นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    วันแรกที่ซ้อม พวกเด็กๆก็ถูกเคี่ยวกันจนเหงื่อตก พอรุ่งขึ้นก็ให้แต่งชุดพละเพื่อออกกำลังกายให้แข็งแรง จะได้หายใจได้ยาวขึ้น ย้ำว่า อย่าลืม ลมหายใจพวกเธอ จะต้องหายใจด้วยกัน พร้อมกัน!

    พอออกกำลังกายเสร็จ ทีมร้องเพลงก็หอบแฮ่กกันจมูกบาน นาทีนี้ อย่าว่าแต่หายใจพร้อมกันเลย ต่างคน ต่างหายใจก็ไม่แทบแย่แล้ว...

    การฝึกเพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากออกกำลังกายให้ลมหายใจยาวขึ้น ฝึกหายใจให้พร้อมกันแล้วยังสอนให้เต้นเริ่มจากเบสิก จากง่ายไปสู่ยาก จากช้าไปสู่เร็ว เมื่อฝึกร้องประสานเสียง ซิสเตอร์มาการิต้าก็เคี่ยวจนทุกคนเหนื่อยก็ยังถูกบ่นว่า

    “หยุด! หายใจกันคนละทีสองทีมันจะเรียกว่าประสานได้ยังไง!”

    แม้จะซ้อมจนแทบไม่มีเวลาแต่นางก็ยังแว่บไปที่บ้านธนาธิปจนได้ ไปเห็นบิ๊กไบค์ของชัยพงษ์ก็ลูบไล้อย่างหลงใหล ถูกชัยพงษ์ถามชอบจริงๆหรือแนวผู้หญิงมันต้องซอฟต์หน่อย นางบอกว่าแนวซอฟต์ต้องสินีนาฎเธอสวยหวาน เห็นชัยพงษ์ยิ้มก็แซวว่ายิ้มแบบนี้ชอบเพื่อนตนหรือ ถ้าชอบต้องเพิ่มเซลล์เจ้าชายเข้าไปอีกนิดเพราะเจ้านั้นเขาแนวมโนชอบให้เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิต มอเตอร์ไซค์อย่างนี้อาจเสียงดังไปนิ้ดนึง...

    สินีนาฎแอบชอบธนาธิปอยู่ก็ชงกาแฟไปให้เขาที่ห้องทำงาน ธนาธิปถามว่าบันลือใช้ให้มาเหรอ เธอบอกว่าตนทำเองแล้วยืนรีรอจนเขาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

    “ท่านกงสุลมีอะไรจะให้หนูช่วยไหมคะ”ธนาธิปบอกว่าไม่มีไปซ้อมเปียโนเถอะ “จะงานบ้านงานอะไรหนูทำได้หมดนะคะ หนูอยากทำอะไรทดแทนให้ท่านกงสุลค่ะ”

    “ไม่เป็นไร ขอให้หนูแค่ตั้งใจเรียนเท่านั้นไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นนะ”

    ธนาธิปก้มหน้าทำงานต่อ สินีนาฎแอบมองยิ้มปลื้มก่อนเดินออกไป

    ฝ่ายสายสุดาฝึกร้องเพลงอยู่ที่ริมสระน้ำบ้าน

    อธิป คัมพลเดินฟังสายสุดารู้สึกตัวหยุดร้อง เขินจนทำตัวไม่ถูก คัมพลถามว่าหยุดร้องทำไมเพราะดีออก คัมพลถามว่าจะซ้อมกันไปถึงไหน พอรู้ว่าสายสุดามีปัญหาเรื่องลมน้อย คัมพลเป็นนักกีฬาเลยแนะนำการหายให้ อุตส่าห์ไปหากังหันเล็กๆ มาให้เป่าหมุนไปในจังหวะนิ่งๆ สายสุดาทำตามแล้วหัวเราะกันร่าเริง

    บันลือถือถาดน้ำมาให้ พอเห็นสองคนฝึกให้กันก็ยิ้มอย่างเอ็นดู

    นางหิวบ่อย ช่างกิน เข้าไปต้มบะหมี่กินในห้องครัว ธนาธิปเข้ามาถามว่าทำท่าไหนซิสเตอร์ถึงยอมให้ออกไปเล่นสนุกข้างนอก นางบอกว่าไม่ใช่เรื่องสนุกแต่เป็นเรื่องจริงจัง ตนก็แค่ทำให้มันถูกต้องอย่างที่เขาสอนเท่านั้น

    “ฉันไปสอนเธอตอนไหน”

    “ก็ทุกตอนแหละค่ะ ยิ่งตอนล่าสุดที่รถชนนี่ นางรู้ว่าท่านกงสุลและมาดามโกรธเพราะห่วงพวกเราจริงๆ

    นางก็เลยไม่อยากไปทำอะไรโดยไม่บอกอีก”

    “โอ้โห...” ธนาธิปอุทานทึ่ง นางยิ้มเผล่ถามว่า ไงล่ะ เจ๋งไหม “ฉันดีใจนะที่เธอคิดได้แต่การร้องเพลงประสานมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไงก็อดทนแล้วก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”

    พอได้กำลังใจ นางก็ทำเสียงเหนื่อยมากบ่นว่าร้องเพลงแต่เทรนอย่างกับจะไปโอลิมปิก แล้วโซ้ยบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย ธนาธิปมองขำๆ เห็นปากเลอะก็ส่งผ้าให้เช็ด นางยกมือไหว้รับไปเช็ดปากแต่ก็ยังกินบะหมี่ไปคุยไปอย่างร่าเริงสนุกสนาน

    ธนาธิปยืนฟังไปยิ้มไปกับความเป็นตัวเองที่ไร้ มารยาของนาง

    ooooooo

    การฝึกและซ้อมร้องเพลงเพื่อเข้าประกวดงวดเข้ามาทุกที วันนี้ซิสเตอร์มาการิต้าประกาศว่าเหลือเวลาอีกไม่มากทุกเสาร์อาทิตย์นี้ไปจนถึงวันแข่งตนอนุญาตให้มาเรียกับฮองลันที่เป็นนักเรียนไปกลับมาอยู่รวมกับนักเรียนประจำเป็นกรณีพิเศษ

    ซิสเตอร์ปอนลีนแจ้งข่าวดีว่ามีศิษย์เก่าชื่อมิสมาริสสาที่เป็นผู้ออกแบบท่าเต้นให้กับศิลปินดังหลายคน อาสาจะมาช่วยสอนพวกเธอ ขอให้อย่าดื้ออย่าแผลงฤทธิ์อะไรเด็ดขาด

    ทุกคนรับปากแข็งขัน พอมิสมาริสสาปรากฏตัว นางก็แอบกระซิบว่า “หน้าตาใจดี น่าจะสบาย”

    แต่พอเริ่มฝึก สินีนาฎก็บ่นว่าเหนื่อยเหมือนจะตาย มาเรียบ่นว่านี่มันเจ๊โหดชัดๆ ขณะนั้นเองซิสเตอร์ปอนลีนเข้ามาถามว่าเหนื่อยไหม เด็กๆ ทุกคนใจชื้นตอบพร้อมกัน “เยส มาดาม”

    “เดี๋ยวซ้อมเต้นเสร็จ ไปอาบน้ำล้างตัว ทานข้าวกลางวันแล้วเจอกันที่ห้องดนตรี เราจะซ้อมเต้นประสานกันบ่ายนี้เข้าใจนะ” ทุกคนตาเหลือกคราง โหยยยยย... ซิสเตอร์ปอนลีนย้ำว่า “เข้าใจนะ”

    “เยส มาดาม” ทุกคนตอบเสียงอ่อย ในบรรดาเพื่อนๆ สายสุดาเต้นได้ดีที่สุดเอวไหลไหล่พลิ้วแต่ไม่สนใจเพื่อนๆ ซ้ำตำหนิอีก จนนางถามว่าทีมเวิร์กน่ะรู้จักมั่งไหม ทั้งสองโต้เถียงกันอีก จอยคามรู้สึกเสียใจที่เพื่อนๆต้องเหนื่อยเพื่อช่วยตนในเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ

    “ไม่เป็นเรื่องตรงไหน เด็กนักเรียนอย่างพวกเรามันจะมีสักกี่เรื่อง เรื่องนี้แหละสำคัญที่สุด” นางโต้

    “ใช่ เพราะฉะนั้นเราจะแพ้ไม่ได้” สายสุดาเปลี่ยนเสียง สินีนาฎเลยเสนอให้ช่วยพวกตนเพราะเธอเก่งที่สุด “ได้ เอาเลยไหม”

    ความมุ่งมั่นที่จะช่วยจอยคาม เกลื่อนความทิฐิที่มีต่อกันได้โดยไม่รู้ตัว

    ฝ่ายปอนลีนก็สุขภาพดีขึ้นอย่างประหลาด จนซิสเตอร์เทเรซ่าพูดกับเพื่อนๆอย่างทึ่งว่า

    “ฉันดีใจจริงๆเลยค่ะ การร้องเพลงนี่เหมือนเป็นยาวิเศษเลยนะคะซิสเตอร์”

    ซิสเตอร์มาการิต้าเสนอว่าเราไม่ได้ร้องเพลงประสาน เสียงกันนานแล้ว ออเดรย์บอกว่าไม่ได้ยินเสียงคุณแม่อธิการมานานทีเดียว

    “โถ...จะมาฟังอะไรเสียงคนแก่คะ” คุณแม่อธิการพูดอย่างถ่อมตัว แต่ทนเสียงรบเร้าของเหล่าซิสเตอร์ไม่ได้จึงร้องเพลงให้ฟังโดยมีพวกนักเรียนออกมาเต้นเข้ากับเพลงของคุณแม่อธิการอย่างน่ารักร่าเริง ซิสเตอร์ปอนลีนยิ้มปลื้มอย่างมีกำลังใจมาก นางถึงกับประกาศว่า

    “เอาล่ะ มีกำลังใจซ้อมแล้ว สู้ตายพวกเรา!”

    “เฮ้!!” เสียงเพื่อนๆเฮรับอย่างฮึกเหิม

    จากนั้นทุกลมหายใจของทีมร้องเพลงก็กลายเป็นการซ้อมไปหมด ไม่ว่าจะทำอะไร เท้าก็ขยับเต้นไปด้วย

    ธนาธิปดูการซ้อมของพวกนักเรียนอย่างชื่นชมในความเอาจริงเอาจัง แล้ววันนี้เขาก็ได้รับกระดาษโน้ตแปะที่ตู้เย็นข้อความว่า

    “พรุ่งนี้แล้วววว มาเชียร์พวกเราด้วยนะคะ ท่านกงสุล”

    ธนาธิปอ่านแล้วยิ้ม...

    ooooooo

    การประกวดร้องเพลงประสานเสียงเริ่มแล้ว นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆทยอยกันเข้ามาลงทะเบียน กลุ่มนักเรียนชายต่างแต่งหล่อเท่กันสุดๆ สาวๆเห็นต่างกรี๊ดกร๊าดกันแทบหูดับ

    นางกระซิบเพื่อนๆว่าดูเขาเก่งๆกันทั้งนั้น มาเรียชี้ให้ดูทีมแชมป์เก่า จอยคามชมว่าเท่มากไว้ขอไปถ่ายรูปกับเขากัน

    “ไม่ นั่นคือคู่แข่งอย่าเสียเวลาไปวอร์มเสียงกันดีกว่า” สายสุดาตึงเครียด จอยคามจ๋อยเดินตามสายสุดาไปมีนารีบตาม

    นางหันมาเห็นสินีนาฎนั่งกุมท้องหน้ามุ่ยถามว่าเป็นอะไร สินีนาฎบอกว่าตนตื่นเต้นจนท้องปั่นป่วนไปหมดแล้ว ฮองลันบอกว่าตนก็เหมือนกันถามว่าจะรอดไหมเนี่ย พอดีจรรยาเดินเข้ามาพร้อมแท็กติดเสื้อแจ้งว่า

    “ลงทะเบียนเรียบร้อย มารับแท็กติดเสื้อได้ เราขึ้นเป็นทีมสุดท้าย”

    ที่หน้างาน ชัยพงษ์เดินไปรับธนาธิปที่เดินเข้ามาบอกว่าทุกคนมาถึงแล้วอยู่ข้างใน ธนาธิปพยักหน้าเดินตามเข้าไปในห้องประชุม พ่อแม่ของทีมนักเรียนคอนแวนต์ที่ประกวดต่างมาให้กำลังใจลูกหลานตนรวมทั้งพ่อแม่ของจอยคามด้วย ซิสเตอร์มาการิต้าและปอนลีนก็มานั่งด้วย เมื่อการแสดงจะเริ่ม ผู้ใหญ่ทุกคนหาที่นั่งกันแล้ว คัมพลก็แอบเลี่ยงออกไป

    คัมพลมาหานางกับสินีนาฎที่หลังเวทีบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ของนางกับของตนอยู่หน้าเทวีเลยท่านกงสุลก็มา สินีนาฎได้ยินก็แอบดีใจท้องไส้หายปั่นป่วนไปเลย ส่วนสายสุดาได้ยินก็พูดอย่างยะโสว่า

    “ต้องมาสิ ก็สายขึ้นเวทีทั้งทียังไงพี่ธิปก็ต้องมา” มีนาถามว่าแล้วคุณพ่อคุณแม่เธอมาหรือเปล่า “ท่านไม่ว่างเห็นว่าไปเมืองนอกน่ะ”

    พอดีการร้องประสานดังขึ้นนางบอกเพื่อนๆว่าเริ่มแล้วรีบไปดูกัน คัมพลอวยพรให้โชคดี เห็นสินีนาฎ นั่งหน้าเศร้าก็เดินไปส่งกังหันลมอันเล็กๆให้บอกว่า “อย่าให้เสียชื่ออาจารย์คัมพลนะ” แล้วเดินออกไปไม่ได้คิดอะไร แต่สินีนาฎที่แอบปลื้มเขาอยู่มองกังหันลมแล้วยิ้มแก้มแทบปริ

    ooooooo

    การประกวดผ่านไปแต่ละทีมล้วนเก่งและได้รับเสียงปรบมือกึกก้อง ทีมคอนแวนต์ยิ่งดูก็ยิ่งหนาว จรรยาถอดใจชวนเพื่อนๆกลับกันดีไหม

    “ไม่!!” นางเสียงดัง พอรู้ตัวก็ลดเสียงลงบอกว่าเราจะไม่ท้อ สายสุดามองทีมที่เพิ่งผ่านการประกวดไปปรามาสว่าก็งั้นๆแหละ นางโพล่งว่า “จะงั้นจะงี้ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เราแค่ออกไปทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ ทีมอื่นเขาแค่อยากชนะ แต่เราอยากสนุกด้วยกันแล้วก็อยากทำให้เพื่อนด้วย”

    “แต่ฉันก็อยากชนะนะ” สายสุดาแย้ง นางบอกว่าทีมเราถึงต้องมีเธอไง ถามเพื่อนๆว่าสู้ไม่สู้ สายสุดาตอบทันทีว่าสู้สิ เพื่อนๆทุกคนเลยร้องสู้ จอยคามขอบคุณทุกคนด้วยความซาบซึ้ง

    นางปลุกระดมให้เพื่อนๆสู้ แต่ตัวเองกลับไม่เชื่อมั่นไปนั่งซึมที่บันไดหนีไฟ ธนาธิปเดินมาถามว่า เป็นอะไรเมื่อกี้เห็นฮึกเหิมทำไมมานั่งเหี่ยวอยู่ตรงนี้ นางนิ่ง ธนาธิปถามว่าเราเป็นตัวตั้งตัวตีไม่ใช่หรือ

    “ก็ใช่ แต่นางแค่อยากช่วยเพื่อน ไม่นึกว่ามันจะจริงจังขนาดนี้” ธนาธิปถามว่าแล้วเธอกลัวอะไร “กลัวแพ้ เอ๊ะ...ไม่ใช่ ไม่ได้กลัวแพ้ นั่นมันยายสายสุดา กลัวว่าไม่ได้ตัง...ก็ไม่เชิง...เออ...ลุง...นางกลัวอะไรก็ไม่รู้”

    ธนาธิปบอกว่ากลัวอะไรไม่รู้ก็ไม่ต้องกลัว นางว่าคงกลัวแพ้แล้วจอยคามจะไม่ได้เรียนเปียโนอีกเพราะเขารักการเล่นเปียโนมาก

    “จอยคามน่ะเขาทำใจได้แล้ว ที่ทุกคนทำให้เขาวันนี้มันคือกำไรสำหรับเขาแล้วนะ สิ่งที่เธอทำให้เพื่อนมันเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก แค่นี้ฉันว่าพวกเธอก็เป็นผู้ชนะอยู่แล้ว แล้วจะมากลัวอะไร ฮึ” นางตาเป็นประกายขึ้นมาบอกว่าจริงด้วย “ไปสนุกกับเพื่อนๆ ได้แล้วนั่งฝ่ออย่างนี้เหมือนไม่ใช่อภิรดี”

    นางนึกสนุกถามว่าแล้วยังไงถึงใช่ ธนาธิปยั่วว่าให้ออกไปร้องเพลงคล่อมจังหวะให้คนเขาฟังทรมานเล่นน่าจะใช่ นางยิ้มขำๆลุกขึ้นกระฉับกระเฉงมั่นใจบอกธนาธิปว่า “ได้เลย จัดไป นางจะไม่ทำให้ลุงผิดหวังเด็ดขาด”

    สายสุดาเดินมาเห็นก็สงสัยว่าทำไมสองคนนี้ถึงได้สนิทกัน?

    ooooooo

    และแล้วพิธีกรก็ประกาศการประกวดถึงทีมสุดท้ายคือทีมวิคตอเรีย คอนแวนต์ ทุกคนในทีมหันมองหน้ากัน นางที่ได้กำลังใจมาเต็มที่แล้วบอกเพื่อนๆ อย่างมั่นใจว่า ไป ออกไปสนุกกันพวกเรา!! ทุกคน ประสานมือกันร้อง...

    “เฮ้!!”

    การร้องและเต้นของทีมวิคตอเรีย คอนแวนต์ ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ความใสของพวกเธอทำให้ดูน่ารัก อบอุ่น แต่เมื่อมาเรียเข็นรถออกมาร้องเพลง เสียงเธอก็ตรึงทุกคนให้เงียบกริบ แล้วตามด้วยเสียงปรบมือกึกก้องยาวนาน

    เมื่อแสดงจบ ซิสเตอร์มาการิต้าชมว่าพวกเธอเก่งมาก ปอนลีนถามว่ารู้สึกเป็นยังไงบ้าง มาเรียบอกว่ามีความสุขมาก สินีนาฎบอกว่าเหมือนได้เอาชนะความกลัวของตัวเอง ฮองลันกับจรรยาเห็นด้วย

    “หนูรู้สึกจริงๆนะคะ ว่าหนูไม่แคร์เลยว่าเราจะแพ้หรือชนะ” นางยิ้มแย้มร่าเริง

    “หนูรู้สึกว่า...หนูชนะแล้วค่ะมาดาม” สายสุดาเชิดอย่างภูมิใจ

    ทุกคนมีความสุขที่ได้ทำสมความตั้งใจแล้ว เมื่อพิธีกรประกาศทีมที่เข้ารอบ ประกาศถึงทีมที่สามเท่านั้น ทีมวิคตอเรียคอนแวนต์ก็เริ่มเก็บของกันอย่างไม่มีความหวัง จนหลายคนไม่ได้ยินว่าทีมพวกตนได้เข้ารอบเป็นทีมสุดท้าย สายสุดากับมาเรียได้ยินร้องบอกเพื่อนๆ ด้วยความดีใจ ทุกคนกรี๊ดแล้ววิ่งไปบนเวที

    จนเมื่อพิธีกรประกาศผลการตัดสินทีมที่ได้อันดับสามคือทีมวิคตอเรียคอนแวนต์ จะได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวนห้าพันริงกิต ทุกคนตะลึงแล้วโผกอดกันท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง เมื่อออกไปรับรางวัลนางกับสายสุดาดึงจอยคามให้เป็นตัวแทนไปรับ นาทีนี้มีแต่ความดีใจและความสุข ที่เคยเคืองกันก็กอดกันด้วยความดีใจ

    ปรากฏการณ์นี้ซิสเตอร์ออเดรย์รำพึงกับฟรานซิสและคุณแม่อธิการว่า

    “มิตรภาพอาจไม่ได้มาง่ายๆ เราคงได้แต่ภาวนาขอให้เด็กๆผ่านไปให้ได้ในทุกๆบททดสอบ”

    ฝ่ายชัยพงษ์ก็บอกธนาธิปว่า “เห็นแบบนี้แล้ว ผมว่าท่านกงสุลน่าจะบอกความจริงเรื่องเป็นผู้ปกครองสินีนาฎได้แล้ว สายสุดาน่าจะเข้าใจ” ธนาธิปพยักหน้าแต่ก็ยังแอบหวั่นอยู่ลึกๆ

    เพื่อนๆมอบเงินรางวัลทั้งหมดให้จอยคามไปเรียนเปียโนถ้าเหลือก็เอาไปให้พ่อแม่ ขอเธออย่าดูถูกตัวเองอีก อย่าดูถูกพ่อแม่ตัวเองด้วย พ่อแม่เราไม่มีเท่าคนอื่นก็ไม่ได้แปลว่าท่านไม่รักเรา สายสุดาฟังแล้วเปรยเหมือนเจ็บลึกในใจว่า

    “ของแบบนี้บางทีไม่เจอเองก็ไม่รู้สึกหรอกนะว่าความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมันเป็นยังไง”

    นางถามว่าสายสุดาเป็นไบโพล่าหรือเปล่า วันก่อนโกรธจอยคามจะเป็นจะตาย วันนี้เข้าใจซะงั้น สายสุดาแก้เกี้ยวพาลว่าจะเข้าใจไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรื่องของพวกเธอ พวกนางบ่นว่าบ้าหรือเปล่า ชวนไปห่างๆดีกว่าเดี๋ยวติดเชื้อบ้า

    จากการร่วมกันช่วยจอยคามครั้งนี้ จอยคามปรารภกับสายสุดาและมีนาว่าที่จริงพวกนางก็ไม่ได้เลวร้ายมากนะ มีนาไม่กล้าตอบแต่พอสายสุดาบอกว่า ก็โอเค ไม่แย่ มีนาจึงพยักหน้าเป็นลูกขุนพลอยพยักว่า ใช่...ก็โอเคนะ

    ทุกคนยิ้มแย้มกับผลสำเร็จครั้งนี้จนเหมือนบรรยากาศกำลังจะดีขึ้น

    ซิสเตอร์เทเรซ่าก็คุยกับฟรานซิสว่าหลังจากงานนี้เด็กๆดูจะเปิดใจให้กันมากขึ้น

    “ค่ะ ได้แต่หวังว่าพวกแกจะไม่เจอบททดสอบอะไรอีก” ซิสเตอร์ฟรานซิสได้แต่หวังเช่นนั้น

    งานนี้ไม่เพียงเด็กๆจะกลมเกลียวกันได้เท่านั้น ซิสเตอร์ปอนลีนที่อาสาเป็นผู้ดูแลเด็กๆ ก็บอกซิสเตอร์ออเดรย์ว่าตนไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลย เมื่อเข้าไปในห้องดนตรี ปอนลีนมองเปียโนอย่างภาคภูมิใจ ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานความสุขให้ตน บอกว่า “ลูกมีความสุขเหลือเกิน ลูกหายแล้วใช่ไหมคะ...ลูกหายแล้ว”

    เมื่อเสียงนาฬิกาเตือนให้กินยา เธอมองยาในมือแล้วทิ้งถังขยะ ยิ้มกับตัวเองบอกว่า ฉันหายแล้ว...ฉันหายแล้ว

    ซิสเตอร์ปอนลีนเดินออกจากห้องดนตรีไปอย่างมั่นใจ

    ooooooo

    ในวันไปชมการประกวดร้องเพลงของลูกๆ

    เด่นชัยกับพิทักษ์เพื่อนเก่าสมัยเรียนที่โรงเรียน

    เซ็นต์เซเวียที่ปีนังด้วยกัน พิทักษ์ยืนยันจะขอนางไปเป็นสะใภ้ วันนี้เด่นชัยกับเอมอรคุยกันถึงเรื่องนี้ขณะกินข้าวที่ร้านอาหาร

    เด่นชัยมีนางเพียงคนเดียว แต่พิทักษ์มีลูกชายถึงสามคนคือทัศนัย ชัยพงษ์และคัมพล เอมอรถามว่าพิทักษ์จะขอนางไปให้ลูกคนไหน เด่นชาติคาดว่าชัยพงษ์ เอมอรสงสารคัมพลเพราะแสดงออกชัดเจนว่าชอบนาง

    “ก็จริง แต่ผมว่าคัมพลเด็กไป ไม่น่าจะเอายายนางอยู่หรอก...ผมตามใจลูกทุกเรื่องแต่เรื่องนี้ผมไม่ยอม ใครจะมาเอาดวงใจของผมไป ผมต้องเป็นคนเลือก”

    เอมอรถามว่าแบบนี้บ้านพิทักษ์ก็ตกไป เด่นชาติบอกว่าไม่ตก เพราะพิทักษ์บอกว่านางเหมาะกับคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยเขาจะขอให้ทัศนัยลูกชายคนโตที่กำลังเรียนแพทย์อยู่ที่อเมริกา

    เอมอรฟังแล้วหนักใจ คิดว่าวันหนึ่งพ่อลูกคงต้องทะเลาะกันเรื่องนี้แน่

    ฝ่ายธนาธิป หลังการประกวดร้องเพลงเห็นเด็กๆ เข้ากันได้แล้วก็คิดจะบอกสายสุดาเรื่องตนเป็นผู้อุปการะสินีนาฎ

    แต่ปรากฏการณ์ที่เห็นไม่ใช่ธาตุแท้ เพราะเมื่อผ่านการประกวดร้องเพลงแล้วสายสุดาก็กลับมาเหมือนเดิม กระทั่งเมื่อจอยคามชมนางกับสินีนาฎที่ร่วมกันช่วยตนว่าเขาก็ดีนะ ก็ถูกสายสุดาไล่ว่าถ้าเขาดีก็ไปอยู่กับเขาเลยเที่ยงนี้ไปกินข้าวกับเขาก็แล้วกัน เล่นเอาจอยคามงง

    “นี่ อยู่กันมานานไม่รู้หรือไงว่าสายสุดาเขาไม่ชอบให้สนใจคนอื่นมากกว่า” มีนาตำหนิ จอยคามบอกว่านึกว่าเขาเลิกโกรธกันแล้ว “ถึงยังงั้นก็เถอะนี่เขาจะโกรธกันใหม่เพราะเธอแล้วนะ รู้ยัง”

    จอยคามฟังแล้วเสียวสันหลัง เพราะรู้พิษสงของสายสุดาดีว่าถ้าถูกเธอเกลียดแล้วจะเป็นอย่างไร

    ooooooo

    สายสุดาเดินมาเจอซิสเตอร์มาการิต้า มาดามบอกว่าเห็นท่านกงสุลมาน่าจะมาหาเธอ สายสุดาดีใจมากรีบเดินไปทันที ธนาธิปอยู่ในห้องอำนวยการกำลังฟังนางจ้อแทบไม่หายใจ

    นางเล่าเรื่องที่พิทักษ์ถามว่าใครเป็นผู้อุปการะสินีนาฎ เพราะตนเคยขอความช่วยเหลือจากคัมพลก่อน ตนบอกว่าท่านกงสุลพิทักษ์บอกว่าเกรงใจท่านกงสุลตนจะจัดการเอง เลยอยากถามท่านกงสุลว่าโอเคหรือเปล่า เพราะถ้าโอเคลุงพิทักษ์ก็พร้อมจะอุปการะสินีนาฎเหมือนกัน ธนาธิปถามสินีนาฎว่าสะดวกจะให้ใครอุปการะ

    สินีนาฎถามว่าตนมีสิทธิ์เลือกด้วยหรือ แค่ทุกวันนี้ก็เกรงใจท่านกงสุลแย่แล้ว

    “ถ้าแค่เหตุผลว่าเกรงใจก็ไม่ต้อง ฉันเต็มใจช่วยเหลือหนูในเรื่องการเรียนให้ดีที่สุด ผลการสอบออกมาก็น่าปลื้มใจ ไปบอกคุณลุงพิทักษ์นะว่าฉันไม่ได้มีปัญหาอะไร” นางถามว่าแปลว่าท่านกงสุลจะเป็นผู้อุปการะสินีนาฎต่อไป

    สายสุดาเดินมาถึงหน้าห้องพอดีได้ยินธนาธิปตอบนางว่า

    “ใช่ ฉันยินดีเป็นผู้ปกครองของสินีนาฎต่อไป คิดเสียว่าเป็นพี่ชายคนหนึ่งเหมือนกับที่เป็นพี่ชายของสายสุดาไง”

    ขีดความอดทนของสายสุดาขาดผึงทันที สายสุดาตาวาวด้วยความโกรธ

    ooooooo

    เมื่อนางกับสินีนาฎไปแล้ว สายสุดาพรวดเข้าไปหาธนาธิปตัดพ้อต่อว่าว่าทำไมไม่ปรึกษาตนก่อน

    สินีนาฎกับนางเป็นคนที่ตนเกลียด ไม่ชอบ ธนาธิปถามว่าทำไมต้องเกลียดคนนู้นคนนี้

    เหตุผลของสายสุดาคือพวกเขาชอบทำตัวเด่นกว่าสวยกว่าเป็นลูกรัฐมนตรี สินีนาฎก็เชิดใส่ตนตามไปด้วย แต่เขากลับส่งเสริมสินีนาฎทำเหมือนไม่เข้าข้างตนเลย ซ้ำพวกเขายังรวมตัวกันไม่ยอมลงให้ตนด้วย

    “เอ...แล้วทำไมสายจะต้องให้คนอื่น ‘ลง’ ให้ด้วย เราวิเศษมาจากไหน...สายสุดา ฟังพี่นะ สายเป็นน้องของพี่ พี่จะเห็นคนอื่นดีกว่าน้องของตัวเองได้ยังไง แต่พี่ไม่ชอบที่สายอิจฉาคนอื่น และไม่ชอบมากที่สายดูถูกคนอื่น คนที่เขาล้มในวันนี้ ไม่ได้แปลว่าเขาจะล้มตลอดไป ไม่แน่นะวันหนึ่งสายหรือพี่อาจจะต้องพึ่งพาเขาก็ได้”

    “ไม่มีทาง!”

    “สายสุดา...เอาเถอะ โกรธพี่ก็ไม่เป็นไร แต่พี่ขอร้องนะ อย่าไปพูดอะไรให้สินีนาฎต้องสะเทือนใจมากไปกว่านี้”

    “แค่นี้ใช่ไหมคะ” สายสุดากระชากเสียงแล้วสะบัดออกไปเลย พอไปถึงลานกิจกรรมก็คำราม “คอยดูนะ พวกเธอจะไม่มีที่ยืนอีกต่อไปแน่”

    สายสุดาเรียกมีนากับจอยคามมาให้ช่วยกันเยาะเย้ยดูถูกสินีนาฎ หาว่าเธอเป็นภาระของธนาธิป สินีนาฎจ๋อย นางสะอึกออกไปจะเอาเรื่อง พอดีซิสเตอร์ฟรานซิสมาขัดจังหวะจึงแยกย้ายกันไป

    เมื่อเข้าห้องเรียนนางบอกให้สายสุดาขอโทษสินีนาฎเดี๋ยวนี้ที่พูดจาไม่ดีทำให้เธอเสียใจ สายสุดาเหยียด ยิ้มเชิดใส่บอกว่าสินีนาฎต้องมากราบขอบคุณตนที่ยอมรับภาระมาทั้งที่ไม่จำเป็น และนางก็ทำเหมือนตัวเองดีอยู่คนเดียว มีนากับจอยคามก็คอยเป็นลูกคู่ผสมโรงดูถูกสินีนาฎ

    นางอึ้ง สินีนาฎบอกนางให้พอเถอะ สายสุดาบอกว่าใช่ บอกสินีนาฎให้บอกนางด้วยว่าเลิกทำตัวเองดีอยู่คนเดียวสักที

    ซิสเตอร์ออเดรย์กับฟรานซิสติดตามเรื่องราวของคู่ขัดแย้งนี้อย่างใกล้ชิด ออเดรย์บอกว่านี่คือบททดสอบ ฟรานซิสบอกว่าช่วงนี้ต้องคอยดูสินีนาฎอย่างใกล้ชิด

    ออเดรย์บอกว่าดีที่สินีนาฎยังมีอภิรดีเพราะเด็กคนนี้เข้มแข็ง ฟรานซิสถามว่าแล้วสายสุดาล่ะ

    “ทุกคนมีบททดสอบของตัวเอง ฉันเชื่อนะว่าสายสุดาเองก็คงเจอบททดสอบที่ไม่ง่ายนักอยู่เหมือนกัน”

    ooooooo

    สินีนาฎเสียใจร้องไห้ขณะเข็นรถให้มาเรีย มาเรียถามว่าร้องไห้เรื่องอะไร สินีนาฎบอกว่าเสียใจที่ตัวเองเป็นภาระให้คนอื่น ตนช่วยเหลืออะไรตัวเองไม่ได้เลย

    “เธอเบื่อไหมที่ต้องคอยเข็นรถให้ฉัน” มาเรียถาม สินีนาฎเงียบ มาเรียเทียบว่าจะว่าไปตนเป็นภาระยิ่งกว่าเธอ เพราะไปไหนมาไหนเองก็ไม่ได้ “แต่ฉันไม่เลือกที่จะมองตรงนั้น ฉันอาจจะต้องการความช่วยเหลือบ้าง แต่ฉันก็ตอบแทนด้วยการเป็นเพื่อนที่ดี เป็นลูกที่ดีแทน ฉันพิการทางร่างกาย แต่ฉันสัญญากับตัวเองว่าจิตใจฉันจะต้องสมบูรณ์ที่สุด เธอมีครบทุกอย่างทำไมยอมแพ้ง่ายนักล่ะสิ”

    ซิสเตอร์ออเดรย์เดินมาหยุดยืนฟังอยู่ข้างหลัง

    มาเรียยังคงพูดกับสินีนาฎอย่างตั้งใจว่า

    “สงสารตัวเองน่ะมันง่ายนะ วันที่ฉันรู้ว่าเดินไม่ได้ ฉันโกรธทุกคน ทุกอย่าง เสียใจที่สุด ฉันเอาทุกอย่างมารวมกันหมดเลยโคตรง่ายเลยอ่ะ สิ่งที่ยากคือเราจะอยู่กับโลกใหม่ของเรายังไงต่างหาก”

    ซิสเตอร์ออเดรย์ที่ยืนฟังอยู่ ชมว่ามาเรียเก่งมาก หนูพูดถูก มันง่ายเหลือเกินที่เราจะสงสารตัวเองและโกรธคนอื่น สินีนาฎบอกว่าตนไม่รู้จะทำยังไงดี ออเดรย์กอดปลอบว่า

    “หนูเป็นคนดีนะสินีนาฎ คุณแม่หนูท่านต้องอบรมหนูมาดี ถึงครอบครัวหนูจะไม่มีพร้อมอย่างคนอื่น แต่หนูต้องไม่ท้อไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะตกยากอย่างไร ก็จงทำจิตใจให้เข้มแข็ง อย่าประณามว่าใครเป็นคนผิด เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไร และอย่าประชดชีวิต เพราะเมื่อการประชดเกิดขึ้นแล้ว เราเองมักจะเป็นฝ่ายเสียน้ำตาให้กับการกระทำของเรา”

    สายสุดาอยู่ในห้องน้ำ เธอน้ำตาคลอเสียใจเหมือนกันกับเรื่องของตัวเอง เมื่อฟังซิสเตอร์ออเดรย์จบ เธอปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น...

    ooooooo

    นางจะแก้เผ็ดสายสุดาที่พูดให้สินีนาฎเสียใจ วันนี้จึงฝากฮองลันที่เป็นนักเรียนไปกลับซื้อหน้ากากผีให้ คืนนี้สายสุดาลุกไปห้องน้ำปลุกมีนากับจอยคามไปเป็นเพื่อนทั้งสองก็ไม่ตื่นจึงเดินไปคนเดียวเลยถูกนางทำผีหลอกจนฉี่ราด

    สายสุดาอายที่กลัวจนฉี่ราดขอร้องนางว่าจะให้ตนทำอะไรก็ได้ ขอแต่อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร

    นางไม่พูดกับคนอื่นแต่บอกสินีนาฎว่าตนเอาคืนสายสุดาให้แล้ว ถ้ายังไม่สบายใจคืนนี้จะเอาให้ฉี่ราดอีกครั้ง

    “พอเลยนาง ขืนหลอกซ้ำอีกคืนนี้แล้วมาดามจับได้เธอจะซวยนะ” นางขออีกนิดเดียวเอง ก็พอดีนาตาลีมาชวนไปเล่นบอลกัน

    นาง สินีนาฎ สายสุดา มีนา จอยคามและนาตาลีไปเล่นบอลกันที่ลานข้างประตูรั้ว จอยคามเตือนระวังอย่าให้บอลข้ามไปฝั่งนู้น พูดไม่ทันขาดคำสายสุดากับนางก็แย่งบอลกันจนบอลลอยข้ามไปฝั่งโรงเรียนชายจนได้

    เรื่องนี้กลายเป็นชนวนปัญหาใหญ่ตามมา เมื่อนางปีนรั้วข้ามไปเก็บบอล เจอปีเตอร์กับเดวิดสองนักเรียนนักเลงเข้ามาแทะโลมลวนลาม เลยโดนนางต่อยคว่ำไปคนหนึ่ง อีกคนถูกเตะผ่าหมากหน้าเขียวไป คัมพลมาเจอเลยเข้าช่วยบอกให้นางรีบกลับโรงเรียนไป นางวิ่งไปปีนรั้วกลับ หันมาเห็นพอลวิ่งมาห้ามมวยพอดี

    คุณแม่อธิการเรียกพวกเล่นบอลทั้งหมดไปสอบถามแล้วให้กลับไป เหลือนางกับสินีนาฎอยู่ต่อรอรับคำสั่งลงโทษ โดยให้ทั้งสองช่วยกันกวาดถูหอนอนของเกรด 11 ให้สะอาดเรียบร้อยก่อนคนเข้านอนคืนนี้

    รุ่งขึ้นธนาธิปมาที่โรงเรียนเพราะคุณแม่อธิการโทร.ไปเล่าให้ฟัง เขาตำหนินางว่าโตแล้วรู้ดีว่ากฎของโรงเรียนห้ามเด็ดขาดไม่ให้ออกไปสนามของเด็กโรงเรียนชายยังไปมีเรื่องชกต่อยกับนักเรียนชายอีก รู้ไหมว่าเวลานี้ เรื่องมันลุกลามไปใหญ่โตแล้ว นางถามว่าใหญ่โตยังไง?

    “ก็เรื่องมันไม่ได้จบแค่ที่เธอข้ามกลับมาน่ะสิเด็กผู้ชายพวกนั้นเขามีเรื่องกันอยู่แล้ว เมื่อวานฉันต้องไปไกล่เกลี่ยที่โรงเรียนนู้น ปรากฏว่ามีเด็กคนหนึ่งไปได้ยินเด็กชื่อเดวิดพูดอาฆาตคัมพล บอกว่าถ้าออกไปเจอกันข้างนอกจะแทงให้ตาย”

    “แล้วท่านกงสุลบอกพี่คัมพลหรือยังคะ” เขาพยักหน้า “งั้นก็โล่งไป ถ้าพี่คัมพลรู้ไม่ออกไปข้างนอกก็จบใช่ไหมคะ”

    “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนาง” ธนาธิปหนักใจ เพราะคัมพลประกาศว่าจะออกไปเคลียร์กับมันให้จบๆไป มันคิดว่ามีมีดคนเดียวรึไง ตนปลอบว่าอย่าใจร้อน เกิดอะไรขึ้นมันไม่คุ้มเพราะพวกนั้นคบกับแก๊งนักเลงข้างนอก

    “ผมไม่กลัว ผมไม่ยอมให้มันมาลวนลามนางของผมฟรีๆแน่”

    นางฟังแล้วร้องว้า...ตนไม่ใช่ของคัมพลซะหน่อย ธนาธิปเตือนจริงจังว่า ถึงนางจะไม่ได้คิดอะไร แต่ระวังตัวเอาไว้บ้าง เป็นสาวแล้วรู้ตัวหรือเปล่า คราวนี้เธอนี่แหละคือสาเหตุ นางบอกว่าคิดไปกันเอง ตนไม่ได้รักใครเลย

    “เอาเถอะถือว่าฉันขอร้อง ช่วยให้จิตใจมันโตทันตัวบ้างไม่งั้นฉันคงปวดหัวตายเร็วๆนี้ เฮ้อ...เด็กอะไรไม่เคยเจอ”

    “อ้าว...ตกลงว่าเด็กหรือว่าไม่เด็กเนี่ยลุง???”

    ธนาธิปทำตาขุ่นใส่ นางเลยยิ้มแหย เมื่อเขาจะกลับนางถามว่า ไม่อยู่เจอสินีนาฎก่อนหรือ แต่ธนาธิปออกไปแล้ว

    เมื่อนางเล่าให้สินีนาฎกับฮองลันฟัง ทั้งสองเป็นห่วงคัมพล เพราะสองคนนั้นเป็นพวกแก๊งนักเลงข้างนอก

    สายสุดาแอบฟังอยู่พลอยเป็นห่วงคัมพลที่ตัวเองแอบปลื้มความหล่อมาดเท่ของเขาไปด้วย

    ooooooo

    คืนนี้ คัมพลกับเดวิดรํ่าๆจะมีเรื่องกันที่ห้องล็อกเกอร์แต่ไม่อยากมีเรื่องกันในโรงเรียน จึงนัดไปเจอกันตัวต่อตัวที่ข้างนอกคืนวันศุกร์ คริสเป็นห่วงเพื่อนเลยขอตามไปด้วย

    “คริส พบผมที่ห้องหน่อย” พอลมาได้ยินพอดีสั่ง หลังจากนั้นพอลโทร.บอกธนาธิป ธนาธิปบอกว่าตนจะจัดการเอง

    ชัยพงษ์ขอโทษที่น้องชายทำเรื่องวุ่น ธนาธิปบอกว่าไม่ต้องเครียดเพราะคัมพลไม่ใช่อันธพาล ยังไงเราก็ไม่ปล่อยให้เป็นอันตราย แต่เราต้องปล่อยให้เขาเจออะไรบ้าง

    “คงทำไปเพราะห่วงยายนางนั่นแหละครับ”

    ชัยพงษ์เดาใจน้องชาย ธนาธิปได้ยินสะดุดไปนิดหนึ่ง แต่ก็ตบไหล่ชัยพงษ์หาทางช่วยคัมพลกัน

    ooooooo

    เพราะคืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ที่มีเรื่องจะต้องไปจัดการ ที่บ้านธนาธิปไม่มีใครอยู่ สินีนาฎจึงต้องงดการไปซ้อมดนตรีที่นั่น สินีนาฎฉุกคิดว่าหรือจะเกี่ยวกับเรื่องคัมพล? แอบภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องนั้นเลย...

    สายสุดาคอยจับผิดนางกับสินีนาฎอยู่ พอรู้ว่าวันนี้ไม่ไปซ้อมดนตรีที่บ้านธนาธิปเพราะไม่มีใครอยู่บ้านก็เอะใจ ยิ่งเมื่อได้ยินสินีนาฎบอกว่ากลัวจะเกี่ยวกับที่คัมพลไปมีเรื่องกับพวกนักเลง สายสุดาก็เป็นห่วงภาวนาอย่างให้มีเรื่องร้ายแรงเลย

    ปีเตอร์กับเดวิดไปพบกับหัวหน้านักเลงที่ชุมโจร หัวหน้าบอกเอาให้ตายเลยจะได้หมดเรื่อง ปีเตอร์กับเดวิดบอกอย่าเอาถึงตายเลยแค่ซ้อมให้ไม่กล้าก็พอ ถูกหัวหน้าแก๊งด่าว่าปอดแหก รักจะเป็นนักเลงแต่ใจไม่กล้าระวังจะโดนเสียเอง

    ที่ชายหาด คัมพล คริส มนตรีกับมามุ ผิดสังเกตว่าทำไมเงียบจัง

    “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็ไม่เงียบแล้ว” คัมพลบอก พลันแสงไฟหน้ารถก็สาดมาทุกคนเขม้นมองไปเห็นพวกปีเตอร์มากันเป็นโขยงถึงหกคน! คริสถามคัมพลว่าจะเอายังไง คัมพลตะโกนไปว่า “ถ้ายังพอมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง เจอกันตัวต่อตัว”

    พวกนักเลงตะโกนบอกว่า “มึงไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” คริสถามว่าพวกตนไปมีปัญหากับมันตอนไหน มันบอกว่าไม่มีแต่รำคาญ คัมพลด่าว่าแบบนี้เขาเรียกว่ากุ๊ย ก็ถูกยิงเข้าที่แขนจนล้มลง ทุกคนตกใจรวมทั้งปีเตอร์และเดวิดด้วย เดวิดบอกนักเลงว่าตนเปลี่ยนใจแล้วปล่อยพวกเขาไปเถอะ

    “มึงเปลี่ยนใจแต่กูไม่เปลี่ยน!” นักเลงตะคอกกลับ แล้วเข้ามายกปืนจะยิง ปีเตอร์ตัดสินใจเตะปืนกระเด็นเลยถูกมันต่อย คัมพลใช้ไม้ที่เตรียมมาฟาดใส่หน้านักเลงคนหนึ่ง อีกคนชักมีดดาบออกมา พวกคัมพลจึงมารวมกลุ่มกัน

    “กูขอโทษ กูไม่คิดเอามึงถึงตาย” เดวิดตะโกนบอกพวกคัมพล

    พอดีคัมพลเหยียบถูกปืน เขาหยิบขึ้นมาจ่อไปที่นักเลง พวกมันตกใจ คริสร้องห้าม “คัมพล! อย่า!”

    คัมพลเลือดขึ้นหน้า นาทีนั้นเขารู้สึกว่าอำนาจอยู่ในมือตน จ่อปืนไปที่พวกนักเลง พวกมันตะโกนให้หนี พริบตานั้นมีระเบิดควันปาเข้ามา แล้วชายชุดดำสามคนก็พุ่งเข้าชาร์จคัมพล คริส มนตรี และมามุหายไป

    พอควันจาง ตำรวจก็เข้าจับกุมปีเตอร์กับเดวิดและแก๊งโจร ทุกคนถูกใส่กุญแจมือ

    พวกคัมพลถูกเอาขึ้นรถพาไปที่บ้านธนาธิป

    ที่นั่นพิทักษ์นั่งรออยู่ พอเห็นหน้าพ่อ คัมพลตกใจ โผเข้าขอโทษที่ตนใจร้อนคิดน้อยเกินไปจนเกือบกลายเป็นฆาตกรฆ่าคน ยอมรับว่าตอนที่ปืนอยู่ในมือถ้าตนไม่มีสติก็คงทำอะไรโง่ๆ แล้วต้องมาเสียใจไปตลอดชีวิต

    “ลูกผู้ชายเรามันต้องผ่านช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตไปให้ได้ ใครรอดมามันก็ดี พ่อดีใจที่อย่างน้อยแกก็ยังมีสติและเอาชีวิตรอดมาได้ เพราะถ้าแกเป็นอะไรไปพ่อก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คัมพลขอโทษ “จำไว้ว่าไม่ว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้ลูกออกไปเสี่ยงอันตราย คนที่ต้องรับผลของมันคือพ่อแม่เท่านั้น”

    “ลูกผู้ชายมันไม่ได้วัดกันที่การมีเรื่องแต่มันวัดกันที่การข่มใจ ใช่ไหมคริส” ชัยพงษ์ถาม คริสรับคำ ชัยพงษ์จึงขอบใจที่ไม่ทิ้งกัน พิทักษ์ก็ขอบคุณธนาธิปที่ดูแลเด็กๆ ธนาธิปบอกว่าเป็นหน้าที่ของตนอยู่แล้ว

    บันลือเข้ามาบอกว่าแม่บ้านเตรียมข้าวต้มไว้แล้ว เชิญทุกคนที่ห้องอาหาร ทุกคนยิ้มดีใจที่เรื่องร้ายๆ ผ่านไปด้วยดี

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 18:45 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์