ตอนที่ 13
ในเวลาต่อมา พิณ คำหล้า ยายสากับคำแปง ยกขบวนบุกมาตามหาตาสีถึงหน้าบ้านเถ้าแก่เส็ง ศรีไพร กับสมุนได้ยินเสียงเอะอะออกมาดู คำหล้าตวาดเสียงเขียวให้ศรีไพรเอาพ่อของเธอคืนมา
“แหม...เจ้าสาวข้านี่ดุจริงๆ ข้าจะปล่อยน้าสีก็ต่อเมื่อเอ็งยอมเป็นเมียข้า”
พิณไม่พอใจต่อยศรีไพรคว่ำ ก่อนเหตุการณ์จะบาน ปลาย เถ้าแก่เส็งเข้ามาห้ามทัน บอกพวกพิณว่าตาสีไม่ได้อยู่ที่นี่ ยายสาไม่เชื่อ ศรีไพรจับตัวผัวเธอไป ไม่เอามาไว้ที่นี่แล้วจะเอาไปไว้ไหน เถ้าแก่เส็งยอมให้ค้นบ้าน ถ้ายายสาไม่เชื่อคำพูดของเขา ศรีไพรเข้ามาขวาง ห้ามไม่ให้ใครเข้าบ้านของเขาเด็ดขาด
“นี่บ้านอั๊ว...ไม่ใช่บ้านลื้อ” เถ้าแก่เส็งเสียงแข็งใส่ลูกชาย แล้วพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้พวกพิณค้นบ้านของเขาได้ ศรีไพรโมโหพ่อที่หักหน้าตนเองต่อหน้าพวกพิณ...
คำหล้า คำแปง ยายสา และพิณค้นหาจนทั่วบ้านไม่เจอแม้แต่เงาของตาสี ถามคาดคั้นจากศรีไพรนอกจากไม่ได้ความอะไร เขากลับข่มขู่คำหล้า ถ้าภายใน 3 วันเธอไม่ยอมเป็นเมียเขา จองวัดให้ตาสีได้เลย คำหล้าร้องไห้โฮ ยกธงขาวยอมแพ้ จะยอมแต่งงานตามที่ศรีไพรต้องการ คำแปงหันไปขอร้องเถ้าแก่เส็ง
“เมื่อกี้เถ้าแก่หักกับลูกชายให้พวกฉันเข้ามาค้นในบ้าน แสดงว่าเถ้าแก่บริสุทธิ์ใจ ไม่รู้เห็นเป็นใจกับลูกเรื่องตาสีโดนจับมา เถ้าแก่ช่วยพูดกับศรีไพรให้ปล่อยตาสีทีเถอะ”
เถ้าแก่เส็งสั่งให้ศรีไพรปล่อยตาสี ลูกตัวแสบกลับทำหูทวนลม เขาเกลี้ยกล่อมลูกชายให้เลิกทำชั่วจะได้ไม่เป็นที่เกลียดชังของชาวบ้าน แต่ศรีไพรไม่สนใครจะเกลียดช่างหัวมัน คนอย่างเขาถ้าอยากทำอะไรก็จะทำ อยากฆ่าใครก็จะฆ่า คำหล้าขอร้องศรีไพรอย่าฆ่าพ่อของเธอ จะให้ทำอะไรเธอยอมทุกอย่าง
“อาคำหล้า...อั๊วไม่ปล่อยให้อาศรีไพรฆ่าพ่อลื้อหรอก ลื้อกลับไปก่อนเถอะแล้วอั๊วจะเอาตัวพ่อลื้อไปส่งคืนถึงบ้านเลย...ถึงอั๊วเป็นคนไม่ดี แต่อั๊วเป็นคนมีวาจาสัตย์ รับปากใครแล้วอั๊วต้องทำให้ได้”
พิณจะลองเชื่อคำพูดของเถ้าแก่เส็งสักครั้ง ชวนคำหล้า ยายสากับยายคำแปงกลับ พอพวกพิณคล้อยหลัง เถ้าแก่เส็ง ทวงถามลูกชายเอาตาสีไปไว้ไหน ศรีไพรไม่ตอบ หันไปชวน สมุนคู่ใจตั้งวงดื่มเหล้าดับอารมณ์ เถ้าแก่เส็งได้แต่ส่ายหัว เอือมระอา...พอเมาได้ที่ ศรีไพรเดินโซเซเข้าไปหาพ่อที่ห้องนอนทองสา เห็นพ่อนั่งเหม่อมองรูปถ่ายของทองสาอย่างอาลัยอาวรณ์ไม่พอใจ
“ฉันว่าที่เตี่ยลุกขึ้นมาอยากเป็นคนดี ไม่ใช่เพราะกลัวไอ้พวกชาวบ้านเกลียดหรอก เตี่ยเปลี่ยนไปเพราะอีนังทองสาต่างหาก”
“หลายปีมานี่ อั๊วหลอกเด็กในหมู่บ้านไปขาย พรากลูกจากอกพ่อแม่ วันนี้ลูกสาวอั๊วหายไป อั๊วเข้าใจแล้วว่าหัวอกคนเป็นพ่อแม่ที่ถูกพลัดพรากจากลูกมันเจ็บปวดแค่ไหน อั๊วไม่อยากทำร้ายใครอีกแล้ว”
“รักนังทองสานักใช่ไหม” ศรีไพรพูดจบอาละวาดทำลายข้าวของในห้องนอนทองสา
เถ้าแก่เส็งห้ามก็ไม่ยอมหยุด เขาเริ่มหมดแรงหน้ามืดทรุดฮวบ ศรีไพรเห็นพ่อตัวเองล้มลง ไม่สนใจทำลายข้าวของต่อจนสะใจแล้วออกจากห้อง ดำกับขาวเข้ามาประคองเถ้าแก่เส็งให้ลุกขึ้น เถ้าแก่เส็งหยิบรูปถ่ายของทองสาที่ถูกศรีไพรขว้างลงพื้นขึ้นมาดู ก่อนจะร้องไห้ด้วยความคิดถึงลูกสาว...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่หน้าห้องพักของพิณ ทองสาเห็นพิณกลับมา ปรี่เข้ากอดซบหน้ากับอก พิณพยายามดันตัวเธอออก ตำหนิว่าทำแบบนี้ถ้ามีใครมาเห็นเข้าจะไม่งาม ทองสาไม่สน ได้กอดอกอุ่นๆของเขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก พิณแนะให้ทองสากลับบ้านไปหาพ่อ ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว
“คนเราเปลี่ยนกันได้ด้วยหรือจ๊ะพี่ ฉันไม่เชื่อหรอก เตี่ยกับพี่ฉันปล่อยให้ฉันตาย”
“ให้อภัยพ่อเถอะทองสา”
“ไม่...ฉันไม่มีวันลืมเหตุการณ์วันนั้น...ฉันไปนอนตามบ้านเพื่อนมาหลายคนจนไม่มีที่ไปแล้ว ขอฉันมาอยู่กับพี่นะจ๊ะพี่พิณ” ทองสาออดอ้อน พิณให้ทองสาอยู่ด้วยไม่ได้ ชายหญิงอยู่กันสองต่อสองไม่เหมาะ เขาเลยพาเธอไปฝากไว้กับสายไหมที่สถานีอนามัย
ooooooo
ที่ห้างฯหรูกลางกรุง เดือน สุดเขต และพนักงาน ของดี.มิวสิกมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม ขอรับบริจาคเสื้อกันหนาว ผ้าห่ม และเงิน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว แฟนคลับของสุดเขตและประชาชนมาร่วมบริจาคสิ่งของกันอย่างคับคั่ง เดือนเห็นพวกพนักงานทำงาน กันอย่างขยันขันแข็ง ปลีกตัวไปซื้อน้ำกับขนมมาให้กิน บิ๋มเห็นกล่องกระดาษใบหนึ่งปิดมิดชิดวางอยู่ หันไปถามพนักงานรับของว่ากล่องอะไร
ใครเป็นคนบริจาค
“ผู้ชายใส่แว่นดำเอามาไว้ค่ะ พอหนูถามว่าข้างในเป็นอะไรก็ไม่ยอมบอก เดินหนีไปเลย”
บิ๋มเปิดฝากล่องออก เห็นพลาสติกกันกระแทกกับเศษกระดาษอัดไว้แน่น ค่อยๆหยิบออกทีละชิ้นๆพลันเห็นสายไฟโผล่ออกมา บิ๋มตาเหลือก ตะโกนลั่น
“พวกป่วนเมืองมาวางระเบิดตรงนี้”
สิ้นเสียงบิ๋ม วงแตกทันที ผู้คนหนีตายกันจ้าละหวั่น โดยมีบิ๋มวิ่งนำหน้า สุดเขตรีบแจ้ง รปภ.ของห้างฯให้โทร.ตามหน่วยกู้ระเบิด แล้วพุ่งออกไปตามหาเดือน
อีกมุมหนึ่งของห้างฯผู้คนแตกตื่นเรื่องห้างฯถูกวางระเบิดกรูกันไปที่ประตูทางออกทำให้เกิดโกลาหลทั่วทั้งห้างฯ เดือนถูกคนข้างหลังชนล้ม สุดเขตเห็นเดือนลงไปกองอยู่กับพื้นรีบเข้าไปเอาตัวกันไว้ไม่ให้เธอโดนเหยียบจนตัวเองได้รับบาดเจ็บ กว่าทั้งสองคนจะหนีออกจากห้างฯได้ต้องรอให้คนอื่นออกกันไปก่อน...
เจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดใช้เวลาพักใหญ่เข้าไปเคลียร์ แต่กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ สายไฟที่บิ๋มเจอเป็นสายไฟของกาต้มน้ำร้อน ทันทีที่เจ้าหน้าที่หิ้วกาต้มน้ำร้อนกับกล่องกระดาษออกมาจากห้างฯ ทุกคนหันขวับมองบิ๋มเป็นตาเดียวกันด้วยสายตาตำหนิ บิ๋มถึงกับยิ้มแหยๆ เธอโชคดีที่ทางห้างฯไม่ติดใจเอาความอะไร
หลังเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เดือนถึงได้รู้ว่าสุดเขตได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือจากการเข้าไปช่วยกันไม่ให้เธอโดนเหยียบ เดือนรีบพาเขาส่งโรงพยาบาล...
หมอเอกซเรย์ข้อมือสุดเขตพบเพียงรอยร้าวไม่มาก แต่ต้องใส่เฝือกอ่อนกันไว้ แล้วนัดให้มาเอกซเรย์ซ้ำอีกครั้งอาทิตย์หน้า ถ้ากระดูกประสานกันดีก็ถอดเฝือกออกได้ เดือนเห็นสุดเขตเจ็บปวดข้อมือมาก รู้สึกผิด
“คุณไม่น่าเอาตัวมาบังเดือนเลย คุณเจ็บตัวเพราะเดือนแท้ๆ”
“ถ้าวันนี้ ตอนนี้มีคนจะยิงเธอ ฉันกระโดดเอาตัวรับกระสุนแทนเธอได้อย่างไม่ลังเล ฉันตายแทนเธอได้เลยนะเดือน เจ็บแค่นี้...เล็กน้อย” สุดเขตสีหน้าจริงจัง
“เห็นคุณดีกับเดือนขนาดนี้แล้วเดือนละอายใจจังค่ะ ต่อไปนี้เดือนสัญญาว่าจะทำดีกับคุณให้มากที่สุด”
“เธอไม่ต้องพยายามหรอกเดือน ไม่ต้องพยายามทำดีกับฉันหรือทำใจให้รักฉัน ฉันต่างหากต้องพยายามทำให้เธอรักฉันให้ได้ ฉันจะเอาความดีชนะหัวใจเธอ” สุดเขตสีหน้ามุ่งมั่น เดือนฟังแล้วซึ้งใจมาก...
นพได้ข่าวสุดเขตได้รับบาดเจ็บรีบตามมาที่โรงพยาบาล พอรู้อาการลูกไม่หนักหนาสาหัสก็สบายใจ แต่ห้ามสุดเขตบอกเรื่องนี้ให้แม่ของเขารู้ เกรงจะเป็นลม แล้วชวนเดือนกับสุดเขตไปเยี่ยมเด่นดวงด้วยกัน...
ครู่ต่อมา นพ สุดเขต และเดือนเข้ามาในห้องพักฟื้นของนักร้องลูกทุ่งยอดนิยม เดือนเจอแคนเฝ้าไข้เด่นดวงที่นั่น ร้องทักทายด้วยความดีใจ นพถามเด่นดวงเป็นอย่างไรบ้าง
“หัวใจยังเต้นไม่ปกติครับ หมอเลยยังไม่ให้กลับ”
“อันที่จริง ผมไม่อยากมาบอกคุณตอนนี้หรอกนะ คุณกำลังป่วย แต่ทนายบอกว่าต้องรีบทำเรื่องสู้คดี ไม่อย่างนั้นทางคุณจะเสียเปรียบ...ค่ายเพลงเดิมของคุณส่งหนังสือมากล่าวหาว่าคุณผิดสัญญามาเซ็นกับทางผมทั้งที่ติดสัญญากับเขาอีก 1 ปี”
“ตอนคุยกับนายห้าง เขาบอกว่าจะฉีกสัญญาทิ้งให้”
นพส่ายหน้า ทางนั้นไม่ได้ฉีกสัญญาทิ้งอย่างที่รับปากเด่นดวงไว้ แถมยังเรียกค่าเสียหายที่ฐานผิดสัญญาเป็นเงินถึง 50 ล้านบาท เด่นดวงแทบช็อก หัวใจเต้นแรงหายใจไม่ทัน แคนเห็นท่าไม่ดีรีบเอาที่ครอบออกซิเจนใส่ให้ ทุกคนมองเด่นดวงด้วยความเห็นใจ...
เดือนกับแคนได้มีโอกาสพูดคุยกันตามลำพัง ทั้งคู่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนคุ้นเคย แคนฟังเรื่องที่พิณกับเดือนเลิกกันด้วยความเศร้าใจ ตัวเขาเองก็มีปัญหากับคำหล้า เขียนจดหมายไปง้อตั้งหลายฉบับ แต่เธอไม่เคยตอบ ถ้าเด่นดวงอาการดีขึ้น เขาจะกลับไปหาคำหล้าและไปกราบเท้าพ่อกับแม่
ooooooo
ข่าวนักร้องลูกทุ่งขวัญใจอันดับหนึ่งของคนอีสาน ถูกต้นสังกัดเดิมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ถูกออกอากาศไปทุกสถานีวิทยุที่เปิดเพลงลูกทุ่ง ลำเพลิน ลูกอุบล ดีเจชื่อดังก็เล่าข่าวนี้ให้กับแฟนรายการวิทยุของเขาฟังเช่นกัน
“วงในยังรายงานมาอีกว่า ตอนนี้นักร้องขวัญใจหมู่เฮา ป่วยเป็นโรคหัวใจ พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พ่อแม่พี่น้องส่งกำลังใจไปให้เด่นดวงฝ่าฟันมรสุมร้ายนี้ไปได้ด้วยดีเถิด”
คำแปงได้ยิน ดีเจลำเพลินพูดถึงเด่นดวงออกรายการสดทางวิทยุ อดนึกถึงแคนไม่ได้ จังหวะนั้นพิณเอาผักที่ปลูกเองมาให้คำแปง เห็นชาวคณะแม่มูลลำเพลินขะมักเขม้นซ่อมเครื่องดนตรีแปลกใจ ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นภาพนี้อีก คำแปงจะฟื้นฟูคณะแม่มูลลำเพลินขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เลยเขียนจดหมายตามพวกเรากลับมา และถือโอกาสนี้ชวนพิณกลับเข้าร่วมคณะด้วยกันอีก พิณยินดีอย่างยิ่ง
“อุปสรรคของเราตอนนี้ก็คือ ไม่มีงานแสดง เรายุบวงไปนานจนคนลืม” คำแปงถอนใจ หนักใจ
“ต้องมีซักงานสิแม่ครู”
ทันใดนั้น เสียงดีเจลำเพลินประกาศทางวิทยุว่าจะมีเทศกาลงานสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีคือ งานไหลเรือไฟ พิณคิดออกทันที จะให้คณะแม่มูลลำเพลินไปแสดงที่งานอะไร คิดได้อย่างนั้นแล้วพิณไม่รอช้า นั่งรถเข้าตัวเมืองอุบลฯไปหาดีเจลำเพลินที่สถานีวิทยุทันที...
ใช้เวลาพักใหญ่กว่าพิณจะเดินทางมาถึงสถานีวิทยุซึ่งดีเจลำเพลินจัดรายการอยู่ พอเห็นดีเจขวัญใจชาวอุบลฯเดินออกมาจากห้องอัดรายการ พิณปราดเข้าไปแนะนำตัวว่ามาจากคณะแม่มูลลำเพลิน ดีเจลำเพลินจำได้คลับคล้าย คลับคลา คณะนี้ยุบไปแล้ว
“แม่ครูคำแปงฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จ้ะ ฉันได้ยินพี่พูดในรายการวิทยุ พี่รู้จักกับทางคนจัดงานไหลเรือไฟ พี่ลำเพลิน ได้ชื่อว่าเป็นดีเจน้ำใจงาม ช่วยส่งเสริมนักร้อง วงดนตรีให้ได้ออกรายการวิทยุ พี่ช่วยให้พวกฉันได้ขึ้นแสดงงานไหลเรือไฟได้ไหมจ้ะ”
“บอกตรงๆนะน้อง คณะแม่มูลลำเพลินเป็นวงดนตรีขนาดเล็ก เพลงของตัวเองก็ไม่มี ถ้าทางผู้จัดงานให้วงแบบแม่มูลลำเพลินขึ้นแสดง วงแบบเดียวกันก็จะมาขอแสดงบ้าง การแสดงมีหวังลากยาวไป 10 วัน 10 คืนไม่เลิก ไปทำวงให้ใหญ่กว่านี้ก่อน มีเพลงของตัวแล้วพี่จะช่วย”
ooooooo
พิณกลับมาหาคำแปงและชาวคณะอย่างผิดหวัง เล่ารายละเอียดทุกอย่างให้ชาวคณะฟัง คำแปงเห็นด้วยกับดีเจลำเพลิน พวกเราเป็นวงดนตรีเล็กๆ แถมไม่มีเพลงเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะหางานเล็กๆให้พวกเราได้แสดง พิณรู้ดีถ้าเล่นตามงานเล็กๆ เงินที่จะได้ย่อมน้อยไปด้วย พวกเราจะมีเงินไม่พอกินพอใช้ เขาสัญญากับทุกคนจะพยายามทำทุกอย่างให้พวกเราได้ขึ้นแสดงในงานไหลเรือไฟให้
ได้...
ครูหนุ่มกลับมาถึงห้องพัก ตั้งหน้าตั้งตาแต่งเพลงให้คณะแม่มูลลำเพลินเอาไปใช้แสดงในงานไหลเรือไฟ ระหว่างนั้น เถ้าแก่เส็งแวะมาหา พิณดีใจคิดว่าเขาช่วยตาสีออกมาได้แล้ว แต่ต้องผิดหวัง เถ้าแก่เส็งมาที่นี่เพราะอยากรู้ทองสาติดต่อพิณบ้างหรือเปล่า พิณสงสารเถ้าแก่เส็ง เลยพาไปพบทองสาที่สถานีอนามัย...
ทีแรกทองสาเห็นพ่อมาหาทำเมินใส่ เถ้าแก่เส็งง้อให้ลูกกลับบ้านจนหน้ามืดจะเป็นลม ทองสาเป็นห่วงพ่อมากรีบเข้าไปดูแล ในที่สุดสองคนพ่อลูกก็ปรับความเข้าใจกันได้ พิณพลอยดีใจไปกับทั้งคู่...
ศรีไพรกับสมุนกำลังจะเอาปิ่นโตข้าวไปให้ตาสีที่ถูกกักขัง เป็นจังหวะเดียวกับเถ้าแก่เส็งพาทองสาเข้าบ้าน ศรีไพรไม่วายปากเสียแขวะน้องสาวตัวเองว่าทำอวดเก่งหนีออกจากบ้านไปแล้วบากหน้ากลับมาทำไมอีก เถ้าแก่เส็งปรามศรีไพรให้พูดกับน้องดีๆ ศรีไพรยอกย้อน ทองสาเป็นน้องไม่ใช่แม่ ทำไมต้องพูดดีด้วย
“อย่างกับพี่พูดดีกับแม่งั้นแหละ ตอนแม่ยังอยู่ฉันเห็นพี่แดกดันแม่จนแม่ร้องไห้ประจำ...ไอ้ลูกอกตัญญู”
ศรีไพรยัวะ ตบทองสาคว่ำ เถ้าแก่เส็งไม่พอใจที่ศรีไพร กล้าทำร้ายน้องต่อหน้าเขา ศรีไพรท้าทายอำนาจพ่อด้วยการตบทองสาอีกหนึ่งที
“เตี่ยอ่อนปวกเปียกอย่างนี้แล้วจะคุมงานใหญ่ได้อย่างไร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะคุมกิจการทุกอย่างแทนเตี่ย ส่วนเตี่ยก็โอ๋นังลูกรักไปแล้วกัน” ศรีไพรแดกดันพ่อตัวเองจบขับรถออกไปกับสมุน
เถ้าแก่เส็งรีบเข้าไปถามทองสาเจ็บมากไหม ทองสาเจ็บกายไม่เท่าไหร่แต่เจ็บใจมากกว่า พี่ชายแบบไหนกันรังแกได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเอง พอทองสารู้จากเถ้าแก่เส็งว่าศรีไพรจับตัวพ่อของคำหล้าไปซ่อน แล้วบังคับให้คำหล้าแต่งงานด้วย เธอคิดหาทางช่วย
“เมื่อกี้ฉันเห็นพี่ศรีไพรเอาปิ่นโตข้าวไปด้วย ต้องไปส่งข้าวให้น้าสีแน่ๆ” ทองสานิ่งคิด มีที่ไหนที่ศรีไพรจะเอาตัวตาสีไปกักขังได้บ้าง อึดใจเดียวก็คิดออก ศรีไพรต้องเอาตาสีไปขังไว้ที่บ้านร้างปลายนาแน่ๆ...
เป็นจริงอย่างทองสาคิด เธอตามไปช่วยตาสีที่บ้านร้าง หลังนั้น เอาปืนขู่ศรีไพรกับสมุนให้แก้มัดตาสี ทีแรกศรีไพรกับพวกทำฮึดฮัดขัดขืน ทองสายิงปืนลงพื้นขู่ท่าทางเอาจริง ดำกับขาวกลัวมากรีบแก้มัดให้ตาสี
“ถ้าเอ็งเอาตัวน้าสีไปคืนคำหล้า เราตัดพี่ตัดน้องกัน”
“ดีเลย ฉันก็ไม่อยากมีพี่ชายเลวๆแบบพี่...อย่าตามมาล่ะ ไม่งั้นฉันยิง”
ทองสารีบพาตาสีกลับไปส่งบ้าน คำหล้ากับยายสาตรงเข้าสวมกอดตาสีด้วยความดีใจ คำหล้าคิดว่าเถ้าแก่เส็งเป็นคนช่วยพ่อออกมา ถามหาเพื่อจะขอบคุณเขา แต่กลับพบว่าคนที่ช่วยพ่อคือทองสา คำหล้าไม่เชื่อทองสาจะกลับตัวได้ ต้องมีแผนอะไรแอบแฝงแน่ถึงมาช่วยพ่อของเธอ ทองสายังไม่ทันจะพูดอะไร
มีเสียงศรีไพรตะโกนโหวกเหวกมาจากหน้าบ้าน “นังทองสา ต่อไปนี้เอ็งไม่ใช่น้องข้า”
“อ้อ...พี่ชายส่งน้องสาวมาดูลาดเลาก่อน แกสองคนพี่น้องมีแผนชั่วอะไรกันแน่” คำหล้าไม่ไว้ใจทองสา
“นี่ไม่ใช่เวลามานั่งอธิบาย...คำหล้า...พาน้าสีไปหาที่ซ่อนก่อน ฉันรับหน้าพี่ศรีไพรเอง...ห้ามออกไปเด็ดขาด จนกว่าฉันจะไล่พี่ศรีไพรไปแล้ว”
คำหล้ามองทองสาเดินออกไปหน้าบ้านอย่างอยากจะไม่เชื่อ คนอย่างทองสาจะกลับตัวได้จริงๆ...ด้านทองสาเดินถือปืนออกมาหาศรีไพรซึ่งถือปืนรออยู่เช่นกัน
“ในเมื่อพี่จงเกลียดจงชังฉันนัก เรามาดวลปืนกันให้ตายไปข้างหนึ่งเลยไหม”
“อย่าคิดว่าข้าไม่กล้ายิงเอ็งนะ” ศรีไพรเอาปืนเล็งไปที่น้องสาวตัวเอง
ทองสากลัว แต่ทำใจดีสู้เสือท้าให้เขายิงได้เลย คำหล้าเห็นทองสาเงียบไป ตามออกมาดู พอสามคนพ่อแม่ลูกออกมาหน้าบ้านเห็นศรีไพรเอาปืนจ่อทองสาก็ตกใจ คำหล้าร้องเอะอะลั่น
“บ้าไปแล้วหรือไอ้ศรีไพร ทองสาเป็นน้องเอ็งนะ จะใจดำอำมหิตฆ่าน้องแท้ๆของตัวเองได้ลงคอหรือ”
ศรีไพรยิงน้องตัวเองไม่ลง ทองสาบอกให้เขากลับไปเสียแล้วอย่ามารังแกครอบครัวคำหล้าอีก
“เตี่ยยังสั่งข้าไม่ได้แล้วเอ็งเป็นใครถึงกล้ามาสั่งวะ...ไว้ข้าจะมาคิดบัญชีกับเอ็งสองคนทีหลัง...ข้าจะเอาปืนไปคืนเตี่ย”ศรีไพรทำฟอร์มดึงปืนไปจากมือทองสา แล้วพาสมุนขึ้นรถกลับ ทองสาโล่งใจที่รอดมาได้ คำหล้าขอบใจทองสาที่ช่วยพวกตน ทองสาขอความเป็นเพื่อนแทนคำขอบใจ คำหล้าตอบตกลงทันที
ooooooo
เพื่อนๆนักร้องลูกทุ่งทราบข่าวร้ายของเด่นดวง พากันมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ยิ่งได้รู้ว่าเขาเดือดร้อนเรื่องเงิน เพื่อนคนไหนพอมีก็ให้หยิบยืมไปใช้ก่อน พวกเพื่อนๆของเด่นดวงปรึกษากันแล้ว ตกลงจะทำอัลบั้มพิเศษหาเงินช่วยเหลือเขา เด่นดวงซาบซึ้งน้ำใจของพรรคพวกมาก...
ทันทีที่นพรู้เรื่องอัลบั้มพิเศษที่เด่นดวงกับเพื่อนๆจะร่วมกันทำ อนุญาตให้ใช้ห้องอัดเสียงที่บริษัทของเขาได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พอเด่นดวงอาการดีขึ้น หมอให้กลับบ้านได้ เขากับกลุ่มเพื่อนนักร้องและแคนรีบตรงไปห้องอัดเสียงเพื่อทำอัลบั้มชุดพิเศษ แคนขออนุญาตเด่นดวงร่วมร้องเพลงในอัลบั้มนี้สักหนึ่งเพลง ตอนเขาแก่เฒ่าจะได้เล่าให้ลูกหลานฟัง ครั้งหนึ่งเขาเคยออกเทปกับนักร้องลูกทุ่งยอดฮิตหลายคน
“เอ็งจะร้องเพลงอะไรวะ แคน”
“เพลงอะไรก็ได้ที่ติดหูแฟนเพลงจ้ะ อย่างเพลงมนต์รักลูกทุ่ง คนดังขี่หลังควาย หรือรักจางที่บางปะกงก็สนุกดีนะพี่ จังหวะโป๊งๆชึ่ง”
“ทุกเพลงที่เอ็งพูดมาติดลิขสิทธิ์ทั้งนั้นเลย เราเอาเพลงที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนอื่นมาร้องลงอัลบั้มขายไม่ได้...โดนฟ้องแหลก”
แคนเพิ่งเข้าใจคำว่า “ลิขสิทธิ์” ในเมื่อไม่มีเพลงเป็นของตัวเอง แคนเลยอดร้องเพลง คอยทำหน้าที่ส่งน้ำส่งข้าวให้พวกนักร้องดังแทน...
สุดเขตเห็นใจแคนมาก อาสาจะติดต่อครูเพลงให้แต่ง เพลงให้เขาร้อง แคนรู้ตัวดี ครูเพลงดังๆทั้งหลายไม่มีทางเขียนเพลงให้นักร้องต๊อกต๋อยอย่างเขาแน่ ชาตินี้เขาคงไม่มีวาสนาได้เข้าห้องอัดเสียงทำเพลงอย่างคนอื่น สุดเขตอยากช่วยแคน เห็นห้องอัดเสียงว่างพอดี เลยอนุญาตให้แคนเข้าไปร้องเพลง
แคนตื่นเต้นมากเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าห้องที่บุด้วยฉนวนเก็บเสียง เขาเอามือลูบผนังห้องอย่างตื่นเต้น ลองจับไมโครโฟนลอยและแผ่นกรองเสียง สุดเขตร้องห้ามผ่านทางอินเตอร์คอมว่าอย่าจับ พอหายตื่นเต้นแคนก็ร้องเพลงลูกทุ่งให้สุดเขตกับเด่นดวงที่นั่งอยู่ในห้องคอนโทรลฟัง เสียงของแคนไพเราะจับใจ...
พิณยังคงมุ่งมั่นแต่งเพลงให้คณะแม่มูลลำเพลิน เนื้อ เพลงเหลืออีกเพียงท่อนเดียวเขากลับแต่งไม่ออก ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งริมแม่น้ำมูลก็แล้วแต่หัวตื้อไปหมด เลยเอนตัวลงนอนมองฟ้า ใจลอยคิดถึงเดือน
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น สุดเขต เดือน แคน และพนักงานในบริษัทของสุดเขตนำเสื้อกันหนาวกับสิ่งของบริจาคจากแฟนคลับกับประชาชนทั่วไปใส่รถตู้ เดินทางออกจากกรุงเทพฯมุ่งสู่ภาคอีสาน รถตู้แวะแจกเสื้อกับผ้าห่มกันหนาวให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยหนาวในจังหวัดต่างๆ
ยิ่งเข้าใกล้จังหวัดอุบลฯอากาศยิ่งหนาวเย็นมากขึ้น เดือนเริ่มเป็นไข้ตัวร้อน ต้องกินยาแล้วนั่งหลับมาในรถ สุดเขตต้องคอยแตะหน้าผากเธอเช็กอุณหภูมิเป็นระยะๆเดือนรู้สึกตัวปรือตาขึ้นมอง
“ยังปวดหัวอยู่ไหมครับ” สุดเขตถามด้วยความเป็นห่วง
“กินยาแล้วดีขึ้นค่ะ แต่ยาทำให้ง่วงมากเลย”
ชายหนุ่มดึงเดือนมานอนพิงไหล่ให้เธอหลับสบายๆแล้วหยิบผ้าห่มมาห่มให้ กอดเธอไว้ให้ความอบอุ่น เดือนหลับในอ้อมแขนเขา ตะวันอ่อนแสงแล้วเมื่อรถตู้ของสุดเขตกับคณะแวะจอดที่จุดพักริมทางเป็นจุดสุดท้ายก่อนจะเข้าตัวจังหวัดอุบลฯ ทุกคนลงจากรถมายืดเส้นยืดสาย แคนเดินเข้ามาคุยกับสุดเขต
“ผมจำได้ว่าตรงนี้มีจุดชมวิว มองไปเห็นลุ่มแม่น้ำมูลเป็นพื้นน้ำกว้าง แม่น้ำไหลเลียบภูเขาสวยอย่างกับสวรรค์บนดินเลยครับ คุณสุดเขต”
“เหรอ...อยากไปดูจัง”
“ไม่เห็นมีป้ายบอกทางไปจุดชมวิว สงสัยปิดไปแล้ว จุดพักรถตรงนี้ไม่ค่อยมีใครแวะจอดครับ ใกล้ถึงอุบลฯแล้ว คนขับรถมักตียาวเข้าตัวเมืองอุบลฯเลย”
สุดเขตสนใจ ปลีกตัวไปเดินหาป้ายบอกทางไปจุดชมวิว เห็นป้ายล้มอยู่กับพื้นชี้ไปทางป่าโปร่งเบื้องหน้า มีทางเดินเล็กๆพาเข้าไป เดือนซึ่งหายไข้แล้วเดินมาถามสุดเขตว่าดูอะไรอยู่ สุดเขตเห็นยังพอมีเวลาเลยชวนเธอไปดูวิวด้วยกัน ทั้งคู่เดินตามทางเล็กๆ เข้าป่าไม่นานก็เห็นป้ายมีลูกศรชี้บอกทางไปจุดชมวิว
“เธอเคยมาดูวิวตรงนี้หรือเปล่า”
“ไม่เคยค่ะ...เพิ่งรู้เหมือนกันว่ามี...รกขึ้นเรื่อยๆนะคะ เดินลำบากด้วย นี่ถ้าวิวไม่สวยจริงอย่างที่พี่แคนบอกล่ะก็ เดือนจะกลับไปต่อว่าให้น่าดูเลยเชียว”
เดือนกับสุดเขตเดินตามป้ายบอกทางไปจนกระทั่งป่าที่เคยโปร่งกลับรกทึบขึ้นเรื่อยๆ เดือนชักหวั่นๆจะหลงทางจึงชวนกลับ สุดเขตท้วง จะหลงได้อย่างไรในเมื่อมีทางเดินทางเดียวไม่มีแยกซ้ายแยกขวา เราสองคนแค่เดินไปตามทางอึดใจเดียวก็ถึงจุดชมวิวแล้ว
“อย่าเสี่ยงไปต่อเลยค่ะ ป่าแถวนี้ทึบ อาจจะมีสัตว์อันตราย”
สุดเขตคะยั้นคะยอจนเดือนใจอ่อนยอมไปต่อ สุดท้าย ทั้งคู่หลงทางจนได้ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว สุดเขตกับเดือนยังเดินวนอยู่ในป่า อยู่ๆกิ่งไม้รอบตัวสั่นไหว เดือนกลัวมากวิ่งหนีเตลิดอย่างไม่คิดชีวิต สุดเขตวิ่งตามจนทันคว้าตัวเธอไว้ได้ มองไปเบื้องหน้าเห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ มีกระท่อมหลังหนึ่งอยู่กลางป่า
“เรารอดแล้วค่ะ” เดือนดีใจมาก ทั้งสองคนรีบตรงไปที่กระท่อมเพื่อขอความช่วยเหลือ...
ลุงกับป้าเจ้าของกระท่อมกำลังจะเข้ามุ้งนอนตอนที่เดือนกับสุดเขตวิ่งกระหืดกระหอบไปถึง สุดเขตขอร้องให้ลุงกับป้าช่วยพวกเราด้วย เราสองคนจะไปเที่ยวจุดชมวิวแต่หาไม่เจอ เลยหลงทาง
“ไอ้จุดชมวิวนั่นมันปิดไปนานแล้วพ่อหนุ่ม ไม่มีคนมาเที่ยว”
“ลุงช่วยพาเราสองคนออกไปส่งที่จุดพักรถทีครับ รถของเราจอดอยู่ที่นั่น”
ลุงกับป้าขอให้ทั้งคู่ค้างที่นี่ก่อน เดินทางค่ำๆมืดๆในป่าอันตรายมาก แม้แต่คนนำทางเองยังหลงมาแล้ว เดือนกับสุดเขตต้องนอนค้างที่กระท่อมกลางป่า ป้าเอามุ้งกับหมอนมาให้แล้วขอตัวเข้านอน...
เดือนกางมุ้งเสร็จมุดเข้ามุ้งนอน สุดเขตดับตะเกียงแล้วล้มตัวนอนนอกมุ้ง ทันทีที่มืด ยุงป่ารุมกัดเขาอุตลุด เดือนสงสารเลยเปิดมุ้งให้เข้ามานอนด้วยกัน สุดเขตเกรงใจ
“เดี๋ยวพอหลับก็ไม่รู้สึกแล้วล่ะว่ายุงกัด”
“ไม่ได้กินยามาจะเป็นไข้มาลาเรียเอานะคะ...เข้ามาสิคะอย่าดื้อ”
สุดเขตมุดเข้ามานอนในมุ้ง พยายามนอนห่างหญิงสาวให้มากที่สุด...ตกดึก เดือนรู้สึกตัวตื่น เห็นสุดเขตตัวจะหลุดไปนอกมุ้ง ค่อยดึงเขามานอนกลางมุ้ง เอาหมอนที่มีอยู่ใบเดียวให้หนุน หญิงสาวยิ้ม รู้สึกดีที่เขาให้เกียรติไม่ฉวยโอกาสกับเธอแม้แต่น้อย แล้วล้มตัวลงนอนข้างเขา
ooooooo
ป้ากับลุงเจ้าของกระท่อมลุกขึ้นแต่เช้ามืด สุดเขตรู้สึกตื่นเห็นเดือนนอนหนุนแขนเขาอยู่ ใบหน้าของเธออยู่ใกล้แค่คืบ เขามองใบหน้าแสนสวยนั้นอย่างหลงใหล เผลอใจก้มลงจะจูบหน้าผาก แต่หญิงสาวขยับตัวทำท่าจะตื่น สุดเขตตกใจแกล้งหลับ เดือนตื่นขึ้นเห็นสุดเขตยังหลับอยู่ ห่มผ้าให้แล้วมุดมุ้งออกไป สุดเขตหรี่ตามอง เห็นเดือนเดินออกไปหน้ากระท่อม กอดผ้าห่มที่ยังมีไออุ่นจากตัวหญิงคนรักอย่างมีความสุข
ด้านเดือนออกมาช่วยป้าก่อกองไฟหุงข้าว สักพัก สุดเขตออกมาล้างหน้าล้างตา แล้วมาช่วยลุงผ่าฟืน อาสาดิบดีแต่ทำไม่เป็น ใช้ขวานผ่าท่อนไม้ไม่โดน ลุง ป้ากับเดือนพากันขำ
สุดเขตโดนหัวเราะเยาะ ฮึดสู้อยากเอาชนะ ในที่สุดก็ผ่าฟืนจนสำเร็จ เขาโดดตัวลอยด้วยความดีใจ
“เอาถ้วยรางวัลไหมคะ...จะจัดให้” เดือนกระเซ้า สุดเขตทำทีไม่สน ตั้งหน้าตั้งตาผ่าฟืนจนหมด
จากนั้น เขาเดินไปล้างเหงื่อที่ลำธารใกล้กระท่อม เดือนเอาผ้าห่มที่ใช้เมื่อคืนมาซักทำความสะอาด สุดเขตเข้ามาช่วยแต่ซักไม่เป็น เดือนหมั่นไส้ ดึงผ้าห่มมาซักเอง สุดเขตนึกสนุกวักน้ำใส่ เดือนห้ามก็ไม่หยุด ทั้งคู่วิ่งเล่นกันริมลำธารมีความสุข แล้วมานั่งเอาเท้าแช่น้ำเล่น สุดเขตมองป่าเขียวชอุ่มรู้สึกสดชื่น
“ชีวิตในป่านี่ก็สงบดีนะครับ ได้อยู่กับธรรมชาติ เห็นต้นไม้เขียวๆ ฟังเสียงนกเสียงหริ่งเรไร ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มารบกวน”
เดือนเย้า ถ้าชอบชีวิตแบบนี้ น่าจะมาปลูกบ้านอยู่ข้างบ้านลุงกับป้า ทั้งคู่จะได้มีเพื่อนบ้าน สุดเขตมาอยู่แน่ๆถ้าเดือนมาด้วย รับรองเขาอยู่ในป่าได้ทั้งปีทั้งชาติ ไม่ออกไปไหนเลยยังได้
“ไม่เจอบรรดาแฟนคลับก็ได้เหรอคะ เห็นคุณรักแฟนคลับจะตาย”
“รักไม่เท่าที่รักเธอ แค่มีเธอคนเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับฉัน...ฉันไม่ต้องการใครอีกแล้วในโลกนี้” สุดเขตทำตาซึ้ง ขยับไปใกล้เดือน แล้วยื่นหน้าจะจูบ แต่ป้าเข้ามาตามไปกินข้าวเสียก่อน สุดเขตวืดตามเคย...
หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ลุงใจดีพาเดือนกับสุดเขตไปยังจุดชมวิว ทางเดินรกมากลุงต้องเอาพร้าฟันต้นไม้เปิดทางไปตลอด สุดเขตคอยประคองเดือนไม่ห่าง ดูแลทุกฝีก้าว ไม่นานนัก ลุงพาเดือนกับสุดเขตมาถึงจุดชมวิว ผู้มาเยือนทั้งสองตะลึงกับความงามเกินบรรยาย แม่น้ำมูลไหลคดเคี้ยวไปตามเทือกเขาสุดลูกหูลูกตา
“สวยเหมือนสวรรค์บนดินอย่างแคนพูดจริงๆ” สุดเขตถึงกับเพ้อ
“เดือนดีใจที่เราดั้นด้นมาจนถึง มันคุ้มที่ได้มาเห็น”
สุดเขตโอบบ่าเดือนไว้ ซึมซับความงามของลุ่มแม่น้ำมูลด้วยกันอย่างสุขหัวใจ...
พอสายๆ ลุงพาเดือนและสุดเขตกลับมาที่กระท่อมเห็นแคนรออยู่ แคนดีใจวิ่งเข้ามาหา ตอนป้าบอกเขาว่ามีหนุ่ม สาวหลงป่ามานอนค้าง เขาไม่มั่นใจจะใช่เดือนกับสุดเขตหรือเปล่า ทำท่าไหนถึงได้หลงป่า
“ก็เข้ามาดูจุดชมวิวที่แคนว่าสวยนักหนา เกิดหลงทาง ลุงพาผมไปดูวิวมาแล้วนะ สวยมากจริงๆ สวยราวกับภาพเขียน”
“ได้ดูวิวแล้วก็กลับเถอะครับ ทุกคนเป็นห่วงมาก จะแจ้งตำรวจให้ช่วยตามหาตั้งแต่เมื่อคืน แต่เกรงจะเป็นข่าวใหญ่เลยแยกย้ายกันออกตามหาก่อน”
“นี่พี่แคนเดินเข้าป่ามาไม่หลงเหรอจ๊ะ”
แคนทำเครื่องหมายไว้ที่ต้นไม้ตลอดทางเดินเข้ามา สุดเขตกับเดือนขอบคุณลุงกับป้าที่เมตตาช่วยเหลือแล้วลากลับ ลุงกับป้ามีน้ำใจให้ปลาตากแห้งเป็นของฝากจากป่าติดมือกลับไปด้วย...
รถตู้ของสุดเขตกับคณะเดินทางมาถึงตัวเมืองอุบลฯ ตอนเย็น เดือน สุดเขต และคณะแจกเสื้อกันหนาวให้กับชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ตำบลเล็กๆแห่งหนึ่งของจังหวัดนี้เป็นที่สุดท้าย ชาวบ้านเข้าแถวรอรับเสื้อกันหนาวหลายคน แต่เสื้อกันหนาวที่เอามาไม่พอแจก สุดเขตสงสารชาวบ้านมากควักเงินให้กำนันหมดกระเป๋า
“กำนันครับ ช่วยซื้อเสื้อกันหนาวมาแจกชาวบ้านด้วยนะครับ”
กำนันกับพวกชาวบ้านไหว้สุดเขตปลกๆ เขายังถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองให้คนชราคนหนึ่ง คนชราดีใจมากตรงเข้าสวมกอดสุดเขต คนชราคนนั้นเป็นแค่ชาวบ้านจนๆ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม แต่สุดเขตไม่ได้รังเกียจแม้แต่น้อย ชายหนุ่มได้ใจจากเดือนไปเต็มๆ
ooooooo
ค่ำวันเดียวกัน มีงานประเพณีไหลเรือไฟที่อุบลฯ บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก เวทีแสดงดนตรีอลังการงานสร้าง มีร้านค้ามาร่วมงานมากมาย ผู้คน ทยอยกันมาจับจองที่นั่งหน้าเวทีรอดูการแสดงดนตรี...
พิณกับคณะแม่มูลลำเพลินมาถึงลานจอดรถหน้างาน ชาวคณะช่วยกันขนเครื่องดนตรีลงจากรถกระบะที่เช่ามา คำแปงเป็นห่วง เกิดผู้จัดงานไม่ให้คณะของเราขึ้นเวทีพวกเราคงมาเสียเที่ยว พิณท้วง
“เราไม่มาก็เท่ากับปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเฉยๆนะจ๊ะแม่ครู ลองเสี่ยงมา อาจจะได้ขึ้นแสดงก็ได้”
ระหว่างนั้น รถตู้ของสุดเขตกับคณะแล่นมาจอดใกล้ๆ เดือนกับสุดเขตลงจากรถเจอพิณมองอยู่ เดือนยิ้มให้เขาแทนคำทักทาย พิณยิ้มตอบ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน สุดเขตเข้ามาทักทายพิณถึงได้รู้ พิณกับคำแปงและชาวคณะไม่ได้มาเที่ยว แต่มาแสดงดนตรี เดือนสนใจทันที ถามคำแปงจะขึ้นเวทีเมื่อใดเธอจะได้มาดู
คำแปงยังไม่รู้เลยจะได้ขึ้นเวทีหรือเปล่า แคนลงจากรถตู้เห็นคำแปงยืนคุยอยู่กับเดือน รีบมากราบเท้าคำแปงขอโทษที่ทิ้งวงไปไม่ได้ร่ำลา ขอให้เธอยกโทษให้ คำแปงไม่เคยถือโทษโกรธแคน มีแต่คอยส่งใจไปช่วยให้เขาไล่ตามความฝันได้สำเร็จ แคนบ่นเสียงอ่อย ความฝันที่เขาไล่ตาม ยังห่างไกลความจริงนัก
“ไกลแค่ไหนก็ต้องเอื้อมให้ถึง พวกเราทุกคนที่คณะส่งแรงใจไปช่วยบักแคน อย่าทำให้พวกเราผิดหวัง”
แคนรับคำ มองไปแถวนั้นไม่เห็นคำหล้าก็ถามหา ได้ความว่าจะมากับทองสา แคนอยากเจอคำหล้ามากรีบออกตามหา...ด้านคำหล้าชวนทองสามายืนเกาะหน้าเวที รอการแสดงของพิณกับคณะแม่มูลลำเพลิน แต่ไม่เห็นพิณขึ้นแสดงสักที...
ที่ด้านหลังเวที พิณกับคำแปงกำลังช่วยกันขอร้องดีเจลำเพลิน อนุญาตให้พวกตนขึ้นแสดง ดีเจขวัญใจชาวอีสานอยากจะช่วยคณะของคำแปงได้ขึ้นแสดง แต่การที่เขาจะเอาชื่อเสียงตัวเองไปรับประกันวงดนตรีวงไหน วงนั้นต้องมีข้อดีข้อเด่น แต่คณะของคำแปงเป็นแค่วงดนตรีพื้นๆ เพลงของตัวเองก็ไม่มี
คำแปงโพล่งขึ้นทันที “เรามีเพลงใหม่แล้ว”
“เอ่อ...ฉันยังแต่งไม่เสร็จจ้ะแม่ครู” พิณเสียงอ่อย ดีเจลำเพลินช่วยอะไรคำแปงไม่ได้ถ้าไม่มีเพลงเป็นของตัวเอง ชาวคณะทุกคนผิดหวังมาก ครั้งนี้พวกตนคงมาเสียเที่ยวจริงๆ...
พิณรู้สึกผิดที่แต่งเพลงให้คณะไม่เสร็จ หนีไปนั่งหลบมุมน้ำตาซึม เห็นเดือนเดินกินขนมสายไหมหยอกล้อมากับสุดเขต เขารู้สึกเจ็บแปลบหัวใจ ทั้งคู่เดินคุยกันกะหนุง กะหนิงผ่านหน้าพิณโดยไม่ทันเห็นเขา พิณล้วงกระเป๋าหยิบกระดาษเขียนเนื้อเพลงที่ยังแต่งท่อนสุดท้ายไม่เสร็จออกมา ความเจ็บปวดที่เห็นหญิงที่เขารักหมดใจควงแขนกับชายอื่น บีบคั้นอารมณ์จนพิณแต่งเพลงท่อนสุดท้ายสำเร็จ
ooooooo
ขณะเดียวกัน คำหล้ากับทองสารออยู่หน้าเวทีนานสองนานไม่เห็นพิณกับคณะขึ้นแสดง ชวนกันไปหาอะไรกินรองท้องก่อน เดินได้ไม่กี่ก้าว เจอศรีไพรกับสมุนมารดำมารขาวเดินแหวกฝูงชนมาหน้าเวที สองสาว
หันหลังกลับเดินหนี ศรีไพรกับสมุนเร่งฝีเท้าไล่ตาม
ทองสาเห็นจวนตัวจะหนีไม่พ้น บอกคำหล้าหนีไปก่อน เธอจะถ่วงเวลาศรีไพรให้เอง คำหล้าวิ่งหนีต่อ ศรีไพรไล่ตามมาถึงตรงทองสายืนอยู่ เธอคว้าแขนเขาไว้ไม่ให้ตามคำหล้า ศรีไพรไม่พอใจผลักเธอพ้นทาง ทองสาไม่ยอมแพ้ พุ่งคว้าเสื้อพี่ชายดึงขาดติดมือ ศรีไพรโกรธตบทองสาหน้าหัน
“ไอ้ขาว...จับนังทองสาไว้...ไอ้ดำ แยกกันไปจับคำหล้ามาให้ได้” ศรีไพรกับดำแยกกันไปคนละทาง
คำหล้าหนีมาตรงที่มีร้านค้าตั้งอยู่ ศรีไพรมาดักหน้าขณะที่ดำดักหลังไม่ให้หนี คำหล้าตะโกนขอความช่วยเหลือลั่น ชายชาวบ้านคนหนึ่งจะเข้ามาช่วย แต่ศรีไพรชักปืนออกมาข่มขวัญ เลยไม่มีใครกล้ายุ่งแล้วลากตัวคำหล้าไปแถวพงหญ้าเปลี่ยวนอกงาน สั่งให้ดำคอยดูต้นทาง ใครโผล่เข้ามาให้ตะโกนบอก
“เอ็งจะทำอะไรข้าไอ้ศรีไพร” คำหล้าพูดพลางดิ้นหนี
“ฉุดสาวมาที่เปลี่ยว ไม่ได้ชวนมาเล่นเป่ายิงฉุบหรอก” ศรีไพรไม่รอช้าตรงเข้าปลุกปล้ำ คำหล้าสู้สุดฤทธิ์ทั้งจิกทั้งกัด ศรีไพรชักฉุนต่อยท้องน้อยคำหล้าจุกตัวงอ...
ฝ่ายแคนเดินหาคำหล้ามาเจอทองสาโดนขาวคุมตัวอยู่จะเข้าไปช่วย แต่ทองสาร้องห้าม เร่งแคนให้รีบไปช่วยคำหล้าก่อน ศรีไพรฉุดเธอไปทางโน้น แคนวิ่งไปยังทิศทางที่ทองสาชี้ ตามไปช่วยคำหล้าได้ทันเวลาอัดจอมโฉดศรีไพรคว่ำ แล้วพาคำหล้าไปปรับความเข้าใจกัน คำหล้ายังงอนแคนไม่หายที่ขาดการติดต่อกับเธอตั้งแต่วันที่เธอตามเขาไปบาร์เกย์แห่งนั้น แคนนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นแล้วละอายใจ
“งานนั้นทำให้พี่อัปยศอดสูตัวเองมาก พอคำหล้าหนีกลับบ้านพี่ก็ไม่ไปทำงานที่นั่นอีกเลยจ้ะ พี่เขียนจดหมายบอกคำหล้า แต่คำหล้าไม่ตอบพี่สักฉบับ”
คำหล้าไม่เคยได้รับจดหมายจากแคน สงสัยจดหมายคงตกหล่นระหว่างทาง เธอดีใจมากที่แคนยังไม่ลืมเธอ แคนไม่เคยลืมคำหล้า ทุกลมหายใจเข้าออกของเขามีแต่เธอผู้เดียว แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาว
“ผู้ชายที่ชื่อไอ้แคนคนนี้ ขอมอบชีวิตให้ผู้หญิงคนเดียวที่มันรักและเทิดทูน”
คำหล้ามองตาปราดเดียว รู้ทันทีว่าแคนพูดออกมาจากหัวใจ โผกอดเขาด้วยความรักหมดใจเช่นกัน...
พิณแต่งเพลงเสร็จ ออกตามหาแคนเพื่อมาร้องเพลงให้ เจอแคนเดินจับมือมากับคำหล้าสีหน้ายิ้มแย้ม พิณมองออก ทั้งคู่คืนดีกันแล้ว แสดงความยินดีด้วย
“รักกันมากขึ้นกว่าเดิมด้วย ใช่ไหมจ๊ะยอดรักของพี่แคน” แคนหอมแก้มคำหล้าโชว์
“อายพี่พิณมั่งสิพี่แคน” คำหล้าเขินหน้าแดง
“พี่ไม่อยากแยกคู่รักหรอกนะ แต่ต้องขอตัวแคนไปสักเดี๋ยว...ฉันมีเรื่องให้แกช่วย”
พิณพาแคนมาหลังเวทีแสดงดนตรี ให้เขาลองร้องเพลงให้ดีเจลำเพลินฟัง น้ำเสียงอันไพเราะของแคนสะกดดีเจลำเพลินอยู่หมัด ถึงกับออกปากชมไม่หยุด แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้คณะแม่มูลลำเพลินขึ้นแสดง ดีเจลำเพลินต้องขอไปคุยกับทางผู้จัดงานก่อน
ooooooo
หลังจากรอมานาน คณะแม่มูลลำเพลินได้ขึ้นแสดงสมใจ คำหล้ามายืนให้กำลังใจแคนอยู่หน้าเวทีเดือนกับสุดเขตเดินมายืนข้างๆคำหล้าคอยส่งแรงใจให้ทุกคนในคณะ แคนขึ้นไปร้องเพลง “เสียงจากแม่มูล” ที่พิณแต่ง เสียงร้องแสนไพเราะของแคนประกอบกับเนื้อหาของเพลงกินใจมาก ตรึงคนดูให้อยู่กับที่ไม่ไปไหน
เหล่าแม่ยกพากันเอาพวงมาลัยดอกไม้มาคล้องคอแคน คำหล้าซื้อพวงมาลัยมาคล้องให้เขาเช่นกัน แคนยิ้มแก้มแทบปริที่ได้พวงมาลัยเต็มคอเหมือนพวกนักร้องดังๆที่เขาใฝ่ฝันอยากจะเป็น...
ทุกคนในคณะแม่มูลลำเพลินต่างดีใจที่คนดูให้การตอบรับเป็นอย่างดี ดีเจลำเพลินปลื้มมาก ถึงขนาดขอเอาเพลงนี้ไปอัดลงแผ่น เพื่อเปิดทางวิทยุโปรโมตทั่วภาคอีสานโดยจะขอให้แคนเป็นคนร้อง
“ต้องขอทางค่ายก่อนจ้ะพี่ ฉันกำลังจะเซ็นสัญญาเป็นนักร้องสังกัดเดียวกับพี่เด่นดวง แดนอีสาน”
ลำเพลินดีใจกับแคนด้วยที่จะได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ แต่ถ้าค่ายเพลงแห่งนั้นไม่จับแคนเซ็นสัญญา ให้แคนมาหาเขาที่อุบลฯ เขาจะปั้นแคนเอง แล้วขอตัวกลับขึ้นเวทีทำหน้าที่พิธีกรต่อ พิณชมแคนว่าเสียงดีมากคนดูนิ่งงันเหมือนต้องมนต์ แคนชมพิณกลับ ที่คนดูประทับใจไม่ใช่เสียงร้องของเขาแต่เป็นเพราะเพลงที่พิณแต่งต่างหาก ชายหนุ่มทั้งสองยอกันไปยอกันมา จนคำแปงอดแซวไม่ได้
“ยอกันเองซะแล้วสองคนนี่ แม่ครูว่าเก่ง มีพรสวรรค์ทั้งคู่แหละ” คำแปงยิ้มมีความสุข...
ในเวลาเดียวกัน ที่หน้าเวที ดีเจลำเพลินเชิญผู้ว่าฯจังหวัดอุบลฯขึ้นมากล่าวเปิดงานประเพณีไหลเรือไฟ คำหล้าซึ่งยืนอยู่หน้าเวทีชวนเดือนไปหาพิณกับแคนหลังเวทีด้วยกัน
“ฉันจะอยู่กับคุณสุดเขต ฝากชมพี่แคนด้วยนะว่าร้องเพราะมาก เสียงพี่แคนยังก้องอยู่ในหัวฉันเลย”
“แล้วจะบอกให้” คำหล้าเดินไปทางหลังเวที
“พรุ่งนี้เราก็จะกลับกรุงเทพฯแล้ว ไม่ไปคุยกับพิณสักหน่อยหรือเดือน” สุดเขตคะยั้นคะยอ เดือนคุยกับพิณมาทั้งชีวิตแล้ว ไม่มีอะไรจะคุยกับเขาอีกแล้ว เดือนกำลังจะตัดใจจากพิณได้จริงๆ
ooooooo
อีกมุมหนึ่งของงาน ขณะศรีไพรกำลังสั่งให้ดำไปตามหาขาว สะดุดตาวณิพกคนหนึ่งซึ่งกำลังร้องเพลงขอเงินจากนักท่องเที่ยว ศรีไพรจ้องวณิพกคนนั้นตาไม่กะพริบ พอเห็นหน้าชัดๆ จำได้ทันทีว่าคือบัวผัน...
ดำมาเจอขาวคุมตัวทองสาอยู่ ต่อว่าว่าหายหัวไปไหนมาลูกพี่ตามหาให้ควั่ก ขาวถึงกับร้องอ้าว ลูกพี่สั่งให้เขาเฝ้าทองสาไว้ เขาก็ทำตามสั่ง ทองสาถามดำว่าแคนไปช่วยคำหล้าได้ไหม ดำพาซื่อ เล่าเหตุการณ์ที่ศรีไพรถูกแคนอัดหมอบราบคาบให้ฟัง ทองสาสะใจมาก สมน้ำหน้าพี่ชายตัวเอง
ไม่นานนัก ศรีไพรคุมตัวบัวผันเข้ามาสมทบ ทองสาตกใจที่เห็นบัวผันอยู่ในสภาพสกปรกมอมแมม ศรีไพรสั่งสมุนทั้งสองปล่อยตัวทองสา แล้วมาคุมตัวบัวผันไป ทองสาจ้องหน้าพี่ชายเขม็ง
“อย่าบอกนะ พี่ทำอะไรคำหล้าไม่ได้เลยจะทำบัวผันแทน บัวผันมันยังเด็กอยู่นะพี่”
“ข้าจะทำอะไรใครมันเรื่องของข้า เอ็งอย่าแส่”
ศรีไพรกับพวกคุมตัวบัวผันหายไปในความมืด ทองสามองตามเป็นห่วงบัวผัน ครู่ต่อมา ศรีไพรคุมตัวบัวผันมาถึงที่เปลี่ยวริมแม่น้ำมูล บัวผันเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน ท้าศรีไพรจะฆ่าจะแกงอย่างไรก็เอาเลย ทุกวันนี้เธอเหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ศรีไพรทำไว้กับเธอ ทองสามาทันได้ยินพอดี
“พี่ศรีไพรทำอะไรบัวผัน”
“มันหลอกฉันไปขายตัวที่กรุงเทพฯ ฉันโดนผู้ชายย่ำยี อับอายจนไม่กล้ากลับไปสู้หน้าพ่อแม่”
ทองสาคิดไม่ถึง พี่ชายตัวเองจะชั่วช้าได้ขนาดนี้ บัวผันสาปแช่งศรีไพรขอให้ตกนรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ศรีไพรไม่สนแช่งได้แช่งไป แต่ใครที่คิดจะเปิดโปงเขา โทษคือตายสถานเดียว แล้วชักปืนจะยิงบัวผัน
ทองสาเอาตัวขวางไว้ “เสียงปืนดัง คนในงานต้องวิ่งมาดู พี่ก็จะโดนตำรวจจับ”
ศรีไพรหยุดคิดอึดใจ ก่อนจะหันไปสั่งดำกับขาวลากตัวบัวผันไปกดน้ำ สองสมุนรีบทำตามสั่ง ทองสาคว้าไม้แถวนั้นไล่ฟาดดำกับขาวไม่ยั้งจนหนีกระเจิง บัวผันรอดจากถูกกดน้ำตายหวุดหวิด จังหวะนั้น เสียงพิธีกรบนเวทีประกาศเชิญผู้ว่าฯจุดพลุเริ่มงานประเพณีไหลเรือไฟ เสียงพลุดังสนั่นหวั่นไหว
ศรีไพรยิ้มเหี้ยม เสียงพลุดังขนาดนี้ต้องกลบเสียงปืนได้แน่ คว้าปืนขึ้นมาเล็งบัวผัน ทองสาเข้าไปขวางบอกให้บัวผันวิ่งหนี ศรีไพรสั่งสมุนทั้งสองคนจับตัวทองสาไว้ แล้วเล็งปืนไปยังบัวผันที่กำลังวิ่งหนี รอจังหวะเสียงพลุดังอีกครั้ง ทันทีที่เสียงพลุดังปัง ศรีไพรรีบลั่นกระสุนใส่บัวผัน เสียงปืนกับเสียงพลุกลืนกันไป บัวผันล้มคว่ำจมกองเลือด ทองสาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงกับพื้นที่เห็นบัวผันตายไปต่อหน้าต่อตา
ดำกับขาวช่วยกันลากศพบัวผันโยนทิ้งแม่น้ำมูล ทองสา ปราดเข้าไปจะเอาศพบัวผันคืน แต่ศรีไพรจับตัวไว้ ทองสาได้แต่มองศพบัวผันจมหายไปกับกระแสน้ำ ศรีไพรยิ้มพอใจ โยนปืนทิ้งน้ำทำลายหลักฐาน
“ทองสา...ถ้าปากโป้งบอกใคร ข้าจะส่งเอ็งไปอยู่เป็นเพื่อนนังบัวผัน” ศรีไพรผละจากไปอย่างไม่แยแส
“โธ่...บัวผัน ไม่น่ามาตายแบบนี้เลย...บัวผันต้องไม่ตายฟรี...พี่ศรีไพรต้องชดใช้กรรม” ทองสาขบกรามแน่นเจ็บแค้นแทนบัวผัน รีบลงไปงมหาปืนของศรีไพรจนเจอ
ooooooo
ด้านหลังเวที คำหล้าคว้ามือแคนจะชวนไปดูเรือไฟ แต่ดีเจลำเพลินพาเพื่อนเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“มีคนอยากคุยด้วยน่ะแคน...นี่คุณประยุทธเจ้าของสถานีเคเบิลท้องถิ่น อยากให้แคนไปร้องเพลงสดๆในรายการ”
แคนตื่นเต้นจะได้ออกทีวี คำหล้าพลอยตื่นเต้นดีใจไปกับเขาด้วย ดีเจลำเพลินชวนแคนไปนั่งคุยรายละเอียดกันด้านโน้น ทิ้งให้คำหล้ายืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง...
สุดเขตดูการแสดงของคณะแม่มูลลำเพลินอยู่หน้าเวทีกับเดือนได้สักพัก ก็ขอตัวไปดูเรือไฟที่แม่น้ำ ถ้าเดือนจะอยู่ดูพิณต่อ เขาไปคนเดียวก็ได้ เดือนขอไปด้วย พิณแสดงดนตรีอยู่บนเวที เห็นเดือนเดินคลอเคลียไปกับสุดเขต เจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ
พอได้จังหวะที่พิณต้องโชว์เดี่ยวดีดพิณ เสียงพิณที่ดีดออกมาฟังแล้วเศร้ามาก บ่งบอกความรู้สึกเจ็บช้ำใจของผู้ดีด พิณรู้ตัวดีไม่มีวันตัดใจจากเดือนได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน...
ครู่ต่อมา สุดเขตกับเดือนหาที่นั่งดูเรือไฟเหมาะๆจนได้ ตรงนี้มีชาวบ้านนั่งอยู่ไม่กี่คน จึงไม่พลุกพล่าน สุดเขตสงสัยเรือไฟพวกนี้มาจากไหนกัน
“คุ้มวัดส่งมาค่ะ แล้วก็เป็นของพวกชาวบ้าน ดูลำนั้น สิคะ...สวยจังเลย”
แสงจากเรือไฟส่องกระทบใบหน้างดงามของเดือน สุดเขตมัวแต่จ้องมองใบหน้าหญิงคนรักไม่ได้มองเรือไฟ “ครับสวย...สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย”
เดือนหันมาเห็นเขาจ้องหน้าก็เขิน ทั้งสองมองสบตากันนิ่ง สุดเขตเอนตัวจะหอมแก้ม แต่เดือนไม่ยอม เขาเลยดึงเธอมากอดแทน ทั้งสองคนชื่นชมความงามของเรือไฟด้วยกัน สุดเขตมีความสุขมาก
“ไม่อยากให้เช้าเลย ฉันอยากกอดเธอไว้อย่างนี้นานๆ...เราจะอยู่นี่จนพระอาทิตย์ขึ้นได้ไหมเดือน ฉันกลัว พอเช้าแล้วเธอจะกลับไปเป็นเดือนคนเดิมที่มักทำเย็นชาใส่ฉัน...ฉันอยากให้เธอน่ารัก อ่อนหวาน ช่างเอาใจอย่างคืนนี้” สุดเขตกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เดือนกอดเขาตอบ
“เดือนก็อยากกอดคุณไว้นานๆค่ะ”
“เธอไม่ได้พูดให้ฉันดีใจใช่ไหมเดือน”
“คุณสุดเขตคะ ไม่ว่าคืนนี้หรือคืนไหนๆ เดือนจะเป็นเดือนที่น่ารัก อ่อนหวานของคุณเสมอค่ะ”
สุดเขตเชยคางเดือนขึ้นมามองสบตากัน ค่อยๆก้มลงจูบเธออย่างแผ่วเบา
ooooooo










