ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ที่เรือนเล็ก ศามนออกมาเดินเล่นแถวต้นลั่นทม ยามที่เขาไม่อยู่ใต้อำนาจของผีนางแพง เขาก็เหมือนคนปกติทั่วไป...

    ขณะเขายืนรำลึกความหลังครั้งมีความสุขกับภรรยาและลูกแฝด รัมภาเดินเข้ามาทักทางด้านหลังด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความรัก

    “คุณยังชอบต้นลั่นทมต้นนี้เหมือนเดิม”

    “คุณภา...” เขาหันขวับมา

    “คุณชอบว่ามันหอม แต่ฉันรู้สึกว่ามันเหม็น เหมือนบ้านหลังนี้ที่คุณชอบมันมาแต่แรก ไม่ใช่เพราะคุณชอบมันจริงๆ คุณชอบเพราะมนตราของผีตนนั้น”

    “คุณพูดเรื่องอะไร”

    รัมภาไม่ตอบแต่หยิบกระเป๋าเงินจากเขามา พอเห็นรูปครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกที่เขายังเก็บไว้ รอยยิ้มเธอผุดขึ้นเร็วทันตา

    “คุณยังเก็บมันเอาไว้...คุณมน...คุณกำลังหลงทางหาทางออกไม่เจอ ให้ความรักนำทางคุณออกมานะคะ หมั่นคิดถึงฉันและลูก คิดถึงเราให้มากๆนะคะ”

    ศามนไม่เข้าใจเหมือนจะถาม...ทันใดนางสิงห์เดือนแรมเดินหน้าตึงโวยลั่นมาแต่ไกล

    “เอ้า ไหนใครว่าย้ายออกไปแล้วไงล่ะ คุณมนมานี่ มายืนตรงนี้เดี๋ยวนี้นะ”

    รัมภากับศามนไม่สนใจเสียงนั้น ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกห่วงหาอาวรณ์

    “ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกิน ไม่มีใคร ไม่มีอะไรช่วยฉันเลย คุณมน...คุณต้องช่วยฉันนะ พิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าความรักชนะความแค้น บ่วงรักต้องชนะบ่วงแค้น ทำให้ฉันเห็นนะคะ” พูดจบ รัมภาคืนกระเป๋าเงินใส่มือศามนแล้วเดินจากไป

    เดือนแรมหมั่นไส้ ด่าระรานไล่หลัง “นี่ ยายเมียน่าเบื่อผัวไม่เอา มาทำอะไรตรงนี้ ไหนใครบอกว่าพวกแกขนของย้ายหนีออกไปจากเรือนใหญ่แล้วไงล่ะ ไปแล้วก็ไปเลยสิ กลับมาทำไม”

    รัมภาชะงักหันกลับมาตอบโต้ “ฉันย้ายออกไปจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมแพ้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ฉันจะเอาผัวของฉันคืน เอาคืนมาจากผู้หญิงชั้นต่ำอย่างคุณ”

    เดือนแรมอึ้งเถียงไม่ทัน ได้แต่มองตามรัมภาที่เดินตัวปลิวไปด้วยความเจ็บใจ...วันต่อมา รัมภาตัดสินใจไปหาทวดเพ็ญซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของเดือนแรม พบแกนอนซมภายในบ้าน รัมภาค่อนข้างตกใจ ไม่คิดว่าเดือนแรมจะทอดทิ้งหญิงชราได้ลงคอ

    “นี่ทวดเพ็ญอยู่คนเดียวหรือคะ ตายจริงเป็นไข้ด้วย เดือนแรมทิ้งทวดแท้ๆที่ไม่สบายเอาไว้ที่บ้าน ในขณะที่ตัวเองไปเสวยสุขกับผู้ชาย ฮึ สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้เรียกว่าคน หน้าตาแบบนี้เอง”

    รัมภาบ่นพึมพำแล้วป้อนน้ำใส่ปากให้หญิงชราตามคำขอ พอแกดื่มเสร็จลืมตามอง ร้องทักขึ้นมาทันที “คุณชื่น...เอ้อ...ไม่ใช่”

    “ฉันรัมภาค่ะ นึกถึงทวดเพ็ญขึ้นมา ก็เลยมาหา ว่าจะมาถามเรื่องบางอย่าง”

    “มาถาม?”

    “ฉันไม่ได้หวังอะไรมากหรอกนะคะ ถ้าคุณทวดจำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะค่ะ ฉันแค่อยากรู้หลังการตายของคุณหลวง คุณทวดอบเชยได้เจอหุ่นรูปรอยไหมคะ”

    “หุ่นรูปรอย...คุณท่าน” เพ็ญทวนคำสีหน้าครุ่นคิด

    “ฉันแค่อยากเจอใครสักคนที่ฉันคุยรู้เรื่อง แต่ช่างมันเถอะค่ะ ไปหาหมอไหมคะทวดเพ็ญ เดี๋ยวฉันโทร. ตามรถพยาบาลนะคะ” รัมภาเดินออกมาจะมาโทรศัพท์ จู่ๆทวดเพ็ญเกิดจำได้พูดโพล่งขึ้นมาว่า

    “ไม่เจอ...เราหายังไงก็ไม่เจอ”

    “ทวดเพ็ญ! คุณทวดจำได้หรือคะ”

    รัมภาตื่นเต้น...กลับมานั่งฟังทวดเพ็ญเล่าเหตุการณ์ในอดีตอย่างตั้งอกตั้งใจ

    วันนั้นในอดีต...เสร็จงานศพคุณหลวงแล้ว ชื่นกลิ่นร้องไห้จนเป็นลม คุณหญิงอบเชยเจ็บแค้นนังแพงเป็นอันมาก ที่มันเป็นต้นเหตุให้คุณหลวงตาย แล้วยังสร้างความทุกข์ทรมานใจให้ชื่นกลิ่นมิรู้วาย

    คุณหญิงอบเชยคว้ารูปถ่ายคุณหลวงมุ่งหน้าไปเรือนเล็กที่คุมขังล่ามโซ่นังแพงไว้ สภาพแพงยามนี้

    ทรุดโทรมเต็มที ดวงตาเลื่อนลอย ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ต่างจากคนบ้า

    “วันนี้วันเผาคุณหลวง สุดที่รักของมึงไงอีแพง” คุณหญิงแผดเสียงเบื้องหน้าแพง

    แพงไม่เชื่อ กรีดร้องคอแทบแตก คุณหญิงยิ่งของขึ้นจ่อรูปคุณหลวงแทบกระแทกหน้ามัน

    “เขาตายเพราะคุณไสยที่มึงทำเขา อีแพง...บอกข้าซิ นี่หรือที่เรียกว่าความรัก นี่หรือความรักของมึง”

    “ไม่! คุณหลวงไม่ตาย คุณหลวงไม่ตาย” แพงรำพันน้ำตาคลอ

    “ชีวิตลูกสาว ลูกเขย และหลานกูพังพินาศ เพราะความรักจอมปลอมของมึง มึงอ้างความรักมาบังหน้าความอยากได้ใคร่มีของมึง วันนี้กูจะเฆี่ยนมึงด้วยมือของกูเอง” ว่าแล้ววางรูปในมือลง หยิบหวายมาฟาดหลัง แพงไม่นับ...

    “ทั้งวันทั้งคืนที่เรือนหลังเล็กไม่มีเสียงอะไรนอก จากเสียงหวายที่ลงมาที่หลัง กับเสียงร้องเจ็บปวดของ

    อีแพง คุณหญิงอบเชยเอาแรงมาจากไหนไม่รู้ เฆี่ยนตีอีแพงทั้งกลางวันกลางคืน เป็นอย่างนี้อยู่หลายวันจนกลายเป็นเรื่องปกติของเรือนหลังเล็ก” เพ็ญระลึกความ หลังได้แม่นยำ

    “เรื่องปกติหรือคะ” รัมภาถามเสียงแผ่ว

    “อีแพงโดนเฆี่ยนอย่างนี้อยู่หลายวัน ในที่สุด

    อีแพงก็เป็นไข้ แล้วตายในวันหนึ่ง”

    วันที่แพงสิ้นใจอย่างน่าอนาถ แม่พึ่งมาเจอเป็นคนแรก แล้วทำศพลูกสาวด้วยความโศกเศร้า ไม่มีใคร มาร่วมงาน นอกจากพึ่งกับสัปเหร่อเพียงสองคน ศพแพงไม่ยอมหลับตา แม้สัปเหร่อปิดตาให้ แพงก็ลืมตาโพลงขึ้นมาอีก

    หลังงานศพแพงแล้ว คุณหญิงอบเชยให้บ่าวทำความสะอาดเรือนเล็ก เพ็ญนำทีมมา แต่ครู่เดียวหลายคนเปิดแนบ เมื่อจู่ๆมีเสียงลากโซ่ เสียงหัวเราะ ขนาดเพ็ญที่ว่าไม่กลัว นานเข้าก็ทนไม่ไหววิ่งอ้าวไปเหมือนกัน

    “ขนาดมันบ้า มันยังไม่เลิกท่องมนต์ดำ มันยังท่องมนต์เสกเอาไว้ที่เรือนหลังเล็ก แล้วตัวมันก็กลายเป็นผีสิงที่เรือนนั้น คุณหญิงท่านเชิญอาจารย์เปรื่องมา ท่านเอายันต์ปิดบ้านเอาไว้ ท่านสั่งเอาไว้ว่า อย่าให้ใครมายุ่งกับเรือนนี้ และห้ามแกะทำลายยันต์ที่ปิดหน้าบ้านนี้อย่างเด็ดขาด”

    ฟังมาถึงตรงนี้ รัมภายิ่งเศร้าใจ “เรื่องราวในชีวิตของฉัน คุณศามนเปลี่ยนไป ตั้งแต่ย้ายเข้าไปอยู่ที่เรือนเล็กเป็นแบบนี้นี่เอง ยันต์อันนั้นคงถูกใครสักคนทำลาย”

    “ขนาดมียันต์ปิดบ้านแล้ว คุณหญิงอบเชยก็ยังฝันร้ายบ่อยๆ ฝันถึงผีนังแพง แม้กระทั่งในเวลาที่ท่านจะตาย คุณท่านรู้ดีว่าวิญญาณของนังแพงไม่ได้ไปไหน เมื่อท่านตายลง ท่านจึงไม่ยอมให้ใครเผา ให้ตั้งโลงไว้ตรงนั้นเพื่อให้วิญญาณสถิตที่เรือนใหญ่ ท่านจะปกป้องลูกหลาน ไม่ยอมไปไหน”

    “สาเหตุที่ผีแพงยังคงอยู่ เพราะเราหาหุ่นรูปรอยพวกนั้นไม่เจอใช่ไหมคะ อาจารย์เปรื่องท่านว่าอย่างนั้นใช่ไหมคะ”

    เพ็ญพยักหน้า เอื้อมมือสั่นเทามาจับรัมภา แล้วกำชับว่า “จะปราบผีแพงได้ ต้องหาหุ่นพวกนั้นมาทำลาย อีเพ็ญตายไม่ได้ ต่อให้ตายก็นอนตาไม่หลับเพราะเรื่องนี้ คุณชื่นอย่ายอมแพ้ หาหุ่นรูปรอยให้เจอ ทำลายมันทิ้งซะแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เชื่อเพ็ญนะ”

    รัมภาต้องทำเช่นนั้นแน่ แต่เวลานี้เธอต้องรีบพาทวดเพ็ญส่งโรงพยาบาลรักษาตัว

    ooooooo

    วันรุ่งขึ้น รัมภาเริ่มค้นหาหุ่นรูปรอยทั้งเรือนเล็กและเรือนใหญ่ แต่หาจนเหนื่อยอ่อนก็ไม่พบ ตกกลางคืนจึงจุดธูปไหว้พระ ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอบุญกุศลที่ตนได้ทำมาช่วยดลบันดาลให้หาหุ่นรูปรอยพวกนั้นเจอด้วยเถิด

    ภาวนาเสร็จก็นั่งสมาธิต่อ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน ที่เธอทำ แต่ค่ำนี้แปลกกว่าทุกวัน สมาธิทำให้รัมภา เกิดนิมิตเห็นครูบาขวัญเมืองที่เกือบได้เจอกันเมื่อหลายวันก่อน

    “ท่านปรากฏกายให้ดิฉันเห็นในที่สุด ดิฉันนึกว่าไม่มีวาสนาเสียแล้ว”

    “ขอโทษที่วันนั้นไม่อยู่”

    “ท่านคงมีเหตุผล...”

    “เพราะคนที่อาตมาอยากเจอไม่ใช่โยม แต่เป็นอีกคนหนึ่ง คนที่จะแก้ปัญหานี้ไม่ใช่โยมรัมภา แต่เป็นอีกคนหนึ่ง”

    “ใครคะ”

    แทนคำตอบ คุณหญิงอบเชยเดินเข้ามานั่งลงข้างรัมภา แล้วก้มกราบครูบาขวัญเมือง

    “ท่านมาปรากฏกายในภวังคจิตเพราะอยากพบดิฉัน...ท่านจะช่วยพวกเราปราบผีนังแพงเหมือนในชาติก่อนที่ท่านเกิดเป็นอาจารย์เปรื่อง ชาติภพนี้ท่านเป็นพระสงฆ์ มีอำนาจบารมีที่จะจัดการผีนังแพงได้แล้วใช่ไหมคะ”

    พระท่านพยักหน้าแทนคำตอบ รัมภาตื่นเต้นอยากได้คำตอบ “ท่านจะมาบอกดิฉันใช่ไหมคะว่าหุ่นรูปรอยอยู่ที่ไหน อย่างที่ดิฉันคิดไว้ไม่มีผิด ดิฉันจะได้แก้กรรมทั้งปวงในชาตินี้ หุ่นรูปรอยถูกซ่อนไว้ตรงไหนคะ”

    “ใช้สติปัญญาสิโยม”

    “ดิฉันคิดเรื่องนี้ หาไปจนทั่วแล้ว ตั้งแต่รุ่นคุณแม่จนมาถึงรุ่นดิฉัน จนปัญญาจริงๆค่ะ”

    “สติปัญญาที่แท้จะเกิดขึ้นเมื่อจิตประภัสสร จิตที่ใสสว่างด้วยปัญญาจะเกิดขึ้นเมื่อไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจกิเลส เมื่อโยมทั้งสองยังตกอยู่ภายใต้อารมณ์โกรธ ก็จะไม่มีวันเจอหุ่นรูปรอย”

    คุณหญิงอบเชยหน้าตึง น้ำเสียงเริ่มแปร่ง “ดิฉันตกอยู่ใต้อารมณ์โกรธ สิ่งที่นังแพงทำ มีใครไม่โกรธบ้าง ดิฉันเป็นแค่ปุถุชน ถ้าบอกว่าดิฉันทำผิด แล้วความผิดของอีแพงล่ะคะ ใครจะลงโทษมัน”

    “ความอยาก ความโกรธ ความไม่รู้ สามอย่างนี้ทำให้เราทุกคนมีห่วง มีบ่วง จำต้องมาเกิด จำต้องมาชดใช้ และสามอย่างนี้ทำให้เราทุกข์ทรมานทุกๆวัน”

    “ดิฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น ความแค้นที่มันทำต้องมีใครสักคนกำหราบ ไม่งั้นลูกหลานดิฉันจะอยู่ยังไง ดูเอาเถิด ขนาดว่า...”

    “ขนาดเฆี่ยนตีมันจนตาย มันยังกลายเป็นผีหลอกลูกหลาน ยิ่งโกรธยิ่งเกลียดเหมือนยิ่งโหมให้นังแพงมันมีกำลังกล้าแข็ง โหมไฟด้วยไฟ มันดับได้จริงหรือโยม”

    “ท่านเป็นพระสงฆ์ ท่านมีหน้าที่สอนให้คนเป็นคนดี ท่านอยากเจอดิฉันเพราะดิฉันทำให้มันตาย ท่านอยากให้ดิฉันให้อภัยมัน แล้วอีผีบ้าตนนั้นล่ะคะ ใครจะสอนมัน ที่จริงท่านควรไปเรียกมันให้มานั่งตรงนี้มากกว่าเรียกดิฉัน...ถ้าอยากให้ดิฉันอภัย ท่านต้องสอนวิธี เพราะดิฉันทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ยิ่งในเวลานี้ ยิ่งทำไม่เป็น”

    ยิ่งพูดอบเชยยิ่งโกรธขึ้นเรื่อยๆ จนรัมภาต้องเตือนสติให้ใจเย็นลงบ้าง ขณะที่ครูบาขวัญเมืองยังสอนต่อไปด้วยสีหน้าท่าทีสงบนิ่ง

    “ความโกรธเอาชนะด้วยเมตตา เมตตาว่าทั้งเขาทั้งเราก็ทุกข์เหมือนกัน คิดดูดีๆจะเห็นว่านางแพงน่าสงสาร”

    “ตอนนี้ที่ดิฉันคิดออกคือเมื่อไหร่มันจะตกนรกหมกไหม้ สวรรค์และนรกอยู่ตรงไหน มีจริงแน่หรือคะท่าน”

    “ความอยากได้ของของเขา ความริษยา ความโกรธแค้น ทุกสิ่งที่นางแพงมี มันเป็นนรกด้วยตัวของมันเอง”

    “หมายความว่ายังไงคะ” รัมภาไม่เข้าใจ

    “นางแพงเกิดมาแบบคนบุญน้อย อยู่กับความอดอยาก อยู่กับความเข้าใจผิด สำคัญตนผิด เมื่อพบกับคุณหลวงก็อยู่กับความหลงใหล สำหรับสีการัมภา คุณหลวงเป็นความรัก เป็นสามี แต่สำหรับนางแพง คุณหลวงเป็นอาหาร เป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา เป็นพี่ เป็นพ่อ เป็นความหวัง และเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวของชีวิต”

    “ท่านกำลังจะบอกให้พวกเราสงสารคุณยายแพงหรือคะ”

    “ช่วงชีวิตสุดท้ายของนางแพง เจ็บปวดเร่าร้อน ถูกเฆี่ยนตีซ้ำแล้วซ้ำอีก ไหนจะวิชาคุณไสยที่ย้อนมาทำลายตน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ไม่ใช่แต่เพียงโซ่ตรวนที่รัดร้อยเอาไว้ นางแพงยังเผาใจตัวเองให้เร่าร้อนด้วยความโกรธความแค้น เฝ้าเผาตนเองอยู่ทุกนาที ชีวิตเช่นนี้ สัตว์นรกแท้ๆ อยู่ในนรกชัดๆ โยมมองเห็นไหม”

    “ในขณะที่ดิฉันได้มาเกิดใหม่ แข็งแรง มีพ่อมีแม่ มีครอบครัว มีชีวิตที่สดใส ยายแพงก็ยังคงวนเวียนทุกข์ทรมานที่เรือนหลังเล็ก”

    “เป็นคนบ้าน่าสังเวชอยู่แล้ว นี่เป็นผีบ้า ฟั่นเฟือนวิปลาส บางเวลาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเป็นใคร มาอยู่ตรงนี้

    ได้อย่างไร รู้แต่ว่าใจตนนั้นเศร้า เจ็บปวดและทุกข์ทรมาน นี่ยังไม่เรียกว่ากรรมสนองอีกหรือสีกา”

    “นั่นเพราะมันทำตัวเอง ถ้ามันบอกว่าหุ่นรูปรอยอยู่ไหน ใครจะไปเฆี่ยนตีมัน แต่นี่คุณหลวงกำลังจะตายอยู่บนเรือน จะให้ดิฉันทำยังไงคะ”

    “เวรกรรมทำงานด้วยตัวเอง เมื่อก่อเวรแล้วไม่ระงับ สีกาอบเชยจึงจองเวรกับนางแพง เป็นบ่วงรัดร้อยเอาไว้อย่างนี้ ดูตัวเองนะสีกา สีกาก็เป็นสัมภเวสีไม่ไปผุดไปเกิดเช่นกัน นางแพงถูกรัดร้อยไว้ด้วยบ่วงแค้น แต่สีกาถูกรัดร้อยไว้ด้วยบ่วงรัก”

    “ดิฉันหรือคะ” อบเชยโพล่งขึ้นด้วยสีหน้างุนงง

    “ชาติที่แล้วอาตมาเสกยันต์ใส่มันได้ กำหราบมันได้ แต่เมื่อนานวันไปเวทมนตร์อาตมาเสื่อม เวทมนตร์ของนางแพงกล้าแข็งขึ้นเพราะมีความแค้นเป็นเชื้อไฟ นางแพงยังคงติดตามทำร้ายสีกาได้อยู่ เห็นหรือยังว่าวิธีของอาตมานั้นผิด”

    “หมายความว่าท่านปราบมันไม่ได้หรือคะ”

    “อาตมาปราบผีนางแพงได้ แต่บ่วงกรรมที่มีต่อกันจะดึงให้ทุกคนกลับมาเกิดใหม่วนเวียนอยู่ร่วมชาติเดียวกัน มาแก้แค้นทำร้ายต่อกันไม่สิ้นสุด จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปเหมือนทุกชีวิตในวัฏสงสาร”

    “แล้วดิฉันควรทำยังไงคะ”

    “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ตัดกรรมทำได้ด้วยการให้อภัย”

    ฟังบทสรุปของพระท่านแล้ว...อบเชยกับรัมภามองหน้ากันนิ่งไป

    ooooooo

    หลังจากได้พูดคุยกับรัมภาเมื่อวันก่อน ศามนดูเปลี่ยนไป เขาเก็บคำพูดของเธอมาครุ่นคิดไตร่ตรอง เธอบอกว่าเขากำลังหลงทางหาทางออกไม่เจอ แต่จงให้ความรักนำทางเขาออกมา หมั่นคิดถึงเธอและลูกให้มากๆ

    คืนนี้ขณะเขานอนดูรูปถ่ายครอบครัวที่พกติดกระเป๋าสตางค์ไว้ตลอดเวลา พอเห็นเดือนแรมโผล่เข้ามา เขารีบเอามันซ่อนไว้มิดชิดแล้วแกล้งหลับตา เดือนแรมรู้ทันว่าเขาไม่ได้หลับ...บ่นขึ้นเสียงดัง

    “สองสามวันนี้ท่าทางคุณแปลกไปนะ อาลัยอาวรณ์นังรัมภาหรือไง”

    ศามนตะแคงตัวหนีไม่อยากตอบ เดือนแรมเห็นแล้วยิ่งแค้น อยากจะด่าแต่ต้องห้ามปากห้ามใจ พึมพำย้ำเตือนตัวเองว่าต้องใจเย็นและอดทนให้มากกว่านี้

    “ช่างเถอะ คืนนี้หาอะไรทำสนุกๆกันดีกว่านะ” ว่าแล้วเธอเลื้อยขึ้นเตียงคลอเคลียศามน

    “ทำไมชีวิตเราถึงมีแต่เรื่องพวกนี้” คำพูดแสนเย็นชาของเขาทำให้เธอชะงักกึก

    “เมื่อก่อนคุณก็ชอบ นี่คุณเปลี่ยนไปนะ”

    “นอกจากเรื่องพวกนี้ ระหว่างเราสองคนมีอะไรอีกไหมนะ” ศามนไม่ได้เสียงแข็ง ไม่ได้หาเรื่อง แค่กำลังคิดทบทวน แต่เดือนแรมไม่พอใจ โวยวายเผยธาตุแท้ออกมาทันที

    “อย่ามาโกหกตอแหล จะรวยหรือจน จะมีการศึกษาหรือไม่มี ชีวิตทุกคนมันก็มีแต่เรื่องพวกนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่เพราะคุณกับรัมภาไม่มีหรอกหรือ คุณถึงหนีมาหาฉัน”

    “ไม่ใช่ ชีวิตเราต้องมีมากกว่านั้น มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน”

    “ที่พูดแบบนี้ แกจะทิ้งฉันไปแล้วใช่ไหมไอ้ศามน บอกมานะ แกจะทิ้งฉันเหมือนคนอื่นอีกแล้วใช่ไหม”

    “คุณเดือน ทำไมต้องหยาบคาย พูดดีๆก็ได้นี่นา”

    “กูขี้เกียจแอ๊บแล้ว กูจะไม่พูดเพราะๆ ทำตัวดีๆกับมึงอีก มึงก็เหมือนผู้ชายคนอื่น พอได้กู เบื่อกูแล้วก็ทิ้ง ถ้ามึงทิ้งกู คอยดูนะ กูจะเผาบ้านนี้ กูจะเอามึงให้ตาย”

    เดือนแรมทั้งด่าทั้งกรี๊ด อาละวาดเหมือนคนบ้า ศามนมองอย่างเบื่อหน่าย แล้วลุกหนีออกจากห้องเดินไปทางเรือนใหญ่ หยิบรูปถ่ายครอบครัวออกมานั่งดูด้วยความคิดถึงลูกเมีย

    ทันใดนั้น ผีแพงพุ่งเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด ร่ายมนตร์คาถาเพื่อให้เขาเลิกคิดถึงลูกเมีย ศามนไม่เห็น ไม่ได้ยิน แต่รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ปวดแทบทนไม่ไหว ตะโกนออกมาด้วยความอัดอั้นคับแค้น

    “โธ่โว้ย เมื่อไหร่จะตายๆไปเสียทีวะ...โอ๊ย!”

    “แพงไม่ได้อยากให้คุณหลวงเจ็บ คุณหลวงก็บอกมาสิว่ารักแพง บอกมา” แพงรำพันทั้งน้ำตา

    ศามนไม่รับรู้ เขารู้อย่างเดียวว่าเขาเจ็บปวดทรมานมาก ปวดหัวแทบระเบิด ขนาดนั่งยังทรงตัวไม่ได้ กลิ้งทุรนทุรายโวยวายออกมา

    “ผมอยากตาย...ปวดขนาดนี้ ผมไม่กลัวตาย ผมไม่อยากอยู่แล้ว ขออย่างเดียว ถ้าตายไปในเวลานี้ ผมขอเกิดมาเป็นคู่กับคุณรัมภา เป็นพ่อของลูกทั้งสอง เป็นเหมือนเดิม เป็นต่อไปทุกๆชาติ”

    แพงช็อก น้ำตาไหลอาบหน้า คิดไม่ถึงว่าที่ตนกระทำมาทั้งหมดไม่เคยเปลี่ยนใจเขาได้เลย ทำไมเขาถึงรักใคร่แต่รัมภาไม่เสื่อมคลาย

    “คุณหลวง...เป็นไปไม่ได้ ทำไมมนตราใช้ไม่ได้ผล เป็นไปไม่ได้ คุณหลวงรักอีแพง รักอีแพง คุณหลวงเป็นของอีแพง...” แพงกรีดร้องโวยวาย...ยิ่งศามนยังพร่ำรำพันเรียกหาลูกเมีย แพงยิ่งตีอกชกตัวด้วยความแค้น!

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:14 น.