ตอนที่ 15
เมื่อพยายามโทร.หามธุรินไม่ได้ กุเทพจึงไปหาเธอที่บ้าน พบบัวบงกชสีหน้าเป็นทุกข์เธอบอกเขาว่า มธุรินย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ไม่ยอมบอกว่าไปอยู่ที่ไหน
“แต่ที่สำคัญที่สุด เขาคิดว่าอาไม่รักไม่สนใจเขา”
“ระยะหลังๆมานี่ผมก็ไม่ได้พบเดียร์”
บัวบงกชถามไม่ได้พบกานนด้วยหรือ กุเทพตอบว่าใช่ บัวบงกชน้ำตารื้น โทษตัวเองผิดที่ไม่สามารถเข้าใจลูกเลย พลันลูกน้องที่บริษัทโทร.ตามไปอัดรายการ เธอจึงขอตัว กุเทพลากลับ
กุเทพมุ่งตรงมาหาพินสุดาเพื่อถามหามธุริน พินสุดาร้อง “โอ๊ย เรื่องมากจั๊งแม่คนนี้ กุอย่าไปให้ความสำคัญเลยค่ะ เขาก็แค่เรียกร้องความสนใจ”
“ผมไม่คิดอย่างนั้น” กุเทพตีหน้าขรึมไม่สบอารมณ์
พินสุดาเห็นสายตาดุของกุเทพจึงถามว่าอยากพบมธุรินจริงหรือ เขาตอบมีเรื่องต้องคุย เธอแย็บถามว่าเรื่องอะไร เห็นเขานิ่งเฉยคงเป็นความลับ จึงหัวเราะฝืนๆแล้วกดมือถือหามธุริน...สองคนพากันมาที่คอนโดฯของมธุริน พอเธอเห็นกุเทพมาด้วยก็เคือง ตำหนิพินสุดา
“ฉันไม่น่าบอกแกเลยว่าฉันอยู่ไหน”
“ขอโทษจริงๆ กุเขาบอกว่ามีธุระสำคัญกับแก”
กุเทพขออย่าไปว่าพินสุดาเลย มธุรินไปหาน้ำมาต้อนรับ พินสุดาแปลกใจที่เห็นเพื่อนเปลี่ยนไปดื่มน้ำเปล่าธรรมดาได้ ปกติจะต้องเป็นน้ำแร่ มธุรินบอกว่าคนเราเปลี่ยนกันได้ พินสุดาหันไปถามกุเทพไม่คุยธุระหรือ เขานั่งนิ่งมองเธอเหมือนให้กลับไป พินสุดาฝืนหัวเราะอย่างรู้ตัวแล้วลุกจะออกไป มธุรินลุกตามจะไปส่ง เธอบ่นอย่างน้อยใจว่า
ไม่ต้อง ไปเองได้ พอออกมาพ้นประตูก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคียดแค้น
“ฝันไปเถอะนังเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด กุเป็นของฉัน ของแกน่ะ นายกานน”
กุเทพเปิดฉากคุยกับมธุริน “มัสลินไม่ได้แย่ง แล้วก็ไม่มี โอกาสจะแย่งอาปลิวจากคุณแน่นอน เราเป็นญาติสนิทกัน”
“นี่หรือคะธุระของคุณ”
“ผมอยากให้คุณบอกคุณพ่อคุณแม่ของคุณให้หยุดใช้อิทธิพลในวงการบันเทิงทำลายเขา”
“คุณกำลังกล่าวหาคุณพ่อคุณแม่ของเดียร์”
“แต่คุณก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปได้”
มธุรินโกรธเชิญให้กุเทพกลับไป กุเทพไม่ลืมที่จะถามเรื่องของเขากับเธอ
“ผมยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”
“ฉันไม่รู้เรื่องที่คุณพูด”
“ผมรู้ว่าคุณรู้ เพราะขนาดผมเมาๆ ผมยังรู้เลย”
“จะกลับไปดีๆหรือจะให้ฉันเรียก รปภ.” เห็นกุเทพสบตา มธุรินพูดอย่างเยือกเย็น “แล้วกรุณาอย่าเข้าใจผิดว่าฉันกลั่นแกล้งมัสลินให้เสียชื่อเสียงเพราะคุณ...เชิญคุณไปรักไปแต่งงานกับเขาให้สบายใจได้”
กุเทพย้อนถามทำไมต้องหนีออกจากบ้าน มธุรินปฏิเสธว่าตนไม่ได้หนี กุเทพว่าถ้าไม่หนี พ่อกับแม่ทำไมไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน มธุรินปัดไม่ใช่เรื่องของเขา กุเทพจึงเปลี่ยนเรื่อง
“วันนั้นผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลย ที่อุตส่าห์ไปช่วยผมวันนั้น แสดงว่าคุณก็เป็นห่วงผมเหมือนกัน”
มธุรินตาวาวด้วยความโกรธ พอกุเทพเดินจะออกประตู เธอก็ร้องบอก “คุณกุเทพ คุณย่าของคุณเป็นคนขอให้ฉันไปตาม ฉันไม่ได้เสนอหน้าไปเอง ขอให้รู้ไว้ด้วย”
พูดจบมธุรินก็ปิดประตูโครม กุเทพยิ้มๆยักไหล่ อย่างไรก็ไปช่วยเขาแหละ...กุเทพลงมาจากคอนโดฯจะขึ้นรถ พินสุดาปรี่เข้ามาเปิดประตูข้าง บ่นใจคอจะทิ้งตนหรือ
“ผมนึกว่าคุณกลับไปแล้ว”
“กิ๊บมากับคุณก็ต้องกลับกับคุณ ไม่มีทางนั่งแท็กซี่หรือรถเมล์ รถไฟฟ้ากลับเองแน่...”
กุเทพไปส่งพินสุดาแล้วกลับมาร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับที่บ้าน เจ้าสัวจึงชวนว่าพรุ่งนี้ตนจะไปเยี่ยมม่านมุก ใครจะไปด้วยบ้าง ทั้งกานน กุเทพ และอุษยานั่งทางเงียบไม่ตอบเจ้าสัวเคือง
“เงียบกันไปหมด ไม่เป็นไร ฉันจะชวนจิรดาไป”
“เขาคงยอมไปด้วยล่ะค่ะ” อุษยากระแนะกระแหน
“ฉันจะบอกม่านมุกให้ชวนเขาไป และแกก็ต้องไปกับฉัน”
“นี่มันเผด็จการนะคะคุณพ่อ”
“ก็ใช่น่ะสิ” เจ้าสัวยอมรับ กานนกับกุเทพหัวเราะ ขำอุษยาที่นั่งหน้างอ...
สองหนุ่มอาหลานออกมายืนทอดอารมณ์ กานนเห็นกุเทพถอนใจจึงถามว่าหมู่นี้เป็นอะไร ไม่เมาก็เอาแต่ซึม กุเทพตอบว่าเขาเซ็ง กานนดักคอว่าเรื่องความรักใช่ไหม กุเทพนิ่ง
“ฉันว่านายคงอ่านหนังสือพิมพ์เรื่องมัสลินแล้ว”
“อาปลิวคิดว่าจริงหรือไม่จริงครับ”
“ไม่มีใครยืนยันได้ นอกจากคุณบัวบงกชกับคุณจิรดา แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันออกมาปฏิเสธ...แล้วนายล่ะ คิดว่ายังไง”
“ไม่รู้เหมือนกัน มันสับสนไปหมด คุณอาบงกชไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับคุณจิรดาได้”
“ในหนังสือพิมพ์เขาก็บอกไงว่า สามีคุณจิรดาเป็นคนรักเก่าของคุณบัวบงกช”
“แสดงว่าอาปลิวเชื่อ”
“เรื่องนี้เป็นดาบสองคม ถ้าไม่จริง นายก็แต่งงานกับมัสลินได้ แต่คนที่จะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจมากที่สุด ก็จะเป็นมัสลิน แล้วถ้าจริงนายก็แห้ว”
กุเทพเยาะก็แห้วเหมือนๆกัน กานนนิ่งไปพัก ก่อนจะพูดหนักแน่นว่า “ความรักของฉันไม่จำเป็นต้องได้ผู้หญิงคนนี้มาครอบครอง แต่ได้คอยช่วยเหลือดูแล และเป็นกำลังใจให้ก็พอ”
“ยังมีความรักแบบนี้ด้วยหรือครับ”
“ไม่อะไรในโลกนี้ที่ตายตัวหรอก วันนี้เรารู้สึกอย่าง พรุ่งนี้อาจจะรู้สึกอีกอย่างก็ได้ นายลองเก็บไปคิดดูก็แล้วกัน...
ฉันไปนอนล่ะ” กานนเดินไป กุเทพครุ่นคิดอย่างหนัก
ooooooo
ขณะที่ม่านมัสลินกำลังท่องบท จิรดาเข้ามาในห้อง ม่านมัสลินรีบถามอย่างห่วงใยว่า ทำไมกลับดึก ตนเป็นห่วง จิรดาทำเสียงขุ่นเคืองไม่ต้องมายุ่ง แล้วถามว่าบัวบงกชโทร.หาไหม ม่านมัสลินย้อนถามว่าให้เบอร์ตนไปทำไม จิรดาเอ็ดให้เล่ามาว่ามีเรื่องอะไร
“ก็แค่ชวนมัสไปออกรายการธรรมะของเขาน่ะค่ะ”
“เฮอะ มือถือสากปากถือศีล ถ้าผู้คนเขารู้ว่าเบื้องหลังของมัน เหลวแหลกเละเทะ ไม่มีชิ้นดี เขาจะว่ายังไง”
ม่านมัสลินจึงถามว่าบัวบงกชเป็นแฟนเก่าพ่อจริงหรือ จิรดาตอบอย่างแค้นใจว่า เมียเก่าไม่ใช่แฟน “เพราะมันนั่นแหละพ่อแกถึงไม่ได้รักฉันเลย ไม่เคยนึกถึงจิตใจฉันว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน มันแย่งพ่อแกไปคนเดียวไม่พอ ยังจะวางแผนแย่งแกไปอีก อย่าหลงเชื่อมันเชียวนะมัสลิน”
ม่านมัสลินรับปาก จิรดายุว่านี่เป็นแผนของบัวบงกชให้ม่านมัสลินสับสนเพื่อกลั่นแกล้งตน พยายามทำลายความสุขครอบครัวเรามาตลอด วางตัวให้สูงส่งกว่าตน ม่านมัสลินเข้ามากอดปลอบว่ายกเว้นตน ตนเชื่อแม่คนเดียว จิรดาไม่กอดตอบแถมลุกหนีทำให้ม่านมัสลินน้อยใจนิดๆ
วันต่อมา บัวบงกชแปลกใจที่จิรดามาหาตนถึงบ้าน สายตาเธอมีแต่ความเยาะเย้ย จนต้องถามว่าต้องการอะไร
“ต้องการมาบอกด้วยความหวังดีว่า นังมัสลินมันโง่ดักดาน ขนาดฉันกลั่นแกล้ง ทรมาทรกรรมมันยังกับอะไรดี
มันยังอุตส่าห์เชื่อว่าฉันเป็นแม่แท้ๆ สมัยเด็กก็อยู่อดๆอยากๆ
วันไหนนึกครึ้มขึ้นมาฉันก็เอาไปขังห้อง พอโตเป็นสาวมันยังพยายามทำมาหากินงกๆหาเลี้ยงฉัน”
บัวบงกชใจจะขาดร้องพอที แต่จิรดายังพร่ำให้ฟังอีก ว่าม่านมัสลินหาเงินมา ตนยังเอาไปละลายในบ่อน บ้านก็เอาไปจำนองมันยังไปไถ่ถอนออกมา แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกอะไร
“เรียกว่ากตัญญูรู้คุณ มัสลินเป็นเด็กดี แกรักคุณเหมือนแม่บังเกิดเกล้า คุณก็ควรจะรักและเมตตาแก” บัวบงกชพูดด้วยน้ำตานองหน้า จิรดาสวนทันควัน
“เสียใจ ในเมื่อแม่แท้ๆมันยังใจดำอำมหิตทอดทิ้งมันไปได้ ฉันก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำดีกับมัน อันที่จริงแม่ของมันน่าจะเลวเสียยิ่งกว่าเลวอีก แม่ทิ้งลูกน่ะมีที่ไหน คุณว่าหมาแมวมันยังรักเลี้ยงดูปกป้องลูก แต่แม่ของนังมัสกลับทิ้งไป ให้ตายเถอะ นังนั่นน่าจะได้เป็นแม่เลวเด่นเสียจริงๆ”
บัวบงกชสะเทือนใจสุดๆ ถึงขั้นล้มลงหมดสติ จิรดาตกใจเข้าไปเขย่าให้ตื่น สาวใช้เข้ามาเห็นรีบไปโทร.รายงานเตช...จิรดากลับไป ไม่นานเตชกับมธุรินมาถึงเห็นบัวบงกชนั่งเอนตัวบนโซฟา เตชรีบถามว่าจิรดามาทำอะไรเธอ บัวบงกชนอนนิ่ง มธุรินถามย้ำอีกคน เธอก็ยังนิ่ง
เตชเคือง “ผมจะแจ้งความ มันจะได้ไม่กล้ามารบกวนคุณอีก”
“แจ้งให้เขาประจานคุณน่ะหรือคะ ถ้าหากเขาบอกว่ามาตามคุณ คุณจะแก้ตัวว่ายังไง...ถ้าไม่อับอายขายหน้าก็เอาเลย คุณเคยแต่ประจานคนอื่น ลองเป็นคนถูกประจานบ้างจะเป็นไรไป”
เตชอึ้งทรุดนั่งอย่างหมดแรงมองบัวบงกชเดินขึ้นข้างบนไป มธุรินน้ำตาคลอ ต่อว่าพ่อไม่น่าไปยุ่งกับพวกจิรดาเลย แล้วเดินตามแม่ไป เตชเศร้าสะเทือนใจ
มธุรินเข้ามาหาบัวบงกชในห้อง เธอบอกว่าจะกลับมาอยู่ด้วย บัวบงกชว่าไม่เป็นไร
“เป็นสิคะ เดียร์ควรจะอยู่ปกป้องแม่ ไม่ใช่เอาตัวรอดแบบนี้”
“ขอบใจลูก แต่แม่ไม่เป็นไรจริงๆ”
“เราต่างคนต่างก็มีปัญหา แล้วเราก็ยังอุตส่าห์สร้างมันขึ้นมาอีก เดียร์เลยคิดว่าเราน่าจะอยู่ด้วยกันดีกว่าค่ะ” สองแม่ลูกโผกอดกัน บัวบงกชตื้นตันใจน้ำตาซึม
สองแม่ลูกจูงมือกันลงมาหวังจะชวนเตชทานข้าว แต่ต้องผิดหวังเพราะเขากลับไปแล้ว...
ด้วยความเซ็ง จิรดาจึงมาบ้านสวน ปิ่นรายงานม่านมุกว่าจิรดาขับรถใหม่มาด้วย ม่านมุกถามเบียดเบียนลูกมาอีกละสิ จิรดาโอดโอยให้มองตนในแง่ดีบ้าง ไม่ทันจะได้ทานอะไรกับแม่ เตชโทร.เข้ามาต่อว่าจิรดาว่าไปทำอะไรที่บ้านเขาและทำอะไรบัวบงกช
“ทำไมไม่ถามเมียคุณเองล่ะ”
“ฉันถามเธอ”
“ไม่รู้สิ ฉันพูดตั้งหลายอย่าง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับแม่ๆลูกๆประมาณนี้แหละ แล้วเมียคุณก็เป็นลม สงสัยคำพูดฉันคงไปแทงใจดำมั้ง”
“อย่ามาระรานเมียฉันเด็ดขาด” เตชขู่
“อ้าว แล้วทีคุณระรานฉันกับลูกล่ะ ช่วยไม่ได้ อยากยุ่งกับพวกฉันก่อน”
“ฉันบอกว่าอย่ามายุ่งกับลูกเมียฉัน ถ้าไม่เชื่อ เธอจะรู้ว่าฉันทำอะไรได้อีกหลายอย่างที่เธอไม่คาดคิด”
จิรดาวางสาย สีหน้าเครียด
ooooooo
อาการคิมดีขึ้นมาบ้าง สามารถลืมตาแต่มองอย่างเลื่อนลอย ม่านมัสลินมาดูแลทุกวันตามที่รับปากแม็กกี้ไว้ เธอกุมมือคิมพยายามคุยด้วย
“คิมคะ นี่มัสไง มัสมาเยี่ยมคุณ ตอนนี้คุณแม่คุณไปถือศีล มัสเองก็ไม่กินเนื้อสัตว์ เพื่อจะได้เป็นกุศลให้คุณ คุณเป็นคนดี คนดีพระย่อมคุ้มครอง”
เวลาผ่านไป ม่านมัสลินเดินออกมา ต้องชะงัก เจอกานนยืนอยู่เขาพูดกับเธอว่า เดาแล้วว่าคงมาที่นี่ เธอดีใจรีบบอกเขาว่าคิมลืมตาแล้ว และพาเขาเข้าไปหา เธอคว้ามือคิมมากุมบอกเขาว่ากานนมาเยี่ยม นิ้วคิมกระตุกนิดๆ
“เห็นมั้ยคะ คุณคิมรู้สึกตัวแล้ว คุณคิมคะ...คุณคิม”
คิมนอนนิ่ง กานนเตือน “อย่าเพิ่งไปเร่งรัดอะไรเลย เพียงแค่นี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้ว”
“มัสอยากมาค้างที่นี่ อยากเป็นคนแรกที่เห็นคุณคิมฟื้น”
“เหลวไหล...คุณเป็นดารานะ มิหนำซ้ำยังเคยมีข่าวลือไม่ดีมากมาย ถึงจะแก้ข่าวได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อ ถ้าขืนมานอนเฝ้าคุณคิม มิลือกันไปใหญ่เรอะ”
“ช่างเป็นไร มัสไม่แคร์หรอก”
“คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนะ คุณมีแม่ที่ต้องเลี้ยง มีคุณยายซึ่งรักคุณมาก แล้วไหนจะยังพวกเราทุกคนก็รับรู้แล้วว่าเป็นครอบครัวใหม่ของคุณ”
“อ้อ คุณกลัวแค่นี้เองเรอะ กลัวเสียชื่อเสียง ฉันไม่ได้อยากจะเป็นญาติกับพวกคุณนักหรอก”
“ฟังให้จบก่อนสิ เมื่อไหร่จะเลิกคิดเอง พูดเองเออเองเสียที ผมก็ไม่ได้สนเรื่องชื่อเสียงอะไรหรอก แต่คุณไม่ห่วงคุณตาของคุณบ้างเรอะ ท่านรักและภูมิใจในตัวคุณมาก”
“ฉันคิดว่าท่านก็ไม่แคร์เหมือนกัน”
“งั้นก็เอาเลย กลับไปขนเสื้อผ้ามาเฝ้าเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่ต้องท้า ฉันจะกลับไปขนข้าวขนของมาเดี๋ยวนี้”
“อย่าลืมไปบอกงดพยาบาลพิเศษด้วยล่ะ” กานนประชด
“อ๋อ...แน่นอนอยู่แล้ว” ม่านมัสลินพูดแล้วสะบัดหน้าออกไป
กานนตามออกไป คิมลืมตาขึ้นมองอย่างเลื่อนลอย...
ม่านมัสลินกลับมาเก็บเสื้อผ้าที่บ้าน จิรดาเอ็ดตะโรไม่ให้ไป เสียงแตรรถดัง ม่านมัสลินให้พัดไปบอกว่าไม่มีใครอยู่ พัดกับแป้นออกมารับหน้าบอกกานน คุณๆไม่อยู่ แต่เสียงเอ็ดตะโรของจิรดาดังเล็ดลอดออกมา พัดกับแป้นยิ้มแหยๆ
“แต่เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อมัสนะแม่”
“แล้วฉันล่ะ แกจะปล่อยให้ความหวัง ความฝันทั้งของฉันและของแกพังทลายหมดเลยเรอะ”
“คุณแม่ของคุณพูดถูก” กานนเข้ามาพูดแทรก
ม่านมัสลินหันมาเอ็ดตามตนมาทำไม กานนโต้ว่า มาเพื่อเตือนสติเธอ จิรดาบอกกานน
“เตือนมันมากๆหน่อย ฉันน่ะเตือนจนปากจะฉีกถึงหูแล้ว” จิรดาพูดแล้วเดินออกไป
“นี่มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ” ม่านมัสลินโวยกานน
“ผมรู้ ว่าคุณชอบปฏิเสธความหวังดีของคนอื่น” เห็นม่านมัสลินอ้าปากจะเถียง กานนรีบขัด “ถ้าคุณหมดทางทำมาหากิน ทั้งคุณทั้งแม่จะเข้าไปขอความช่วยเหลือ จากอาก๋งไหม”
“ไม่...” ม่านมัสลินตอบทันที
กานนจึงให้ปล่อยเป็นเรื่องของเขา ม่านมัสลินถามจะทำอย่างไร เขาว่าเขามีวิธีแล้วกัน จากนั้น กานนก็มาหาดุสิต เพื่อขอให้ไปดูแลคิม เพราะยังจับคนร้ายไม่ได้
ooooooo
สองสามวันผ่านไป ศิธาได้รับอนุญาตจากศักดาให้มาทำงานที่สตูดิโอได้ พีระพลจึงมาหา ถามได้ข่าวคราวคิมบ้างไหม ศิธาว่าป่านนี้คงนอนเป็นผักเน่า แต่พีระพลกลับบอกว่า
“ผิดถนัด มันกำลังกลายเป็นผักสด แล้วมีโอกาสจะฟื้นขึ้นเป็นคนด้วย”
ศิธาอ้าปากค้าง เกรงคิมจะลุกขึ้นมาเป็นพยานเอาตนเข้าคุก จึงคิดจะกำจัดอีกครั้ง แต่พอพีระพลบอกว่าคิมอยู่สถานพักฟื้นของพวกคนมีเงิน ศิธาหมายมาดจะไปเยี่ยมสักหน่อย
สถานพักฟื้น มีบรรยากาศสวยสมกับระดับเศรษฐีมาใช้บริการ ศิธาทำทีมาสอบถามและขอชมบริเวณ พนักงานให้คำแนะนำอย่างสุภาพ ศิธาหลอกว่า เพื่อนมาพักฟื้นที่นี่เห็นว่าร่มรื่นดีจึงจะให้คุณพ่อมาอยู่ที่นี่บ้าง พอบอกว่าชื่อคิม พนักงานรีบบอกว่า
“อ๋อ คุณคิม ลี อายุยังน้อย หน้าตาดี น่าเสียดายมากเลยค่ะ แต่ตอนนี้เริ่มขยับได้บ้างแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ช่วยพาผมไปเยี่ยมหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้เลยค่ะ รู้สึกจะมีญาติมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย”
ศิธาชะงัก เลี่ยงกลับออกมา พีระพลยืนรออยู่ที่รถ ศิธาหงุดหงิดออกมาบอกว่าคิมมีดุสิตเฝ้าอยู่ เขาคงต้องให้เกวลินจัดการ
ศิธาทำทีมาเปรยๆกับเกวลินถามอาการคิม เธอบอกอาการคิมดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วมองหน้าเขาอย่างสงสัย ศิธารีบทำเศร้า “เรื่องที่แล้วก็ขอให้มันแล้วไปเถอะน่า หรือถ้าเก๋ยังโกรธยังแค้น ก็ไปบอกตำรวจให้มาจับผมไปเลย จะได้ชดใช้เวรกรรมให้มันจบสิ้นเสียที”
“คุณเสียใจจริงๆหรือเปล่า”
ศิธาแกล้งทำน้อยใจจะกลับ เกวลินจึงชวนว่าพรุ่งนี้ตนจะไปเยี่ยมคิมไปด้วยกันไหม ศิธายิ้มเจ้าเล่ห์...ศิธารีบกลับมาบอกพีระพลซึ่งรออยู่ที่ออฟฟิศ คุยกันไม่ทันไร ศักดามาไล่ตะเพิดพีระพลให้ออกไป แถมย้ำกับศิธาว่าไม่ให้คบเพื่อนชั่วๆคนนี้ พีระพลหมดความอดทนโต้ว่า
“มันก็ชั่วกันหมดทั้งสองคนแหละเตี่ย คนดีๆที่ไหนเขาจะคบคนชั่ว”
ศักดาโกรธจะเข้าตบ ศิธาตะเบ็งเสียงให้พอที ทั้งศักดาและพีระพลสะดุ้ง ศิธาบอกพ่อว่า
“ฟังนะเตี่ย ถ้าเตี่ยไม่ช่วยเราสองคนปิดปากไอ้คิมล่ะก็ เตี่ยได้ไปเยี่ยมพวกเราในคุกแน่”
“แล้วคิดหรือว่าฉันจะไป” ศักดาย้อนถาม
“ก็ตามใจ เตี่ยทนดูลูกติดคุกได้ก็ตามใจ”
ศักดาพลุ่งพล่านเจ็บใจกับลูกไม่รักดี...พีระพลแค้นใจกลับมาบ่นกับพินสุดาว่าถ้าไม่เห็นว่าเป็นพ่อศิธา ตนจะตบกะโหลกแตกไปแล้ว พอพินสุดารู้เรื่องคิมฟื้นก็ตกใจ รีบถามแล้วพ่อศิธาจะช่วยเราไหม พีระพลพยักหน้ากว่าจะยอมช่วยด่าเสียตนไปไหนไม่เป็นเลย พินสุดาว่าด่าแล้วช่วยก็ยังดี ตอนนี้พวกเราก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้คิมดีขึ้นไปกว่านี้
ooooooo
ในคืนนั้น เตชมาหาจิรดาถึงบ้าน ถามหาม่าน-มัสลิน จิรดาตอบว่าไปถ่ายละครยังไม่กลับ
“เธอเป็นคนเดียวที่จะทำให้ฉันหมดความทุกข์ทรมานใจได้” เตชเปิดฉากธุระทันที
“แทบไม่เชื่อหูเลยนะ จะมาไม้ไหนอีกล่ะ หวังว่าคงจะไม่ได้มาขอความรักฉันนะ”
“เลิกเพ้อเจ้อเสียที ฉันอยากรู้ว่า มัสลินเป็นลูกเธอหรือเปล่า”
จิรดาหัวเราะ เตชพยายามระงับอารมณ์ เสนอเงินห้าแสนทันทีที่ตอบความจริง จิรดาเล่นลิ้นว่าเชื่อหรือว่าตนจะพูดความจริง
“ก็ฉันขอร้องอยู่นี่ไง”
“กลัวเมียจะมีลูกกับชู้” น้ำเสียงจิรดาเยาะแล้วจริงจังขึ้นมาว่า “ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ”
เตชกำมือแน่น ข่มใจเต็มที่ “อ้อลืมไป เธอกลายเป็นลูกเศรษฐีแล้วนี่”
“ฉันไม่ต้องการเงินเจ้าสัวเหมือนกัน ลูกฉันหาเงินเลี้ยงฉันได้”
“หมายความว่ามัสลินเป็นลูกเธอ”
“ก็ไม่ได้บอกว่าใช่...แล้วก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่”
“จิรดา ขอร้องเถอะ เธอไม่รู้หรอกว่า ไอ้ความสงสัยไม่แน่ใจน่ะ มันทรมานฉันแค่ไหน”
“คุณหรือใครจะทุกข์ทรมานใจยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับฉัน รู้จักคำว่ากรรมมั้ย กรรมคือการกระทำ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลแห่งการกระทำนั้น ฉันบอกคุณได้แต่ว่า มัสลินเป็นลูกของภาษิต ส่วนใครจะเป็นแม่ก็กลับไปคิดเอาเอง”
เตชกลับไปด้วยความเครียด จิรดาสะใจสมน้ำหน้าเขา เตชให้คนขับรถมาจอดบนสะพาน ตัวเองออกมายืนมองพื้นน้ำอย่างทุกข์ระทมใจสุดๆ นึกทบทวนคำพูดต่างๆของบัว–บงกช ที่ดูจะปกป้องม่านมัสลินตลอดแล้วยิ่งเครียด แถมจิรดายังย้ำว่าใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลกรรมนั้น
ขณะเดียวกัน จิรดานั่งมองภาพภาษิตอย่างเย้ยหยัน “ภาษิต...คุณเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ เรื่องมันยุ่งตรงที่คุณดันตายไปเสียก่อนเลยแก้ไม่ได้ เหลือแต่นังบัวบงกชสุดที่รักของคุณ ซึ่งมันก็แก้ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ สมน้ำหน้า” จิรดาเห็นสายตาภาษิตในภาพเหมือนเศร้าๆยิ่งสะใจ “ดี...ให้มันวุ่นวายอย่างนี้แหละดี จิรดาจัดหนัก จัดเต็ม จัดเข้มอยู่แล้ว” พูดจบเธอก็หัวเราะหึๆในคอ
ooooooo
เช้าวันใหม่ กานนตกใจเมื่อได้ยินอุษยาบอกเจ้าสัวว่ากุเทพจะขายหุ้นร้านเพชรแถมเจ้าสัวยังขอให้เขาดูๆกุเทพหน่อย เห็นระยะนี้ซึมๆไป และแฟนเก่ายังมาป้วนเปี้ยน กานนบอกว่ากุเทพเลิกกับพินสุดาเด็ดขาดแล้ว เจ้าสัวสงสัยงั้นกุเทพยังตัดใจจากม่าน-มัสลินไม่ได้ พอเห็นกานนนิ่ง
เจ้าสัวจึงเตือน “ดูฉันเป็นตัวอย่างนะเจ้าปลิว ถ้าพบคนที่แกรัก แล้วเขาก็รักแกแล้ว จงอย่าปล่อยให้ทิฐิหรือความไม่เข้าใจมาขวางแกกับเขาอย่างเด็ดขาด อย่าให้ทุกอย่างมันสายเกินไป ฉันยังโชคดีที่มีโอกาสได้พบกับม่านมุกอีกครั้งแต่แกอาจจะไม่มีโอกาสได้พบกับคนที่แกรักอีกเลย”
กานนสบตา ยกมือไหว้ขอบคุณปู่ที่เตือนสติ พอมาถึงออฟฟิศ กานนก็โทร.หามธุรินทันที
“ผมทราบว่าคุณขายหุ้นร้านเพชร ผมอยากรู้ว่ามีอะไรหรือเปล่า เพราะนายกุมันจะขายเหมือนกัน”
มธุรินตกใจ...เธอรีบโทร.นัดกุเทพมาเจอที่ร้านอาหาร เพื่อถามเขาทำไมถึงขายหุ้น
“ขี้เกียจทำต่อ” กุเทพยักไหล่
“ไม่เห็นคุณต้องทำอะไรเลย กิ๊บเขาทำทุกอย่าง แล้วก็ทำได้ดีด้วย...คุณมีอะไรไม่สบายใจหรือคะ”
กุเทพว่าเขาพยายามจะห่างพินสุดา มธุรินย้ำว่าพินสุดายังรักเขา แต่กุเทพว่าเป็นไปไม่ได้พอๆกับเรื่องของเธอกับกานน มธุรินอึ้ง กุเทพขยายความว่าเขาเลยเวลาที่จะคืนดีกับพินสุดาแล้ว
“กานนก็คงรู้สึกเหมือนคุณ” มธุรินน้ำตาคลอ
“เดียร์ ผมไม่เคยลืมเรื่องวันนั้น ผมยินดีรับผิดชอบ”
“คุณพูดเรื่องอะไร เดียร์ไม่รู้เรื่อง” มธุรินพยายามข่มความอายสบตากุเทพ
“ไม่จริง คุณรู้เรื่อง” กุเทพชักหงุดหงิด เห็นมธุรินหยิบกระเป๋า เขาจึงคว้าแขนเธอไว้
เผอิญศิธากับพีระพลนั่งทานอาหารในร้านเดียวกัน ทั้งสองเห็นกุเทพกับมธุรินก็รีบโทร.รายงานพินสุดา...กุเทพดึงมธุรินให้นั่งลงและบอกให้ทานอาหารให้หมดก่อน มธุรินโกรธวางเงินไว้และบอกว่าตนเลี้ยงเอง กุเทพโต้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับใครเลี้ยงแต่ให้เห็นแก่คนที่ไม่มีจะกินบ้าง มธุรินจึงเรียกบริกรมาสั่งให้เอาอาหารไปห่อแล้วเช็กบิล ก่อนจะเดินออกไปจากร้าน...
พอกิ๊บรู้เรื่องก็แล่นไปบ้านมธุรินทันที...กุเทพถือห่ออาหารตามมาหามธุรินที่บ้าน เธอโกรธบอกว่าตนเลี้ยงแล้วยังจะเอามาอีกทำไม
“คุณนั่นแหละพูดไม่เข้าใจ คุณโทร.นัดผมมาคุย แล้วอยู่ดีๆก็งอนกลับบ้าน”
“ฉันเนี่ยนะงอน...จะบอกให้ ฉันเป็นผู้หญิงที่ห่างไกลคำว่างอนมากที่สุดเลย”
“งั้นคุณหนีผมมาทำไม...อย่าปฏิเสธ”
มธุรินอ้าปากจะปฏิเสธ แต่ไม่ทัน พินสุดาขับรถมาบีบแตรดังลั่น กุเทพจำเสียงได้ตั้งรับ พินสุดาทำเป็นทักอย่างระรื่นไม่คิดว่าจะพบเขาที่นี่ เพราะแขกประจำที่นี่น่าจะเป็นกานน
“โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก เพราะเดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นแขกประจำบ้านเดียร์ไปแล้ว”
“ต๊าย...ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย จริงหรือเปล่าจ๊ะเดียร์” พินสุดาเสหัวเราะ มธุรินอ้าปากจะพูด
กุเทพตอบแทน “คุณเล่นถามตรงๆแบบนี้ใครจะกล้าพูด จริงมั้ยจ๊ะเดียร์”
ทำเอามธุรินวางหน้าไม่ถูก...เธอเดินออกมาส่งกุเทพที่หน้าบ้านอย่างโกรธๆที่เขาทำให้เพื่อนเข้าใจผิด กุเทพโต้ว่าเขาทำให้พินสุดาเข้าใจถูกมากกว่า เธอบ่น หาเรื่องให้ตนอีกแล้ว
กลับเข้ามาในบ้าน มธุรินถามพินสุดาว่าหิวมั้ย แต่เธอกลับแขวะว่า “ฉันไม่เหมือนแกที่ชอบกินเหลือเดนคนอื่น”
“แรงไปหรือเปล่า” มธุรินสะอึกกับคำพูดของเพื่อน
“ไม่แรงเลยถ้าเทียบกับการกระทำของแก ความจริงแกแย่งแฟนเพื่อนได้ลงคอได้ไง แกก็รู้อยู่แก่ใจฉันรักกุเทพ มีอะไรฉันก็เล่าให้แกฟังหมด แกมันเพื่อนทรยศ ใจดำแถมยังหน้าด้าน”
“จะมากไปแล้ว อยู่ดีๆแกก็มาด่าฉัน...ฉันไม่ได้มีอะไรกับคุณกุเทพ”
พินสุดาบีบน้ำตา ไม่เชื่อ มธุรินปลอบ “กิ๊บ เราเป็นเพื่อนกันมานาน ถึงบางอย่างที่แกทำฉันจะไม่เห็นด้วย แต่ฉันไม่เคยทรยศเอาไปเล่าให้ใครฟัง อย่างเรื่องของมัสลิน”
“ฉันรู้ ฉันรู้ แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อเขากับฉันยังมีความสัมพันธ์กันอยู่...เขามาค้างกับฉันและฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะฉันรักเขาเขาคงเบื่อแล้วถึงได้มาหาแก” เห็นมธุรินนิ่งพินสุดาจึงกอดและเอ่ย “ขอบใจมากนะเดียร์ที่ไม่ทรยศเพื่อน” พินสุดาทำเป็นปลอบในขณะที่มธุรินฝืนยิ้ม
ท่าทางกุเทพระรื่นเดินเข้าบ้านมา อุษยาแปลกใจจึงถามถึงเรื่องงานที่จัดต้อนรับจิรดากับม่านมัสลินไปถึงไหนแล้ว กุเทพตอบว่าทุกอย่างเรียบร้อย อยู่ที่กำหนดวันมาเท่านั้น ...อุษยาจึงชวนเจ้าสัวไปหาม่านมุก เพื่อให้บอกมาว่าสะดวกวันไหน แต่ม่านมุกไม่ได้อยากไปงานนี้ จึงโบ้ยไปว่า
“เอาอย่างนี้ ให้ฉันถามแม่ดากับยัยมัสดูก่อนแล้วกัน เขาว่ายังไงฉันก็ว่ายังงั้น”
“เป็นอันว่าตกลง”เจ้าสัวสรุป อุษยาค้อนขวางๆที่เอาใจกันเหลือเกิน...










