ตอนที่ 14
หลังจากสุดเขตได้ฟังแคนร้องเพลงในงาน ประเพณีไหลเรือไฟเมื่อคืน ประทับใจมาก เช้าวันรุ่งขึ้นเขาชวนเดือนไปหาแคน เพื่อให้เธอช่วยพูดให้แคนยอมเซ็นสัญญากับค่ายเพลงของเขา แต่เดือนปฏิเสธ
“ไม่ต้องให้เดือนไปช่วยคุยหรอกค่ะ พี่แคนอยากเป็นนักร้องมาก คุณเสนอโอกาสให้ พี่แคนต้องคว้าไว้แน่นอน เดือนอยู่พาพนักงานเที่ยวในเมืองดีกว่าค่ะ”
“ไม่ไปเยี่ยมพ่อหน่อยหรือ”
“อาทิตย์ก่อนพ่อเดือนเขียนจดหมายไปบอกว่าจะไปเที่ยวงานไหลเรือไฟที่บ้านญาติที่นครพนม กลับเดือนหน้าโน้นค่ะ”
“แล้วเธอไม่อยากไปหาคนอื่นเหรอ อย่างคนที่เธอเคยสนิทสนมด้วยมากๆ” สุดเขตหยั่งเชิง เดือนรู้ทัน
“ตอนนี้ผู้ชายที่เดือนสนิทที่สุดคือคุณค่ะคุณสุดเขต เดือนไม่อยากไปเจอใครทั้งนั้น”
สุดเขตยิ้มพอใจที่เดือนไม่อยากไปหาพิณคนรักเก่า จากนั้น สุดเขตนั่งรถตู้มาหาแคนที่บ้านโดยมีตามา ยายมี และคำหล้านั่งร่วมวงเจรจาด้วย สุดเขตไม่รอช้า พูดเข้าประเด็นทันที
“ระหว่างนั่งรถมาบ้านแคน ผมโทร.คุยกับคุณพ่อที่กรุงเทพฯ คุณพ่อบอกว่าแคนเกือบเซ็นสัญญาเป็นนักร้องกับดี.มิวสิก แต่มามีเรื่องคุณเด่นดวงเสียก่อน...สนใจอยากเซ็นสัญญาอีกหนไหม”
แคนดีใจมาก ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด สุดเขตนัดเซ็นสัญญาทันทีที่แคนถึงกรุงเทพฯ ทางค่ายเพลงจะปั้นแคนให้เป็นนักร้องลูกทุ่งอันดับหนึ่งของเมืองไทย แคนโดดตัวลอย ในที่สุดความฝันของเขาก็เป็นจริง
“พ่อขอโทษที่เคยปรามาสเอ็ง เอ็งเก่งมาก พ่อภูมิใจในตัวเอ็ง...บักแคน” ตามาน้ำตาไหลปลาบปลื้มใจ
“ความอดทนของพี่ไม่สูญเปล่าแล้วจ้ะพี่แคน พี่ได้รางวัลชีวิตแล้ว”
“ขอบใจคำหล้ามากนะจ๊ะ ที่เป็นแรงใจให้พี่มาตลอด”
สุดเขตอยากให้แคนอัดแผ่นเสียงเพลงแรกด้วยเพลง “เสียงจากแม่มูล” ถามแคนว่า เพลงนี้ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ใช่คำแปงหรือเปล่า เขาจะได้ไปขอให้ถูกต้องตามกฎหมาย แคนส่ายหน้า เพลงนี้เป็นของพิณ สุดเขตต้องไปขอเพลงนี้จากพิณไม่ใช่คำแปง
ooooooo
พิณขี่รถจักรยานมาหาแคนที่บ้าน เห็นรถตู้ของสุดเขตจอดอยู่ คิดว่าเดือนกับสุดเขตมาที่นี่ หันหลังจะขี่รถกลับ เป็นจังหวะเดียวกับยายมีลงจากเรือนจะมาเก็บปลาตากแห้ง ร้องทักพิณ มาหาแคนหรือ
“จ้ะ...ป้ามี อย่าบอกใครนะว่าฉันมา”
ยายมีงง ยังไม่ทันจะอ้าปากถามอะไร พิณรีบขี่รถจักรยานออกไปทันที อึดใจเดียว แคนกับสุดเขตลงจากเรือน ยายมีนึกว่าสุดเขตจะกลับ เอาปลาตากแห้งใส่ถุงให้เป็นของฝากติดมือกลับกรุงเทพฯ
“ยังไม่กลับจ้ะแม่ ฉันจะพาคุณสุดเขตไปหาพิณ”
ยายมีดึงมือแคนไปคุยห่างจากสุดเขต กระซิบบอกลูกชาย เมื่อครู่นี้พิณเพิ่งแวะมา แต่กลับไปแล้ว สั่งห้ามไม่ให้เธอบอกใครว่าเขามา แคนแปลกใจมาก บอกสุดเขตรอที่นี่ก่อน แล้ววิ่งตามพิณจนทัน
“ที่ไม่ขึ้นบ้านฉัน เพราะไม่อยากเจอคุณสุดเขตศัตรูหัวใจของแกสินะ” แคนแขวะเพื่อนรัก
“ฉันไม่เคยคิดว่าคุณสุดเขตเป็นศัตรูหัวใจ เขาเป็นผู้ชายที่จะทำให้เดือนของฉันมีความสุขต่างหากล่ะ”
แคนไม่อยากต่อความด้วย เล่าเรื่องที่สุดเขตชวนแคนเซ็นสัญญาเข้าสังกัดค่ายเพลงของเขา และอยากได้เพลง “เสียงจากแม่มูล” ของพิณไปอัดแผ่นเสียง แต่ถ้าพิณไม่อยากให้สุดเขต แคนก็เข้าใจ
“แรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันแต่งเพลงนี้ก็คือเดือน คุณสุดเขตเป็นคนรักของเดือน ให้เขาก็เท่ากับให้เดือน ไปบอก
คุณสุดเขต ฉันยินดียกเพลงนี้ให้ แต่มีเรื่องหนึ่งจะขอร้องแก... ห้ามบอกเดือนเด็ดขาดว่าฉันแต่งเพลงนี้ให้เดือน ฉันกับเดือนเพิ่งเลิกกัน ความอาลัยอาวรณ์ยังมีอยู่ การไม่พบฉัน ไม่ได้ข่าวคราวจากฉัน จะช่วยให้เดือนลืมฉันได้เร็วขึ้น เดือนจะได้มีความสุขกับรักครั้งใหม่ โดยไม่มีอดีตมารบกวนใจ”
พิณขอให้แคนสัญญาจะไม่บอกเดือนเรื่องนี้ แคนรับปาก แล้วกลับมาหาสุดเขตซึ่งรอเขาอยู่ เล่าให้ฟังว่าเพิ่งคุยกับพิณมา พิณยินดียกเพลง “เสียงจากแม่มูล” ให้ตามที่สุดเขตขอ โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์แม้แต่บาทเดียว สุดเขตจะตามไปขอบคุณพิณ แคนร้องห้าม ตอนนี้พิณอยากอยู่คนเดียว
“ที่พิณไม่เข้าบ้าน เพราะไม่อยากเจอผมสินะครับ...ไม่เป็นไรเอาไว้วันหน้า เมื่อเราต่างคนต่างทำใจกันได้แล้ว ผมจะมาขอบคุณพิณด้วยตัวเอง” สุดเขตว่าแล้วขึ้นรถตู้กลับไป...
พิณไม่อยากเจอเดือนที่หมู่บ้าน ขึ้นรถสองแถวหนีเข้าตัวเมืองอุบลฯ อุตส่าห์จะหลบหน้าเดือนแต่โชคชะตากลับเล่นตลก ตัวเมืองอุบลฯตั้งกว้างใหญ่แต่พิณดันมาเจอเดือนเดินอยู่กับกลุ่มพนักงานของ ดี.มิวสิกที่ตลาด พิณยิ้มทัก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินต่อ เดือนบอกให้พวกพนักงานไปที่ร้านขายของที่ระลึกกันก่อน เดี๋ยวเธอตามไป แล้วเร่งฝีเท้าตามพิณจนทัน ครู่ต่อมา ทั้งคู่มาที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ
มูล
“วันนี้ เดือนจะกลับกรุงเทพฯแล้วจ้ะ”
พิณอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ถ้าปีหน้าเดือนว่าง พาสุดเขตมาเที่ยวงานไหลเรือไฟที่นี่อีก สองหนุ่มสาวคุยกันถึงความหลังเมื่อครั้งรักยังหวานชื่น ต่างรู้ว่าวันเวลาดีๆ เหล่านั้นไม่มีทางจะหวนกลับอีกแล้ว เหมือนสายน้ำแม่มูล ตรงหน้าที่ไหลผ่านไปไม่ไหลย้อนกลับ เส้นทางชีวิตของทั้งคู่ไม่มี วันกลับมาบรรจบกันได้อีก ทั้งๆที่ยังรักกันอยู่ ทันทีที่พิณ
หันหลังเดินจากมา น้ำตาลูกผู้ชายก็ร่วงพรู...
สายวันเดียวกัน สุดเขตกับเดือนเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมเตรียมกลับกรุงเทพฯ สุดเขตสั่งให้คนขับรถไปส่งเขากับเดือนที่สนามบิน แล้วตีรถกลับมารับแคนที่บ้านพากลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางไปสนามบิน เดือนเล่าเรื่องที่บังเอิญเจอพิณให้สุดเขตฟัง สุดเขตแปลกใจ ทำไมต้องเล่าเรื่องนี้ ถ้าเธอไม่บอก เขาไม่มีทางรู้
“เราเป็นแฟนกัน ไม่ควรมีเรื่องปิดบังกัน เดือนเจอใคร ทำอะไร เดือนควรบอกคุณ เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของเดือนค่ะ” เดือนยิ้มกว้างให้สุดเขต ความรักของทั้งคู่ค่อยๆงอกงามขึ้นเป็นลำดับ
ooooooo
ในเวลาเดียวกัน คำหล้าพาแคนมาเยี่ยมพ่อแม่ของเธอ ต้องการอวดพ่อเรื่องแคนจะได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดค่ายเพลงใหญ่ที่มีนักร้องดังๆมากมาย กลับไปคราวนี้แคนจะได้เป็นนักร้องสมใจ
“งั้นกลับไปกรุงเทพฯหนนี้ เอ็งก็คงไม่กลับมาเหยียบบ้านเราอีก ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว ไอ้คนที่ไปได้ดีมีชื่อเสียงที่เมืองกรุง ลืมตัวเหมือนวัวลืมตีน”
“ต่อให้ฉันมีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้า สองเท้าของฉันก็ยังติดดินเหมือนเดิมจ้ะน้าสี ฉันเกิดมาจากดินก็ต้องอยู่กับดินและจะตายกับดิน”แคนว่าแล้วถอดรองเท้าเดินย่ำดินลงไปช่วยตาสีกับยายสาเก็บผักใส่เข่ง
คำหล้ายิ้มพอใจที่เห็นแคนยังเป็นพี่แคนคนเดิมของเธอไม่เปลี่ยน แต่ตาสีไม่เชื่อเช่นนั้น...
สักพัก มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อผักของคำหล้า แคนเห็นพ่อค้ากดราคาผักมากไปขอต่อรองราคาเพิ่ม พ่อค้าไม่พอใจเลยไม่รับซื้อผักของคำหล้า ตาสีโวยแคนลั่น ผักเป็นกองพวกนี้จะเอาไปขายที่ไหน แคนอาสาจะเอาไปขายที่ตลาดให้เอง รับรอง เป็นมั่นเป็นเหมาะ ต้องได้กำไรงามกว่าขายให้พ่อค้าคนกลาง
“น้ำหน้าอย่างเอ็งน่ะเหรอจะเป็นพ่อค้าขายผัก ฮีโธ่เอ๊ย...ไอ้คนหยิบโหย่ง”ตาสีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
แคนไม่สนใจคำปรามาสของตาสี ชวนคำหล้าเอาผักไปวางขายที่ตลาด...ในเวลาต่อมา แคนกับคำหล้ามาตั้งแผงขายผักหน้าตลาด ร้องเชิญชวนลูกค้าจนเสียงแห้ง ชาวบ้านแวะดูแต่ไม่ซื้อ คำหล้าชักท้อใจ
“ขายไม่ได้สักกำเลย ฉันว่าพี่แคนไม่เหมาะเป็นพ่อค้าผักหรอกจ้ะ ไปเป็นนักร้องน่ะดีแล้ว”
“จริงสิ พี่เป็นนักร้อง งั้นพี่จะขายผักในแบบฉบับของพี่” แคนว่าแล้วใช้เสียงเพลงเรียกลูกค้า
ชาวบ้านสนใจมายืนล้อมวงฟังแคนร้องเพลงกันมากมาย แต่ไม่ได้ทำให้ยอดขายผักเพิ่ม แคนกับคำหล้ามองตากันปริบๆ คำหล้าแนะให้เอาผักไปขายให้ร้านค้าส่งในตลาดดีกว่า ขืนขายเองคงไม่หมดแน่ๆและถ้าขนกลับบ้านมีหวังถูกพ่อของเธอด่าเละ แคนคิดออกแล้วจะขายผักอย่างไร ออกอุบายทันที
“เราขายกันอีกสักพัก ถ้ายังเหลือเยอะ ค่อยเอาไปขายที่ร้านขายส่ง...พี่ไปซื้อน้ำมาให้กินนะจ๊ะ”
แคนเดินอมยิ้มออกไปอย่างอารมณ์ดี พอพ้นสายตาคำหล้า แคนประกาศกับชาวบ้านที่เดินซื้อของอยู่ในตลาด ถ้าใครอยากได้ผักไปจิ้มน้ำพริกกินฟรีๆให้ฟังทางนี้ ชาวบ้านได้ยินคำว่า“ฟรี”หูผึ่ง
“คนรักฉันเอาผักมาวางขายอยู่ทางโน้น ช่วยไปซื้อกันคนละกำสองกำ ฉันให้ค่าจ้างซื้อกำละ 20 บาท ผักขายแค่กำละ 10 บาท กำไรเห็นๆ 10 บาทเด้อพี่น้อง เอ้า...ใครจะช่วยซื้อมาเอาเงินไป”
ชาวบ้านรุมรับเงินค่าจ้างจากแคนอุตลุด แคนเตือนพวกชาวบ้าน อย่าคิดเบี้ยวเชิดเงินหนีเด็ดขาด เขาจำหน้าได้ทุกคน จะตามไปเอาเงินคืนถึงบ้าน ครู่ต่อมา ชาวบ้านที่รับเงินจากแคนพากันมารุมซื้อผักจากคำหล้าราวกับแจกฟรี แคนเห็นคำหล้าขายผักดีเป็นเทน้ำเทท่า ยิ้มพอใจ
ผักของคำหล้าขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว คำหล้านับเงินในมืออย่างมีความสุข แต่อดแปลกใจไม่ได้ นั่งขายอยู่ตั้งนานไม่มีคนซื้อ อยู่ๆชาวบ้านพากันมารุมซื้อประเดี๋ยวเดียวขายหมด
“อืม...ก็ คนมาเป็นช่วงๆน่ะจ้ะ ขายของก็อย่างนี้แหละจ้ะเดี๋ยวมีคนเดี๋ยวไม่มีคน”แคนกลบเกลื่อน
คำหล้ารู้ทัน แคนเอาเงินที่ตัวเองมีไปจ่ายค่าจ้างชาวบ้านให้มาซื้อผักของเธอ เลยแกล้ง“วันนี้พี่กลับกรุงเทพฯแล้วเราคงไม่ได้เจอกันอีกนาน ไปซื้อของแทนใจให้กันเก็บแทนไว้ไหมจ๊ะ ฉันซื้อของให้พี่ส่วนพี่ก็ซื้อให้ฉัน”
แคนถึงกับหน้าเจื่อน เงินที่มีติดตัวเหลือแค่เศษเหรียญไม่กี่บาท บ่ายเบี่ยงอ้างโน่นอ้างนี่จะไม่ยอมไปซื้อ คำหล้าอยากให้เราสองคนมีของของแต่ละคนเก็บไว้ดูต่างหน้า แล้วรีบตัดบท บอกให้แคนแยกกันไปซื้อของเสร็จแล้วมาเจอกันตรงแผงขายผักนี่ แคนหนีไม่ออก
ooooooo
ผ่านไปไม่นาน แคนเดินกลับมาที่แผงขายผัก เห็นคำหล้ายืนยิ้มแป้นรออยู่ หญิงสาวยื่นกล่องกล่องหนึ่งให้ แคนเปิดออกดูเห็นเป็นนาฬิกาข้อมือ ตำหนิคำหล้าไม่น่าซื้อของแพงๆให้เขาสิ้นเปลืองเปล่าๆ
“ไม่กี่ร้อยบาทหรอกจ้ะ ทุกครั้งที่พี่ดูนาฬิกา พี่แคนต้องนึกถึงฉันนะจ๊ะ...แล้วของของฉันล่ะ”
แคนยิ้มอายๆก่อนจะยื่นอมยิ้มให้หญิงคนรักหนึ่งแท่ง “คือ...พี่มีปัญญาซื้อได้เท่านี้แหละ อมวันละนิดวันละหน่อยนะ มันจะได้ค่อยๆละลาย”
“รู้นะ พี่ไม่มีเงินซื้อของให้ฉัน ก็พี่เล่นเอาเงินไปจ้างคนมาซื้อผักจนหมดกระเป๋าแล้วนี่”
แคนแปลกใจคำหล้ารู้ได้อย่างไร คำหล้าแอบตามเขาไปหลังตลาดได้ยินที่เขาประกาศกับชาวบ้านทุกคำ แคนยิ้มเขิน สัญญาว่าจะกลับกรุงเทพฯหาเงินได้เมื่อใด จะซื้อของแพงๆส่งมาให้ แต่ตอนนี้เอาอมยิ้มไปก่อน คำหล้าไม่ต้องการอะไรจากแคน ขอแค่เขากลับมาหาเธอก็พอ...
พอตาสีเห็นเงินที่คำหล้าขายผักได้จำนวนมากกว่าที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อ ถึงกับยิ้มดีใจ ยายสาเห็นเอาผักไปขายเองได้ราคาดี คราวหน้าจะให้คำหล้าเอาไปขายอีก
“เอ่อ...มันขายไม่ดีทุกวันหรอกจ้ะน้า เผอิญวันนี้ตลาดคนเยอะ เลยขายหมดน่ะ”
“ตลาดมันก็คนเยอะทุกวันแหละ”
“ถ้าเกิดขายไม่ดีขึ้นมา น้าสีอย่าด่าฉันล่ะ”
ตาสีสงสัย ทำไมจะต้องด่าแคนด้วย ก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่าของไม่ได้ขายดีทุกวัน...
ขณะแคนกำลังช่วยคำหล้าทำกับข้าวอยู่ในครัว เขาตำหนิตัวเองไม่น่าหลอกตาสีว่าผักขายดี เกิดคราวหน้าตาสีเอาไปขายเองแล้วขายไม่ออก ผักคงเน่าเสียหายหมด คำหล้าปลอบไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าขายไม่ดีพ่อของเธอก็ให้พ่อค้าคนกลางมารับซื้อเหมือนเดิม
จังหวะนั้น คำหล้าโขลกน้ำพริกแรงไปหน่อย น้ำพริกกระเด็นเข้าตาร้องลั่น แคนรีบช่วยเป่าลมใส่ดวงตาคำหล้า ตาสีมาเห็นเข้าก็ไม่พอใจ คิดว่าแคนแต๊ะอั๋งลูกสาว เลยนั่งเฝ้าไม่ยอมไปไหน...
กินข้าวกลางวันเสร็จ แคนรอจังหวะตาสีเผลอ รีบชวนคำหล้าหลบมานั่งจู๋จี๋กันข้างกองฟางหลังบ้านคำหล้า แคนแอบนินทาว่าที่พ่อตา ทำไมถึงหวงคำหล้านัก ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ด้วยซ้ำ
“พ่อไม่ได้หวงฉันหรอกจ้ะ พ่อห่วงฉันกลัวฉันจะเสียใจเหมือนคราวก่อนที่พี่หายไปไม่ติดต่อมาเป็นปี พ่อไม่อยากให้ฉันเสียใจอีกน่ะจ้ะ”
แคนสัญญาจะไม่หายไปอย่างครั้งก่อนอีก เขาจะเขียนมาเล่าให้คำหล้าฟังทุกอย่างไม่ว่าจะทำอะไร คำหล้าเองก็จะเขียนจดหมายไปให้กำลังใจเขาทุกวัน แล้วเอนตัวซบอกชายคนรัก ยิ้มมีความสุข...
ฝ่ายตาสีนั่งอยู่กับยายสาหน้าบ้านเห็นลูกสาวกับแคนหายไปจะเดินไปตาม ยายสาขอร้องให้ปล่อยลูกได้อยู่กับคนรักของเธอสักวัน อีกนานกว่าทั้งคู่จะได้เจอกัน อย่าไปเป็นก้างขวาง คอลูกเลย ตาสีสวนทันที
“ก็เพราะไอ้บักแคนมันจะไปแล้วน่ะสิ ฉันถึงไม่อยากให้คำหล้าฟังคำหวานหูของไอ้บักแคน แล้วหลงคอยมันเหมือนอย่างคราวก่อน”
จังหวะนั้น รถของศรีไพรแล่นมาจอดหน้าบ้าน ศรีไพรเดินเข้ามาเรียกหาคำหล้าลั่นบ้าน แคนได้ยินเสียงเอะอะ จูงมือคำหล้าออกมาดู ศรีไพรไม่พอใจเห็นแคนอยู่กับหญิงที่ตนเองหลงรัก
“ไอ้แคน เอ็งนี่มันเป็นมารคอหอยข้าซะจริงๆ ข้าอุตส่าห์มาหาคำหล้าดันเจอเอ็งเป็นก้างขวางคอ”
ขาวดำกับอาสาจะช่วยเขี่ยก้างให้ แคนขู่สองสมุน ถ้ายังไม่เข็ดที่โดนอัดเมื่อวาน เชิญดาหน้าเข้ามาได้เลย ดำกับขาวจ๋อยไม่กล้าหือ ศรีไพรไม่ได้หาเรื่อง แต่มาทวงหนี้ที่ตาสีติดเขา แคนจะใช้คืนให้ตาสีเอง เป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ให้บอกมา ศรีไพรดูแคลน คนจนๆอย่างแคนจะมีปัญญาใช้หนี้แทนใครได้
“พี่แคนกำลังจะเป็นนักร้อง มีเงินมาใช้หนี้เอ็ง” คำหล้าบอกอย่างภาคภูมิใจ
“อ้าว...นี่จะไปเร่ร้องเพลงขอทานเหรอวะไอ้แคน คืนๆหนึ่งจะได้สักกี่บาท อนาถวะ” ศรีไพรกับพวกพากันหัวเราะเยาะแคนสนุกสนาน แคนขอเอาหัวเป็นประกัน จะหาเงินมาใช้หนี้ศรีไพรแทนตาสีให้เร็วที่สุด
“เออ...ข้าจะรอให้เอ็งมาใช้หนี้ แต่ถ้าเอ็งเบี้ยวล่ะก็ เอ็งได้เสียหัวแน่ไอ้แคน...กลับเว้ย”
แคนมองตามศรีไพรกับสมุนขึ้นรถขับออกไปด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ooooooo
ที่บ้านแคน ยิ่งใกล้เวลาจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ แคนยิ่งเป็นกังวล กลัวศรีไพรจะมาฉุดคำหล้าไปใช้หนี้แทนเงินกู้ เลยชวนเธอไปกรุงเทพฯด้วยกัน คำหล้าไปอยู่กับแคนโดยไม่แต่งงานไม่ได้ พ่อแม่ของเธอคงไม่ยอมและที่สำคัญ ถ้าเธอไปกับแคน ใครจะอยู่ดูแลพ่อกับแม่ ศรีไพรเคยจับพ่อของเธอไปครั้งหนึ่งแล้ว
“เอ้า...เอาอย่างนี้แล้วกันวะ คำหล้าพาพ่อกับแม่มาอยู่บ้านลุง ลุงจะปกป้องคุ้มครองเอง” ตามาเสนอ
“พ่อแก่แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับคนหนุ่มอย่างไอ้ศรีไพรมัน” แคนครุ่นคิดหาทางปกป้องคำหล้าในยามที่ตนเองกลับกรุงเทพฯไม่ได้อยู่ดูแล...
ครู่ต่อมา แคนพาคำหล้ามาฝากคำแปงกับชาวคณะแม่มูลลำเพลินให้ช่วยดูแล คำแปงรับปากแคนหนักแน่น จะไม่ปล่อยให้ศรีไพรมาทำร้ายคำหล้าเด็ดขาด แคนสบายใจหายห่วง ออกมาขึ้นรถตู้ของดี.มิวสิกที่จอดรออยู่หน้าบ้านคำแปง โดยมีพ่อ แม่ของแคน คำหล้า คำแปงกับชาวคณะตามมาส่ง แคนกราบลาพ่อแม่และคำแปง แล้วหันไปจับมือคำหล้า
“พี่สัญญา...พี่จะรีบเก็บเงินเก็บทองมาสู่ขอคำหล้ากับพ่อแม่ อดทนรอพี่อีกนิดนะจ๊ะ”
“คำหล้าคนนี้รอพี่แคนเสมอจ้ะ เพราะหัวใจฉัน ยกให้พี่แคนไปหมดทั้งดวงแล้ว”
แคนไม่อยากจากหญิงคนรัก แต่เขาต้องไปตามล่าความฝันที่ตอนนี้ใกล้เป็นจริงเข้ามาทุกที
ooooooo
แคนได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดดี.มิวสิกอย่างที่ใฝ่ฝันและได้ร้องเพลง “เสียงจากแม่มูล” ลงอัลบั้มพิเศษที่เหล่านักร้องลูกทุ่งร่วมกันทำเพื่อหาเงินช่วยเหลือเด่นดวง เสียงร้องอันไพเราะของแคนประกอบกับเนื้อหาของเพลงที่กินใจ ทำให้นพกับเด่นดวงตัดสินใจใส่เพลงนี้เป็นเพลงแรกหน้าแรกของอัลบั้มพิเศษ...
แคนอยากบอกเดือนใจแทบขาดว่าพิณแต่งเพลงนี้ให้เธอ แต่เนื่องจากให้สัญญากับเพื่อนไว้แล้วจะไม่บอกให้เดือนรู้ เขาจึงต้องเก็บงำความลับนี้ไว้...
ไม่กี่วันถัดมา อัลบั้มพิเศษชุดนี้ก็วางแผงโดยใช้ชื่อชุดว่า “แด่เด่นดวงด้วยดวงใจ จากพี่น้องผองเพื่อน” และเพลงที่ถูกเลือกมาโปรโมตเป็นเพลงแรกคือเพลง “เสียงจากแม่มูล” สถานีเพลงลูกทุ่งทุกสถานีเปิดเพลงนี้กันกระหึ่ม ในเวลาไม่นาน เพลง “เสียงจากแม่มูล” ขึ้นชาร์ตเป็นอันดับหนึ่งของเพลงลูกทุ่ง...
สุดเขตส่งชาร์ตอันดับเพลงลูกทุ่งประจำสัปดาห์ให้แคนดู แคนเห็นเพลงของตัวเองขึ้นอันดับหนึ่ง ดีใจมากจนพูดไม่ออก เด่นดวงกับเดือนพลอยดีใจไปกับแคนด้วย ในเมื่อเสียงตอบรับเพลงที่แคนร้องดีมากขนาดนี้ นพจะเร่งโปรดิวเซอร์ให้ทำอัลบั้มเดี่ยวให้แคนโดยเร็ว
“เห็นไหม พี่บอกแล้วเอ็งต้องดัง ไอ้แคน” เด่นดวงเข้ามาตบบ่าแคน
“เพลงดังแต่ฉันไม่ได้ดังนะพี่ พี่ไปถามคนขับแท็กซี่สิ มีถึงสิบคนไหมที่รู้จัก แคน เมืองอุบล”
สุดเขตรับรองแคนต้องดังแน่ ใกล้เปิดอัลบั้มเดี่ยวเมื่อใด ทางค่ายเพลงจะโหมโปรโมตแคนอีกที ระหว่างนั้น บิ๋มเข้ามารายงานว่านักข่าวที่นัดสัมภาษณ์เด่นดวงมาแล้ว เด่นดวงคิดจะใช้โอกาสนี้ทำให้แคนเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงทั่วประเทศ จึงขอให้เดือนช่วยแปลงโฉมแคนเตรียมเปิดตัวกับสื่อเป็นครั้งแรก...
หลังจากเด่นดวงประกาศอำลาวงการลูกทุ่งต่อหน้ากลุ่มนักข่าวที่มารอสัมภาษณ์ เขาหันไปพยักพเยิดให้เดือนพาแคนเข้ามา เด่นดวงแนะนำนักข่าวให้รู้จัก แคน เมืองอุบล คนที่ร้องเพลง “เสียงจากแม่มูล” ซึ่งตอนนี้กำลังฮิตมาก แคนยกมือไหว้นักข่าวทุกคนอย่างนอบน้อมและฝากเนื้อฝากตัวกับพวกพี่ๆนักข่าว
“แคน...พี่ประกาศอำลาวงการแล้ว พี่ยกวงดนตรีให้เอ็งดูแลต่อ เอ็งเป็นหัวหน้าวงแทนพี่แล้วนะ”
“พี่ไม่เคยบอกฉันมาก่อนเลยว่าจะเลิกร้องเพลง” แคนคิดแล้วใจหาย
“เพราะพี่ยังหาใครมาแทนไม่ได้จนวันนี้...พี่เชื่อว่าเอ็งจะทำให้วงพี่กลับมาผงาดอีกครั้ง”
แคนซาบซึ้งในบุญคุณเด่นดวงมากก้มลงกราบ นักข่าวถามแคนมีอะไรจะพูดไหม แคนพยักหน้า
“แคน เมืองอุบล จะไม่ลืมพระคุณทุกคนที่ส่งเสริมให้มีวันนี้ ขอพี่น้องแฟนเพลงต้อนรับหนุ่มอุบลฯ คนซื่อชื่อ แคน เมืองอุบล คนนี้ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ” แคนพูดจบยกมือไหว้ นักข่าวพากันรุมถ่ายรูปแคน
ooooooo
แคน เมืองอุบล โด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน ทั้งเพลง “เสียงจากแม่มูล” และประวัติของเขาถูกสถานีเพลงลูกทุ่งทุกสถานีกล่าวขวัญถึงไม่หยุดหย่อน สร้างความปลาบปลื้มใจให้คำแปง คำหล้า พิณ และชาวคณะแม่มูลลำเพลินทุกคน พิณเองไม่คาดคิดมาก่อน เพลงที่เขาแต่งจะดังขนาดนี้
“บักแคนก็กลายเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่ของวงการลูกทุ่งไปแล้ว แม่ครูภูมิใจในตัวทั้งสองคนมาก”
“ตั้งแต่กลับกรุงเทพฯไป พี่แคนเขียนจดหมายมาแค่ 3 ฉบับ แล้วก็เงียบหายไป ฉันรู้ข่าวคราวพี่แคนก็จากทางวิทยุ” คำหล้าสีหน้าเศร้าสร้อย พิณปลอบคำหล้าอย่าคิดมาก แคนกำลังดัง มีงานเยอะ อีกไม่นานเขาก็กลับมา ไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับคำหล้าแน่ๆ คำหล้าหวังว่าแคนดังแล้วจะไม่ลืมเธอ...
แคนกลายเป็นนักร้องคิวทองมีงานร้องเพลงตามที่ต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน เลยไม่มีเวลาจะเขียนจดหมายหาคำหล้า เขาอยากให้เด่นดวงยกเลิกงานที่จะแสดงในวันพรุ่งนี้ เขาจะได้กลับบ้านไปหาคำหล้า เราสองคนไม่ได้เจอกันนานเป็นเดือนๆแล้ว เด่นดวงทักท้วง ตอนนี้น้ำขึ้นแคนต้องรีบตัก โกยได้ต้องรีบโกย รีบเก็บเงินไว้เยอะๆจะได้ไปสู่ขอคำหล้า แคนรบเร้าขอกลับแค่วันเดียวก็ยังดี
“ถ้าเอ็งบอกยกเลิกงานเขา คนก็พูดกันปากต่อปากว่าเอ็งน่ะเลือกงาน ต่อไปงานเอ็งก็จะน้อยลง เอ็งก็จะไม่มีเงินไปสู่ขอคนรัก พวกลูกน้องก็ไม่มีกิน ทุกคนฝากปากท้องไว้ที่เอ็งนะแคน”
แคนกลุ้มใจมาก อยากกลับไปหาคำหล้าแต่มีงานค้ำคออยู่...
ที่บ้านคำแปง ขณะคำหล้ากำลังดูคำแปงกับคณะแม่มูลลำเพลินซักซ้อมการแสดง มีเสียงรถแล่นมาจอด คำหล้าดีใจคิดว่าแคนมา รีบออกไปดู แต่ต้องผิดหวังกลับกลายเป็นศรีไพรกับสมุน
“หลบมาอยู่บ้านแม่ครูจริงๆ ข้าไปหาเอ็งที่บ้านไม่เจอ พ่อแม่เอ็งก็ไม่อยู่ ข้ามาทวงหนี้” ศรีไพรยิ้มยั่ว
“รอพี่แคนกลับมา แล้วข้าจะเอาเงินไปใช้หนี้เอ็งให้ครบทุกบาททุกสตางค์” คำหล้าว่าแล้วจะเข้าบ้าน
ศรีไพรขี้เกียจรอ ตรงเข้าฉุดคำหล้าจะเอาตัวไปขัดดอก คำแปงกับผู้ชายชาวคณะหลายคนถือไม้หน้าสามกรูกันเข้าหาศรีไพรอย่างเอาเรื่อง นักเลงชั่วประจำหมู่บ้านชักปืนขึ้นมาขู่ ชายชาวคณะอีกคนหนึ่ง ถือปืนลูกซองออกมาข่ม ศรีไพรเห็นท่าไม่ดี จำต้องล่าถอยกลับไป...
สายวันเดียวกัน คนหาปลาเจอศพบัวผันลอยขึ้นอืดอยู่ในแม่น้ำมูล ชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันลากศพบัวผันขึ้นมาไว้บนฝั่ง ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างมามุงดู จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานา คำแปงกับคำหล้าได้ยินข่าวรีบมาดู เช่นเดียวกับศรีไพรและสมุน ทองสาอยู่ในกลุ่มชาวบ้านเห็นพี่ชายมาดูศพบัวผัน ตะโกนด่าลั่น
“ไอ้ฆาตกร...พี่ฆ่าบัวผันตาย...วิญญาณบัวผันมาทวงความยุติธรรมแล้ว ฉันไปมาหลายที่ ไปตามหาศพบัวผันว่าลอยขึ้นที่ไหน เจอศพแล้วฉันจะแจ้งตำรวจจับพี่เข้าคุก”
“คิดหรือว่าตำรวจจะเชื่อคำพูดเอ็ง” ศรีไพรยิ้มเยาะ
แต่ต้องหุบยิ้มเมื่อรู้ว่าทองสางมปืนที่ศรีไพรใช้ยิงบัวผันขึ้นมาจากแม่น้ำ แถมเอาไปซ่อนไว้ ศรีไพรหน้าตื่น รีบคว้าตัวน้องสาวลากไปที่รถของตนเอง จะเอาไปเค้นความจริง พ่อของบัวผันแค้นศรีไพรมาก ตรงเข้าทุบตีไม่ยั้ง ศรีไพรโมโห ถีบพ่อของบัวผันกระเด็น แล้วจับตัวทองสาขึ้นรถ ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา ศรีไพรจับตัวทองสาเข้าบ้าน ตบหน้าซ้ายหันขวาหัน เค้นให้บอกที่ซ่อนปืน เถ้าแก่เส็งทนเห็นพี่ซ้อมน้องไม่ไหวรีบเข้าไปห้าม ศรีไพรยัวะที่พ่อเข้าข้างน้องสาว ผลักพ่อพ้นทาง ตรงเข้าบีบคอ ทองสาหายใจไม่ออก เถ้าแก่เส็งพยายามดึงมือศรีไพรออก แต่สู้แรงไม่ได้ สั่งให้ดำกับขาวมาช่วย
ศรีไพรหันขวับจ้องหน้า สมุนทั้งสองกลัวหงอไม่กล้าช่วย เถ้าแก่เส็งเห็นลูกจะฆ่ากันเองถึงกับความดันขึ้น หน้ามืดเป็นลม ศรีไพรตกใจเห็นพ่อล้มฟุบก็ปล่อยมือ ทองสาเป็นอิสระรีบเข้าไปดูพ่อ ศรีไพรโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่บังคับทองสาให้บอกที่ซ่อนปืนไม่ได้ เลยหันไปอาละวาดทำลายข้าวของในบ้านแทน
ooooooo
พิณ ครูตะวันกับสายไหมเพิ่งรู้ข่าวบัวผันรีบมาดูศพ พิณถึงกับเข่าอ่อนสงสารลูกศิษย์จับใจ พอรู้จากคำหล้าว่าบัวผันไม่ได้จมน้ำตาย ทองสาเห็นกับตาตัวเอง บัวผันถูกศรีไพรยิงตาย พิณแค้นใจมากชวนครูตะวันกับคำหล้าตามไปเอาเรื่องศรีไพรที่บ้าน...
ขณะเดียวกัน ดำเห็นศรีไพรเอากระสุนปืนออกจากรังเพลิง ถามด้วยความสงสัย ลูกพี่คิดจะทำอะไร
“ถึงนังทองสามันหักหลังข้า แต่มันก็เป็นน้องที่คลานตามกันมา ข้าฆ่ามันไม่ลง ข้าจะขู่ให้มันกลัว มันจะได้ยอมบอกที่ซ่อนปืนที่ข้าใช้ยิงบัวผัน”
ด้วยความสะเพร่า ศรีไพรเอากระสุนออกไม่หมด ค้างในรังเพลิงอีกหนึ่งนัด จากนั้น เขาถือปืนเข้ามาหาทองสา เถ้าแก่เส็งซึ่งอาการทุเลาแล้วเห็นท่าไม่ดีรีบเอาตัวเข้าขวาง ศรีไพรกระชากทองสาเข้ามาใกล้ เอาปืนจ่อหัว ขู่ว่าถ้า
นับหนึ่งถึงสามแล้วยังไม่ยอมบอกที่ซ่อนปืนเขาจะเหนี่ยวไก เถ้าแก่เส็งเข้าแย่งปืนศรีไพร
พิณ ครูตะวันกับคำหล้ามาถึงหน้าบ้านเถ้าแก่เส็ง เห็นสองพ่อลูกกำลังยื้อแย่งปืนกันไปมา ปรี่เข้าไปช่วยเถ้าแก่เส็ง ศรีไพรหันปากกระบอกปืนเล็งพิณ ทองสาเห็นพิณเสียทีให้ศรีไพร โดดเข้าแย่งปืนพี่ชาย ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ศรีไพรตกใจทำไมยังมีกระสุนค้างอยู่อีก
ทองสาทรุดฮวบเลือดไหลทะลัก เถ้าแก่เส็งปราดเข้าไปประคองลูกสาว กระสุนถูกที่สำคัญทำให้ทองสาตายในอ้อมกอดพ่อ เถ้าแก่เส็งเห็นลูกฆ่ากันเอง ช็อกเส้นเลือดในสมองแตก สิ้นใจตามทองสา
ศรีไพรถึงกับสติแตกเข้าไปเขย่าตัวพ่อ “เตี่ย...เตี่ยต้องไม่ตาย...เตี่ยฟื้นสิเตี่ย...ทองสา เอ็งฟื้นขึ้นมาช่วยพี่ปลุกเตี่ยสิ...ทองสา” ศรีไพรกอดศพพ่อกับน้อง ร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนเสียสติ...
ตกตอนเย็น มีพิธีรดน้ำศพที่บ้านเถ้าแก่เส็ง พิณ คำหล้า ครูตะวันกับสายไหมเอาพวงหรีดมาให้ เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อผู้จากไป ศรีไพรไม่พอใจ ตรงเข้ามาต่อว่า
“เอ็งยังกล้ามางานศพเตี่ยกับน้องสาวข้าอีกเหรอวะไอ้พิณ เอ็งเป็นต้นเหตุให้เตี่ยกับน้องข้าตาย เอ็งหลอกให้น้องสาวข้าหลงรัก น้องข้าหักหลังข้าก็เพราะเอ็ง จนทองสาต้องมาตาย เตี่ยเลยตายตาม”
“คนที่ทำให้เถ้าแก่เส็งกับทองสาตายคือเอ็งต่างหากไอ้ศรีไพร...ไม่ใช่ข้า”
ศรีไพรไม่ฟังอะไรทั้งนั้น คว้าพวงหรีดของพวกพิณมากระทืบแหลกคาเท้า พิณกับพวกไม่อยากมีเรื่องยกมือไหว้ศพเถ้าแก่เส็งกับทองสาแล้วพากันกลับ...
หลังจากส่งสายไหมที่สถานีอนามัย ครูตะวันเห็นห้องพักของพิณไฟยังเปิดอยู่ เดินเข้ามาถามพรุ่งนี้จะไปช่วยงานศพบัวผันกี่โมง
“เย็นๆจ้ะ...บัวผันกับทองสาตายเพราะไอ้ศรีไพร แต่เรากลับจับมันมาลงโทษไม่ได้ มันน่าแค้นใจนัก”
“โลกนี้ยังมีความยุติธรรมบักพิณ สักวัน ไอ้ศรีไพรต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสม”
พิณเกรงวันนั้นจะมาไม่ถึง ทั้งสองคนมัวแต่คุยเรื่อง ศรีไพร ไม่ทันสังเกตเห็นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งพับครึ่งสอดอยู่ใต้ประตูห้องพักของพิณ เป็นโน้ตที่ทองสาเขียนถึงพิณ มีใจความว่า
“พี่พิณ ฉันซ่อนปืนที่พี่ศรีไพรยิงบัวผันไว้ใกล้แทงก์น้ำหลังโรงเรียน ถ้าฉันเป็นอะไรไป พี่ไปขุดขึ้นมานะจ๊ะ ทองสา” กระดาษชิ้นนี้ ทองสาเอามาสอดไว้ใต้ประตูห้องพักพิณก่อนจะพบจุดจบ...
มาลัยเห็นว่าสุดเขตกับเดือนหมั้นกันมานานควรจะแต่งงานกันได้แล้ว จึงโทร.ปรึกษาเรื่องนี้กับอัญชลีและแสวง ทั้งคู่เห็นดีด้วย บอกให้มาลัยกับนพมาคุยกับเดือนได้เลย
ooooooo
ตั้งแต่เถ้าแก่เส็งตาย ศรีไพรเข้าดูแลกิจการทั้งหมดของพ่อ ครั้งนี้เขามาคุมดำกับขาวดูดทรายนอกเขตสัมปทานด้วยตัวเอง เรือดูดทรายของศรีไพรทำให้ตลิ่งพัง บ้านเรือนชาวบ้านที่ตั้งอยู่ริมน้ำเสียหาย พิณกับครูตะวันเข้า
มาห้ามปราม ศรีไพรไม่พูดพล่าม ชักปืนเล็งใส่ ครูตะวันเห็นท่าไม่ดีชวนพิณกลับ พอจังหวะที่ทั้งคู่หันหลังจะเดินกลับ ศรีไพรลั่นไกเปรี้ยงๆๆใส่ ทั้งคู่ต้องวิ่งหนีลูกปืนหัวซุกหัวซุน...
สุดเขตใจร้อนอยากรู้คำตอบจากเดือนว่าจะตกลงปลงใจแต่งงานกับตนเองหรือเปล่า รีบพาพ่อกับแม่มาพบเดือนที่บ้านแสวงแต่เช้า พอเจอหน้าเดือน นพไม่พูดพล่าม เข้าประเด็นทันที
“หนูเดือน...หนูกับสุดเขตหมั้นกันมาหลายปีแล้ว ลุงกับคุณมาลัยเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่หนูกับสุดเขตจะตกร่องปล่องชิ้น แต่งงานกันเสียที”
“เมื่อวานพอคุณมาลัยโทร.มาปรึกษาป้าเรื่องขอหนูแต่งงาน ป้าก็คิดว่าควรถามพ่อหนูก่อน ป้าพยายามหาเบอร์ติดต่อพ่อหนูที่นครพนม ได้เบอร์บ้านญาติพ่อหนูมา ป้าโทร.คุยกับพ่อหนูแล้วนะจ๊ะ พ่อหนูไม่ขัดข้อง แล้วหนูล่ะจ๊ะว่าอย่างไร”
ทุกคนพากันจ้องเดือนอย่างรอคำตอบ สุดเขตลุ้นหนักนั่งบีบมือตัวเองเกรงเดือนจะปฏิเสธ เดือนนิ่งคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะตอบตกลง ทุกคนดีใจมาก โดยเฉพาะสุดเขตถอนใจเฮือกได้ยินกันทั้งห้อง แสวงอดแซวไม่ได้
“จับชีพจรลูกชายดูสิคุณนพ เต้นกี่ร้อยครั้งต่อนาที หัวใจจะวายหรือเปล่า”
“ป้ามั่นใจว่าหนูเดือนต้องไม่รังเกียจลูกชายป้า ก่อนมาที่นี่ เราแวะวัดขอฤกษ์แต่งงานจากหลวงพ่อที่ครอบครัวเรานับถือ หลวงพ่อดูวันเดือนปีเกิดหนูกับตาสุดเขตให้ ฤกษ์ดีที่เหมาะแต่งงานที่สุด คือวันที่ 18 เมษายนปีหน้าจ้ะ”
“เมษาปีหน้า เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันแล้วนะเดือน” สุดเขตจับมือเดือนไว้อย่างทะนุถนอม
“ค่ะ วันที่ 18 เมษา คือวันแต่งงานของเรา” เดือนยิ้มหวานให้สุดเขต
ooooooo
เวลาผ่านเลยมาถึงคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บรรยากาศในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความคึกคัก ห้างร้านพากันประดับประดาไฟฉลองเทศกาลปีใหม่ ค่ายเพลงดี.มิวสิกจัดงานปีใหม่ให้พนักงาน แคนซึ่งเป็นนักร้องใหม่ของค่าย เดินไหว้ฝากเนื้อ ฝากตัวกับพวกพี่ๆพนักงานทุกคน พนักงานสาวๆเห็นแคนทั้งหล่อทั้งน่ารัก แกล้งหยิกแก้มเขาเล่น สุดเขตเห็นแคนถูกพนักงานสาวๆรุมหยอกเย้า สะกิดให้เดือน
ดู
“แม่ยกแคนเพียบเลย ฉันว่าอีกหน่อย แคนเพื่อนเธอต้องมีแม่ยกทั่วประเทศ”
“พี่แคนเป็นคนทะเล้นน่ารัก ใครๆก็รักพี่แคนค่ะ”
สุดเขตทำเป็นถอนใจ บ่นกับเดือนอยากให้ถึงปีใหม่ไทยเร็วๆ เดือนพาซื่อคิดว่าเขาอยากเล่นน้ำสงกรานต์ สุดเขตไม่ได้อยากเล่นสาดน้ำ แต่อยากแต่งงานกับเดือนเร็วๆต่างหาก บิ๋มเดินผ่านมาได้ยินพอดีถึงกับหูผึ่ง ปรี่เข้ามาถามจะแต่งกันเมื่อใด ได้ความว่าเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ บิ๋มเป่าประกาศลั่นห้อง
“นี่พวกเราทุกคน คุณสุดเขตกับคุณสกาวเดือนจะแต่งงานกันเมษาหน้าแล้ว”
พวกพนักงานพากันแสดงความยินดีกับเจ้านาย แคนยืนมองจากมุมหนึ่งของห้องอย่างหนักใจ เดินไปเดินมาสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจชวนเดือนออกมาคุยกันลำพังนอก
งานเลี้ยง แคนไม่รอช้าถามเดือนลืมพิณหมดหัวใจแล้วหรือถึงจะมอบตัวมอบใจให้สุดเขต แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เดือนจะมีแต่ทุกข์ใจ
“พี่แคน...เดือนมีข่าวดีกำลังจะแต่งงาน พี่น่าจะแสดงความยินดีกับเดือน ไม่ใช่มาขุดคุ้ยความหลัง”
“ถ้าเดือนบอกพี่มาว่าเดือนรักคุณสุดเขตมากกว่าพิณ พี่จะไม่พูดชื่อพิณให้เดือนได้ยินอีกเลย...บอกพี่มาสิเดือนว่าเดือนรักคุณสุดเขตมากกว่าพิณ อย่าโกหกพี่ อย่าโกหกตัวเอง” แคนคาดคั้น เดือนรีบตัดบท
“ไม่ว่าเดือนรู้สึกยังไง มันก็ไม่สำคัญหรอกจ้ะ อดีตก็คืออดีตมันจบไปแล้ว ฉันกลับเข้าไปในงานนะจ๊ะ”
แคนโพล่งขึ้นทันที “พิณแต่งเพลงเสียงจากแม่มูลให้เดือน เดือนเป็นแรงบันดาลใจให้มัน พิณมันยังรักเดือนไม่เคยเปลี่ยนแปลง...พี่อยากบอกให้เดือนรู้ไว้ ก่อนเดือนจะตัดสินใจแต่งงานกับคนอื่น” แคนพูดจบเดินจากไป ทิ้งให้เดือนยืนน้ำตาซึมด้วยความสะเทือนใจ สุดเขตเห็นเดือนหายไป ออกมาตาม เดือนได้ยินเสียงสุดเขตเรียกหา รีบซ่อนตัวไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา ตอนนี้เธออยากร้องไห้คนเดียว...
ในเวลาเดียวกัน พิณมีงานแสดงดนตรีร่วมกับคณะแม่มูลลำเพลินในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ของหมู่บ้านทำให้คลายความคิดถึงเดือนไปได้บ้าง ผิดกับคำหล้าที่นั่งหน้าเศร้าคิดถึงแคนเพียงลำพัง...
แคนเองก็รู้สึกไม่ต่างจากคำหล้า คิดถึงหญิงคนรักจนไม่มีกะจิตกะใจจะขึ้นโชว์ตัวในงานฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เด่นดวงเห็นแคนทำหน้าเบื่อโลก ถามว่าเป็นอะไรไป
“ฉันอยากฉลองปีใหม่กับคำหล้าจ้ะพี่ วันปีใหม่ ใครๆก็อยากอยู่กับคนที่ตัวเองรัก”
“20 กว่าปีที่พี่เป็นนักร้อง พี่ไม่เคยได้อยู่ฉลองปีใหม่กับครอบครัวสักปี ศิลปินมีหน้าที่สร้างความสุขให้คนดู ส่วนความสุขของเรามาทีหลัง เอ็งทิ้งความทุกข์ความกลัดกลุ้มของเอ็งไว้ข้างเวที แล้วเดินยิ้มขึ้นเวทีไปสร้างความสุขให้คนดู...ฝึกเอาไว้แคน แล้ววันหน้าเอ็งจะเป็นศิลปินที่มีคุณภาพ”
แคนพยักหน้าเข้าใจที่เด่นดวงสั่งสอน สลัดความทุกข์ทิ้ง เดินยิ้มแฉ่งขึ้นเวที
ooooooo
พิณแสดงดนตรีเสร็จ เดินมาหาคำหล้าที่นั่งหงอยเหงาหน้าเศร้าอยู่คนเดียว ขณะที่คนอื่นๆพากันร้องรำทำเพลงสนุกสนานต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข พิณมองปราดเดียว รู้ทันที คำหล้าคิดถึงแคน
“ลอยกระทงเดือนก่อนพี่แคนก็ไม่มา ปีใหม่พี่แคนก็ไม่มา เทศกาลที่คู่รักเขาพากันไปเที่ยว พี่แคนไม่กลับมาพาฉันไปเที่ยวไหนเลย”
“ช่วงเทศกาลศิลปินงานชุก หลังปีใหม่ พองานซา แคนต้องมาหาคำหล้าแน่ๆ”
“ฉันรอพี่แคนจนเหนื่อยแล้วจ้ะพี่พิณ”
ระหว่างนั้น คำหล้าเหลือบเห็นพ่อของเธอเมาเหล้าเดินโซเซ รีบขอตัวไปดูพ่อก่อน พิณพยักหน้ารับรู้แล้วแหงนมองพระจันทร์สุกสกาวเต็มดวง ฉุกคิดถึงคืนวันปีใหม่ปีก่อนโน้นที่ได้อยู่กับเดือน...
คืนนั้น พิณฉลองปีใหม่กันสองต่อสองกับเดือนใต้ต้นคูนริมแม่น้ำมูลต้นเดิม มองพระจันทร์เต็มดวงสวยด้วยกัน เดือนถามพิณ ถ้าขอพรวิเศษจากพระจันทร์ได้ 3 ข้อ จะขออะไร พิณไม่ต้องคิดให้เหนื่อย เขาขอให้ได้อยู่กับเดือนตลอดไปเหมือนกันทั้งสามข้อ เดือนบอกให้พิณขอแบบจริงจัง เธอจะได้รู้ว่าเขาอยากได้อะไร
“พี่จะขอให้พระจันทร์ดลใจลุงบุญกับป้าเพ็งให้เลิกขัดขวางเราเสียที เราจะได้แต่งงานกัน...พรข้อสอง...พี่ให้เดือนขอจ้ะ”
“เดือนขอให้พอเราแต่งงานกันแล้ว เราสองคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเหมือนเจ้าชายกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย พรข้อที่สาม เดือนให้พี่” เดือนกับพิณเกี่ยงกันให้อีกฝ่ายเป็นคนขอพรข้อที่สาม
พิณแนะให้เก็บพรข้อที่สามไว้ขอในคืนวันแต่งงานของเราสองคน เดือนเห็นด้วย ทั้งสองตระกองกอดกันมองพระจันทร์บนฟ้าอย่างมีความสุข...
ขณะเดียวกัน เดือนมองพระจันทร์แล้วหวนคิดถึงคืนวันปีใหม่ที่เธอกับพิณเคยขอพรจากพระจันทร์เช่นกัน เดือนรู้แก่ใจดี พรข้อสุดท้ายที่เธอกับพิณเก็บไว้ขอด้วยกัน คงไม่มีโอกาสได้ขอ...
ได้เวลานับถอยหลังเข้าสู่วันปีใหม่ เดือนกลับเข้างานสีหน้าเศร้าสร้อย สุดเขตเห็นเดือนตาแดงๆ ถามว่าร้องไห้มาหรือ เดือนกลบเกลื่อน ชวนเขานับเวลาถอยหลังด้วยกัน พอนับถึงหนึ่ง พนักงานดี.มิวสิก เฮรับปีใหม่อย่างมีความสุข สุดเขตอดถามเดือนไม่ได้ว่าร้องไห้เสียใจเรื่องอะไร
“เราไม่ควรโกหกใครรับวันปีใหม่...คุณสุดเขตคะ เดือนมีความในใจอยากบอกคุณค่ะ”
สุดเขตใจไม่ดี เกรงเดือนจะขอยกเลิกงานแต่งงาน แต่เดือนกลับบอกว่าเธอเสียใจที่พบเขาช้าไป ถ้าเราสองคนได้เจอกันก่อนหน้านี้ ชีวิตเธอคงไม่สับสนวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมา สุดเขตถึงกับถอนใจโล่งอก
“วันนี้เราก็ได้เจอกันแล้วไงครับเดือน แล้วฉันก็จะไม่ปล่อยให้เธอไปไหนอีกแล้ว ฉันรักเธอ...เดือน”
“เดือนก็รักคุณค่ะ...คุณสุดเขต สวัสดีปีใหม่นะคะ”
สุดเขตกล่าวสวัสดีปีใหม่เดือนตอบเช่นกัน ทั้งสองโผกอดกันแน่น สุดเขตมีความสุขมาก ขณะที่เดือนยิ้มเศร้าโดยที่เขาไม่เห็น ถึงเธอจะไม่ได้รักสุดเขตเท่าพิณ แต่ในเมื่อเธอตัดสินใจเลือกเขาแล้ว เธอจะซื่อสัตย์ต่อเขาและจะไม่มีวันหวนกลับไปหาพิณ ถึงแม้เธอจะรักพิณสุดหัวใจก็ตาม...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน พิณแหงนมองพระจันทร์สีหน้าเศร้าสร้อย ฝากสวัสดีปีใหม่เดือนไปกับพระจันทร์ และอวยพรให้เธอกับสุดเขตครองรักกันนานๆ
ooooooo
ขณะคำหล้ากำลังช่วยชาวคณะแม่มูลลำเพลินซ่อมเสื้อผ้าที่ใช้แสดง คำแปงเปิดรายการวิทยุสดของ
ดีเจลำเพลินฟัง ดีเจลำเพลินพูดถึงแคนในรายการวิทยุว่า
“หนุ่มแคน เมืองอุบล เวลานี้กำลังเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตโปรโมตอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเอง ชื่ออัลบั้ม แคน เมืองอุบล แฟนเพลงภาคกลางให้การต้อนรับแคน เมืองอุบลอย่างล้นหลามไปเปิดวิกเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนตั๋วเต็มทุกรอบ ลำเพลินเห็นคิวงานคอนเสิร์ตของบักแคนแล้วเป็นห่วงเป็นใย อาทิตย์นี้ไปเล่นที่สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทองไปจบที่นครสวรรค์ อย่าหักโหมงานหนักจนป่วยล่ะบัก
แคนเด้อ”
คำหล้าได้ยินว่าแคนมีคิวเล่นคอนเสิร์ตยาวเหยียดแล้วเศร้า งานยุ่งแบบนี้เขาคงไม่มีเวลามาหาเธอ
ooooooo
ย่างเข้าเดือนเมษายนแล้ว อากาศร้อนจัด ทุ่งนาในภาคอีสานขาดน้ำอย่างหนัก ผืนดินแห้งแตกระแหงวัวควายแทบไม่มีหญ้ากิน ตัวผอมเห็นแต่ซี่โครง ชาวอีสานลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากมากขึ้น...
ชาวคณะแม่มูลลำเพลินซักซ้อมเตรียมขึ้นแสดงในงานวันสงกรานต์ที่ตัวจังหวัด ชาวคณะคนหนึ่งเอาเครื่องดนตรีไปซ่อมเพิ่งกลับมาถึง คำแปงต่อว่าว่าไปซ่อมเครื่องดนตรีแค่นี้ ทำไมหายไปตั้งครึ่งค่อนวัน
“ร้านซ่อมเครื่องดนตรีในอำเภอปิดจ้ะแม่ครู ฉันต้องแบกไปซ่อมถึงในตัวเมือง...เอ่อ...คำหล้า ในตัวเมืองมีโปสเตอร์แคนปิดทั่วเลย แคนมาโชว์ตัวที่ตัวเมืองวันนี้”
คำหล้าหูผึ่ง ดีใจที่จะได้เจอแคน หลังจากที่เขาขาดการติดต่อกับเธอไปนาน...
ทางด้านแคนมีนัดสัมภาษณ์สดกับดีเจลำเพลินที่สถานีวิทยุในตัวเมืองอุบลฯ แฟนเพลงที่คลั่งไคล้ของแคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมายืนออกันหน้าสถานีวิทยุเต็มไปหมด พอแคนกับผู้จัดการส่วนตัวของเขามาออกจากสถานีวิทยุ แฟนๆกรูกันรุมล้อมขอถ่ายรูปแคน บ้างก็ขอลายเซ็น บ้างโน้มคอเขาลงมาหอมแก้ม
คำหล้าเห็นแคนถูกแฟนเพลงสาวๆหอมแก้ม หึงหน้าหงิก แคนหันมาเห็นคำหล้าดีใจมาก รีบแหวกกลุ่มแฟนแพลงจะเดินไปหา ผู้จัดการส่วนตัวของแคนซึ่งเคยเป็นผู้จัดการเก่าของเด่นดวง ดึงแขนแคนไว้ถามว่าจะไปไหน แคนจะไปหาคำหล้า คนรักของเขา
“จะให้แฟนเพลงรู้ไม่ได้ว่าแคนมีแฟนแล้ว แฟนเพลงแคนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เรตติ้งแคนจะตก”
“ช่างหัวเรตติ้งมันสิพี่ ฉันจะไปหาคำหล้าของฉัน” แคนฮึดฮัด
ผู้จัดการส่วนตัวชักแม่น้ำทั้งห้ามากล่อมจนแคนยอมเดินกลับไปหาแฟนเพลง คำหล้าเห็นแคนไม่มาหา เสียใจมากวิ่งร้องไห้ออกไป แคนได้แต่มองตาม แม้อยากจะตามไปกอดคำหล้าแค่ไหนแต่ทำไม่ได้...
แคนรอจนแฟนเพลงกลับไปหมด รีบเดินตามหาหญิงคนรักไปทั่ว ผู้จัดการส่วนตัวมาตามให้ขึ้นรถได้แล้วมีอีกงานหนึ่งรออยู่ แคนโวยลั่น ขอเวลาเขาแค่สองสามนาทีเพื่ออยู่กับคนรักของเขาไม่ได้เชียวหรือ
“ห้าหกเดือนมานี่ ชีวิตฉันอยู่ในห้องอัด โชว์ตัว ไม่ก็เล่นคอนเสิร์ต ฉันทำเพื่อวง...เพื่อพี่เด่น...เพื่อพี่ แต่ไม่มีใครเห็นใจฉันเลย...ฉันคิดถึงคำหล้าจนจะบ้าตายอยู่แล้ว”
“เออก็ได้...พี่เห็นใจเอ็ง เล่นคอนเสิร์ตเสร็จแล้วไม่มีคิวงานมาแทรก พี่จะให้รถตู้พาเอ็งไปส่งบ้านแฟน”
แคนดีใจมาก อย่างน้อยก็มีความหวังจะได้เจอกับคำหล้าหญิงที่เขารักสุดหัวใจ จากนั้น ผู้จัดการส่วนตัวพาแคน
มาขึ้นรถตู้ที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ คำหล้าแอบมองแคนอยู่ห่างๆ เห็นเขาขึ้นรถตู้จากไป ร้องไห้เสียใจ คิดว่าแคนดังแล้วลืมเธอ ไม่รักเธออีกแล้ว...
ครู่ต่อมา คำหล้ากลับถึงบ้านด้วยน้ำตานองหน้า ตรงเข้าห้องตัวเองเอารูปถ่ายแคนที่มีอยู่ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยายสาเห็นลูกเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ถามว่าเป็นอะไรไปโดนศรีไพรรังแกมาอีกหรือ คำหล้าได้ยินชื่อศรีไพร คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ วิ่งออกจากบ้านมาถึงกลางทุ่งนา คุกเข่าลงกับพื้น พนมมือไหว้
“ขอแม่พระโพสพเป็นพยาน ลูกขอสาบาน ชีวิตนี้ลูกจะไม่รักพี่แคน คนปลิ้นปล้อนอีกแล้ว จบสิ้นกันทีกับการรอคอยที่เนิ่นนาน ลูกขอมีชีวิตใหม่” คำหล้าปาดน้ำตา แล้วตรงไปหาศรีไพรที่บ้าน บอกเขาว่าเธอจะแต่งงานกับเขา ศรีไพรถึงกับอึ้ง
ooooooo
ใกล้ถึงวันแต่งงานของเดือนกับสุดเขต ญาติๆของทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกันที่บ้านบุญเพื่อเตรียมงานแต่งงาน ครอบครัวของสุดเขตต่างจากญาติๆของเดือนลิบลับ ญาติของเดือนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ ส่วนสุดเขต อัญชลี แสวง มาลัย และนพ เป็นเศรษฐีมีเงิน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรู แต่ทุกคนกลับทำตัวติดดินไม่ถือตัว ทำให้ญาติๆของฝ่ายหญิงปลื้มครอบครัวว่าที่เขยมาก...
หลังจากจัดที่หลับที่นอนให้ครอบครัวของสุดเขต อัญชลีและแสวงเรียบร้อยแล้ว เดือนพาสุดเขตเข้ามาบอกบุญว่า
“เดือนกับคุณสุดเขตจะออกไปข้างนอก ฝากพ่อดูคุณลุงกับคุณป้าด้วยนะจ๊ะ ส่วนพ่อกับแม่คุณสุดเขตจัดของอยู่ในห้อง”
บุญบอกเดือนไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะดูแลแขกให้เอง...
ขณะพิณกำลังซ้อมดนตรีอยู่กับชาวคณะแม่มูลลำเพลินอยู่ที่บ้านคำแปง รถของสุดเขตแล่นมาจอดหน้าบ้าน พิณเห็นสุดเขตกับเดือนลงจากรถ จัดแจงวางเครื่องดนตรีในมือจะหลบออกทางหลังบ้าน
“อย่าหลบหน้าเดือนสิบักพิณ คนรักกันถึงเลิกรากันไปแล้ว ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”
“ฉันอึดอัดใจน่ะจ้ะแม่ครู ไม่เจอซะดีกว่า”
คำแปงขอร้องให้พิณอยู่ก่อน พิณจำใจอยู่ หลังจากเดือนกับสุดเขตถามไถ่สารทุกข์สุกดิบคำแปงแล้ว เดือนหยิบซองสีชมพูยื่นให้ พิณเห็นซองสีชมพูรู้ทันทีว่าเป็นการ์ดแต่งงานของทั้งคู่ ใจกระตุกวูบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เดือนส่งการ์ดเชิญไปงานแต่งงานให้พิณด้วยแววตาเศร้ามาก
แววตาของฝ่ายผู้รับก็เศร้าสร้อยไม่ต่างกัน เดือนกับพิณฝืนยิ้มให้กันทั้งที่ข้างในเจ็บปวดหัวใจแทบแหลกสลาย สุดเขตมองเดือนส่งการ์ดเชิญให้พิณอย่างจับผิด แต่ด้วยความที่ทั้งคู่กลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองได้ดี สุดเขตจึงจับไม่ได้ว่าพิณกับเดือนยังรักกันอยู่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
ooooooo










