ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ลูกผู้ชายไม้ตะพด

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ลูกผู้ชายไม้ตะพด ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ในค่ำคืนหนึ่ง พันเทพ นายทหารนอกราชการเจ้าของวินรถตู้ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ ขับทับเส้นสัมป-ทานรถร่วม บขส.ของเจ๊กีอย่างไม่สนใจ...เขาได้หยิบกล่องไม้มาเปิดออก ภายในบุด้วยผ้ากำมะหยี่อย่างดี มีไม้ตะพดวางอยู่ เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม พลันมีเสียงคล้ายค้างคาวแว่วมา พันเทพชี้ปลายไม้ไปที่แจกันดอกไม้บนโต๊ะ มันค่อยๆลอยขึ้นช้าๆ เงาสะท้อนของเขาบนแจกันเป็นหน้าเวตาลผอมแห้งมีปีกคล้ายค้างคาวแสยะยิ้ม ดูร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว...

เมฆ สะดุ้งตื่นขึ้นจากที่นอนเก่าๆทำเอาไม้ ลูกชายซึ่งนั่งจัดของอยู่ไม่ห่าง สะดุ้งตามไปด้วย ไม้รีบถามพ่อว่าฝันร้ายเรื่องอะไร เมฆส่ายหน้าไปมา พึมพำ... ตะพดเลือด

“ตะพดเลือด...” ไม้ทวนคำอย่างสงสัย

“พญาเวตาล...มันกำลังจะกลับมา”

“อ่านหนังสือแล้วก็เก็บมาฝันอีกแล้ว” ไม้มองหนังสือนิทานเวตาลที่พ่อวางไว้ข้างตัว

เมฆพยักหน้าบอกลูกชาย คงอย่างนั้น เขาไม่อยากพูดอะไรมาก ไม้ประคองพ่อลงนอน เมฆยังไม่คลายความกังวลกับความฝันที่เกิดขึ้นแทบทุกคืนระยะนี้...

ภายในห้องนอนของพันเทพ มีเสียงค้างคาวก้องกังวานอยู่ทุกมุมห้อง ทำให้พันเทพนอนกระสับกระส่าย ในที่สุดก็ลุกพรวดขึ้น เสียงเงียบลง เขามองไปรอบห้องก่อนจะลุกออกไป หยิบกล่องไม้มาเปิด เอาไม้ตะพดมาวางลงบนจาน แล้วหันไปหยิบกริชโบราณจากในตู้ออกมา จิ้มที่ปลายนิ้วตัวเอง ให้เลือดหยดลงบนไม้ตะพด

เลือดถูกดูดซึมหายไปราวกับไม้ตะพดมีชีวิต พลันทิวา เปิดประตูเข้ามา พันเทพรีบซ่อนมือที่เปรอะเลือดไว้ด้านหลังทันที

“พ่อนั่นเอง ผมนึกว่าขโมยขึ้นบ้านซะอีก เห็นว่าพ่อนอนไปแล้ว”

“อ๋อ พ่อนอนไม่ค่อยหลับน่ะ ว่าจะเคลียร์งานซะหน่อย”

ทิวาบ่นว่าพ่อทำงานมากเกินไป พันเทพจึงบอกลูกชายว่าเขาแค่จะอ่านหนังสือกฎหมายนิดหน่อย เตรียมตัวลงเลือกตั้งสมัยหน้า ให้ทิวาไปนอนเสีย พอทิวาไปแล้ว พันเทพกำไม้ตะพดไว้แน่น มันดูดเลือดที่นิ้วเขาอย่างหิวโหย เขามองไม้ตะพดอย่างรู้สึกถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่

ooooooo

ท่ารถ บขส. เมฆเดินขาเป๋ลงจากรถที่เขาขับเข้ามาจอด มีชาญเป็นเด็กรถเดินตามหลัง ชาญขยับกระบอกตั๋วส่งเสียงแก๊บๆเดินแทะข้าวโพดท่าทางจิ๊กโก๋ไม่เบา เขาตามถามเมฆ

“พี่...ได้ข่าวว่าที่ท่ารถเนี่ย โดนพวกแก๊งวินมอเตอร์ไซค์มาเล่นงานบ่อยๆเหรอ”

“เอ็งเพิ่งมาอยู่ใหม่ อย่ามาทำเป็นรู้มาก” เมฆตำหนิอย่างรำคาญ

ชาญยิ่งสนใจว่ามันต้องเป็นเรื่องจริง เพราะเขาได้ยินมาว่า มีลูกผู้ชาย ใส่หน้ากากหนังเสืออำพรางหน้า ถือไม้ตะพดมาคอยปราบ เมฆส่ายหน้าไม่สนใจ หันไปเอ็ดเด็กรถที่เอาแต่เล่นไม่ไปทำงานตามหน้าที่ ไม่ทันไร กลุ่มวินมอเตอร์ไซค์ จากการนำของสักและวิน เข้ามาก่อกวน เผอิญไม้กลับจากเรียนมากับเพื่อนชื่อจันทร์ แวะมาหาพ่อที่ท่ารถ เมฆเห็นลูกชายเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่กำลังจะกลายเป็นสนามรบ เมฆรีบกะเผลกไปหาร้องบอกให้ไม้กับเพื่อนหลบ

ขณะนั้น ศรนารายณ์ ขี่รถซาเล้งบรรทุกน้ำแข็งเข้ามาช่วยขวาง สักกับวินถึงกับอุทาน...ศรนารายณ์ ลูกมหาโลก...ไม้ชื่นชมในความเท่ของศรนารายณ์ เมฆบอกลูกชายให้พาเพื่อนหลบไปก่อน ไม้ชะเง้อมองศรนารายณ์ที่ต่อสู้พวกสักกับวินอย่างพินิจพิเคราะห์ อบเชยวิ่งมาช่วยดึงไม้ให้ไปหาที่หลบ ไม้อายจันทร์ที่มีผู้หญิงมาช่วยปกป้อง เมฆกำชับไม้ให้หลบอยู่ตรงนี้ และฝากอบเชยดูแลไม้ด้วย เมฆเอากุญแจมือที่ริบมาจากเด็กรถ ล็อกข้อมือไม้ติดกับอบเชย

“เอ็งห้ามเอาผู้หญิงกับเด็กมาเสี่ยง จำไว้ถ้าเอ็งอยากเป็นลูกผู้ชาย” เมฆสั่งไม้ อบเชยรับปากจะดูแลไม้ เมฆย้ำ “ถ้าลุงเป็นอะไรไป ฝากศรนารายณ์พ่อเอ็ง ดูแลไม้มันด้วยนะ”

เมฆวิ่งออกไป ไม่ฮึดฮัดอยากจะตาม อบเชยปลอบไม้ไม่ต้องกลัว ไม้ว่าตนไม่ได้กลัวแต่อยากไปช่วยพ่อ ไม้เห็นเมฆโดนพวกสักรุมกระทืบ พ่อไม่ตอบโต้ปล่อยให้พวกมันซ้อม จันทร์รู้สึกมันเขี้ยว ใช้น็อตที่โยนเล่นในมือมาใส่นิ้วทุกนิ้วแทนสนับมือ แล้วหยิบน็อตในกระเป๋าออกมาอีก ดีดใส่พวกที่รุมเมฆหัวแตก ตาโปนไปตามกัน เมฆโดนอัดจนตกไปในคูน้ำ ไม้กัดกรามแน่นอย่างเจ็บปวดที่ไปช่วยพ่อไม่ได้...ชาญควงกระบอกตั๋วอย่างเชี่ยวชาญ เข้าต่อสู้กับวินอย่างดุเดือด จนวินสู้ไม่ได้ สักควงโซ่เข้ามา ศรนารายณ์ปราดมาหันหลังชนกับชาญรอรับมือ

“แหม ชุดใหญ่มาเลยนะ กลัวจะไม่กลัวมั้งเนี่ย ทำเป็นเข้มนะ พลาดตีหัวตัวเองแล้วจะหัวเราะให้ แน่จริงเข้ามาดิ ไม่กลัวหรอกเว้ย นักมวยแชมป์ 14 สมัยนะเว้ย... เอ็งจะไม่พูดอะไรมั่งเลยเหรอ ข้าเห็นฝีมือเอ็งไม่ธรรมดาเลยนะ” ศรนารายณ์หันไปถามชาญ

“ฉันกำลังรอ...” ชาญกวาดสายตามอง

ศรนารายณ์แปลกใจว่ารอใคร ไม่ทันที่ชาญจะตอบ สักฟาดโซ่เปรี้ยงเข้ามาโดนมือศรนารายณ์ร้องลั่น “นี่แกเอาจริงเหรอวะ จะไม่เกรงใจกันเลยใช่มะ ข้ายังคุยกับไอ้นี่ไม่จบเลย”

ด้านไม้กับอบเชยวิ่งมาดูเมฆ จันทร์รีบชี้ว่ากลิ้งตกไปทางไหน ทั้งสามจะตามไปดู แต่ถูกพวกนักเลงล้อม อบเชยพอมีฝีมือที่ได้มาจากพ่อ เธอต่อสู้ทั้งที่มือติดอยู่กับไม้ข้างหนึ่ง จึงมีหลายครั้งที่ต้องจับไม้ชกต่อยกับพวกนักเลง ทำให้ดูเหมือนไม้เก่งไปโดยปริยาย ไม่ทันไร ลูกผู้ชายที่ชาญพูดถึงก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าบดบังด้วยหน้ากากหนังเสือโคร่ง ในมือถือไม้ตะพดวิญญาณ

“ลูกผู้ชาย ใช่ลูกผู้ชายจริงๆด้วย” ชาญร้องด้วยความดีใจ

ลูกผู้ชายไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าลุยจนพวกสักต้องล่าถอยอย่างสะบักสะบอม ไม้ตื่นตาตื่นใจกับท่วงท่าต่อสู้ของลูกผู้ชาย ในขณะที่ชาญสามารถบอกชื่อท่า

ทุกท่าที่ลูกผู้ชายปล่อยออกมา

“โห...กรงเล็บพยัคฆ์...ฝ่าเท้าคชสาร...เขี้ยวอสรพิษ...”

ก่อนที่สักจะล่าถอยไปได้ประกาศไว้ว่า “บอกเจ๊กีด้วยนะ สัมปทานเดินรถเส้นเนี้ย ผู้พันเทพเขาต้องเอาให้ได้...ลูกผู้ชาย ฝากไว้ก่อนเหอะ”

“เท่มาก เท่สุดๆไปเลย ในที่สุดสิ่งที่ฉันรอมาตลอดก็เป็นจริง ฉันได้เจอลูกผู้ชายแล้ว ถึงจะตายก็คุ้มอ้าว...” ชาญแปลกใจที่หันมา ลูกผู้ชายได้หายไปแล้ว

ไม้ร้องถามว่า มีใครเห็นพ่อเขาบ้าง อบเชยก็ถามหาศรนารายณ์ จันทร์ทึ่งว่าเรื่องนี้มีจริงอย่างที่เขาร่ำลือหรือนี่...ไม้กับอบเชยเดินร้องเรียกหาพ่อ ไม่ทันไร ศรนารายณ์ก็เดินเท่ๆเข้ามา

“พ่อไม่ได้เป็นอะไร ลูกก็รู้ว่าฝีมือพ่อคนละชั้นกับไอ้พวกนั้น”

“แล้วนี่พ่อหายไปไหนมา”

“เอ่อ...ก็ ตามไปสู้กับไอ้พวกวินมอเตอร์ไซค์ด้านหลังนู่นน่ะสิ แต่ไม่ต้องห่วง มันเจอหมัดพ่อไป สลบเหมือด”

ไม้รีบถามหาเมฆ ไม่ทันไร เมฆเดินสะบักสะบอมออกมา ไม้รี่เข้าประคองอย่างห่วงใย เมฆถามลูกชายว่าเป็นอะไรหรือเปล่า อบเชยรีบบอกว่าอยู่กับตน ตนไม่ปล่อยให้ไม้เป็นอะไรแน่ ไม้มองอบเชยอย่างเบื่อๆ เมฆขอบใจอบเชยและศรนารายณ์ ไม้เล่าว่าลูกผู้ชายมาช่วยพวกตน

“เหรอ...ทำไมพี่ศรโผล่มาไล่ๆกับลูกผู้ชายอยู่บ่อยๆนะ” เมฆตื่นเต้นไปด้วย

“มีบางเรื่องที่บางครั้งเราก็ไม่อยากบอกใคร” ศรนารายณ์ยิ้มกริ่ม

ไม้มองศรนารายณ์อย่างมั่นใจว่าเป็นลูกผู้ชาย เช่นเดียวกับอบเชยที่สงสัยว่าเมฆคือลูกผู้ชาย ศรนารายณ์กลบเกลื่อนให้ทั้งสองพาเมฆกลับบ้าน อบเชยรีบเข้าช่วยไม้พยุงเมฆ

ooooooo

วันต่อมา เจ๊กีเดินตรวจตราสภาพท่ารถ จัดการสั่งซ่อมแซมส่วนที่พังเสียหาย ปากก็บ่นว่าถ้าลูกชายตนกลับมาเมื่อไหร่ จะจัดการพวกพันเทพให้ราบคาบ ชาญรีบถามว่า ลูกชายจบเทควันโด หรือกังฟูมาหรือ เจ๊กีตอบว่าเปล่า จบโยคะ ชาญเผลอถุย...บ่นลูกผู้ชายปล่อยหมัดไปยี่สิบหมัดแล้ว ทางเรายังเตรียมท่านั่งไม่เสร็จเลย...เจ๊กีตบกะโหลกชาญป้าบ ชาญยิ้มแหยๆ

วันนี้ ไม้มาช่วยซ่อมรถซาเล้งให้ศรนารายณ์ อบเชยกลับจากโรงเรียนพร้อมด้วยหนังสือประวัติศาสตร์เล่มโต เธอบอกพ่อว่าไปยืมมาจากหอสมุดที่วัด  ศรนารายณ์

ว่าอยากรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ให้ถามตนก็ได้ อบเชยจึงถามว่า รู้เรื่องเทือกเขาตะนาวศรีไหม เขาส่ายหน้า

“เทือกเขาตะนาวศรีเป็นเทือกเขาที่มีความยาวถึง 834 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่เทือกเขาถนนธงชัย...เทือกเขาตะนาวศรีเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำแควน้อย...” อบเชยสาธยาย

ไม้แทรกขึ้นว่า มีตำนานเรื่องเล่าของชนเผ่า

ปกากะญอเกี่ยวกับไม้ศักดิ์สิทธิ์...ศรนารายณ์เริ่มสนใจย้อนถามอบเชย คิดว่ามันเกี่ยวข้องกับไม้ของลูกผู้ชายหรือ อบเชยพยักหน้าเริ่มเล่า

“ผู้เฒ่าจามูอยู่มาร้อยปี จนกลายเป็นฤาษีแก่กล้าวิชาปลุกเสกเป็นอย่างมาก ได้เหลาไม้ยาวประจำตัวอันหนึ่ง แกะจากแก่นไม้จันทน์พันปีใจกลางป่าพม่า แล้วปลุกเสกด้วยดวงวิญญาณเหล่าพยัคฆ์คชสารและอสรพิษมาเป็นอาวุธคู่กาย ปลายข้างหนึ่งมีไว้ทำลายล้างเหล่าปีศาจ ปลายอีกด้านมีไว้เยียวยารักษาโรคได้ แต่เมื่อพลังอยู่รวมกันก็มีอำนาจมหาศาล ขนาดแค่เหล่าอสูรกายได้กลิ่นก็ไม่กล้าเข้าใกล้...มีไว้ปราบพวกเหล่าโอปปาติกะและสัมภเวสี ชื่อและฤทธิ์เดชของฤาษีร่ำลือไปไกลจนไม่มีภูตผีตนไหนกล้าเข้ามาในป่าแถบตะนาวศรีอีกเลย”

ไม้เล่าต่อจากอบเชยว่า “แต่มีวันหนึ่ง พญาเวตาลผู้ร้ายกาจก็อยากจะท้าทายอำนาจฤาษีและยึดเอาไม้วิเศษมาเป็นของตน...การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด พญาเวตาลอาศัยความว่องไวและความเป็นสัตว์ปีกของตนโจมตีฤาษี สุดท้ายก็พลาดพลั้ง ฤาษีเอาไม้ปักไปที่หัวใจของพญาเวตาล ด้วยความแค้น พญาเวตาลได้หักไม้ครึ่งหนึ่งเกิดปลายแหลมจ้วงแทงอกของฤาษีเช่นกัน วิญญาณของพญาเวตาลถูกดูดหายไปในไม้ที่ปักหัวใจตนเอง”

“ตะพดส่วนที่ดูดวิญญาณเวตาลเข้าไปเรียกว่า ตะพดเลือด ส่วนด้านปลายที่ไว้ใช้เยียวยาปักอยู่ที่อกของฤาษีถูกเรียกว่า ตะพดวิญญาณ แม้ตะพดจะหักครึ่งเท่าๆกัน ก็ยังมีพลังอำนาจหลงเหลืออยู่ ฤาษีได้เก็บไม้ตะพดทั้งสองห่อด้วยหนังเสือไว้ แล้วมาสิ้นใจตายที่ริมแม่น้ำแควน้อย ร่างฤาษีตกลงไปในแม่น้ำจมหายไป แต่ไม้ตะพดกลับลอยขึ้นบนน้ำและลอยแยกออกจากกัน ไม่มีใครได้เห็นศพของฤาษีเลย” อบเชยเล่าต่อจนจบ

ศรนารายณ์ฟังอ้าปากค้าง ไม้มองอย่างมั่นใจว่าศรนารายณ์ต้องเป็นลูกชายแน่ๆ...

ooooooo

วันต่อมา ไม้มาเปรยๆกับจันทร์เรื่องลูกผู้ชาย แต่จันทร์กลับคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า นั่นเป็นแค่มายากลบวกกับฝีมือหมัดมวย จันทร์ว่าเขาต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้...

อบเชยมาตามไม้จะชวนไปบ้าน เจอเข้ากับทิวา ลูกชายพันเทพ ทิวาพึงพอใจอบเชยจึงเข้าไปก้อร่อก้อติก แต่กลับโดนเธอเตะผ่าหมากอย่างหมดท่า ทิวาเจ็บใจที่เห็นอบเชยวิ่งตามไม้กลับไป...ไม้รักและเคารพศรนารายณ์มาก ถึงขนาดอยากเป็นลูกศิษย์เรียนมวยจากเขา ติดอยู่ที่เมฆไม่อนุญาต จันทร์พยายามจะสืบหาตัวลูกผู้ชาย แต่ลำพังเขากับไม้เห็นทีจะยาก จึงนึกถึงชาญ ด้วยความที่จันทร์และชาญนิสัยคล้ายกัน ปากเสียทั้งคู่ เถียงกันตลอด ชาญยิงคำถามวัดภูมิไม้

“ผ้าที่คาดตาของลูกผู้ชายทำจากอะไร”

“หนังเสือโคร่ง เป็นส่วนหนึ่งของผ้าจากชุดฤาษีที่เป็นคนทำไม้ตะพด”

ชาญทึ่ง จันทร์แปลกใจว่าเพื่อนไปรู้มาจากไหน ทั้งสองยังประลองฝีมือเพราะต่างไม่ยอมลงให้กัน โดยมีไม้เป็นกรรมการ ผู้คนที่ท่ารถมุงดูกันใหญ่ เมฆมาเห็นเข้าใจว่าไม้มีเรื่องชกต่อย จึงเข้ามาเอ็ดตะโรและสั่งทำโทษไม้ให้นอนบนรถ งดอาหารมื้อเย็น โดยไม้ไม่รู้ว่าพ่อก็อดด้วยเหมือนกัน อบเชยรู้ข่าวแอบเอาข้าวและหมอนผ้าห่มมาให้ไม้ที่รถ

ไม้นอนข้างคันเกียร์รถ เขาฝันไปว่านอนอยู่กลางป่า สะดุ้งตื่นเพราะน้ำจากใบไม้หยดใส่ เขาตกใจลุกเดินไปตามทาง ได้ยินเสียงก๊อบแก๊บของใบไม้เหมือนมีคนตาม พอหันไปเป็นงูจงอางตัวใหญ่แผ่แม่เบี้ยอยู่ เขาวิ่งหนีไม่คิดชีวิต เจอช้างขวางทาง หันมาอีกทางพบฤาษีนั่งสมาธิอยู่ เขารีบไปเตือนท่านให้หนีงูและช้าง ฤาษีลืมตาขึ้นพูดกับเขาว่า

“สัตว์พวกนี้ไม่มีอันตรายหรอก สิ่งที่น่ากลัวกว่าสัตว์ร้ายคืออสูรร้ายในใจมนุษย์”

“หมายความว่าอะไรครับ”

“อย่าปล่อยให้เวตาลกลับมา...อย่าปล่อยให้พญาเวตาลกลับมา...” เสียงฤาษีตะโกนก้อง

ไม้สะดุ้งตื่นพบว่าตัวเองเกาะคันเกียร์ไว้แน่น ตกใจกับความฝันของตัวเอง ไม่ทันไร เมฆเปิดประตูรถ ไม้รีบเก็บหมอนผ้าห่มเดินลงจากรถ เมฆเอ่ยปากขึ้น

“ข้าวอยู่บนโต๊ะ กินซะหน่อย เดี๋ยวจะไปเรียนไม่รู้เรื่อง”

ไม้ยิ้มแฉ่งรับรู้ถึงความรักความห่วงใยของพ่อ

ooooooo

ก่อนที่อบเชยจะไปเรียน ทุกเช้าเธอจะต้องลากเข่งผักไปส่งที่ตลาด ทิวาเห็นอบเชยในชุดนักเรียนพาณิชย์ จึงเข้ามาขวางชวนไปกินกาแฟ อบเชยโวยใส่

“นี่อย่าคิดว่าเป็นลูกพันเทพแล้วจะมากร่างที่ไหนก็ได้นะ”

“กร่างอะไร แค่ชวนคุยธรรมดา” ทิวาเท้าความ เรื่องที่เตะผ่าหมากตนวันก่อน

อบเชยไม่สนใจเอาผักขว้างใส่หน้าทิวาจนเลือดกำเดาไหล ลูกน้องทิวากรูจะเข้าช่วย แต่กลับโดนอบเชยเล่นงานจนสะบักสะบอมไปตามกัน อบเชยป่าวประกาศให้พี่ป้าน้าอาในตลาดไปเรียกเก็บค่าเสียหายเอาจากพันเทพพ่อของทิวา เธอขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง เสื้อผ้าเธอไม่เปรอะเปื้อนแม้แต่น้อย แค่ชายเสื้อหลุดจากขอบกระโปรงเท่านั้น เผอิญไม้เดินผ่านตลาด อบเชยร้องเรียกแล้ววิ่งตามไม้ไป ทิวาเห็นแล้วยิ่งเจ็บใจ วิ่งออกมายืนกำหมัดอย่างแค้นใจ พลันมีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งมาเฉี่ยวเขาล้มลง สมุนทั้งสองตกใจวิ่งตามจับมอเตอร์ไซค์จนลืมดูแลลูกพี่

เมฆขับรถ บขส.มาจอดเอี๊ยดหน้าทิวา เขารีบกะเผลกลงมาช่วยพยุงทิวาลุกขึ้น แต่กลับโดนทิวาตวาดใส่อย่ามาแตะต้องตัวแถมมองอย่างเหยียดๆ ชาญโมโหแทนเข้ามาโวยวายว่า เป็นลูกคนรวยเสียเปล่า ทำตัวเหมือนคนไร้การศึกษา ทิวาจะเอาเรื่อง เมฆปรามและดึงชาญกลับขึ้นรถ

“นี่ ยังไม่หยุดอีกใช่มั้ย ถ้าอยากทำงานกับฉันอย่าทำนิสัยอันธพาล”

ชาญโอดโอยว่ายังโกรธเขาเรื่องเมื่อวานใช่ไหม เมฆส่ายหน้าและสอนว่า

“ลูกผู้ชายเขาต่อสู้เพื่อคนอื่น...การต่อสู้เพื่อคนอื่นมันสร้างคุณค่าให้มนุษย์นะ ส่วนไอ้คนที่เอาแต่สู้เพื่อตัวเองน่ะ มันเหมือนหมากัดกัน”... ทำเอาชาญเถียงไม่ออก

ทิวากลับมาฟ้องพันเทพให้ส่งคนไปเล่นงานไม้ พันเทพชะงักเล็กน้อย กลบเกลื่อนว่าไม่อยากยุ่งเรื่องเด็กทะเลาะกัน จะทำให้ตนเสียคะแนนทางการเมือง ทิวาจึงขอให้หาครูดีๆมาสอนมวยให้ พันเทพค่อยยิ้มออกอย่างพอใจ

หลังจากเลิกงานขับรถ เมฆกับไม้มาทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร ผู้จัดการร้านให้ไม้ไปซ่อมท่อที่ห้องนํ้าชาย เมฆรีบอาสาไปทำแทนลูกชาย เผอิญพันเทพกับทิวามาทานอาหารที่ร้าน พันเทพให้ทิวาไปรอที่โต๊ะก่อน ตนจะเข้าห้องนํ้า...พันเทพมาเจอเมฆซ่อมท่ออยู่ในห้องนํ้าจึงแขวะ

“เดี๋ยวนี้รับดูดส้วมแทนขับรถแล้วเหรอ” เมฆนิ่งไม่ตอบจะเดินหนี พันเทพขวาง “เดี๋ยวสิ คุยกันสักหน่อยตามประสาคนรู้จักกันหน่อยสิ”

“จะไปทำงานในครัวต่อ ขอตัว” เมฆเดินหนี

พันเทพไม่พอใจผลักเมฆล้มลง ขณะเดียวกัน ทิวาเห็นไม้ทำงานเด็กเสิร์ฟก็แกล้งโยนจานทิ้งแล้วฟ้องผู้จัดการว่าไม้ทำแตกให้กราบขอโทษตน พอดีพันเทพลากเมฆออกมาโวยวาย

“ไอ้คนนี้มันพูดไม่ดีกับผม บอกว่าถ้าอยากจะเข้าห้องนํ้าให้ไปเข้าที่อื่น มันยังทำความสะอาดอยู่” พันเทพฟ้องผู้จัดการ

เมฆก้มหน้านิ่งไม่เถียง พันเทพจะให้กราบขอโทษ ทิวาเข้ามาสมทบ ไม้เข้าประคองเมฆ

“พันเทพ พ่อฉันไปทำอะไรให้อีกล่ะ” ไม้ถามอย่างร้อนรน

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก ว่าไง จะกราบเท้าขอโทษฉันมั้ย” พันเทพมองเมฆเหยียดๆ

“นี่มันอะไรกันน่ะพ่อ ทำไมต้องให้กราบกันด้วย” ไม้หันมาถามเมฆ

“งั้นก็ดีเลย ให้ไอ้เป๋นี่มันกราบผมแทนลูกของมันที่ทำมารยาทไม่ดีกับผมด้วย ทีเดียวเลยก็แล้วกัน” ทิวาเสริม

เมฆถามขึ้นว่า ถ้าเขาทำแล้วทุกอย่างจบใช่ไหม ไม้ห้ามพ่ออย่าทำเขาจะทำแทน ไม้ค่อยๆพนมมือก้มลงกราบ นํ้าตาลูกผู้ชายของไม้ไหลออกมา เมฆมองอย่างสะเทือนใจ...ทิวาหัวเราะร่า สะใจกับเรื่องวันนี้ พันเทพอึดอัดใจ กลับมาบ้านรีบโทรศัพท์ถามลูกน้อง

“ตกลงไม้ลูกของไอ้เมฆเป็นยังไงมั่ง...ไม่เป็นอะไรก็ดี...วันหลังเกิดเรื่องอะไรแบบนี้ ต้องบอกฉันเร็วกว่านี้ เข้าใจมั้ย ไม่ใช่ให้ฉันทะเล่อทะล่าเข้าไปในร้านที่ไม้ทำงานอยู่...สะกดรอยห่างๆ ก็พอ ถ้ามันมีท่าทีเรื่องไม้ตะพดวิญญาณเมื่อไหร่ รีบบอกฉัน” พันเทพวางสายแล้วเปิดลิ้นชักหยิบรูปถ่ายของไม้ออกมามองอย่างทอดถอนใจ...

วันรุ่งขึ้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารบ้านไม้ดูอึดอัด เมฆรู้ว่าไม้นอนร้องไห้ทั้งคืน เขาสงสารลูกมาก จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ขอบใจมากนะลูก สำหรับเรื่องเมื่อคืน...ถ้าลูกอยากเรียนมวยกับลุงศร ก็ได้นะ”

สีหน้าไม้เปลี่ยนไปทันที เขาดีใจมาก ยกมือไหว้ขอบคุณพ่อก่อนจะวิ่งลิงโลดออกไป...ไม้วิ่งมาบอกข่าวดีที่โรงน้ำแข็งของศรนารายณ์ อบเชยดีใจจนออกนอกหน้า ไม่ทันไร สมุนของพันเทพเดินเข้ามาสี่คนจะเอาตัวศรนารายณ์ไปพบพันเทพที่บ้าน ศรนารายณ์ถามว่ามีอะไร สมุนตอบว่าอยากรู้ต้องไปถามเอง ศรนารายณ์ย้อนถามถ้าตนไม่ไป สมุนจะเอาตัวไปให้ได้ จึงเกิดการต่อสู้กัน ศรนารายณ์สู้ด้วยมือเปล่ายังเอาชนะสมุนทั้งสี่คนได้ แถมฝากไปบอกพันเทพว่าอยากพบตน ให้มาเชิญด้วยตัวเอง อบเชยสงสัยว่าพันเทพมีเรื่องอะไรถึงอยากพบพ่อของตน...

ด้วยความที่อยากรู้ จันทร์เอาหนังสือที่ไม้อ่านเรื่องราวของไม้ตะพดมาซักถามเจ้าอาวาสที่วัด เจ้า อาวาสเล่าว่า ได้ให้เณรคัดลอกเรื่องนี้จากต้นฉบับใบลาน เณรน่าจะรู้เรื่องราวนี้ดี จันทร์ดีใจแต่แล้วต้องผิดหวัง เพราะหลวงพ่อจำไม่ได้ว่าเณรรูปไหน ปีๆหนึ่งมีเณรบวชไม่ตํ่ากว่าร้อย

ooooooo

ตอนที่ 2

เมื่อซ่อมแซมอู่รถเสร็จ เจ๊กีนิมนต์หลวงพ่อ

มาเจิมรถทุกคันในอู่ และในวันนี้  ไกร ลูกชายสุดสวาทจะกลับมาจากต่างประเทศ อบเชยกับพ่อมาจัดแจงเรื่องอาหารการกิน ไม่ทันไร รถเก๋งคันงามแล่นเข้ามาจอด ทุกคนต่างมองเป็นตาเดียว ไกรลงมาจากรถด้วยมาดสุดเท่ รูปร่างหน้าตาหล่อ ผิวพรรณดีสมกับเป็นลูกคนมีเงิน ไกรตรงเข้ามาไหว้หลวงพ่อและเจ๊กี

“นิมนต์ครับท่านเจ้าอาวาส สวัสดีครับทุกคน”

“ชิ ทำเป็นเป็นมิตร แสนดี” ชาญอดหมั่นไส้ไม่ได้

เจ๊กีประชด ใครจะปากหมา มารยาททรามเหมือนเขาล่ะ หลวงพ่อตัดบททักทายไกร

“โตเป็นหนุ่มแล้ว อาตมายังจำภาพตอนเป็นเณรในวัดได้อยู่เลย นี่จบอะไรมาล่ะเนี่ย”

“บริหารธุรกิจครับ แต่ทำงานพิเศษด้วยเป็นครูสอนโยคะ”

หลวงพ่อชมว่าดีเพราะเป็นการฝึกสมาธิ ชาญอดแขวะไม่ได้ว่าอ้อยอิ่งจะตาย ระหว่างที่คุยกันอยู่ อบเชยเดินเข้ามาพร้อมศรนารายณ์ บอกทุกคนว่าอาหารพร้อมแล้ว พลันอบเชยเหยียบไปบนโคลน ทำให้ลื่นจะล้ม ไกรรีบวิ่งเข้าไปรับเธอไว้ด้วยมาดเท่ ทุกคนตะลึง อบเชยอายหน้าแดง ไม้เห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิด ศรนารายณ์ขอบใจไกรแล้วหันไปยิ้มแย้มทักทายเจ๊กี

อบเชยหลบมายืนแอบอายอยู่ข้างรถ ไม้ตามมาแขวะ “ชอบล่ะสิ หล่อๆแบบนั้นน่ะ”

อบเชยทำไม่เข้าใจ ไม้ว่าเห็นเธอหน้าแดงตอนที่ไกรเข้าไปรับ อบเชยโต้เป็นใครล้มก็ต้องอายทั้งนั้น แล้วย้อนถามว่าไม้มีปัญหาอะไร ไม้อึกอักก่อนจะประชดว่า

“ก็แค่จะบอกว่า ดีแล้วที่ชอบคนที่เขาปกป้องเธอได้ แถมหล่ออีกต่างหาก”

“ไปกันใหญ่แล้วเนี่ย” อบเชยตะโกนตามหลังไม้ที่เดินไป...

คนขับรถจับกลุ่มคุยกัน ไม้กับชาญเข้ามาถามว่ามีอะไร คนขับรถบอกว่า รถมาเสียพร้อมกันสองคัน เด็กซ่อมรถก็ลาหยุดวันนี้ จันทร์เดินมาหาไม้ อดไม่ได้ที่จะมองชาญอย่างกวนๆ พอรู้ว่ามีรถเสีย จึงท้าชาญแข่งกันว่าใครจะซ่อมรถเสร็จก่อนกัน ชาญรับคำท้าทันที ต่างคนต่างแย่งเครื่องมือกัน แล้วทั้งสองซ่อมเสร็จพร้อมกัน แต่ไม่สามารถติดเครื่องได้ ผู้คนที่รอลุ้นต่างโห่ร้อง ไกรได้ยินเสียงสตาร์ตจึงเข้ามาช่วยขยับในห้องเครื่อง ทั้งสองคันจึงสตาร์ตติด ทุกคนปรบมือให้ไกร เมฆถามไกรว่า ซ่อมรถเป็นด้วยหรือ ไกรตอบว่า เขาต้องมาดูแลกิจการต่อจากม้า เรื่องเล็กๆแค่นี้ต้องมีความรู้ไว้บ้าง ศรนารายณ์ปรบมือชม และพยายามชักจูงให้มารู้จักกับอบเชย เพราะหวังจะเป็นครอบครัวเดียวกับเจ๊กี จันทร์กระซิบไม้ว่า มีหวังอบเชยหลุดมือแน่ ไม้ทำหน้านิ่งๆ

อบเชยยืนตักกับข้าวแจกให้ทุกคนที่เข้าแถวเป็นทิว พอถึงคิวของไกร อบเชยถามอายๆว่าจะกินอะไร ไกรตอบว่าอะไรอร่อยก็เอาหมด ไม้ปรี่เข้ามาตักผักให้พร้อมกับบอกว่า

“อ่ะ อันนี้ไม่ค่อยอร่อยหรอก แต่เดี๋ยวมันจะเหลือ...มองอะไร ก็กินได้เหมือนกันแหละ” ไม้ตอบอบเชยที่มองหน้าเขางงๆ

จันทร์ร้องว่า...แรง...ไม้ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ อบเชยจึงสั่งไม้ให้ช่วยตักให้คนอื่นๆด้วย จากนั้นไม้กับจันทร์มานั่งร่วมวงทานข้าวกับชาญและอบเชย ชาญบ่นไม่ชอบขี้หน้าไกรพอๆกับไม่ชอบขี้หน้าจันทร์ จันทร์ของขึ้นโต้ว่าตนก็ไม่ได้พิศวาสชาญ และว่าไกรทำอะไรก็ดูเป็นพระเอกไปหมด อบเชยยิ้มปลื้ม ชมว่าไกรเป็นพระเอกจริงๆ ไม้หันขวับมาจ้อง

“ก็หรือไม่จริง หล่อก็หล่อ เท่ก็เท่ บ้านมีตังค์แถมเก่งอีกต่างหาก แบบนี้ไม่ใช่พระเอกรึไงล่ะ” อบเชยลอยหน้าลอยตาพูด

“เราเสียเอกราชโดยสมบูรณ์แล้วจริงๆ” ชาญยอมจำนน

“พวกนายก็แค่อิจฉาเขาเท่านั้นแหละ” อบเชยต่อว่าทุกคน ไม้เคืองลุกเดินหนีไป

ooooooo

คืนนั้น ศรนารายณ์ใจคอไม่ดี เตือนอบเชยให้ระวังตัวไว้บ้าง หวั่นใจว่าพันเทพต้องทำอะไรสักอย่าง ถึงอยากพบตน ทั้งที่ร้อยวันพันปี พันเทพจะสนใจแต่เรื่องแย่งสัมปทานเดินรถของเจ๊กีเท่านั้น...และแล้ว ขณะที่ฝนตกกระหน่ำลงมา พันเทพกับสมุนบุกมาที่บ้านศรนารายณ์ มาตามคำท้าของศรนารายณ์ที่ให้มาเชิญด้วยตัวเอง ศรนารายณ์ต่อสู้อย่างมีชั้นเชิงที่เหนือกว่า

“นี่ลูกสาวแกเหรอ หน้าตาใช้ได้นี่” พันเทพเห็นอบเชยวิ่งเข้ามา เขาพึงพอใจมาก

“ลูกฉันไม่เกี่ยว อย่ายุ่งกับเขา...อบเชยหนีไป”

อบเชยไม่ยอมไป กลับเข้าช่วยต่อสู้ พันเทพชอบใจสั่งสมุนอย่าทำอะไรอบเชย และบอกศรนารายณ์ว่า ที่มาเพราะต้องการให้ไปสอนมวยลูกชาย อบเชยตกใจ

“สอนมวย...ไม่ได้นะพ่อ พ่อรับปากว่าจะสอนไม้แล้วนี่”

“ฉันไม่สอนมวยคนเลวเพื่อให้ไปทำร้ายคนอื่นหรอก”

พันเทพนึกอยู่แล้ว จึงเตรียมข้อเสนอมายื่นให้ “เรามาประลองฝีมือมวยกันซักหน่อยเป็นไง ถ้าแกแพ้ แกต้องไปอยู่บ้านฉันเพื่อสอนมวยลูกฉัน และห้ามสอนมวยให้ใครอีก ถ้าฉันแพ้ ฉันจะไม่มารังควาญแกอีกเลย”

อบเชยห้าม เตือนพันเทพเป็นคนขี้โกง แต่ศรนารายณ์กลับหัวเราะร่าเพราะมั่นใจในฝีมือตัวเองที่เหนือกว่า บอกลูกสาวว่า ถ้าพันเทพมีฝีมือ คงสอนลูกตัวเองไปแล้ว แต่อบเชยยังหวั่นใจ

ศรนารายณ์กับพันเทพออกมายืนกลางถนนท่ามกลางสายฝน พันเทพกางร่มที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองโดยใช้ไม้ตะพดเลือดเป็นด้ามร่ม ศรนารายณ์โวยวายช่างเลือกวันประลองดีเหลือเกิน วันแห้งๆไม่มา พันเทพว่าต้องการให้น้ำฝน

ชะเลือดหัวเขา พันเทพใช้ร่มเป็นอาวุธ ศรนารายณ์เห็นท่วงท่าการเคลื่อนไหวของพันเทพแล้วรู้ว่า มีฝีมือไม่เบา จึงรีบปล่อยท่าไม้ตาย ทั้งฮุกทั้งศอกจนพันเทพแทบล้มใช้ร่มค้ำยัน แต่พอได้จังหวะก็เอาร่มกระแทกหน้าศรนารายณ์เลือดกำเดาไหล

พันเทพรีบเอาปลายร่มจิ้มจมูกศรนารายณ์ไว้เลือด ถูกดูดหายไป ศรนารายณ์เจ็บใจกระแทกร่มปลายอีกด้าน ทิ่มเข้าที่ท้องพันเทพ ร่มดูดเลือดจากตัวพันเทพอย่างกระหาย พันเทพดึงร่มออกกุมท้องอย่างเจ็บปวด ชี้ร่มไป ที่กิ่งไม้ ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา กิ่งไม้หักหล่นมาทับศรนารายณ์ล้มไม่เป็นท่า อบเชยเข้าช่วยพ่อ สมุนรุมจับตัว เธอสู้สุดฤทธิ์ ถูกเหวี่ยงไปกระแทกต้นไม้สลบไป

“แกยอมแพ้เถอะ เพราะไม่ใช่แกเท่านั้นที่จะเจ็บตัวมากกว่านี้ แต่ลูกสาวแกด้วย”

“บอกให้นะ ฉันไม่ได้แพ้ แต่แค่สู้ในสนามที่ไม่ถนัดเท่านั้นเอง” ศรนารายณ์พยายามยืน

พันเทพสั่งสมุนไปเก็บข้าวของที่จำเป็นของศรนารายณ์แล้วพาตัวไป

กลับถึงบ้าน เลือดที่ท้องพันเทพยังไหลไม่หยุด เสียงค้างคาวส่งเสียงโหยหวนในห้อง พันเทพเริ่มอ่อนแรง ตาพร่าพรายเห็นเวตาลบินไปมา ดูดเลือดที่ไหลนองออกจากร่างตน...ทิวาตื่นเดินงัวเงียลงมาเห็นพ่อนอนหมดแรงก็ตกใจร้องเรียกคนในบ้านให้ช่วยกันพาส่งโรงพยาบาล

พันเทพถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน สักพักพยาบาลออกมาบอกว่าพันเทพเสียเลือดมาก และทางโรงพยาบาลก็ขาดเลือดกรุ๊ปเอบี จึงขอให้ทิวาให้เลือด แต่ทิวาตอบว่าตนเลือดกรุ๊ปโอ พยาบาลทำหน้าแปลกใจ เผลออุทาน “แล้วไหนบอกว่าเป็นลูกชาย...”

พยาบาลหันไปบอกพยาบาลอีกคนให้แจ้งไปทางธนาคารเลือดขอเลือดกรุ๊ปเอบีด่วน พยาบาลถามทำไมไม่ขอจากญาติ พยาบาลคนแรกตอบว่า คงไม่ใช่ญาติจริงๆ ทิวาได้ยินงงๆ...

เผอิญไม้เดินมาตามถนน พบอบเชยนอนหมดสติอยู่ก็ตกใจรีบพาส่งโรงพยาบาล อบเชยรู้สึกตัวถามหาศรนารายณ์ พอไม้รู้เรื่องทั้งหมดก็แปลกใจที่ศรนารายณ์เก่งขนาดเป็นลูกผู้ชายจะแพ้พันเทพได้อย่างไร อบเชยว่าพันเทพเล่นไม่ซื่อ พลันไม้ได้ยินพยาบาลคุยกันเรื่องต้องการเลือดกรุ๊ปเอบี จึงเข้าไปขอบริจาคโดยไม่ขอออกนาม อบเชยแซวว่าช่างใจบุญเหลือเกิน ไม้ว่าขอให้บุญนี้ช่วยให้ศรนารายณ์ปลอดภัยก็พอ อบเชยยิ้มปลื้ม

ooooooo

วันรุ่งขึ้น พันเทพฟื้นขึ้นมา ทิวาสะดุ้งตื่นรีบถามพ่อไปโดนอะไรมา พันเทพไม่ตอบแต่กลับบอกว่าตนต้องการกลับบ้าน ทิวาไม่อาจห้ามพ่อได้

ไม้เอาเรื่องศรนารายณ์มาเล่าให้เมฆกับชาญฟังอย่างเจ็บใจที่ศรนารายณ์จะสอนมวยตนไม่ได้แล้ว เมฆคิดจะไปคุยกับพันเทพให้ปล่อยตัวศรนารายณ์ ไม้เกรงพ่อจะไปคุกเข่าอ้อนวอนจึงขอไปด้วย อบเชยกับชาญพร้อมจะตามไปเช่นกัน...

พันเทพนั่งรถเข็นกลับมาบ้าน สมุนพาตัวศรนารายณ์เข้ามาพบ ศรนารายณ์เห็นสภาพพันเทพแล้วเยาะว่า “สภาพแบบนี้ก็แพ้เหมือนกันละว้า เพียงแต่ฉันล้มลงไปก่อน ก็แค่นั้น”

“แพ้ก็คือแพ้ ต้องทำตามสัญญา จะมัวลงรายละเอียดไร้สาระทำไม”

ศรนารายณ์ถามหาลูกศิษย์ พันเทพให้เขานั่งลงก่อน มือที่ถูกใส่กุญแจไพล่หลังอยู่ของศรนารายณ์ไปโดนร่มไม้ตะพดเลือดที่แขวนอยู่ เสียงค้างคาวร้อง เขาสะดุ้งลุกยืนโวยว่าพันเทพเลี้ยงตัวอะไรไว้ พันเทพทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วพูดเรื่องที่ให้มาสอนมวยทิวา ส่วนอบเชยจะมาเยี่ยมเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ทันไร มีเสียงโหวกเหวกหน้าบ้าน สมุนเข็นรถพันเทพออกมา พบพวกเมฆยืนอยู่

“มาเองเลยเหรอไอ้เมฆ พยายามเดินลากขามาตั้งไกล ท่าจะเหนื่อยน่าดู” พันเทพเยาะ

ชาญซึ่งปากเสียอยู่แล้ว โวยวายต่อปากต่อคำจนได้เรื่อง พันเทพสั่งสมุนจัดการไล่ทุกคนกลับไป เกิดการต่อสู้กัน เมฆบอกไม้ให้ระวังตัว อบเชยออกปากรับรองจะปกป้องไม้เอง...

ศรนารายณ์ซึ่งอยู่ในห้องทำงานของพันเทพ พยายามหาวัสดุปลายแหลมมาไขกุญแจมือ เห็นกริชวางอยู่บนโต๊ะจึงเอามาลอง ด้วยความที่มือไพล่หลัง ทำให้ไม่ถนัด กริชบาดมือเลือดหยด เสียงค้างคาวแว่วมาอีก ร่มที่แขวนอยู่สั่นไหวดูดเลือดของศรนารายณ์ทันที กุญแจมือขาดผึงออกเอง ศรนารายณ์ตกใจ

“เฮ้ย...เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”

สมุนได้ยินเสียงพรวดพราดเข้ามา จึงโดนศรนารายณ์ซัดร่วงไปทั้งสองคน...

เมฆถูกพวกพันเทพชกสลบไป อบเชยต้องช่วยกับชาญปกป้องไม้กับเมฆ อบเชยให้ไม้พาเมฆหลบไปก่อน ไม้พาเมฆมาพิงไว้ที่หลืบข้างตัวบ้าน แล้วคว้าไม้กลับไปช่วยอบเชย พันเทพเห็นไม้กลับมาแต่สู้สมุนตัวเองไม่ได้ จึงสั่งให้หยุด พลันลูกผู้ชายไม้ตะพดโผล่เข้ามา ชาญร้องลั่นด้วยความดีใจที่ฮีโร่ของตนปรากฏตัวขึ้นอีกแล้ว ลูกผู้ชายเข้าซัดสมุนของพันเทพร่วงไปหมด โดยมีชาญพากย์ชื่อท่าไม้ตายต่างๆไปด้วย พันเทพทึ่งกับความร้ายกาจของไม้ตะพดวิญญาณมาก ลุกจากเก้าอี้ไปแย่งไม้ตะพด แต่ลูกผู้ชายหลบหลีกได้ทัน  พันเทพจึงนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น

จู่ๆ ลูกผู้ชายก็รับรู้ถึงพลังของตะพดเลือดที่ส่งมาถึงไม้ตะพดวิญญาณของตน จึงรีบบอกชาญให้พาทุกคนกลับไป อบเชยร้องว่าตนยังไม่เจอพ่อเลย ลูกผู้ชายไม่รอช้าวิ่งหายไปทางหลังบ้าน ไม่ทันไร ศรนารายณ์ก็วิ่งออกมาทางเดียวกัน ทุกคนแปลกใจ อบเชยดีใจจะพาพ่อกลับ แต่ศรนารายณ์กลับบอกว่า ตนไม่สามารถกลืนน้ำลายตัวเองได้ ตนต้องอยู่สอนมวยทิวา และมอบหมายให้อบเชยเป็นคนสอนมวยให้ไม้ ไม้ค้าน

“มันไม่เหมือนกัน ผมไม่อยากเรียนกับอบเชยเรียนกับอาศรเหมือนได้เรียนกับลูกผู้ชาย”

“อันนั้นก็ยอมรับนะ แต่เป็นศิษย์อย่าเลือกครู”

“พ่อ...พวกมันร้ายกาจพ่อก็รู้ พ่อสอนมวยมัน มันก็มาทำร้ายพวกเรา”

“แต่พูดไปแล้วมันคืนคำไม่ได้ พ่อต้องทำตามเงื่อนไข”

ทุกคนผิดหวังกลับไป...เมฆฟื้นขึ้นมาฟังไม้เล่าเรื่องทั้งหมดแล้วแปลกใจว่าทำไมพันเทพต้องให้ศรนารายณ์เป็นคนสอนมวยลูกตัวเอง ทั้งที่ตัวเองก็มีทักษะการต่อสู้ไม่เบา

ooooooo

วันต่อมา พันเทพออกหาเสียงกับหัวหน้าพรรค ทำทีเป็นว่าจะบูรณะวัดเป็นการเรียกคะแนนเสียง พลันเห็นเมฆนั่งคิดอะไรอยู่แถวท่าน้ำ จึงเข้ามาทัก “บาดเจ็บเหรอ แสดงเก่งนี่”

“พูดเรื่องอะไร” เมฆลุกขึ้นเดินกะเผลกหนี

“อยู่กับฉันแค่สองคน ไม่ต้องมาแสดงละครหรอกน่า ฉันรู้ว่าแค่สมุนของฉัน ไม่ทำให้แกบาดเจ็บมากมายนักหรอก”

“แกต้องการอะไรจากฉันอีก”

“ก็ต้องการจะพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นน่ะสิ ว่าสิ่งที่แกกำลังแสดงอยู่ มันไม่ใช่ตัวตนของแก”

“ถ้าแกจะหาเรื่องคนอื่น แกน่าจะรักษาตัวให้หายดีซะก่อน”

“ไม่จำเป็น กับแก พลังแค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว” พันเทพโผนเข้าล็อกคอเมฆ

เมฆสะบัดมั่วๆ ใช้แรงของพันเทพต่อยอดส่งกลับไปกระแทก ทั้งศอกทั้งปัดขาพันเทพล้มกลิ้งไปด้วย ไม้ผ่านมาเห็นรีบเข้าไปช่วยเมฆ พันเทพชะงัก

“ฉันรู้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แกทำร้ายฉันได้ ไอ้เมฆ”

“ฉันไม่รู้ว่าพูดอะไรอยู่ แต่เลิกหาเรื่องฉันได้แล้ว”

ไม้ชี้หน้าต่อว่าพันเทพรังแกคนไม่มีทางสู้ พันเทพย้อนถามว่าแน่ใจหรือ ไม้ว่าพ่อตนโดนรุมเมื่อวานแถมขาไม่ดี ยังจะมาหาเรื่องอีก แน่จริงให้มาสู้กับตน พันเทพจึงเข้าล็อกตัวไม้ด้วยสัญชาติญาณของพ่อ เมฆเผลอจะเข้าช่วยลูกแต่ยั้งไว้ทัน พันเทพหัวเราะ มองเมฆอย่างรู้ทัน

“หึๆ ฉันอยากจะรู้ว่าแกจะปิดบังทุกคนไปได้นานแค่ไหนกัน...ฉันไม่สู้กับคนไม่มีศิลปะการต่อสู้อย่างเธอหรอก ไม้” พันเทพปล่อยไม้

ไม้ถามแล้วมารังแกพวกตนทำไม พันเทพให้ไปถามเมฆเอาเอง พันเทพเดินไป ไม้เข่นเขี้ยว ตนเป็นมวยเมื่อไหร่ จะไม่มีใครทำอะไรพ่อได้ ไม้พยุงเมฆกลับไปทำแผล

ooooooo

จากคำพูดของพยาบาลยังทำให้ทิวาคลางแคลงใจว่าทำไมตนให้เลือดพ่อไม่ได้ พันเทพเข้ามาบอกข่าวดีว่าหาครูสอนมวยให้ได้แล้ว ทิวาดีใจลืมเรื่องที่คาใจไปเลย

วันต่อมา อบเชยมาปลุกไม้ถึงห้องนอนแต่เช้า อ้างคำสั่งของพ่อที่ให้สอนมวยไม้แทน ไม้ไม่ยอมตื่น อบเชยจึงสาดน้ำโครมเข้าให้...อบเชยให้ไม้เริ่มต้นด้วยการวิ่ง ไม้โอดโอยทุกเรื่องที่อบเชยให้ทำ อบเชยจึงต้องทำด้วยทุกอย่างที่ให้ไม้ทำ

ด้านศรนารายณ์ เริ่มฝึกฝนทิวา ซึ่งดูเหมือนจะตั้งใจฝึกเป็นอย่างดี ผิดกับไม้ที่ผิดพลาดไม่เอาไหน แต่อบเชยก็พยายามเคี่ยวเข็ญไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะให้กระโดดเชือก เตะต้นกล้วย วิ่ง แถมต้องคอยทายาฟกช้ำให้ด้วย ไม้เริ่มท้อ อบเชยให้กำลังใจว่าทำเพื่อช่วยพ่อ ไม้พยักหน้าฮึดสู้

เวลาผ่านไปเป็นเดือน ไม้เริ่มแข็งแกร่งขึ้น สามารถกระโดดเชือกได้เป็นร้อยครั้ง เตะต้นกล้วยขาดในทีเดียว อบเชยถ่ายทอดวิชามวยให้อย่างไม่อั้น เธอพอใจกับความก้าวหน้าของไม้...

บ่ายวันหนึ่ง ทิวาเจออบเชยจ่ายตลาดอยู่ จึงเข้ามาจีบ อบเชยรำคาญจึงพูดไปว่า ไม่อยากคบกับคนสันดานไม่ดีเหมือนพ่อ ทิวาฉุน ฉุดมืออบเชยต่อว่า มากเกินไปแล้ว

“หรือนายจะบอกว่าพ่อนายเป็นคนดี ถ้าตอบแบบนั้น ไม่นายหูหนวกก็ต้องตาบอดแน่ๆ”

ทิวาให้หยุดพูด อบเชยให้ปล่อยมือตน ทิวาว่าต้องถอนคำพูดก่อน อบเชยไม่ยอมจะเตะผ่าหมากแต่ทิวารู้ทัน ทิวาตอบโต้หลบเลี่ยงทุกหมัดของอบเชยได้

“ไม้เดิมๆใช้ไม่ได้หรอก อย่าลืมสิว่าใครเป็นคนสอนมวยฉัน”

อบเชยยัวะ ผลักอกทิวาเดินหนี ทิวาตามมาคว้ามือ ชวนอบเชยไปงานเลี้ยงต้อนรับน้องสาวกลับจากเมืองนอกที่บ้าน อบเชยไม่ไป ทิวาว่ายังไม่ต้องตอบ จะมาฟังคำตอบวันพรุ่งนี้...อบเชยหงุดหงิดกลับมาบ้าน ไม่พอใจที่ศรนารายณ์สอนมวยทิวาทุกอย่าง พอเจอหน้าจึงโวย

“พ่อกับฉันอยู่คนละฝั่งกันแล้ว” ศรนารายณ์งงว่าเรื่องอะไร อบเชยโวยต่อ “คอยดูเถอะฉันจะต้องเป็นครูมวยที่เก่งกว่าพ่อ ฉันจะให้ลูกศิษย์ฉันเอาชนะลูกศิษย์พ่อให้ได้”

“เออ เอาเข้าไป” ศรนารายณ์ยังงง

“อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็ชนะพ่ออย่างหนึ่งแล้วล่ะ เพราะฉันสอนมวยให้คนดี ไม่ใช่สอนให้คนเลวแบบนั้น” พูดจบอบเชยเดินปึ่งๆ ไป ไม่ทำกับข้าวให้

ศรนารายณ์บ่น สุดท้ายคนที่ซวยก็เป็นตนทั้งขึ้นทั้งล่อง

ooooooo

หน้าโรงน้ำแข็งที่ไม้กำลังแบกน้ำแข็งใส่รถเข็นอยู่ รถของสองสาวฝาแฝด แพรวากับราตรี มาจอดเสียควันโขมงอยู่ ราตรีต่อว่าแพรวาว่าไม่รู้จักขายทิ้งไปเสียที ให้โทร.เรียกรถที่บ้านมารับ แพรวาว่าตนยังไม่ได้เปิดเบอร์ใหม่เลย ราตรีโวยวายเพราะมือถือตนก็แบตหมด ไม้หันมาเห็นแพรวาก็ยืนตะลึง แพรวาเข้ามาขอความช่วยเหลือ ไม้สะดุ้งตื่นจากภวังค์

ไม้อาสาดูรถให้ ราตรีมองไม้เหยียดๆ ไม้ตรวจดูเครื่องรถ แพรวายืนเป็นเพื่อนข้างๆราตรีหลบมานั่งในโรงน้ำแข็งอย่างรังเกียจๆ ไม้บอกแพรวาต้องไปซื้ออะไหล่มาเปลี่ยน

“ท่ีนี่ไม่มีโทรศัพท์เหรอ โทร.ให้เขามาส่งก็ได้นี่คะ”

“ที่นี่น่ะมีโทรศัพท์ครับ แต่ร้านอะไหล่น่ะไม่มี”

แพรวาขำๆ ขอไปเป็นเพื่อน ไม้ขี่ซาเล้งให้แพรวานั่งไปด้วยกัน ทั้งสองคุยกันไปตามทาง แพรวาไม่ทันจะบอกว่าตนเป็นลูกใครก็ถึงร้านอะไหล่เสียก่อน ไม้ลงไปซื้อของ อบเชยเห็นไม้จะเข้ามาทำให้ตกใจ แต่พอเห็นแพรวานั่งอยู่หน้าตายิ้มแย้มก็ชะงัก รู้สึกน้อยใจ เสียใจ

ราตรีอยู่ในโรงน้ำแข็งคนเดียว เริ่มหงุดหงิด พอเห็นโทรศัพท์จึงรีบโทร.ไปเรียกทิวามารับ ไม้กับแพรวากลับมาถึง ไม้กำลังยกอะไหล่รถลง แพรวาเดินเหยียบน้ำแข็งที่ละลายลื่นจะล้ม ไม้รีบเข้าไปรับร่างเธอไว้ ราตรีเห็นโวยวายหาว่าทำอะไรกันไม่รู้จักอาย แพรวาหน้าเสียจะแก้ตัวพอดีทิวามาถึง ปรี่เข้าชกหน้าไม้ล้มลง แพรวา ตกใจรีบห้าม ทิวาเอ็ด

“ไม่มีอะไรได้ยังไง พี่ก็เห็นเหมือนที่ราตรีเห็น...แกตั้งใจจะทำลายครอบครัวฉันใช่มั้ย”

แพรวาเข้ามาขวาง ทิวาหาว่าไม้หลบหลังผู้หญิงเหมือนพ่อ ไม้โกรธ ดันแพรวาหลบไป

“ที่ฉันจะสู้ ฉันจะสู้เพื่อจะบอกว่า ฉันไม่ใช่คนอ่อนแอที่ใครก็รังแกได้”

ทิวากับไม้ประฝีมือกันสักพัก ทิวายอมรับว่าฝีมือไม้ไม่เบา อบเชยมาถึงเข้าไปขวางกลางต่อว่าทิวาจะหาเรื่องไปถึงไหน ทิวาโต้ว่าไม้ลวนลามน้องสาวตน อบเชยไม่เชื่อแต่ในใจสับสน

ooooooo

ตอนที่ 3

ระหว่างที่อบเชยยังสับสนว่าจะเชื่อทิวาดีหรือไม่ ไม้ถูกชกจนสลบ แพรวาเข้ามาดูหน้าไม้อย่างเป็นห่วง ทิวาดึงแพรวาออกห่าง ฝากอบเชยเตือนไม้อย่ามายุ่งกับน้องสาวตนอีก

อบเชยพาไม้กลับมาทำแผลที่บ้านและทำอาหารวางไว้ให้ ไม้รู้สึกตัวขึ้นมา ถามหาแพรวา อบเชยยิ่งเคือง ต่อว่าไม้ที่ไปยุ่งกับพวกคนเลว และชักจะเชื่อว่าไม้ลวนลามแพรวาจริงๆ

“เธอก็เชื่อในสิ่งที่เธออยากเชื่ออยู่ดี ฉันไม่เห็นจำเป็นต้องพูด เธอไม่ใช่แม่ฉันสักหน่อย”

“ได้...ต่อไปฉันจะไม่มายุ่งกับเธออีกแล้ว เรื่องมวยบ้าบออะไรน่ะก็ฝึกเองแล้วกัน ข้าวนี่ก็ไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว” อบเชยเดินงอนกลับไป

เมฆเดินสวนเข้ามา ถามไม้ว่าทะเลาะอะไรกันอีก เมฆเห็นสภาพไม้จึงเตือนว่า

“เป็นไง เป็นมวยกับไม่เป็นมวย สุดท้ายมันก็เจ็บตัวเหมือนกัน”

ทำเอาไม้เถียงไม่ออก...มาปรับทุกข์กับจันทร์ จันทร์เสนอให้หาครูสอนมวยใหม่ที่มีฝีมือ ไม้ว่าจะมีใครที่เก่งกว่าศรนารายณ์อีก เพราะเขามั่นใจว่าคือลูกผู้ชาย แต่จันทร์ไม่เชื่อเช่นนั้น และว่าจะต้องสืบหาให้ได้ว่าลูกผู้ชายคือใคร ไม้ย้อนถามว่าได้ความคืบหน้าอะไรบ้าง

“มีอดีตเณรรูปหนึ่ง ที่อาจจะรู้อะไรที่ไม่ธรรมดา เราต้องตามหาเขาให้เจอ”

ไม้ยังงงว่าจะตามหาทำไม จันทร์ว่าเพื่อจะถามความจริงเรื่องไม้ตะพดและจะสืบสาวไปถึงตัวลูกผู้ชายว่าเป็นใคร จะได้มาเป็นครูสอนมวยให้ไม้...

ก่อนจะปล่อยรถออกวิ่ง ไกรจะตรวจเช็กรถทุกคัน เห็นเมฆอ่านหนังสือธรรมะอยู่ จึงเข้ามาคุยด้วยเพราะตนก็พอจะรู้บ้าง เมฆทึ่งที่คนหนุ่ม นักเรียนนอกอย่างไกรจะสนใจเรื่องพวกนี้

“ผมเคยบวชเป็นเณรน่ะ หลวงพ่อท่านบังคับให้อ่านหนังสือหนักทีเดียว ทำให้รู้จักเกจิอาจารย์เต็มไปหมด ก็หนังสือในหอสมุดวัดน่ะ จะมีหนังสืออะไรนักเชียว”

แล้วไกรก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือโบราณของพระธุดงค์รูปหนึ่ง ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ เกี่ยวกับไม้ตะพดวิเศษของฤาษี ชาญได้ยินแว่วๆรีบวิ่งตื๋อเข้ามาถาม

“ไม้ตะพด หมายถึงไม้ตะพดวิเศษอาวุธของลูกผู้ชายน่ะเหรอ”

“ไม่รู้สิ ลูกผู้ชายคือใครล่ะ”

“ตายๆบ้านนอกเกิ๊น ไม่รู้จักลูกผู้ชาย ฮีโร่ประจำอำเภอเรา”

เมฆอธิบายว่ามีคนใช้ไม้ตะพดเป็นอาวุธ ชาญเสริมว่า เท่สุดๆและเก่งมากด้วย ชาญให้ไกรเล่าเรื่องไม้ตะพดให้ฟัง...ฟังเรื่องจบแล้ว ชาญยิ่งอยากรู้ว่าไม้ตะพดอีกอันอยู่ที่ใคร

เมื่อไม้เชื่อว่าศรนารายณ์เป็นลูกผู้ชาย จันทร์จึงเริ่มหาข้อพิสูจน์เป็นคนแรก ทั้งสองมาที่โรงน้ำแข็ง พบอบเชยนั่งหน้างอท่าทางหงุดหงิด อบเชยสลักชื่อตนกับไม้ลงบนก้อนน้ำแข็ง เธอตกใจเมื่อไม้กับจันทร์โผล่เข้ามา รีบเหยียบชื่อบนน้ำแข็งไว้ ถามจะมาง้อหรือ ไม้ตอบว่ามาหาศรนารายณ์ อบเชยผิดหวัง จันทร์เห็นชื่ออบเชยโผล่ออกมาจึงชี้

“เฮ้ยไม้ ดูนี่ดิ มีชื่ออบเชยแล้วก็รูปหัวใจด้วย เธอเหยียบชื่อใครไว้น่ะ ชื่อไม้แน่เลยใช่มั้ย”

“ไม่ใช่ อย่ามาพูดมั่วๆนะ ฉันไม่รักผู้ชายใจง่าย เจอใครแค่ครั้งเดียวก็ชอบหรอก”

“ก็ไม่ได้อยากให้รักนี่” ไม้ประชด

จันทร์พยายามจะดูให้ได้ว่าชื่อที่อบเชยเหยียบไว้เป็นชื่อใคร ไม้เปรยๆว่าคงชื่อไกรไม่เห็นอยากรู้ อบเชยเออออไปว่าตนจะรักชอบใครมันก็เรื่องของตน จันทร์ไม่เชื่อดันอบเชยเซไป  ปรากฏว่าบนน้ำแข็งเหลือแต่รอยเท้าเพราะน้ำแข็งละลาย อบเชยยิ้มเยาะ

ooooooo

ว่างจากงาน เมฆจะมาช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว เผอิญ พันเทพไปตกลงกับหัวหน้าพรรคว่า จะจัดการเอาที่นาที่อยากได้มาแลกกับตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองของตน และที่นาที่หัวหน้าพรรคต้องการ เป็นที่นาที่เมฆมาช่วยเกี่ยวข้าวให้อยู่ พอดีเมฆเดินไปหาน้ำกิน เห็นพันเทพกับสมุนมาจึงหลบ...พันเทพมาถึงก็กร่าง ร้องถามว่าใครเป็นเจ้าของที่นาผืนนี้ สองผัวเมียคู่หนึ่งตอบว่าพวกตนเอง พันเทพสั่งทันที พรุ่งนี้ให้ย้ายไปจากที่นี่ ชาวนาโวยว่าตนไม่คิดจะขายที่นาปู่ย่าตายาย

“แกนี่ฟังไม่รู้เรื่องรึไงหา...ฉันไม่ได้ขอซื้อต่อ ฉันจะเอา”

ชาวนาด่าว่าทุเรศ สมุนเข้าตบหน้าชาวนา พันเทพขู่ว่าจะขายหรือไม่ขาย สุดท้ายที่นาก็ตกเป็นของตนอยู่ดี ชาวนาสองผัวเมียถูกบังคับให้เซ็นขายที่นา โดยมีมีดจ่อ...ลูกผู้ชายเดินผงาดเข้ามาเตะต่อยสมุนของพันเทพกระเด็นไป พันเทพโวยทำไมต้องมายุ่งเรื่องของตน ลูกผู้ชายท้า

“ฉันไม่อยากให้การต่อสู้ครั้งนี้เสียเปล่า ถ้าฉันชนะ ฉันอยากให้แกเลิกยุ่งกับเรื่องที่นาของชาวบ้าน”

“ก็ได้ แต่ถ้าฉันชนะ แกกล้าเอาที่นาของชาวบ้านนี่มาเสี่ยงด้วยรึเปล่าล่ะ ฉันก็ไม่อยากเสียเวลาเปล่าเหมือนกัน...ว่าไง ที่นานี่ ไอ้แก่สองคนนั่นต้องยอมขายให้ฉันในราคาที่ฉันพอใจโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรมากวนใจฉันอีก” พันเทพมองลูกผู้ชายที่ยืนอึ้ง ว่าจะกล้าเสี่ยงไหม

ชาวนาร้องว่า ตกลงและมองลูกผู้ชายอย่างเชื่อมั่น...สองคนจึงเริ่มต่อสู้กันบนคันนา และเลยมาบนสะพานไม้ มีเด็กชายเล็กๆคนหนึ่งวิ่งขึ้นมาบนสะพาน ทำให้ลูกผู้ชายเสียสมาธิ พันเทพใช้ไม้ตะพดเลือดชี้ไปที่เด็กทำให้เกือบร่วงตกนํ้า ดีที่ลูกผู้ชายคว้าตัวไว้มือหนึ่ง อีกมือต่อสู้กับพันเทพ แต่ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่า ลูกผู้ชายก็สามารถทำให้พันเทพตกสะพานได้ พันเทพเกาะราวห้อยต่องแต่ง พ่อแม่เด็กวิ่งมารับลูกตัวเอง ลูกผู้ชายยื่นมือไปจะช่วยดึงพันเทพขึ้นมา แต่พันเทพไม่ยอมรับความช่วยเหลือนั้น

ทุกอย่างเรียบร้อย ชาวนาขอบอกขอบใจลูกผู้ชายที่มาช่วยแต่ก็หวั่นใจเกรงพันเทพกลับมาระรานอีก ลูกผู้ชายเชื่อว่าพันเทพถึงจะเลวยังไงก็เป็นคนรักษาคำพูด... และก็เป็นจริง พันเทพกลับมาบ้านโทร.บอกหัวหน้าพรรคว่า ที่นามีปัญหา เขาจะหาที่ดินอื่นมาชดเชยให้

ooooooo

จันทร์ยังคาใจเรื่องชื่อที่อบเชยสลักบนนํ้าแข็งว่าต้องเป็นชื่อของไม้ จึงลองดีดนอตใส่หัวไม้จนร้องลั่น อบเชยตกใจเข้ามาดูเห็นเลือดซึม จันทร์ยิ้มกริ่ม พึมพำคนเดียวว่า...โธ่เอ๊ย ไม่ต้องเห็นชื่อบนนํ้าแข็ง ก็เดาออก แค่อยากจะเห็นหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

อบเชยพาไม้มาทำแผลในบ้าน ปากก็บ่นว่าไม้ไม่รู้จักหลบ ไม้โต้ว่ามัวแต่มองคนปากแข็งปิดบังหัวใจตัวเอง อบเชยปัดอย่ามาพูดแบบนี้ ไม้โต้นึกหรือว่าตนจะไม่รู้ว่าเธอชอบไกร

“อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย ฉันชอบใคร คนโง่ๆอย่างนายไม่มีทางรู้หรอก”

“เออ ฉันมันโง่ ไม่มีอะไรดีซักอย่าง”

“ใช่ โง่มากด้วย แล้วคนโง่ๆอย่างเธอก็ดันไปหลงรักแพรวา ดอกฟ้าที่ไม่มีวันเอื้อมถึง”

“แล้วไกรน่ะ เธอเอื้อมถึงนักนี่ อย่าว่าแต่ไกรเลย ชาวบ้านธรรมดาปกติ ใครเขาจะมาชอบผู้หญิงแก่นกะโหลกอย่างเธอ”

อบเชยโกรธสะบัดเสียงตอบว่ามี ไม้เค้นถามว่าใคร จู่ๆเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน อบเชยเดินไปดู เห็นทิวาเดินลงมา เขาเข้ามาส่งถุงเสื้อผ้าให้เธอและว่า

“นึกแล้วว่าต้องไม่มีชุดสวยๆ นี่ไง ฉันซื้อมาให้เธอเปลี่ยนด้วย”

“ใครบอกว่าจะไป งานบ้าบออะไรของบ้านนายกัน” อบเชยไล่ทิวาให้กลับไป

พอดีไม้ตามออกมา อบเชยรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นชมว่าชุดสวย ขอบอกขอบใจทิวา แล้วดึงไปขึ้นรถด้วยกัน ไม้มองตามอย่างงงๆ ไม่คิดว่าอบเชยจะชอบคนอย่างทิวา...รถทิวาแล่นออกมาพ้นบ้าน อบเชยก็จะลง ทิวาไม่ยอม ขู่ว่าพ่อเธอก็อยู่ที่บ้านเขา ถ้าเธอไม่ไปก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้าพ่อ อบเชยเจ็บใจ จำต้องยอมไปร่วมงาน โดยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านเขา

งานเลี้ยงจัดที่สนามหน้าบ้าน พันเทพแขวนร่มไว้ข้างตัวตลอดเวลา ศรนารายณ์เห็นแล้วแปลกใจทำไมต้องพกร่มทั้งที่อยู่บ้าน...อบเชยเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำเสร็จ เดินหงุดหงิดออกมา ราตรีเดินสวนมาชนจนเซ แล้วยังมองเหยียดๆก่อนจะเลยไป อบเชยไม่พอใจ

“เฮ้ย เดี๋ยวสิ ชนคนอื่นก็น่าจะขอโทษซักคำ” พออบเชยเห็นหน้าถนัดก็จำได้ “นี่เธอมันคนที่อยู่กับไม้เมื่อวานนี่”

“พูดอะไรของเธอ ฉันไม่มีเวลามาคุยด้วยหรอกนะ ฉันต้องไปต้อนรับแขกอีกเยอะ”

“หน้าตาดีซะเปล่า แต่ไม่มีมารยาท ไม้สนใจคนอย่างเธอไปได้ยังไง”

ราตรีสวน พูดเรื่องอะไรตนไม่รู้เรื่องและไม่อยากเสวนากับคนบ้านนอก ว่าแล้วก็เดินไป อบเชยพยายามสงบสติอารมณ์ แต่แล้วก็ทำไม่ได้ มีเรื่องเป็นมี เธอเดินอาดๆจะไปเอาเรื่อง เผอิญแพรวาเดินมายิ้มให้อย่างเป็นมิตร อบเชยใส่ทันทีให้ขอโทษตนเดี๋ยวนี้ แพรวาทำหน้างง

“ตกลงจะไม่ขอโทษใช่มั้ย ได้...ฉันไม่ยอมให้เธอด่าฉันฟรีๆหรอก” อบเชยตบหน้าแพรวา

ทิวาเดินมาเห็น  รี่เข้าถามว่ามีเรื่องอะไรกัน แพรวาส่ายหน้าน้ำตาไหล ศรนารายณ์กับพันเทพตามเข้ามา พันเทพจะเล่นงานอบเชย ศรนารายณ์เข้าขวาง ขอโทษแทนลูกสาว แพรวาพอจะเข้าใจแล้วว่าคนที่ก่อเรื่องคงเป็นราตรี จึงบอกทุกคนว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ศรนารายณ์พาอบเชยที่ยังฮึดฮัดออกมา เตือนลูกว่าอยู่ในถิ่นของคนอื่นอย่าก่อเรื่อง ฟ้าร้องครืนๆ ศรนารายณ์เห็นฝนทำท่าจะตก จึงไปคว้าร่มที่พันเทพแขวนทิ้งไว้ที่เก้าอี้ มากางพาอบเชยกลับบ้าน

ฝนตกไล่แขกกลับไปหมด พันเทพนึกได้ว่าทิ้งร่มไว้จึงวิ่งฝ่าฝนออกไป ราตรีบ่นแค่ร่มคันเดียว ทำไมพ่อต้องตากฝนไปเอาเอง เมื่อไม่พบ พันเทพตกใจมาก สั่งลูกน้องค้นหาให้ทั่ว

คืนนั้น ศรนารายณ์นอนกระสับกระส่าย รู้สึกมีอะไรมาบินวนเวียน จึงลุกเดินออกมาจากห้อง ต้องแปลกใจที่เห็นร่มหุบวางอยู่ที่พื้น เพราะจำได้ว่าตนกางตากเอาไว้

อบเชยฝันว่า ตื่นเช้ามาเห็นพ่อทำครัวอยู่ จึงแซวที่ลงมือทำเอง แต่พอพ่อหันมา มือหนึ่งถือมีด ข้อมืออีก ข้างเต็มไปด้วยเลือด และพูดเสียงเหมือนค้างคาวน่ากลัว อบเชยร้องกรี๊ด สะดุ้งตื่น ศรนารายณ์ได้ยินตกใจวิ่งถือมีดเข้ามาถามลูกว่าเป็นอะไร อบเชยเห็นมีดในมือพ่อยิ่งร้องกรี๊ดๆ ศรนารายณ์ตวาดให้หยุดและว่าตนทำกับข้าวอยู่ อบเชยเล่าความฝันที่น่ากลัวให้พ่อฟัง

ooooooo

พันเทพสั่งลูกน้องไปค้นบ้านแขกทุกคนที่มางานว่าใครขโมยร่มไป ทิวาแปลกใจว่ามันสำคัญอะไรนักหนา และเลยคิดว่าถ้าตนตามคืนมาได้ พ่อคงจะรักตนมากขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา รู้สึกว่าพ่อไม่ค่อยรัก แถมไม่เคยกอดตนเหมือนที่กอดน้องทั้งสอง...

เดินมาเห็นราตรีนั่งดูรูปในอัลบั้มเก่าๆ ราตรีแปลกใจที่ทิวามักจะยืนห่างๆทุกรูป และไม่มีรูปคู่ของพ่อกับทิวาเลย ทิวาก็เห็นเช่นนั้น แต่อ้างกับน้องว่า ตอนเด็กๆตนไม่ชอบถ่ายรูป ว่าแล้วทิวาก็ดึงอัลบั้มมาดู แล้วสังเกตเห็นว่าทุกรูปพันเทพจะถือร่มไว้ในมือ และเหมือนมีเงาดำจางๆอยู่รอบตัว ราตรีถามทิวาว่าเงาอะไร ทิวาเองก็สงสัยแต่บอกราตรีว่า คงเป็นที่กล้องมากกว่า

ขณะเดียวกัน ศรนารายณ์ล้วงหยิบของในปี๊บหน้าบ้าน สุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาเห่า แยกเขี้ยวขู่ทำเอาเขาตกใจ ข้อมือโดนขอบปี๊บบาดเลือดไหล อบเชยวิ่งออกมาดู ไล่หมาไปแล้วพาพ่อเข้าบ้านจะทำแผล เลือดหยดโดนร่ม มันดูดเลือดหายไปโดยไม่มีใครเห็น อบเชยได้ยินเสียงคล้ายค้างคาวยิ่งตกใจ เพราะมันชักจะเหมือนภาพในฝันของเธอเข้าไปใหญ่

ไม่ทันไร ศรนารายณ์ก็แต่งตัวจะออกไปข้างนอก อบเชยตำหนิว่าแผลไม่ทันหายจะไปไหนอีก ศรนารายณ์ว่าจะเอาร่มไปคืนพันเทพ อบเชยแขวะแค่ร่มไม่เห็นต้องรีบเอาไปคืน ถ้าเป็นเงินพ่อจะคืนไหม ศรนารายณ์โต้อันนั้นช่วยไม่ได้โชคร้ายเอง ว่าแล้วเขาก็หยิบร่มมากำไว้ในมือ ศรนารายณ์หยุดกึก ยืนนิ่ง อบเชยแปลกใจถามพ่อเป็นอะไร ศรนารายณ์พูดด้วยนํ้าเสียงแปร่งๆ

“ไม่คืน ร่มต้องอยู่ที่นี่”

“อ้าว จะเอาไงกันแน่ ไหนดูสิ ร่มอะไรกัน แพงมั้ยเนี่ย” อบเชยจะดึงร่มมาดู

ศรนารายณ์ปัดมือลูกอย่างแรง และจะเข้าทำร้าย อบเชยปัดป้องไปตามเรื่อง แปลกใจที่พ่อเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับขู่คำราม “มันเป็นของข้า ใครก็เอาไปไม่ได้”

“พ่อเป็นอะไรน่ะ” อบเชยปัดป่ายมือไปโดนหน้าพ่อ ร่มหล่นจากมือ

“นี่ลูกทำอะไรพ่อเนี่ย” ศรนารายณ์ได้สติ

“ก็พ่อเป็นบ้าอะไรล่ะ”

“ก็ไม่มีอะไรนี่ พ่อกำลังจะเอาร่มไปคืน อ้าว แล้วร่มไปไหน”

อบเชยบ่นมันมีอะไรแปลกๆ ศรนารายณ์ว่าแปลกสิ ที่ลูกมาตีพ่อ อบเชยโวยจำไม่ได้หรือว่าพ่อมาทำร้ายตน สองพ่อลูกเถียงกันยกใหญ่ สุดท้ายอบเชยสั่งให้พ่อรออยู่ที่บ้าน เดี๋ยวตนมา ศรนารายณ์เห็นอบเชยเดินไปก็โวยไล่หลังว่าชนแล้วหนี ยํ่ายีแล้วไม่ยอมรับ...

ในขณะที่ไม้มาช่วยงานเมฆที่ท่ารถ เจ๊กีเห็นว่าไม้เรียนจบแล้ว จึงชวนให้ไปทำงานกับไกรลูกชาย ชาญไม่เห็นด้วย เพราะไม้แบ่งเบาภาระตนได้มาก เมฆเห็นดีด้วย ไม้จะได้ไม่มาเป็นนักเลงอยู่ในอู่รถ ไม้ยังหมั่นไส้ไกรที่ทำหล่อจนอบเชยสนใจ จึงเปรยกับเมฆว่าตนไม่ชอบ

“เคยทำแล้วเหรอ ถึงรู้ว่าไม่ชอบ”

“ก็ไม่เคยหรอก แต่มันไม่ได้ใช้สิ่งที่ฉันเรียนมาซักนิด”

“แต่มันเป็นโอกาสที่ลูกจะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ต้องมาทำงานใช้แรงงานเหมือนพ่อ”

ไม้อิดออด เมฆจึงเตือนให้ให้โอกาสตัวเองบ้าง

มันจะดีกว่าเรียนมวยเพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม้ทำหน้างง เมฆขยายความว่า “ถ้าแกมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แกก็ไม่ต้องลำบากมาเป็นที่รองมือรองตีนของใครไง”

ทำเอาไม้เถียงไม่ออก จำต้องมาทำงานกับไกร ไม้เดินบ่น “ทำไมต้องให้มาทำงานเป็นลูกน้องไอ้หน้าหล่อนั่นด้วยนะ กลัวจะไม่มีปมด้อยใช่มั้ยเนี่ย” เดินมาเห็นไกรกวาดลานวัดอยู่ยิ่งหมั่นไส้ “หืม เช้าตักบาตรเย็นกวาดโบสถ์ ผู้ชายน่ะเขาต้องมีทักษะการต่อสู้ต่างหากถึงจะเท่”

ไม่ทันขาดคำ ไม้เห็นลูกมะม่วงบนต้นหล่นจะใส่หัวไกร แต่ไกรรับไว้ได้จังหวะพอดีแล้วหันมาเห็นไม้ จึงทัก “อ้าวไม้ มาถึงเร็วจัง”

“คุณไกรทำแบบเมื่อกี้ได้ยังไงน่ะ” เห็นไกรยิ้มๆ ไม้จึงถามใหม่ “คุณไกรเป็นมวยใช่มั้ย”

“ฉันไม่สนใจพวกทักษะการต่อสู้พวกนั้นหรอก”

“อย่ามาโกหกหน่อยเลยน่า ดูการเคลื่อนไหวก็รู้”

“สติ สมาธิไง ใช้แค่นั้น ไม่ต้องเป็นหรอกมวยน่ะ”

ไม้ไม่เชื่อ ลองบุกเข้าใส่มวยชุดใหญ่กับไกร ไกรสามารถปัดป้องได้ทุกหมัด ไม้โวยไหนบอกไม่เป็นมวย ไกรให้สังเกตดีๆ เขาไม่ได้ต่อยกลับสักหมัด ในชีวิตไม่เคยต่อยใคร ไม้อึ้งงง...

ooooooo

นั่งมองร่มที่วางอยู่บนพื้น ศรนารายณ์รู้สึกว่ามีเสียงกระซิบบางอย่าง ใจหนึ่งอยากเข้าไปหยิบ

แต่ยั้งไว้ ในใจอยากได้เป็นเจ้าของ พลันมีเสียงโวยวายหน้าบ้าน สมุนของพันเทพแทบจะพังประตูบ้านเข้ามา ศรนารายณ์แปลกใจว่ามากันทำไม

ไม่พูดพร่ำทำเพลง พวกสมุนรื้อค้นบ้านหาร่ม ศรนารายณ์บ่น  แค่ร่มคันเดียวต้องส่งคนมาทำขนาดนี้หรือ พวกสมุนหาไม่พบกลับไป ศรนารายณ์เดินไปหยิบร่มที่ซ่อนไว้ข้างวงกบประตูนั่นเอง

อบเชยพรวดพราดเข้ามาในกุฏิหลวงพ่อ แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นไกรกับไม้นั่งคุยอยู่กับหลวงพ่อ ไกรยิ้มให้ อบเชยเขินอาย ไม้หมั่นไส้

“อะไรกันแม่อบเชย วิ่งควบมาเป็นม้าเลย กุฏิอาตมาไม่ใช่ที่วิ่งเล่นนะ” หลวงพ่อเอ็ด

อบเชยอายๆไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่ หลวงพ่อย้อนทำไมไม่ถามก่อน อบเชยตัดบทนิมนต์หลวงพ่อไปที่บ้าน หลวงพ่อถามไม่คิดว่าตนจะติดกิจอะไรบ้างหรือ อบเชยว่าติดหรือไม่ติดก็ต้องไปที่บ้าน ไม้ถามว่ามีเรื่องอะไร อบเชยค้อนขวับ ไม่ต้องมาสนใจเพราะตนไม่ใช่คุณหนูผู้แสนดี ไกรถามขึ้นบ้างว่ามีเรื่องอะไร เผื่อจะช่วยกันได้

“เมื่อคืนฉันฝันร้าย พอตื่นมา พ่อฉันมีอาการแปลกๆเหมือนผีเข้า เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วมันก็คล้ายกับที่ฉันฝันมาก ฉันว่าพ่อต้องโดนของหรือโดนมนต์ดำอะไรแน่ๆเลย”

ไม้หัวเราะเยาะที่อบเชยเชื่อเรื่องแบบนี้ อบเชยสวนไม่ช่วยให้หุบปาก ไม้เคือง ไกรเป็นห่วงที่อบเชยปล่อยศรนารายณ์อยู่คนเดียวรีบพาหลวงพ่อไปที่บ้านเธอทันที

มาถึงเห็นศรนารายณ์แกะผ้าพันแผลออกนั่งให้เลือดหยด มีร่มกางอยู่ อบเชยเอ็ดที่พ่อแกะผ้าพันแผล ศรนารายณ์กลับบอกว่าจะเล่านิทานให้ฟัง ทุกคนแปลกใจ ไม้จะเข้าทำแผลให้แต่ศรนารายณ์ตกใจหุบร่มเป็นอาวุธ ขู่ใครมาเอาของตนต้องตาย ไกรบอกอบเชยดูเหมือนจะหวงร่ม อบเชยตอบว่าใช่ มันเป็นร่มของพันเทพ เพราะร่มนี่แหละที่พ่อเปลี่ยนไป ทั้งสามจึงช่วยกันแย่งร่มจากมือศรนารายณ์ พอร่มหลุดจากมือ ศรนารายณ์ก็ทรุดลงงงว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงพ่อถามจำอะไรไม่ได้เลยหรือ เขาส่ายหน้า หลวงพ่อว่าเพราะจิตอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย จึงให้ไม้ไปเก็บร่มมาจะเอาไปไว้วัด ไกรดูแลทำแผลให้ อบเชยอมยิ้มกับความมีน้ำใจของเขา ไม้เห็นแล้วรู้สึกขุ่นใจ

ไม้ถือร่มเดินนำหลวงพ่อกับไกรจะไปที่วัด ทิวาขับรถผ่านมาเห็นรีบกลับบ้านจะบอกพันเทพ เผอิญได้ยินพันเทพกำลังตวาดลูกน้องที่หาร่มไม่เจอ ทิวาจึงเสนอกับพันเทพว่า ถ้าตนหาร่มคืนมาให้ ต้องบอกเรื่องของร่มนั้นแก่เขา พันเทพนิ่งคิดสักพักก่อนจะพยักหน้า...

ถึงท่ารถ หลวงพ่อหันมาถามไม้ “เป็นไง ถือร่มแล้วมีอะไรผิดปกติบ้างมั้ย”

“ก็ปกตินะ คงไม่ใช่เพราะร่มแล้วมั้ง” ไม้ตอบ ยื่นร่มให้หลวงพ่อแต่มือกลับไม่ปล่อย

หลวงพ่อแงะมือไม้ที่กำแน่นออก ไม้มองร่มอย่างเสียดาย หลวงพ่อแยกตัวกลับวัดไป เจ๊กีเข้ามาถามไกรว่าไม้ทำงานวันแรกเป็นอย่างไรบ้าง ไกรยิ้มรับว่าดี เจ๊กีจึงบอกไม้ว่าจะให้เงินเดือนอย่างสมน้ำสมเนื้อ...พอว่างไม้ยังมาช่วยชาญเช็กลมยาง ไม่ทันไร ทิวายกพวกสัก วินมอเตอร์ไซค์มารื้อค้นที่อู่หาว่าไม้ขโมยของ เจ๊กีเข้ามาห้ามกลับโดนทิวาผลัก ไกรช่วยปกป้องแม่ ด้วยวิธีปัดป้องไม่ชกตอบใคร แต่ถูกรุมจนสู้แรงไม่ไหวถูกเหวี่ยงล้มไปตรงกองไม้ ไกรเห็นแม่โดนลูกหลงไปด้วยก็ลืมตัวคว้าไม้มาเป็นอาวุธ รำเพลงมวยท่ากรงเล็บพยัคฆ์ใส่พวกของสัก ชาญกับไม้ตะลึงเพราะนั่นเป็นท่าของลูกผู้ชาย ทิวาโมโหท้าไม้สู้ ถ้าแพ้ต้องบอกว่าร่มอยู่ไหน

ooooooo

ตอนที่ 4

อบเชยทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆเป็นห่วงไม้ขึ้นมา ใจหนึ่งไม่อยากสนใจ แต่พอจานหลุดมือแตก ทำให้กังวล ทิ้งศรนารายณ์นอนอยู่บ้านวิ่งออกไปที่อู่ทันที

ไม้พยายามต่อสู้กับทิวา ปล่อยหมัดทุกท่วงท่าที่ร่ำเรียนมา แต่ก็สู้ไม่ได้ ไม้พลาดท่าโดนเหยียบยอดอก บังคับให้บอกว่าร่มอยู่ที่ไหน ไม้ไม่พูด สักเข้าไปล็อกตัวเจ๊กีเอาเฟืองรถจี้คอเป็นตัวประกัน เจ๊กีร้องว่าร่มอะไรไม่รู้เรื่อง ไกรเป็นห่วงแม่มากยอมบอกว่าร่มอยู่ที่วัด ไม้ห้ามไม่ทัน

สักยังมันมือ “ไหนๆก็ไหนๆเชือดอีนี่เล่นหน่อยไม่ดีรึไง”

“ก็แล้วแต่แก” ทิวาบอก

ไกรร้องห้าม พลันลูกผู้ชายปรากฏตัวขึ้น เตะสักและหักข้อมือจนอาวุธร่วง แถมสั่งสอน

“จะทำอะไรให้มันสมกับที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชายหน่อย”

ว่าแล้วลูกผู้ชายก็วาดลวดลายด้วยท่ากรงเล็บพยัคฆ์เพียงท่าเดียว จัดการพวกสักและทิวาได้หมดและยังสั่งสอนทิวา ว่าเพิ่งหัดมวยอย่ารีบทำตัวเป็นนักเลง ทิวาโต้ว่า คนที่เอาแต่หลบซ่อนใต้หน้ากาก ไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนตน เขาก็แค่คนมีอาวุธดีเท่านั้น วันหนึ่งตนจะชนะให้ได้

“ฉันจะรอวันนั้น พวกแกกลับไปให้หมด แล้วอย่าเที่ยวมารังแกคนไม่มีทางสู้อีก”

ชาญสะอึกที่ถูกหาว่าเป็นคนไม่มีทางสู้ ทิวาสั่งพวกสักให้กลับ ชาญกับไม้ขอบคุณลูกผู้ชายอย่างชื่นชมก่อนเขาจะกลับไป อบเชยวิ่งหน้าตื่นเข้ามา สวนกับทิวา เขาไม่วายยิ้มเยาะ

“จะมาเชียร์เหรอ เสียดายนะ มาไม่ทัน ฉันว่าเธอเลิกสนใจคนอ่อนแอแบบนั้นเถอะ ฉันน่ะดีกว่ามันเป็นไหนๆ”

“ไม่มีวันหรอก”

“ไม่มีวันเหรอ คอยดูก็แล้วกัน” ทิวาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

อบเชยไม่สนใจวิ่งเลยไปดูไม้ ชาญกับไม้กำลังซักถามไกรว่าไปฝึกท่าของลูกผู้ชายมาจากไหน ไหนว่าสู้ใครไม่เป็น ไกรบอกพระธุดงค์สอนตอนบวชเป็นเณร ตนไม่เคยใช้เลย

“บ๊ะ เองนี่มันมีอะไรมาให้ข้าตื่นเต้นได้ตลอด” ชาญทึ่ง

ไม้ถามไกรว่าเคยบวชเณรด้วยหรือ ไกรพยักหน้า ชาญเห็นอบเชยวิ่งเข้ามาก็แซวไม้ว่ามีคนมาดูใจตลอด ไม้เอาศอกกระทุ้งชาญแก้เขิน อบเชยมองไม้อย่างเป็นห่วง ไม้พูดดักคอว่าตนไม่เป็นอะไร อบเชยหมั่นไส้เลยหันไปหาไกรแทน

“คุณไกรเป็นอะไรมากรึเปล่า ฉันเป็นห่วงแทบแย่”

ชาญสะกิดไม้ว่าเก้อเลย ไม้หน้าเสียมองอบเชยที่สนใจแต่ไกรกับเจ๊กี เมฆขับรถเข้ามาจอด เด็กในอู่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง...กลับบ้าน เมฆต่อว่าไม้ทำไมไม่บอกทิวาไปว่าร่มอยู่ไหนปล่อยให้มีเรื่องก่อน ไม้อ้างว่าตนไม่อยากให้ทิวาไปวุ่นวายที่วัด เมฆไม่อยากเชื่อ ไม้สารภาพ

“ฉันก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน รู้สึกว่าร่มนั่นมันทำให้รู้สึกแปลกๆ...จริงๆก็อธิบายไม่ถูก มันเหมือนไม่อยากให้มันไปเป็นของใคร อยากให้เป็นของเรา คล้ายๆ แบบนั้น”

“มันเป็นร่มอะไรกันนะ มันทำให้คนต้องยอมเจ็บตัวเพื่อมันขนาดนี้เลยเหรอ” เมฆสงสัย

ไกรเองก็สงสัย จึงมาดักถามชาญถึงอาวุธที่ลูกผู้ชายใช้ ชาญตอบว่าคือไม้ตะพดที่ไกรเคยเล่าตำนานให้ฟังนั่นแหละ ไกรไม่อยากเชื่อว่ามีจริงแต่ในตำนานเล่าว่ามีสองอัน อีกอันอยู่ที่ไหน

“ข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย นี่วันหลังสอนข้ามั่งสิ ไอ้ท่ากรงเล็บพยัคฆ์ของลูกผู้ชายน่ะนะ” ชาญขอร้องแล้วนึกขึ้นได้ว่าร่มที่ว่าถ้าเป็นไม้ตะพดอีกอันค่อยน่าแย่งกัน

ชาญพูดจบเดินจากไป ไกรยืนคิดถึงอดีตที่พระพม่า สอนเขาฝึกท่ากรงเล็บพยัคฆ์ เป็นท่าของอาจารย์ปู่ของท่านซึ่งเป็นฤาษีอยู่ในป่า ทำให้ต้องมีวิชาไว้ป้องกันตัวจากอันตรายของป่า “เจ้าฝึกไว้ป้องกันอันตรายนะ ท่านี้จำเป็นต้องใช้กับไม้ แต่ไม้มันหายสาบสูญไปนานแล้วล่ะ”

ไกรพึมพำว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือ...ขณะเดียวกัน ทิวายกพวกมาค้นที่กุฏิ หลวงพ่อปรามว่า แค่ร่มทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ และบอกว่าร่มถูกเก็บไว้ในโบสถ์ ทิวาให้สมุนไปค้น ปรากฏว่าร่มหายไปแล้ว ทิวาหาว่าท่านโกหก หลวงพ่อว่าตนเป็นพระจะทำผิดศีลได้อย่างไร...

อบเชยกลับมาบ้านเห็นพ่อหายไป นั่งรอสักพัก ศรนารายณ์เดินยิ้มเข้ามา อ้างว่าไปเดินสูดอากาศ อบเชยบ่นเพราะร่มบ้านั่นทำให้พ่อทำร้ายตนกับไม้ และคิดว่ามันต้องถูกทำของไว้แน่

ooooooo

พันเทพหงุดหงิดเรื่องหาร่ม ราตรีรู้ว่าพ่อกังวลจึงแนะให้ไปหาหมอดู พันเทพไม่ค่อยเชื่อถือแต่ก็จะลองดู ให้ราตรีไปเป็นเพื่อน...สองพ่อลูกมาที่สำนักหมอคม ไม่ทันพูดอะไรหมอคมก็ทักว่ามาหาของที่หายหรือ สองพ่อลูกมองหน้ากันงงๆ หมอคมนั่งทางในเห็นที่แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยควัน มีเสียงค้างคาวและเสียงเวตาลเรียกหาเลือดๆ สองพ่อลูกรอฟังใจจดใจจ่อ

“เป็นยังไงบ้าง” พันเทพถามเมื่อเห็นหมอคมลืมตาขึ้น

“มองไม่เห็น มืดไปหมด แปลกมาก”

ราตรีบ่นแล้วจะทำอย่างไร หมอคมว่า ถ้าไปหามันไม่ได้ก็ให้มันมาหาแทน หมอคมสั่งไปหาเลือดมา ราตรีตกใจ หมอคมรีบบอกว่า เลือดเป็ดเลือดไก่อะไรก็ได้ พันเทพเข้าใจดี ใช้ลูกสาวไปหาซื้อที่ตลาดมาโดยเร็ว ราตรีหน้าง้ำหน้างอลุกออกไป...

เมฆกับเด็กรถช่วยกันจัดเก็บข้าวของที่โดนรื้อค้น ไม้ตามจันทร์มาช่วยอีกแรง จู่ๆศรนารายณ์เดินตาลอยมา จะเล่านิทานให้ทุกคนฟัง จันทร์ถามว่านิทานอะไร เขาบอกว่านิทานเวตาล ไม้รู้สึกว่าอาการศรนารายณ์ยังไม่ดี ทำไมอบเชยไม่ดูแล จันทร์ขำนี่หรือลูกผู้ชายของไม้

อบเชยจามเสียงดังในตลาด เชื่อว่ามีคนนินทา พลันราตรีเดินทำท่าทางขยะแขยงเข้ามา อบเชยแขวะ เป็นผู้ดีมาจ่ายตลาดเองเลยหรือ ราตรีมองเหยียดๆ

“นอกจากสกปรกแล้ว ยังต้องมาเสวนากับพวกคนชั้นต่ำอีก”

“เฮ้ย...ว่าใครชั้นต่ำ”

“คนที่มาคุยกับฉันก็มีแต่เธอคนเดียว ฉันจะว่าใครอีกล่ะ”

“ปากยังงี้เดี๋ยวก็โดนตบเหมือนวันก่อนหรอก”

“ฉันเนี่ยนะโดนเธอตบ ประสาท ฉันไม่เสียเวลามาคุยกับคนบ้าๆอย่างเธอหรอก ฉันรีบ”

อบเชยฉุนที่ทำเป็นจำไม่ได้ ดึงแขนราตรีไว้หาว่าทำแอ๊บอ่อนแอต่อหน้าคนอื่น ตนจะหาหลักฐานไปแฉให้ไม้รู้ ราตรีหัวเราะสะบัดแขนออกและว่า ตนไม่รู้เรื่องที่พูดถึง แต่จะบอกเอาบุญว่าไม่มีผู้ชายคนไหนเลือกผู้หญิงบ้านๆอย่างเธอ และถ้าตนจะเอาไม้ขึ้นมาจริงๆเธอก็สู้ไม่ได้ อบเชยเจ็บใจ โมโหที่ไม้มาหลงผู้หญิงแบบนี้ได้อย่างไร

ระหว่างนั้น ไม้กับจันทร์มาหาหลวงพ่อที่วัด จึงรู้ว่าร่มหายไป ไม้เชื่อว่า ศรนารายณ์คงมาขโมยกลับไป ทั้งสองจึงมาที่บ้านอบเชย เห็นบ้านใส่กุญแจ แต่เมื่อมาแล้วต้องเข้าไปค้นดู จันทร์เองก็อยากรู้ว่าร่มนั่นวิเศษขนาดไหน จึงใช้ลวดไขกุญแจเข้าไป ไม้ทึ่งกับความสามารถของเพื่อน

ที่สำนักหมอคม พันเทพกับราตรีนั่งมองหมอคมทำพิธี โดยมีชามเลือดวางอยู่ข้างหน้า หมอคมหยิบตุ๊กตากุมารทองไม้ออกมา จุ่มเท้าลงไปในเลือดแล้วชูขึ้น สั่งให้นำทางไป...

อบเชยเดินออกมาจากตลาดเห็นพันเทพกับราตรี เดินตามหมอคมที่เปลือกตามีเลือดแต้มอยู่ อบเชยแกล้งเข้าประกบราตรี แขวะ “ไงจ๊ะแม่ชนชั้นสูง เรียนจบไสยศาสตร์มาเหรอจ๊ะ เรียนเมืองไทยก็ได้ ไม่เห็นต้องไปเมืองนอกเลย”

ราตรีอายแก้ตัวว่า ตนแค่มาเดินเป็นเพื่อนพ่อพันเทพ เอ็ด อบเชย ถ้าพบร่มอยู่ที่บ้านเธอตนเอาเรื่องพ่อเธอถึงตาย อบเชยใจเสีย แต่ยังยันว่าไม่มี หมอคมสัมผัสได้ว่าเธอเกี่ยวข้อง อบเชยปัดว่าไม่รู้เรื่องอย่ามามั่ว หมอคมจะทดสอบ อบเชยหลบหลีกออกมาได้ ในใจเริ่มกังวล กลับถึงบ้านเห็นประตูเปิดอยู่คิดว่าพ่อกลับมาแล้ว ไม้กับจันทร์ค้นจนเจอร่มซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า พอได้ยินเสียงนึกว่าศรนารายณ์กลับมา ทั้งสองรีบเข้าไป หลบในตู้เสื้อผ้า ไม้กำร่มไว้อย่างกลัวจะ เสียมันไป เสียงค้างคาวแว่วมาชวนน่าขนลุก ร่มขยุกขยิกกระแทกฝาตู้

“ไอ้ไม้แกจะยุกยิกทำไมเนี่ย”

“ข้าไม่ได้ทำ ร่มมันทำ” ไม้กระซิบ

อบเชยได้ยินเสียง รีบไปคว้ามีดในครัวมาร้องขู่ว่า ใครอยู่ในตู้ให้ออกมา ไม่อย่างนั้นจะแทงเข้าไป จันทร์ถีบประตูโครมออกมาด้วยความกลัว ไม้ยิ้มแหะๆ อบเชยเห็นร่ม ในมือไม้ก็ตกใจเอากลับมาทำไม ไม้รีบบอก

“อาศรแอบไปขโมยกลับมานะสิ ฉันเลยจะเอากลับไป”

“แย่แล้ว ร่มอยู่ที่นี่ ไอ้พันเทพก็อาจกำลังมาที่นี่น่ะสิ ซวยแล้ว พวกมันเล่นงานหนักแน่”

จันทร์แปลกใจว่าอะไรกันนักหนา  ไม้ให้จันทร์ไปดูลาดเลา ไม่ทันจะออกไป จันทร์เห็นพวกพันเทพเดินมา อบเชยจึงพาทั้งสองโดดหนีออกทางหลังบ้าน ไม้ถือร่มอยู่จึงเสียหลักล้มไปทับอบเชย ทั้งสองสบตากันอึ้งๆ จันทร์ทนไม่ไหว

“จะโรแมนติกอีกนานมั้ย เดี๋ยวเขาก็จับได้กันพอดี”

ทั้งสองผละออกจากกัน ไม้สำรวจร่ม จันทร์เตือนให้รีบหนีก่อน พันเทพถามหมอคมเชื่อได้อย่างไรว่าร่มอยู่แถวนี้ หมอคมเอาเลือดป้ายตาพันเทพ ทำให้เขามองเห็นรอยเท้าสีเลือดของกุมารทอง รอยเท้ามุ่งไปหน้าบ้านศรนารายณ์แล้วหยุด พอดีเมฆกับศรนารายณ์กลับมา

“นี่มันอะไรกันเนี่ย จะมาทำพิธีอะไรหน้าบ้านฉัน” ศรนารายณ์โวย

พันเทพตรงเข้าชกหน้าศรนารายณ์ที่บังอาจขโมยร่มไป ศรนารายณ์ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้เอาไป พันเทพจะเข้าไปค้น หมอคมโพล่งขึ้นว่า ร่มไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว...

อบเชยให้ไม้โยนร่มทิ้งไว้ที่กองขยะ ไม้ตัดใจจะโยน จันทร์เห็นด้ามร่มมีไม้โผล่ออกมา

“แกนในมันเป็นไม้ด้วยเหรอ นี่ไม้อะไรเนี่ย หอมจัง” จันทร์กับไม้สำรวจกันใหญ่

“จะไม้อะไรจะต้องไปสนใจทำไม มันมาโน่นแล้ว” อบเชยโวย

ไม้ลังเลไม่ยอมโยนทิ้ง จนพวกพันเทพมาทัน “ไอ้เด็กขี้ขโมย เอาคืนมา”

พันเทพตกใจเมื่อเห็นชัดว่าเป็นไม้ เขาแย่งร่มคืนมาได้ ราตรีร้องบอกให้จับส่งตำรวจ พันเทพห้าม สั่งทุกคนกลับ ไม้มองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ อบเชยแขวะ อาวรณ์ร่มหรือคนกันแน่...

“ดูแกอยากได้ไม่น้อยไปกว่ามันเลยนะ...กลิ่นหอมของไม้เมื่อกี้ มันติดจมูกจัง” จันทร์บ่น

“เป็นอะไรกันเนี่ยสองคนนี้” อบเชยชักรำคาญ

ไม้ว่าร่มนั่นทำให้เขารู้สึกประหลาด อบเชยว่ามันเกือบทำให้พ่อตนเป็นบ้า จันทร์ยังพร่ำเพ้อถึงกลิ่นหอม...กลับมาบ้าน เห็นศรนารายณ์รื้อค้นหาร่ม อบเชยบอกว่าตนคืนเจ้าของไปแล้วและต่อว่าที่ไปขโมยจากวัดมาอีก ศรนารายณ์ฮึดฮัดเสียดาย เมฆเตือนเอาของคนอื่นมามันไม่ดี

ooooooo

คืนนั้น ไม้นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายคิดถึงร่ม เขาถามเมฆว่าถ้ามีของวิเศษในมือ ชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เมฆสอนลูก เป็นอย่างที่เราเป็นน่ะดีที่สุดแล้ว อย่างอื่นใช้ฝันเอา

ในคืนเดียวกัน ทิวาไม่รู้จะบอกพันเทพอย่างไรดีว่ายังหาร่มไม่เจอ เผอิญได้ยินราตรีถามพันเทพว่า ทำไมไม่เคยถ่ายรูปคู่กับทิวา ไม่เคยแม้แต่อุ้มด้วยซ้ำ แถมให้ตนกับแพรวาไปเรียนต่อเมืองนอก แต่ทิวากลับจมปลักอยู่ที่นี่ พันเทพปฏิเสธว่าไม่ได้คิดอะไร ทิวาได้ยินแล้วน้ำตาคลอเข้าห้องมาครุ่นคิด ว่าขนาดตอนเด็กเขาหกล้มพ่อยังไม่เคยปลอบสักครั้ง

วันต่อมา เต็กกง เจ้าของรถปรับอากาศ ที่อยากได้ สัมปทานทั้งของเจ๊กีและของพันเทพมาขอเจรจาซื้อกิจการเจ๊กี แต่เธอปฏิเสธและขออย่ามารบกวนอีก เต็กกงเจ็บใจ มาพบพันเทพเพื่อเจรจาขอซื้อสัมปทาน เพราะพันเทพกำลังลงสมัคร ส.จ.ไม่ควรมีธุรกิจในมือ พันเทพหัวเราะ

“หึๆขอบคุณที่เป็นห่วง กลับไปดูแลกิจการรถปอ.ของคุณเถอะ อย่ามาล้ำเส้นกัน ไม่งั้นจะหาว่าผมไม่เตือน”...ทำเอาเต็กกงฮึดฮัดกลับไป

วันนี้ ไม้มาช่วยไกรทำความสะอาดห้องสมุดในบ้าน ปัดฝุ่นหนังสือทุกเล่ม และไม้ก็เจอหนังสือปกทำด้วยหนังเสือ ไกรบอกว่าเขาได้จากพระพม่าที่สอนท่ากรงเล็บพยัคฆ์

“งั้นคุณไกรก็คือเณรที่หลวงพ่อบอกว่าคัดหนังสือตำนานไม้ตะพดจากคัมภีร์ใบลาน”

ไกรพยักหน้ารับ ไม้อุทาน หาแทบแย่ที่แท้ก็อยู่ใกล้ตัว ไม้ขอยืมหนังสือไปอ่าน ไกรบอกว่าหนังสือขาดหายไปบางส่วน อ่านได้ความอย่างไรมาบอกตนด้วย มันเป็นปริศนามานานแล้ว

ไม้เอาหนังสือกลับมาอ่าน แค่ข้อความ...เมื่อนำพาสองสิ่งมาประจักษ์ จะกักเก็บพละ...ไม้ก็งงแล้วว่าสองสิ่งคืออะไร ไม่ทันไร สมุนพันเทพมาเรียกเก็บค่าคุ้มครองเด็กที่โรงน้ำแข็ง ไม้ออกมาช่วยเกือบโดนฟาดด้วยด้ามปืน พอดีพันเทพมาขวาง แปลกใจที่ไม้อยู่ที่นี่ ไม้โวย

“ไอ้พันเทพ นี่แกจะทำเลวไปถึงไหน แกเก็บค่าคุ้มครองคนในตลาดไม่พอ คนทำมาหากินในอำเภอ แกยังจะทำอีกเหรอ ใจแกทำด้วยอะไร”

สมุนจะเข้าซัดไม้ พันเทพห้ามไล่ให้ออกห่าง และบอกไม้ว่าตนไม่ทำร้ายเขาหรอก แต่อยากจะเตือนว่าให้พ่อสอนมวยบ้าง ไม้โต้พ่อตนขาเป๋ไม่สู้ใคร พันเทพหัวเราะสงสัยต้องให้เมฆโชว์อะไรสักหน่อย...

เมฆเดินกลับบ้าน มีคนวิ่งมาบอกว่าไม้โดนจับแช่แข็งที่โรงน้ำแข็ง เมฆรีบไปเห็นไม้ถูกมัดแช่ในเครื่องทำน้ำแข็ง ท่าทางหนาวสั่น เมฆจะเข้าช่วยลูก แต่ถูกพันเทพขวาง

“ฉันอยากรู้ ว่าแกจะปกปิดฝีมือไว้ แล้วยอมให้ลูกตัวเองต้องตายรึเปล่า”

พันเทพพยายามซัดเมฆ เขาหลบหลีกได้ทุกหมัด จนเข้าไปปิดเครื่องได้ แล้วดึงไม้ขึ้นมา เมฆปลุกไม้ให้รู้สึกตัว พันเทพเยาะ

“ฝีมือแกไม่ธรรมดาเลยไอ้เมฆ อาจดูเหมือนคนไม่เป็น แต่คนเป็นมวยทุกคนดูออก ว่าจริงๆการต่อสู้แบบนี้ใช้ทักษะสูงมากกว่าการต่อสู้ทั่วไปซะอีก แกควบคุมพลังทั้งหมดของตัวเองได้ เลือกที่จะปล่อยมันออกมาได้ สิ่งที่ฉันคิดมันถูกสินะ”

“ฉันไม่รู้แกพูดเรื่องอะไร แต่ถ้าลูกฉันเป็นอะไรละก็ ฉันจะฆ่าแก”

ในภวังค์ ไม้รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในป่า มีเสือโคร่งจ้องจะกระโจนเข้าใส่ ไม้จ้องตามันถอยหนี จนเหยียบกิ่งไม้หัก เสือกระโจนเข้าใส่ ไม้สะดุ้งพรวดฟื้นขึ้นมา เขาเห็นแววตาโล่งใจของพันเทพ เมฆรีบหาผ้ามาห่อตัวไม้ให้อุ่นขึ้น พันเทพเดินจากไป ไม้มองไปที่แผงควบคุมความเย็น เห็นปรับไว้เลเวลแรก จึงบอกเมฆ

“พันเทพไม่ได้ตั้งใจจะให้ฉันตาย เครื่องเปิดแค่ระดับหนึ่ง มันต้องการอะไรกันน่ะพ่อ”

“คงแค่ต้องการป่วนเราก็แค่นั้น”

“ผมจะต้องต่อสู้ให้เก่งกว่านี้  ผมจะต้องสู้ไอ้พันเทพให้ได้ คอยดู” ไม้มุ่งมั่น

คนงานเข้ามาซักถามว่า เมฆช่วยไม้ได้อย่างไร เมฆบอกว่าเขาหาจังหวะเอาไม้ฟาดหัวพวกมัน เมฆหลบตาเวลาพูดเกรงจับได้ว่าโกหก ไม้นึกถึงภาพลางเลือนที่พ่อต่อสู้กับพันเทพ

อบเชยตามมาดูไม้ที่บ้าน บ่นถ้าตนอยู่ด้วยไม้ไม่โดนแบบนี้แน่ ไม้นึกได้ว่าหนังสือคงตกอยู่ในเครื่องทำน้ำแข็ง เขารีบวิ่งกลับไปที่โรงน้ำแข็ง เห็นศรนารายณ์ขนน้ำแข็งใส่รถ เขารีบมองหาว่ามีก้อนไหนที่หนังสือติดไป เขาถามว่ามีใครมาซื้อน้ำแข็งไปแล้วบ้าง ศรนารายณ์ตอบว่า ลุงสมานที่ขายน้ำแข็งใสมาซื้อไปห้าก้อน ไม้รีบวิ่งออกไปที่ตลาด เห็นลุงสมานกำลังถูกเรียกเก็บค่าคุ้มครอง พอไม่ให้ก็ถูกล้มรถ ไม้เข้าช่วยและเจอหนังสือหนังเสือในน้ำแข็งก้อนที่แตกกระจายจึงรีบเก็บใส่เสื้อไว้...กลับมาเจออบเชยยังรออยู่อย่างห่วงใย ไม้ไม่ยอมบอกว่าเขาไปหาอะไร

ooooooo

วันต่อมา อบเชยทำการ์ดขอบคุณด้วยมือ เอามาให้ไม้ที่ท่ารถ แล้วเลียบเคียงถามว่า ไม้ชอบผู้หญิงแบบไหน ไม้ตอบว่า น่ารัก เป็นแม่บ้านแม่เรือน ดูแลตัวเองได้ อบเชยแอบยิ้มตัวเองผ่านฉลุย แต่พอไม้บอกต่อว่า อ่อนหวาน เรียบร้อย ใจเย็น จิตใจดีไม่เที่ยวทะเลาะกับใคร อบเชยชักรู้สึกไม่ใช่ตนรีบบอกว่าผู้หญิงแบบนั้นไม่มีหรอก ถึงมีก็ไม่เหมาะกับไม้ อย่างเขาต้องหาคนที่ดูแลปกป้องเขาได้  ไม้โต้ว่าตนไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น

“เออๆ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันมาวันนี้ก็จะมาขอบคุณ” อบเชยยื่นการ์ดให้ “ฉันตั้งใจทำมาให้ไม้เลยนะ เมื่อวานถ้าไม่ได้ไม้รู้แกว ตามมาเอาร่มออกจากบ้านไปทัน พ่อคงแย่แน่”

ไม้รับมาแกนๆ พลันแพรวาขับรถมาจอด ไม้มองเธออย่างตะลึง เธอมาขอบคุณที่เขาช่วยซ่อมรถและหยิบผ้าพันคอไหมพรมที่ถักเองมาให้ อบเชยอึ้งรู้สึกว่าการ์ดตนด้อยค่าไปเลย แพรวายิ้มให้อบเชยอย่างรู้สึกคุ้นหน้า อบเชยหมั่นไส้ที่วันนี้แอ๊บเรียบร้อย ชาญเห็นแพรวาถึงกับตะลึงเช่นกัน อบเชยยิ่งเจ็บใจ จะต้องหาหลักฐานมายืนยันว่าแพรวาสวยจอมปลอมให้ได้

จันทร์รู้เรื่องหนังสือจากไม้ จึงเข้ามาสมัครงานกับเจ๊กี หวังจะสืบเรื่องลูกผู้ชายจากไกร ชาญสงสัยว่าไม้กับจันทร์มีอะไรลับลมคมใน...พอดีเต๊กกง สั่งลูกน้อง ไปเฝ้าจับตัวลูกของพันเทพและลูกของเจ๊กี เอามาเป็นตัวต่อรองให้ขายสัมปทานเดินรถให้ตน

ไม้ดูไกรเล่นโยคะไปตีความเนื้อหาในหนังสือไป ไกรไม่อยากเชื่อว่า ไม้ที่ลูกผู้ชายใช้เป็นไม้ตะพดของจริง เพราะการต่อสู้ต่างๆเกิดจากสมาธิ ไกรชวนไม้เล่นโยคะ ไม้ไม่สนใจ ไกรจึงท้า

“ไม่ว่าไม้จะต่อยผมด้วยท่าอะไร ผมมองเห็นการเคลื่อนไหวหมด ผมใช้แค่สมาธิ เอางี้ ถ้าภายในครึ่งชั่วโมงนี้ ไม้ยังต่อยผมไม่ได้สักหมัด ก็มาเรียนโยคะกับผม แต่ถ้าต่อยได้ ผมจะสอนท่ากรงเล็บพยัคฆ์ให้เลย” ดูท่าไม้จะสนใจและรับคำท้า...

ในขณะที่อบเชย แอบสะกดรอยตามแพรวา เพื่อจะเก็บภาพมายืนยันว่า แพรวาไม่ได้เรียบร้อยอย่างที่เห็น แพรวาเข้าร้านทำผม ก็ตามเข้าไปให้ช่างนวดหน้าเพื่ออำพรางตัว แต่แล้วต้องเจ็บใจที่ช่างทำเล็บเท้าให้แพรวาไปหันมานวดหน้าให้ตนไป โดยไม่ล้างมือก่อน แต่พอจะกลับไปทำเล็บเท้าให้แพรวากลับต้องล้างมือ เสร็จจากร้านเสริมสวย อบเชยเห็นแพรวาเดินออกมาเหมาพวงมาลัยเด็ก แถมซื้อลูกชิ้นให้หมาจรจัดกิน

“โห ของแพงนะนั่น ไม้ละยี่สิบบาท ได้กินดีกว่าฉันอีก”

อบเชยเห็นแพรวาทำแต่เรื่องดีๆก็หงุดหงิด สงสัยจะต้องสร้างสถานการณ์เสียแล้ว

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เป้” โผกอด “โม” ลุ้นเปลี่ยนสถานะ ใน “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”
15 เม.ย. 2564

00:15 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 01:07 น.