นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นาคี

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    การตายของรัตนาวดีทำให้สถานการณ์ของเหล่านักศึกษาและอาจารย์หนุ่มแย่ลง ทัศนัยจมปลักกับความรู้สึกผิดเพราะเป็นคนพานักศึกษาสาวมาตาย ทศพลต้องคอยปลอบไม่ให้คิดมาก โดยมีพวกนักศึกษาคนอื่นมองมาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะรวมหัวกันไปพิสูจน์ความจริงบางอย่าง!

    ทศพลไม่ได้ไปกับเพื่อนๆแต่ผละไปหาคำแก้วและถือโอกาสชวนเธอไปดูเทวรูปเจ้าแม่นาคี คำแก้วถึงกับอึ้งไปอึดใจเมื่อเห็นหน้าตาของเทวรูปชัดๆ

    “เชื่อผมหรือยังล่ะว่าเทวรูปนี่หน้าเหมือนคุณราวกับแกะ ผมเห็นทีไรก็คิดถึงคุณทุกที”

    “ถ้าไม่เห็นกับตา ฉันต้องคิดว่าคุณอำฉันเล่นแน่ๆ”

    “รูปปั้นนี่อายุน่าจะเกือบๆพันปีแต่สภาพยังสมบูรณ์ อาจารย์ทัศนัยสันนิษฐานว่าอาจเป็นเทวรูปเจ้าแม่นาคี”

    คำแก้วยกมือลูบใบหน้าของเทวรูปแผ่วเบา พลันก็ได้ยินเสียงสาปแช่งจากใครบางคนก้องในหัว

    “ข้าขอสาปให้ร่างเจ้ากลายเป็นหิน ครึ่งหนึ่งเป็นคนแสดงถึงความดีงาม ส่วนอีกครึ่งเป็นงูแสดงถึงความชั่วร้าย วิญญาณของเจ้าจงสิงสถิตในร่างงูเผือกจำศีลภาวนาในถ้ำจวบจนครบหนึ่งพันปีจึงจักสิ้นเวร!”

    เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่หลังจากนั้น คำแก้วสะดุ้งตื่นจากภวังค์ด้วยสีหน้างงๆ ทศพลเป็นห่วงอยากดูแลแต่เธอก็ผละหนี พร้อมกับความสงสัยในใจว่าเทวรูปนั้นถูกสาปจากใครกัน...

    ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสาปเทวรูปเจ้าแม่นาคี แต่ที่รู้แน่คือเทวรูปนี้ไม่ได้ถูกหล่อจากหินหรือสำริดรมดำเหมือนเทวรูปอื่นๆ และทัศนัยก็เป็นผู้ค้นพบความจริงข้อนี้

    “มันไม่เหมือนวัตถุอะไรทั้งสิ้น มันคล้ายศพอาบน้ำยาที่ขุดพบในพีระมิดของอียิปต์มากกว่า”

    ทศพลซึ่งมานั่งดูเทวรูปด้วยความหลงใหลเหมือนเคย นิ่วหน้าไม่อยากเชื่อ

    “ศพอาบน้ำยาที่กลายเป็นหินน่ะเหรอครับอาจารย์”

    “ใช่...แต่ถ้าจะให้แน่ใจต้องพิสูจน์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เสียก่อน”

    “ไม่น่าเชื่อ...ถ้าเป็นศพอาบน้ำยาจริง แล้วท่อนล่างที่เป็นงูนี่ล่ะครับ”

    “ผมก็งงอยู่เหมือนกัน จะว่าเป็นรอยต่อ มันก็ดูเชื่อมสนิทจนเป็นเนื้อเดียวกัน”

    “ถ้าเรารู้ประวัติความเป็นมาของปราสาทร้างท้ายหมู่บ้าน เราอาจเชื่อมโยงถึงปริศนาเทวรูปเจ้าแม่นาคีนี่ก็ได้”

    ทัศนัยกับทศพลฝากความหวังไว้กับแผ่นจารึกโบราณที่ขุดพบในถ้ำใต้เทวาลัยว่าอาจมีข้อมูลหรือร่องรอยเกี่ยวกับเทวรูปเจ้าแม่นาคี ต่างจากพวกเพื่อนหนุ่มร่วม แก๊งของทศพลที่ฝากความหวังไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตอนแอบไปสำรวจศพของรัตนาวดีในป่าช้า และได้พบความจริง บางอย่างจากภาพถ่ายของประกิตว่ามีบางสิ่งตามประกบรัตนาวดี!

    ooooooo

    นอกจากข้อสันนิษฐานของทัศนัยที่ว่าเทวรูปเจ้าแม่นาคีอาจเป็นศพอาบน้ำยาของใครบางคนจะรบกวนจิตใจเขาแล้ว ใบหน้าของคำแก้วที่ประพิมพ์ประพายคล้ายเจ้าแม่นาคีอย่างไม่ผิดเพี้ยนก็ทำให้ทศพลถึงกับนอนไม่หลับ

    คำแก้วก็รู้สึกไม่ต่างกัน นอนกระสับกระส่ายตลอดคืนเพราะกายทิพย์ของเจ้าแม่นาคีในร่างของเธออยากไปหาทศพลหรือไชยสิงห์ ชายหนุ่มคนรักในอดีตชาติ และกลางดึกของคืนนั้นเอง ภาพในอดีตตอนนาคีได้พบไชยสิงห์เป็นครั้งแรกก็ปรากฏในฝันของคำแก้ว...

    นาคีหรือเจ้านางน้อยแห่งวังบาดาลของเหล่าพญานาคแอบหนีไปเล่นน้ำตกบนโลกมนุษย์ แล้วเกือบถูกนกยักษ์สัมพาทีลูกของพญาครุฑจับไปเป็นอาหาร แต่โชคดีที่ไชยสิงห์แม่ทัพหนุ่มรูปงามแห่งปัตตนครผ่านมาช่วยไว้

    แต่กระนั้น...นาคีก็ถูกนกยักษ์ปล่อยให้จมดิ่งลงใต้น้ำ ไชยสิงห์ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นนาค กระโจนไปช่วยอย่างไม่คิดชีวิต นาคีเห็นว่ายิ่งลึกเขาจะยิ่งอ่อนแรงเลยตัดสินใจจูบแบ่งลมหายใจให้เขา

    ไชยสิงห์เลยเป็นฝ่ายถูกช่วยให้ขึ้นจากน้ำอย่างปลอดภัย และใบหน้างดงามของหญิงสาวที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตก็ติดตรึงในใจเขาตั้งแต่บัดนั้น แต่ไม่ทันถามไถ่ว่าเป็นใครและมาจากไหน เธอคนนั้นก็หายตัวไปแล้ว...

    คำแก้วสะดุ้งตื่นหลังจากนั้น ภาพในฝันยังแจ่มชัดในหัวจนอดหน้าแดงไม่ได้ เพราะเธอดันฝันถึงทศพลอีกแล้ว แถมครั้งนี้มีนกยักษ์อีกต่างหาก...เธอต้องประสาทไปแล้วแน่ๆ!

    ทศพลก็เดินละเมอออกมานอกที่พักเช่นกัน แต่เขากลับจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากความทรงจำสุดท้ายว่าเขามานั่งเล่นและชมเทวรูปเจ้าแม่นาคีก่อนนอนเหมือนทุกคืน

    พิมพ์พรตามหาให้วุ่นและเมื่อเห็นว่าเขาหมกมุ่นกับเทวรูปเจ้าแม่นาคีก็อดค่อนแคะไม่ได้

    “ใจคอคุณทำด้วยอะไรคะพล ยัยรัตน์เพิ่งตายเพราะฝีมือเจ้าแม่นาคีนี่แท้ๆ คุณยังจะชื่นชมมันอีก”

    ทศพลส่ายหน้ารำคาญ คร้านจะเถียงด้วยเลยผละหนีดื้อๆ ทิ้งให้พิมพ์พรเต้นผางด้วยความโมโห แต่ทำอะไรไม่ได้เลยหันไปแหวใส่เทวรูปเจ้าแม่นาคีแทน

    “เป็นถึงเจ้าแม่แต่กลับก่อกรรมทำเข็ญฆ่าคนไม่รู้ อีโหน่อีเหน่แบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรจากสัมภเวสีเร่ร่อน!”

    ฝ่ายคำแก้ว...ต้องหงุดหงิดใจไม่แพ้กันเมื่อคำปองแวะมาคุยด้วยเรื่องการตายของรัตนาวดี

    “ป่านนี้ดวงวิญญาณของนังหนูรัตนาวดีคงเป็นบริวารรับใช้เจ้าแม่นาคีไปแล้ว”

    “แม่ก็เชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือเจ้าแม่เหมือนที่ทุกคนเชื่อเหรอ”

    “ถ้าไม่ใช่เจ้าแม่แล้วจะเป็นใคร ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเชื่อกันว่าทุกชีวิตที่นี่ล้วนตายเพื่อเซ่นสังเวยเจ้าแม่ทั้งนั้น”

    นอกจากจะคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือเจ้าแม่นาคีแล้ว คำปองยังอยากให้พวกทศพลกลับกรุงเทพฯอีกต่างหาก เพราะตั้งแต่พวกนั้นมาถึงดอนไม้ป่า ชาวบ้านโดยเฉพาะเธอกับลูกสาวก็ต้องเดือดร้อนไม่เว้นแต่ละวัน แต่คำแก้วกลับไม่คิดเช่นนั้น และเชื่อว่าเป็นเพราะพวกกำนันแย้มมากกว่าที่กร่างไม่เข้าท่า

    “เอ็งก็เพลาๆบ้างเถอะ อย่าทำตัวเป็นศัตรูกับกำนันแย้มเลย ทำแบบนี้เท่ากับหาเหาใส่หัว หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”

    “ฉันก็ไม่อยากมีเรื่องนักหรอกแม่ ถ้ากำนันไม่มาหาเรื่องฉันก่อน มีอย่างที่ไหนมาหาว่าฉันไม่ใช่คน แม่ไม่เชื่อก็คอยดูละกัน พวกนั้นไม่หยุดหาเรื่องฉันแค่นี้แน่”

    ooooooo

    หนีจากพิมพ์พรมาได้ ทศพลก็ไปช่วยคำแก้วเตรียมของขายในตลาด แต่เธอก็ทำหน้าเมื่อยเหมือนไม่อยากพูดด้วยจนเขาต้องเย้ายิ้มๆ

    “ผมคิดถึงคุณนะ อยากเห็นหน้าคุณตลอดเวลา”

    “เก็บคำพูดหวานๆของคุณไปใช้กับผู้หญิงของคุณเถอะ”

    “ผู้หญิงของผม...ใคร”

    “ก็พิมพ์พรหรือไม่ก็ลำเจียก สองคนนั้นตบกันแทบตายก็คุณเป็นต้นเหตุ”

    “ผมไม่ได้คิดอะไรกับสองคนนั้นจริงๆ ไม่เหมือนคุณ...ที่ผมเก็บเอาไปฝัน”

    ทศพลไม่ได้โกหก เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าฝันถึงเธอเมื่อคืนแต่คำแก้วซึ่งมีชนักปักหลังที่ฝันถึงเขาไม่ตลกด้วย แหวเสียงเข้มว่าเขาคงฟุ้งซ่านจนเพ้อเจ้อ แต่เขาก็ไม่สะทกสะท้าน ยิ้มหวานประจบ

    “ผมเชื่อว่าคุณอาจจะเป็นแม่นางไม้ ผู้หญิงในฝันของผมในร่างมนุษย์”

    “ถ้างั้นฉันคงเป็นฝันร้ายที่กลายเป็นจริงในชีวิตคุณมากกว่า!”

    ระหว่างที่ทศพลตามตอแยคำแก้ว วันชนะ สมมาตร ประกิตและเชษฐ์ก็ไปตามหาเบาะแสเรื่องการตายของรัตนาวดีจากภาพถ่ายในป่าข้างน้ำตกแถวเทวาลัย แล้วก็ต้องตกใจแทบผงะเมื่อเห็นคราบงูตัวใหญ่ลอกคราบทิ้งไว้!

    เช้าวันเดียวกันที่บ้านกำนันแย้ม...หมออ่วมซึ่งเจ็บใจไม่หายที่แฉตัวจริงของคำแก้วไม่สำเร็จ ก็คิดหาทางใหม่ ด้วยการใช้ว่านพญาลิ้นงูเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อหน้าทุกคน

    “ว่านพญาลิ้นงูนี่...ข้าจะเอาไปฝังที่เสาใต้ถุนบ้านนังคำปองตรงห้องนอนนังคำแก้ว ถ้ามันเป็นปีศาจงูจริง มันจะต้องร้อนรนทุรนทุรายจนทนไม่ได้แล้วกลับคืนสู่ร่างเดิมของมันแน่”

    กอกับลำเจียกถูกเรียกไปสมทบที่บ้านคำปองด้วย โดยมีแผนให้หมออ่วมแอบเอาว่านพญาลิ้นงูไปปักหน้าบ้าน แล้วบุกเข้าไปดูสภาพของคำแก้ว แต่ทุกอย่างก็ไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะคำแก้วไม่ยอมเปิดประตู!

    ลำเจียกใจร้อน อยากไปดูให้เห็นกับตา กอต้องรั้งตัวไว้ ปรามเสียงเข้ม

    “ใจเย็นๆ...เอ็งไม่ต้องไปหามันถึงที่หรอก เดี๋ยวมันก็แจ้นออกมาหาเอ็งเองแหละ”

    “แล้วถ้าเกิดมันกลายร่างเป็นงูอาละวาดไล่ฆ่าพวกเราขึ้นมาจะทำยังไงล่ะพ่อ”

    “ถึงมันมีฤทธิ์เดชแค่ไหน มันก็ไม่มีทางเอาชนะแหวนพิรอดไปได้หรอก”

    คำแก้วเจอฤทธิ์ว่านพญาลิ้นงูก็ดิ้นรนทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นเกล็ดงูช้าๆ ลามจากปลายเท้าขึ้นมาบนลำตัว คำปองเห็นลูกสาวเงียบเสียงไม่ตอบก็เริ่มร้อนใจ ตั้งท่าจะพังประตูตามแรงยุของกำนันแย้ม แต่พวกทศพลซึ่งแอบเห็นท่าทางลับๆล่อๆของหมออ่วมก็โผล่มาก่อน!

    ooooooo

    แท้จริงแล้วทศพลกับเพื่อนๆแอบเห็นหมออ่วมทำท่าแปลกๆหน้าบ้านของคำปองเลยตามไปสังเกตการณ์ แล้วเชษฐ์ก็เบิกตาโพลงเมื่อเห็นของที่ถูกปักไว้

    “ว่านพญาลิ้นงู...เชื่อกันว่าเมื่องูเข้าใกล้ว่านชนิดนี้จะเกิดปวดแสบปวดร้อนทุรนทุรายอาการคล้ายโดนของร้อน ถ้าทิ้งไว้หกชั่วโมงงูจะสลบแต่ถ้านานกว่านั้นก็อาจทำให้ตายได้”

    ประกิตดึงว่านพญาลิ้นงูทิ้งเพราะทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว จังหวะเดียวกับที่ทศพลได้ยินเสียงเอะอะบนบ้านเลยรีบวิ่งไปดู ทันได้เห็นพวกกำนันแย้มตั้งท่าจะพังประตูห้องของคำแก้ว

    “กำนันไม่มีสิทธิ์บุกรุกเข้ามาทำลายข้าวของบ้านคนอื่นแบบนี้”

    “ทำไมข้าจะไม่มีสิทธิ์ ข้าเป็นคนปกครองที่นี่ ทุกคนจะต้องฟังคำสั่งของข้า”

    “อย่างนี้มันเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายชัดๆ”

    “ที่นี่เขาไม่นับถือกฎหมายกันหรอกเว้ย ถ้าพวกเอ็งอยากใช้กฎหมายนักก็กลับไปใช้ที่กรุงเทพฯบ้านเอ็งโน่น”

    ทศพลปักหลักขัดขวางเต็มที่ แต่ไม่ทันทำอะไร คำแก้วก็เปิดประตูออกมาเสียก่อนในสภาพปกติทุกอย่าง เลื่องดีใจมากเพราะไม่เคยเชื่อว่าเธอเป็นงู ต่างจากคนอื่นๆ โดยเฉพาะหมออ่วมที่ถึงกับอึ้ง

    “เป็นไปได้ยังไง ทำไมเอ็งถึงไม่กลายร่างเดิมต้องเป็นเจ้าแม่นาคีแน่ๆ เอ็งเรียกเจ้าแม่มาช่วยเอ็งใช่ไหม”

    คำแก้วโกรธมาก และหัวเสียมากกว่าเดิมเมื่อทศพลแฉว่าทุกอย่างเป็นแผนของพวกกำนันแย้ม

    “ถ้าอยากรู้ว่าผมหมายความว่าไง ลองถามหมออ่วมดูสิ หมออ่วมน่าจะรู้ดีที่สุด”

    คำปองกับคำแก้วหันไปมองหมออ่วมเป็นตาเดียว หมอผีจะแก้ตัวแต่ก็ช้ากว่าพวกเพื่อนๆของทศพลที่ยืนยันว่าเห็นหมออ่วมแอบปักต้นว่านพญาลิ้นงูที่เสาหน้าบ้าน คำแก้วโกรธมาก แหวลั่น

    “ที่แท้ก็แหกตาชาวบ้าน คิดว่าเอาว่านอัปรีย์มาฝังแล้วฉันจะกลายร่างเป็นภูตผีปีศาจล่ะสิ เคยเห็นแต่เด็กเลี้ยงแกะ แต่นี่แก่จวนจะเข้าโลงทุกคนแล้วยังปั้นเรื่องหลอกคนอื่นอยู่ได้ ระวังเถอะ...ตายไปคงได้ไปเกิดเป็นเปรตงู!”

    “นังคำแก้ว...เอ็งอย่าปากดีให้มันมากนัก สักวันข้าจะกระชากหน้ากากเอ็งออกมาให้ได้...ไปโว้ย กลับ!”

    กำนันแย้มประกาศอาฆาตทิ้งท้ายแล้วหุนหันจากไป เลื่องไม่ยอมกลับพร้อมคนอื่น รีบตามไปง้อคำแก้ว แต่หญิงสาวก็ไม่ยี่หระ ทำเย็นชาจนเขาอ่อนใจ

    “พี่มาที่นี่เพราะเป็นห่วงเอ็ง พี่ไม่อยากให้ใครใส่ร้ายปรักปรำเอ็ง พี่มาที่นี่เพื่อปกป้องเอ็งนะคำแก้ว”

    คำแก้วหน้านิ่ง เบื่อเหลือเกินกับคำหวานเลี่ยนๆ แต่เลื่องก็ยังไม่รู้สึกตัว

    “พี่รักเอ็ง...รักมานานแล้ว รักก่อนใครๆซะอีก เมื่อไหร่เอ็งจะเปิดใจให้พี่บ้าง”

    พูดจบก็เอื้อมมือไปจับถึงเนื้อถึงตัว คำแก้วเบี่ยงตัวหนีอย่างไม่ชอบใจ

    “อย่าทำแบบนี้ ฉันไม่ชอบ ถึงยังไงฉันก็ไม่มีวันรักพี่ ตัดใจซะเถอะ”

    “เพราะไอ้หนุ่มเมืองกรุงนั่นใช่ไหม”

    “ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น ไม่รักก็คือไม่รัก อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉันอีก แล้วก็...ฝากไปบอกพ่อพี่ด้วยว่าถ้าหาเรื่องกันอีก คราวหน้าฉันจะไม่งอมืองอเท้ายอมโดนรังแกอีกแน่!”

    ooooooo

    คำแก้วรอดตัวจากการถูกแฉอีกครั้งแต่ก็หวุดหวิดเต็มที แถมทิ้งข้อสงสัยไว้มากมาย ไม่เว้นแม้แต่พวกเพื่อนๆของทศพลที่คิดว่าเธออาจมีบางอย่างสัมพันธ์กับงูหรือเจ้าแม่นาคี

    มีเพียงทศพลที่ไม่เชื่อว่าเธอจะเป็นบริวารของงู แต่เป็นนางไม้ของเขามากกว่า คำแก้วรับรู้ได้ถึงความ ปรารถนาดีและความห่วงใยของเขาจนต้องหาโอกาสขอบคุณ

    “ขอบคุณคุณมากนะที่ช่วยฉันจากคนพวกนั้น”

    “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกกำนันแย้มและหมออ่วมถึงต้องปรักปรำคุณด้วย”

    “พวกชอบเล่นของสกปรกก็จิตใจสกปรกอย่างนี้แหละ เห็นคนอื่นอยู่ดีมีสุขแล้วทนไม่ได้ต้องหาทางกลั่นแกล้ง”

    “แล้วทำไมต้องเป็นคุณ”

    “คนพวกนั้นคงไม่พอใจที่ฉันไม่ยอมก้มหัวให้ หรือไม่ก็คงเป็นกรรมเก่าของฉัน ชาติที่แล้วคงสร้างบาปสร้างกรรมร่วมกันมาถึงได้จองล้างจองผลาญไม่สิ้นสุดซะที”

    “ในเมื่อทุกคนกลั่นแกล้งรังแกคุณ คุณจะอยู่ที่นี่ทำไม ไปอยู่กรุงเทพฯกับผมเถอะ ผมจะดูแลคุณเอง”

    คำแก้วเกือบใจอ่อนแล้ว แต่เมื่อคิดถึงความฝันประหลาดก็ต้องหักใจ

    “ฉันไปไหนไม่ได้หรอก ฉันต้องอยู่ในที่ของฉัน”

    ลำเจียกแวะมาหาทศพล ได้ยินเขาชวนคำแก้วไปกรุงเทพฯก็อดหัวเสียไม่ได้ เมื่อได้เจอเลื่องในเย็นวันเดียวกัน เลยยุยงให้เขาจับคำแก้วมาทำเมีย

    เลื่องกลัวๆกล้าๆแต่เมื่อถูกลำเจียกปั่นหัวมากๆก็ยอมร่วมมือ คำแก้วเลยถูกลำเจียกหลอกล่อให้มาเจอกำนันแย้มที่กระท่อมร้างให้เขาปล้ำ แต่ไม่ทันสมหวัง เจ้าแม่นาคีในร่างคำแก้วก็กลายเป็นงูขาวเผือกตัวใหญ่ฉกเขาตายคาที่!

    ทัพกับเดี่ยวเห็นเลื่องเงียบเสียงผิดปกติก็แอบไปดู เลยได้พบจุดจบถูกฉกตายไม่ต่างกัน ส่วนลำเจียกหนีกลับบ้านแบบไม่เหลียวหลัง พร้อมกับตั้งใจว่าจะไม่บอกใครเรื่องนี้เด็ดขาด

    ทศพลไม่รู้เรื่องคำแก้วถูกทำร้ายแต่ก็ร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก อยากแวะไปหาให้หายห่วง แต่การค้นพบข้อความบนแผ่นจารึกโบราณของทัศนัยก็ทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ

    “เมืองมรุกขนครคือเมืองในตำนานที่เชื่อว่าสาบสูญไปแล้วกว่าพันปี กษัตริย์ที่ปกครองคือพระเจ้านิรุทธราช!”

    นามของกษัตริย์โบราณกระตุ้นความทรงจำบางอย่างในหัวทศพล ภาพไชยสิงห์ถูกทำร้ายด้วยวิธีทรมานแสนสาหัสแวบขึ้นราวกับสายน้ำไหลจนเขาอดอยากรู้ไม่ได้ว่าเมืองในตำนานนี้มีจริงหรือไม่

    ทัศนัยส่ายหน้า ไม่แน่ใจ “ผมก็ยังตอบไม่ได้เรื่องนี้พวกเราคงต้องช่วยกันพิสูจน์ ไม่แน่บางที...บ้านดอนไม้ป่าแห่งนี้อาจจะเคยเป็นเมืองมรุกขนครในอดีตก็ได้”

    ooooooo

    คำแก้วสะดุ้งตื่นเช้าวันต่อมา กวาดตามองรอบตัวงงๆเมื่อพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องที่บ้าน แต่แล้วรอยเลือดมากมายตามตัวก็ทำให้หน้าซีดเผือด...ไม่กล้าเดาว่าเลือดนี้มาจากไหน

    เลือดพวกนั้นเป็นของพวกเลื่องที่นอนเป็นศพตายโหงในกระท่อมกลางป่า กว่ากำนันแย้มจะมาพบสภาพศพของลูกชายคนเดียวและสองสมุนก็เริ่มเน่าเสียแล้ว

    หมออ่วมซึ่งตามมาด้วย มองสภาพศพของเลื่องแล้วเอ่ยเสียงเข้ม

    “เลื่องมันถูกเขี้ยวงูและต้องเป็นงูที่ใหญ่มากๆ แถมดุร้ายเยี่ยงสัตว์ป่าเพราะมันฟัดซะเละเหวอะหวะขนาดนี้”

    เสียงเอะอะอื้ออึงของชาวบ้านทำให้ลำเจียกซึ่งตามมาดูด้วยหน้าเสีย หลุดปากเสียงเบา

    “มันไม่ใช่งูธรรมดาแต่เป็นงูเจ้าแม่นาคี”

    แต่กำนันแย้มก็ได้ยินจนได้ “เอ็งว่าอะไรนะนังลำเจียก...ใครฆ่าลูกกู”

    “งู...นังคำแก้วมันกลายร่างเป็นงูเผือก มันนั่นแหละฆ่าพี่เลื่อง ไอ้เดี่ยว ไอ้ทัพ ตายกันหมด!”

    ข่าวเลื่องถูกงูเจ้าแม่นาคีกัดตายกลายเป็นที่โจษจันของคนทั้งหมู่บ้าน คำปองกับคำแก้วกลายเป็นเป้านิ่งให้ใครต่อใครกล่าวหาและประณามว่าเป็นตัวประหลาด เป็นบริวารเจ้าแม่นาคีกลับชาติมาเกิด

    ทศพลพยายามปกป้องศักดิ์ศรีของสองแม่ลูกอย่างเต็มที่จนคำแก้วซาบซึ้งใจมาก ลำเจียกเห็นเขาเข้าข้างคู่ปรับสาวก็หาเรื่องจนเกือบหลุดปากออกไปว่าเลื่องถูกงูกัดตายเพราะอะไร

    กำนันแย้มเจ็บแค้นมากที่เอาผิดสองแม่ลูกไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมแพ้หมายมั่นปั้นมือจะเอาคืน สัปเหร่อคงซึ่งรับหน้าที่ขุดหลุมฝังศพเลื่องกับสองสมุนเห็นสภาพศพครั้งแรกก็ถึงกับอึ้งไป

    “พวกมันตายเพราะงูเจ้าแม่นาคีจริงเหรอกำนัน”

    “เอ็งเห็นศพพวกมันแล้วคิดว่ายังไงล่ะ”

    “มันก็เหมือนถูกเขี้ยวงูอย่างที่หมออ่วมว่าอยู่หรอก แต่ทำไมอยู่ดีๆเจ้าแม่นาคีถึงต้องไล่ฆ่าพวกมันด้วย พวกมันไปทำอะไรลบหลู่เจ้าแม่รึเปล่า”

    ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้เพราะไม่มีใครอยู่ร่วมเหตุการณ์คืนนั้นนอกจากลำเจียก แต่กระนั้น...สภาพศพหลังบรรจุโลงก็ทำให้ทุกคนต้องเบือนหน้าหนี งูน้อยใหญ่หลายร้อยตัวพากันรุมกัดกินซากศพทั้งสาม

    กำนันแย้มกำหมัดแน่น แค้นแทบกระอัก “ขนาดลูกกูเป็นศพ มันยังตามมาราวีอีก!”

    คำแก้วกับคำปองรอดพ้นข้อกล่าวหาไปได้เพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด แต่ก็ทิ้งความสงสัยไว้มากมายเหมือนเคย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจากกรุงเทพฯที่คิดว่างูตัวใหญ่ที่ฆ่าเลื่องอาจเป็นตัวเดียวกับที่พวกเขาเจอคราบเมื่อวันก่อน

    คงมีเพียงทศพลที่ยังเชื่อว่าคำแก้วถูกใส่ร้ายให้เสียหายในครั้งนี้ คำแก้วปลื้มใจมากที่เขาเข้าใจและเห็นใจ แต่ก็อดอยากรู้ไม่ได้ว่ามีสักขณะจิตหรือไม่ที่เขาลังเล...

    ooooooo

    เลื่อมประภัสกับฉัตรสุดา บริวารสาวในร่างงูเขียวของเจ้าแม่นาคีได้แต่เฝ้ามองสถานการณ์ตึงเครียดของคำแก้วอย่างห่างๆและห่วงๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลา

    “เพลานี้เจ้าแม่อยู่ในร่างกายหยาบของมนุษย์จึงหลงลืมเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็นนางพญานาคีจนสิ้น”

    “แต่นี่เป็นปีสุดท้ายก่อนครบพันปีตามคำสาปของท้าวศรีสุทโธนาค เจ้าแม่จะระลึกถึงอดีตได้มากขึ้นเรื่อยๆ”

    “เรื่องในอดีตบางเรื่องก็ไม่ควรแก่การจดจำ”

    “ยิ่งอยากลืมเท่าไรก็ยิ่งจำฝังใจไม่เลือนเท่านั้น”

    ฉัตรสุดาถอนใจยาว คำพูดของเลื่อมประภัสทำให้คิดหนัก ยิ่งเห็นทศพลตามติดคำแก้วก็ยิ่งกลุ้มใจ

    “อีกไม่นาน...สุริยคราสครั้งหน้าจักครบกำหนดพันปี สิ้นสุดคำสาปของท่านท้าวศรีสุทโธนาค เจ้าแม่ก็จักกลับคืนฤทธานุภาพเป็นนางพญานาคีแห่งวังบาดาลตามเดิม”

    “หรือไม่...ก็เป็นมนุษย์ตามที่เจ้าแม่ปรารถนา”

    เลื่อมประภัสเปรยปลงๆ รู้ดีกว่าใครว่าเจ้านายสาวอยากเป็นมนุษย์มากแค่ไหน...

    คำปองเกือบเชื่อสนิทว่าลูกสาวไม่เกี่ยวข้องกับการตายของเลื่อง แต่คราบเลือดบนเสื้อผ้าของอีกฝ่ายที่เธอแอบเห็นในห้องก็ทำให้เปลี่ยนใจ และเมื่อเจอหน้าก็ไม่รอช้าจะซักไซ้ คำแก้วทนเก็บความอึดอัดไว้กับตัวไม่ไหว เล่าให้แม่ฟังทุกอย่าง ก่อนจะร่ำไห้ด้วยความหวาด หวั่นและเป็นกังวล

    “แม่...ฉันเป็นอะไรกันแน่ ฉันเป็นคนฆ่าไอ้เลื่องอย่างที่ลำเจียกมันพูดหรือเปล่า ฉันจำอะไรไม่ได้เลยแม่”

    น้ำตาของลูกทำให้คำปองใจอ่อนยวบ ดึงตัวมากอดแน่น

    “เอ็งฝันไป มันเป็นแค่ฝันร้าย ลืมมันไปซะคำแก้ว ลืมมันซะ”

    คำแก้วยิ่งสะอื้น คำปองสะเทือนใจมาก สงสารลูกสาวจับใจ

    “เอ็งเป็นลูกแม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่จะปกป้องลูกเอง”

    คำปองจัดการเผาเสื้อเปื้อนเลือดของลูกสาวจนไม่เหลือซาก แต่กระนั้นคำให้การของลำเจียกที่ยืนยันกับกำนันแย้มว่าคำแก้วเป็นคนฆ่าเลื่องก็ทำให้เธอประสาทเสีย

    “นี่กำนันก็เชื่อกับเขาด้วยเหรอ คำแก้วมันจะกลายร่างเป็นงูได้ยังไง”

    “แต่นังลำเจียกมันยืนยันว่านังคำแก้วเป็นคนฆ่าไอ้เลื่อง”

    “ปั้นน้ำเป็นตัว! คำแก้วมันจะฆ่าพ่อเลื่องทำไม พ่อเลื่องไปทำอะไรให้มัน”

    กำนันแย้มชะงักเพราะก็ไม่มีหลักฐานนอกจากคำพูดของลำเจียก คำปองเลยถือโอกาสสำทับ

    “ฉันยืนยันว่าคำแก้วมันอยู่บ้านตลอด ถ้ามันออกไปข้างนอก มันก็แค่ไปเก็บดอกไม้ที่ชายป่าหรือไปหาปลาที่ริมธาร ไม่ก็ไปขายของที่ตลาด กลางค่ำกลางคืนที่ลับตาคนอย่างนั้นมันจะออกไปทำอะไร”

    “ยังไงข้าก็ต้องสอบปากคำลูกสาวเอ็งว่าออกไปไหนหรือเปล่า”

    “กำนันลองไปถามนังลำเจียกดีกว่ามั้ง เมื่อคืนนี้ฉันเห็นมันมาตามคำแก้วบอกว่ากำนันเรียกให้ไปพบไม่ใช่รึ”

    คำบอกเล่าของคำปองทำให้กำนันแย้มต้องกลับไปคาดคั้นความจริงจากลำเจียกอีกรอบ เพราะนอกจากข้อกล่าวหาคำแก้วที่ไม่มีหลักฐานแล้ว ลูกสาวคนเดียวของกอก็ไม่ยอมบอกอะไรมากกว่านั้น

    ลำเจียกซึ่งเพิ่งให้หมออ่วมทำพิธีเรียกขวัญเพื่อความสบายใจของพ่อถึงกับหน้าเสียเมื่อถูกกำนันแย้มซักไซ้เรื่องคืนที่เลื่องถูกงูกัดตาย แต่ก็จนด้วยข้อแก้ตัวเลยต้องสารภาพ

    “ฉันแค่อยากช่วยพี่เลื่อง พี่เลื่องรักคำแก้ว ฉันไม่รู้จะใช้วิธีไหนก็เลยอ้างชื่อกำนัน คำแก้วมันถึงยอมตามมา”

    “ที่มันไปตายที่กระท่อมปลายนาก็เพราะแบบนี้ใช่ไหม แล้วไอ้เลื่องมันได้นังคำแก้วหรือยัง”

    “พี่เลื่องตายก่อนนังคำแก้วก็หายตัวไป แต่มีงูเจ้าแม่นาคีออกมาอาละวาดแทน นังคำแก้วมันต้องแปลงร่างเป็นงูเจ้าแม่นาคีแน่ๆ ฉันเสียใจจริงๆนะ แต่พี่เลื่องทำก็เพราะรักคำแก้ว ไม่นึกว่าจะต้องมาจบชีวิตน่าสยดสยองแบบนี้”

    ลำเจียกตีหน้าเศร้าร้องไห้เสียอกเสียใจเอาตัวรอด แต่กำนันแย้มก็ไม่ทันสังเกต มัวคิดแค้นแทบกระอักที่ลูกชายคนเดียวต้องมาตายสังเวยเจ้าแม่นาคี

    “เจ้าแม่อุบาทว์ มึงกับกูเห็นจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!”

    ooooooo

    ขณะที่สถานการณ์ในดอนไม้ป่าร้อนระอุ บรรยากาศในงานประมูลวัตถุโบราณในกรุงเทพฯก็ตึงเครียดไม่แพ้กันเมื่อบุญส่ง ชายพิการพ่อค้าของเก่าและพ่อแท้ๆของพิมพ์พรประมูลชนะ ได้ครุฑศิลาวัตถุโบราณศิลปะขอมอายุกว่าพันปีไปครองแทนสุภัทรอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี พ่อแท้ๆของทศพล

    “ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ประมูลตัดหน้าแต่เรื่องแบบนี้อยู่ที่เงิน ใครเงินถึงก็ได้ไป หวังว่าด็อกเตอร์คงไม่เสียใจ”

    “การแข่งขันมีแพ้มีชนะเป็นธรรมดา อาจารย์คณะโบราณคดีอย่างผมสู้เศรษฐีค้าของเก่าอย่างคุณไม่ได้หรอก”

    “คนพิการง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างผม ถ้าไม่มีทรัพย์สินเงินทอง คงไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนน”

    “ทำไมคุณถึงอยากได้ครุฑศิลาถึงขนาดนั้น”

    “ด็อกเตอร์ก็คงรู้ว่าครุฑนั่นไม่ใช่ครุฑหินธรรมดาๆ”

    สุภัทรหน้านิ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเคร่ง “ธารพระกร...เครื่องแสดงอำนาจราชศักดิ์ของกษัตริย์โบราณมีที่ไหนเป็นหินกันเล่า มีแต่คนตาไม่ถึงเท่านั้นถึงมองไม่ออกว่าข้างในเป็นอะไร”

    เนื้อทองคำที่ซ่อนอยู่ด้านในเนื้อหินคือสิ่งที่บุญส่งตามหามาทั้งชีวิต

    “ผมจะไม่ขายให้ใครทั้งนั้น ผมออกตามหาครุฑทองคำนี่เกือบค่อนชีวิตจนกระทั่งมันกลับมาอยู่ในมือผมจนได้ ผมรู้ว่ามันคือของจริง ผมรู้สึกเหมือนเคยเป็นเจ้าของมันมาก่อน...และผมจำเป็นต้องใช้มัน!”

    ภาพความทรงจำเมื่อสิบเก้าปีก่อนผุดในหัวอีกครั้ง เมื่อครั้งบุญส่งยังเป็นแค่ล่ามและคนนำทางให้จอห์น– วินสัน นักล่างูจากต่างประเทศ เหตุวุ่นวายที่คร่าชีวิตทุกคนยกเว้นเขา แต่ก็ต้องกลายเป็นชายพิการทำให้ผูกใจเจ็บ และความหวังเดียวของเขาก็คือครุฑศิลาที่อยู่ในมือเวลานี้

    “มีแต่ครุฑทองคำนี่เท่านั้นที่จะกำจัดเจ้าแม่นาคีได้สำเร็จ”

    ระหว่างที่หลายคนวางแผนร้ายจะทำลายเจ้าแม่นาคี ...คำแก้วกลับไม่สำเหนียกถึงภัยนี้ มัวตกตะลึงกับอดีตชาติของตัวเองที่ได้ค้นพบในวันต่อมา...

    นิมิตพิเศษผุดขึ้นระหว่างที่คำแก้วนั่งคุยกับทศพลเรื่องเทวรูปเจ้าแม่นาคี ถึงช่วงเวลาที่ไชยสิงห์กับนาคีได้เจอกันอีกครั้งหลังจากที่เขาช่วยชีวิตเธอจากนกยักษ์สัมพาที

    “ไม่ว่าเจ้าจักซ่อนอยู่ที่ใด ข้าก็จักตามหาเจ้าจนพบจนได้”

    “ทำไมเจ้าถึงมั่นใจเยี่ยงนั้น”

    “บุรุษผู้มีความรักย่อมรู้ว่าดวงใจของเขาอยู่ที่ใด”

    “เจ้าเกี้ยวข้าทั้งๆที่ยังไม่รู้จักข้าเลยกระนั้นรึ...ท่านแม่ทัพไชยสิงห์”

    “เจ้ารู้ชื่อข้าได้อย่างไร”

    “ใครบ้างเล่าไม่รู้จักแม่ทัพใหญ่แห่งปัตตนคร”

    ไชยสิงห์ยิ้มกว้างดีใจ ย้อนถามชื่อเธอบ้างแต่คาดคั้นเท่าใดก็ไม่ได้คำตอบ

    “เจ้าใคร่เรียกข้าว่ากระไรก็ตามแต่ใจเจ้าเถิด”

    “เยี่ยงนั้น...ข้าจักเรียกเจ้าว่าแม่นางไม้”

    “นางไม้อันใดกัน”

    “ก็ข้าเจอเจ้ากลางป่ากลางดง มิหนำซ้ำยังงามยิ่งกว่าหญิงทุกนางที่ข้าเคยพบราวกับเทพธิดาไพร ไม่ให้เรียกว่าแม่นางไม้จักให้ข้าเรียกว่ากระไรเล่า...”

    ooooooo

    หลังจากนั้นนาคีก็ลอบออกจากวังบาดาลมาเจอไชยสิงห์อีกหลายครั้ง จนความสัมพันธ์ของทั้งสองรุดหน้ากลายเป็นความรักสุกงอมที่รอเวลาได้อยู่ด้วยกัน แต่เส้นทางรักก็ไม่ง่าย เมื่อวันหนึ่งไชยสิงห์ต้องออกรบครั้งสำคัญ

    “ม้าเร็วบอกว่าพระเจ้านิรุทธราชแห่งมรุกขนครกำลังยกทัพมาตีเมืองข้าในอีกไม่ช้า ข้าต้องนำทัพไปต้านศึกที่ชายแดน จักเป็นหรือตายยังไม่รู้”

    นาคีส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “จักรบกันไปทำไม หากรู้ว่ารบกันไปแล้วจักเป็นเดือดเป็นร้อน”

    “รบกันเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุขเยี่ยงไรเล่า”

    “มนุษย์นี่ประหลาดแท้ อยากให้บ้านเมืองสุขสงบ อย่ารบกันก็สิ้นเรื่อง”

    “จริงของเจ้า แต่...เหตุใดเจ้าจึงพูดราวกับว่าเจ้าไม่ใช่ มนุษย์”

    แม้จะพบเจอกันและสานสัมพันธ์จนก่อเกิดความรัก แต่นาคีก็ยังไม่กล้าบอกความจริงถึงชาติกำเนิดของตน

    “ด้วยน้ำใสใจจริง...จงตอบข้า หากข้ามิใช่มนุษย์ เจ้าจักยังรักข้าอยู่หรือไม่”

    ไชยสิงห์ไม่ตอบแต่ก้มจูบเธอ...นางไม้อันเป็นที่รักอย่างดูดดื่ม

    นาคีผูกสมัครรักใคร่ในตัวไชยสิงห์จนยอมแลกทุกอย่าง แม้เมื่อถูกท้าวศรีสุทโธนาค พญานาคผู้ครอง ดินแดนฟากลำน้ำโขงคาดโทษก็หากลัวไม่ เลื่อมประภัสและฉัตรสุดาเห็นว่าเจ้านางน้อยอาจเป็นอันตรายหากลอบขึ้นไปบนโลกมนุษย์บ่อยๆ แต่นาคีก็ไม่หวั่น แถมขู่คนสนิททั้งสองอีกต่างหากไม่ให้นำความไปฟ้องปู่

    คำแก้วหลุดจากภวังค์หลังจากนั้น และปลีกตัวจากทศพลไปเตรียมตัวขายของในตลาดเหมือนเคย เลยรอดจากการอาละวาดของพิมพ์พร ซึ่งตระเวนตามหาทศพลด้วยความหึงหวงตั้งแต่เช้าอย่างหวุดหวิด

    ทศพลไม่ชอบใจที่พิมพ์พรทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและทำท่าจะพังเทวรูปเจ้าแม่นาคี เอ็ดลั่น

    “คำแก้วจะมาทำอะไรที่นี่ พิมพ์คงตาฝาดเห็นเทวรูปเป็นคำแก้ว”

    “พิมพ์ไม่ได้ตาฝาด นังคำแก้วมันยิ้มเยาะพิมพ์ มันจะแย่งพลไปจากพิมพ์”

    “เหลวไหล...ใครได้ยินเข้า เขาจะหาว่าพิมพ์เป็นบ้า”

    “พิมพ์อยากจะสับหน้าไอ้เทวรูปนี่จริงๆ”

    ไม่ใช่พิมพ์พรคนเดียวที่ร้อนรุ่ม กำนันแย้มก็กำลังจะบ้าตายเพราะความแค้น

    “จิตใจข้ามันร้อนรุ่มไปหมด ข้าอยากแก้แค้นให้ไอ้เลื่องลูกข้า ข้าจะไปฆ่านังงูผีอัปรีย์ที่เทวาลัย”

    “ใจเย็นก่อนกำนัน ทำแบบนั้นเท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ” หมออ่วมเตือนเสียงเรียบ

    “ข้าเย็นไม่ไหวแล้ว หมออ่วมบอกข้าทีว่าข้าควรทำยังไง”

    “จะปราบเจ้าแม่นาคีและสมุนของมันให้ราบคาบ เจ้าต้องใช้ของศักดิ์สิทธิ์...แหวนพิรอดของลำเจียกไง”

    “แหวนนั่นช่วยได้จริงเหรอ”

    “ถ้าแหวนนั่นไม่ขลังจริง นังลำเจียกคงถูกงูเจ้าแม่เล่นงานไปตั้งนานแล้ว”

    กำนันแย้มตาวาว แสยะยิ้มร้ายเมื่อเห็นทางชำระแค้น

    “ข้าไม่ยอมให้ลูกข้าตายเปล่า ชาตินี้ข้าจะต้องกำจัดเจ้าแม่อุบาทว์นั่นให้ได้ ต่อให้ต้องตายข้าก็ยอม!”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 09:01 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์