้อนๆ ให้ดื่มอาการหูอักเสบจะได้ดีขึ้นแล้วรีบลุกตามไป

“อ้าว...ไปกันหมดเลย...แล้วตกลงเคสนี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบล่ะ” ป้าออมองหน้าก๊อง

“เอ๊ะ...มันมีอาหารอะไรที่กินแล้วหูหายอักเสบด้วยเหรอป้า” ก๊องถามแล้วทั้งสองก็มองหน้ากันงงๆ

ooooooo

ญาณินไปที่ไซด์งานก่อสร้างรีสอร์ต ถูกติณห์ทำเซอร์ไพรส์ ด้วยการให้คนงานหยุดงานมายืนออบังเขาไว้ พอญาณินมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คนงานก็แหวกออกเป็นทางให้ติณห์ถือช่อดอกไม้มาขอแต่งงานกับเธอ

“ฉันอยากให้รีสอร์ตของคุณเสร็จเรียบร้อยก่อน” ญาณินขอเวลา ติณห์ดีใจอุ้มญาณินหมุนไปมา ป่าวร้องให้พวกคนงานช่วยเป็นพยานด้วย คุณหลวงกับกุมาริกาพากันเต้นไปรอบๆ คุณหลวงตะโกนด้วยความดีใจว่า

“ฉันจะได้ไปเกิดแล้ว...”

ติณห์อุ้มญาณินเข้าไปในบ้านอย่างร่าเริง พอวางญาณินลงติณห์ก็ชะงักงัน เมื่อเห็นมิรันตีผู้เป็นแม่นั่งหลังตรงคอแข็งอยู่ มีทนายสมชาติยืนตัวลีบอยู่ใกล้ๆ

“มัมมี้!?” ติณห์อุทานทั้งตกใจทั้งดีใจ ส่วนคุณหลวงที่ตามเข้ามา พอเห็นลูกสาวก็อุทานหน้าตึงทันที “นังมิรันตี!”

ญาณินยกมือไหว้ มิรันตีเชิดหน้าคอแข็งบอกชื่อเสียงเรียงนามตัวเองยาวเหยียด

“ฉัน...มิรันตี พิชัยภักดี สจ๊วร์ต เดอ ลา แมร์ ไฮเดนเบิร์ก แต่เธอเรียกฉันง่ายๆ ว่ามิสซิสไฮเดนเบิร์กก็ได้” คุณหลวงบ่นว่าทำไมนามสกุลเยอะนัก เหมือนมิรันตีจะรู้ อธิบายว่า “ไม่ต้องงง ฉันใส่ทุกนามสกุล ของทุกสามี ที่ฉันแต่งงานด้วย ส่วยติณห์ เขาแค่นามสกุลสจ๊วร์ตเท่านั้น แล้วเธอล่ะ ชื่อนามสกุลอะไร”

ติณห์รู้ว่ามิรันตีกำลังต้อนญาณิน เขารีบเปลี่ยนบรรยากาศถามว่ามัมมี้ไม่กอดลูกก่อนหรือ พอมิรันตีหลงกลหันกอดติณห์ก็รำพึงรำพันถึงความสุขที่จะได้อยู่ด้วยกัน พยายามหาเรื่องชวนคุยให้แม่ลืมๆ เรื่องที่จะต้อนญาณิน ถามว่ามัมมี้มาได้ยังไงทำไมไม่โทร.บอกจะได้ไปรับ

มิรันตีบอกว่ามาถึงหลายวันแล้วแต่ไปทำธุระไปเปิดหูเปิดตามาถึงได้รู้อะไรมาเยอะแยะ พูดพลางหางตาไปทางญาณินอย่างจำได้ว่าได้เห็นที่งานแต่งงานของสุคนธรส

มิรันตีบอกว่าจะอยู่เมืองไทยอีกนานเท่านาน เพราะเป็นห่วงกิจการที่ติณห์ทำมันใหญ่เกินกว่าที่เขาจะดูแลตามลำพัง

“มัมมี้ภูมิใจกับรีสอร์ตของผมแล้วใช่ไหมครับ มัมมี้เข้าใจแกรนด์ปาแล้วใช่ไหม แกรนด์ปาไม่ได้เป็นอย่างที่เขาร่ำลือกัน ตอนนี้ผมกำลังเขียนหนังสือประวัติชีวิตของแกรนด์ปาอยู่ เราจะพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มัมมี้มาก็ดีแล้วครับ ผมจะได้ปรึกษาในสิ่งที่ผมไม่รู้เกี่ยวกับแกรนด์ปา”

มิรันตีบอกว่าเรื่องนั้นไม่มีปัญหาแต่ให้ญาณินที่เป็นคนนอกออกไปก่อน ตนมีเรื่องส่วนตัวในครอบครัวที่ต้องคุยกัน พอติณห์บอกว่า “แม่ครับญาณินไม่ใช่คนนอกนะ ครับ เรา...จะแต่งงานกัน” เท่านั้น มิรันตีก็หน้าตึงทันที

ตอนที่ 2

ติณห์ตามออกมาขอโทษญาณินแทนมิรันตีแก้ต่างให้ว่าแม่ตนเป็นคนแบบนี้แต่ที่จริงใจดีมาก ถ้าแม่รู้จักเธอจะต้องรักเธอเหมือนที่ตนรัก ญาณินบอกให้เขาไปดูแลมิรันตีเสีย ตนจะไปทำงานต่อ

มิรันตีระแวงว่าถ้าญาณินแต่งงานจดทะเบียนกับติณห์แล้วจะมาแย่งสมบัติ จึงหาทางกีดกันกระทั่งพูดกับติณห์ว่า

“ลูกไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้หญิงหรอก แต่ไม่ต้องห่วง แม่มาแล้ว แม่จะปกป้องลูกและทรัพย์สมบัติของเราเอง”

ญาณินไปดูงานที่รีสอร์ตเธอหงุดหงิดที่คนงานไม่ทำงานตามแปลนจนติณห์ต้องคอยปลอบให้ใจเย็นๆ แต่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดเมื่อกุมาริกามาตามให้ไปที่เรือนไทยเจอมิรันตีกำลังสั่งคนงานให้รื้อ งัด ซ่อมเรือนไทยจะดัดแปลงทำเป็นสปานวดแผนไทย สร้างเป็นห้องอบซาวน่าสมุนไพรไทย

ระหว่างนั้นคุณหลวงเต้นเร่าๆ ให้ญาณินช่วยบอกมิรันตีให้หยุดทำลายเรือนไทยของตน ติณห์เห็นคุณหลวงไม่สบายใจจึงเข้าไปพูดกับมิรันตีโดยมีทนายสมชาติช่วยพูดด้วยว่า ทำแบบนี้คุณหลวงท่านไม่ยอมแน่ๆ มิรันตีหัวเราะเยาะว่าพ่อตายไปนานแล้ว ญาณินตัดสินใจช่วยพูดว่า คุณหลวงอยากเก็บที่นี่ไว้ให้ประชาชนได้ชม

“มีเรื่องอะไรที่แม่ไม่รู้หรือเปล่าติณห์” มิรันตีมองญาณินขวับ ถามติณห์อย่างแปลกใจ

“คืออย่างนี้ครับมัม คุณญาณินเธอมีซิกซ์เซ้นส์สามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณแกรนด์ปาได้ แล้วตอนนี้แกรนด์ปาก็อยู่แถวนี้ด้วย”

ทนายสมชาติช่วยยืนยันอีกคน ถูกมิรันตีด่าว่าทนายเป็นผู้ใหญ่แล้วมาทำเพี้ยนเดี๋ยวจับส่งโรงพยาบาลบ้าเสียเลย

ส่วนมิรันตีก็ยิ่งสงสัย ระแวงว่าญาณินมีแผนมาแย่งสมบัติ ทนายสมชาติก็คงสมรู้ร่วมคิดกับญาณินหลอกจนติณห์เชื่อว่าคุณหลวงมีตัวตน สัญญากับติณห์ว่าจะไม่ทิ้งให้เขาอยู่กับสมบัติมากมายแบบนี้อีกแล้ว ทำเอาติณห์เซ็งพูดไม่ออก

ระหว่างนั้นคุณหลวงพยายามให้ญาณินช่วย ญาณินบอกว่าตนเป็นคนนอกคงช่วยอะไรไม่ได้ มิรันตีมองญาณินอย่างจับผิด ชี้ให้ติณห์ดูว่า

“ดูมันพูดคนเดียว ลูกเชื่อหรือว่ามันพูดกับผีได้ถ้ามันไม่บ้ามันก็เล่นละครหลอกลูกอยู่”

ติณห์กลุ้ม บอกญาณินว่าทางเดียวที่จะทำให้มิรันตีเชื่อเรื่องคุณหลวงคือเธอต้องทำให้แม่เห็นคุณหลวงกับตาตัวเอง หรือติดต่อกันได้ ญาณินขอเวลาคิดหน่อย ติณห์กอดญาณินอย่างมีความหวัง

ooooooo

พงอินทร์ น้องชายของพิมอร ภรรยาสาวสวยนักธุรกิจร้านขายอัญมณีในห้างหรูกลางกรุงที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในรถที่ขับตกคลอง ไม่เชื่อว่าพี่สาวเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ จึงมาหาณัฐเดชและหมอวรวรรธเพื่อขอรื้อฟื้นคดี

เขาไปตามหารถของพิมอรจนเจอในอู่แห่งหนึ่ง รถยังอยู่ในสภาพเดิมจึงถ่ายรูปไว้ จะขอซื้อซากรถจากเจ้าของอู่ กลับถูกไล่ตะเพิดเพราะดูสภาพเขาแล้วคิดว่ามาดูลาดเลาขโมยรถ ขู่ว่าอย่าคิดจะมาขโมยไม่อย่างนั้น คราวหน้าโดนแน่

“โธ่เว้ย! ไอ้พวกดูถูกคน ดูคนจากภายนอก  ไอ้พวก วัตถุนิยม ไอ้ทาสทางอาณานิคม...แล้วเราจะเอาไงดี”

พงอินทร์ด่าแล้วคิดหาทางจะเอารถออกมาให้ได้

ooooooo

ปาร์คจุนจีมาถึงเมืองไทยแล้ว แฟนคลับพากันไปต้อนรับคับคั่ง หลายคนคลั่งไคล้ถึงกับร้องไห้ หนึ่งในนั้นคือกรรัมภา เธอลากสุคนธรสกับไตรรัตน์ไปด้วย เพื่อให้ช่วยถ่ายรูป

กรรัมภาไปรับจุนจีที่สนามบิน ตามไปถึงโรงแรม เหน็ดเหนื่อยจนเป็นลม ไตรรัตน์กับสุคนธรสต้องดูแลวุ่นวาย

จุนจีมีอคติกับพิมพิลาสผู้เป็นย่าจนกลายเป็นเกลียดทุกอย่างที่เป็นไทย แม้แต่อาหารก็ปฏิเสธ ให้ลีจองกุ๊กผู้จัดการส่วนตัวสั่งทางโรงแรมและทุกร้านที่ตนจะไปกินว่าห้ามเสิร์ฟอาหารไทยเด็ดขาด!

ทนายสมชาติ ไปดักพบจุนจีในงานแถลงข่าวละครฟอร์มยักษ์ “มายาร้อยใจ” เมื่อมีโอกาสได้ใกล้ก็รีบบอก

“ผมชื่อทนายสมชาติ เป็นทนายความประจำตัวของคุณพิมพิลาสคุณย่าคุณครับ”

จุนจีหันมองชะงัก และเมื่อพากันไปนั่งคุยในห้องพักโดยมีลีจองกุ๊กอยู่ด้วย ทนายสมชาติบอกว่า พรุ่งนี้จะมีการเปิดพินัยกรรมของพิมพิลาส พ่อเขาคงแจ้งเรื่องการเปิดพินัยกรรมแก่เขาแล้วใช่ไหม จุนจีตอบอย่างเย็นชาว่า “ไม่สนใจ”

ทนายสมชาติพยายามหว่านล้อมให้เขาไปในวันเปิดพินัยกรรมก็ได้รับคำตอบว่า “ผมไม่ไป” ลีจองกุ๊กถามทนายสมชาติว่าถ้าจุนจีไม่ไปล่ะ?

“คงไม่ได้หรอกครับ พินัยกรรมระบุว่าญาติที่มีสิทธิในมรดกต้องมาให้ครบจึงจะเปิดพินัยกรรมได้ และคุณก็เป็นหลานคนเดียวของคุณพิมพิลาส”
จุนจีนิ่งฟังหน้าเครียด พอเข้าห้องน้ำก็บ่นไม่พอใจ “อุตส่าห์ตายไปแล้ว ยังมายุ่งกันอีกทำไม!”

สิ้นเสียงบ่นกระจกห้องน้ำแตกเพล้ง ก๊อกน้ำเปิดเองพุ่งซู่จนเต็มอ่าง จุนจีตกใจแต่ไม่คิดว่าเป็นเรื่องผี

ooooooo

ฝ่ายญาณินกลุ้มใจเรื่องมิรันตีที่เข้ามาวุ่นวายกับงานและความรักของตนกับติณห์ ขับรถกลับที่พักอย่างหงุดหงิดจนเฉี่ยวเบญจาที่กำลังจะข้ามถนนล้มหมดสติ เธอรีบพาส่งโรงพยาบาล แต่พอเบญจาฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นคนความจำเสื่อมจำไม่ได้แม้แต่ว่าตัวเองเป็นใคร ญาณินจึงพาไปอยู่ที่รีสอร์ตเพื่อดูแลรักษาจนกว่าเบญจาจะหาย

แต่เรื่องนี้ กุมาริกาติดใจสงสัยไม่หายว่า ทำไมอยู่ดีๆ เบญจาจึงเดินออกมาให้รถชน ทั้งยังดูท่าทางแปลกๆด้วย

เมื่อพาเบญจาไปที่รีสอร์ต ถูกมิรันตีมาแว้ดใส่ว่าแม่คนเห็นผีพาใครมาอีกแล้ว พอติณห์บอกว่าญาณินขับรถเฉี่ยวเบญจาเลยพามาพักที่นี่เพราะเธอจำอะไรไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก มิรันตีจำต้องยอม แต่ให้ไปพักด้วยกันกับญาณิน

มิรันตีพาติณห์ไปดูรูปครอบครัว เป็นรูปที่ถ่ายตอนติณห์ยังเด็กมาก แล้วก็บีบน้ำตารำพึงรำพันว่าถ้าตนไม่มีติณห์คงฆ่าตัวตายแน่ แต่ถ้าติณห์ไม่มีตนก็ยังมีญาณิน

“ไม่หรอกครับมัม อย่าคิดอย่างนั้น ผมจะไปเห็นคนอื่นดีกว่าแม่ตัวเองได้ยังไงกันล่ะครับ” ติณห์ปลอบใจ มิรันตีกอดติณห์ย้ำทันทีว่า พูดจริงนะ ลูกไม่มีวันทิ้งแม่นะ

คุณหลวงนั่งฟังอยู่ถึงกับตบเข่าฉาดว่า “เสร็จกัน! เข้าทางมัน!!”

ฝ่ายญาณินพาเบญจาไปที่เรือนรับรอง เห็นเสื้อผ้าที่เบญจาเอาออกจากกระเป๋าก็ชมว่าสวยดี กุมาริกาก็

พึมพำว่าเสื้อผ้าราคาแพงแสดงว่ามาจากบ้านมีฐานะดี

เบญจาทำหน้าซื่อตาใสอ้อนจนญาณินทั้งรักและสงสาร ญาณินตั้งชื่อให้ แต่ชื่ออะไรเธอก็ไม่ชอบ ญาณินจึงบอกว่ารอเพื่อนๆ กลับมาค่อยตั้ง พอรู้ว่ากลุ่มญาณินมีอยู่ด้วยกัน 5 คน เบญจาบอกว่าตนชอบเลข 5 ญาณินจึงตั้งชื่อให้ว่า “เบญจา”

ooooooo

ที่คฤหาสน์ของพิมพิลาส...พิสมรเลขาของเธอฝันว่า ขณะกำลังเก็บของบนโต๊ะในห้องทำงานของพิมพิลาสนั้น ถูกเธอมาตวัดเล็บจิกที่แก้มพูดอย่างอาฆาตว่า

“ฉันต้องการความยุติธรรม!!”

พอสะดุ้งตื่น พิสมรตกใจเหงื่อแตกพลั่ก รีบไปส่องกระจกดู เห็นที่แก้มมีรอยเล็บข่วนเลือดไหลซิบๆ ก็ตะลึงงัน

ฝ่ายหมอวรวรรธและณัฐเดช เชื่อว่าจากรอยเขี้ยวที่คอพิมพิลาสแสดงว่าเธอถูกงูเห่าหรืองูจงอางกัดตาย แต่จนบัดนี้ยังหาหลักฐานไม่ได้ ณัฐเดชเชื่อว่าสถานที่ปิดแบบนี้งูคงเลื้อยเข้ามาเองไม่ได้นอกจากมีคนจูงมากัดผู้ตายแล้วก็จูงงูออกไป จึงเชื่อกันว่า นี่เป็นคดีฆาตกรรม

“จูงงูเนี่ยนะ...งูนะครับไม่ใช่สุนัข” หมอวรวรรธรับมุกแกล้งดักคอณัฐเดช ถูกผู้การปรามว่า

“อย่าแกล้งโง่สิหมอ กรุณาช่วยไปหาให้เจอได้ไหม ว่ามีใครเลี้ยงงูเห่าหรืองูจงอางเพื่อการแสดงโชว์หรือเลี้ยงไว้ดูเล่นก็ได้ ช่วยไปหากันมาให้ได้เร็วๆหน่อย หาเจอกี่เจ้าก็เอามาสอบปากคำให้หมด เฮ้อ...หัวช้ากันจริ๊ง!”

พูดจบผู้การเดินเข้าห้องไปเลย หมอวรวรรธกับณัฐเดชตามเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามผู้การ ก็ได้รับคำสั่งใหม่ว่า

“วันนี้ที่บ้านคุณพิมพิลาสจะมีการเปิดพินัยกรรม ซึ่งผู้ที่มีสิทธิรับมรดกต้องมากันครบถึงจะเปิดพินัยกรรมฉบับนี้ได้ คนแรกคือลูกชายคนโตของคุณพิมพิลาสชื่อกำธรเสียชีวิตไปนานแล้ว ต่อมาคนที่สองลูกชายคนเล็กชื่อเกรียงไกร ที่...คุณพิมพิลาส ไล่ออกจากบ้านเพราะไม่ชอบลูกสะใภ้ต่างชาติและไม่มีใครได้ข่าวเขาอีกเลย”

ณัฐเดชนึกขึ้นได้ถามว่า “เพราะฉะนั้น มรดกก็น่าจะตกเป็นของคนที่มีสิทธิ์คนสุดท้ายคือคุณอติเทพ สามีคนปัจจุบันที่มีอายุคราวลูก”

ผู้การถามว่าแน่ใจหรือว่าเหลืออติเทพคนเดียวที่มีสิทธิรับมรดกพันล้านนี้ หมอวรวรรธถามว่าหรือผู้การรู้อะไรมา? กลับถูกผู้การย้อนถาม “พวกคุณบอกว่าคดีนี้น่าจะเป็นการฆาตกรรมมากกว่าการถูกงูกัดธรรมดาไม่ใช่หรือ”

“ผู้การถึงอยากให้ผมทั้งสองคนไปร่วมสังเกตการณ์การเปิดพินัยกรรมนี้ เพราะเราอาจจะได้เบาะแสหรือหลักฐานอะไรเพิ่มเติมแบบคาดไม่ถึงใช่ไหมครับ” ณัฐเดชเดาใจผู้การ แต่พอมองไปรอคำตอบ ก็พบว่าผู้การกำลังพยายามเพ่งกระแสจิตเพื่อให้ของบนโต๊ะลอยขึ้นมา ทำเอาทั้งสองนั่งทำหน้าหมดแรงกัน...

ooooooo

วันนี้...กรรณา กรรัมภา สุคนธรสและก๊องพากันไปหาบ้านแผนยุทธ ไปตามบ้านเลขที่ พบเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ก๊องถามว่าเรามาผิดบ้านหรือเปล่า

เมื่อเช็กสถานที่และบ้านเลขที่แล้วไม่ผิด มองไล่ลงมาจากป้าย “บ้าน ณ เวียงทับ” จึงมั่นใจว่า มาถูกบ้านแล้ว

ประตูมหึมาเปิดออกโดยอัตโนมัติด้วยรีโมต กรรัมภาขับรถเข้าไปกลัวๆกล้าๆพอถึงตัวคฤหาสน์ก๊องลงไปกดออด ครู่หนึ่ง มูมู่ สาวใช้ในชุดดำแง้มประตูออกมา แสยะยิ้ม ต้อนรับ กรรณาบอกว่า

“พวกเรานัดกับด็อกเตอร์แผนยุทธเอาไว้ค่ะ!”

“เชิญค่าคุณ...” มูมู่ยืนโค้งก้มหัวผายมือให้อย่างอ่อนช้อยแสดงถึงได้รับการอบรมวิชาชีพมาอย่างดี เมื่อพาเข้าไปในห้องรับแขกแล้ว มูมู่บอกว่า “เชิญพวกคุณนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณผู้ชายก็จะลงมา”

กรรณาแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงวิญญาณอะไรเลย สุคนธรสก็ไม่ได้กลิ่นสาบของวิญญาณเลยเช่นกัน

สามสาวมองสำรวจ เจอรูปพิมอรสวยสง่าที่ติดอยู่กลางบ้าน กรรณาเอ่ยกับเพื่อนๆว่า

“ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นเมียตาด็อกเตอร์นะ สวยสง่า ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วมาก”

“อีตาด็อกเตอร์ดูไม่สมกะเขาเลยแฮะ” กรรณาเปรียบเทียบ สุคนธรสบอกว่า

“เขาคงมีอะไรดีบ้างล่ะ ถึงทำให้ผู้หญิงสวยขนาดนี้ตามหึงหวงแม้จะตายไปแล้วก็ตาม”

ระหว่างนั้นก๊องอยู่ไม่สุขเดินสำรวจขึ้นไปถึงชั้นบน แล้วก็ตกใจกลิ้งตกบันไดลงมาเมื่อเจอกับจารุณีสาวใหญ่ในชุดดำอุ้มแมวดำในมือออกมาถามว่า “แกเป็นใคร เข้ามาในบ้านนี้ทำไม!” ทุกคนตกใจนิ่งงัน “ฉันถามว่าเข้ามาในบ้านนี้ทำไม ฉันรัก ฉันหวง ฉันเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้”

จารุณีประกาศลั่น แมวดำในมือแยกเขี้ยวใส่ก๊องราวกับจะกระโจนเข้าขย้ำคอ!

ooooooo

มิรันตีเดินหน้าสั่งคนงานเองตามใจชอบ วันนี้ก็สั่งตัดต้นไม้ใหญ่ จนติณห์กับญาณินต้องมาสั่งไม่ให้คนงานตัดต้นไม้ใหญ่ไม่ว่าต้นไหน ญาณินก็กำชับคนงานไม่ต้องทำอะไรที่ไม่ได้อยู่ในแปลนแต่แรก

ไม่เพียงเท่านั้น มิรันตียังประกาศสมัครบรรดาสาวๆมาแคสติ้งเพื่อคัดเข้าทำงานสปา คุณหลวงมองอย่างคับอกคับใจ พอเห็นญาณินก็บ่นให้ฟังว่า รับไม่ได้ที่มิรันตีทำราวกับเรือนไทยของตนเป็นสำนักโคมเขียว

แนวคิดของมิรันตีกับติณห์และญาณินต่างกันสุดขั้ว มิรันตีต้องการปรับเรือนไทยให้เป็นโมเดิร์นสปา แต่ติณห์กับญาณินต้องการทำเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของตระกูล และที่สำคัญนี่เป็นบ้านของแกรนด์ปา

มิรันตีอ้างว่าตนไม่ได้ทำอะไรเสียหาย รูปคุณตาก็ยังอยู่ที่เดิม ทั้งยังอ้างว่า “ที่สำคัญแกรนด์ปาของแก เป็นคนที่ชอบเรื่องพรรค์นี้อย่างมาก ท่านเจ้าชู้ มีเมียน้อยนับไม่ถ้วน เห็นสาวๆเป็นไม่ได้ ชีวิตของท่านที่จบลงอย่างที่แกเล่า ก็เพราะหลงผู้หญิงไม่ใช่หรือ คุณยายของแกถึงต้องเผ่นไงล่ะ เพราะทนคุณตาไม่ได้” มิรันตีใส่เป็นชุด ทำเอาคุณหลวงที่ฟังอยู่น้ำตาไหลพราก ครวญว่า

“แกเลือกจำแต่เรื่องเลวๆของฉัน แต่ความดีที่ฉันเคยทำ แกเลือกที่จะลืม”

ญาณินปลอบคุณหลวงอย่าคิดมาก มิรันตีแว้ดใส่ว่าแกล้งพูดกับผีเพื่อขู่ตนหรือ ญาณินสวนไปอย่างไม่เกรงใจว่าตนไม่ได้เล่นบทอะไร ตนทำทุกอย่างเพื่อรีสอร์ต เพื่อคุณหลวง โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ติณห์ช่วยยืนยันว่าแกรนด์ปามีจริง มิรันตีท้าให้พิสูจน์ ญาณินเห็นคุณหลวงเดินไปนั่งร้องไห้ที่มุมหนึ่ง อึดใจเดียวมิรันตีก็ปวดท้องอย่างแรง

ติณห์รีบพามิรันตีกลับบ้าน แต่พอกลับไปไม่นานมิรันตีก็หายปวดท้องเป็นปลิดทิ้ง เบญจาถามญาณินว่าคุณตาของติณห์มีจริงหรือว่าทำหลอกมิรันตี ญาณินจึงเล่าความจริงให้ฟังว่าตนกับเพื่อนๆมีซิกซ์เซ้นส์จริงๆ และตนก็คุยกับคุณหลวงในรูปที่เรือนไทยได้จริง พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ เบญจาจึงเสนอให้พิสูจน์ แต่ตนไม่อยากเห็นผีไม่ต้องเรียกผีมาพิสูจน์ก็ได้

“ผีเขาไม่ไปไหนมาไหนแบบไม่มีเหตุผลหรอกจ้ะ แล้วผีก็ไม่ได้มีพิษภัยเท่าคนหรอกนะ  คนสิหลอกคน ทำร้ายคน ผีน่ะพูดแต่ความจริงนะ”

“เหรอคะ” เบญจาทำตาโตทึ่ง

ooooooo

ที่คฤหาสน์พิมพิลาส การเปิดพินัยกรรมเริ่มขึ้นเมื่อปาร์คจุนจีเดินทางมาถึงพร้อมลีจองกุ๊กผู้จัดการส่วนตัว

ทนายสมชาติแนะนำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแก่หมอวรวรรธและณัฐเดช รวมทั้งอติเทพสามีต่างวัยของพิมพิลาสที่ยังหนุ่มหล่ออยู่ในวัยเดียวกับหมอวรวรรธและณัฐเดช

จุนจีหรือที่ทนายสมชาติเรียกว่าคุณจักร เขามาอย่างไว้ตัว มองทุกคนอย่างห่างเหิน พอเห็นคฤหาสน์เขาก็นึกถึงอดีตที่เจ็บปวด เวลานั้นเขาเพิ่งมีอายุ 7-8 ขวบ กลับมาพร้อมเกรียงไกรผู้เป็นพ่อและคองลีซองผู้เป็นแม่ แต่ถูกพิมพิลาสออกมาไล่

“แกมันลูกเนรคุณ  แกรักนังเมียเกาหลีนี่มากกว่าฉัน ก็หอบลูกหอบเมียแกไปอยู่ที่อื่น แล้วฉันจะไม่ให้แกเลยสักสตางค์แดงเดียว ไปเลย!  ไสหัวไปให้พ้นจากบ้านของฉัน ฉันเกลียดพวกแก!”

จนวันนี้...ภาพและเสียงขับไล่ไสส่งของพิมพิลาสยังเหมือนสดๆที่บาดลึกเจ็บร้าวอยู่ในความจำของจุนจี!
ก่อนเปิดพินัยกรรม ทนายสมชาติให้จุนจีตรวจพินัยกรรมที่แปลเป็นภาษาเกาหลีก่อน จุนจีตอบทันทีว่า

“ไม่ต้อง!! ผมไม่สนใจ ผมไม่ได้ต้องการอะไรจากผู้หญิงคนนั้น ไม่ว่าเงินทอง ที่ดิน บ้านช่อง ใครอยากได้ก็เอาไปให้หมด ผมมาแค่เพื่อทำให้ทุกอย่างมันจบ ผมจะได้ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับคนในบ้านหลังนี้อีก!”

ทนายสมชาติพยายามหว่านล้อมให้จุนจีลืมเรื่องในอดีตเสีย เขาสวนทันควันว่า คิดว่าที่พ่อแม่ตนถูกเฉดหัวไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ แล้วตัดบทจะทำอะไรก็รีบทำ ตนจะได้กลับไปพักผ่อนเสียที

เมื่อทนายสมชาติอ่านพินัยกรรมเสร็จ จุนจีลุกขึ้นจะกลับทันที พิมพิลาสที่มาฟังการอ่านพินัยกรรมรีบเข้าขวางเกิดลมพัดจนเสื้อผ้าและผมของจุนจีปลิวสะบัด พลันเสียงพิสมรก็ดังขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ดิฉันคัดค้านค่ะ! ดิฉันขอคัดค้าน เพราะการตายของคุณผู้หญิงไม่ใช่อุบัติเหตุค่ะ มีคนตั้งใจฆ่าท่าน!”

หมอวรวรรธและณัฐเดชสนใจจี๋ และเป็นครั้งแรกที่ทำให้จุนจีขมวดคิ้วมองพิสมรอย่างสนใจ

ooooooo

ที่บ้าน ณ เวียงทับ กรรณา สุคนธรส กรรัมภา และก๊อง ต้องเผชิญหน้ากับจารุณีที่วางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน จนเมื่ออติเทพลงมาเขาบอกสามสาวว่า จารุณีเป็นแม่บ้านแต่อยู่นานจนเผลอคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

เพราะแผนยุทธไม่บอกความจริง ทำให้สามสาวเชื่อว่าผีช่อฟ้าคือผีพิมอร กรรัมภาถามแผนยุทธว่า

“คุณเคยได้ยินภรรยาคุณ...กับ...แม่บ้านจารุณี มีปากเสียงอะไรกันบ้างไหมคะ”

แผนยุทธยอมรับว่ามีบ้าง โดยเฉพาะระยะหลัง ก๊องรำคาญที่แผนยุทธลีลามากเลยยุสุคนธรสให้คุณพิมอรเข้าสิงร่างเสียเลย ใครอยากรู้อะไรก็ถามตามสบาย กรรัมภากับกรรณาหันมองสุคนธรสทันที เจ้าตัวโวยลั่น

“ไม่เอ๊า...ฉันไม่ยอม!!”

แต่สุดท้ายสุคนธรสก็ยอมเพื่องาน เธอใส่ชุดของพิมอรเพื่อวิญญาณจะได้คิดว่าเป็นตัวเอง จุดธูปเชิญวิญญาณของพิมอรเข้าร่างตน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุคนธรสจึงให้กรรณาฟังดูว่าวิญญาณนั้นยังอยู่แถวนี้หรือเปล่า

ปรากฏว่าเรียกผิดตัว เพราะผีที่อาละวาดอยู่นั้นคือช่อเพชร ไม่ใช่พิมอร สุคนธรสตัดสินใจบอกกล่าวว่า

“คุณผีคะ คุณแรงนักเหรอ ได้ข่าวว่าปากจัดนักถ้าอยู่แถวนี้ มา! คุณมาสื่อสารกับเพื่อนๆผ่านตัวฉันนี่เลย” แล้วพนมมือว่าคาถาบางอย่าง อึดใจเดียวก็เหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งกระแทกเข้าหน้าผากจนหงายล้มลงไปนอนแน่นิ่ง ทุกคนตกใจมาก

ที่แท้ผีช่อเพชรเข้าสิงแล้ว เธออาละวาดด่าทอว่าพวกสาวๆมายุ่งกับสามีตน กรรณาถามว่าใครเป็นคนฆ่าคุณผู้หญิง

“นังทรยศที่ไอ้หัวงูมันไปมีความสัมพันธ์ด้วยน่ะสิ”

จารุณีโผล่พรวดมาด่าพวกสามสาวว่าเป็นแก๊งหลอกลวงต้มตุ๋น ตวาดว่า เอาชุดของพิมอรมาใส่ทำไม ใครอนุญาต แผนยุทธถูกด่าก็อับอาย หาว่าพวกกรรัมภาเป็นพวกหลอกลวง ผีที่เข้าสิงไม่ใช่เมียตน ช่อเพชรที่เข้าสิงสุคนธรสอยู่หวีดร้องขึ้น

“ฉันนี่เหรอไม่ใช่เมียคุณ ถ้างั้นใคร ใครเป็นเมียคุณ ใคร! อีหน้าไหนในห้องนี้!!” ผีช่อเพชรกระโดดบีบคอกรรณาจนไอแค่กๆ กรรัมภากับก๊องเข้าช่วยก็ถูกผีช่อเพชรหันมาบีบคอกรรัมภาแทน ก๊องรีบดึงสุคนธรสออกแต่ถูกเหวี่ยงกระเด็น แผนยุทธจะย่องหนี ช่อเพชรเห็น กรรณาฉวยจังหวะนั้นหยิบของมีอาคมพุ่งเข้าคล้องคอสุคนธรสจากด้านหลังทันที

ผีช่อเพชรที่สิงร่างสุคนธรสร้องโหยหวน ครู่เดียวสุคนธรสก็อ่อนยวบหงายหลัง ดีที่กรรณาประคองไว้ทัน

ooooooo

ที่คฤหาสน์พิมพิลาส วิญญาณพิมพิลาสชมพิสมรที่ฮึดขึ้นมาประกาศว่าคุณหญิงของตนถูกฆาตกรรม และให้บอกจักรหรือจุนจี ช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนด้วย

พิสมรถูกอติเทพด่าว่าพูดอะไร ไม่มีหลักฐาน พิสมรยืนยันว่า รู้แต่ว่ามีคนเอางูเข้ามาปล่อยฆ่าคุณท่านในเรือนกล้วยไม้ อติเทพตวาดว่า โกหกสร้างเรื่องแบบนี้ต้องการอะไร

“ดิฉันไม่ได้โกหก ดิฉันพูดความจริง ไม่เชื่อถามวิญญาณคุณท่านสิ ท่านยังอยู่ตรงนี้ดิฉันรู้สึกได้” พิสมรท้า

ทนายสมชาติก็เตือนพิสมรว่าถ้าไม่มีหลักฐานก็ถอยไปเสียเพราะตัวเองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสมบัติทั้งหมดนี้

พิสมรยืนยันว่าคุณท่านมาเข้าฝันตนว่าพินัยกรรมระบุไว้ว่าทุกอย่างจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้รับพินัยกรรมทั้งสองฝ่ายยินยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับหรือคัดค้านต้องมีการสอบสวนก่อน

แต่จุนจีไปแล้ว ทนายสมชาติรีบตามไปเรียกจุนจี เขาตอบสวนมาอย่างไม่แยแสว่า

“เอาละเชิญ...เชิญเถียงกันให้พอ ผมจะกลับแล้ว!”

วิญญาณพิมพิลาสตามขอร้องให้จุนจีช่วยตนด้วย พลังแค้นของพิมพิลาสและสายเลือดเดียวกันทำให้จุนจีรับรู้ได้ถึงความพยายามของพิมพิลาส เขาเกิดมึนหัว เวียนหัว แต่ก็ยืนกรานไม่ยอมรับรู้อะไรเกี่ยวกับพินัยกรรมและชะตากรรมของย่าจนพิมพิลาสตามด่า

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้หยุดไอ้หลานใจดำ ฉันถูกฆาตกรรม แกต้องช่วยฉัน ได้ยินไหม แกต้องช่วยฉัน!!”

อารมณ์รุนแรงของพิมพิลาสทำให้จุนจีปวดหัวจนร้องลั่น หมอวรวรรธและณัฐเดชที่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับผีและวิญญาณมานานดูออกว่าต้องเกี่ยวกับวิญญาณแน่ๆ จุนจีปวดหัวรุนแรงจนในที่สุดหมดสติ ลีจองกุ๊กต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

ระหว่างที่จุนจียังไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น พิมพิลาสยังตามไปเข้าฝันขอร้องให้ช่วยตนด้วย บอกว่าตนเห็นรองเท้าฆาตกรที่ยืนซ่อนดูตนตายอยู่ในนั้นด้วย แต่จุนจียังแค้นไม่หาย ปฏิเสธว่า “ไม่ช่วย!”

กรรัมภาคลั่งไคล้จุนจี จนปลอมตัวเป็นพยาบาลแอบเอาตุ๊กตาหมีไปให้เขาพร้อมกับเอาหน้าแนบหน้าเขาใช้มือถือถ่ายรูปไว้ เป็นความสุขที่สุดในชีวิตของเธอที่ได้อยู่ใกล้ชิดขวัญใจตัวเองขนาดนี้

ณัฐเดชช่วยเฝ้าจุนจีให้ลีจองกุ๊ก จนเช้าวันใหม่ลีจองกุ๊กกลับมา ณัฐเดชบอกว่าหมออนุญาตให้จุนจีออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว จุนจีดีใจมาก ลีจองกุ๊กถามจุนจีว่า แล้วเสียงที่เขาได้ยินก้องในหูจนกะโหลกจะแตกจะอธิบายว่าอย่างไร

จุนจีอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเพราะตนอยู่กับเสียงที่ดังหลายๆเดซิเบลทำให้ได้รับคลื่นเสียงถี่ๆหูเลยเพี้ยนหวีดขึ้นมาเอง แต่ลีจองกุ๊กเชื่อว่าเขาโดนของ จุนจีไม่เชื่อเรื่องนี้บอกว่าถ้าลีจองกุ๊กไม่หยุดพูดเรื่องไสยศาสตร์ไร้สาระต่อไปตนจะเรียกเขาว่าไอ้กุ๊กไก่ พูดอย่างเห็นเป็นเรื่องขำว่า “ไสยศาสตร์มีจริงที่ไหน อย่ามาเพ้อเจ้อ” แล้วทำเสียงเรียกไก่ กุ๊กๆๆๆ ล้อลีจองกุ๊ก

“ตามใจ! เกิดนายถูกผีเข้าขึ้นมาอย่ามาง้อฉันแล้วกัน” ลีจองกุ๊กตัดบทแล้วเลิกพูดเรื่องนี้เลย

ณัฐเดชเห็นทั้งสองโต้เถียงหยอกล้อกันจึงค่อยๆหลบออกจากห้องไป ลีจองกุ๊กจัดข้าวของให้จุนจีเตรียมกลับ เห็นตุ๊กตาหมีใส่ถุงมือที่กรรัมภาวางไว้ข้างหมอนจึงจับโยนให้จุนจี พอจุนจีรับตุ๊กตาหมีก็แว่บๆขึ้นมาคลับคล้าย คลับคลาว่าเมื่อคืนตนเจออะไรมาบ้าง...นึกเห็นภาพกรรัมภาประคองหน้าเขาแต่กลายเป็นหน้าพิมพิลาส จุนจีโยนตุ๊กตาหมีทิ้งอย่างสยอง!

ooooooo

ญาณินคิดหนักที่ถูกมิรันตีกีดขวางความรักของตนกับติณห์ เธอจึงไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะเชื่อว่า เมื่อสติมาปัญญาจะเกิด ติณห์อยากนั่งสมาธิเป็นเพื่อนแต่ทำไม่สำเร็จ

ติณห์กลับไปหายากันยุงที่บ้านเพื่อเอามาจุดให้ญาณิน เบญจาเลียบเคียงถามว่าญาณินคงมีเรื่องทุกข์ใจจึงนั่งสมาธิ

“เรื่องแม่พี่มันหนักหนามากจริงๆแต่พี่รู้ว่าญาณินเขาเข้าใจและจะต้องหาทางผ่านมันไปจนได้” หลังจากที่เขานั่งสมาธิเสร็จ เบญจาจึงขอไปเป็นกำลังใจให้ญาณินด้วย

คุณหลวงเห็นทั้งสองสนิทสนมกันก็บ่นกับกุมาริกาว่ามันชักจะยังไงๆเสียแล้ว

ทั้งสองปูเสื่ออยู่เป็นเพื่อนญาณิน จนเมื่อเธอลืมตาขึ้น เบญจากับติณห์วิ่งเข้าไปหา ติณห์ถามว่าเป็นยังไงบ้าง

“ติณห์...ฉันคิดออกแล้วว่าจะทำยังไงถึงจะเอาชนะใจแม่ของคุณได้”

ติณห์พยายามถามว่าจะทำอย่างไร ญาณินบอกว่าเขาไม่ต้องทำอะไร ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันแล้วบอกให้เขาไปพักผ่อนที่บ้านเสียเพราะป่านนี้แม่เขาคงรออยู่ เบญจาแอบบอกติณห์ว่าตนจะเป็นสายลับให้ถ้าได้ข้อมูลแล้วจะรีบโทร.รายงาน

คุณหลวงกับกุมาริกาตามมาส่งญาณินด้วย  พอติณห์แยกไปคุณหลวงก็แยกจากกุมาริกาไป กุมาริกาถามว่าจะไปไหน

“ไปทำจิตภาวนา...ต้องจัดระเบียบจิตด่วน ฟุ้งซ่าน ปั่นป่วน เตลิดกระเจิดกระเจิง เกินจะทนไหวแล้ว”

“เห็นไหมล่ะ...ถ้าไม่เกิดความทุกข์ ก็ไม่หันหาธรรมกัน” กุมาริกาแก่แดด

ooooooo

ตอนที่ 3

ณัฐเดชออกจากห้องจุนจีไป ยังไม่ถึงลานจอดรถ ก็ได้รับโทรศัพท์จากจ่าตำรวจนายหนึ่งแจ้งว่าสุพิชชา อดีตคนรักกำลังจะกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย

สารวัตรหนุ่มผู้ยังรักฝังใจเป็นห่วงอดีตคนรักแทบจะคุมสติไม่อยู่ รีบขับรถไปยังที่เกิดเหตุ เห็นสุพิชชายืนอยู่บนสะพานทำท่าน่าหวาดเสียว เขาตะโกนเรียก สุดเสียง

“พีชระวัง! จับไว้นะพีช  จับไว้ให้้แน่นๆ  อย่าโดดลง มานะ ได้ยินไหม อย่าปล่อยมือ!!”

สุพิชชาท่าทางเหมือนสติเลื่อนลอย เธอมอง หาพูดเหม่อๆ

“พี่ณัฐ...จริงๆ เหรอ... ไม่จริง ไม่! พี่ณัฐไม่มีวันมา หรอก พี่ณัฐไม่อยากเจอหน้าพีช พี่ณัฐเกลียดพีช พี่ณัฐเกลียดผู้หญิงหลายใจคนนี้”

“พี่ไม่เคยเกลียดพีช ได้ยินไหม ไม่เคยแม้แต่จะคิด ต่อให้พีชทำร้ายหัวใจพี่มากแค่ไหน พี่ก็จะไม่มีวันเกลียดพีช”

สุพิชชาเหมือนจะสงบลง ณัฐเดชค่อยๆ เดินไปหา พอได้จังหวะก็ถลาเข้าไปกอดเธอไว้แน่นตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ วิ่งเข้ามาช่วยรับทั้งคู่ไว้

เมื่อพาเธอไปโรงพยาบาล ณัฐเดชเฝ้าอยู่ในห้องพิเศษมองหน้าอดีตคนรัก คิดอะไรหลายอย่างในใจ จนเมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอถามงงๆว่า ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ ทำเหมือนจำอะไรไม่ได้เลย จนณัฐเดชให้คิดทบทวนว่าครั้งสุดท้ายเธอทำอะไร อยู่ที่ไหน เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเล่าขำๆ เหมือนไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ณัฐเดชเอาขวดยานอนหลับเล็กๆ ในกระเป๋าถือเธอออกมาบอกว่าเจอในกระเป๋า ถามว่ากินไปกี่เม็ด เธอเกรี้ยวกราดขึ้นมาถามว่ามายุ่งอะไรกับตน เอาคืนมา!

“พีชเป็นเจ้าของโรงพยาบาล คุณพ่อก็เป็นหมอ พีชน่าจะรู้ว่ายาพวกนี้มันอันตราย”

“พีชไม่มีคุณพ่อแล้ว พี่หยุดพูดถึงท่านเสียทีได้ไหม ตอนนี้พีชไม่มีใครทั้งนั้น พีชต้องแข็งแกร่ง พีชต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเองตน...คือที่พึ่งแห่งตน คนอื่น...ไม่เกี่ยว เข้าใจนะคะ ว่าคนอื่นไม่เกี่ยว!!” เธอพูดระบายความอัดอั้นและร้องไห้อย่างหนัก ทำให้ณัฐเดชยิ่งสงสารเห็นใจ

ณัฐเดชพยายามเตือนเธอที่หวังพึ่งยาอันตรายพวกนี้ ถูกเธอย้อนประชดว่า แล้วเขาจะเดือดร้อนอะไรในเมื่อตอนนี้เราต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

“พีชคิดว่าเราเป็นเพื่อนกันเป็นพี่น้องกันไม่ได้เหรอ”

“พีชไม่ต้องการเพื่อน ส่วนพี่ณัฐ ก็มีน้องเป็นของตัวเองอยู่แล้ว” พูดแล้วพลิกตัวหันหลังให้

แต่พอณัฐเดชเดินออกไปอย่างเจ็บปวดเท่านั้น สุพิชชาก็หันกลับมามองยิ้มร้ายอย่างสมใจกับแผนแก้แค้นที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว!
ooooooo

วันและเวลาเดียวกันนั้น...

หมอวรวรรธวางมือจากงานในห้องแล็บ ออกจากห้องมาถอดเสื้อกาวน์แขวน ดูนาฬิกาบ่นๆ

“ป่านนี้คุณเนตรยังไม่มาอีก เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า” สิ้นเสียงบ่นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น หมอวรวรรธคิดว่าคนรักมาแล้ว แต่พอเปิดประตูออกไปกลายเป็นพงอินทร์ หมอบอกว่าตนเลิกงานพอดีมีหลักฐานอะไรมาให้หรือ

พงอินทร์จะมาชวนหมอวรวรรธไปดูหลักฐานรถที่พิมอรขับตกคลองพลางเอารูปในมือถือที่ถ่ายมาให้ดูแต่หมอ ติดนัดแล้ว บอกว่าเป็นนัดสำคัญกับชีวิตตนมากด้วย เมื่อเห็นพงอินทร์ผิดหวัง หมอเสียงอ่อนลงว่า

“ผมขอโทษจริงๆ คุณโจ้ วันนี้ไม่ได้จริงๆไว้วันอื่น นะครับหรือไม่คุณก็โทร.ไปขอให้สารวัตรณัฐเดชช่วยแทน”

นัดสำคัญของหมอวรวรรธคือนัดกับเนตรสิตางศุ์จะพาเธอไปชายทะเลเพราะวันนี้เป็นวันเกิดของหมอ

เนตรสิตางศุ์มาถึงก็พูดหยอกเขาว่ามาสายอีกแล้วแต่คงไม่ว่าอะไรหรอกเนอะๆ หมอพูดหน้าขรึมว่ามาช้าไป 35 นาที 11 วินาที เนตรสิตางศุ์หันมองเห็นเขายืนกอดอกทำหน้างอนๆ ก็เข้าไปเขี่ยแก้มแหย่แต่หมอไม่หายงอน เธอเลยเอาอมยิ้มมาอม แล้วซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เขาไป

มาสายทำให้งอนแล้วยังแกล้งทำเป็นจำไม่ได้อีกว่าวันนี้เป็นวันอะไร หมอวรวรรธเลยยิ่งงอน จนเมื่อเนตรสิตางศุ์เอาการ์ดที่วาดเองเป็นรูปการ์ตูนหมอกับตัวเองมาให้พร้อมคำอวยพรหวานๆ อ้อนๆ ว่า

“ขอให้หมอไม่เจ็บไม่ไข้ การงานก้าวหน้า และ...มีเนตรอยู่ในใจคนเดียว” หมอก็ยิ้มออก หันกอดคนรักไว้แนบแน่นกระซิบบอก “ผมจะแน่วแน่และมั่นคงกับความรักของเราตลอดไป”

ooooooo

วันนี้ติณห์ดีใจมากที่มีเอเจนซี่ติดต่อเข้ามาใช้บริการของรีสอร์ต

ทนายสมชาติที่เอาเช็คค่าแรงของบริษัทซิกซ์เซ้นส์ มาให้เซ็นดีใจกับข่าวนี้ด้วย เมื่อติณห์เซ็นเช็คแล้วก็รีบจะเอาไปให้ญาณิน พอเปิดประตูห้องออกมาเจอมิรันตีเข้าพอดี มิรันตีคว้าเช็คจากทนายสมชาติไปดูพอเห็น สั่งจ่ายให้ญาณินก็ชักสีหน้าไม่พอใจ ถือเช็คเดินนำไป หาญาณินทันที

แต่ญาณินที่ผ่านการนั่งสมาธิมาแล้ว เธอทักทายมิรันตีอย่างอ่อนน้อมด้วยสีหน้าแววตาเป็นมิตร แม้จะถูกมิรันตี ตีรวนด่าว่าต่างๆ นานา เธอก็ใจเย็น เตือนตัวเองในใจตลอดเวลา...

“ไม่โกรธ...ไม่โกรธ...มองเขาด้วยความเมตตา...เราต้องไม่โกรธ”

มิรันตีปาเช็คลงพื้น เบญจาจึงก้มลงจะเก็บ ถูกมิรันตีตวาด “ใครใช้ให้หล่อนหยิบ นังเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า!” ทำให้เบญจาชะงัก

ขณะนั้น...มีแมลงวันอาคมตัวหนึี่งบินวนเหนือหัวมิรันตี พอเธออ้าปากด่า แมลงวันอาคมก็บินเข้าปากทันที มิรันตีทำเสียง “อ็อก!” เอามือกุมคอ รู้สึกแสบร้อนไปทั้งคอจนไอไม่หยุด ญาณินรีบเข้ามาดูแล เอาน้ำให้ดื่ม มิรันตีเห็นในแก้วน้ำมีเส้นผมและฟันตกใจปาทิ้งทันที ด่าญาณินว่านังโรคจิต เอาอะไรมาให้กิน แล้วเดินกุมคอไอค่อกแค่กไป

ติณห์มาถึงพอดี ญาณินบอกว่าท่าทางคุณแม่เขาจะไม่สบายพลางเดินตามไปดู ปรากฏว่ามิรันตีหายเป็นปลิดทิ้ง แต่ยังด่าญาณินว่าเอาสารพิษมาพ่นใส่คอตนไล่ไปให้พ้น แต่พอด่าญาณินเสร็จก็เกิดปวดท้องจนตัวงอ

คุณหลวงจับตาดูอยู่ถามกุมาริกาว่า “นังมิรันตีสำออยอะไรอีกละนั่น”

“ไม่ใช่แล้วนะคะคุณตา แบบนี้มันของจริงแล้วค่ะ” กุมาริกามองอาการปวดท้องบิดไปมาของมิรันตี เชื่อว่าเป็นอาการของเลือดจะไปลมจะมา พอเสกคาถาลมก็พุ่งเข้าไปกระแทกตัวมิรันตีทำให้ยิ่งเจ็บปวดทุรนทุราย

ที่แท้มิรันตีถูกของที่แมลงวันอาคมนำเข้าไปในท้อง ร้องอย่างเจ็บปวดว่าเหมือนมีอะไรแหลมๆทิ่มไส้ไปมา

อยู่ในท้อง แล้วก็เกิดเหตุที่ทำให้ทุกคนตะลึงงัน เมื่อมีตะปูตัวงอๆ โผล่ตุงใต้ผิวหนังบริเวณลำคอมิรันตี ญาณินรู้ว่ามิรันตีเจอคุณไสยเข้าแล้ว

“อะไร...ที่คอฉันมีอะไร...กรี๊ดดดด” มิรันตีกุมคอตัวเองตกใจกรีดร้องจนหมดสติไป

มิรันตีถูกอุ้มไปนอนที่โซฟา พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็โทษว่าญาณินเป็นคนทำให้ตนเป็นแบบนี้

ooooooo

ญาณินพยายามติดต่อสุคนธรสให้มาช่วยมิรันตี แต่ติดต่อไม่ได้ เพราะสุคนธรสกำลังถูกไตรรัตน์ตื๊อไปออกเดตช็อปปิ้งใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานกัน แต่ยังไม่ทันออก เคธี่ก็พาทิพย์แม่ที่เพิ่งกลับเมืองไทยเอากระเป๋าแบรนด์เนม 5 ใบมาจำนำเจ๊หญิงแม่ของไตรรัตน์เพื่อเอาเงิน 5 ล้านไปจ่ายค่ามัดจำที่ ที่เชียงใหม่

ไตรรัตน์เพิ่งได้รับสายจากญาณินเขาเอาโทรศัพท์มาให้ เร่งสุคนธรสให้รีบไปคุยเผื่อเพื่อนมีธุระด่วน

สุคนธรสรับโทรศัพท์ออกไปคุยนอกห้อง เธอตกใจเมื่อญาณินบอกว่าแม่ของติณห์โดนของ

“ก็ปวดท้องลงไปนอนตัวบิด ร้องโวยวายว่ามีอะไรแหลมๆแทงไส้ ฉันก็เลยแตะที่ตัวท่านแล้วลองแผ่เมตตาไล่ของออกจากตัวท่านดู ปรากฏว่ามีตะปูโผล่มาจากไหนไม่รู้ มาตุงอยู่ที่ต้นคอท่าน” ญาณินเล่าอย่างเร็ว ถามว่าจะให้ดึงตะปูออกไหม

สุคนธรสห้ามญาณินแตะต้องเด็ดขาด เพราะอาจเป็นตะปูตอกฝาโลงหรือหน้าผากศพมาก่อน ขืนไปดึงมันจะยิ่งวิ่งทิ่มแทงตับไตไส้พุง เชื่อว่าคงไม่ใช่มีแค่ตัวเดียวอาจมีเป็นกำมือเลยทีเดียว ญาณินขอให้เธอรีบมาช่วยเอาออกให้ที สุคนธรสบอกว่ากว่าตนจะไปถึงเมืองกาญจน์แม่ติณห์อาจทนไม่ได้แล้ว บอกญาณินว่า

“เจ๊นั่นแหละที่จะต้องเป็นคนทำพิธีเอาตะปูออกจากตัวแม่นายติณห์” แล้วเธอก็แนะนำให้ทำตามขั้นตอน หากมีปัญหาให้รีบ โทร.หาตน และ “ถ้าได้ตะปูออกจากตัวคุณมิรันตีแล้ว ห่อผ้ายันต์ไว้ แล้วรีบเอามาให้ฉันทันที”

ญาณินฟังคำแนะนำแล้วรีบกลับไปทำตามขั้นตอนทันที

มิรันตีไม่ยอมให้ความร่วมมือทั้งดิ้นทั้งด่าทั้งร้องโวยวาย ติณห์กับเบญจาต้องช่วยกันจับมิรันตีข่มให้นอนนิ่งๆ แต่ปากก็ยังโวยวาย คุณหลวงจึงให้กุมาริกาไปปิดปากไว้ ส่วนคุณหลวงคอยดูและช่วยญาณินอยู่ใกล้ๆ ญาณินบอกคุณหลวงว่า

“ทันทีที่เห็นตะปูมันขยับ คุณหลวงเอาดอกบัวนี่นาบไว้ แล้วมันจะหลุดออกมาเลย คุณหลวงเป็นพ่อ พ่อย่อมมีบารมีพอที่จะช่วยลูก แต่ระวังห้ามใครแตะต้องเด็ดขาด เพราะจะโดนอาคมมันเข้าตัว ต้องเอาผ้ายันต์ห่อตะปูเหล่านี้ไว้เท่านั้นและห้ามตกพื้นเด็ดขาด”

“ปกติฉันเป็นคนเห็นเลือดไม่ได้ แต่เอาวะ...วันนี้เป็นไงเป็นกัน” คุณหลวงตัดสินใจเด็ดเดี่ยว หยิบดอกบัวขึ้นเตรียมพร้อม

บรรดาพวกที่มาช่วยญาณินต่างตกใจตาเหลือกเมื่ออยู่ๆดอกบัวก็ลอยขึ้นมาเอง เบญจาทำเป็นตกใจอ้าปากค้าง

เมื่อญาณินทำพิธี ตะปูก็เคลื่อนไปมาในตัวมิรันตีจนเจ้าตัวร้องโอดโอย พอหัวตะปูทะลุออกมาคุณหลวงก็เอาดอกบัวไปนาบแล้วจับผ่านดอกบัวดึงขึ้นมา ปรากฏว่าตะปูหลุดออกมาเป็นพวง! มิรันตีร้องอย่างเจ็บปวดทรมานจนหมดสติไปอีก ทั้งติณห์ ทนายสมชาติและเบญจามองพวงตะปูตะลึง!

พอตะปูหลุดออกมาทั้งพวงคุณหลวงก็เป็นลมล้มตึง ดีที่เบญจารีบเอาผ้ายันต์ไปรองรับตะปูไว้ทัน

ติณห์รีบมาดูมิรันตีด้วยความเป็นห่วง ญาณิน บอกว่าตะปูน่าจะออกมาหมดแล้ว คุณแม่เขาคงต้องพักผ่อนอีกเป็นวัน

“ขอบคุณมากคุณณิน” ติณห์ยิ้มให้อย่างปลื้มใจ

ooooooo

ที่กองถ่ายละคร “มายาร้อยใจ” ก็ไม่เป็นอันถ่ายได้อย่างราบรื่น เพราะถูกวิญญาณพิมพิลาสไปก่อกวนร่ำร้องหาความยุติธรรมเข้าหูจุนจีตลอดเวลาจนเขาไม่มีสมาธิในการแสดง

ทุกคนแปลกใจที่วันนี้จุนจีแสดงไม่ได้ทั้งที่เป็นซุปเปอร์สตาร์มืออาชีพ เมื่อเขาพยายามฝืนแสดง ก็ถูกพิมพิลาสมาตะโกนเรียก “จักร...จักร...จักร...” เสียงดังรอบตัวจนจุนจีปวดหัว หันมองจนหน้ามืดวูบทรุดไปกับพื้นเอามือกุมหัว กระนั้นเขาก็ยังพยายามตั้งสติ ลดมือลงมาแนบหู ปรากฏว่ามีเลือดออกมา ทุกคนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น!

ลีจองกุ๊กเหลือบมองที่จอมอนิเตอร์ เห็นร่างผู้หญิงยืนอยู่หน้าจุนจี เขาตกใจผงะ แต่พอมองอีกทีก็ไม่เห็นแล้ว!

เมื่อมาคุยกัน จุนจีบอกว่าได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อไทยของตนว่า “จักร” ลีจองกุ๊กสยอง ถามกลัวๆว่า

“ใช่ใครสักคนที่ฉันคิดเอาไว้ในใจ...ไหม?”

จุนจีพยายามอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าร่างกายตนยังไม่แข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์ พอมาทำงานกลางแจ้งปัญหาในช่องหูมันเลยกำเริบ ลีจองกุ๊กเออออผสมโรงบอกว่าตนจะไปคุยกับผู้กำกับให้ เพื่อขออนุญาตพาจุนจีไปหาหมอ

ขณะลีจองกุ๊กพาจุนจีเดินผ่านมา ได้ยินพี่ป๋องกับพวกเสื้อผ้าหน้าผมซุบซิบกันว่า

“อาการจุนจีเหมือนถูกผีตามรังควานเลย พี่เคยเจอมาแล้ว เกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่มีรุ่นน้องมาช่วยเอาไว้” แล้วพี่ป๋องก็เล่าถึงความสามารถพิเศษของรุ่นน้องที่สื่อสารกับผีได้ให้ฟัง เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปเหลือแต่พี่ป๋องอยู่ตรงนั้น ลีจองกุ๊กเข้าไปถามว่า

“รุ่นน้องของคุณอยู่ที่ไหนครับ”

ooooooo

การที่มิรันตีถูกทำไสยดำ กลายเป็นปริศนาของ 5 สาวผู้มีสัมผัสพิเศษ ว่าใครเป็นคนทำ เชื่อว่าคนทำจะต้องไม่ใช่หมอผีธรรมดาแน่ๆ เตือนกันว่าต่อไปนี้จะต้องระวังตัวกันให้มากขึ้น จะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด

สุคนธรสเอาของที่เอาออกจากตัวมิรันตีไปทำพิธีทำลายเพื่อจะได้ไม่สามารถให้โทษแก่ใครได้อีก

ฝ่ายมิรันตี เมื่อฟื้นขึ้นมาก็เดินสะโหลสะเหลลงมาหาติณห์ เจอเบญจาเพิ่งกลับจากตลาด จึงรู้ว่าติณห์เดินทางเข้ากรุงเทพฯแต่เช้าแล้วเพื่อไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องคุณไสย ถามอย่างอยากรู้ว่า เรื่องมีคนเล่นของเสกตะปูใส่ท้องมิรันตีเป็นเรื่องจริงไหม

มิรันตีที่ไม่เห็นตอนญาณินทำพิธีเอาตะปูออกจากร่างตัวเอง ด่าว่าพวกนั้นเป็นพวกหลอกลวงต้มตุ๋น บอกเบญจาว่าถ้าเชื่อก็ไปอยู่กับพวกนั้นเสีย เบญจาอ้อนวอนขออยู่ที่นี่จนกว่าญาณินจะกลับ สัญญาว่าจะไม่กวนใจไม่สร้างความรำคาญให้

พวกญาณินกำลังปรึกษาค้นคว้าสาเหตุที่มิรันตีถูกเล่นของอยู่ที่บริษัท ก๊องเปิดคอมดูข้อมูล เจอข่าวปาร์คจุนจีก็อ่านอย่างตื่นเต้น “ปาร์คจุนจีล้มกลางละคร ถ่ายต่อไม่ไหว หามส่งโรงพยาบาลด่วน!!”
กรรัมภาที่คลั่งจุนจีทนไม่ไหว ด่ากองถ่ายว่าใจร้าย ตนต้องทำอะไรปลอบใจจุนจีเสียแล้ว ว่าแล้วลุกไปเลย

ลีจองกุ๊กให้พี่ป๋องพามาที่บริษัทซิกซ์เซ้นส์เพื่อช่วยจุนจี แต่พอจุนจีรู้ว่าไม่ได้พาตนไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอมเข้าบ้าน เป็นจังหวะที่กรรัมภาถือกระเป๋าจะออกไปปลอบใจจุนจี พอเจอตัวจริงก็ดีใจจนแทบสติแตกวิ่งกลับไปบอกเพื่อนๆ พอไตรรัตน์เห็นอาการของกรรัมภาก็บอกเพื่อนๆว่า นี่คืออาการเหมือนตอนเธอเจอดาราเกาหลี

ปรากฏว่า เมื่อพี่ป๋องและลีจองกุ๊กหว่านล้อมจนจุนจียอมเข้าไปในบ้าน เพื่อนๆ จึงกันกรรัมภาไว้ข้างนอกเพราะกลัวอาการคลั่งดาราเกาหลีของเธอจะทำให้เสียงาน แต่ก็ไม่ได้งานเพราะจุนจีไม่ให้ความร่วมมือ ซ้ำยังดูถูกหาว่าผู้หญิงพวกนี้เป็นพวกลวงโลก

แต่เมื่อสุคนธรสบอกว่า “ตั้งแต่คุณเข้ามา ฉันก็ได้กลิ่นวิญญาณติดตามเสื้อผ้าของคุณแล้ว ตอนนี้ก็ยังมี” และกรรณาบอกว่า “ฉันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสูงอายุแว่วๆอยู่รอบๆ บ้านนี้” เนตรสิตางศุ์เสริมว่า
“เนตรก็เห็นพลังงานจางๆที่ด้านนอก เขาเข้ามาไม่ได้”

“เขาคงจะเป็นใครสักคนที่รักคุณมาก หรือไม่ก็มีเรื่องอยากขอให้คุณช่วยเหลือ เขาถึงได้ตามคุณไปทุกท่ี ฉันพูดถูกไหม” ญาณินถามเป็นคำถามที่ทำให้จุนจีอึ้งไป แต่ก็ยังจะกลับ ลีจองกุ๊กกับพี่ป๋องห้ามไว้ ญาณินจึงหว่านล้อมต่อว่า “พวกเราสื่อสารกับวิญญาณได้ เราช่วยหาคำตอบเรื่องราวทั้งหมดให้คุณได้ ขอแต่คุณไว้ใจพวกเรา”

ติณห์ไม่พอใจอยากไล่พวกจุนจีออกไป ทั้งสองแกล้งทำเป็นปวดท้องขอยากับป้าออ ป้าออที่ได้รับหน้าที่เฝ้ากรรัมภาจึงให้ก๊องเฝ้าแทน ก๊องถูกทั้งกรรัมภา ติณห์และไตรรัตน์ติดสินบนถึงหนึ่งพันบาทจึงยอมปล่อย กรรัมภาไป แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องแอบฟังเฉยๆ ห้ามโผล่ออกไปเด็ดขาด กรรัมภารับปากเพราะตนแค่อยากฟังว่าพวกจุนจีมาที่นี่ทำไมเท่านั้น

แต่สุดท้าย กรรัมภาก็ทำเสียเรื่องจนได้ เมื่อได้ยินจุนจียื่นคำขาดกับลีจองกุ๊กให้พาตนกลับ มิฉะนั้นจะไม่เล่นละครและกลับเกาหลีทันทีตนไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น กรรัมภาทนไม่ได้โผล่มาบอกว่าเขาต้องแคร์ แคร์อย่างมากด้วย! พูดอย่างรู้ลึกรู้ดีว่า พ่อแม่เขาต้องการให้เขาเล่นละครไทยเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่เมืองไทย เวลานี้แม่เขาป่วยด้วยโรคร้ายอยู่ เขาควรทำความฝันของท่านให้เป็นจริง

จุนจีมองขวับจับหัวตัวเองมึนตึ้บ แล้วพุ่งคว้าหมับที่ต้นแขนกรรัมภาถามว่าสืบเรื่องครอบครัวตนทำไม ลีจองกุ๊กกับป๋องพยายามดึงจุนจีออกมา พวกสี่สาวแยกกรรัมภาออกมาทำให้กระเป๋าส่วนตัวของกรรัมภาตกที่พื้น จุนจีเห็นรูปของตัวเองในกระเป๋าเต็มไปหมด รวม  ทั้งตุ๊กตาที่คุ้นตามาก นึกขึ้นได้ว่าเหมือนตุ๊กตาที่พยาบาล เอาไปวางไว้ที่ข้างหมอน กรรัมภาถามอย่างภูมิใจว่าจำได้แล้วใช่ไหม

จุนจีจำได้ ด่าว่าเธอต้องเป็นพวกโรคจิตแน่ๆ ปลอมตัวเป็นนางพยาบาลเข้าไปในห้องพักเอาตุ๊กตาวางแล้วขโมยหอมแก้มตนด่า “คุณมันสิบแปดมงกุฎ” แล้วเดินอ้าวออกไป

กรรัมภาวิ่งตามพยายามชี้แจง ยังถูกจุนจีเดินไปด่าไปจนถึงหน้าบ้านตรงไปที่รถ เจอติณห์กับไตรรัตน์ยืนดักอยู่ ทั้งสองพูดกวนประสาทจุนจี ไตรรัตน์ด่าจุนจีว่า เขาดูถูกพวกสาวๆ ยังพอเข้าใจได้ว่าไร้ประสบการณ์ทางวิญญาณ แต่ดูถูกความรู้สึกดีๆ ของคนอื่นที่มีให้กับเขาเป็นเรื่องที่อภัยไม่ได้จริงๆ

“ใช่ แล้วสุภาพสตรีที่เป็นแฟนคลับนายคนนั้น เขารักนายมาเป็นปีๆ หลงใหลเครซี่และดรีมออฟยูมาตลอด พวกฉันต้องทนดูรูปขี้เหร่ แล้วก็ฟังเรื่องบุลชิตเหลวไหลของนาย ที่ยัยแก้มเขาเพ้อถึงจุนจีๆๆๆ จนหู จะเปื่อยอยู่แล้ว พวกฉันยังไม่เคยบ่นเลย เพราะพวกฉันเคารพความรักอันบริสุทธิ์ของเขา” ติณห์พูดอย่างมีอารมณ์แล้วหันถามไตรรัตน์ว่าที่ตนพูดถูกไหม ไตรรัตน์รับรองว่าถูกทุกคำ

จุนจียืนนิ่งไปอึดใจ มองทุกคนพูดอย่างดูแคลนว่า

“ความรักอันบริสุทธิ์เหรอ ตลก เด็กผู้หญิงพวกนี้หลงรักตัวตนปลอมๆ ที่ต้นสังกัดฉันปั้นขึ้น เหมือนเด็กๆ หลงรักตัวการ์ตูนในหนังสือ ซึ่งไอ้ตัวการ์ตูนนี้มันแค่ยืมรูปร่างหน้าตาของฉันไปเท่านั้นแหละ แต่มันห่างไกลจากตัวตนจริงๆของฉันมากนัก แล้วเด็กพวกนี้ เคยรู้หรือเปล่าว่าตัวตนฉันจริงๆมันเป็นยังไง”

ติณห์กับไตรรัตน์ฟังแล้วขัดหูมาก ด่าจุนจีว่าหยาบคาย ไม่มีมารยาท ไล่ไปให้พ้น จุนจีประกาศจะไม่มาเหยียบบ้านพวกมารสังคมอีกและจะแจ้งตำรวจจับเข้าคุกด้วย ถูกไตรรัตน์ด่า “เก๋าเจ๊ง ซี้ซั้วต่า” จุนจีหาว่าด่าพ่อล่อแม่กัน เลยเกิดชกต่อยกันขึ้น แต่สุดท้ายก็ขึ้นรถกลับไปท่ามกลางความสะใจของสองหนุ่มที่เขม่นซุปเปอร์สตาร์เกาหลีคนนี้

ooooooo

ระหว่างที่มีเรื่องวุ่นๆที่บริษัทซิกซ์เซ้นส์นั้น กุ-มาริกาแวบไปที่คอนโดของอรวี เลขาของสมชาย ทนายความของพิมอร วันนี้อติเทพมาอยู่ที่คอนโดด้วย

ระหว่างอติเทพเข้าห้องน้ำ มือถือเขาดังขึ้น เธอรับสาย ปรากฏว่าเป็นสายจากเจ้าหนี้ โทร.มาทวงหนี้ พออติเทพออกมาเห็น เขากระชากมือถือไป ขู่ว่าทีหลังอย่ารับสายของตนอีกและห้ามบอกเรื่องนี้แก่ใครเด็ดขาด หากอยากช่วยตนก็ให้เอาเอกสารพินัยกรรมไปให้จุนจีเซ็น แล้วมรดกทั้งหมดของพิมพิลาสก็จะตกเป็นของตน เมื่อตนใช้หนี้หมดเราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย อรวีรับปากกลัวๆว่าจะรีบทำให้เร็วที่สุด

กุมาริกา รับรู้ปัญหาด้วยความสงสารอรวีแต่ก็คิด ปลงๆ ให้สบายใจว่า สัตว์โลกทั้งหลายย่อมมีกรรมเป็น ของตน

อติเทพพาอรวีไปที่คฤหาสน์ของพิมพิลาส มีกุมาริกาแอบตามไปด้วย ไปถึงเจอพิสมรยืนหน้าบึ้งรออยู่บอกว่าวันนี้มีโทรศัพท์ถึงเขาหลายสาย แต่ธุระเดียวกันทั้งหมด อติเทพรู้ว่าเรื่องอะไร ตัดบทถามว่าทนายสมชายมาหรือยัง

พิสมรที่เชื่อว่าอติเทพเป็นฆาตกรฆ่าพิมพิลาส พยายามที่จะแฉและลากฆาตกรมาลงโทษ แต่ไม่มีใครเชื่อ

อติเทพเข้าไปพบทนายสมชายขอให้เบิกเงินของพิมพิลาสมาให้ตนสองล้าน ทนายสมชายบอกว่าตนทำไม่ได้เพราะต้องทำตามพินัยกรรมที่ผู้ตายระบุไว้ทุกอย่าง อติเทพอ้างว่าจุนจีบอกแล้วว่าไม่ต้องการสมบัติแม้แต่สลึงเดียว ฉะนั้นทุกอย่างต้องตกเป็นของตน

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องยากอะไรที่คุณจะเอาเอกสารไปให้คุณจุนจีเซ็นยอมรับตามที่ระบุในพินัยกรรมไม่ใช่เหรอครับ”

อติเทพหัวเสียด่าพิมพิลาสว่าตายไปแล้วยังไม่วายสร้างเรื่องยุ่งยากอีก พิสมรเข้ามาถามว่าเพราะต้องการทรัพย์สมบัติใช่ไหมเขาจึงยอมแต่งงานกับคุณท่านของตน ถูกอติเทพขู่ให้หุบปากมิฉะนั้นจะไล่ออก ถ้าไม่หยุดอีกจะฆ่าให้ดู!

พิสมรไม่แยแสยังเดินหน้าแฉ จะกระชากฆาตกรมาลงโทษให้ได้ โทร.เข้ามือถือลีจองกุ๊กขอคุยกับจุนจีบอกว่าจะบอกจักรให้รู้ว่าใครฆ่าคุณย่าของเขา ถูกลีจองกุ๊กปฏิเสธอ้างว่าจุนจีกำลังซ้อมเต้นอยู่ พิสมรจึงขอทราบสถานที่ถ่ายละครแล้วออกไปเรียกแท็กซี่ทันที

“จะไปไหน” อติเทพที่จับตาดูอยู่ตะคอกถาม แต่พิสมรไม่บอกเพราะเขาไม่ใช่เจ้านายตน อติเทพมองตามรถแท็กซี่ที่พิสมรนั่งไปด้วยแววตาเพชฌฆาต!

ooooooo

ห้าสาวหาวิธีที่จะป้องกันไม่ให้มิรันตีถูกของอีก จึงให้ทั้งทรายเสกโรยรอบบ้านไม่ให้สิ่งเลวร้ายผ่านเข้าไปได้ ให้ทั้งชอล์กสายสิญจน์อันเป็นนวัตกรรมกันคุณไสยใหม่จากหลวงลุง

สุคนธรสให้เบี้ยแก้ไว้พกติดตัวถ้าโดนใครกระทำใส่ก็จะแก้ไขและรักษาให้หายคลายจางลงได้ ส่วนอาหารเนตรสิตางศุ์ให้ชาสมุนไพรผ่านการปลุกเสกจากหลวงลุงชงดื่มล้างพิษคุณไสยต่างๆ

“เอาเป็นว่า...คราวนี้ผมจะลองใช้ของพวกนี้ดูก่อน ถ้าได้ผลก็แล้วไป แต่ถ้ายังไงคงต้องรบกวนทุกคนนะครับ”

ติณห์พูดอย่างมีความหวังว่าสิ่งที่พวกห้าสาวให้นี้จะช่วยแม่ตนได้

กรรณากับก๊องได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปทำงานที่บ้าน ณ เวียงทับ ในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชีบริษัทของแผนยุทธ ทั้งสองถูกจารุณีแม่บ้านที่ทำตัวเหมือนเจ้าของบ้านต้อนรับอย่างรังเกียจ จัดห้องนอนที่มีเตียงเดี่ยวให้ ก๊องถามว่าแล้วจะให้ตนนอนที่ไหน?

“ใครเขาจะให้พวกคุณนอนห้องเดียวกัน เจ้าของบ้านหลังนี้เป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่เคยประพฤติตัวเสื่อมเสีย โดยเฉพาะเรื่องอย่างว่า เพราะฉะนั้น ในหนึ่งห้องนอน จะต้องมีแค่หนึ่งเพศเท่านั้น ห้ามปะปน ห้ามมั่วสุม ห้ามส่งเสียงดัง”

จารุณีจ้องหน้าก๊องอย่างดุดันจนก๊องสยอง มูมู่เข้ามาเชิญก๊องไปอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม ก๊องรีบเดินตามไป จารุณีหันมาจ้องกรรณาเขม็ง แววตาชิงชัง ดูถูก จนกรรณานึกอยากทดสอบอะไรบางอย่าง แกล้งถามว่า คุณพิมอรไปสบายแล้ว เหลือแต่คุณผู้ชาย ถึงจะรักภรรยาแค่ไหนก็น่าจะมีสิทธิ์ได้มีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขกับใครสักคน...

จารุณีปรี๊ดแตกโกรธเหมือนงูถูกตีขนดหาง พุ่งจับแขนกรรณาบีบอย่างแรง แผดเสียงกรี๊ดๆ ๆสั่งให้หยุดความคิดนี้

“สกปรก!! ไร้ศีลธรรม!!! เธอไม่มีสิทธิในตัวเขา ไม่มีแม้แต่นิดเดียว!!!! อย่าให้ฉันรู้ว่าเธอแตะต้องคุณผู้ชายของฉัน ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าฉันใจร้าย!” จารุณีด่าและปรามอย่างดุร้ายแล้วสะบัดออกไป

กรรณามึน ที่จารุณีโกรธจนเกินเหตุ ก๊องเองก็ตกใจวิ่งมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ตรงเข้าจับแขนกรรณา เห็นแขนถูกบีบจนเป็นรอยนิ้วมือก็ยิ่งตกใจ กรรณามองตามจารุณีไปอย่างสงสัยมาก มูมู่โผล่มายืนที่ประตู มองเธอด้วยสายตาเห็นใจสงสาร พอเห็นกรรณามองมาก็รีบหลบตามจารุณีไป

“ท่าทางเราจะมีปัญหากับทุกคนในบ้านนี้ไม่จบไม่สิ้นแน่” ก๊องเปรย แววตากังวล

ooooooo

ตอนที่ 4

ติณห์ ไตรรัตน์ หมอวรวรรธ และณัฐเดช สี่หนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนและกำลังจะเป็นญาติ นั่งจิบน้ำชาคุยแลกเปลี่ยนเรื่องชีวิตรักของแต่ละคนกันอยู่ที่บริษัทซิกซ์ เซ้นส์

ติณห์หนักใจเรื่องแกรนด์ปากับแม่ที่ขัดแย้งกันเรื่องเรือนไทย แต่ที่หนักใจกว่านั้นคือ เรื่องมิรันตีไม่ชอบหน้าญาณิน ซ้ำหาว่าถูกญาณินแกล้งทำให้ปวดท้องแทบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นเขาจึงต้องรู้ให้ได้เร็วที่สุดว่าคนที่ทำแม่ตนนั้นเป็นใคร

ไตรรัตน์ มีเรื่องน้ำท่วมปากที่แต่งงานกับสุคนธรสเกือบสี่เดือนแล้วแต่ยังไม่ได้แอ้ม เธอเลย จำต้องทำเป็นหน้าชื่นอกตรมบอกว่า “ชีวิตแต่งงานนี่มันดีจริงๆ ใครไม่ลองไม่รู้”

หมอวรวรรธฟังแล้วอยากแต่งบ้าง หันไปขอความเห็นณัฐเดชพี่ชายที่หวงน้องสาวราวไข่ในหินว่าอีกสักสองปีตนจะเป็นผู้ใหญ่พอหรือยัง

แต่ ณัฐเดชที่นั่งเหม่อมองไปข้างหน้า บางทีก็ถอนใจหนักๆ บางทีก็ยิ้มตาเชื่อม บางทีก็หัวเราะแล้วทำหน้าเศร้า ไม่ได้ฟังใครพูดอะไรเลย พอทุกคนเรียกดังๆ ก็สะดุ้งบอกว่า “เอาไงเอากัน พวกแกว่าไงฉันเอาด้วย”

พอพรรคพวกรุมกันให้เล่าบ้างก็ปฏิเสธวุ่นวายแถมพาลเว่อร์ว่า

“ไม่มีเว้ย...บอกว่าไม่มี้...ไม่มี...มองทำไม มองมากเดี๋ยวโดนเตะเรียงตัวจนได้”

ooooooo

พอ ไตรรัตน์กลับถึงบ้าน ก็ถูกเสี่ยจำเริญกับเจ๊หญิงพ่อกับแม่และอาม่าอาอี๊ รุมกันทวงถามว่าแต่งงานมา 4 เดือนแล้วทำไมยังไม่มีวี่แววจะมีหลานให้อุ้ม
ไตรรัตน์น้ำท่วมปากอีกตามเคย ถูกอาม่าหาว่า บ่มิไก๊ ทุกคนพากันมองว่าเขาบ่มิไก๊ ไตรรัตน์เลยจำต้อง บอกว่า

“ป๊า ม้า อาม่า อาอี๊ จะน้ำยา น้ำพริก น้ำเงี้ยว ผมมีครบ แต่ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังเข้าใจไหมครับ”

“ม้าจะไม่ยอมให้ลื้อย่ำยีเกียรติของตระกูลเราอีกต่อไป อาเฮียช่วยตี๋น้อยด้วยนะ” เจ๊หญิงสั่งเสี่ยจำเริญ

คืนนี้ เสี่ยจึงเอายาโป๊ขวดหนึ่งให้ไตรรัตน์บอกว่าเป็นยาบำรุงกำลังสูตรจากจีน สูตรเดียวในเอเชียให้ดื่มเสียแล้วกลับไปหาหนูรสเลย เจ๊หญิงรับรองสรรพคุณว่า “ใช้ได้ดีเลยล่ะ ดีมาก ดีสุดๆ”

ไตรรัตน์ถูกคุมให้ดื่ม ระหว่างนั้นเสี่ยก็บรรยายสรรพคุณให้ฟังว่ายานี้จะทำให้เขาได้ทั้งลูกและ คะแนนนิยมจากเมียแน่ๆ พอดูอีกทีไตรรัตน์ดื่มยาโป๊หมดขวดไปแล้ว เสี่ยตกใจโวยลั่น

“ไอ๊หยา! อั้วบอกว่าแค่จิบเดียวพอ ลื้อดื่มหมดทำไม!”

ไตรรัตน์ พูดอย่างคะนองว่าไหนๆก็ดื่มแล้วเอา ให้มันสุดๆไปเลย พลันก็ทำหน้าตื่นบอกว่าเลือดลมสูบฉีดแล้ว ยาออกฤทธิ์เร็วมาก แล้วขอตัวรีบวิ่งอ้าวร้องหาสุคนธรสลั่นบ้าน พวกป๊า ม้า อาม่าและอาอี๊ยิ้มกันตาหยีมีความหวังจะได้อุ้มหลานอุ้มเหลนกันก็คราวนี้ แหละ!

พอวิ่งเข้าห้อง ไตรรัตน์ไปเร่งสุคนธรสที่หน้า ห้องน้ำโอดครวญว่าทนไม่ไหวแล้ว...ทนไม่ไหวแล้ว... ตะโกนน่าสงสาร “คุณอย่าแกล้งให้ผมทรมานได้ไหม ออกมา ...ออกมา...ถ้าไม่ออกผมจะพังประตูเข้าไปนะ!”

พอสุคนธรสเปิดประตู ไตรรัตน์ก็สวนพรวดเข้าไปปิดประตูล็อก ครู่เดียวก็มีเสียงชักโครกดังออกมา

สุคนธรสถอนใจอย่างโล่งอกที่รอดตัวไปได้ อีกวัน...

พวกเสี่ย เจ๊หญิง อาอี๊ที่มาแอบฟังเสียงอยู่หน้าห้อง เห็นข้างในเงียบก็ดีใจกันว่าคราวนี้ได้อุ้มหลานแน่แล้ว

ooooooo

ที่บ้าน ณ เวียงทับ กรรณาพยายามทบทวนข้อมูลให้ก๊องฟังเพื่อจะได้ทำงานประสานกันได้ดีว่า

“ข้อมูล ที่เรามีตอนนี้ก็คือ วิญญาณที่ตามด็อกเตอร์แผนยุทธ ไม่ใช่คุณพิมอร เป็นผู้หญิงปากจัดสักคน และเท่าที่ฟังคำด่าของเธอ เธอจะต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับด็อกเตอร์แผนยุทธแน่ แต่ด็อกเตอร์กลับบอกว่าไม่รู้จัก อันนี้คือประเด็นที่น่าสงสัยมาก ส่วนเรื่องการเสียชีวิตของคุณพิมอรว่าเป็นอุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม อันนี้เป็นประเด็นรอง และคนที่ น่าสงสัยที่สุดตอนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก...”

กรรณาเล่าอย่างตั้งใจมาก แต่ก๊องกลับสนใจเรื่องอื่นจนกรรณาบอกก๊องช่วยทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อย ตนอยากรีบปิดเคสนี้ให้เร็วที่สุดจะได้ไม่ต้องทนอยู่ในบ้านนี้นาน

พลัน ทั้งสองก็สะดุ้งรีบพากันหลบเมื่อเห็นจารุณีเดินมาไล่ล็อกประตูทีละห้องแล้ว ลงไปข้างล่าง กรรณาจึงค่อยๆ ออกจากที่ซ่อน ส่วนตรงที่ก๊องซ่อนอยู่มีเก้าอี้โบราณตัวหนึ่ง จู่ๆ มันก็โยกเอง ก๊องผงะจ้ำอ้าวออกไปบอกกรรณา ไม่ทันไรก็มีเสียงเปียโนโบราณดังขึ้นมองไปที่เปียโนมันดังและขยับได้เหมือน มีคนกดอยู่!

“พี่กรรณ ทำอะไรสักอย่างสิ” ก๊องขนลุกไปทั้งตัว

“พวกเขา ก็แค่วิญญาณที่ยึดติดอยู่กับสิ่งของ ของเขา จิตสุดท้ายที่ไม่ปล่อยวาง คิดแต่ ของฉัน ตัวฉัน อยู่อย่างนี้ส่งผลให้วิญญาณไม่สามารถจากไปไหนได้”
ก๊อ งไม่อยากฟังอะไรแล้ว ยิ่งเมื่อมีน้ำหนองจากศพหญิงสาวที่ห้อยตัวอยู่กับโคมไฟระย้าหยดลงมาโดนตัว ต่างก็โกยแน่บแบบตัวใครตัวมันไปคนละทาง
กรรณาวิ่งมาหยุดที่หน้ารูปพิมอร เธอหยุดมอง ใบหน้าสวย...เศร้านั้น พึมพำ

“คุณพิมอร...คุณเป็นคนสวยมากเลย ดูเป็นภรรยาที่ประเสริฐ สมบูรณ์แบบ คุณน่าจะได้มีชีวิตครอบครัวที่ดี”

พลัน กรรณาก็ได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กแว่วมา เธอเดินตามเสียงเพลงนั้นไป ผ่านสวน ผ่านดงไม้ ไปจนถึงบ้านไม้หลังหนึ่ง บรรยากาศวังเวง เธอสงสัยว่าเป็นบ้านใคร แต่ได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กดังออกมาจากบ้านนี้

“วิญญาณที่ร้องเพลง มาที่บ้านหลังนี้ ทำไม...ที่นี่บ้านใคร?” ตัดสินใจผลักประตู เสียงเพลงกล่อมเด็กหยุดทันที! กรรณาฮึดขึ้นมาตัดสินใจ “เอาวะ เจอผีมาเกือบทุกยี่ห้อแล้ว คราวนี้จะเจออะไรอีก อยากจะรู้นักฮึ่ม!”

พอ ผลักประตูเข้าไปยืนกลางบ้าน มองไปรอบห้องที่ประดับด้วยหน้ากากผีต่างๆ และหัวสัตว์ปลอมมากมาย แต่บ้านสะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ เหมือนมีคนอยู่

จู่ๆ มีเสียงเพลงดังขึ้นอีกเหมือนนำให้เธอไปพบรูปของพิมอรที่ถ่ายคู่กับพงอินทร์ ในวัยหนุ่ม กรรณามองผ่านไปเพราะจำพงอินทร์ไม่ได้ ดูไปอีก เจอรูปถ่ายหมู่นักเรียนทั้งชายหญิงชั้นประถมต้นสมัยที่เธอเรียน

“เฮ้ย ทำไมมีรูปนี้อยู่ที่นี่ด้วย”

ความ ทรงจำในวัยเด็กกลับมาทันที ด.ช.พงอินทร์เพื่อนร่วมชั้นคนนี้นี่เอง ที่เป็นตัวการเล่าให้เพื่อนๆฟังเรื่องเธอได้ยินเสียงผีมีอยู่ทั่วไปหมด จนเพื่อนๆ มองเธอเป็นตัวประหลาด ชอบคุยกับผี เวลานั้นพงอินทร์ถามเพื่อนๆ ว่า “นี่พวกนายเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ ฉันคนนึงล่ะที่ไม่เชื่อ ใครเชื่อยัยบ๊องนั่นก็บ้าแล้ว”

ครั้งนั้น ด.ช.พงอินทร์เลยถูก ด.ญ.กรรณา ซัดหมัด ใส่จนหน้าหงาย

ooooooo

พงอินทร์กลับมาเจอกรรณาอยู่ในบ้าน เขาพุ่งเข้าจับ คิดว่าเป็นขโมย กรรณาต่อสู้เอาหัวกระแทกจมูกเขาจนเลือดกำเดาออก

กรรณา วิ่งหนีออกจากห้อง พงอินทร์ไล่ตามเลยถูกเธอคว้าแจกันฟาดใส่หน้าจนล้มทั้งยืน พอลุกขึ้นมาเธอก็หายไปแล้ว กรรณาวิ่งไปที่บ้าน ณ เวียงทับ พงอินทร์ตามไปจับตัวไว้ได้ โชคดีที่แผนยุทธกลับมาเจอพอดี เขาสั่ง

“ทำอะไรน่ะ...ปล่อยคุณกรรณเดี๋ยวนี้นะนายโจ้! อย่าเสียมารยาทกับเธอ นี่คือคุณกรรณาแขกของฉัน”

นี่เอง ทำให้ทั้งพงอินทร์และกรรณาต่างชะงักกับชื่อที่ได้ยิน แต่พงอินทร์ไม่ติดใจเขาระแวงว่ากรรณาเป็นผู้หญิงคนใหม่ของแผนยุทธ จนแผนยุทธต้องชี้แจงว่า

“คุณกรรณ เป็นที่ปรึกษาด้านบัญชีส่วนตัวของผม นอกจากนี้ นายไม่ต้องมาวุ่นวายรับรู้อะไรอีก ไปครับ อย่าไปสนใจเลยครับคุณกรรณา เข้าบ้านกันเถอะ”
พงอินทร์มองตามทั้งสองพึมพำอย่างแค้นใจ...

“หึ...พี่ พิมตายไม่ถึงเดือนก็คิดจะเอาเมียใหม่เข้าบ้านแล้วเหรอ ไอ้พี่เขยหน้าหื่น ฝันไปเถอะ ฉันจะฉีกหน้ากากแกออกมาให้ได้...ไอ้ฆาตกร!”

พงอินทร์ติดใจ เรื่องกรรณา รีบกลับไปที่บ้านตัวเอง หยิบรูปที่กรรณาดูเมื่อครู่นี้ขึ้นจ้องที่หน้ากรรณา จำได้ทันทีว่านี่คือกรรณาแว่วเสียงผีนั่นเอง พึมพำอย่างหงุดหงิดว่า “ดันมายุ่งอะไรกับนายแผนยุทธ?!”

กรรณาเดินไปนั่งหงุดหงิดที่ห้องรับแขก แผนยุทธแอบดูกิริยางอนๆ ของเธอตาเป็นมัน เดินหน้าเครียดเข้าไปตำหนิพงอินทร์ให้ฟังว่า ไร้มารยาท แต่ตนก็ไล่เขาออกจากบ้านไม่ได้ เพราะตนรักพิมอรมากจึงต้องอดทน พูดอย่างสะเทือนใจว่า

“พิมอรกับพงอินทร์ มีกันอยู่สองพี่น้องเท่านั้น ผมคือส่วนเกิน ที่มาแย่งความรักพี่สาวเขาไป ไอ้เจ้าเด็กติสต์รับประทานนั่นมันก็เลยอิจฉาผมมาตลอดๆๆ”

“ใช่ค่ะ นายโจ้มันขี้อิจฉาจริงๆ”

“พิมอรเขารักมันน่ะครับ” แผนยุทธทำเนียนร้องไห้ออกมา “แต่มันก็ร้ายใส่พิมอร ทั้งหนีไปไกลๆ ทีละนานๆ แกล้งให้พิมอรไม่สบายใจ บางทีก็ทำเย็นชา ประชดประชัน ไม่ยอมพูดด้วย พิมอรต้องเสียน้ำตาเพราะน้องคนนี้มามาก ตอนนี้ผมมันเหลือตัวคนเดียว...”

กรรณาปลอบใจว่าไม่ต้องกังวลอย่างน้อยพวกตนก็อยู่ช่วยเขา แผนยุทธทำตาละห้อยอ้อนถามว่าเธอจะอยู่นานแค่ไหนกัน

“อยู่ จนกว่าจะแก้ปัญหาให้คุณสำเร็จน่ะค่ะ” แผนยุทธถามว่าแล้วถ้าไม่สำเร็จล่ะ “ต้องสำเร็จสิคะ พวกเราทำสำเร็จมาทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะยากอะไร”

แผนยุทธถามวัดใจว่าต่อให้พงอินทร์กวนประสาทอย่างไรเธอก็จะไม่ถอดใจใช่ไหม เธอบอกว่าถ้าเขาท้าทายแบบนั้นตนจะสั่งสอนให้หลาบจำไปเลย

“สัญญา นะครับ” แผนยุทธแบมือออกมา กรรณาเผลอเอามือวางในมือเขารับสัญญา เขาจับมือเธอเขย่า “ดีใจที่สุดเลยครับ ชื่นใจมากๆเลย” พูดแล้วยกมือขึ้นจูบอย่างเร็วจนกรรณาตั้งตัวไม่ทัน เธอตกใจดึงมือกลับแต่เขาไม่ยอมปล่อยยังคงจูบๆๆที่หลังมือไม่หยุด

พอดีก๊อ งเดินมา กรรณากระชากมือออกอย่างแรงจนแผนยุทธแทบคะมำ เธอกระโดดกอดก๊อง แกล้งทำเป็นหิวขนมชวนก๊องออกไปซื้อขนมปากซอยกินกัน แล้วลากก๊องที่ยังงงๆ ออกไป

แต่แผนยุทธไม่งง มองตามอย่างรู้ทัน

ooooooo

เช้านี้ ญาณินขับรถเข้ามาจอดที่บ้านพักติณห์เงียบเชียบ ป้าออออกมาบอกว่าทางสะดวก ไม่มีใครอยู่ ทั้งสองจึงช่วยกันถือถุงกระสอบลายสวยใบโตลงจากรถอย่างระแวดระวัง

แล้ว ทั้งสามก็แยกย้ายกันเร่งมือทำงานตามแผนทันที ติณห์เอาทรายไปโรย พนมมืออ่านคาถาที่จดมา ป้าออเอาผ้ายันต์ไปแปะตามมุมลับต่างๆตามตัวบ้าน ญาณินเอาชอล์กไปว่าคาถาแล้วขีดรอบบ้าน กระบวนการป้องกันคุณไสยดำเนินไปอย่างเร็ว

แต่พอสายๆ มิรันตีก็มาดึงผ้ายันต์ออกกองที่พื้นเป็นสิบผืน สายสิญจน์อีกกองโต โวยวายว่า

“ใคร หน้าไหนเอาของบ้าๆปัญญาอ่อนพวกนี้มาทำรกบ้านฉัน ต้องเป็นพวกนังแม่มดหมอผีสิบแปดมงกุฎหวังจะมาหลอกขายของให้คนดีๆเขาหลงงมงาย ล่ะสิ อยากจะได้นักใช่ไหม ทรัพย์สินของคนอื่นน่ะ”

ติณห์ขอให้ใจเย็นๆ เพราะของพวกนี้จะช่วยปกป้องแม่ เลยถูกด่าว่าบ้าไปอีกคนแล้วหรือ ด่าญาณินว่าแม่มดจอมเสี้ยมไล่ให้ไปไกลๆอย่ามายุ่งกับครอบครัวตน

“พวกเรา ไม่มีใครคิดร้ายกับคุณแม่ เราเห็นว่าคุณแม่อาจตกเป็นเป้าของมือที่สามที่ไม่หวังดี...ที่เขาใช้วิชามาร มากลั่นแกล้งทำร้ายคุณแม่ พวกเราก็แค่อยากช่วยป้องกัน”

ญาณินพยายาม ชี้แจง ติณห์เข้ามาช่วย บอกมิรันตีว่าตนเคยเจอควายธนูจะเอาชีวิต โดนทำเสน่ห์ยาแฝดจนเป็นบ้าเกือบตาย ก็ได้ญาณินและทุกคนช่วยไว้ ถูกมิรันตีหาว่าเขาบ้าไปแล้ว พอดีเบญจาโผล่มาสอดรู้สอดเห็น มิรันตีจึงใช้ให้เอาผ้ายันต์กับสายสิญจน์ไปทิ้งถังขยะเสีย ป้าออมองหน้าญาณินเชิงถามเธอ  ให้นิ่งเสีย เรื่องจะได้จบๆไป

ooooooo

วัน นี้ หมอวรวรรธกับเนตรสิตางศุ์ช่วยกันทำอาหารรอกินพร้อมณัฐเดช เธอห้ามหมอแตะต้องทุกอย่างจนกว่าพี่ชายจะมาลงมือก่อน เพราะกลัวพี่ชายจะน้อยใจ

แต่รอแล้วรอเล่าจนเลยเวลานัดไปแล้วณัฐเดชก็ยังไม่มาทั้งที่ปกติเขาเป็นคนตรงต่อเวลา พอหมอวรวรรธบ่นหิว เธอขอให้รออีกสิบห้านาที พูดอย่างเกรงใจหมอว่า

“อดทนนิดนึงนะคะ ไม่งั้น ถ้าพี่ณัฐมาถึงเห็นเรากินกันไปก่อนไม่รอ เดี๋ยวพี่ณัฐจะแอบเคือง นะคะ...นะคะ”

หมอ วรวรรธบอกว่าปกติณัฐเดชไม่เคยผิดเวลา ถามว่าหรือเราจะโทร.ถาม เนตรสิตางศุ์รีบห้ามกลัวพี่ชาย จะหาว่าเราจิกเขา ให้อดทนรออีกนิดถ้าไม่มีอะไรเดี๋ยวเขาคงโทร.มาเอง

หารู้ไม่ว่า ณัฐเดชได้รับโทรศัพท์จากพีชให้ไปหาที่บ้าน เมื่อเขาไปถึงเจอเธอเล่นละครตบตาทำเป็นถือรูปคุณพ่อไปนั่งเศร้าเหม่อลอยอยู่ ที่แปลงบานไม่รู้โรย เมื่อเขาไปถึงเธอคร่ำครวญว่าบานไม่รู้โรยของพ่อทำไมมันเฉาๆ ทั้งที่ความจริงต้นบานไม่รู้โรยออกดอกชูช่อสดชื่นสวย งามมาก

สุพิชชา หรือพีช ทำมารยาเหมือนคนสติเลื่อนลอย พูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ณัฐเดชที่ยังรักเธออยู่ สงสารเป็นห่วงจนลืมที่นัดกินข้าวกับเนตรสิตางศุ์ และหมอวรวรรธปล่อยให้ทั้งสองรอจนเลยเวลาเป็นชั่วโมงทนไม่ได้จึงลงมือกินกัน

พอนึกได้เขารีบส่งข่าวถึงเนตรสิตางศุ์ เธอเปิดวอทส์แอพอ่านเบาๆ

“น้องจ๋า...พี่ขอโทษท่ีไปตามนัดไม่ได้ พอดีมีภารกิจด่วนจ้ะ รักนะ พี่ณัฐ”

เนตรสิตางศุ์วางมือถือลงหน้ามุ่ย จนหมอวรวรรธต้องปลอบว่า “มีพี่เป็นตำรวจก็แบบนี้แหละต้องเข้าใจนะคะ”

“พี่ก็เป็นตำรวจ แฟนก็เป็นตำรวจ...เซ็ง....” เธอพึมพำทำหน้างอน หมอวรวรรธหัวเราะขำๆอย่างเอ็นดู

ooooooo

ก๊องกับกรรณา พยายามสำรวจหาหลักฐานข้อมูลที่บ้าน ณ เวียงทับอย่างเร่งรีบ ระมัดระวัง

ก๊อ งตกใจที่ขึ้นไปชั้นบน เจอแม่บ้านจารุณี เลยแกล้งทำเป็นลม จารุณีที่หน้าตายเหมือนรูปปั้นไร้ความรู้สึกแต่หัวใจแอบปิ๊งก๊อง เมื่อเจอก๊องแกล้งเป็นลม ก็บอกว่าก๊องขาดน้ำตาลเดี๋ยวจะชงน้ำตาลมาให้แล้วกุลีกุจอผละไป

ก๊อง ตัดสินใจจะลุกหนี ถูกกรรณาพรวดมากดให้นอนลง บอกให้นอนอยู่ตรงนี้ ต้องจ้าง 300 บาทก๊อง จึงยอม กรรณาจึงรีบเข้าไปในห้องนอนของแผนยุทธเพื่อค้นหาหลักฐาน เจอแต่อัลบั้มรูปมากมาย

ในบรรดาอัลบั้มเหล่านั้น มีรูปที่พิมอรถ่ายกับแผนยุทธน้อยมาก แต่ที่ทำให้กรรณาโยงเรื่องราวได้เลาๆ คือ รูปสมัยเรียนหนังสือของพิมอร มีจารุณีถ่ายอยู่ด้วยเกือบทุกรูป บางรูปที่ไม่ได้ถ่ายร่วม ก็จะยืนให้เห็นอยู่แถวๆ นั้น แต่ใบหน้าของจารุณีเมื่อก่อนกับปัจจุบันไม่ต่าง กันเลยคือ ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ทุกรูปหน้านิ่งเหมือนหุ่น

กรรณาดูรูปในอัลบั้มอย่างละเอียด อินจนเกิดมโนภาพ เห็นภาพในอัลบั้มลอยออกมาเป็นเรื่องเป็นราว...

เธอ เห็นจารุณีเอารูปพิมอรไปฉีกเผาทิ้งในครัว...เห็นจารุณีริษยาพิมอรที่ได้ทุก อย่าง ในขณะที่ตนเป็นเพียงตัวประกอบ...เห็นแผนยุทธแอบส่งสายตาและจับแก้มจารุณีขณะ ทำความสะอาดบ้าน...เห็นจารุณีในชุดนอนวาบหวิวเดินเข้าห้องนอนของแผนยุทธ... เห็นจารุณีมองอย่างริษยาเมื่อพิมอรกลับจากต่างประเทศและโผเข้าสู่อ้อมกอดของ แผนยุทธอย่างมีความสุข...และ...เห็นจารุณีในชุดดำแอบไปตัดสายเบรกรถของพิมอร จนเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และสุดท้าย...เห็นความเจ็บแค้นชอกช้ำใจบนใบหน้าที่เรียบเฉยของจารุณีที่ เมื่อพิมอรเสียชีวิตแล้วเธอก็ยังคงทำหน้าที่แค่ “แม่บ้าน” ตามเดิม!

ที่ ทำให้กรรณาสะดุ้งจากภวังค์คือ รู้สึกเหมือนถูกจารุณีมาบีบคอตนเพราะคิดว่าเธอคือผู้หญิงคนใหม่ของแผนยุทธ พอสะดุ้งรู้สึกตัว ก็เอามือคลำคออย่างหวาดกลัว...

ก๊องยอมเป็นลมต่อ เพื่อแลกกับเงิน 300 บาทจากกรรณา เมื่อจารุณีเอาน้ำมาให้และพาไปนั่งพิงผนังที่โถง แล้วนั่งพัด เอายาดมรอจมูกจนก๊องจาม

ขณะนั้นเองมือถือก๊องมีข้อความเข้าสองครั้ง ก๊องเลยแกล้งจามจนตัวงอแล้วแอบกดดูข้อความ “เสร็จแล้ว” และ “เคลียร์พื้นที่ได้แล้ว” ก๊องหนักใจไม่รู้จะทำอย่างไร พอจารุณีถามว่าเขาเป็นโรคภูมิแพ้หรือ ก๊องเลยรับสมอ้างขอออกไปสูดอากาศข้างนอก จารุณีที่กำลังเคลิ้มกับการสัมผัสหนุ่มที่ถูกใจ จึงพยายามช่วยประคองก๊องออกไป

เป็นจังหวะที่พงอินทร์กลับมาพอดีแต่ เดินเข้าออกกันคนละทางจึงไม่เห็นกัน พงอินทร์เห็นบ้านเงียบๆจึงเดินขึ้นไปจ๊ะเอ๋กรรณาที่กำลังจะลงมาพอดี!

พง อินทร์พูดกระแนะกระแหนกรรณาว่ามาเป็นผู้หญิงคนใหม่ของแผนยุทธ เธอพยายามชี้แจงก็ถูกเขาพูดกวนประสาทเลยจะสั่งสอนกลับถูกพงอินทร์รวบตัวไว้ แทน กรรณากรี๊ดลั่นร้องให้ปล่อย แต่ถูกพงอินทร์กอดแน่นเข้าไปอีก กรรณาเลยกระทืบเท้าเขาอย่างแรงจนปล่อยมือ เธอรีบวิ่งหนีไปทันที

ooooooo

ทนายสมชายกับอรวี เอาเอกสารไปให้จุนจีเซ็นถึงกองถ่ายละคร จุนจีพูดอย่างไม่พอใจว่าตนคงมีเวลาให้ครู่เดียว

“เซ็นเอกสารที่เหลืออีกไม่กี่แผ่น แล้วเราจะไม่รบกวนคุณจุนจีอีกเลยครับ” ทนายสมชายพูดอย่างขอร้อง

เอกสาร แปลเป็นภาษาเกาหลีและอังกฤษมาแล้ว จุนจีขอเวลาอ่านเอกสารให้เข้าใจก่อน บอกทนายสมชายให้รอตนเข้าฉากนี้ก่อน พูดแล้วผละไปเข้าฉากเลย

ที่มุมมืดหนึ่ง พิมพิลาสจ้องกระเป๋าใส่เอกสารพินัยกรรมตาไม่กะพริบ

ที่ ห้องซ้อม ซองซูที่แสดงเป็นพระรอง กำลังสอนปาริฉัตรหรือเป้ยนางเอกในเรื่องเต้นอยู่ พอเธอเห็นจุนจีเดินผ่านมาก็เรียกให้ไปซ้อมบทกัน ทำให้ซองซูที่แอบพอใจเป้ยไม่พอใจที่เธอแคร์จุนจีมากกว่าตน

ทนายสมชาย กับอรวีนั่งรอจุนจีอยู่หลังต้นไม้ อรวีเอาเอกสารออกมาตรวจ ทนายสมชายกำชับอรวีให้จุนจีเซ็นให้ครบทุกแผ่น อรวีตรวจเอกสารจนถึงหน้าสุดท้าย ก็เกิดมีลมพัดมาวูบใหญ่จนเอกสารใบสุดท้ายปลิว เธอรีบวางแฟ้มวิ่งไปเก็บ

เก็บเอกสารแล้วมองไปที่เซ็ตเห็นจุนจีกำลังซ้อมเข้าฉากกับปาริฉัตร มีซองซูเดินมาร่วมซ้อมด้วย

อรวีดูการซ้อมแสดงเพลิน เอกสารที่วางอยู่ มีมือซีดๆเส้นเลือดปูดดำ ผอมเกร็ง เอื้อมมือมาดึงโพสอิทหลุดออกมาจากแฟ้มหนึ่ง แล้วตกปลิวไป

ทนาย สมชายเอาเอกสารให้จุนจีเซ็นที่หน้าเซ็ตกองถ่ายนั่นเอง เขาชี้จุดที่ต้องเซ็นหลังจุนจีอ่านเสร็จ จุนจีเซ็นจนหมด ถามว่ามีอะไรที่ตนต้องทำอีกไหม

“เรียบร้อยค่ะ พินัยกรรมของคุณพิมพิลาสเป็นอันรับทราบโดยสมบูรณ์ นี่ค่ะ เป็นกุญแจตู้เซฟคุณพิมพิลาสและเอกสารที่เหลือของคุณทั้งหมด”  อรวีส่งซองให้ ทนายสมชายบอกว่าตนผนึกซองมาเรียบร้อย แล้วย้ำว่าทุกอย่างเป็นความลับ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก ของที่คุณย่าให้มา ผมคงส่งต่อให้พ่อผมไป”

ทนายสมชายบอกให้จุนจีรับไว้เสีย ตนอยากให้ทุกอย่างตรงไปตรงมาที่สุด จุนจีทำท่าลังเล

ทุก การเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาของพิมพิลาสที่จ้องอยู่ พอเธอยกแขนก็เกิดลมหอบใหญ่พัดฝุ่นและใบไม้ใบหญ้าฟุ้งกระจาย ฟ้าร้องครืนๆทั้งที่ไม่มีเค้ามาก่อน ทั้งสามพากันหลบฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย

อรวีเร่งให้จุนจีรับซองทุกอย่างจะได้เรียบร้อยเพราะฝนกำลังจะมาแล้ว จุนจีจึงรับซองไว้แล้วแยกกัน

ที่หน้าเซ็ต พี่ป๋องเรียกให้นักแสดงมาถ่ายซีนนี้ให้จบก่อนฝนจะมา ซองซูเหล่ใส่จุนจีพูดดังๆอย่างไม่พอใจ

“ถ้าถ่ายไม่ทันก็เซ็งเลยนะ ที่มันเสียเวลาไปก็เพราะคนบางคนเอาธุระส่วนตัวมาทำในกองถ่ายนี่ล่ะ”

ooooooo

ทีม งานถ่ายต่อทั้งที่มีลมพัดฝุ่นฟุ้งตลบ นักแสดงทั้งจุนจี ซองซู และปาริฉัตรเข้าฉาก ทุกคนเล่นได้ไม่ติดขัด แต่เอกชัยที่นั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์กลับสั่งคัต ถามตากล้องว่าภาพเป็นอะไร

ทุก คนงุนงง ที่การถ่ายทำทุกอย่างไม่มีอุปสรรคแต่ใบหน้าจุนจีที่ปรากฏในมอนิเตอร์กลับ เบลอดำวูบหายไปครึ่งหน้า เมื่อถ่ายใหม่ ฉากที่จุนจีเผชิญหน้ากับซองซู จุนจีกลับเห็นหน้าซองซูเป็นหน้าพิมพิลาส ตกใจจน

ผลักซองซูกระเด็นก้นกระแทก จุนจีโมโหเดินเข้าหาตะคอกถาม “ไอ้จุนจี มึงจะเอาไงกะกู!”

แต่จุนจีกลับเห็นหน้าซองซูเป็นหน้าพิมพิลาสที่จ้องหน้าถามเขา “ทำไมแกไม่ช่วยย่า ทำไม!”

จุน จีตะโกนไล่  “ไป๊...ไอ้ปีศาจ”  แล้วต่อยหน้าซองซูกระเด็นล้มลง ทุกคนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่จุนจียังเห็นหน้าซองซูเป็นหน้าพิมพิลาสที่ร้องบอก “จักร...แกต้องช่วยย่า...ช่วยย่า!”

เสียงพิมพิลาสดังก้องผ่านไวเลสอ อกมาที่มอนิเตอร์ได้ยินกันทั้งกองถ่าย ทุกคนตาเหลือกเผ่นกันกระเจิง จุนจีเองก็หน้าซีดตะโกนไล่แทบไม่เป็นภาษา “ไม่...ไม่...ไปให้พ้น!” พลันก็เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยง จุนจีหน้าซีดเผือด!

ooooooo

เมื่อ กลับถึงสำนักงาน ทนายสมชายตรวจเช็กเอกสาร ปรากฏว่าจุนจีเซ็นขาดไปใบหนึ่ง อรวีถูกอติเทพดุจนร้องไห้สั่งให้ เอาไปให้เซ็นให้ครบ จัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ตนไม่ชอบรออะไรนานๆ

ทนายสมชายให้อรวีติดต่อแม่บ้านพิสมรบอกว่ามีเอกสารรับมรดกให้เซ็น อติเทพพูดแทรกขึ้นว่าพิสมรไม่อยู่หายไปหลายวันแล้ว บอกว่าไปธุระแป๊บเดียวไม่ได้ลาไม่ได้โทร.มาขออนุญาตอะไรทั้งนั้น ทนายสมชายเอะใจว่าแบบนี้ผิดปกติ

“นี่แหละปกติของแก แกเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว...บางทีหายไปเป็นอาทิตย์ คุณพี่ตามหาให้ทั่ว แต่ที่ไหนได้งอนกลับบ้านนอก ไปคราวนี้ไม่กลับมาเลยยิ่งดี จะได้ไม่อยู่ให้รกหูรกตา” อติเทพพูดอย่างชิงชัง

ทนายสมชายทำสีหน้าไม่สบายใจ ในขณะที่กุมาริกาที่มาเกาะติดอยู่บ้านนี้ ลูบผมอรวีที่ร้องไห้อยู่อย่างสงสาร...

ooooooo

ญาณินชงชาสมุนไพรล้างคุณไสยของหลวงลุงสุคนธรส ให้เบญจาเอาไปให้มิรันตี ด้วยหวังว่ามิรันตีจะยอมดื่มเพราะเบญจากลายเป็นคนสนิทที่มิรันตีไว้ใจไปแล้ว

เบญจาเอาชาสมุนไพรเข้าไปให้ มิรันตีถามว่าสมุนไพรอะไรหรือ เบญจาเล่าฉอดๆว่า

“สมุนไพรแก้เรื่องคุณไสย มนตร์ดำ เรื่องอุบาทว์ สิ่งไม่ดีทั้งหลายที่มีใครก็ไม่ทราบเสกให้ลอยมาเข้าตัวคุณแม่ไงคะ”

มิรันตีชะงักกึกถามว่าญาณินให้เอามาใช่ไหม เบญจาบอกว่าใช่แล้วก็ต่อว่า

“เขาหวังดีนะคะ เขาบอกว่า...เขาทำชานี้ขึ้นเพื่อช่วยกวาดล้างของไม่ดีออกจากร่างกายและจิตใจคุณแม่ค่ะ”

“นี่มันหมายความว่า ฉันเป็นคนสกปรก ทั้งกายและใจงั้นเหรอ!” มิรันตีตาลุก

“พี่ญาณินเขาคงไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกค่ะ คุณแม่อย่ารังเกียจพี่ญาณินเลยนะคะ มีแม่มดแม่หมออยู่ในครอบครัวสักคนก็ดีเหมือนกันนะคะ เวลาผีมาหลอกก็มีคนมา
คุ้มครอง เวลาผีเข้าเขาก็จะมาไล่ผีให้เรา คุณแม่เกลียดใครลูกสะใภ้ก็จะเสกหนังควายเข้าท้องให้ หรือถ้าคุณแม่อยากให้ใครมารักมาชอบเขาก็จะทำพิธีเมตตามหานิยม
หรือทำเสน่ห์ยาแฝดให้ก็ได้”

เบญจาบรรยายอย่างเจตนาดีแต่มุ่งร้าย ทำให้มิรันตียิ่งเกลียดชังญาณิน ยิ่งพยายามกันติณห์ให้ออกห่างจากญาณินรังเกียจว่าเป็นพวกลวงโลกเพื่อหาประโยชน์ ให้
เบญจาไปเรียกทั้งญาณิน ติณห์และป้าออมาหาที่ห้อง สาดน้ำชาใส่ญาณินทันทีแต่ญาณินหลบทัน

ญาณินเอะใจถามเบญจาว่าบอกอะไรคุณมิรันตี เบญจาทำหน้าซื่อตาใสบอกว่าตนพูดความจริง พยายามอธิบายความดีและความหวังดีของญาณินแต่คุณแม่ไม่เชื่อ

เมื่อมิรันตีมีปฏิกิริยารุนแรงเช่นนี้ ญาณินใช้ไม้อ่อน เอ่ยขอโทษมิรันตีถ้าตนทำอะไรให้ไม่สบายใจ แต่ตนหวังดีจริงๆมิรันตีตวาดว่า ต่อไปไม่ต้องมาหวังดีกับตน ไล่ให้ออก
ไปเสียก่อนที่ตนจะทนไม่ไหว ติณห์ทำท่าจะตามออกไปด้วย ญาณินส่งสัญญาณให้เขาอยู่กับมิรันตีก่อน ส่วนเบญจาที่ดูเหตุการณ์อยู่ทำท่าสยองแทนทุกคน

พอกลับถึงห้องพักที่เรือนรับรอง ป้าออก็เก็บเสื้อผ้าจะให้ญาณินกลับกรุงเทพฯ พูดอย่างไม่พอใจว่า ในเมื่อมิรันตีเกลียดชังเราขนาดนี้ เราจะอยู่ให้เขาดูถูกดุด่าทำไม

“เขาไม่ได้เกลียดเราหรอกค่ะ เขาแค่ไม่เข้าใจเรา ป้าออลองนึกดูสิคะ กว่าป้าออจะยอมรับสัมผัสพิเศษของณินกับเพื่อนๆได้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน แล้วนี่คุณแม่เพิ่งรู้จัก
ณิน ไม่แปลกหรอกค่ะที่จะมองณินเป็นตัวประหลาด”

“โธ่...คุณหนูจิตใจดีมีเมตตาช่วยเหลือใครโดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนอะไรเลย คนดีๆอย่างคุณหนูทำไมถึงเจอแต่แบบนี้นะ” ป้าออกอดญาณินทั้งรักทั้งสงสาร

ooooooo

ลีจองกุ๊กเห็นอาการของจุนจีจึงพาไปที่สำนักหมอโฉมสะคราญ หมอผีสไตล์อินเดีย

จุนจีมึนที่หมอผีมาเต้นระบำหน้าท้องวนรอบจุนจี อากัปกิริยาลูบไล้โลมเลียซุปเปอร์สตาร์เกาหลีโดยอาศัยพิธีกรรมบังหน้า

แต่หมอผีปลอมถูกผีจริงอย่างพิมพิลาสมาก่อกวนขัดขวางและเข้าสิงบอกจุนจีว่า

“จักร! ย่าต้องการความช่วยเหลือจากหลาน... ย่าต้องการความยุติธรรม”

โฉมสะคราญที่ถูกสิงยื่นมือมาหาจุนจีแล้วล้มหงายตึงหมดสติ ทั้งจุนจีและลีจองกุ๊กช็อก!

ooooooo

กรรณายังเร่งมือทำงานแข่งกับเวลา วันนี้เธอเอารูปจากอัลบั้มของพิมอรมาวางเรียงไว้บนเตียง ถามก๊องที่มาดูด้วยกันว่า

“แกเห็นอะไรไหม” ก๊องตอบทันทีว่าเห็น “ถ้าตอบว่าเห็นรูปถ่ายโดนต่อย” ก๊องรีบบอกว่างั้นไม่เห็น

กรรณาชี้ที่รูปให้ก๊องดู...

“แกดูดีๆ ทุกรูป คุณแม่บ้านจารุณีจะทำอยู่แค่สองอย่าง ถ้าไม่แอบอยู่ข้างหลัง ก็ทำหน้าบึ้ง มีแววอิจฉาริษยา”

ก๊องชะโงกไปจ้องรูปตามที่กรรณาชี้ให้ดู ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายจนเข้ามหาวิทยาลัยกระทั่งคบหากับแผนยุทธทุกรูปไม่เคยเห็นจารุณียิ้ม ก๊องบอกว่าจริงอย่างที่
กรรณาพูด แต่คิดว่าเขาอาจจะไม่ชอบถ่ายรูปก็ได้ กรรณาเติมให้ว่าหรือไม่ก็อาจไม่ชอบคุณพิมอร

“คิดมากไปรึเปล่า” ก๊องติง

“แกสังเกตแววตาของคุณแม่บ้านจารุณีเวลามองคุณพิมอรสิ เหมือนเวลายัยแก้มมองรูปปาร์คจุนจีถ่ายกับนางแบบสวยๆเปี๊ยบ”

“แล้วทำไมคุณจารุณีต้องอิจฉาคุณพิมอร เขาโตมาด้วยกันไม่ใช่เหรอ”

กรรณาลุกเดินไปมาอย่างประมวลเรื่องราว เล่าเหมือนเห็นภาพพิมอรกับจารุณีเวลานั้นว่า...

“ผู้หญิงคนนี้ เกิดมาสวย รวย เป๊ะ ส่วนคนนี้... เด็กสาวก้นครัวที่ไม่มีอะไรเทียบคุณหนูพิมอรได้เลย ความอิจฉาริษยาก่อเกิดขึ้นในใจ แถมคุณพิมอรยังได้แต่งงานกับผู้ชาย
ที่ดีมีชาติตระกูล คุณแม่บ้านอาศัยเวลาที่คุณพิมอรไม่อยู่บ้าน แทงข้างหลัง...แต่แล้วคุณพิมอรก็รู้ความจริง คุณแม่บ้านจึงวางแผนฆ่าคุณพิมอร เพื่อตัวเองจะได้ครอบ
ครองทุกอย่างเอง”

กรรณาชี้ให้ดูไวท์บอร์ดที่มีคำว่า พิมอร ลากไปที่คำว่ารถ แล้วจากรถก็ลากไปที่บ่อน้ำ...นี่คือแผนฆ่าพิมอรของจารุณี!

“แต่ผิดคาด คุณแผนยุทธกลับไม่ยกย่องเธอ ปล่อยให้เธออยู่ก้นครัวเหมือนเดิม แถมยังพาฉันเข้ามาในบ้าน คุณแม่บ้านคิดว่าฉันเป็นกิ๊กใหม่ของคุณแผนยุทธ ถึงไม่ ชอบ
ขี้หน้าฉัน”

เรียบเรียงหลักฐานและเรื่องราวแล้ว กรรณาบอกก๊องอย่างภูมิใจว่า

“ทุกอย่างชัด เคลียร์ ทีนี้เหลือแค่หลักฐานมัดตัวคุณแม่บ้าน คดีก็จะปิดได้อย่างง่ายดาย ฮ่าๆๆ ชมพี่มาได้เลยไอ้น้องพี่พร้อมฟังแล้ว” กรรณาหัวเราะอย่างผู้ชนะ เห็นก๊องเงียบหันมองปรากฏว่าหลับไปแล้ว “ไอ้ก๊อง...ปั้ดโธ่เว้ย เล่าจนคอแห้งมาหลับซะงั้น!”

ทันใดนั้น กรรณาได้ยินเสียงเปิดประตูแกร๊กที่นอกห้อง เธอชะงักหันมอง ลุกไปค่อยๆแง้มประตูดูไฟในบ้านมืดแต่จู่ๆก็มีเสียงปิดประตูกริ๊ก!

กรรณาเขม้นมอง เห็นเงาตะคุ่มๆของใครบางคนออกจากห้องพิมอรซึ่งนอนคนละห้องกับแผนยุทธ เธอนิ่วหน้าสงสัย

“อีตาแผนยุทธยังไม่กลับนี่ แล้วนั่นใคร!?”

วิญญาณนักสืบทำงานทันที กรรณาเปิดประตูย่องตามบุคคลปริศนานั้นไป...จนถึงบริเวณบันไดมีแสงมากขึ้น กรรณาอุทานเมื่อเห็นชัด “คุณแม่บ้านจารุณี!”

กรรณาเห็นจารุณีกอดกล่องอะไรบางอย่างไว้กับอกอย่างระมัดระวัง ก้าวยาวๆไปทางหลังบ้านเหมือนรีบไปกลัวใครเห็น กรรณายิ่งสงสัย “คุณแม่บ้านถืออะไร?”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

กรีน พลิกบทบาท รับบทสาวใช้สุดแสบ ในละครดราม่าเข้มข้น "กระเช้าสีดา"
21 เม.ย. 2564

02:27 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 08:13 น.