นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1


    ย่านจอร์จทาวน์ในปีนังนอกจากคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นแล้ว ที่นี่ยังมีโรงเรียนจอร์จทาวน์อะคาเดมี่ที่มีชื่อเสียงอยู่ด้วย

    เย็นนี้ที่โรงยิมในโรงเรียน พอลกำลังสาธิตวิชายูโดกับเดวิดให้นักเรียนดู ซ้อมเสร็จเดวิดโค้งรับเสียงปรบมือจากเพื่อนนักเรียน พอลขอบคุณเดวิดและให้กลับไปนั่ง แล้วจึงสอนนักเรียนว่า

    “เวลาโดนทำร้าย ต้องมีสติและความว่องไวเราก็สามารถเอาชนะได้ อ่ะ...ครูขอให้ทุกคนจับคู่แล้วลุกขึ้นซ้อมได้”

    ทุกคนลุกขึ้นจับคู่กันกระฉับกระเฉง คัมพลจับคู่กับคริส และเดวิดจับคู่กับปีเตอร์ที่ไซส์ใกล้เคียงกัน พอลบอกให้คัมพลกับเดวิดเปลี่ยนคู่กัน ตนอยากให้จับคู่กับคนที่ไซส์ต่างกัน คัมพลจึงจับคู่กับปีเตอร์และส่งเดวิดจับคู่กับคริสแทน เดวิดกับปีเตอร์มองหน้าและยิ้มให้กันอย่างมีแผน

    พอเริ่ม ปีเตอร์กระชากคอเสื้อคัมพลอย่างจงใจข่ม แต่คัมพลมีสติจำคำสอนของพอลได้ เขาเบี่ยงตัวหลบ แต่ปีเตอร์บุกไม่ให้คัมพลตั้งตัว แม้ปีเตอร์จะเป็นต่อแต่คัมพลก็สู้ไม่ถอย พอลเห็นทั้งสองเริ่มต่อสู้กันแรงขึ้นก็ไม่พอใจ

    “พอได้แล้ว คัมพล ปีเตอร์” แต่ปีเตอร์ยังลุยต่อจนคัมพลเริ่มอ่อนแรง พอลจึงเข้าแยก พูดเสียงเข้ม “ฉันสอนให้รู้จักการป้องกันตัวเอง ให้ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ใช่เอามาหาเรื่องคนอื่นแบบนี้! ขอโทษกันซะ”

    ทั้งสองยื่นมือจับกันเอ่ยขอโทษอย่างเสียไม่ได้ ขณะจับมือกันปีเตอร์ยังแอบบีบมือคัมพลข่มอีก ต่างจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

    ooooooo

    วันนี้ธนาธิปแต่งตัวในชุดแบล็กไท กำลังจัดหูกระต่ายอยู่หน้ากระจก เขามองบันลือในกระจก บอกว่าตนจะออกไปเร็วหน่อยให้คนเตรียมรถด้วย บันลือติงว่างานเลี้ยงวันเกิดกงสุลใหญ่อังกฤษเริ่มตอนเย็นไม่ใช่หรือ

    “ฉันสั่งไวน์บอร์โดเป็นของขวัญท่านกงสุลใหญ่แต่การขนส่งไม่เป็นตามที่นัด ฉันต้องออกไปหาของขวัญอย่างอื่น” ธนาธิปมองกระจกเช็กความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วเดินออกไป

    ขณะเดินมาด้วยกันนั้น บันลือเล่าว่า ลูกสาวท่านรัฐมนตรีเด่นชาติที่เพิ่งย้ายมาเซียนเอาเรื่อง ตนเพิ่งเห็นข่าวปาร์ตี้ยาเสพติดบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไม่นานนี่เอง

    “ภาวนาให้ซิสเตอร์เอาอยู่ อย่าทำเสียชื่อนักเรียนไทยแล้วกัน” ธนาธิปเดินเลี้ยวไปเข้าห้องทำงาน ส่วนบันลือแยกไปสั่งการเรื่องรถ

    เมื่อเข้าไปในห้องทำงานที่ทุกอย่างจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บังเอิญลมพัดเอกสารปลิว เขาจับแฟ้มเคาะเอกสารให้เข้าที่ นึกอะไรได้ดูที่ปกแฟ้มเขียนว่า ประวัตินักเรียนวิคตอเรียคอนแวนต์ “อภิรดี อโณทัย” เขาเปิดแฟ้มดูเห็นรูปถ่ายและประวัติของนาง หันไปหยิบหนังสือพิมพ์มาดูเห็นข่าวหน้าหนึ่ง รูปนางกับโต๋เต๋กำลังปีนรั้วหนีและโดนตำรวจจับ

    ที่หน้าบ้านพักกงสุล ชัยพงษ์ขี่ม้าเหล็กคันใหญ่มาจอดหน้าบ้านพักดับเครื่องแล้วเดินเข้าไปในบ้านพัก เจอบันลือกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องครัว

    ชัยพงษ์ส่งกล่องขนมเล็กๆให้ แล้วเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานของธนาธิป ถามว่ายุ่งอยู่หรือเปล่า ธนาธิปบอกว่าไม่ กำลังดูประวัตินักเรียนไทยคนใหม่ ลูกสาวท่านรัฐมนตรีเด่นชาติเพื่อนคุณพ่อของชัยพงษ์

    “อ๋อ...เคยเจอกันสมัยเด็กๆฮะให้เจอตอนนี้คงจำไม่ได้” ชัยพงษ์ส่งเอกสารให้บอกว่านี่คือสรุปการประชุมของสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในปีนังที่กงสุลให้ตนไปฟัง อยู่ในนี้ทั้งหมด ธนาธิปขอบคุณ ถามว่ามีปัญหาอะไรไหม

    “ก็นิดหน่อยฮะ คนไป KL กันเยอะ แต่ปีสองปี ที่ผ่านมา ปีนังก็เริ่มกลับมาฮิปมากขึ้น ทุกคนก็หวังว่าจะมีคนไทยสนใจมาเที่ยวมากขึ้น ผมว่าน่าจะลองคุยกับทางเอ็มดีของการบินไทยที่นี่นะฮะ จัดโปรโมชั่นดีๆ คนน่าจะมาเยอะ”

    ธนาธิปบอกว่าน่าสนใจ ตนจะลองเอาเข้าที่ประชุมดู นึกได้ถามว่าภรรยาท่านรัฐมนตรีเด่นชาติยังไม่กลับเห็นว่าจะกลับพรุ่งนี้ ถามว่าเขาจะไปส่งเองไหม ชัยพงษ์ บอกว่าตนติดถ่ายภาพนิ่งให้โฆษณา นัดไว้นานแล้วด้วย

    “ไม่เป็นไร ผมให้คนของทางกงสุลดูแลให้อยู่แล้ว แค่ถามดูเฉยๆ”

    ทั้งสองเดินลงบันไดมาด้วยกัน เป็นผู้ชายเท่ๆ สองคนที่บุคลิกต่างกัน ธนาธิปถามชัยพงษ์ว่าทำงานเยอะขนาดนี้เมื่อไหร่จะกลับไปช่วยงานคุณพ่อของเขาที่ภูเก็ตเสียที ชัยพงษ์บอกว่าอีกสักพักดีกว่า ตนอยากสร้างตัวด้วยตัวเอง อยากตามหารักแท้ ธนาธิปถามว่าในปีนังนี่เหรอ

    “กลับไปภูเก็ตก็คงต้องลุยงานโรงแรมกับอสังหา ...น่าจะหายากพอกันนั่นแหละครับ” ถามหยอกว่าหรือท่านกงสุลจะไม่ออกวีซ่าทำงานให้

    “ตามใจ ผมไม่มีปัญหา มีคุณช่วยงานก็เบาไปเยอะ กลัวก็แต่คุณบันลือจะเป็นเบาหวานเพราะขนมที่เชฟชัยพงษ์เอามาฝากนั่นแหละ”

    เดินมาถึงประตู มีรถคันหรูจอดรออยู่แล้ว บันลือยืนตรงอยู่ข้างรถถือกระเช้าใส่ต้นกล้วยไม้กำลังออกดอกงามผูกริบบิ้นสวยหรูที่กระเช้า บอกธนาธิปว่า “ท่านกงสุลใหญ่สะสมกล้วยไม้ และกำลังตามหาพันธุ์นี้ครับ”

    ธนาธิปยิ้มพอใจที่บันลือทำงานได้ถูกใจ

    ooooooo

    นับแต่นางก้าวเข้ามาในคอนแวนต์ เธอถูกกฎระเบียบที่เคร่งครัดของที่นี่กำหนดให้ชีวิตเหมือนหุ่นยนต์

    เมื่อสินีนาฎพาเข้าห้องนอนของเกรด 10 บอกว่าห้องนี้มีมาดามฟรานซิสกับมาดามเทเรซ่าผลัดกันมานอนเฝ้า โดยมาดามนอนอยู่หน้าระเบียง นางมองไปแล้วพึมพำ “งี้ก็หนีไปไหนไม่ได้เลยดิ” สินีนาฎบอกว่าคุยกันก็ไม่ได้ ห้ามเล่น ห้ามเอาขนมขึ้นมากินในห้องนอนเด็ดขาด นางบ่นกะปอดกะแปด สินีนาฎให้กำลังใจ ด้วยคำปลอบที่เป็นอมตะคือ “อยู่ไปก็ชินเองแหละ” แล้วส่งผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอนให้ นางรับไปงงๆ

    “อย่าบอกนะว่าไม่เคยปูที่นอนเอง มาเดี๋ยวฉันสอนให้”

    นางเห็นเตียงสินีนาฎปูตึงจนโยนเหรียญไปแล้วเด้งดึ๋ง ก็ถอดใจบอกว่านอนเตียงสิดีกว่า แล้วโดดผลุงขึ้นไปนอนเอามือล้วงไปใต้หมอน เจอหนังสือนิยายถามว่าเอาเข้ามาได้ยังไง สินีนาฎบอกว่ายืมจากห้องสมุด แต่จริงๆแล้วมาดามห้ามอ่านเวลานอน นางดูหนังสือนิยายแล้วทำเสียงแหวะบอกว่านิยายแบบนี้เลี่ยนมาก แต่สินีนาฎบอกว่าสนุกออก

    “คนอ่านนิยายแบบนี้ก็ต้องฝันถึงเจ้าชายขี่ม้าขาวใช่ไหม” นางถาม มองแซวๆจนสินีนาฎเขิน

    มาอยู่เกือบครบวันแล้ว ยิ่งผ่านเวลานางยิ่งรู้สึกว่าชีวิตตนเหมือนหุ่นยนต์มากขึ้นทุกที จนเมื่อถึงเวลาอาบน้ำ สินีนาฎบอกว่ามีเวลาอาบน้ำแค่ห้านาที มาดามจะเคาะระฆังเพื่อเปิดวาล์วน้ำให้ พออาบครึ่งทางมาดามจะเคาะระฆังครั้งที่สองเพื่อให้รู้ว่าเหลือเวลาอีกสองนาทีครึ่ง

    นางไม่สามารถอาบได้ตามเวลา หมดเวลาแล้วนางยังล้างฟองสบู่ออกจากตัวไม่หมด สินีนาฎต้องรีบพาไปล้างที่มุมซักล้าง แต่น้ำตรงนี้ก็ให้ใช้ได้เพียงห้าขันเท่านั้น นางถามว่านี่ตนอยู่คุกใช่ไหม แล้วนางก็ตาเหลือกเมื่อเห็นในกะละมังใบหนึ่งมีบะหมี่สำเร็จรูปลอยเป็นแพ สินีนาฎบอกว่านั่นคือบะหมี่เย็นเพราะที่นี่ไม่มีน้ำร้อนให้

    นางมึนถึงขีดสุด ในสมองเต็มไปด้วยสติกเกอร์เครื่องหมายคำถามเต้นดึ๋งๆ สินีนาถปลอบว่า แรกๆ ตนมาอยู่ก็อย่างนี้แหละอะไรก็อึดอัดไปหมด นาทีนี้นางเริ่มรู้สึกว่าตนไม่น่าทำตัวป่วนจนพ่อแม่ส่งมาอยู่ที่นี่เลย พลันก็สะดุ้งเมื่อระฆังดังขึ้นอีก นักเรียนพากันเก็บหนังสือเรียนออกไปเข้าแถวที่หน้าห้องทำการบ้าน นางถามงงๆ “เข้าแถว ไปไหนกันอีกล่ะ”

    นางทำตามรุ่นพี่อึ้งๆเหวอๆ เมื่อระฆังเข้านอนตอนสามทุ่ม สินีนาฎบอกว่าต้องตื่นตอนตีห้า นางถามว่าตื่นมาทำอะไรตั้งแต่ตีห้าเพราะโรงเรียนอยู่แค่นี้เอง นางเดินเซ็งๆไปที่เตียง ดึงผ้าคลุมเตียงพาดไว้ที่ปลายเตียงถูกซิสเตอร์ฟรานซิสสั่งให้พับให้เรียบร้อยแล้วพาดไว้ที่ปลายเตียง นางรับคำจ๋อยๆ “ค่ะมาดาม พับใหม่เดี๋ยวนี้เลยค่ะมาดาม”

    พอซิสเตอร์ฟรานซิสเดินไปสายสุดาก็เอากระดาษทิชชูมาให้ห่อหนึ่งบอกว่าเอาไว้เผื่อคิดถึงบ้านจนน้ำตาร่วง นางมองหน้าบอกให้เอาคืนไปตนไม่ร้องไห้คิดถึงบ้านหรอก มีนาสอดขึ้นว่าเดี๋ยวมาดามปิดไฟอย่าให้ได้ยินเสียงสะอื้นนะ

    สินีนาฎบอกนางว่าอย่าไปสนใจเลย สวดมนต์เหอะ นางชะงักถามว่า “สวดมนต์อีกแล้วเหรอ?” พอเสียงสวดมนต์ดังขึ้น แม้ว่านางจะสวดไม่เป็นแต่ก็ทำตามเพื่อนไปเก้ๆกังๆ

    พอล้มตัวลงนอน หมอนเตี้ยไป นางเอาผ้าคลุมเตียงมาหนุนก็ยังไม่พอ ซิสเตอร์ฟรานซิสผ่านมาถามว่ามีอะไร นางบอกว่าหมอนเตี้ยไปกลัวจะนอนไม่หลับ ขอเบิกอีกใบได้ไหม แต่พอเห็นสายตาซิสเตอร์

    ฟรานซิสนางก็เงียบ คิดถึงคำพูดของพ่อที่เคยบอกว่า “อยู่ที่นี่ไม่สบายเหมือนอยู่ที่บ้าน ต้องอดทนนะลูก” นางก็ทำใจล้มตัวลงนอนข่มใจไม่ให้คิดถึงบ้าน

    ooooooo

    นางไม่หลับ นอนน้ำตาซึมสะอื้นเบาๆ เพราะคิดถึงพ่อกับแม่ มองไปรอบตัวเห็นทุกคนหลับหมดแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไป

    จอยคามกับสายสุดาจ้องจับผิดอยู่แล้ว ลุกย่องตามไปทำเสียงผีหลอกนาง แต่สายสุดาเองกลับกลัวผีจนมือเย็นเฉียบ แต่ทำปากเก่งบอกจอยคามว่า หลอกให้ยายนางฉี่ราดไปเลย ทั้งที่ตัวเองฉี่เกือบราดอยู่แล้ว

    ทันใดนั้นจอยคามกับมีนามองไปข้างหลังสาย-สุดาทำหน้ายิ่งกว่ากลัวผี เพราะเห็นซิสเตอร์ฟรานซิสใส่ชุดขาวมายืนหน้าถมึงทึงถามเสียงเย็นเยือกว่า “ไปไหนกัน” จอยคามบอกว่าไปนอนค่ะ แล้วจอยคามกับมีนาก็วิ่งเข้าห้องนอนไปทันที

    “แล้วเธอล่ะ” ซิสเตอร์ฟรานซิสถามสายสุดาที่ยืนหนีบขาแข็งอยู่ สายสุดาบอกว่าไปห้องน้ำค่ะพลางเหลือบมองที่พื้นทำหน้าไม่ถูก พอสายสุดาเดินไปแล้ว ซิสเตอร์ฟรานซิสก้มมองที่พื้นบ่นงึมงำ “ใครมาทำน้ำหกนองพื้นตรงนี้”

    ไม่มีใครเห็นนางเพราะไปนั่งร้องไห้อยู่ข้างตู้ล็อกเกอร์ พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงเปียโนแว่วมา นางลุกไปดูที่หน้าต่างเห็นที่บ้านพักกงสุลยังมีไฟเปิดอยู่ห้องหนึ่ง นางมองห้องนั้นและเสียงเพลงโฮม ทำให้โหยหาความอบอุ่นขึ้นมาจนทนไม่ได้ ออกจากห้องไปปีนต้นไม้ที่ตรงกับหน้าต่างที่มีแสงไฟ ฟังเพลงโฮม น้ำตาคลอคิดถึงบ้านอย่างที่สุด...

    ก่อนหน้านี้พ่อเคยเล่นเปียโนและร้องเพลงให้แม่กับนางฟังด้วยเนื้อเพลงที่ประทับใจ... “เพราะเธอคือที่พักพิง คือทุกสิ่งที่มีความหมาย เมื่อเธออยู่เคียงชิดใกล้ เรื่องร้ายใดๆ ไม่เกรง...” เมื่อพ่อร้องเพลงจบก็ดึงแม่เข้าไปกอด แม่เขินเลยดึงนางไปกอดด้วย กลายเป็นสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันด้วยความรักอย่างอบอุ่น...มีความสุข...

    ไม่นานตึกนอนคอนแวนก็เปิดไฟสว่างทั้งตึก นักเรียนบางส่วนมาออกันที่ระเบียบตามชั้นต่างๆ รวมทั้งสายสุดาที่เปลี่ยนชุดนอนที่เปียกฉี่แล้ว และมีนากับจอยคาม ต่างใจจดจ่อที่จะได้เห็นนางถูก “แม่เสือ” รัวกลองรบ

    เวลาเดียวกัน บันลือที่กำลังปิดหน้าต่างห้องทำงานของธนาธิป บอกเขาว่าตึกนอนคอนแวนต์เปิดไฟสว่าง นักเรียนออกมาหมด ธนาธิปเดินไปดูที่หน้าต่างพึมพำสงสัยว่า “มีเรื่องอะไรกัน”

    ooooooo

    ที่หน้าตึกนอนคอนแวนต์ ซิสเตอร์ฟรานซิส ซิสเตอร์เทเรซ่าและซิสเตอร์ออเดรย์อยู่กันพร้อมหน้า

    ซิสเตอร์ฟรานซินสั่งลงโทษรักเรียนเกรด 10 ทุกคน พรุ่งนี้เช้าให้ทำความสะอาดสนามหน้าตึกนอนโทษฐานที่ปล่อยให้เพื่อนออกมาจากตึกตอนกลางคืนโดยไม่ได้รับอนุญาต สายสุดา มีนา จอยคาม และเพื่อนๆ ต่างไม่พอใจที่ถูกทำโทษ

    ซิสเตอร์ออเดรย์ทักท้วงว่าเพื่อนไม่รู้ว่านางหายไปทุกคนกำลังหลับ ต้องถูกลงโทษอย่างนี้ไม่ยุติธรรม ซิสเตอร์เทเรซ่าเห็นด้วยว่า แบบนี้เพื่อนๆจะโกรธนางเอาได้ ซิสเตอร์ฟรานซิสยืนยันว่า เป็นเพื่อนก็ต้องดูแลกัน

    นักเรียนใหม่มักจะคิดถึงบ้านและนอนร้องไห้ เพื่อนควรคุยด้วย แต่นี่ไม่มีเพื่อนคนไหนเป็นที่พึ่งได้เลย

    “ถ้าชวนเพื่อนคุยในห้องนอนก็ต้องโดนทำโทษทั้งหมดอยู่ดี ในเมื่อซิสเตอร์ทราบอยู่แล้วว่าเด็กใหม่ ต้องทำแบบนี้ทุกคนก็น่าจะอะลุ้มอล่วยให้กับความผิดครั้งแรก” ซิสเตอร์ออเดรย์หว่านล้อม

    “ไม่ได้ กฎก็คือกฎ เราต้องสอนให้เด็กเข็ดหลาบเสียตั้งแต่ครั้งแรกจะได้ไม่ต้องมีครั้งที่สอง แล้วเด็กเก่าก็รู้ทั้งรู้ ยังปล่อยให้เพื่อนหนีออกไปข้างนอก” ซิสเตอร์ฟรานซิสเฉียบขาด นางบอกว่าตนไม่ได้จะหนีไปข้างนอก

    ก็ถูกซิสเตอร์หันขวับดุ “ฉันยังไม่อนุญาตให้เธอพูด! เรื่องเธอฉันจะจัดการพรุ่งนี้ ตอนนี้แยกย้ายกันกลับไปนอนได้แล้ว”

    สิ้นเสียงประกาศิตของซิสเตอร์ฟรานซิส นักเรียนต่างกลับเข้าห้องนอนกันเงียบกริบ แต่พอนางจะเดินเข้าตึกก็ถูกสายสุดากับมีนามาขวางไว้ ทั้งสองมาดักหาว่านางหาเรื่องให้คนอื่นซวยไปด้วย อดนอนยังไม่พอต้องมาโดนทำโทษด้วย แล้วพูดใส่หน้านางพร้อมกันว่า

    “ยายตัวซวย!”

    ooooooo

    สินีนาฎกับนางเดินมาที่เตียง เจอจอยคามยืนคอยอยู่พอเห็นหน้าก็พูดว่าพรุ่งนี้เธอตายแน่ยายเด็กใหม่ มีนามาแทรกว่าแล้วเธอจะรู้ว่านรกมีจริง นางถามสินีนาฎว่ามาดามฟรานซิสลงโทษหนักมากหรือ

    “มาดามฟรานซิสชอบลงโทษให้พวกเราหลาบจำ โดยทำโทษไปครั้งเดียวไม่กล้าทำผิดซ้ำอีกเลย เรียกว่าจำจนตายฉันไม่ได้พูดให้เธอกลัวนะแต่งานนี้ฉันว่ามีตายจริงๆ” สินีนาฎย้ำจนนางอึ้ง แล้วจับมือให้กำลังใจว่า “ไม่ว่าจะโดนอะไรสู้ๆนะนาง”

    ฟังแล้วนางยิ่งกังวลไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะโดนอะไรบ้าง จนเก็บไปฝันว่าซิสเตอร์ฟรานซิสลงโทษให้ปีนต้นไม้ให้ดูทุกต้น นางตื่นเต้นจนตกต้นไม้ก็สั่งให้ปีนขึ้นไปใหม่ ปีนถึง 6-7 ต้นจนนางเหนื่อยอ่อน ซ้ำถูกพวกสายสุดาสั่งให้ไปทำความสะอาดในห้องเก็บของแล้วแกล้งเอาแป้งไปโรย เอาจิ้งจกปลอมไปหลอกกระทั่งแกล้งให้ตกบันไดลิง นางร้องกรี๊ดจนตัวเองตกใจตื่นพบตัวเองตกลงมานอนอยู่ข้างเตียง

    นางมองไปรอบๆ ปรากฏว่าทุกคนตื่นกันหมดแล้ว กำลังนั่งคุกเข่าเตรียมสวดมนต์ นางงัวเงียลุกขึ้นคุกเข่า สินีนาฎเตือนให้สวดมนต์ นางถามว่าสวดวันละกี่รอบ ก็พอดีคนอื่นพากันสวดมนต์แล้ว ซิสเตอร์ฟรานซิสหันมาเห็นสินีนาฎกับนางยังคุยกันอยู่ก็ดุ “ทำไมไม่สวดมนต์”

    สินีนาฎรีบสวดตามคนอื่น สวดเบาก็ถูกดุว่าเสียงหายไปไหนหมด เธอเลยตะเบ็งสวด

    “โปรดส่องสว่างพิทักษ์รักษา และคุ้มครองข้าพเจ้าตามทางความรอด ณ วันนี้ ด้วยเทอญ...อาเมน”

    ซิสเตอร์ฟรานซิสเห็นนางยังงัวเงียไม่สวดตามเพื่อนก็ดุ “ทำไมไม่สวดมนต์!” นางสะดุ้งสวดเสียงดัง...

    “นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุธธัสสะ”

    ซิสเตอร์ฟรานซิสอึ้งจนดุไม่ออก ส่วนนักเรียนอื่นพากันกลั้นหัวเราะ...

    แล้วนางก็อึ้ง เมื่อซิสเตอร์ฟรานซิสสั่งลงโทษนางให้คัดลายมือกฎระเบียบตึกนอน 100 จบส่งภายในวันนี้ก่อน 5 โมงเย็น ให้ช่วยแม่ครัวล้างจานทุกมื้อ งดของว่างทั้งตอนสาย ตอนเย็นและก่อนนอน นางถอนใจโล่งอกค่อยยังชั่วที่ไม่เรียกผู้ปกครองมา แต่แล้วก็ช็อกเมื่อ
    ซิสเตอร์ฟรานซิสบอกว่า

    “ครั้งนี้จะยังไม่เชิญผู้ปกครองมาพบ แต่จะแจ้งท่านกงสุล ในฐานะที่ท่านมีหน้าที่ดูแลนักเรียนไทยทุกคน”

    ooooooo

    เช้านี้ นางถูกเรียกตัวไปที่ห้องพบผู้ปกครองในคอนแวนต์ นางนั่งหน้าจ๋อยอยู่เบื้องหน้าธนาธิป ถูกเขาสั่งให้นั่งเรียบร้อยให้เป็นกุลสตรี พอนางขยับนั่งเรียบร้อยก็ถูกสั่งให้นั่งหลังตรง นางเลยประชดนั่งหลังตรงแหนวแทบจะแอ่น

    ธนาธิปเริ่มอบรม บอกว่าอยู่ที่นี่มาหลายปีไม่เคยมีนักเรียนไทยคนไหนหนีออกจากตึกนอน ถามว่าจะหนีไปไหน นางบอกว่านอนไม่หลับเฉยๆ เขาถามดุๆว่า “แล้วทำไมไม่คุยกับเพื่อน ออกมานอกตึกทำไม”

    “ก็เพื่อนหลับกันหมดแล้ว ใครจะกล้าปลุกล่ะคะ”

    “แล้วที่ซิสเตอร์เปิดไฟทั้งตึกเพื่อตามหาตัวเรา ไม่เป็นการปลุกเพื่อนหรือไง”

    “ก็ไม่คิดนี่คะว่าซิสเตอร์ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น”

    ธนาธิปถามว่านักเรียนหายไปทั้งคนจะไม่เป็นเรื่องใหญ่ได้ยังไง ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะบอกกับพ่อแม่เธอว่ายังไง

    “บอกแล้วไงคะว่าไม่ได้จะหนีออกไปข้างนอก แค่ออกมาเดินเล่นพอได้ยินเสียงท่านกงสุลเล่นเปียโนเลยปีนต้นไม้ขึ้นมาฟัง” นางชี้ต้นไม้ที่ปีนให้ดู ธนาธิปตกใจว่าสูงขนาดนี้ นางบอกว่าแค่ชั้นสองเองไม่เห็นจะสูงเลย

    ธนาธิปอบรมว่าเธอเป็นผู้หญิงมาปีนป่ายอย่างนี้ได้ยังไง นางบอกว่ามีกิ่งเยอะแยะเหยียบกิ่งนี้เหนี่ยว

    กิ่งโน้นเดี๋ยวเดียวก็ขึ้นถึง ถามอย่างสนุกว่าถ้าท่านกงสุลไม่เชื่อจะปีนให้ดูก็ได้ เลยถูกธนาธิปเรียกปราม “นาง!”

    ทันใดนั้นซิสเตอร์ออเดรย์เดินนำเอมอรเข้ามา นางแทบช็อกอุทาน “แม่!” ต่อว่าธนาธิปว่าไหนว่าจะไม่ตามผู้ปกครอง เอมอรบอกว่า ทางนี้ไม่ได้รายงาน แต่พอดีตนแวะมาหาลูก มาดามเลยพามาพบ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ออกจากห้องนอนไปทำไม นางน้ำตาร่วงบอกว่า

    “นางคิดถึงบ้าน นางคิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ นางอยากกลับบ้าน” เอมอรกอดนางไว้บอกว่าแม่เข้าใจลูก “เข้าใจก็ให้นางกลับบ้านนะคะนางจะไม่ทำตัวเหลวไหล จะไม่เถียงคุณพ่ออีก นางสัญญา”

    “นาง...ฟังแม่นะลูก พ่อกับแม่ไม่ได้ส่งนางมาที่นี่เพราะนางเหลวไหล แต่พ่อกับแม่อยากให้นางได้อยู่ในที่ที่ดีที่สุด การที่นางต้องมาอยู่ที่นี่ มันก็ไม่ได้ง่ายสำหรับพ่อกับแม่ แม่ก็คิดถึงลูกเหมือนกัน แต่เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด พ่อกับแม่ก็ต้องอดทน นางก็ต้องเข้มแข็งนะลูก แรกๆมันอาจจะยาก แต่ให้เวลามันสักพัก แล้วลูกจะอยู่กับมันได้”

    “นางรักแม่ นางไม่อยากอยู่ห่างจากแม่นี่คะ”

    “ถ้านางไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ นางต้องเข้มแข็งนะลูก นางเป็นลูกแม่ เป็นลูกคุณพ่อ นางต้องเข้มแข็งนะจ๊ะ”

    นางพยายามเช็ดน้ำตาแต่มันก็ไหลออกมาอีก เอมอรกอดนางไว้ในขณะที่ตัวเองก็แย่เหมือนกัน

    ธนาธิปอยู่ที่หน้าห้อง เขายืนดูและฟังอยู่ เขาเข้าใจและรู้สึกเห็นใจทั้งเอมอรและนางเอมอรไปหาธนาธิปที่บ้านเพื่อฝากให้ช่วยดูแลนางให้ด้วย ธนาธิปบอกว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องดูแลนักเรียนไทยทุกคนที่นี่อยู่แล้ว เอมอรขอให้ดูแลเป็นพิเศษ ธนาธิปไม่ทันตอบก็พอดี

    บันลือยกถาดกาน้ำร้อนพร้อมแก้วชาเข้าชุดกันเข้ามา ทุกอย่างจัดอย่างสวยงามพิถีพิถันถูกต้องตามแบบจนเอมอรชมทึ่งว่า

    “โอ้โห คุณธนาธิปคะ อาคงต้องขอฝากคำชมไปถึงภรรยาของคุณธนาธิปแล้วล่ะค่ะ”

    “ผม...ยังไม่ได้แต่งงานหรอกครับ พอดีทั้งหมดนี้คุณแม่ผมท่านสอนมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อของบันลือน่ะครับ”

    “อ้าวตายจริง...แหม...ถ้าขนาดนี้อาว่าใครจะมาเป็นภรรยาคุณธิปนี่ต้องเนี้ยบต้องเป๊ะจริงๆนะคะเนี่ย”

    ธนาธิปยิ้ม เปลี่ยนคุยเรื่องของนางอย่างสุภาพ ก่อนกลับ เอมอรขอบคุณที่ธนาธิปรับปากจะช่วยดูแลนาง เขาบอกว่าตนทำตามหน้าที่ เอมอรก็ยังพร่ำบรรยายว่า นางไม่ค่อยเหมือนเด็กอื่น นางสนิทกับพ่อมาก ถ้าอยู่ที่นี่มีเขาก็เหมือนพี่ชาย ก็คงทำให้หายคิดถึงบ้านได้ อนุญาตให้สิทธิ์เขาเต็มที่คิดเสียว่านางเป็นน้องคนหนึ่งก็แล้วกัน

    “คุณอาไม่ต้องห่วงครับ ผมรับปากว่าจะช่วยดูแล อภิรดีให้เต็มที่ครับ คุณอาเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ”

    เอมอรขอบคุณ เมื่อเดินผ่านบันลือก็ยังเอ่ยปากฝากด้วยอีกคน เอมอรไปขึ้นรถแล้ว บันลือหันมอง

    ธนาธิปยิ้มๆ ธนาธิปทำหน้าไม่ถูกเพราะรับปากเอมอรไปแล้ว บอกบันลือเหมือนปลอบใจตัวเองว่า

    “เด็กผู้หญิงคนเดียว ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากนักหรอก ใช่ไหมคุณบันลือ”

    “แล้วคุณธิปหนักใจอะไรเหรอครับ” ธนาธิปบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เดาทางเด็กคนนี้ไม่ออก คงต้องรู้จักกันมากกว่านี้อีกหน่อย “งั้นวันนี้ก็คงได้เริ่มครับ เพราะวันนี้วันเกิดท่านกงสุลใหญ่ ท่านให้คุณธิปเป็นธุระ

    เอาขนมไปแจกเด็กๆที่โรงเรียนทั้งสองโรงเรียน ยังไงน่าจะได้พบกันครับ”

    ooooooo

    แต่วันนี้เป็นวันที่นางและเพื่อนๆในเกรด 10 ถูกซิสเตอร์ฟรานซิสสั่งลงโทษตามที่บอกไว้แล้ว นางนอกจากถูกลงโทษตามโทษของตัวเองแล้ว ยังถูกสายสุดา มีนา จอยคามและเพื่อนๆเกรด 10 กวาดขยะใส่เข่งแล้วให้นางขนไปทิ้งด้วย

    นางขนขยะที่วางอยู่เป็นสิบเข่งไปทิ้งทีละเข่งๆ สินีนาฎเดินมาบอกว่า “ฉันช่วย” นางยิ้มให้อย่างซึ้งใจ

    ซิสเตอร์เทเรซ่ามองนางกับสินีนาฎช่วยกันยกเข่งขยะไปทิ้ง เอ่ยกับคุณแม่อธิการอย่างกังวลว่า

    “เพิ่งมาอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ก็โดนเพื่อนต่อต้านเสียแล้ว เราควรทำยังไงดีคะคุณแม่อธิการ”

    “เวลาเด็กล้มแล้วเราเข้าไปอุ้มทันที เด็กจะไม่รู้จักลุกเอง ต้องอุ้มกันไปตลอด เราต้องฝึกให้นางแก้ปัญหาเอง เขาจะได้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง”
    ซิสเตอร์เทเรซ่าได้แต่มองนางอย่างเป็นห่วง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

    บ่ายนี้เอง ธนาธิปก็เอาขนมไปให้ที่คอนแวนต์เนื่องในโอกาสวันเกิดของท่านกงสุลใหญ่ เขามองนักเรียนที่มารับแจกขนมแต่นางไม่มารับ ถามซิสเตอร์ออเดรย์จึงรู้ว่านางถูกทำโทษงดของว่างเพราะหนีออกจากตึกนอนเมื่อคืนและโดนเพื่อนโกรธเพราะทำให้โดนลงโทษกันหมดทุกคน

    ธนาธิปมองนางที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว มองเพื่อนๆ มารับขนมตาปริบๆอย่างเห็นใจ

    นางบ่นกับสินีนาฎว่าหิวไส้จะขาดแล้ว กว่าจะถึงมื้อเย็นต้องเป็นลมแน่ๆ ซ้ำยังถูกพวกสายสุดากินขนมเค้กเย้ยอีกด้วย สินีนาฎสงสารจึงแอบส่งขนมเค้กให้ นางไม่เอาเพราะกลัวเพื่อนกินไม่อิ่ม สายสุดาเห็นก็เอะอะว่ากล้าขัดคำสั่งมาดามฟรานซิสหรือ นางกลัวเพื่อนจะเดือดร้อนจึงรีบส่งขนมเค้กคืนสินีนาฎ แต่หาทางแก้เผ็ดสายสุดา แกล้งร้องขณะสายสุดากินขนมเย้ยว่าเห็นแมลงสาบในเค้ก

    สายสุดาโยนขนมเค้กทิ้งอย่างขยะแขยง นางรับได้ทันก่อนตกถึงพื้น เอาไปดูบ่นตัวเองว่าสงสัยจะตาฝาด สายสุดาเจ็บใจที่ถูกหลอกทวงขนมเค้กคืน นางถามว่าจะดีหรือ อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ถือขนมเค้กเย้ยสายสุดาไปมา

    ทันใดนั้นขนมเค้กในมือนางถูกแย่งไป นางหันมองตกใจสุดขีดอุทาน “มาดามฟรานซิส”

    นางถูกซิสเตอร์ฟรานซิสเพิ่มโทษ ซ้ำสินีนาฎโดนลูกหลงไปด้วยฐานช่วยกันทำความผิด พอนางชี้แจงว่าตนเป็นคนผิดลงโทษตนคนเดียวก็พอ ก็ถูกสั่งเพิ่มโทษจากสกอตจัมพ์คนละห้าสิบเป็นคนละร้อย

    “ลงโทษคนที่ไม่มีความผิด มันไม่ยุติธรรมนะคะมาดาม” นางโต้แย้ง

    “งั้นเธอคนเดียวไม่ต้องกินข้าวเย็น แต่สกอตจัมพ์คนละร้อยครั้งเหมือนเดิม ว่าไงจะเอาร้อยหรือสองร้อย”

    “ร้อยเดียวค่ะ” นางกับสินีนาฎตอบพร้อมกัน แล้วก้มหน้าก้มตารับโทษ เพราะขืนพูดอีกมีหวังถูกเพิ่มเป็นสองร้อย

    นางกับสินีนาฎถูกลงโทษท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะสะใจของกลุ่มสายสุดา ธนาธิปเดินมาเห็นความสะใจของกลุ่มสายสุดาก็ตำหนิ

    “เพื่อนโดนทำโทษ แทนที่จะเห็นใจกลับหัวเราะเยาะเพื่อน...มันถูกเหรอ”

    มีนากับจอยคามเอ่ยขอโทษแล้วเดินหนีไป

    สายสุดามองธนาธิปอย่างน้อยใจพี่ชายต่างแม่ก่อนเดินตามเพื่อนไป

    แต่ยิ่งถูกแกล้งและต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน มิตรภาพระหว่างนางกับสินีนาฎก็ยิ่งเห็นใจและแน่นแฟ้น

    ooooooo

    สินีนาฎสกอตจัมพ์ได้ไม่นานก็จะหมดแรง นางขอทำแทนเพราะสินีนาฎโดนทำโทษเพราะตน ซิสเตอร์ฟรานซิสอนุญาต นางกัดฟันทำของตนครบแล้วทำของสินีนาฎอีกสามสิบที เพื่อนๆต่างเอาใจช่วย จรรยาลุ้นให้นางสู้ๆ

    นางทำได้ไม่กี่ทีก็หมดแรง ซิสเตอร์ฟรานซิสสั่งให้พอ ย้ำว่าให้จำไว้อย่าทำผิดอีก นางทั้งเหนื่อยทั้งหิว จะหวังมื้อเย็นก็ไม่ได้เพราะโดนทำโทษงดข้าวมื้อเย็น

    ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ซ้ำโดนพวกสายสุดาแกล้งอีก คืนนี้นางนอนอย่างทรมาน ซิสเตอร์เทเรซ่าสงสารแอบเอานมขวดมาให้บอกให้รีบดื่มเสียอย่าให้ใครเห็น นางรับมาด้วยความซึ้งใจบอกว่า มาดามใจดีเหมือนแม่นางเลย

    แต่นมขวดนั้นนางก็ไม่ได้กินอีกเพราะขณะนางล้วงที่ใต้หมอนจะเอามากิน เสียงซิสเตอร์ฟรานซิสก็แว่วเข้ามา นางตกใจทำขวดนมตกกลิ้งไปที่ซิสเตอร์ฟรานซิส นางหมอบนิ่งไม่กล้าตามไปเอา ซิสเตอร์ฟรานซิสหยิบขวดนมสงสัยว่าเป็นของใครแล้วเดินไป

    นางเสียดายแทบร้องไห้ โผล่มาดูเห็นซิสเตอร์ฟรานซิสเดินไปแล้วก็วิ่งตื๋อไปอีกทาง

    นางจำได้ว่าแม่บอกไว้มีปัญหาอะไรให้ไปหาธนาธิป เธอบ่ายหน้าไปที่บ้านพักธนาธิปแอบเข้าไปในห้องครัวหาของกิน โดยไม่รู้ว่าธนาธิปที่มาปิดหน้าต่างเห็นนางตั้งแต่ตอนวิ่งมาแล้ว เขาเดินไปที่ห้องครัวเห็นนางกำลังค้นหาของกิน

    “ทำอะไรของเธอ!” ธนาธิปถามดุๆ

    นางกัดขนมปังเคี้ยวกร้วมๆ บอกว่าตนหิวเลยมาขออะไรกินหน่อย ธนาธิปบอกว่าแบบนี้เรียกว่าขโมย นางทำเสียงอ้อนเหมือนที่เคยอ้อนพ่อว่าตนหิวแล้วจะให้ทำยังไง นอนก็ไม่หลับ แบบนี้เป็นโรคกระเพาะแน่ๆ ถูกธนาธิปตำหนิว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้มาขโมยแบบนี้

    “ท่านกงสุลบอกเองนี่คะว่าถ้ามีปัญหาอะไรมาหาได้ตลอด แล้วแม่นางก็บอกด้วยว่ามีอะไรให้มาหาท่านกงสุล”

    ธนาธิปทำท่าระอา ก็พอดีมีเสียงคนเดินมาที่ห้องครัว ธนาธิปบอกให้นางหาที่ซ่อนเร็ว มองหาที่ซ่อนกัน สุดท้ายวิ่งเข้าไปซ่อนในตู้เก็บของ ธนาธิปมุดเข้าไปด้วย

    ที่แท้บันลือเดินมาดูที่ห้องครัว เมื่อไม่เห็นใครจึงออกไป ธนาธิปโล่งอกเปิดประตูตู้ออกมาบ่นว่าเกือบไปแล้วดีที่หาที่ซ่อนทัน นางนึกได้ถามว่า “จะเข้ามาซ่อนกับนางทำไมคะ นางซ่อนคนเดียวก็พอ”

    “นั่นสิ” ธนาธิปตอบงงๆ

    แต่เพราะนางยังหิวธนาธิปจึงทำบะหมี่สำเร็จรูปให้ เอาชามกระเบื้องเนื้อดี ช้อนส้อมเป็นเงาวับพร้อม

    ผ้าเช็ดปากสีขาวสะอาดยกมาให้นาง ยกถ้วยบะหมี่จะเทใส่ชามให้ นางบอกว่ากินอย่างนั้นจะไปได้ฟิลอะไร แล้วหยิบส้อมพลาสติกจากถ้วยบะหมี่จ้วงเส้นบะหมี่

    ซู้ดดดด...อย่างเอร็ดอร่อย ธนาธิปบอกให้ใช้ช้อน ยกกินแบบนั้นไม่เรียบร้อย

    นางกินบะหมี่อย่างหิวโหยได้ฟิลเต็มที่ หมดถ้วยก็ลูบท้องอย่างมีความสุข นึกได้รีบยกมือไหว้ขอบคุณที่ช่วยชีวิตตนไว้ ธนาธิปอบรมว่า

    “เธอควรจะเชื่อฟัง ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียนจะได้ไม่โดนลงโทษ” นางบ่นว่าแค่ความผิดนิดๆหน่อยๆ “ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ ทำผิดกันคนละนิดละหน่อย สังคมจะอยู่ได้ยังไง” นางแย้งว่าซิสเตอร์ก็ไม่น่าลงโทษหนักขนาดนี้ “การลงโทษมีวัตถุประสงค์ให้เธอเข็ดหลาบจดจำไม่ทำผิดอีก”

    “แต่ถ้านางหิวจนไส้ขาด เป็นลมตายไปจะทำยังไงคะ”

    ธนาธิปทั้งขำทั้งระอากับความช่างเถียงของนาง บอกว่าตนยังไม่เคยเห็นใครตายเพราะโดนโรงเรียนทำโทษ เคยเห็นแต่คนที่ดื้อเอาแต่ใจไม่ยอมฟังผู้ใหญ่ สุดท้ายก็ลำบากไปจนวันตาย

    “ต่อไปนางจะตั้งใจฟังผู้ใหญ่มากกว่านี้ค่ะ จะได้ไม่ลำบากไปจนตาย แต่จะทำตามหรือเปล่าไม่รู้ เพราะนางถูกสอนมาว่าต้องคิดก่อนทำทุกครั้งค่ะ”

    พอดีบันลือเดินเข้ามา ธนาธิปบุ้ยให้นางหาที่ซ่อนนางวิ่งจู๊ดเข้าไปหลบในตู้ตามเดิม บันลือมาบอกว่ากงสุลที่นิวยอร์กติดต่อมาว่ามีเรื่องด่วนช่วยโทร.กลับด้วย ธนาธิปบอกว่าไปโทร.ที่ออฟฟิศดีกว่า โทรศัพท์ห้องนี้ไม่ค่อยดี

    บันลือเห็นชามที่โต๊ะก็สงสัย จะช่วยเก็บว่าธนาธิปไม่เคยทานอะไรหลังจากมื้อเย็น เขาบอกว่าวันนี้หิว ใช้ให้บันลือไปหยิบกุญแจออฟฟิศมาให้ แล้วเร่งนางว่า

    “อิ่มแล้วก็รีบกลับ วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ”

    นางกลับไปที่เตียง นอนยิ้มมีความสุข อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ

    ส่วนธนาธิปบอกให้บันลือไปแล้วก็ลงมือเก็บถ้วยชาม จึงเห็นโน้ตโพสอิทติดที่ข้างถ้วยบะหมี่ว่า “ขอบคุณค่ะคุณลุง ไว้จะมากินข้าวเคล้าธรรมะจากลุงอีกนะคะ” ธนาธิปพึมพำคำว่าลุง ส่ายหน้าขำๆความทะเล้นของนาง

    ooooooo

    เช้านี้เดวิดกับปีเตอร์สองตัวแสบของโรงเรียน อยู่ในชุดนักเรียนเดินผ่านร้านค้าเหล้า เดวิดที่ท่าทางเป็นลูกไล่ถามปีเตอร์กลัวๆกล้าๆ ว่าเจ้าของร้านจะฟ้องครูไหมว่าเราหนีเรียนมาซื้อเหล้า

    ปีเตอร์เห็นคริสเดินก้มหน้าดูแผ่นกระดาษที่จดรายการซื้อของมา ก็บอกเดวิดว่ายากอะไร ก็ใช้คนอื่นซื้อสิ

    คริสไม่ยอมไปซื้อเหล้าให้เพราะเจ้าของร้านรู้จักตน ขืนซื้อถูกฟ้องพ่อแม่แน่ ก็ถูกปีเตอร์อัดเข้ากำแพงถามว่าแล้วไง ผู้ชายก็กินเหล้ากันทั้งนั้น คริสโต้ว่าพ่อตนไม่กินเพราะมีแต่คนโง่ถึงเอาพิษไปทำลายตัวเอง เดวิดโผนใส่ตะคอกว่า ว่าตนสองคนหรือ พอดีคัมพลมาถึงตะโกน “เฮ้ย! หยุด!” เดวิดจึงหันมาเล่นคัมพลแทน

    เดวิดกับปีเตอร์รุมกันเล่นงานคัมพล แต่เสียงมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์กระหึ่มมา ทุกคนหันมองเห็นชัยพงษ์

    ขี่บิ๊กไบค์ผ่ากลาง ทำให้เดวิดกับปีเตอร์ต้องปล่อยคัมพล ชัยพงษ์จอดรถถอดหมวกกันน็อก เดวิดกับปีเตอร์เห็นดังนั้นก็รุมกันเข้าไปเล่นงานชัยพงษ์ เดวิดหยิบมีดสั้นออกมา แต่ถูกชัยพงษ์บิดข้อมือจนมีดร่วง แล้วผลักเดวิดไปชนปีเตอร์ล้มโครม

    “อยากเจ็บตัวอีกคนก็เข้ามา!” ชัยพงษ์พูดเรียบๆ เดวิดกับปีเตอร์มองหน้ากันเห็นว่ามือคนละชั้นเลยพากันหนี

    เมื่อไปซื้อของแล้ว ชัยพงษ์เดินกลับมากับคัมพลและคริส ชัยพงษ์ถามว่าซื้อของจัดบอร์ดนิทรรศการได้ครบแล้วก็กลับโรงเรียนเสีย เตือนทั้งสองว่า

    “ต่อไปต้องระวังสองคนนั้นให้ดี เผลอเมื่อไหร่มันเอาคืนแน่” มองหน้าคริสบอกว่า “หน้าตาเอาเรื่องนะเรา ไม่น่าเชื่อว่าเป็นสายประนีประนอม”

    “พ่อแม่ผมสอนว่า ความเป็นลูกผู้ชายมันไม่ได้วัดกันที่การมีเรื่องกัน”

    “ดีแล้ว บางทีลูกผู้ชายที่กล้าที่สุดก็คือคนที่เดินออกมาจากปัญหาได้เร็วที่สุด ดีแล้วที่คัมพลมีเพื่อนอย่างนาย แต่พี่คงจะต้องแจ้งโรงเรียนและกงสุลเรื่องสองคนนั่นพกอาวุธในที่สาธารณะ ถ้ามีนักเรียนไทยบาดเจ็บขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่ เราสองคนก็ระวังตัวด้วย ไม่จำเป็นก็อย่าออกมาข้างนอก เจ็บตัวขึ้นมามันไม่คุ้ม”

    ทั้งสามเดินมาถึงมอเตอร์ไซค์ คัมพลขอพี่ชายขี่บิ๊กไบค์หน่อย ชัยพงษ์ถามว่าจะขี่ไปอวดนางหรือ คัมพลตาโตถามว่าพี่รู้ได้ไง ชัยพงษ์บอกว่าพ่อบอก แซวว่าแก้ผ้าเล่นน้ำกันโทงๆอยู่ไม่นาน รู้จักรักผู้หญิงแล้ว

    “ผมกลัวจะเป็นแบบพี่ ใกล้แซยิดแล้วยังไม่มีแฟนเลย” ชัยพงษ์ด่าไอ้บ้า ตนยังไม่แก่ขนาดนั้น “ผมก็แค่ปลื้มนางเขาเฉยๆ ป่านนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้” สีหน้าคัมพลเป็นห่วงมาก

    ชัยพงษ์สบตาคริสขำๆที่คัมพลบอกว่าแค่ปลื้ม แต่เป็นห่วงออกนอกหน้าขนาดนี้...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 09:29 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์