นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ปลาหลงฟ้า

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    งานเปิดตัวข้าวเกรียบสูตรใหม่ของมีโชคเริ่มต้นในสายวันถัดมา วิภาดูสถานที่และบรรยากาศแล้วยอมรับว่าดีเลิศ แต่คงลงทุนไปไม่ใช่น้อย

    “ไม่เยอะหรอกครับ พอดีเพื่อนผมเป็นผู้จัดการห้างนี้ เลยให้ส่วนลดเช่าสถานที่ตั้งเยอะ อีกอย่างพอผมบอกว่าเป็นงานการกุศลเขาก็ช่วยเต็มที่ครับ” น่านฟ้าอธิบาย

    “ไม่คิดเลยนะครับว่าคุณน่านในวันแรกที่ผมเจอจะเป็นคนคนเดียวกับที่จัดงานวันนี้”

    “แกน่ะชอบตัดสินคน...แกไม่รู้หรอกว่าฉันน่ะเวลาเอาจริงก็ไม่ธรรมดานะเว้ยไอ้ต๋อง”

    “วันนี้ผมยอมคุณน่านเลยครับ ไม่มีใครเจ๋งเท่าคุณน่านแล้วจริงๆ”

    ขณะที่ต๋องกับน่านฟ้าต่อปากกัน มัศยามองนาฬิกาข้อมือสีหน้าเป็นกังวล บ่นว่าห้างเปิดแล้วทำไมแขกยังไม่เห็นมา พนักงานกับหุ้นส่วนบริษัทมีโชคก็ยังไม่เห็นสักคน วิภากวาดตามองรอบทิศ เอะใจว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า

    อีกมุมหนึ่งไม่ไกลกันนัก สุกิจกับภูริชแอบมองมายังกลุ่มของน่านฟ้า รอดูผลงานด้วยความมั่นใจว่ายังไงก็ต้องพัง แต่พอเห็นอนงค์เดินเข้ามา สุกิจระแวงรีบดึงเธอมากำชับอย่ายุ่งกับเรื่องนี้ อนงค์ไม่พูดอะไรมาก นอกจากบอกว่าตนมาให้กำลังใจวิภาแล้วเดินจากไปทันที

    ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว สายป่านนี้แต่ทำไมยังไม่มีทีมงานและผู้คนเข้ามาในงาน ทั้งน่านฟ้า มัศยาและต๋องต่างโทร.ตามแต่ไม่มีใครรับสายสักคน วิภาร้อนใจถามน่านฟ้าว่าเกิดอะไรขึ้น

    “แย่แล้วครับแม่ใหญ่ ผมว่าเราโดนเล่นงานแล้วล่ะครับ”

    “หมายความว่าไง”

    อนงค์ที่ยืนอยู่ด้วยอดรนทนไม่ไหวเอ่ยปากขอโทษวิภาที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า

    “บอกอะไรเหรออนงค์” วิภาแปลกใจ

    “นงค์ขอโทษแทนคุณสุกิจด้วยค่ะ”

    ได้ยินแค่นี้น่านฟ้าก็เข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋ นึกแล้วว่ามันแปลกๆ ทั้งทีมงาน พิธีกร แขกที่เชิญมาไม่มีสักคน

    “บ้าจริง แล้วเราจะทำยังไงกันดี” วิภาเริ่มเครียด

    “ไม่มีแขก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครเลยนี่คะ เราจัดในห้างแล้วงานนี้ก็เป็นงานการกุศล ดิฉันว่าเราเรียกคนมาร่วมงานได้ไม่ยากหรอกค่ะ”

    “แล้วใครจะจัดงานล่ะมัศยา ในเมื่อไม่มีทีมงานสักคน”

    ฟังวิภาแล้วทุกคนเครียดไปตามกัน แต่ยังไงเสียน่านฟ้ากับมัศยาก็ไม่ยอมให้งานล่มตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้น ทั้งคู่หาทางออกด้วยการจัดงานกันเอง น่านฟ้าขอร้องให้วิภาใส่ชุดมาสคอตตัวการ์ตูนเพื่อเรียกคนให้เข้างาน

    เขาเองก็แต่งด้วย และให้ต๋องคอยเชิญชวนต้อนคนมา ส่วนมัศยาทำหน้าที่พิธีกรแต่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำผมใหม่ให้สวยปิ๊งโดยอนงค์รับหน้าที่พาไป

    ใช้เวลาไม่นานเพราะทุกอย่างมีพร้อมในห้างสรรพสินค้า ทั้งร้านเสื้อผ้าและร้านเสริมสวย มัศยาในลุคใหม่โฉบเฉี่ยวไฉไลก็พร้อมสำหรับหน้าที่พิธีกร แม้จะเก้กังเคอะเขินอยู่บ้างแต่ความสวยของเธอที่หลายคนบอกว่าราวกับดาราก็ได้รับความสนใจและเสียงตอบรับเป็นอย่างมาก

    ผู้คนเริ่มหนาตารุมล้อมเข้ามาในงานเปิดตัวข้าวเกรียบ มัศยากับน่านฟ้าทุ่มสุดตัว สุกิจกับภูริชเห็นแล้วอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง พากันเดินเข้ามายืนรวมกลุ่มกับวิภาและต๋อง

    “นี่พี่วิภาต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอครับ ผมว่าไอ้น่านมันทำเกินไปนะ”

    “คนที่ทำเกินไปไม่ใช่นายน่านหรอก แต่เป็นแกต่างหาก”

    ถูกวิภายอกย้อนอย่างรู้ทัน สุกิจถึงกับสะอึก แต่ยังดิ้นไม่ยอมรับ

    “พี่เอาอะไรมาพูดครับ ผมทำอะไร”

    “คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าที่งานมันแทบจะล่มนี่เป็นฝีมือใคร”

    สุกิจอึกอักหันไปมองอนงค์ตาเขียว ขณะที่ภูริชรีบแก้ตัวว่าเพราะท่านประธานจ้างทีมงานที่ไม่เป็นมืออาชีพต่างหาก

    “เหรอ...นึกว่าเพราะบริษัทมีโชคจ้างลูกจ้างที่เลวเป็นอาชีพซะอีก...รอให้งานนี้ผ่านไปก่อน ฉันจะเช็กบิลให้หมด ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตามที่ทำให้งานเสียอย่าหวังว่าจะรอด”

    ภูริชซีดจ๋อยไปเลย แต่สุกิจฮึดฮัดโมโห พูดโพล่งว่า “นี่พี่ยังหวังว่างานมันจะผ่านไปได้อีกเหรอครับ”

    “แกก็คอยดูแล้วกัน” วิภากล่าวหนักแน่นแล้วหันไปทางเวทีที่น่านฟ้ากับมัศยากำลังได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนไม่น้อย...สุกิจกับภูริชเริ่มกังวล ท่าทางจะไม่ได้เห็นความย่อยยับอย่างที่คาดหวังเสียแล้ว

    ooooooo

    งานเปิดตัวข้าวเกรียบสูตรใหม่สนุกสนานและมีสาระ ทุกคนที่เข้ามาในงานได้ชิมข้าวเกรียบแสนอร่อย ส่วนใครจะร่วมบริจาคเงินเพื่อการกุศลสำหรับช่วยเหลือผู้ขาดแคลนที่บริษัทเป็นตัวกลางก็แล้วแต่กำลังทรัพย์ ไม่มีการบังคับแต่ประการใด

    การบริจาคแลกการได้กอดประธานบริษัทมีผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก งานนี้น่านฟ้าเลยเปลืองตัว โดนสาวแท้สาวเทียมรุมกอดและหอมเป็นว่าเล่น แม้แต่ยายแก่ๆก็ไม่เว้น

    แต่มีรายหนึ่งบริจาคแล้วไม่อยากกอดน่านฟ้าแต่ให้มัศยากอดแทน มัศยาลังเลเพราะเขินอาย น่านฟ้าเลยเป็นฝ่ายดึงเธอมากอดและหอมแก้มไปเต็มเปา

    เสร็จงานทั้งคู่กลับเข้าหลังเวที มัศยาโวยวายใส่น่านฟ้าอย่างไม่ชอบใจแล้วหนีกลับบ้านทั้งที่ยังใส่ชุดสวย เล่นเอาคนในครอบครัวตะลึงพรึงเพริด โดยเฉพาะนะดีที่พูดไม่หยุดปากว่าแม่หยีสวยที่สุด สวยเหมือนนางฟ้าเลย

    “นี่แกไปทำอะไรมาวะ ถึงแต่งตัวซะสวยเลย”

    ไม่ทันตอบคำถามของนที มัศยาก็เดินลิ่วหนีขึ้นข้างบนเพราะน่านฟ้าพุ่งพรวดเข้ามาร้องเรียก นทีมองออกหัวเราะร่าอย่างชอบใจ

    “น้องฉัน...ดูท่าทางจะขายออกจริงๆล่ะเว้ย”

    สุกัญญาค้อนลูกชายแต่ความจริงแอบปลื้มอยากให้เป็นอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน...

    น่านฟ้าตามขึ้นไปเคาะประตูเรียกมัศยาอยากคุยกับเธอให้รู้เรื่อง แต่เธอไม่ยอม ตะโกนสวนออกมาว่า

    “คุณกลับไปก่อนเถอะคุณน่าน ฉันเหนื่อย จะพักผ่อน”

    “เหนื่อยอะไรเจ๊ ทีออกกำลังกายเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนั้นยังทนได้เลย ออกมาคุยกับผมก่อนเถอะ”

    “ก็ฉันบอกแล้วไงว่าอยากพักผ่อน พูดไม่รู้เรื่องเหรอ”

    “ตกลงจะไม่ออกมาคุยใช่ไหม งั้นต่อไปนี้ผมจะไม่มาแล้ว ในเมื่ออุตส่าห์มาง้อแล้วเจ๊ทำแบบนี้กับผม ไปล่ะนะ...ไปจริงๆนะ”

    มัศยาหน้าเสียกลัวน่านฟ้าโกรธจริง ค่อยๆแง้มประตูเปิดออก ปรากฏว่าเจอเขายืนยิ้มแป้น ส่งเสียงหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี

    “จ๊ะเอ๋...นึกแล้วว่าวิธีนี้ต้องได้ผล”

    มัศยาหน้าง้ำจะดึงประตูปิดแต่น่านฟ้ารีบคว้าไว้ “เดี๋ยวสิเจ๊ คุยกับผมก่อนนะ ให้ผมได้อธิบายอะไรหน่อยเถอะ”

    ในที่สุดเธอก็ใจอ่อนยอมออกไปคุยกับเขาที่ร้านอาหาร น่านฟ้าค่อยเบาใจแต่ไม่กล้าเล่นมากไปกลัวเธอเคืองขึ้นมาอีก ถามอย่างง้องอนว่า

    “ตกลงเจ๊หายโกรธผมได้หรือยัง”

    “ฉันไม่ได้โกรธคุณ แต่ฉันไม่ชอบพฤติกรรมแบบนั้น คุณฉวยโอกาสฉันโดยที่ฉันตั้งตัวไม่ทัน”

    “หมายความว่าถ้าผมบอกล่วงหน้าเจ๊ถึงจะโอเคใช่ไหม งั้นทีหลังผมบอกก่อนละกันนะ”

    “ดี...เฮ้ย! ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

    “อ้าว งั้นเจ๊หมายความว่าไง”

    “ฉันไม่ใช่น้องๆหนูๆของคุณที่คุณอยากจะล่วงเกินยังไงก็ได้นะ”

    “ก็เราเป็นแฟนกันอยู่ไงเจ๊”

    “นั่นมันเป็นเรื่องที่คุณพูดเองเออเอง อีกอย่างคุณท่านก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย แต่คุณตั้งใจฉวยโอกาสฉัน”

    “งั้นเจ๊จะให้ผมทำยังไงล่ะ”

    “ฉันต้องการความชัดเจน อย่ามาทำเล่นๆกับฉัน ฉันไม่ชอบ เพราะถ้าคุณไม่ได้คิดอะไรกับฉัน ก็ช่วยวางตัวให้เหมาะสมด้วย ฉันขอคุณแค่นี้แหละ”

    น่านฟ้าเงียบกริบ ยิ้มไม่ออก...แล้วเก็บคำพูดของมัศยามาทบทวนแทบทั้งคืน ก่อนจะไปรอพบปารณที่บริษัทแต่เช้าตรู่ บอกว่ามีเรื่องเซ็งนิดหน่อย ปารณเดาถูกเผงว่าไม่พ้นเรื่องผู้หญิง อีกฝ่ายเลยขยายให้ฟังว่าเมื่อวานตนจูบมัศยาในงานเปิดตัวข้าวเกรียบ

    “นี่แกจูบเจ๊โหดเหรอ มันก็น่าให้โกรธหรอก แล้วแกบอกเขาไปว่าไง”

    “ก็แม่ใหญ่สั่งให้ฉันกับเจ๊แกเป็นแฟนกัน ฉันก็เลยทำแบบนั้น”

    “น้ำหน้าอย่างแกเชื่อฟังแม่ใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ ฉันว่าแกชอบเขาจริงๆ แต่แกไม่ยอมรับมากกว่า”

    “ชอบก็ส่วนชอบ แต่ให้คบเป็นแฟนมันอีกเรื่องนะเว้ย”

    “ผู้หญิงต้องการความชัดเจนนะเว้ย ถ้าแกไม่ได้อยากเป็นแฟนเขาก็อย่าไปทำแบบนั้น ไม่งั้นแกมันก็เท่ากับผู้ชายเลวๆคนนึงที่ชอบฉวยโอกาสผู้หญิงเท่านั้นแหละ” โดนเพื่อนรักสะกิด น่านฟ้าถึงกับสะอึกอึ้งไปอย่างรู้สึกผิด

    ooooooo

    ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็เล่นงานน่านฟ้าให้หลุดจากตำแหน่งประธานบริษัทมีโชคไม่ได้สักที สุกิจเป็นเดือดเป็นแค้นแทบคลั่ง วันนี้เขาเรียกภูริชลูกน้องคนสนิทเข้ามาต่อว่าเป็นการส่วนตัวภายในห้องทำงาน

    ภูริชโดนหลายดอกว่าทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง โรงงานใหม่ที่จะสร้างไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า ในขณะที่น่านฟ้าทำงานลุล่วงไปถึงไหนแล้ว

    “ใจเย็นๆนะครับคุณสุกิจ เรื่องใหญ่แบบนี้ผมว่ามันคงต้องใช้เวลา”

    สุกิจจ้องหน้าภูริชอย่างไม่พอใจ ทันใดประตูเปิดกว้างออกโดยวิภา เธอเดินหน้าตึงเข้ามา สุกิจรู้งานปรับสีหน้าที่กำลังโมโหเป็นแย้มยิ้ม ทักถามพี่สาวนอกไส้ว่ามีธุระอะไรกับตนหรือเปล่า

    วิภาไม่ตอบแต่พยักพเยิดให้ภูริชออกไปก่อน จะได้เล่นงานสุกิจให้เต็มที่...ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง วิภาก็เปิดฉากใส่น้องชายบุญธรรมอย่างไม่ไว้หน้า

    “ฉันแค่มาดูหน้าแกว่ายังมีหน้าทำเป็นระรื่นมาทำงานหน้าตาเฉยได้อีกเหรอ”

    “ก็ผมทำงานที่นี่ ผมก็ต้องมาทำงานสิครับ”

    “เหรอ...ดีนะที่รู้ตัวว่าเป็นพนักงานที่นี่ ทั้งที่แกเกือบจะทำงานเปิดตัวสินค้าบริษัทพังอยู่แล้ว”

    สุกิจลุกพรวดโวยวายใส่วิภาอย่างไม่เกรงใจ “ตกลงที่เข้ามานี่ตั้งใจจะเอาเรื่องผมให้ได้ใช่ไหมครับ งั้นก็เอาเลย จะดุจะด่าอะไรก็เชิญ ยังไงพี่ก็ไม่เคยเห็นผมเป็นน้องอยู่แล้วนี่ ตอนนี้หายใจเข้าออกมีแต่ไอ้น่าน น้องชายนอกคอกอย่างผมมันก็แค่หมาหัวเน่าตัวนึงเท่านั้นแหละ”

    “แกอย่าพูดแบบนี้นะสุกิจ แกเองก็รู้ว่าตลอดมาฉันดูแลแกดีแค่ไหน”

    “แล้วไงครับ พี่จะลำเลิกบุญคุณจากผมงั้นเหรอ เอาสิ อยากได้อะไรจากผมคืนไปล่ะ มาเอาไปได้เลย ยังไงตอนนี้ผมมันก็ไร้ประโยชน์สำหรับพี่อยู่แล้วนี่”

    “ฉันไม่เคยคิดจะเอาอะไรจากแก มีแต่แกนั่นแหละที่จ้องจะเอาทุกอย่างของฉัน ของคุณโชค ของทุกๆคน เพราะแกมันโลภ”

    สุกิจสะอึกเถียงไม่ออก ถามเสียงเรียบว่าตกลงพี่ต้องการอะไรกันแน่

    “ฉันจะมาเตือนแกครั้งสุดท้ายว่าความอดทน ฉันมีจำกัด ครั้งนี้ฉันยอมให้เพราะเห็นแก่เมียแก อนงค์คอยช่วยเหลือทุกอย่าง จนงานผ่านพ้นไปได้ ฉันถือว่าอย่างน้อยแกก็ยังมีเมียดี ถึงแม้ว่าตัวแกเองใช้ไม่ได้เลยก็เถอะ อย่าให้มีอีกครั้ง ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันใจร้าย”

    วิภาทิ้งท้ายแล้วผละไป สุกิจฮึดฮัดขัดใจปัดข้าวของบนโต๊ะหล่นกระจายแล้วตามตัวภูริชให้ออกไปพบปารณด้วยกัน สองคนบุกถึงออฟฟิศและเห็นนิรชาเดินอยู่กับปารณ สงสัยว่าเธอมาทำอะไรที่นี่

    ปารณตั้งใจจะเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวนิรชาแต่พอลูกน้องโทร.แจ้งว่าสุกิจมา ก็เลยเปลี่ยนใจไม่ออกไปพร้อมทั้งให้นิรชาหลบไปก่อนเพื่อความปลอดภัย นิรชาเดินลิ่วจากมาแต่ไม่รอดพ้นเงื้อมมือภูริชที่จ้องตะครุบลากเธอเข้ามุมลับตาแล้วต่อว่าเธอหักหลัง

    “ฉันไปหักหลังคุณตอนไหน” นิรชาย้อนถามอย่างไม่พอใจ แต่พอได้ยินเขาตอบกลับมาก็หน้าซีดเจื่อน

    “งั้นบอกมาซิว่าเธอมาทำอะไรที่นี่ แล้วเธอรู้จักนายปารณดีแค่ไหน เธอกับมันเป็นอะไรกันแน่”

    นิรชาคิดหาทางรอด อ้างว่าปารณคือเหยื่อรายใหม่ของตน ภูริชสีหน้าไม่เชื่อแต่ก็อดด่าเธอไม่ได้

    “เธอนี่มันโลภมากจริงๆ เท่าที่คุณสุกิจให้ไปกับงานที่ไม่ได้คุ้มค่าอะไรเลย เธอยังไม่พอใจอีกเหรอ”

    “ฉันทำงานของฉันแล้ว นายน่านฟ้าก็หลงรักฉันจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วคุณยังจะต้องการอะไรจากฉันอีก”

    “ต้องการตัวเธอยังไงล่ะ”

    “คุณภูริช คุณมีภรรยาอยู่แล้วจะมายุ่งกับฉันทำไม”

    “เพราะฉันอยากได้เธอเป็นเมียอีกคนไง ฉันจะไปบอกนายปารณว่าเธอเป็นใคร แล้วต่อไปนี้ฉันจะไม่ให้เธอหากินแบบนี้อีก เธอต้องเป็นของฉันคนเดียว จำไว้”

    ข่มขู่จนพอใจแล้วภูริชก็จากไป ทิ้งให้นิรชายืนหน้าเสียอย่างรู้สึกกลัว...ด้านปารณที่กลับเข้ามาต้อนรับสุกิจในห้องทำงาน เขาหมั่นไส้หมอนี่เต็มที่แต่ต้องแกล้งเล่นละครเออออไปด้วย

    “เมื่อวานไอ้น่านฟ้ามันจัดงานเปิดตัวสินค้า แผนการตลาดมันทำให้สื่อมาทำข่าวกันใหญ่ ท่าทางเก้าอี้มันคงจะเลื่อยไม่ได้ง่ายๆแล้วล่ะ”

    “อย่างนี้คุณสุกิจก็แย่หน่อยนะครับ”

    “ที่มันแย่ก็เพราะโรงงานข้าวเกรียบโอกิมิของผมมันไม่คืบหน้าเลยต่างหาก ตกลงเรื่องเครื่องจักรนี่จะยังไงดี บอกตามตรงว่าผมรอไม่ไหวแล้วนะ”

    “ผมหาเครื่องจักรที่ดีและราคาถูกให้คุณสุกิจได้ แต่เงินล่ะครับ”

    “ไม่มีวิธีอื่นเลยเหรอ ที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นสิบล้านทีเดียวแบบนั้น”

    “ถึงผมจะมีเครดิตดีแค่ไหน แต่ของราคาแพงแบบนั้น คงไม่มีใครให้เอามาใช้ฟรีๆหรอกครับ”

    “งั้นเอาอย่างนี้ ผมขอเวลาสามวันจะเร่งจัดการให้ แต่คุณต้องรับปากผมว่าจะต้องเร่งเปิดโรงงานให้ผมให้ได้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องคนกับสูตรของสินค้าเดี๋ยวผมจัดการเอง”

    “ครับคุณสุกิจ”

    เสร็จธุระ สุกิจกลับไปพร้อมภูริช ส่วนปารณรีบมาพบนิรชา พอรู้ว่าเธอโดนภูริชข่มขู่ยังไงก็เดือดจัด

    “นี่มันคิดว่ามันเป็นใคร ถึงนึกจะรังแกผู้หญิงคนไหนก็ได้ ได้ข่าวว่าเมียก็มีเป็นตัวเป็นตนแล้วด้วยนะ” พูดไปแล้วปารณนึกอะไรได้ บอกนิรชาว่าตนรู้แล้วว่าควรทำยังไง

    ooooooo

    เย็นนั้น น่านฟ้านำเช็คสองแสนกว่าบาทที่ได้จากการจัดงานเมื่อวานมาให้วิภาก่อนจะได้รับคำชมไปตามระเบียบ นอกจากนี้เขายังโชว์ผลงานโฆษณาข้าวเกรียบมีโชคที่คิดเอง แรกเห็นวิภาบอกตรงๆว่าเพี้ยนๆ แต่พอฟังเหตุผลว่าทำให้คนจำยี่ห้อข้าวเกรียบได้ง่ายก็อดชื่นชมอีกไม่ได้ 

    สุกิจเห็นโฆษณานี้ก็ว่าบ้าบอ แต่ผ่านไปแค่ วันเดียวมีเสียงสะท้อนกลับมาในด้านบวก ที่สำคัญ ผลประกอบการไตรมาสนี้พุ่งเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ บรรดาหุ้นส่วนถึงกับยอมรับฝีมือน่านฟ้าที่พูดจริงและทำได้จริง

    น่านฟ้าดีใจมากที่พิสูจน์ตัวเองได้ ทุกคนแสดงความยินดีกับเขา ยกเว้นสุกิจที่เจ็บใจจนต้องเดินหนีออกจากกลุ่มไปอย่างหัวเสีย

    มัศยาแสดงความดีใจกับน่านฟ้าก่อนจะบอกลาตำแหน่งผู้ช่วยเขากลับไปทำงานตำแหน่งเดิมของตน ปรากฏว่าน่านฟ้าไม่ยอม จะรั้งเธอไว้ให้ได้ วิภาเลยต้องเรียกมัศยามาคุยส่วนตัว

    “เล่าใหัฉันฟังสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงอยากจะลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยตาน่าน หรือว่าตาน่านทำอะไรให้เธอไม่พอใจ”

    “ไม่เกี่ยวกับคุณน่านหรอกค่ะ มันเป็นปัญหาของดิฉันเอง ดิฉันรู้สึกว่าคงไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้”

    “แต่ที่ฉันตัดสินใจเลือกเธอแต่แรกก็เพราะเห็นว่าเธอเหมาะสมที่สุดนะมัศยา”

    “นั่นเพราะตอนนั้นคุณน่านยังไม่เป็นโล้เป็นพายนี่คะ เขาอาจจะจำเป็นต้องมีคนอย่างดิฉันช่วยกำราบ แต่ตอนนี้เขาเป็นผู้บริหารที่ทำงานได้ดีมีความรับผิดชอบแล้ว ดิฉันเลยอยากกลับไปทำตำแหน่งเดิมของดิฉันค่ะ”

    “หรือว่าเป็นเพราะฉันบังคับให้เธอกับตาน่านคบกันรึเปล่า”

    “ไม่หรอกค่ะ ดิฉันเข้าใจคุณท่านดีว่าคุณท่านคงแค่ล้อเล่น”

    “ใครบอกล่ะ ถ้าเธอเป็นแฟนตาน่านจริงๆ ฉันจะดีใจมากเลยต่างหาก”

    มัศยาเงียบกริบวางหน้าไม่ถูก ยากที่วิภาจะเดาใจเธอได้...ด้านน่านฟ้าก็ไม่รู้เหตุผลของมัศยาที่ต้องการลาออกจากการเป็นผู้ช่วย เขาไปเล่าให้ปารณฟังด้วยท่าทีเซ็งๆ ปารณเลยทดสอบความรู้สึกนึกคิดเอาจากนิรชาว่า

    “ถ้าวันหนึ่งเธอลาออกจากที่นี่ เธอคิดว่าเหตุผลคืออะไร”

    “ก็หลายเหตุผลนะคะ ฉันตอบคุณไม่ได้หรอกค่ะ”

    “งั้นเอาใหม่...ถ้าเธอทำงานที่นี่มานานจนเป็นคนเก่าคนแก่ รักและภักดีกับบริษัทนี้มาก เธอคิดว่ามีอะไรที่จะทำให้เธออยากลาออกบ้าง”

    นิรชาใคร่ครวญก่อนตอบว่า “เพราะคุณไงคุณเป้ ถ้าคุณทำให้ฉันอึดอัดใจ ไม่สบายใจหรือเสียใจ ฉันก็คงไม่อยากทำงานที่นี่หรอกค่ะ”

    ปารณดีดนิ้วทันที ได้คำตอบชัดแจ๋ว ยักคิ้วให้น่านฟ้าเหมือนจะสื่อว่ารู้คำตอบแล้วใช่ไหม...นิรชาเห็นน่านฟ้าซึมจ๋อยก็อดบ่นปารณไม่ได้ขณะเดินออกมาที่ลานจอดรถด้วยกัน

    “คุณไม่น่าให้ฉันตอบคำถามคุณเลย เห็นหน้าคุณน่านไหมคะว่าจ๋อยขนาดไหน”

    “ก็ดีนี่ มันจะได้รู้ตัวบ้างว่าบางทีมันก็ทำอะไรไม่ค่อยนึกถึงใจคนอื่น แล้วสุดท้ายผลลัพธ์ก็ทำให้มันนี่แหละมานั่งเครียดเอง”

    “คุณน่านไปทำอะไรใครไว้เหรอคะ หมายถึงพี่หยีใช่ไหมคะ” ปารณพยักหน้ารับ นิรชายิ่งอยากรู้ว่าน่านฟ้าทำอะไรมัศยากันแน่

    “ก็ไปอ่อยเขาไว้เยอะไง แต่กลับไม่คิดจริงจังด้วย”

    “งั้นก็ไม่แปลกหรอกค่ะ ที่พี่หยีจะไม่ชอบ เพราะถ้าคุณทำแบบนี้ฉันก็คงไม่พอใจเหมือนกัน”

    “แต่ฉันไม่มีทางทำแบบนั้นหรอกนะ” ปารณหยอดเบาๆ แล้วกดรับมือถือที่ดังขึ้นมา พูดไม่กี่คำก็วางสาย บอกกึ่งบังคับนิรชาว่าอย่าเพิ่งกลับได้ไหม ไปธุระกับตนก่อน

    ปารณขับรถไปซุ่มดูภูริชที่บ้าน ก่อนจะนำรูปภูริชถ่ายกับสาวๆอย่างแนบชิดใส่ซองเสียบไว้ที่ประตูรั้ว ครู่เดียวยุวรินทร์ภรรยาของภูริชก็ออกมาหยิบหลังจากได้ยินเสียงออดหน้าบ้านดังภาพเหล่านั้นทำให้ยุวรินทร์โกรธมากทะเลาะกับภูริชบ้านแทบแตก ภูริชทั้งโดนด่าและทุบตีวิ่งหนีออกมานอกบ้าน ปารณเห็นแล้วหัวเราะชอบใจ ถามนิรชาที่นั่งอยู่ในรถด้วยกันว่า

    “เป็นไง เห็นฝีมือฉันแล้วรึยัง เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับคนอย่างนายเป้”

    “แต่ฉันรู้สึกสงสารภรรยานายภูริชเหมือนกันนะคะ”

    “ถ้าจะสงสาร ผมว่าสงสารที่มีสามีอย่างมันมากกว่า นี่ถือว่าผมยังแค่เตือนนะ ถ้าเกิดมันยังมายุ่งกับเธออีก คราวหน้าเมียมันได้รู้แน่ว่าธาตุแท้มันเลวแค่ไหน”

    ปารณยิ้มสะใจ ต่างจากนิรชาที่ดูไม่ค่อยปลื้มกับวิธีนี้สักเท่าไหร่

    ooooooo

    ถึงบริษัทในเช้านี้ มัศยาเตรียมเก็บข้าวของออกจากห้องทำงานน่านฟ้าเพื่อกลับไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม ต๋องไม่รู้เรื่องมาก่อนตกใจที่เห็นเธอหอบข้าวของนึกว่าจะลาออก

    พอสอบถามจนได้ความก็มีคำถามอีกว่าทำไมต้องลาออกจากผู้ช่วยน่านฟ้า ทั้งที่ทำงานเข้าขากันดีไม่ใช่เหรอ

    “ก็ตอนนี้คุณน่านของแกเขาเก่งแล้วนี่ ไม่ต้องมีฉันเป็นผู้ช่วยเขาก็ทำงานได้ ไม่ต้องถามมาก ช่วยฉันย้ายของเร็วๆเลย”

    ต๋องเข้ามาช่วยยกลังทั้งที่ยังงงๆ พนักงานคนอื่นเห็นทั้งคู่ขนสัมภาระก็ถามกันเกรียว มัศยาตอบสั้นๆว่าพี่ขอย้ายกลับมาทำงานตำแหน่งเดิม แต่แล้วน่านฟ้าปรากฏตัวบอกว่าตนยังไม่อนุมัติ

    “แต่คุณท่านอนุมัติแล้วค่ะ” มัศยาตอบนิ่มๆ

    “ไม่...ยังไงผมก็ไม่ยอมให้เจ๊กลับมาทำตำแหน่งเดิม เจ๊ต้องไปเป็นผู้ช่วยผม” ว่าแล้วน่านฟ้าแย่งลังสัมภาระจากมือมัศยา สองคนยื้อยุดกันไปมาจนบรรดาพนักงานหันมองเป็นตาเดียว

    “ใจเย็นๆก่อนนะครับคุณน่าน เจ๊หยี ผมว่าไปตกลงกันให้ดีก่อนดีไหมครับ” ต๋องไกล่เกลี่ย

    มัศยามองน่านฟ้าอย่างหงุดหงิด พลันปล่อยมือก่อนเดินลิ่วหนีไป น่านฟ้ารีบวางลังลงแล้วก้าวตาม... พนักงานที่จับตากรูกันเข้ามาหาต๋องด้วยความอยากรู้อยากเห็น

    น่านฟ้าตามจนทันมัศยา ดึงมือเธอไว้ไม่ให้ไปไหนจนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง หญิงสาวพยายามใจเย็น ถามเสียงเรียบว่ามีอะไร?

    “เจ๊เป็นอะไร ทำไมจะต้องทำท่าทางรังเกียจผมขนาดนี้ นี่ถึงกับลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผมเลย ผมทำอะไรให้เจ๊ไม่พอใจเหรอ”

    มัศยาอ้าปากจะพูดแต่ก็เปลี่ยนใจ “เปล่า ฉันแค่เบื่อๆ เลยอยากกลับมาทำงานเดิมของฉัน”

    “อยากทำเจ๊ก็ทำไปสิ ใครว่าอะไรเจ๊ล่ะ แต่ทำไมต้องเลิกเป็นผู้ช่วยผมด้วย ไหนบอกมาซิ”

    “ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ เอาเป็นว่าฉันตัดสินใจดีแล้ว ถ้าขืนคุณยังเซ้าซี้ไม่จบ ฉันจะลาออก”

    น่านฟ้าสะอึกพูดไม่ออก กลับเข้าห้องทำงานของตนแล้วนั่งทบทวนคำพูดนิรชาเรื่องสาเหตุการลาออกจากงานคืออึดอัดใจ ไม่สบายใจหรือเสียใจ...

    คิดมาคิดไปยิ่งเซ็ง หยิบของใกล้มือปาไปที่ประตูเกือบโดนต๋องที่โผล่เข้ามาพอดี

    ต๋องร้องลั่นตกใจ ถามเจ้านายว่าเป็นอะไรถึงปาของใส่ตน

    “เปล่า ฉันปาใส่ประตู แต่แกอยากซวยเปิดประตูเข้ามาเองนี่หว่า”

    ต๋องอมยิ้ม เอ่ยอย่างรู้ทันว่า “หงุดหงิด ง้อเจ๊หยีไม่สำเร็จใช่ไหมครับ” น่านฟ้าสะอึกแต่แกล้งทำฟอร์มปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ต้องมาปิดต๋องหรอก คุณน่านกับเจ๊หยีน่ะดูง่ายจะตายไป จริงๆผมว่าน่าจะเป็นแฟนกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยนะครับ จะได้ไม่ต้องมาปากแข็งวางฟอร์มกันแบบนี้”

    “ตกลงแกเข้ามาทำไม หรือว่าปากว่าง พ่อจะได้เสยเข้าให้”

    “โอ๊ะๆๆ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ ต๋องแค่จะมาบอกว่าคุณน่านกำลังจะดังใหญ่แล้วนะครับ”

    น่านฟ้าแปลกใจว่าต๋องหมายถึงอะไร แต่พอได้ฟังคำตอบก็อึ้งไปอย่างไม่คาดคิด...ขณะเดียวกันนั้นเอง สุกัญญากำลังตื่นเต้นกับข่าวล่ามาแรงของลูกชายที่วิภานำมาเล่าสู่กันฟังถึงบ้านด้วยความปลาบปลื้ม

    “จริงเหรอคะพี่วิภาที่ตาน่านได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสิบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง”

    “ใช่ ฉันเองก็นึกไม่ถึงว่านายน่านมาบริหารมีโชคได้แป๊บเดียว ชื่อเสียงมันจะไปได้ขนาดนี้”

    “นี่ถ้าคุณโชคยังอยู่คงภูมิใจมากเลยนะคะ”

    “อย่าว่าแต่คุณโชคเลย แม้แต่ฉันเองยังภูมิใจเลย...เธอเลี้ยงลูกได้ดีจริงๆนะสุกัญญา ทำให้ตาน่านเป็นตัวแทนคุณโชค แล้วก็ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างของคุณโชคได้เป็นอย่างดี”

    “ไม่ใช่เพราะดิฉันหรอกค่ะ พี่วิภาเองต่างหากที่ขัดเกลาตาน่าน ถ้าพี่วิภาไม่เอาชนะใจตาน่านได้ป่านนี้ก็คงทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพายอยู่ดี”

    “นั่นสินะ อันนี้ฉันไม่เถียง”

    สองคนยิ้มแย้มให้กันอย่างมีความสุข น่านฟ้าเพิ่งกลับเข้ามาเห็นวิภาก็ทักถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ วิภาไม่ตอบแต่กลับสังเกตสีหน้าบอกบุญไม่รับของเขาแล้วสงสัยว่าเป็นอะไร

    “เปล่าครับ ผมเหนื่อยนิดหน่อย”

    วิภาเดาว่าไม่เหนื่อยกายก็คงเหนื่อยใจ แต่น่าจะอย่างหลังมากกว่า

    “เรื่องอื่นฉันอาจจะยุ่งกับแกได้ แต่เรื่องหัวใจฉันขอบายนะ อ้อ เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวหนังสือเขาจะมาสัมภาษณ์แก ฉันให้เขาไปที่บ้านฉัน เธอด้วยนะสุกัญญา ถึงเวลาเปิดตัวแม่ตัวจริงของเจ้าน่านแล้ว ฉันอยากให้เขาได้สัมภาษณ์เธอด้วย”

    สุกัญญาทำท่าจะปฏิเสธแต่วิภาชิงบังคับว่าห้ามขัดใจตนอย่างเด็ดขาด...หลังจากวิภากลับไปแล้ว สองแม่ลูกกินข้าวด้วยกัน น่านฟ้าเอาแต่เขี่ยข้าวในจานไปมาด้วยสีหน้าเซ็งๆ คิดเรื่องมัศยาอย่างคับข้องใจ อยากรู้เหตุผลแท้จริงทำไมเธอต้องลาออกจากการเป็นผู้ช่วยของตน

    อาการของลูกชายบ่งบอกว่ามีเรื่องไม่สบายใจทำให้คนเป็นแม่ซักถามด้วยความสงสัยและห่วงใย

    “เพิ่งจะได้ข่าวดีมาไม่ใช่เหรอ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะลูก”

    “ผมไม่ค่อยเข้าใจคนบางคนครับแม่”

    “คนบางคนนี่หมายถึงหนูหยีใช่ไหม”

    “ทำไมแม่รู้ล่ะครับ”

    “ถ้าแม่ไม่รู้นี่สิแปลก แม่เป็นแม่เรานะตาน่าน”

    “ครับ ผมไม่เข้าใจเจ๊แกเลย อยู่ๆก็ทำท่าเหมือนโกรธอะไรผม นี่ถึงขนาดลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผมเลยนะครับ”

    “เราคงเคยทำอะไรให้เขาไม่พอใจล่ะสิ เขาถึงทนไม่ได้”

    “งั้นผมควรจะทำยังไงดีครับแม่”

    “ทำอย่างที่ใจเราอยากจะทำไง แม่ว่าคนที่รู้ดีที่สุดคือเรานั่นแหละ”

    น่านฟ้าคิดทบทวนครู่หนึ่งก่อนขับรถออกจากบ้านไปร้านดอกไม้ ขอร้องเจ้าของที่กำลังจะปิดร้านให้ช่วยจัดดอกไม้สักช่อ เอาแบบสวยที่สุด ตนจะซื้อไปง้อแฟน

    ครั้นได้ดอกไม้ช่อสวยมาแล้วน่านฟ้าลองซ้อมบทพูดง้องอนมัศยาอยู่ไปมา ก่อนบอกตัวเองอย่างมีความหวังว่าทำขนาดนี้ถ้าไม่ดีกันก็ไม่รู้จะยังไงแล้ว

    ooooooo

    สมใจสังเกตเห็นมัศยาเบื่อๆเซ็งๆ นั่งดูทีวีเหมือนคนใจลอยก็เลยไม่อยากให้นะดีมากวนใจ รีบพาหลานขึ้นนอนหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย
    เสียงรถจอดหน้าบ้านทำให้มัศยานิ่วหน้าแปลกใจว่าใครมากลางดึก ลุกออกไปดูพบสินธุถือช่อดอกไม้ส่งมาให้พร้อมคำพูดขอคืนดี

    มัศยาสองจิตสองใจแล้วเดินกลับเข้าบ้านโดยมีสินธุตามง้อ อยากให้เธอพูดอะไรออกมาบ้าง

    “ฉันไม่มีอะไรจะพูด เรื่องที่อยากพูดก็พูดไปหมดแล้ว”

    “ผมรู้ว่าผมทำกับหยีไว้แย่มาก ผมยอมรับผิดทุกอย่าง หยีจะด่าจะว่า จะทุบตีผมก็ได้ แต่ขอให้กลับมาคุยกันดีๆได้ไหม”

    “เพื่ออะไร”

    “เพื่อให้โอกาสผมได้แก้ตัวในสิ่งที่ทำผิดพลาดไปไง ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนแสนดีเท่าหยี ผมโง่เองที่ทำไม่ดีกับหยีแบบนั้น ตอนนี้ผมคิดได้แล้วนะ”

    “คิดได้ยังไง ไหนบอกมาซิ”

    เขาหยิบซองยื่นให้เธอ หวังว่ามันพอจะพิสูจน์ความจริงใจของตนได้บ้าง มัศยารับซองมาเปิดเห็นแบงก์พันปึกหนึ่งก็นิ่งไป

    “ผมพยายามเก็บเงิน ทำโอที ทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาคืนหยีทั้งหมด หยีรู้ไหมว่าตอนนี้ผมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายแล้วนะ อีกหน่อยผมคงพอเก็บเงินซื้อบ้านได้ แล้วก็พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับใครได้สักที”

    สินธุเล่นละครทำใสซื่อบริสุทธิ์ มัศยาไม่แสดงออกใดๆนอกจากขอบใจที่เขาอุตส่าห์หาเงินมาคืน

    “หยีอภัยให้ผมได้รึยังครับ” สินธุรุกคืบ

    “ฉันไม่ได้โกรธคุณนะสินธุ แต่ฉันแค่ทนพฤติกรรมคุณไม่ได้”

    “โอเค...ผมเข้าใจว่ามันคงเร็วเกินไปที่จะให้หยียอมรับในตัวผม งั้นอย่างน้อยๆ เราเป็นเพื่อนกันได้ไหม แล้วผมจะพิสูจน์ตัวเองให้หยีเห็นว่าผมเป็นคนใหม่แล้ว”

    มัศยานิ่งเงียบแทนคำตอบ สินธุไม่เซ้าซี้ ยอมกลับโดยดีเมื่อเธอบอกว่าง่วงแล้ว วันหลังค่อยคุยกัน

    หญิงสาวเดินออกมาส่งเขาหน้าบ้านโดยไม่รู้ว่าน่านฟ้าถือช่อดอกไม้ยืนมองมาจากมุมหนึ่ง เห็นสินธุจับมือถือแขนมัศยา น่านฟ้ายิ่งใจแป้ว ถอยกลับไปอย่างสุดเซ็ง

    ดอกไม้ช่อสวยนั้นไปถึงมือแอนนาในอีกครู่ต่อมา น่านฟ้าไม่รู้จะไปไหน แวะมาหาเธอที่คอนโดฯ แอนนารับดอกไม้ด้วยสีหน้างงๆ อยากรู้ว่าเขามามุกไหนถึงได้สวีตขนาดนี้

    ชายหนุ่มไม่ตอบแต่ขอเข้าไปนั่งข้างใน แอนนายิ้มดีใจรีบไปหาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

    “น่านนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะคะ นึกอยากจะมาหาแอนตอนไหนก็มา”

    “ผมรบกวนคุณรึเปล่า ไม่งั้นผมกลับก่อนก็ได้นะ”

    “เดี๋ยวสิคะ น่านก็รู้นี่ว่าแอนอยากให้น่านมาอยู่แล้ว น่านจะมาตอนไหนแอนก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้นแหละค่ะ”

    “ผมไม่รู้จะไปไหนดี ก็เลยนึกถึงคุณขึ้นมา”

    “นึกถึงหรือว่าคิดถึงคะ”

    น่านฟ้าอึกอักเหมือนลำบากใจ แอนนามองออกรีบบอกว่าตนแซวเล่น ไม่ว่าเขาจะมาเพราะอะไร ขอแค่มาตนก็ดีใจแล้ว

    “ทำไมคุณถึงยังรอผมล่ะแอน ในเมื่อผู้หญิงอย่างคุณจะหาใครก็ได้”

    “ก็แอนรักน่านนี่คะ อีกอย่างแอนเคยทำผิดพลาดมาแล้วครั้งนึง แอนจะไม่ยอมผิดซ้ำอีกแน่ๆ แอนรู้แล้วค่ะว่าไม่มีใครที่แอนจะรักได้เท่าคุณอีกแล้ว”

    แอนนาฉอเลาะแล้วกอดซบอกเขา...น่านฟ้าเชยคางเธอขึ้นมาเหมือนจะจูบ แต่แล้วเปลี่ยนใจผละออกพร้อมเอ่ยคำขอโทษเสียงแผ่วเบา แอนนาไม่เข้าใจแต่คิดว่าเขามีอะไรในใจอย่างแน่นอน

    “ถ้าคืนนี้ผมขอค้างที่นี่แอนจะว่าอะไรไหม”

    “แอนจะว่าอะไรล่ะคะ ห้องนี้น่านอยากมาเมื่อไหร่ก็มาได้ค่ะ แอนอยากให้น่านมาอยู่แล้ว” จบคำเธอโถมตัวเข้ากอดเขาแน่นด้วยความเสน่หา

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว

    สมการรอคอย "กระเช้าสีดา" ตอนใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เรตติ้ง ขึ้นอันดับ 1 ละครหลังข่าว
    23 ต.ค. 2564

    11:15 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 12:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์