ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ลูกผู้ชายไม้ตะพด

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ศรนารายณ์เดินสดชื่นเข้ามาในบ้าน พลันสะดุดขาไม้ซึ่งนอนอยู่ก็ตกใจ เอะอะโวยวายที่ไม้มานอนค้างอ้างแรมที่บ้าน อบเชยทำอาหารเช้าอยู่ในครัวรีบออกมารับหน้าว่า ไม้แค่มีปัญหาไม่สบายใจ เพิ่งจะนอนเกือบเช้านี่เอง ไม้ตื่นขึ้นมา เกรงใจจึงขอตัวกลับเพราะรู้ว่าไม่สมควร

“ไม้...ถ้าเธอไม่รู้จะไปที่ไหน มาที่นี่ได้นะ” อบเชยอดห่วงไม้ไม่ได้

ไม้ยิ้มเศร้าๆกลับไป ศรนารายณ์แปลกใจถามลูกสาวว่าไม้มีเรื่องอะไร อบเชยเองก็ไม่รู้

“น่าแปลก ตั้งแต่เด็กมา ไม่ว่ามีเรื่องอะไร ไม้ก็ไม่เคยมาขอนอนบ้านเราสักครั้ง ไม้มันห่วงเมฆจะตาย หรือว่าทะเลาะกับเมฆ...ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่”

อบเชยคิดตามแล้วก็เห็นว่าจริง...ไม้เดินผ่านตลาดเห็นชาวบ้านมุงดูป้ายหาเสียงของพันเทพ มีชาญกับจันทร์ยืนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ด้วย ชาวบ้านบ่นว่า ไม่มีใครอยากเลือกคนเลวๆอย่างพันเทพ ไม้ถึงกับสะอึก กำหมัดแน่น

“เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเป็นลูกไอ้พันเทพ เราไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด ไม่มีเลยจริงๆ เราจะเป็นลูกมันไปได้ยังไง พ่อเราชื่อเมฆ...พ่อเราชื่อเมฆ...” ไม้พยายามเชื่อในสิ่งที่ตนอยากเชื่อ...

พันเทพยังเจรจาอยู่ที่บ้านเมฆ จะเอาตัวไม้ไปอยู่ด้วย เมฆบอกว่าไม้ยังไม่กลับมา พันเทพไม่เชื่อ สั่งสมุนเข้าไปค้น เมฆตวาดพันเทพ

“แกทำชั่วกับไม้มาทั้งชีวิต แกจะให้ไม้มันรักแกเพียงข้ามคืนเพราะแกเป็นพ่อน่ะ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

พันเทพโมโห ใช้ร่มซัดเมฆหน้าหงาย “ฉันบอกให้แกหุบปากได้ ชีวิตของฉัน ฉันรู้ว่าทำอะไรอยู่ ไม่ต้องมายุ่ง เอาตัวเองให้รอดเถอะ”

พันเทพจะกระทืบซ้ำ ไม้เข้ามาผลักพันเทพกระเด็น พันเทพรีบบอกว่าตนมารับกลับบ้าน ไม้โต้ว่าบ้านตนอยู่ที่นี่ และตนไม่มีวันเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเขา พันเทพเตือนว่าไม้แค่โกรธ จึงไม่ยอมรับความจริง ไม้โมโห คว้ามีดมาจ่อดันพันเทพติดกำแพง

“แกทำลายชีวิตทุกคน แกตายซะเถอะ ไม่มีแกสักคน ทุกคนจะมีความสุข”

“ฆ่าพ่อซะ ถ้ามันจะช่วยให้ลูกดีขึ้น” พันเทพยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า ไม้เงื้อมีดจะแทง

เมฆปัดมีดกระเด็นตวาด “พ่อไม่เคยสอนให้ลูกฆ่าคน” ไม้ชะงัก พันเทพยังยั่วยุ เมฆจึงพูดกับไม้ “การยอมรับความจริงไม่ได้ทำให้เรารักกันน้อยลงหรอกลูก...” ไม้ทรุดลงร้องไห้

ooooooo

คิดทบทวนแล้ว แพรวาเชื่อว่าราตรีกลั่นแกล้งจึงเข้ามาต่อว่า แต่กลับถูกราตรีตอกหน้าว่า คนเป็นฝาแฝดกัน คนหนึ่งไม่มีความสุข อีกคนจะมีความสุขไม่ได้ แพรวาเสียใจ ตรงมาหาไกรที่บ้านหวังอธิบายเรื่องทั้งหมด แต่ไกรไม่เปิดโอกาสให้เธอแก้ตัว แถมด่าว่าเธออย่างรุนแรง

“ไม่ใช่เลยนะ ถ้าไม่เชื่อเรียกไม้มาถามก็ได้”

“หึ...คุณคิดว่าผมจะเชื่อลมปากคนอื่น มากกว่า

สิ่งที่ผมเห็นเองเหรอ ต้องให้เห็นตอนที่คุณกับไม้กำลังมีอะไรกันพอดี คุณถึงจะยอมรับงั้นเหรอ”

“ไกร...คุณไม่ใช่คนพูดจาแบบนี้”

“ใช่ แต่รู้ไว้เลยว่า คุณทำให้ชีวิตผมมืดลง”

“ฉันต้องทำยังไงคุณถึงจะหายโกรธ”

“ไม่จำเป็น ไปมีความสุขกับไอ้ไม้ซะให้พอ ผมว่าคุณสองคนเหมาะกันดี คนนึงก็ไม่รู้จักบุญคุณคน อีกคนก็ชอบปั่นหัวคนอื่นไปทั่ว ส่วนผมจะเป็นคนเลวๆอีกคนที่จะจองล้างจองผลาญคุณทั้งคู่ ไม่สิ้นสุดเลยคอยดู”

แพรวาใจหายขอโอกาสพิสูจน์ตัวเอง แต่ไกรหน้า มืดตามัวไล่เธอออกจากบ้าน และเก็บกดเคียดแค้นทั้งไม้และแพรวา ไกรเห็นใบประวัติการทำงานของเมฆ จึงคิดจะทำให้ไม้เป็นทุกข์

เมฆมาทำงาน จันทร์ต่อว่าไปไหนไม่บอกกล่าว เจ๊กีมาถามทำให้ตนตอบไม่ได้ ทั้งที่ทุกทีจะทำเรื่องขอลา ทำไมระยะนี้ทำตัวมีพิรุธ หรือปิดบังอะไรไว้ เมฆไม่ตอบเดินเลยไป จันทร์สงสัยเดินตามไปเห็นเมฆแขวนกระเป๋าไว้แล้วเข้าห้องน้ำไป เขาจึงแอบค้น เจอใบผลตรวจดีเอ็นเอแต่ไม่ระบุชื่อว่าใครกับใคร จันทร์ได้แต่สงสัย...

ด้วยความเสียใจ แพรวามาที่ท่าน้ำวัด เห็นอบเชยเดินมาจะให้อาหารปลา พอเห็นตนก็เดินหนีจึงเรียกไว้ แพรวาจะอธิบายเรื่องตนกับไม้ แต่อบเชยไม่ยอมฟัง

“แต่อบเชย เรื่องนี้มันต้องมีคนเข้าใจถูกซักคน ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ทุกคนรู้สึกแย่”

“ไม่ทันแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันรักไม้มากกว่าที่คุณรัก แล้วฉันก็จะรักต่อไป ความรักเป็นของฉัน คนอย่างคุณน่ะ ทำลายความรักของฉันที่มีต่อไม้ไม่ได้หรอก” ก่อนจะเดินไป อบเชยยังพูดกระทบแพรวาว่าตนชอบทำทาน ฉะนั้นทำกับคนคงได้กุศลแรงน่าดู

ในขณะที่ทิวามารำพันกับโกฏิของทิพย์ที่ตนไม่ใช่ลูกเธอกับพันเทพ อบเชยผ่านมาได้ยิน สงสัยที่ทิวาพูดว่าไม้แย่งทุกอย่างไปจากเขา แล้วทิวาก็พูดขึ้นว่า เรื่องทั้งหมดเวตาลต้องช่วยได้ อบเชยตกใจรีบสะกดรอยตามทิวาเข้าไปในป่า เห็นคุยกับใครที่เธอไม่เห็นตัวเพราะต้นไม้ใหญ่บังอยู่ จนกระทั่งทิวากลับไป อบเชยจึงโผล่มาดูว่าใครที่ทิวาคุยด้วย เห็นแต่ซากสัตว์ตายเกลื่อนก็ตกใจ พลันมีเสียงกรอบแกรบดังรอบตัว เหลียวมองไม่เห็นใคร อบเชยโมโห

“เลิกปั่นหัวฉันซะที แน่จริงก็ออกมาเผชิญหน้ากันตัวต่อตัวเลย”

เสียงกรอบแกรบหยุด มีเสียงหายใจฟืดฟาดที่ข้างหลัง อบเชยหันขวับไปมอง แทบช็อก

“เจ้ามาตามหาข้ารึ” เวตาลปรากฏตัวให้อบเชยได้เห็น

อบเชยยืนนิ่ง พยายามรวบรวมความกล้า พูดคุยกับเวตาล ถามว่าทิวามาคุยอะไรด้วย

“สตรีก็ยังเหมือนเดิม...มักอยากรู้อยากเห็นในเรื่องของคนอื่น”

“นี่แก ถ้าทิวามันไม่พูดถึงไม้ ฉันไม่สนใจหรอกเรื่องของพวกแกน่ะ ไอ้ทิวาให้แกไปทำร้ายไม้ใช่มั้ย”

เวตาลย้อนถามทำไมต้องบอก อบเชยว่าเวตาลไม่มีวันซื่อสัตย์กับทิวา คงหวังผลอะไรบางอย่างในความโง่ของเขา เวตาลชอบใจจึงยื่นข้อเสนอ “ข้าชอบเจ้า เจ้าเป็นสตรีที่ต่างจากสตรีที่ข้าเคยพบ เอาอย่างนี้สิ เจ้าพาข้าไปหาคนที่ชื่อไม้นั่น ถ้าเจ้าพาข้าไปพบชายคนนั้น โดยระหว่างทางไม่ปริปากพูดเลยซักคำ ข้าจะบอกทุกอย่างที่เจ้าอยากรู้ต่อหน้าชายคนนั้นด้วย”
“แกคิดจะเล่นเกมกับฉันเหมือนในนิทานเวตาลอย่างนั้นน่ะเหรอ”

“ถ้าเจ้าทำไม่ได้ เจ้าต้องยกวิญญาณของเจ้าให้กับข้า แบบนี้ดีมั้ยล่ะ”

อบเชยโต้ว่าเอาเปรียบ เวตาลจึงถามว่าอยากได้อะไร อบเชยขอแค่ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นห้ามทำร้ายไม้แม้แต่ปลายเล็บ เวตาลเยาะว่าคุ้มหรือที่เอาวิญญาณตัวเองมาเป็นเดิมพัน อบเชยตอบว่า ไม้เป็นทุกอย่างของตน

“ที่มนุษย์พูดกันว่าความรักทำให้คนตาบอด มันเป็นแบบนี้เองสินะ ตกลงข้ายอมทำตามข้อเสนอเจ้า ถ้าตลอดทางที่เจ้าพาข้าไปหาเจ้าไม้ เจ้าเอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว วิญญาณของเจ้าจะตกเป็นของข้า”

“แต่ถ้าฉันปิดปากสนิทจนแกเจอไม้ได้ละก็ แกไม่มีสิทธิ์ทำอะไรไม้ ไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น” อบเชยจ้องตาเวตาลและว่า ตนจะกลับไปก่อนแล้วจะมาใหม่ อย่าหนีไปไหนเสียก่อน เวตาลมองตามหลังอบเชยยิ้มๆ ตนยินดีทำตามข้อตกลง แต่การชิงไม้ตะพดอยู่นอกเหนือข้อตกลง...

ooooooo

และแล้ว เมฆก็ถูกไกรเรียกพบ แจ้งการประเมินผลการทำงานปีนี้ ว่าเมฆขาดงานบ่อยมาก แสดงให้เห็นว่าไม่มีความรับผิดชอบ ตนต้องการปรับปรุงรูปแบบรถ บขส.ใหม่ อยากได้คนที่เหมาะสมและร่างกายสมบูรณ์ จึงยื่นซองขาวให้ เมฆอึ้งพูดไม่ออก ไกรมองอย่างเห็นใจ แต่เพราะแค้นใจไม้จึงทำเช่นนี้

เมฆเก็บของในรถและกำลังจะดึงคันเกียร์ซึ่งตนซ่อนไม้ตะพดไว้ ไกรตามมาเห็น สั่งห้ามเอาไปถือเป็นทรัพย์สินบริษัท เมฆจำต้องกลับไปโดยไม่มีไม้ตะพด ในขณะที่ไม้เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้าน เสียใจที่ตนไม่ใช่ลูก มาหาจันทร์ที่วัด พอรู้เรื่องเมฆถูกไล่ออกก็ตกใจ รีบไปหาไกรต่อว่าที่ไล่พ่อตนออก ทั้งที่พ่อทำงานมาเป็นสิบๆปี ไกรว่าช่วงนี้เมฆทำงานไม่ดี ไม้โต้
“ไม่จริง ไม่เกี่ยวกับพ่อหรอก คุณไกรโกรธผมกับคุณแพรวาใช่มั้ย ถ้าเป็นเรื่องนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมกับคุณแพรวาไม่มีอะไรกัน”

ไกรไม่อยากฟัง ไม้พยายามอธิบายว่ามีคนเรียกให้เขาไป ไกรหาว่าไม้สร้างเรื่อง ไม้พลั้งปากบอกว่าแพรวาเป็นน้อง แต่ไกรไม่เชื่อไล่ไม้ให้กลับไป จันทร์ตามมาดึงและเตือนสติไม้ว่า ตอนนี้คนที่น่าห่วงคือเมฆ ไม่ใช่มัวมาทะเลาะกันแบบนี้

เมฆกลับมาพบบ้านเงียบเหงา มีชุดลูกผู้ชายพับวางอยู่บนเตียง เขาเสียใจคิดว่าไม้ไปอยู่กับพันเทพ พลันไม้เปิดประตูเข้ามา เมฆดีใจ “พ่อนึกว่าจะไม่มีวันได้เจอหน้าลูกอีก”

“พ่อกำลังแย่ ถ้าฉันไม่อยู่ ฉันคงจะเป็นคนที่แย่มาก เรื่องงานของพ่อ พ่อไม่ต้องห่วง ฉันจะไปคุยกับเจ๊กีให้ ฉันเชื่อว่าเจ๊กีต้องเข้าใจ”

เมฆไม่ห่วงเรื่องงาน แต่กลับขอร้องไม้ “พ่อห่วงแค่เรื่องเดียว ไม้ตะพดยังอยู่บนรถ พ่อเอามาไม่ได้ พ่ออยากจะให้ไม้ไปเอามันมาจะได้มั้ย พ่อไม่อยากให้มันตกไปอยู่ในมือคนไม่ดีแล้วใช้มันไปในทางที่ผิด”

“ได้สิพ่อ มันเป็นของพ่อ ฉันจะไปเอามันมาคืนให้พ่อเอง...”

ด้านอบเชยหาเชือกและไฟฉายกลับมาหาเวตาลในป่า เธอฉายไฟไปเห็นเวตาลกำลังกินสัตว์เลือดเกรอะกรังก็ขยะแขยง เวตาลว่า ถ้าตนได้กินเลือดคน จะมีพลังสมบูรณ์ไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ ซึ่งหมายถึงวิญญาณของอบเชย อบเชยโต้ว่า ตนไม่มีวันแพ้ ว่าแล้วก็เอาเชือกมัดข้อเท้าเวตาล อ้างกลัวบินหนีไปเสียก่อน...ระหว่างเดินทาง อบเชยเม้มปากไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา เวตาลแกล้งเล่านิทานต่างๆให้ฟังและชวนคุย แต่อบเชยก็มีสติดีมาก

จนมาถึงบ้านเมฆ อบเชยไม่พูดอะไร เมฆถามเธอก็พยักหน้าอย่างเดียว เมฆบอกว่าไม้ไปอู่รถ อบเชยจึงพาเวตาลตามไป...ไม้แอบเข้ามาในรถ บขส.เพื่อเอาคันเกียร์ ไกรเห็นขึ้นมาขวางเกิดการต่อสู้กัน ไกรพลาดล้ม ไม้เป็นห่วงเข้าช่วยพยุง จึงถูกไกรแย่งคันเกียร์ไปและเงื้อจะฟาด อบเชยมาถึงพอดีตกใจร้องห้าม

“หยุดนะ ห้ามใครทำอะไรไม้เด็ดขาดนะ” ขาดคำ เชือกที่ขาเวตาลขาดผึง อบเชยหน้าเสียที่ตนหลุดปากพูดออกมา

เสียงเวตาลก้องขึ้นโดยไม่มีใครเห็นตัว “เธอแพ้แล้ว เธอต้องทำตามสัญญา”

ทั้งไกรและไม้ตกใจถามอบเชยว่าเสียงใครและใครแพ้ อบเชยตัดบทถามกลับเกิดอะไรขึ้นถึงต้องสู้กัน ไม้บอกว่าตนแค่มาเอาของพ่อคืน ไกรว่านี่เป็นทรัพย์สินบริษัท และต่อว่าอบเชยที่มาปกป้องไม้อีก ทั้งที่ไม้ทำร้ายจิตใจ อบเชยขอร้องให้ทั้งสองแยกย้ายกันไป...ไกรถือคันเกียร์เข้ามาในห้อง โยนมันลงบนเตียงอย่างหงุดหงิด

“อบเชย เธอมันคนประเภทไหนกันแน่ ที่ยังเข้าข้างคนที่เอาแต่ทำให้เธอเจ็บปวด ไม้ก็อีกคน ทำไมต้องอยากได้นักหนา ไอ้คันเกียร์เนี่ย” ไกรมองคันเกียร์อย่างสงสัย

ooooooo

ชายป่ากลางดึก เวตาลห้อยหัวเหมือนค้างคาวบนต้นไม้ จู่ๆมีเสียงหัวเราะดังก้องทั่วบริเวณ ทำให้เวตาลตื่น มันลงมายืนมองไปรอบๆอย่างไม่สบอารมณ์ ร้องถาม

“เจ้าเป็นใคร ใยไม่เกรงใจผู้อื่น หัวเราะเสียงดังก้องไปทั่วขนาดนี้ ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของข้าเอาซะเลย...เจ้าฤาษีแก่นี่เอง” เวตาลเห็นฤาษีปรากฏตัวขึ้น

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเวตาล”

“เจ้าก็รู้ว่าแท้จริงข้าเป็นพญาเวตาลผู้ยิ่งใหญ่”

“ดูจากสภาพเจ้าแล้ว ยังจะให้ข้าเรียกว่าพญาเวตาลอีกได้อย่างไร ไม่อายตัวเองรึ”

“แล้วมันมีเรื่องน่าขันอะไรนักหนา หัวเราะเสียงดังก้อง”

“จะไม่ให้ข้าหัวเราะได้อย่างไร ก็ในเมื่อจุดเริ่มต้นของความตายของเจ้ามาถึงแล้ว”

“หมายความว่าอย่างไร”

“เจ้าเจอคนที่จะปลิดชีพเจ้าแล้ว”

เวตาลไม่เชื่อย้อนถามว่าใครหน้าไหน ฤาษีหายวับไป เหลือแต่เสียงหัวเราะกึกก้อง เวตาลสะดุ้งตื่น มองไปรอบๆอย่างหวาดระแวงว่าใครกันที่จะมาปลิดชีวิตตน แล้วหวนนึกถึงอบเชย

“ข้าจะต้องได้ดูดวิญญาณเพื่อให้ร่างกายข้า ได้กลับมามีพลังที่สมบูรณ์อีกครั้ง แล้วจะไม่มีใครทำอะไรข้าได้...”

วันต่อมา ขณะที่อบเชยอยู่บ้าน เธอจะได้ยินเสียงกุกกักตลอดเวลา ทำให้เธอเริ่มระแวงว่าเวตาลจะมาเอาวิญญาณตามข้อตกลง...ระหว่างทานข้าวกับศรนารายณ์ ก็มีเสียงกุกกักตามจุดต่างๆ ศรนารายณ์เข้าใจว่าเป็นหนู อบเชยไม่อยากเล่าเรื่องที่ตนระแวง พอศรนารายณ์ออกไปจากบ้าน เวตาลก็ปรากฏตัวต่อหน้าอบเชย

“เจ้าลืมอะไรไปรึเปล่า”

อบเชยทำใจสู้ต่อว่า มาบุกรุกบ้านคนอื่นได้อย่างไร เวตาลโต้ว่าตนจะไปไหนก็ได้ที่อยากไป อบเชยมองหาทางหนี ปากก็ต่อรอง

“ฉันขอเวลาอีกซักหน่อยได้มั้ย พอดีว่าที่บ้านวุ่นวาย”

“แต่เมื่อคืนเราไม่ได้ตกลงกันแบบนี้”

เผอิญ ศรนารายณ์กลับเข้ามาเพราะลืมกุญแจบ้าน อบเชยฉวยโอกาสเกาะพ่อออกไปจากบ้านด้วยเพราะรู้ ว่าเวตาลไม่ปรากฏตัวให้พ่อเห็น...

ไกรยังคงพินิจพิจารณาคันเกียร์ว่ามีอะไร ทำไมไม้กับเมฆถึงอยากได้มันมาก ไม่ทันไรเจ๊กีเข้ามาต่อว่าที่เขาไล่เมฆออก ทั้งที่เมฆเป็นคนเก่าคนแก่ที่ตนไว้ใจ ไกรฉุนหาว่าสองพ่อลูกมาฟ้อง เจ๊กีว่าไม่มีใครฟ้อง แต่คน ในอู่พูดกันว่าเขากับไม้ทะเลาะกันเพราะเรื่องไล่เมฆออก

“ลื้อไม่อาเมฆออกทำไม”

ไกรนิ่งสักพักก่อนจะอธิบาย “ม้าลองไปไล่ย้อนหลังช่วงที่ผ่านมานี่สิครับ เขาลาหยุดงานตลอด วันทำงานน้อยกว่าวันหยุดซะอีก ผมก็เห็นว่า ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง ก็คงต้องเป็นเรื่องวินัยในการทำงาน”

“ทำไมลื้อไม่ตักเตือนอีก่อนไปไล่อีออกเลยได้ยังไง แล้วอีจะเอาเงินที่ไหนกิน ที่ไหนใช้”

“ผมก็ให้เงินเขาไปก้อนนึงด้วยนะครับ”

“แย่ อั๊วไม่เคยสอนให้ลื้อเลี้ยงดูคนด้วยการเอาเงินฟาดหัวแบบนั้น เมื่อก่อนลื้อก็ไม่เป็นแบบนี้”

“ผมก็เป็นแบบนี้แหละม้า อีกอย่าง เขาก็ยอมออกไปแล้วด้วย”

“ไม่รู้ล่ะ อั๊วต้องไปคุยกะอีให้รู้เรื่อง”

“คุยอะไรม้า คนมันไล่กันไปแล้ว จะให้กลับมาทำงาน ผมก็หมดความเชื่อถือกันพอดี”

เจ๊กีลำบากใจจะทำอย่างไรดี...

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด
15 พ.ย. 2562
12:10 น.