ตอนที่ 6
อีกด้านหนึ่งของงานฉลองที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคนเจ็บและคนตาย ครูตะวันกับสายไหมตั้งหลักได้ วิ่งกลับเข้ามา บริเวณหน้าเวที เห็นคนเจ็บร้องโอดโอยเลือดท่วมตัว สายไหมรีบเข้าไปห้ามเลือดพลางตะโกนบอกครูตะวัน รีบโทร.เรียกรถพยาบาลด่วน ครูตะวันบอกพวกชาวบ้าน ที่รอดชีวิตอีกทอด
“ไปแจ้งตำรวจ บ้านไหนมีรถกระบะหรือรถอีแต๋น ก็รีบเอามาช่วยกันเร็วๆ”
ชาวบ้านรีบไปทำตามที่ครูตะวันสั่ง ทองสา กิ๊บ และเชอร์รี่ เดินสวนเข้ามา มีคนเจ็บคนหนึ่งกอดขาทองสาขอให้ช่วยเหลือ ทั้งสามสาวกลับกรีดร้องด้วยความกลัวและขยะแขยง ก่อน จะพากันวิ่งหนี...
ครู่ต่อมา ขณะพิณ บัวผันกับพวกนักดนตรีช่วยกัน ประคองนางไหทั้งสองออกมา ทองสา กิ๊บกับเชอร์รี่วิ่งหน้าตาตื่น มาเจอพิณ ทองสาปราดเข้ามาเกาะแขน
“รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะพี่พิณ เดี่ยวมันระเบิดตูมตาม ขึ้นมาอีก ฉันกลัว”
พิณไม่สนใจ กลับวานให้ทองสากับเพื่อนๆช่วยพา นางไหทั้งสองคนออกไป ส่วนเขากับพวกจะตามหาบุญเหลือ กับบุญหลาย พอเห็นพวกสาวๆรีๆรอๆ พิณเร่งให้พาคนเจ็บออก ไปไวๆ...ด้านคำหล้ารื้อกองไม้จนเจอแคนนอนนิ่งไม่ได้สติ รีบเขย่าให้รู้สึกตัวแล้วประคองออกมาจากเศษซากเวที แคน ค่อยๆได้สติมองไปรอบบริเวณอย่างมึนงง ระหว่างนั้น คำแปง วิ่งหน้าเครียดเข้ามาถามแคนเป็นอะไรมากไหม
“ฉันไม่เป็นอะไรแม่ครู”
“ถ้าอย่างนั้นมาช่วยครูหน่อย หลังเวทีไฟไหม้มีคนติดอยู่ ในนั้น” คำแปงวิ่งนำแคนกับคำหล้าไปทันที...
ทางด้านพิณ บัวผันกับพวกนักดนตรีต่างแยกย้ายกัน ช่วยกันรื้อกองไม้ พลางร้องเรียกบุญเหลือกับบุญหลาย บัวผัน เห็นอะไรบางอย่าง ตะโกนลั่นเรียกพิณให้มาดู พิณกับนักดนตรี วิ่งตามเสียงบัวผันแต่ต้องชะงักตกใจเมื่อเห็นร่างของบุญเหลือกับบุญหลาย พิณร้องบอกบัวผันรีบไปตามหมอมาที่นี่ด่วน...
ฝ่ายแคน คำหล้ากับคำแปงช่วยกันลำเลียงชาวบ้าน ที่ได้รับบาดเจ็บออกจากซากไม้ติดไฟหลังเวที แคนรู้สึกเหมือน ตัวเองเหยียบอะไรลื่นๆ ก้มมองดูที่พื้นเห็นของเหลวบางอย่าง ไหลเป็นทางจากเวทีส่วนที่ยังไม่ไหม้ เขารีบวิ่งเข้าไปดูถึงกับผงะ เห็นแกลลอนน้ำมันจำนวนมากวางเรียงอยู่ใต้เวที
ooooooo
ในเวลาต่อมา ครูตะวันกับสายไหมวิ่งตามบัวผัน เข้ามายังจุดที่บุญเหลือกับบุญหลายอยู่ เห็นพิณกับ พวกนักดนตรีกำลังช่วยกันรื้อกองไม้อย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นร่างบุญเหลือกับบุญหลายถูกไม้แท่งยาวแทง ทะลุร่างติดกัน โดยบุญเหลือนอนหงายหลังติดพื้น เหมือนไม่เป็นอะไรมาก
ส่วนบุญหลายนั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหาพี่ชาย สภาพสะบัก สะบอมเลือดเต็มตัวจากสะเก็ดระเบิดท่าทางไม่สู้ดี บุญเหลือ ที่มีสติดีกว่าน้องชายบอกให้สายไหมช่วยน้องชายเขาก่อน สายไหมรีบเข้าไปดูอาการ
“ดูตำแหน่งที่ไม้เข้าออก น่าจะไม่ถูกปอด... ช่วยกัน ประคองออกไปอย่าให้กระทบกระเทือน”
พิณ ครูตะวันกับพวกนักดนตรีจะเข้าไปช่วยประคอง สองพี่น้อง แต่บุญเหลือร้องห้ามเสียงหลง เขานอนทับระเบิดที่ยังไม่ทำงานอีกลูกหนึ่งอยู่ ทุกคนหน้าตื่น พิณเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด เป็นจริงอย่างบุญเหลือว่า รีบสั่งบัวผันไปบอก
ทุกคนออกจากที่นี่ทันที แต่อย่ากระโตกกระตากเรื่องระเบิด เดี๋ยวผู้คนจะแตกตื่น บัวผันยังไม่ทันจะขยับ เสียงทองสากรีดร้อง ด้วยความหวาดกลัวขึ้นเสียก่อน
“กรี๊ด...ระเบิด...ยังมีระเบิดอีกลูกยังไม่ทำงาน”
เท่านั้นแหละเกิดการชุลมุนขึ้นอีกครั้ง ชาวบ้านและคนเจ็บที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกใจวิ่งหนีตายกันโกลาหล พิณ บัวผันพยายามเข้าไปห้ามทองสาให้หยุดส่งเสียงร้อง ทองสาได้สติ หุบปากเงียบ แคนกับคำหล้าวิ่งตามมาสมทบ บอกพิณหลังเวทีมีน้ำมันเต็มไปหมด อีกไม่นานไฟคงลามไปถึง ทองสาสติแตกอีกครั้ง
“น้ำมัน...ระเบิด...กรี๊ด...รีบหนีกันเถอะพี่พิณ...ฉันกลัวๆ”
“หยุดเดี๋ยวนี้ทองสา คนแตกตื่นกันใหญ่แล้วเห็นไหม” คำหล้าตวาดลั่น
ทองสายังร้องกรี๊ดๆๆไม่หยุด คำหล้าเหลืออดกระชาก เข้ามาตบโครม ทองสาเซถลาไปกระแทกเชอร์รี่สลบเหมือด ไปด้วยกัน แล้วหันไปตะคอกใส่กิ๊บ
“ถ้าไม่อยากให้เพื่อนแกถูกเหยียบตายก็รีบพาออกไปจากที่นี่”
กิ๊บไม่รอช้า รีบประคองเพื่อนตัวแสบออกไปอย่าง ทุลักทุเล แคนเตือนให้ทุกคนออกไปจากที่นี่ แต่พิณไม่ยอม ไปไหนจนกว่าจะช่วยบุญเหลือกับบุญหลายได้เสียก่อน แคนพยักหน้ารับรู้ รีบวิ่งกลับไปหลังเวที สั่งให้ชาวบ้านผู้หญิงช่วยกันหาอะไรก็ได้ที่พอจะตักน้ำได้มาดับไฟ ส่วนพวกผู้ชายแคนวิ่งไปอีกทาง...
ไม่นานนัก ครูตะวันกลับมาพร้อมด้วยเลื่อย สายไหมเอายาดมให้บุญหลายดมแล้วใช้ตัวบังไม่ให้เห็นภาพหวาดเสียวตรงหน้า ครูตะวันช่วยพิณจับไม้ให้มั่น จะได้สะเทือนน้อยที่สุด แต่พอพิณลงมือเลื่อยไม้ บุญหลายรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนก็ร้องเอะอะใจเสีย
“โอ๊ย...ฉันไม่ไหวแล้วๆ”
บุญเหลือต้องหาเรื่องราวมาคุยปลอบใจน้องชายให้เข้มแข็งไว้ แล้วยื่นมือให้จับเพื่อเป็นกำลังใจ ทำให้บุญเหลือมีแรงฮึดสู้ยอมให้พิณเลื่อยไม้ต่อ...
ขณะเดียวกัน แคนพาชาวบ้านผู้ชายมาช่วยกันขนแกลลอนน้ำมันออกจากใต้เวที สั่งให้เอาออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พอชาวบ้านออกแรงดึงแกลลอนน้ำมันด้านใน มีเสียงไม้ลั่นอย่างน่ากลัว แคนตกใจร้องเตือนทุกคนให้ระวัง เวทีจะถล่ม สิ้นเสียงเตือนเวทีด้านปลายสุดค่อยๆถล่มไล่เข้ามาใกล้จุดที่พิณกำลังช่วยบุญหลายทุกขณะ ครูตะวันตะโกนสั่งให้คนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องรีบหนีไปจากบริเวณนี้
บัวผันกับพวกดนตรีรีบพากันเผ่นแน่บ เหลือแค่พิณ ครูตะวันกับสายไหม พิณเร่งมือเลื่อยไม้ที่ปักคาอกบุญหลายจนแยกสองพี่น้องออกจากกันสำเร็จ เป็นจังหวะเดียวกับเวทีทรุดครืนลงมา โชคดีที่ระเบิดซึ่งบุญเหลือนอนทับอยู่ไม่ทำงาน ทุกคนพากันถอนใจโล่งอก แต่เวทีส่วนที่ติดไฟเริ่มล้มลงใส่น้ำมัน ไฟลุกพึ่บลามไปใต้เวทีซึ่งมีแกลลอนน้ำมัน แคนเห็นท่าไม่ดีตะโกนเตือนให้ทุกคนหนี
ooooooo
เวทีทรุดลงช่วงก่อนจะถึงที่พวกพิณอยู่ ครูตะวันกับพิณช่วยกันหามบุญหลายออกไปก่อน สายไหมไม่ยอมไปไหนรีบเข้ามาดูบุญเหลือ แต่เขาร้องห้าม
“ชีวิตผมไม่คุ้มเสี่ยงหรอกหมอ รีบออกไปเสีย ระเบิดทำงานได้ทุกเวลา”
“เพราะอย่างนั้นหมอถึงต้องรีบช่วยเธอ ใจเย็นๆนะ นอนนิ่งๆเดี๋ยวเลือดที่ขาไหลไม่หยุด” สายไหมว่าแล้วลุกไปหาอะไรมาขันชะเนาะห้ามเลือด...
พิณพาบุญหลายขึ้นท้ายรถกระบะเรียบร้อย วิ่งกลับมาที่เวทีอีกครั้ง เจอสายไหมที่ออกมาหาเศษผ้าหนาๆ หรือเชือกเพื่อเอาไปมัดห้ามเลือดให้บุญเหลือ ทันใดนั้น เวทีทั้งหมดก็ถล่มลง พร้อมกับเสียงระเบิดดังกึกก้อง แรงอัดกระแทกร่างพิณกับสายไหมซึ่งอยู่ใกล้เวที ลอยกระแทกพื้นสลบเหมือด...
ในเวลาเดียวกัน เดือนกำลังเขียนจดหมายถึงพิณ หัวปากกาที่เธอใช้เขียนอยู่ๆก็หัก เดือนสังหรณ์ใจต้องเกิดเรื่องไม่ดีกับพิณ...
คำแปงเห็นวงดนตรีคณะแม่มูลลำเพลินมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตาถึงกับลมจับ บัวผันต้องเข้ามาช่วยประคอง ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหล แคนกับครูตะวันรีบเข้าไปช่วยกันลากพิณกับสายไหมออกมา แคนมองเปลวไฟที่เผาผลาญทุกอย่างเป็นจุณด้วยความแค้น...
ในเวลาต่อมา ขณะศรีไพรกำลังร้องคาราโอเกะอย่างสนุกสนาน แคนไม่พูดพล่ามกระโดดถีบยอดอกศรีไพรกระเด็น ดำกับขาวชักปืนออกมาจะยิงแคน แต่ไม่มีจังหวะ แคนเข้าไปกระชากคอเสื้อศรีไพรขึ้นมาต่อยเปรี้ยง แล้วจะตามไปซ้ำ แต่ ดำกับขาวเล็งปืนขู่ไม่ให้ขยับ แคนหยุดกึกไม่กล้าเข้าไป
ศรีไพรเช็ดเลือดที่มุมปาก แสยะยิ้ม “แกนี่มันดวงแข็งจริงๆ เจอไปขนาดนี้ยังรอดมาได้ ฉันจะบอกอะไรให้ ตราบใดที่แกยังไม่ตาย ฉันไม่ยอมวางมือง่ายๆแน่ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะฉันเกลียดแก อยากเห็นแกตายอย่างทุกข์ทรมาน...
ไม่สิ...ถ้าจะให้ทรมานจริงๆต้องทำให้แกตายช้าๆ มองดูคนที่แกรักตายไปต่อหน้าต่อตาทีละคน...จะเลือกให้ใครตายก่อนดี พ่อหรือแม่แก” ศรีไพรถามแคนด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท
แคนทนไม่ไหวจระเข้ฟาดหางเตะปืนในมือขาวกระเด็น ดำเล็งปืนมาทางแคน แต่เขาไวกว่าเข้าไปล็อกแขนดำ แล้วหันปากกระบอกปืนยิงพื้นเปรี้ยงๆๆ ขาวโดดหลบเหยง จากนั้น แคนศอกกลับจนดำหน้าหงาย ศรีไพรชักปืนขึ้นมาจะยิง แต่แคนถึงตัวก่อน แย่งปืนมาได้ซัดเขาจนคว่ำ แล้วลากคอออกมาหน้าร้าน
“แกต้องไปกราบขอขมาทุกคน ชดใช้ความชั่วที่แกก่อไว้”
ดำกับขาววิ่งตามจะมาช่วยลูกพี่ แต่แคนหันปากกระบอกปืนขู่ ถ้าไม่อยากให้ลูกพี่ตาย ถอยไปให้หมด จังหวะนั้น มีตำรวจ 5 นายกรูกันเข้ามาล้อมแคน สั่งให้ทิ้งอาวุธเหมือนมีการเตรียมแผนไว้แล้ว แคนมองออกหันปืนจะยิงศรีไพร แต่คำหล้าร้องห้ามไว้ ทั้งพูดเตือนสติทั้งขอร้องทั้งน้ำตาไม่ให้แคนวู่วาม
พอแคนใจเย็นลง จะวางปืน ศรีไพรกลับพูดยุแหย่จนแคนสติแตก รัวกระสุนใส่ศรีไพรไม่ยั้งถึงกับฟุบหน้าคว่ำลงกับพื้น คำหล้ากรีดร้องด้วยความตกใจ ตำรวจที่ยืนคุมเชิงยิงใส่แคนทันที กระสุนเจาะขาทั้งสองข้าง แคนยังไม่หายแค้นจะตามเข้าไปซ้ำ ตำรวจต้องยิงสกัดที่หัวไหล่จนปืนในมือกระเด็น แคนทรุดฮวบ
คำหล้าร้องเรียกแคนสุดเสียงจะเข้าไปหา ตำรวจรั้งไว้ แต่เธอสะบัดหลุดวิ่งเข้าไปประคองชายคนรักเป็นจังหวะเดียวกับเถ้าแก่เส็งมาถึงพอดีเห็นร่างศรีไพรนอนแน่นิ่งรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นปรี่เข้าทุบตีแคนไม่ยั้ง
“ทำไมลื้อทำแบบนี้อาแคน ทำไมลื้อทำแบบนี้”
“ลูกแกสมควรตาย...ลูกแกมันสมควรตาย” แคนตะโกนอย่างเคียดแค้น
ตำรวจต้องเข้ามาแยกตัวเถ้าแก่เส็งออกมา ขณะแคนกับเถ้าแก่เส็งตะโกนด่ากันไปมา ศรีไพรซึ่งนอนแน่นิ่ง ค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น เถ้าแก่เส็งมองอย่างตกตะลึง คำหล้ากับแคนมองตามสายตาเถ้าแก่เส็ง เห็นศรีไพรลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เถ้าแก่เส็งดีใจ เข้าไปจับเนื้อตัวลูกชาย
“อาตี๋...ลื้อไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“อั๊วไม่เป็นอะไรเตี่ย พอดีปืนมันเป็นลูกกระดาษ อั๊วเอาไว้ยิงขู่หมาขู่แมว แล้วก็สำเร็จซะด้วย” ศรีไพรว่าแล้วหันไปยิ้มเย้ยแคนซึ่งเพิ่งรู้ตัวว่าถูกจัดฉาก โกรธแค้นแทบบ้า
“ไอ้ศรีไพร ฉันจะฆ่าแก...”
แคนลุกขึ้นอย่างยากลำบากจะเข้าทำร้ายศรีไพรแต่ตำรวจรีบกันไว้ ศรีไพรหัวเราะสะใจ
ooooooo
อัญชลีอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าที่ลงข่าววงดนตรีคณะแม่มูลลำเพลินถูกระเบิดถล่มด้วยความไม่สบายใจ หันไปสั่งเจี๊ยบให้เก็บหนังสือพิมพ์พวกนี้ให้หมดอย่าให้คุณเดือนเห็นเด็ดขาด แสวงเข้ามาทันได้ยินพอดี ถามอัญชลีหนังสือพิมพ์มีข่าวอะไร
“อย่าเสียงดังไปสิคะ...วงดนตรีแถวบ้านหนูเดือนถูกระเบิดถล่มค่ะ”
“ว่าไงนะ...แล้วหนูเดือนรู้เรื่องนี้หรือยัง”
“ยังไม่รู้ค่ะ ฉันโทร.หาแม่เพ็ง แม่เพ็งบอกว่าทุกคนปลอดภัยดี แต่ว่าหนูเดือนมีเพื่อนหลายคนอยู่ในวงนั้น กลัวว่าหนูเดือนจะเป็นห่วงก็เลยขอให้ฉันช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับ”
แสวงพยักหน้าเข้าใจ...ขณะเดียวกัน เดือนกำลังคุยโทรศัพท์ทางไกลอยู่กับเพ็งที่อีกมุมหนึ่งของบ้าน เพ็งคุยโน่นคุยนี่แต่ไม่ยอมเปิดปากเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับวงดนตรีคณะแม่มูลลำเพลินให้เดือนฟัง...
ในเวลาต่อมา ขณะเดือนกำลังจะออกไปทำงาน อ้อย หรือที่เพื่อนๆในกรุงเทพฯ ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า กาก้าวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่าที่ทำงานของสุดเขตโทร.มาบอก เอฟเฟ็กต์ระเบิดใส่สุดเขตอาการสาหัส เดือนตกใจ ผลุนผลันออกจากบ้าน แต่พอไปถึงร้านอาหารหรูซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ เดือนกลับพบสุดเขตนั่งยิ้มร่าสบายอารมณ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมชวนให้เธอนั่งกินอะไรด้วยกันก่อน เดือนไม่ยอมนั่ง
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมต้องให้คนโทร.ไปหลอกฉันด้วย”
“หลอกเรื่องอะไร ผมไม่เห็นรู้เรื่อง” สุดเขตทำไก๋
“ก็ที่คุณให้คนโทร.ไปบอกว่าถูกเอฟเฟ็กต์ระเบิดใส่ให้ฉันรีบมา”
สุดเขตยิ้มพอใจ ถ้าอย่างนั้นที่เดือนมาที่นี่ก็เพราะเป็นห่วงเขาใช่ไหม เดือนโกรธไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าให้สมกับความกะล่อนของเขา ไม่อยากเสียเวลาด้วย สะบัดหน้าเดินหนี สุดเขตรีบตามมาดึงมือไว้
“เดี๋ยวก่อนสิ ที่ฉันเรียกเธอมานี่เพราะต้องการคุยเรื่องงาน”
“ด้วยการโกหกฉันนี่นะ” เดือนจ้องหน้าเขาเขม็ง
สุดเขตตัดพ้อ “ถ้าฉันไม่พูดอย่างนี้เธอจะยอมมาหรือเปล่า...เอาล่ะ...ฉันจะยอมให้เธอกลับไปเรียนต่อก็ได้ แต่ระหว่างที่ฉันยังหาคนมาแทนเธอไม่ได้ เธอต้องช่วยฉัน...อย่างน้อยก็น่าจะรอส่งมอบงานให้คนมาใหม่ก่อน...เอานี่ไป” สุดเขตส่งบีบีให้เดือน “ฉันจะได้ติดต่อเธอได้ จะได้รู้ว่าเธอไปเรียนจริงๆ”
เดือนหาว่าสุดเขตให้บีบี เพราะต้องการโทร.เช็กเธอ สุดเขตยืนยันต้องการเอาไว้ใช้ติดต่อจริงๆ เดือนรับบีบีมาอย่างเสียไม่ได้แล้วขอตัวกลับ สุดเขตไม่ยอม ขอให้เดือนอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน เดือนไม่สนใจขยับจะเดินหนี สุดเขตตะโกนสวนออกมาทันที
“นี่เธอกล้าขัดคำสั่งแม่ฉันหรือ...แม่ฉันอุตส่าห์เลี้ยงข้าวตอบแทนที่เธอทำกับข้าวให้กินวันก่อน ถ้าเธอจะไม่กินก็ได้ ฉันจะได้โทร.บอกแม่ แม่ฉันจะต้องเสียใจมากแน่ๆ”
เดือนหนีไม่ออก จำใจลงนั่ง สุดเขตยังไม่วายกวนใจขอให้เธอเล่าเรื่องแฟนของเธอให้เขาฟัง อ้างว่าเธอเป็นคู่หมั้นเขา เขาจึงมีสิทธิ์จะรู้ว่าแฟนของคู่หมั้นตัวเองเป็นอย่างไร เดือนเล่าอย่างเสียไม่ได้ว่า แฟนของเธอเป็นครู แต่ยังไม่ได้บรรจุเป็นแค่ครูช่วยสอน
“ถ้าอย่างนั้นคงจนมาก ไม่มีปัญญาพาเธอมากินอาหารดีๆอย่างฉัน” สุดเขตปากเสียเช่นเคย
เดือนหมดอารมณ์จะกินข้าว กระแทกช้อนแล้วลุกขึ้นตบโต๊ะเปรี้ยง ไม่พอใจที่สุดเขตดูถูกพิณ ด่ากราดไม่เลี้ยง คนอย่างเขาสบายจนเคยตัว ไม่รู้ชีวิตจริงๆเป็นอย่างไร ไม่เคยรู้จักความลำบาก สุดเขตชักฉุนต่อว่าเดือนกลับ ไม่รู้จักเขาดีพอก็ไม่มีสิทธิ์มาดูถูกเขาเหมือนกัน
“ฉันรู้จักคนอย่างคุณดี ฉันจะพิสูจน์ให้ดู”
เดือนท้าพิสูจน์ถ้าสุดเขตไม่มีรถขับและมีเงินในกระเป๋าตังค์แค่ 100 บาท เขาจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ สุดเขต รับคำท้าเดือนพานักร้องหนุ่มขึ้นรถเมล์ไปนั่งกินส้มตำหาบขายข้างถนน เธอสั่งส้มตำปลาร้าเผ็ดๆมากินแล้วหันไปเยาะเย้ยสุดเขตทำแบบนี้ได้หรือเปล่า สุดเขตไม่ยอมแพ้สั่งตามอย่างเดือนแต่ขอแบบพิเศษ เธอสั่งอะไรเขาขอเพิ่มเป็นสองเท่า แต่พอตักส้มตำเข้าปาก สุดเขตกินไม่ได้ ทั้งเผ็ดทั้งเหม็นปลาร้า
ทันใดนั้น มีเสียงนกหวีดดังขึ้น แม่ค้าเห็นเทศกิจมาก็ตกใจ เก็บหาบวิ่งหนี เดือนกับสุดเขตหน้าตาตื่นหิ้วจานส้มตำหนีตามแม่ค้า วิ่งหนีกันมาได้สักพัก สุดเขตหมดความอดทน
“พอกันที ฉันทนไม่ได้แล้ว ถ้าฉันถูกตำรวจจับฐาน กินส้มตำผิดกฎหมายเธอต้องรับผิดชอบ”
“แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วแต่พวกชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ต้องเจอแบบนี้ทุกวัน ถึงพวกเขาจะไม่มีเท่าคุณแต่พวกเขาก็กล้าที่จะสู้กับปัญหาอุปสรรคอย่างทระนง ไม่นึกน้อยใจในโชคชะตาเพราะฉะนั้นอย่าดูถูกกันอีก”
“ฉันไม่ได้ดูถูก แล้วก็รู้ด้วยว่าเงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนต่างกัน เธอต่างหากที่ไม่สมควรเอาความไม่มีของตัวเองมาเป็นปมด้อย คิดว่าคนอื่นจ้องแต่จะดูถูกเธอ”
เดือนข่มอารมณ์โกรธ “เอาเถอะ ที่ผ่านมาคุณจะทำเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยตอนนี้คุณก็รู้แล้วว่าเราสองคนต่างกันมาก
คุณมีชีวิตของคุณ ฉันก็มีชีวิตของฉัน เรื่องระหว่างเรามันเป็นแค่อุบัติเหตุ ปล่อยฉันไปแล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก” เดือนพูดจบผละจากไปปล่อยให้สุดเขตยืนหัวใจสลายอยู่ตรงนั้น...
ถูกผู้หญิงที่ตัวเองหลงรักข้างเดียวเมินใส่อย่างไม่ไยดี ทำให้สุดเขตอินกับอารมณ์เศร้าถ่ายมิวสิกวีดิโอเพลงเกี่ยวกับคนอกหักรักคุดได้ถึงอารมณ์จนผู้กำกับออกปากชม
ขณะเดียวกัน สายไหมกับบุญหลายพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่หมอต้องขอดูอาการอีกสองวัน ส่วนพิณไม่เป็นอะไรมาก หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่แคนไม่โชคดีอย่างนั้น นอกจากได้รับบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้างกับหัวไหล่แล้ว ยังถูกตำรวจอายัดตัวไว้ ตามาตามมาด่าลูกชายลั่นโรงพยาบาล แคนทั้งโกรธทั้งน้อยใจ
“ฉันเจ็บขนาดนี้พ่อไม่ถามฉันสักคำว่าเป็นยังไงบ้าง มาถึงก็เอาแต่ด่าๆๆ ถ้าพูดดีด้วยไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด”
“แล้วทำไมฉันจะด่าแกไม่ได้...แกทำผิด ฉันไม่มีสิทธิ์สั่งสอนแกหรืออย่างไร” ตามาเข้าไปตบตีแคน
“อย่าตามา ลูกเจ็บอยู่”ยายมีเข้าไปปกป้องลูก จังหวะนั้น พิณ คำหล้ากับครูตะวันเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้ามาพอดี คำหล้ารีบเข้าไปห้ามปรามอีกแรง ตามาไม่พอใจหันมาเล่นงานคำหล้า
“เพราะแกคนเดียว ทำให้ไอ้แคนเป็นอย่างนี้”
“ไอ้แคนมันทำตัวของมันเองเกี่ยวอะไรกับคำหล้าด้วย”ครูตะวันทักท้วง
“งั้นครูก็ช่วยอบรมสั่งสอนให้มันเป็นผู้คนกับเขาบ้างก่อนที่ฉันจะเหลืออดตีมันตายสักวัน”ตามาว่าแล้วออกจากห้องอย่างไม่สบอารมณ์ ยายมีรีบตาม แคนหน้าสลด
“ใช่...ฉันทำตัวฉันเอง เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะฉันคนเดียว ฉันช่วยอะไรทุกคนไม่ได้ แถมยังโดนอายัดตัวข้อหาพยายามฆ่า ฉันขอโทษ ขอโทษที่ทำให้เรื่องมันแย่ลงไปอีก” แคนร้องไห้อย่างอัดอั้นตันใจ คำหล้าเข้าไปกอดปลอบใจ พิณกับครูตะวันพลอยเศร้าใจไปด้วย...
พิณเห็นสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวงดนตรีคณะแม่มูลลำเพลินแล้วรู้สึกผิด ระบายความทุกข์ใจให้ครูตะวันฟัง เขาน่าจะเชื่อที่ครูตะวันพูดตั้งแต่แรก ไม่น่าไปยุ่งกับพวกนั้นเลย
“แกเข้าใจที่ฉันพูดแล้วใช่ไหม เรามันก็แค่ครูตัวเล็กๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ พอเถอะ...หยุดสักที หยุดทำร้ายคนอื่นด้วยความหวังดีของแก”ครูตะวันพูดจบ เดินจากไปทิ้งให้พิณรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง ครู่ต่อมา ครูตะวันไปพบสารวัตรที่โรงพักเพื่อติดต่อขอประกันตัวแคน แต่สารวัตรไม่ยอม อ้างแคนทำผิดคดีอุกฉกรรจ์ ถ้าให้ประกันตัวไปเกรงจะไปทำร้ายผู้เสียหาย
“คนอย่างบักแคนไม่เคยทำร้ายใครก่อนถ้าไม่เหลืออดจริงๆมันไม่มีทางทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
“จะเพราะอะไรเราก็ไม่มีสิทธิ์เอาปืนไปยิงหัวใครนะครู...เอาเป็นว่านายแคนจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รอผลสอบสวนก่อน กฎหมายจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน”
ooooooo
แคนรู้เรื่องตำรวจไม่ยอมให้ตนเองประกันตัวจากปากครูตะวันก็ไม่พอใจ บ่นอย่างท้อแท้ใจที่โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม คนชั่วลอยนวล แต่คนดีๆกลับไม่มีที่อยู่ แถมถูกยัดเยียดข้อหา พิณเห็นใจเพื่อน จะลองไปปรึกษากับนายอำเภอดู เผื่อได้คำแนะนำอะไรดีๆ ครูตะวันทักท้วงทันที
“ฉันว่าพอเถอะ ถ้าแกไม่ยอมหยุด เรื่องก็คงไม่จบง่ายๆแน่...อย่าไปต่อความยาวสาวความยืดกับไอ้ศรีไพรอีกเลย ก้มหน้าก้มตายอมรับผิดซะ ฉันเชื่อว่าแกติดคุกอยู่ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็คงได้ออกมา”
แคนฮึดฮัดไม่ยอม ครูตะวันขอร้องให้แคนยอมติดคุกให้เรื่องจบๆไป เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของทุกคน แคนฟังด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจ...
คำหล้าไม่สบอารมณ์เมื่อถูกตาสีสั่งให้อยู่ห่างๆแคนหรือไม่ก็เลิกคบหากันไปเลย หลักฐานมัดตัวแน่นขนาดนี้เห็นทีแคนจะรอดคุกรอดตะรางยาก คำหล้ายืนยันไม่มีวันทิ้งแคนเด็ดขาด ถ้าเขาต้องติดคุก เธอก็จะรอจนกว่าจะพ้นโทษ เธอจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาไปจนตาย ตาสีโกรธตบหน้าคำหล้าอย่างแรง
“แล้วฉันล่ะจะอยู่ยังไง แกเคยคิดถึงหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ไหม”
“แล้วพ่อล่ะ เคยคิดถึงหัวอกฉันไหม พ่อก็เคยอายุเท่าฉันมาก่อน เคยมีความรักเคยทั้งหัวเราะและร้องไห้เพราะมัน แล้วทำไมพ่อถึงไม่เข้าใจฉัน...ฉันขอได้ไหม ช่วยเข้าใจฉันหน่อย หรือว่าฉันขอพ่อมากไป” คำหล้าปล่อยโฮ ยายสา สงสารลูกจับใจโผกอดไว้แน่น ตาสีมองคำหล้าที่ร้องไห้งอแงเป็นเด็กๆชักใจอ่อน...
แคนไม่ยอมติดคุก คิดหาทางหนี รอจังหวะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอาอาหารกลางวันมาให้ แคนกินอาหารเข้าไปได้สองสามคำ แกล้งสำลัก เอามือจับคอตัวเองร้องโอดโอยเหมือนโดนวางยา
“ชะ...ช่วย...ด้วย”
หมอลำหนุ่มแกล้งปัดถาดอาหารตกพื้นเสียงดัง ตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าห้องพักฟื้นได้ยินเสียงโครมครามรีบวิ่งเข้ามาดู แคนละล่ำละลักบอก ในอาหารมียาพิษ แล้วทำเป็นทรุดลงไปนอนแน่นิ่ง ตำรวจหลงกลวิ่งหน้าตื่นไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พอตำรวจกับพยาบาลมาถึงห้องพักฟื้น แคนหายตัวไปแล้ว ตำรวจรีบวิทยุแจ้งตำรวจนายอื่นๆทันที...
ในเวลาต่อมา คำหล้าเอาของมาเยี่ยมแคน เห็นหมอ พยาบาลกับตำรวจออกันเต็มหน้าห้องพักฟื้นของแคน รีบเข้าไปสอบถามพยาบาลว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พอรู้แคนหลบหนี คำหล้าทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนตะลึง...
ด้านแคนกลับถึงบ้านรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้จำเป็นใส่กระเป๋าเสื้อผ้า โดยไม่ลืมหยิบรูปภาพนักร้องลูกทุ่งขวัญใจตัวเองติดตัวไปด้วย ตามากับยายมีเข้ามาเห็นลูกชายกำลังเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าท่าทางร้อนรนแปลกใจสงสัยตำรวจปล่อยตัวกลับบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ พอรู้แคนหนีมา สองผัวเมียตกใจ ตามาเข้ามาฉุดมือลูกชายจะพาไปมอบตัว ยอมติดคุกชดใช้ความผิดที่ตัวเองก่อ แคนสะบัดแขนออก
“ไม่...ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร...ฉันไม่ยอมติดคุกเด็ดขาด ฉันจะเข้ากรุงเทพฯ ฉันจะไปเป็นนักร้อง มีเงินเมื่อไหร่ฉันจะกลับมาล้างมลทินให้ตัวเอง”
ตามาโกรธ “เป็นนักร้อง...นี่แกยังไม่เลิกฝันบ้าๆอย่างนั้นอีกหรือวะ ฉันจะบอกอะไรให้ คนอย่างแกเข้ากรุงเทพฯ ไปก็คงเป็นได้แค่กรรมกรหรือไม่ก็โจร”
“ทำไมพ่อต้องดูถูกฉันขนาดนี้ด้วย...แล้วฉันจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าคนอย่างฉันเป็นอะไรได้มากกว่านั้น”
แคนเดินจากไปด้วยความน้อยใจเสียใจ ตามาจะตามไปห้ามแต่ยายมีรั้งตัวไว้ ตะโกนบอกให้ลูกรีบหนี แคนเห็นแม่ร้องไห้ ลังเล ก่อนจะตัดใจวิ่งหนีไปทั้งน้ำตา
ooooooo
ขณะพิณกำลังสอนหนังสือเด็กๆอยู่ในห้องเรียน ขุนทองภารโรงแอบกวักมือเรียกให้ออกมาหา
“ไอ้แคนมันออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้กำลังคุยอยู่กับครูตะวัน”
พิณพยักหน้ารับรู้รีบเดินไปหาแคนซึ่งกำลังถูกครูตะวันตำหนิเรื่องหลบหนีคดี แคนขอร้องครูตะวันอย่าเสือกไสไล่ส่งตนเองอีกเลย ตนไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ พิณช่วยพูดอีกแรง
“เราไม่ได้กำลังช่วยบักแคนนะครู แต่เรากำลังปกป้องความดี ถ้าเราปล่อยให้ความชั่วร้ายทำลายความดีงามแล้ว เราจะสอนให้เด็กทำดีไปเพื่ออะไรครู”
ครูตะวันคิดคล้อยตาม มีเสียงไซเรนรถตำรวจดังขึ้น แคนหน้าเสียขอโทษที่ทำให้ครูตะวันพลอยเดือดร้อนไปด้วย แล้วขอร้องอย่าบอกตำรวจว่าเขามาที่นี่ แคนขยับจะหนี ครูตะวันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“แกจะทำอะไรก็เรื่องของแก ฉันไม่รู้ไม่เห็นด้วย ระหว่างที่ฉันคุยกับตำรวจ แกคงมีเวลามากพอ...” ครูตะวันว่าแล้ว ออกไปรอตำรวจหน้าอาคารเรียน พิณดีใจที่ครูตะวันจะช่วยถ่วงเวลาตำรวจให้ บอกแคนรีบหนีไปทางป่าหลังโรงเรียน ไปรอที่ท่าเรือริมแม่น้ำมูล เขาจะหาตั๋วรถทัวร์กับข้าวของจำเป็นไปให้
“ขอบใจที่เข้าใจ ฝากลาแม่ครูด้วยที่ฉันไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อแม่มูลลำเพลินทุกคน ฉันจะเป็นนักร้องดังให้ได้ ฉันจะกลับมาช่วยกอบกู้คณะของเรา”
พิณพยักหน้ารับรู้ แคนเดินไปได้สามก้าวก็ชะงักฝีเท้า พูดโดยไม่หันมองหน้าเพื่อนรัก ฝากพิณช่วยดูแลคำหล้าให้ด้วย เขาไม่อยากเห็นเธอต้องร้องไห้เพราะเขาอีก พิณรับปากจะดูแลคำหล้าให้เหมือนน้องสาวของเขาเอง แคนสบายใจรีบเดินลัดเลาะหายเข้าไปในพุ่มไม้หลังโรงเรียน
ooooooo
ที่บ้านแสวง เจี๊ยบเห็นกาก้าหรืออ้อยยังไม่เอาหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข่าววงดนตรีคณะแม่มูลลำเพลินไปทิ้งก็เข้ามาเร่ง เดี๋ยวคุณเดือนกลับมาเห็นเข้าจะเป็นเรื่อง กาก้ารีบหอบหนังสือพิมพ์ออกมายังไม่ทันพ้นประตูห้องรับแขกชนเข้ากับเดือนที่เพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ตกเกลื่อนพื้น กาก้าร้องวี้ดว้ายลั่น
“เป็นอะไรหรือเปล่าพี่กาก้า เดือนขอโทษ”
“พี่ไม่เป็นอะไรค่ะ” กาก้าลนลานเก็บหนังสือพิมพ์จนเดือนชักสงสัย ขอดูสักฉบับ กาก้าตกใจรีบส่งหนังสือพิมพ์ให้ แล้วนึกขึ้นได้รีบชักมือกลับ “พี่ต้องเอาไปทิ้งคุณผู้หญิงไม่ได้เป็นคนสั่ง พี่เป็นคนเอาไปทิ้งเอง” กาก้ารีบหอบหนังสือพิมพ์ออกไปอย่างร้อนรน
เดือนมองตามงงๆทำท่าจะเดินต่อ แต่เหยียบหนังสือพิมพ์ หนึ่งฉบับที่กาก้าเก็บไปไม่หมด ก้มหยิบขึ้นมาดู พอเห็นข่าวหน้าหนึ่งถึงกับตะลึง รีบตรงไปหาอัญชลีกับแสวงที่สวนหน้าบ้านพร้อมหนังสือพิมพ์
“ทำไมคุณป้าต้องปิดเดือนเรื่องนี้ด้วยคะ” เดือนถามน้ำเสียงตัดพ้อ แล้วยื่นหนังสือพิมพ์ให้อัญชลีดู อัญชลีหน้าเจื่อน เธอไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แต่แม่ของเดือนเกรงเดือนจะเป็นกังวลเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง และเท่าที่อัญชลีรู้จากเพ็งก็ไม่มีใครในคณะเป็นอะไร
“แต่คนในคณะนั้นเป็นเพื่อนหนูทั้งนั้น ยังไงหนูก็ต้องกลับไป...คุณลุงคุณป้าอนุญาตให้หนูกลับนะคะ”
อัญชลีกับแสวงไม่ได้ห้าม แต่ถ้าเดือนจะไปจริงๆต้องไปขออนุญาตเจ้านายของเธอก่อน...
สุดเขตออดอ้อนให้แม่ทำอาหารอีสานให้กิน ทั้งที่ไม่เคยคิดจะแตะอาหารพวกนี้มาก่อน มาลัยอดถามไม่ได้ทำไมถึงอยากกินอาหารอีสานขึ้นมา สุดเขตอ้างตัวเองก็เป็นลูกของคนอีสาน เลยอยากหัดกินไว้บ้าง
“คิดว่ากำลังจะมีแฟนเป็นคนอีสานซะอีก” มาลัยกระเซ้าอย่างรู้ทัน สุดเขตทำเป็นโกรธกลบเกลื่อน
“ทำไมผมต้องทำเพื่อเดือนด้วย แม่นั่นไม่ได้มีความหมายกับผมสักหน่อย”
จังหวะนั้น สาวใช้เข้ามารายงานสุดเขตว่าเดือนมาขอพบ สุดเขตดีใจจนออกนอกหน้า รีบจ้ำพรวดๆไปหา มาลัยมองตามงงๆเมื่อกี้เพิ่งบอกว่าเดือนไม่มีความหมายอยู่เลย... ด้านสุดเขตเดินยิ้มแฉ่งไปตลอดทาง แต่พอเห็นหน้าเดือน แกล้งตีหน้าบึ้งตึง ถามเสียงห้วน มาทำไม
“ฉันจะมาลางานกลับบ้าน วงดนตรีเพื่อนฉันเกิดเรื่อง ถ้าคุณไม่อนุญาตคุณป้าคงไม่ยอมให้ฉันกลับ”
“แล้วเธอจะทิ้งงานที่นี่ไปได้อย่างไร”
“ฉันคุยกับพี่บิ๋มแล้ว”
สุดเขตโกรธที่เดือนบอกเรื่องนี้กับคนอื่นก่อนตน นึกขึ้นได้ว่า ถ้าอนุญาตให้กลับ ก็เท่ากับปล่อยให้เธอไปเจอแฟนหนุ่ม สุดเขตเกิดหึงหวง ตีรวนไม่ยอมให้ไป เดือนพยายามขอร้องเท่าไรเขาก็ไม่ยอม บอกให้เธอโทร.ถามไถ่ก็ได้ไม่เห็น
ต้องไปเอง เดือนทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ วิ่งร้องไห้กลับไป
ooooooo
ค่ำแล้วกว่าพิณจะจัดการเรื่องตั๋วรถทัวร์กับเสบียงให้แคนเสร็จ เขากำลังจะออกจากท่ารถมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบกับแคน เจอคำหล้าเดินมาพอดี พิณจะหลบก็หลบไม่ทัน คำหล้าปราดเข้ามาถามอย่างร้อนใจ ว่ารู้เรื่องแคนหนีออกจากโรงพยาบาลหรือยัง พิณอึกอักมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด คำหล้าจับพิรุธได้ แคนต้องอยู่กับพิณแน่ๆ เขาถึงไม่แปลกใจเมื่อรู้ข่าวนี้ ถึงพิณพยายามจะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น แต่คำหล้าไม่เชื่อ
“อย่าโกหกฉันอีกเลยพี่พิณ พี่แคนอยู่กับพี่ใช่ไหม”
พิณอ้ำอึ้งลำบากใจ ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นทองสากับเพื่อนแอบมองอยู่ รู้ว่าแคนอยู่กับพิณ เห็นช่องทางแก้แค้นคำหล้า รีบเอาเรื่องนี้ไปบอกพี่ชายตัวเอง...
แคนนั่งคุกเข่าพนมมืออธิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่มูล “ไอ้แคนถูกคนชั่วมันใส่ร้ายจนต้องหนีไปตายเอาดาบหน้า ขอสัญญาต่อหน้าแม่มูล ไม่ว่าลูกจะต้องเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ลูกจะต้องเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้วลูกจะกลับมาล้างมลทินให้ตัวเองและสร้างแม่มูลลำเพลินให้กลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมให้ได้” แคนอธิษฐานจบ ก้มกราบ ลุกขึ้นหันกลับมาเห็นคำหล้ายืนน้ำตาคลออยู่
“พี่จะไปทำไมไม่บอกฉันสักคำ”
“พี่ไม่อยากให้คำหล้าต้องเป็นห่วง”
“แล้วที่หนีไปแบบนี้ไม่บอกลาฉันสักคำ คิดว่าฉันสบายใจใช่ไหม...พี่ทำเหมือนกับว่าฉันไม่มีความหมาย ไม่มีค่าในสายตาพี่ใช่ไหม” คำหล้าต่อว่าจบ วิ่งหนีไปด้วยความน้อยใจ
แคนตามมาถึงต้นไม้ซึ่งเต็มไปด้วยหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับสวยงาม เห็นคำหล้ายืนร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ พอหันมาเห็นแคน คำหล้าโผกอดด้วยความอาลัยรัก แคนกอดเธอตอบโลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน จากนั้น แคนค่อยๆดันตัวเธอออกเช็ดน้ำตาให้ ยกมือเธอขึ้นมาจูบอย่างทะนุถนอม แล้วเอามาแนบแก้มตัวเองก่อนจะบอกลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย เสียงพิณร้องเตือนแคนรีบไปได้แล้ว ปลุกให้ทั้งคู่ตื่นจากภวังค์
“ฝากดูแลพ่อแม่พี่ด้วยนะคำหล้า” แคนตัดใจปล่อยมือคำหล้า แล้วเดินจากไป
ครู่ต่อมา แคนนั่งหน้าเศร้าอยู่บนเรือหางยาวที่มีพิณเป็นคนขับ พิณจะขับเรือไปส่งแคนอีกอำเภอหนึ่ง ไปขึ้นรถทัวร์ที่นั่นจะได้ไม่มีใครตามเจอ ทันใดนั้น พิณเห็นอะไรบางอย่างขวางแม่น้ำอยู่ รีบบอกแคนให้หลบ แคนรู้งานเอาผ้ามาคลุมอำพรางตัวเอง พอเรือแล่นใกล้เข้าไป ถึงได้เห็นเป็นเรือของศรีไพรกับพวก
เสียงศรีไพรตะโกนสั่งให้สมุนตามจับพิณกับแคนให้ได้ เรือหางยาวอีกสามลำกับเรือของศรีไพรเร่งเครื่องพุ่งเข้าหาเรือของพิณ ยกเว้นเรือที่ดำขับมากับขาวยังจอดขวางกลางลำน้ำเพราะเครื่องสตาร์ตไม่ติด ดำหันไปมองอีกทีเห็นเรือของพิณแล่นตรงเข้ามา ดำกับขาวเห็นท่าไม่ดี โดดหนีลงน้ำ เรือของพิณพุ่งชนเรือของดำลอยเหินขึ้นไปในอากาศก่อนจะตกกระแทกท้องน้ำแล่นต่อ ศรีไพรตะโกนสั่งลูกน้อง
“อย่าให้พวกมันหนีรอดไปได้”
เรือทั้งสี่ลำตีวงกลับแล่นตามเรือที่พิณขับ พิณบอกแคนจับให้แน่น แล้วตีวงเลี้ยวกลับแล่นเข้าหาเรือของพวกศรีไพรอย่างรวดเร็ว เรือของสมุนศรีไพรสองลำหักหลบเลยพุ่งชนกันเอง เรือของศรีไพรกับเรือสมุนอีกลำหนึ่ง ตีวงเลี้ยวกลับไล่ตามประกบเรือของพิณ พิณรอจังหวะเบนหัวเรือกระแทกเรือของสมุนพลิกคว่ำ
เรือของศรีไพรซึ่งเครื่องแรงกว่า แล่นประกบข้างเรือของพิณ ศรีไพรชักปืนขึ้นมาจะยิงพิณ แคนเห็นเข้ากระโจนข้ามเรือไปแย่งปืนกับศรีไพรจนเรือโคลง ในที่สุดแคนแย่งปืนสำเร็จ ศรีไพรเสียหลักจะตกน้ำแต่คว้าขาแคนกับกราบเรือไว้ได้ เห็นแคนมีบาดแผลจากถูกยิง ศรีไพรบีบแผลที่ขาแคนอย่างแรง แคนร้องลั่น แล้วใช้เท้าถีบศรีไพรตกน้ำ จากนั้น หันปืนมาทางคนขับเรือซึ่งมองหน้าแคนเลิ่กลั่ก ก่อนจะโดดน้ำหนี
“อย่าคิดนะว่าฉันจะปล่อยให้แกหนีไปได้” ศรีไพรตะโกนขู่ลั่น
แคนรำคาญยิงปืนใส่น้ำใกล้กับจุดที่ศรีไพรลอยคอยู่ เขาถึงกับร้องโวยวายลั่น แคนยิงจนหมดแมกกาซีนแล้วโยนปืนทิ้งน้ำ เป็นจังหวะเดียวกับพิณวกเรือมาจอดเทียบ แคนโดดขึ้นเรือหนีไปกับพิณ
ศรีไพรตีน้ำด้วยความเจ็บแค้นใจ “โธ่เว้ย...ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ooooooo










