ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บ่วง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

บ่วง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ทันทีที่ศามนกับรัมภาพาลูกแฝดชายหญิงก้าวลงจากเครื่องบินเหยียบผืนแผ่นดินไทยบ้านเกิดเป็นครั้งแรก ต่างก็สูดลมหายใจเข้าปอด ยิ้มร่ามองฟ้าอันสดใสเป็นครั้งแรก ในหลายสิบปีที่ตามครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไปอยู่ต่างแดน ตั้งแต่ครั้งยังวัยรุ่น ทั้งสี่ชีวิตต่างเดินพลางกอดรัดฟัดเหวี่ยงลูกชายและลูกสาวเล่นพลางเดินพลางขึ้นรถเข้าสู่อาคารอย่างที่หลายคนทั้งไทยและต่างชาติ มองอย่างพลอยมีความสุขไปด้วย

ศามนร้องบอกลูกว่า ถึงบ้านเราแล้ว ลูกๆทั้งสองร้องเรียกไทยแลนด์ชัดคำ เพราะพ่อแม่สอนและพูดไทย ตั้งแต่เกิด...รัมภาจับลูกไว้ไม่ให้ห่าง ตอบคำถามลูกที่ซักไซ้เรื่องบ้านใหม่อย่างเริงร่าตามประสาเด็ก...จากประตูช่วยกันลากกระเป๋า ผ่านผู้คนมากมายไปยังด้านหน้าที่รอรถเข้าเมืองบางกอก...ผ่านหลายชีวิตที่ขวักไขว่ไปมา...แต่พอเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังออกแรงยื้อยุดฉุดกระชาก โดยมีผู้หญิงสาวอีกหนึ่งนางเป็นตัวปัญหา จากการออกเสียงเถียงกันสลับการลงมือ ก็รู้ว่าภรรยาไม่ยอมให้สามีจับเครื่องบินพาสาวน้อยนางนั้นหนีไปเที่ยวกัน...

ภาพชีวิตเหล่านี้ ทำให้รัมภารำพึงถึงชีวิตสิ่งแวดล้อมที่รายรอบผู้คนทั้งหลาย มันช่างสับสน วุ่นวายจนสุดจะหยั่งคาด ขณะนั่งรอรถอยู่นั้น รัมภากลับคิดเตลิดไปไกล...อะไรที่ทำให้คนเราเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร...แล้วเธอก็ได้พบ...ชีวิตคนเรามีบางสิ่งบางอย่างที่รัดร้อยชีวิต เราเอาไว้...สิ่งนั้นมันคืออะไร?

รัมภามองไปทางพ่อลูก รัสตี้ ลูกชายกำลังเล่นเชือกที่เป็นบ่วงกลมๆ สอดไว้ที่นิ้วกลางข้างขวาและข้างซ้าย แล้วใช้นิ้วอื่นๆช่วยดึงบ่วงตรงกลางฝ่ามือให้พันกันไปมา โดยมีไลล่าแฝดผู้น้องเล่นด้วย

“บ่วง...” รัมภารำพึงคนเดียว “บ่วงที่รัดร้อยชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน บ่วงที่วนเวียน ไม่มีวันจบสิ้น บ่วงที่ทำให้หัวใจของเราเติมเต็ม บ่วงที่ทำให้เรามีแรงต่อสู้ บ่วงที่ผลักดันให้เรามีแรงตื่นขึ้นมาทุกวัน...บ่วงนี้เอง บางครั้งมันทำให้น้ำตาเรารินไหล...ฉันเรียกบ่วงชนิดนี้ว่า...บ่วงแห่งความรัก...”

รัมภาเห็นลูกชายบอกให้พ่อเล่นบ่วงดูบ้าง ศามนรับบ่วงเชือกไปใส่มือตัวเองเล่น พ่อเกี่ยวผิดเกี่ยวถูกไม่กี่นาทีก็ติดบ่วงหนึบทันที ลูกทั้งสองบอกพ่อว่า มันติดแล้ว

“พ่อทำมันติดหรือ” ศามนถามลูก

“ถ้ามันติด เราก็ต้องยกทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างเดียวครับพ่อ” รัสตี้ตัดสิน

รัมภานึกถึงชีวิตที่ผ่านมายาวนาน จำภาพที่สามีภรรยาทะเลาะกัน โดยมีสาวอีกคนมาเป็นตัวปัญหา  รัมภาได้เห็นศามนเล่นบ่วงจนติด รัมภาคิดว่า...ในโลกนี้ไม่ได้มีเฉพาะบ่วงรัก...มันยังมีบ่วงชนิดอื่นอยู่ด้วย...ชีวิตเราจะเดินไปทางไหน มีหรือมันจะเหมือนเดิมตลอดไป?...

ooooooo

รถลีมูซีนจากสนามบินวิ่งเข้ามาจอดหน้าเรือนหลังใหญ่ที่รายรอบไปด้วยสวนไม้ใหญ่และไม้ดอกร่มรื่น พ่อแม่ลูกลงจากรถมองไปรอบๆอย่างตะลึงลาน ศามนพึมพำ เขารู้สึกเหมือนฝันไป...แต่รัมภาเก็บความรู้สึกไว้ หันไปจัดการกับข้าวของและคนขับรถ แล้วหันมาตอบคำซักถามของลูกๆที่ดูตื่นเต้น

ศามนเอ่ยกับรัมภา ขณะที่ลูกๆต่างวิ่งเล่นสนุกกับบ้านใหญ่ที่เรียกว่าคฤหาสน์ ศามนเล่าว่า คุณทวดไม่อยากให้ใครมาอยู่ที่นี่ เขาเองก็ลืมไปแล้ว พอทนายเอารายการมรดกมาให้ดู เขารู้ทันทีว่า เขาต้องการบ้านพร้อมที่ดินห้าไร่นี้ เหมือนปาฏิหาริย์ พวกพี่ๆยกบ้านให้เขา เอาสมบัติอื่นๆไปแทน...รัมภารู้ดีว่า เด็กๆเคยอยู่ที่แคบๆเมืองนอก มาเจอที่นี่ สงสัยจะนอนไม่หลับกัน

“ภา...ถึงเวลาที่เราจะมีความสุขเสียที ผมสัญญานะ ต่อไปนี้ผมจะทำให้คุณและลูกๆมีความสุข”

ศามนโอบกอดรัมภา เดินตามลูกๆที่วิ่งนำหน้าไป พวกเขาวิ่งไล่กันไปตามสวนไม้ดอกหลากสี มีเสียงนกร้องตามสุมทุมพุ่มไม้...แล้วก็มาถึงสระน้ำที่คั่นบ้านหลังใหญ่ และบ้านสวนหลังเล็ก มีต้นไม้ขึ้นรกเพราะไม่มีใครไปยังบ้านหลังเล็ก แต่ในสระน้ำบัวลอยเหนือผิวน้ำที่พลิ้วลม ฝูงผีเสื้อบินไล่กันดูสวยงาม...รัมภาเองสูดลมเข้าปอด แล้วพึมพำว่า บรรยากาศอย่างนี้ทำให้เธอเป็นสุขมาก...อย่างที่ศามนสัญญาไว้...

ooooooo

หลังจากศามนให้บุญสืบ เด็กหนุ่มลูกคนเฝ้าบ้านเอาของไปเก็บแล้ว พารัมภาและลูกชาย รัสตี้ ไลล่า

ลูกสาวคู่แฝดขึ้นบ้านใหญ่...แล้วรัมภากับลูกๆที่เอิบอิ่มความสุขมาเมื่อสักครู่ ต่างก็หยุดชะงัก ยืนตาค้าง ถามสามีเมื่อเห็นโลงศพตั้งตระหง่านว่า ทำไมไม่เอาไปไว้ที่วัด

“ศพคุณทวดของเรานะ” ศามนตอบเบาๆ ขณะรัมภายังยืนงง เสียงไลล่าร้องถามรัสตี้ว่าอะไรนั่น รัสตี้บอกน้องว่าศพคนตาย แล้วยังตะโกน “ผี” เสียงลั่น รัมภาปิดปากไม่ทัน รัสตี้เจ้าปัญหาเริ่มสร้างความกลัวต่อ บอกว่าผีอยู่ในโลงนั่น...ผีกำลังลอยออกมาแล้ว...ไลล่ากลัวสุดขีด ร้องกรี๊ดดดดด...แล้วยังมีบุญสืบ เด็กหนุ่มลูกคนเฝ้าบ้าน เอาของไปเก็บแล้วผวามากรี๊ดด้วยอีกคน รัมภารีบกอดไลล่า พร่ำปลอบแทบไม่หายใจว่า ไม่มี ผีไม่มี สั่งให้หยุดกรี๊ด...แล้วให้ลืมตาดู ไม่มีอะไรเลย...แต่รัสตี้ยังไม่หยุด ต้องการสำแดงให้ใครๆรู้ว่า เขาจะปราบผีให้ดู ว่าแล้วชี้ไป บอกทุกคนว่าผีมาแล้ว ตัวเบ้อเร่อ ชี้ไปที่ประตู ไลล่ายิ่งตัวสั่นงันงก กรี๊ดยาว ศามนต้องสั่งรัสตี้ให้หยุด เพราะน้องกลัวสั่นไปทั้งตัวแล้ว...รัสตี้ยังหยิบไม้มากวัดแกว่งทำเป็นสู้จนผีถูกฟันขาดสองท่อนไปแล้ว...ทั้งศามนและรัมภาช่วยกันปลอบไลล่าว่า แค่รัสตี้โกหก กอดปลอบไลล่าเป็นนาน จึงค่อยๆหายกลัว

เมื่อเด็กๆเห็นบุญสืบมานั่งเบียดปอดแหกอยู่ด้วยอีกคนจึงถามกันขึ้นว่าคนนี้ใคร ยายคำเดินมาตบกะโหลกบุญสืบ หาว่าทะลึ่งมายุ่งพวกท่านที่นี่ทำไม?

จากนั้นศามนจึงพาลูกเมียลงไปคุยกับยายคำ ตาหล้าผู้สามีและลูกชายบุญสืบที่สนามหน้าบ้าน รัมภาจึงได้รู้ว่า ศามนอยู่บ้านคุณพ่อเขา ตอนราวสิบขวบ ศามนเคยมาที่บ้านคุณทวดนี้ จากนั้นไม่ได้มาอีก...ยายคำเล่าแทนตาหล้าเพราะขี้ลืม...

“คุณทวดสั่งให้เก็บศพไว้ในบ้าน ห้ามเคลื่อนย้าย ทุกเย็นให้นิมนต์พระมาสวดที่นี่ ห้ามเผาเด็ดขาด”

“อะไรนะ” รัมภาหันมองสามี “จะมีศพอยู่กลางบ้านยังงี้ตลอดไปเนี่ยนะ...คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนใช่ไหมคะ”

รัมภาของขึ้น ลุกพรวดเดินหนีไปทันที...ศามนรีบตามไปเปิดอภิปรายกันยกใหญ่ ศามนตอบคำถามตัดพ้อต่อว่าแทบไม่ทัน รัมภาหาว่าเขารู้ แต่ปกปิดเธอ กลัวเธอจะไม่มาด้วย แล้วดูซิลูกคงนอนไม่หลับ เขาอาจล้มป่วย... ศามนพยายามแก้ว่า เขาไม่ปกปิด แต่นี่คุณทวดของเขา

“กลายเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ผีสางที่ไหนจะมี คนตายไปแล้ว” ศามนตัดบทรวบรัด...

เสียงหัวเราะหึๆดังมา มันเป็นเสียงหยามหยันของนางแพง ศัตรูของคุณทวด...ศามนได้ยินชัด หันไปมองตามเสียง แต่ไม่เห็นใครที่หลังต้นไม้นั้น...ศามนไม่เชื่อเรื่องผี จึงเดินไปตรวจดูอีกครั้ง ถามว่าใคร ลูกรัสตี้หรือเปล่า? เมื่อไม่เห็นใคร จึงได้แต่แปลกใจ

รัมภาพยายามเก็บความรู้สึก บางครั้งก็คิดทบทวนเรื่องศพคุณทวด...เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ก็ยังอดเดินมาที่หน้าโลงศพไม่ได้ มองรูปถ่ายคุณทวดแล้วก็คิดว่า

ตัวเองคงคิดมากไป...พอจะเดินจากไป กลับมีลมพัดเข้าหน้าวูบใหญ่...แล้วมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังมา มันคงจะเป็นเสียงคุณทวด เพราะเพลงนั้นโบราณ ฟังเย็นๆและมีมนต์ขลัง บางครั้งน่ากลัว...พอฟังไป เพลงนั้นซ่อนความรัก

ของแม่กับลูกไว้อย่างลึกซึ้ง รัมภาถามตัวเองว่า เสียงมาจากไหน? รัมภามองไปที่รูปคุณทวด เธอเห็นเป็นรอยยิ้มในหน้า รัมภาใจหายวูบ ถอยไปชนข้างฝา ไลล่าเดินมาเห็น ถามว่าหม่ามี้เป็นอะไร? รัมภารีบอุ้มลูกเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทั้งบอกลูกสาวว่า เธอคงเพลีย ยังปรับเวลาไม่ได้...แล้วบอกลูกอีกว่า แม่คงตาฝาดไปเท่านั้น ไม่มีอะไร

ooooooo

อนุกูล คือรองผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัทที่ศามนจะย้ายมาเป็นเอ็มดีในเมืองไทย หลังจากทำงานที่เมืองนอกมาหลายปี อนุกูลกำลังจะพาวรรณศิกา เลขาที่กำลังจะพากันไปต้อนรับศามน เจ้านายคนใหม่ โดยมีพัชนี ผู้ช่วยเลขาที่เพิ่งมาทำงานใหม่ไปด้วย พอเจอกับอนุกูล ท่าทางหน้าตาดี แต่ขี้หลี พูดโทรศัพท์กับสาวๆพวกกิ๊ก สับรางหลีกกันแทบไม่ทัน...

ขณะนั่งรถไปพบศามน อนุกูลก็เยาะหยันพัชนีว่า เชยมาก ใส่แว่นตาหนา ไม่ยอมให้เดินด้วยแน่ อย่างนี้ไปบวชชีจะดีกว่า ส่วนพัชนีก็ตอกหน้าอนุกูลไม่รามือ หาว่าเขากะล่อน ผิดศีลผิดธรรม หลอกผู้หญิงไปวันๆ

ตอนหนึ่ง อนุกูลรับโทร.มือถือนัดสาวที่โทร.มา ว่าจะพาไปดริ๊งก์กันที่ผับ แล้วยังกำชับให้สาวเอาจีสตริง ตัวใหม่มาอวดเขาด้วย พัชนีไม่รู้จักจีสตริง เปรยถามขึ้น ทั้งสองคนรู้ว่าพัชนีไม่รู้จัก อนุกูลจึงแกล้งบอกว่า เป็นกล้องถ่ายรูป คุณวรรณศิกาก็มีอันหนึ่ง วรรณศิกาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

เมื่อมาถึงบ้านใหญ่ ศามนพารัมภาและลูกมาต้อนรับลูกน้องทั้งสาม พร้อมแนะนำกันเสร็จ วรรณศิกาให้บุญสืบเอาของที่หามาฝากเจ้านาย ทั้งของกินซึ่งเป็นอาหารฝรั่งที่คิดว่าพวกเจ้านายคงไม่สันทัดอาหารไทย มีทั้งของใช้ประจำตัวและในบ้าน...ส่วนพัชนีหันไปค้นกระเป๋า บอกว่าจะเอาจีสตริงของพี่วรรณที่ว่าจะเอามาใช้ที่นี่ วรรณศิกาตกใจปิดปาก พวกศามนต่างหันหน้าหนี วรรณศิกาจึงกระซิบบอกพัชนีที่ข้างหู พัชนีตาเหลือกอ้าปากค้าง งึมงำ

“จีสตริง แปลว่ากางเกงใน” พัชนีหันไปตวาดอนุกูลทันควัน “คุณหลอกพัช...” พัชนีอายแทบแทรกแผ่นดินหนี

“โฮ้ยยย” อนุกูลหัวเราะกั๊กๆ “นานๆได้หัวเราะขนาดนี้...คนสมัยนี้ ใครไม่รู้จักจีสตริงบ้างเนี่ย มนุษย์ถํ้าเรอะเรา”

วรรณศิกาพยายามให้เป็นเรื่องขำขันเล็กๆน้อยๆ ให้พัชนีเอากล้องขึ้นมาถ่ายซ้อมมือ ก่อนที่จะได้ทำงานรับแขกที่บริษัทพรุ่งนี้...

พัชนีซ้อมถ่ายรูปไปทางสระบัว เล็งกล้องไปยังฝั่งเรือนเล็ก จึงบอกวรรณศิกากับอนุกูลว่า ตรงนั้นมีเรือนเล็กอยู่หลัง อนุกูลมองไปไม่เห็นมีอะไร จึงขอกล้องมาส่องดู...แล้วได้เห็นหลังริมนํ้ามีป่าขึ้นรก ใบไม้บังไหวไปมา มีเมฆดำลอยคลุมข้างบนเหนือบ้านเล็กนั้น...อนุกูลยังได้ยินบทสวดเป็นคาถาเขมร...

อนุกูลไม่รู้ว่านั่นคือเสียงของนางแพงที่ใช้คาถาในบทสวดนี้สะกดผัว นั่นคือศามน ซึ่งก็คือคุณหลวงในชาติก่อน เมื่อท่องคาถามากเข้าเสียงจึงติดอยู่กับบ้าน ติดกับตัวนางแพง และยังคอยบังคับศามนจนถึงปัจจุบัน...

อนุกูลส่องกล้องไปจึงบ่นรำคาญ คิดว่าพัชนีสวดมนต์ จึงร้องบอกให้หยุดสวดเสียที เมื่อทั้งสองคนบอกว่าไม่ได้ท่องได้บ่นอะไร อนุกูลหันมามองถึงกับอึ้งไป ถามตัวเองว่าหูฝาดรึเปล่า...แต่ก็ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง...

การสวดศพคุณทวดในตอนเย็นมีชาวบ้านและบางคนแถวตลาดมาร่วมด้วย พิธีผ่านไปโดยเรียบร้อย

ooooooo

ก่อนนอนรัมภากับศามนพากันไปหาลูกทั้งสองที่ห้องนอน คิดจะอ่านนิทานให้ฟัง แต่เด็กทั้งสองหลับปุ๋ยไปแล้ว จึงห่มผ้าหอมแก้มลูก แล้วพากันกลับมายังห้องนอน คุยกันสองสามคำก่อนราตรีสวัสดิ์ ได้ยินเสียงของหนักๆหล่นทางห้องโถง เพราะนายหล้ากับบุญสืบกำลังเก็บของ เชิงเทียนหน้าหีบศพคุณทวดกลับหล่นลงมาเหมือนมีคนผลัก บุญสืบขี้ปอดพาพ่อเผ่นกลับหลังบ้านทันที

ขณะเดียวกันสองสามีภรรยาต่างก็คิดจนนอนไม่หลับว่าเสียงของหล่นมันบังเอิญหรืออย่างไร?

บุญสืบกลับห้องพักและเล่าเรื่องเสียงหมาหอน ลมพัด แจกันหล่นเหมือนคนผลักให้แม่ฟัง...ถามว่าหรือคุณหญิงท่านเล่นไม่ซื่อ ยายคำรีบตบปากลูกชายตามเคย แต่บุญสืบยังย้อนว่า แม่จำคำคุณหญิงท่านไม่ได้หรือ?

บุญสืบย้อนว่า อยู่มาตั้งนานไม่มีอะไร พอพวกลูกหลานคุณหญิงอบเชยมา เหมือนวิญญาณท่านอยู่ไม่ติด...ยายคำเองก็รู้ซึ้ง...ผีคุณทวดที่พบมามีควันสีขาว ดวงตาสีฟ้าซีดๆสีหน้าหม่นหมอง ร้องเพลงกล่อมเด็กที่รัมภาเองก็เคยได้ยิน มันคือบ่วงรักและพลังความรักห่วงใยลูกหลาน...ส่วนวิญญาณอาฆาต คือผียายแพง...จะมีสีควันดำ รูปกายเทาดำ ตาแดง สีหน้าเย้ยหยัน แต่บทสวดทรงพลังด้วยมนต์ขลังพลังร้าย แต่คนที่จะได้ยินบ่อยคือศามน เพราะยายแพงท่องบ่นคาถามนต์ดำไว้มัดศามนจนข้ามภพชาติ...มันเป็นคาถาพลังแห่งความริษยาอาฆาตแค้นอย่างบ้าคลั่งของยายแพงที่ยังหลงรักปักแน่น แม้จะล่วงเลยมาชาตินี้ คุณทวดหรือคุณหญิงอบเชยจึงไม่ยอมให้เผาศพตัวเอง เพื่อจะวนเวียนปกป้องคนที่รักและห่วงใย ไม่ให้วิญญาณร้ายของยายแพงมาอาฆาตมาดร้ายเหมือนชาติปางก่อน...

วันที่ท่านจะสิ้นใจ ทุกคนมาดูแล รวมทั้งหมอด้วย แต่คุณทวดเหมือนเสียสติ มองไปที่ปลายเตียง ร้องด่าเหมือนมีคนมายืนอยู่ ท่านตวาด...อย่ามาทำลูกกู กูจะปกป้องลูกหลานกู ถึงตายวิญญาณกูจะมาอยู่กับลูกหลานกู...หมอรีบมาดูอาการ ยายทวดเริ่มร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังลั่น

“ฮือ...ลูกกู หลานกู...มึงอย่าทำ...อย่าทำ กูไม่ให้มึงทำ...”

หมอได้แต่บอกทุกคนว่า คุณทวดสร้างภาพ คิดไปเองว่าลูกหลานจะถูกทำร้าย...ยายคำพึมพำว่า...รักมากก็ห่วงมาก แต่บุญสืบยังคิดไกล...เมื่อเป็นบ้า ตายไปแล้วอาจมาเอาชีวิตลูกหลานไปด้วย...ยายคำตบหัวลูกชายอีกสั่งสอนว่า ห้ามพูดแบบนี้ให้คุณผู้หญิงคุณผู้ชายได้ยินเป็นอันขาด...

บุญสืบกับพ่อแม่ที่พูดมา หารู้ไม่ว่า คุณรัมภามายืนฟังอยู่ข้างฝาห้องด้านนอกนานแล้ว...รัมภายิ่งคิดก็ยิ่งเนื้อตัวสั่นหวาดกลัวเต็มที่...แสงฟ้าแลบแปลบๆ แล้วผ่าเปรี้ยงลงมาก่อนฝนจะตก รัมภาก้าวหนีไปทั้งๆที่ขาสั่นเดินไม่ตรงทาง เกิดกลัวบ้านนี้ขึ้นมาอีก รีบผวากลับเข้าห้อง ดึงผ้าห่มคลุมโปง เนื้อตัวสั่นเทา...ทั้งๆที่พยายามปลอบใจว่า มันแค่เรื่องนายสืบจอมปอดแหกพูดเท่านั้นก็ตาม...

ooooooo

พระจันทร์ถูกเมฆดำปกคลุมพายุพัดแรงเป็นครั้งคราว เสียงสุนัขเห่าหอนทำให้ยิ่งน่ากลัวสำหรับคืนนี้ หน้าต่างที่ห้องนอนเด็กถูกลมพัดซัดเปรี้ยง...พร้อมกันนั้น...ควันดำจากมนต์ดำของยายแพงลอยเข้ามาในห้อง เสียงสวดมนต์เขมรดังแรงขึ้น...

รัสตี้กับไลล่าต่างก็ตื่นขึ้นมามองหน้ากันเหมือนถูกสะกด รัสตี้ชวนไลล่าออกไปเล่นกัน ทั้งสองพากันออกจากห้องอย่างว่าง่าย...ทั้งสองเดินฝ่าสายฝนไปทางสระน้ำเหมือนถูกสะกด...แต่ไลล่าเดินช้าลง ทั้งบอกรัสตี้ว่าฝนตกหนักขึ้นแล้ว กลับบ้านดีกว่า แต่รัสตี้ต้องมนต์ดำยํ้ายืนกราน...ไปที่สระนํ้าก่อน...

ขณะที่ทั้งศามนและรัมภาหลับใหลไม่รู้เรื่อง...แต่รัมภาเหมือนกึ่งฝัน...เธอได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของคุณทวด เสียงกล่อมดังขึ้นอย่างเร่งร้อน...เหมือนจะปลุกให้รีบไปช่วยลูก...ในขณะที่ริมสระบัว ไลล่ากลัวเรียกพี่ชายให้กลับบ้าน แต่รัสตี้ฉุดลากน้องสาวฝ่าสายฝนจะไปให้ถึงสะพานให้ได้

เวลาเดียวกันที่บ้านพัชนี เธอตื่นนอนมาดื่มนํ้า แล้วเอาซองรูปที่ไปถ่ายมาจากคฤหาสน์เจ้านายมาดูฝีมือใหม่ของตัวเอง ลุงช่วงตื่นมาดูรูปฝีมือหลานสาวด้วย เหมือนจะเคยเห็น จะเป็นการนั่งทางในที่ลุงผู้ถือศีลกินเจชอบนั่งเป็นประจำก็ว่าได้ ลุงเห็นบ้านหลังเล็กแล้วเกิดรู้สึกผิดปกติ รีบกลับเข้าห้องพระหลังเร่งให้หลานสาวรีบเข้านอน

ที่สะพานข้ามไปบ้านเล็ก เด็กทั้งสองเหมือนถูกมนต์ร้ายของนางแพงสั่งให้ข้ามสะพานไม้ผุๆไปให้ได้ แต่สองพี่น้องเห็นสะพานเก่าๆเกิดลังเล เกรงจะหักโค่นลงนํ้า จึงยืนนิ่ง ไลล่าพยายามดึงพี่ชายกลับไปหาแม่

ooooooo

เสียงพายุและสายฝนพัดกรูเข้ามาในห้องโถงถล่มที่ตั้งศพคุณทวด หน้าต่างกระแทกดังปึงปัง ข้าวของล้มระเนระนาด กระแทกรูปคุณทวดเหมือนจะให้เห็นว่าท่านทำร้ายลูกหลานตัวเอง...รัมภาสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กยังดังชัดและดุดันขึ้นทุกที...ทำให้นึกถึงคำของบุญสืบว่าคุณทวดจะเอาชีวิตลูกหลานไปอยู่ด้วย...รัมภาร้องเรียกหาลูกทันที เท้าไวเผ่นไปห้องเด็กแทบไม่หายใจ...เมื่อพบแต่ความว่างเปล่า...เหมือนหัวใจจะแตกสลาย ร้องเรียกหาลูกทั้งสองเหมือนจะขาดใจ เมื่อคิดว่าทำไมถึงมาเกิดกับลูกตัวเอง...

ขณะที่รัสตี้มองเห็นแสงไฟสว่างวับๆ ไม่ฟังเสียงไลล่าที่ดึงให้พี่ชายกลับ เขาบอกน้องว่านั่นสมบัติมหาศาลรออยู่ รีบข้ามสะพานไปกัน แล้วทั้งสองเด็กน้อยก็ทรุดลงนั่ง เมื่อเสียงฟ้าฟาดตึงใหญ่เหมือนฟ้าถล่ม เสียงผ่าทำให้หูอื้อไป เสียงกรี๊ดตกใจแทบตายยังดังจากไลล่าที่สองมืออุดหูตัวสั่นงันงก...

ที่ห้องโถง...นายหล้าพาลูกเมียมาเปิดไฟ รัมภาวิ่งร้องอย่างแตกตื่นสุดเสียง ตามหาลูกทั้งสอง ศามนวิ่งมาซักถาม จึงรู้ว่าลูกหายไปจากห้อง ศามนสั่งทุกคนไปตามหาเดี๋ยวนี้ ทุกคนออกวิ่งไปข้างนอกพร้อมไฟฉายกราดไปทั่ว

ที่บ้านพัชนี...ลุงช่วงรีบออกมาบอกหลานสาว “แย่แล้ว...ให้รีบโทร.ติดต่อบ้านเจ้านาย ลุงอยากคุยด้วย ลุงเห็นวิญญาณติดบ่วง ไม่ยอมไปไหน” พัชนีบอกลุงว่า บ้านนั้นไม่ยอมเผาคุณทวด จะอยู่ปกป้องลูกหลาน

ด้านนอกคฤหาสน์...ทุกคนตามหาจนทั่ว แต่ยังไม่พบเด็ก ศามนสั่งให้ฝ่าสายฝนตามหาอีก สั่งให้ไปค้นหาทางสระบัวด้วย

ไลล่ามองรัสตี้ที่หยุดนิ่งเชิงสะพาน เพราะเหมือนเขาพูดกับใครสักคน แล้วถามว่า มีสมบัติอยู่ฝั่งโน้นจริงหรือ ทั้งถามอย่างสงสัยว่าพูดกับใคร รัสตี้ไม่ฟัง ฉุดมือน้องสาวก้าวยาวๆขึ้นสะพาน...ขณะที่พวกศามนพาทุกคนส่องไฟฉายตะโกนเรียกหาลูกไม่ขาดปาก...แต่ไม่เห็นอะไร ทั้งๆที่รัสตี้พยายามฉุดไลล่าเร่งให้ข้ามไปเอาสมบัติ ไลล่าสะบัดร้องเรียกหาแม่ให้มาช่วย...แล้วไลล่าหุบปาก ชะงักงันทันที เมื่อมองเห็นที่ฝั่งบ้านเล็ก มีควันดำลอยคลุ้ง มีหมาตัวน้อยสีดำน่ารัก มันเกิดจากมนต์ดำของแพง ไลล่าลังเล ไม่ยอมกลับเพราะอยากได้หมา รัสตี้ร้องบอกว่าหมาน่ารัก ไปเล่นกับมันกัน ทั้งสองรีบวิ่งข้ามไปหาหมาน้อยทันที...ยามนั้น ควันสีขาวปรากฏขึ้นเชิงสะพาน ทวดอบเชยมองไปยังเด็กทั้งสองที่ถูกดึงดูดไปอย่างเคียดแค้นที่นางแพงเอาหมามาล่อเด็ก...

พวกศามนตามหาเด็กเปียกปอนกันทุกคน เมื่อผิดหวังต้องกลับไปรวมกันที่หน้าบ้านใหญ่ รัมภาหมดหวังร้องไห้ฟูมฟาย ยกมือไปทางที่ตั้งศพคุณทวด สั่งยายคำจุดธูปเพื่อจะไปอ้อนวอนขอลูกคืน...แทนที่จะรับธูปจากยายคำ รัมภาปัดธูปทิ้งด้วยความแค้น

“คนใจร้าย เอาลูกดิฉันคืนมา ได้ยินไหม เอาลูกดิฉันคืนมานะ” รัมภาตะโกนใส่โลงศพทวดอย่างโกรธแค้น เพราะคิดว่าคุณทวดจะเอาลูกเธอไป...ยามนั้น เสียงหัวเราะเยาะหยันของนางแพงดังมาให้ได้ยินซํ้าเข้าไปอีก

วิญญาณทวดอบเชยที่สะพานหันไปมองทางบ้านใหญ่ เพราะได้ยินการสาปแช่งของรัมภาด้วยเข้าใจผิด ทวดร้องไห้รํ่าร้องว่า ท่านไม่ได้ทำหลานอย่าเข้าใจผิด... ศามนปลอบรัมภาว่า ไม่น่าจะเป็นคุณทวด แต่รัมภาอาละวาดข้าวของกระจุย ทุกคนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะสะใจของแพงที่ดังตลบตลอดเวลา...

มีแต่ลุงช่วงคนเดียวที่รู้ บอกพัชนีว่า พวกเขาเข้าใจผิดว่าเป็นคุณทวดเล่นงานหลาน แต่ที่บ้านนั้นมีวิญญาณอีกตนคอยเล่นงาน...ลุงช่วงยังเห็นตลอดว่าคุณทวดพยายามจะไปช่วยดึงหลานกลับมาจากมนต์ดำของยายแพง...ยามนั้นเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา พัชนีตกใจสุดขีดกรี๊ดออกมา ผวาหาลุงจนต้องกอดหลานที่ตัวสั่นเทาไว้ ลุงช่วงบอกว่า...วิญญาณรักสู้กับวิญญาณแค้น...ลุงต้องไปสวดมนต์ บางทีอาจช่วยได้...

ที่สะพานไม้ที่สระบัว วิญญาณสองดวงกำลังต่อสู้กันด้วยอำนาจ ทวดสั่งอีแพงให้หนีไปอย่ามายุ่งกับหลานของท่าน นางแพงยังสั่งให้เด็กไปหา ไลล่าบอกว่าเหมือนได้ยินคนเถียงกัน แต่ไม่ชัดว่าเรื่องอะไร...ผีนางแพงให้เด็กไปหา มีหมาน่ารักรออยู่ แต่ทวดเร่งให้เด็กกลับมาหาทวดฝั่งนี้ ทวดเป็นคุณยายของพ่อหนูนะ ไลล่าหันไปมองตามเสียงทวด ไม่เห็นอะไร แต่รู้สึกได้ จึงร้องบอกพี่ชายว่า ไม่เอาหมาแล้ว กลับบ้านเถอะ...ไลล่าตัดสินใจกลับ โดยมีแรงร่ำร้องรำพันหาลูกของรัมภา และมีแรงสวดมนต์ช่วยของลุงช่วงอีกคน

ส่วนรัสตี้ถูกยายแพงเร่งเร้าให้มาเอาหมาน่ารัก ไลล่าและคุณทวดเร่งให้กลับมา แพงสั่ง...อย่ากลับไป มาปลดปล่อยยายแพงเร็วๆ...ทั้งสองฝ่ายใช้พลังช่วงชิงเด็กอย่างสุดกำลัง

ooooooo

หลังจากศามนให้ยายคำพารัมภาไปนอนพักที่ห้องนอน เขาพานายหล้ากับลูกชายออกไปตามหาลูกอีกครั้ง พอออกมาที่ระเบียง กลับเห็นรัสตี้กับไลล่ามานอนอยู่ เด็กทั้งสองพอลืมตาเห็นหน้าพ่อ รีบผวาเข้ามาหากอดพ่อตัวสั่นด้วยความดีใจ เด็กถูกซักว่า เราตามหาแทบแย่ แต่ทำไมมาอยู่ตรงนี้ บุญสืบปากสั่น บอกว่าตรงนี้คุณทวดมานั่งเป็นประจำ ว่าแล้วโดดกอดนายหล้าผู้พ่อด้วยความปอดแหก...

ศามนพาลูกๆไปหารัมภาที่ห้อง รัมภาเห็นลูกเหมือนยกภูเขาออกจากอก กอดลูกร้องไห้เป็นวักเป็นเวร...จากนั้นจึงซักเด็กว่า ฝนตกฟ้าร้องแบบนี้ ทำไมออกไปข้างนอก เด็กๆเองก็งง แต่รับว่าไปที่สะพานบึงบัว แต่ผู้ใหญ่ทุกคนบอกไม่เห็นมีทั้งๆที่ไปดูหลายหน เด็กๆบอกว่า จะไปดูสมบัติ และลูกหมาน่ารัก แต่ไม่ได้ข้ามไป แล้วยังบอกว่า เรามานอนหนุนตักคุณทวดให้ท่านร้องเพลงกล่อมด้วย

“ไลล่าคิดว่าคุณทวดเป็นคนพาเรากลับนะ รัสตี้จำได้ไหม คุณทวดยังบอกว่า ท่านจะดูแลเรา...” รัสตี้พยักหน้า

“คุณทวด...” รัมภาพึมพำ...เริ่มสำนึก หันไปสบตากับศามนอย่างพอจะเข้าใจอะไรอีกหลายอย่างแล้ว

จากนั้นศามนพาเด็กๆไปดูรูปทวดหน้าศพ ทั้งสองคนบอกทันทีว่าใช่ คุณทวดคนนี้แน่ แล้วยังให้หนุนตัก ร้องเพลงกล่อมเราด้วย ไลล่าเริ่มฮัมเพลงกล่อมเด็ก รัมภาตาโตเพราะมันเหมือนที่เธอเองเคยได้ยินตอนฝันงึมงำว่า เพลงนั้นเอง ศามนถามทันทีว่ารัมภารู้จักหรือ เธอรีบปัดว่าเปล่าแล้วเฉยดื้อๆ ศามนจึงแน่ใจว่า เด็กสองคนฝันถึงคุณทวดพร้อมกัน...และมันเหมือนคุณทวดในอดีตที่ร้องเพลงกล่อมรัมภามาแต่อดีตชาติ

ooooooo

พัชนีไปทำงานที่บริษัทตอนเช้า อนุกูลเย้าเรียกเธอว่าแม่ชี พัชนีโต้ทันทีเธอชื่อพัชนี อนุกูล เพลย์บอยรุ่นบริโภคนิยม พาพัชนีไปแอบมุมหนึ่ง บอกว่าหลบสาว หนึ่งคนเป็นกิ๊กเก่า อีกคนกิ๊กใหม่ ให้พัชนีไปบอกกิ๊กเก่าว่าเขาไม่อยู่ ส่วนเขาจะไปหลอกกิ๊กใหม่ พาออกไปข้างนอกด้วยกัน

พัชนีไปรับหน้ากิ๊กเก่า บอกว่าคุณอนุกูลไม่อยู่ มีนัดอืี่น กิ๊กเก่ามองพัชนีอย่างไม่ไว้ใจ จึงตกลงว่า วันหลังจะมา กิ๊กเก่าไปแล้ว พัชนีโล่งใจ...

อนุกูลกำลังป้อสาวกิ๊กใหม่อย่างเพลิดเพลิน กำลังจะมือปลาหมึกตกใจหันมาดุพัชนีว่า มาทำไมตอนนี้ พัชนี บอกว่าเรียบร้อยแล้วตัวกลับแข็งทื่อ เมื่อกิ๊กเก่าแอบตามมา ตะคอกเสียงฟ้าผ่า

“นึกแล้วเชียว...ส่งนังนกถึดทือหลอกฉัน” ว่าแล้วกาแฟร้อนๆในมือก็บินหวือไป ต่างหลบให้บินไปชนข้าง ฝา...แล้วกิ๊กหนึ่งเจ้าเก่า ก็หันไปจังก้ากิ๊กใหม่แกะกล่อง “นังจินนี่ แกแย่งไอ้ตัวของฉัน”

ก่อนกิ๊กทั้งสองจะฟ้อนเล็บผสมมวยปล้ำ อนุกูลดึงพัชนีไปหาบังเกอร์ ได้ยินเสียงลงไม้ลงเล็บของสองสาวอุตลุด แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆด้วยเสียงก่นด่าแสบถึงก้นกบ ...ถึงหลืบหลบ เขาบ่นพัชนีที่ไม่รอบคอบ พัชนีแอบมองเห็นสองกิ๊กพันตูกันเป็นสามารถให้เขาไปห้าม ว่าแล้วผลักอนุกูลออกไปก่อนจะตั้งตัวขัดขืน เขารีบโบกมือร้องห้าม สองกิ๊กเห็นอนุกูลหารือกันว่าจะมาตบกันทำไม ไอ้หมอนั่นเอาไว้ทำซากอะไร สองกิ๊กพลิกเกม ตะลุยใส่อนุกูล แทนจนสองมือปัดป้องบ้องหูตัวเองแทบไม่ทัน พัชนีหลับ ตาปี๋ เห็นเขาฆ่าหมูดูไม่ได้ พลางนึกว่า ครานี้ฉันถูกไล่ออกจากงานแหงมๆ...

ooooooo

จากนาทีที่เริ่มคิดว่าคุณทวดนั้นแท้จริงคือวิญญาณที่คอยปกป้องลูกหลานพวกเธอต่างหาก วันนี้รัมภามายืนหน้าโลงศพคุณทวด...เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า เพลงกล่อมเด็กนั้นเป็นของคุณทวดใช่ไหม คุณทวดไม่ได้เอาเด็กไป แต่มาช่วยเด็กจริงหรือเจ้าคะ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ดิฉันกราบขอโทษค่ะ ที่เข้าใจผิด...

จากนาทีนั้น...รัมภาเหมือนตัวเบาหวิว ล่องลอยไป ไกลแสนไกล...ไปสู่เรื่องราวหนหลังนานมาแล้ว...ชีวิตอบ– อุ่นอยู่กับชายน้ำ รัมภาพบตัวเองในชุดสาวไทยสมัยดั้งเดิม ใครๆเรียกเธอว่า ชื่นกลิ่น ไปไหนมาไหนมีเรือพายเป็นพาหนะไปตามแม่น้ำลำคลองร่มรื่น เพลงที่ดังมาตามลม เป็นเพลงไทยเดิมที่คนสมัยนั้นมักบรรเลงกันเองตามบ้าน...

ชื่นกลิ่นแต่งงานแล้ว แต่บ่อยครั้งเธอชอบซบตักแม่อบเชยอย่างเป็นสุข แม่อบเชยร้องเพลงกล่อมลูกสาวเพลงเดิมนั้นอยู่ อบเชยร้องด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก เพราะรู้ว่านางแพงยังคิดร้าย และคอยจะแย่งสามีของชื่นกลิ่น แต่เธอเองไม่รู้ ได้แต่ฟังเพลงกล่อม บอกแม่อบ– เชยว่า เพลงกล่อมนี้เพราะจริงๆ ทุกครั้งที่ได้หนุนตักแม่ฟังเพลงนี้แล้วอบอุ่นที่ได้ชิดใกล้แม่ อบเชยฟังแล้วชื่นใจ ยิ่งคิดแค้นที่แพงยังจะมาแย่งสามีของลูกสาวของเธอไป

“รักของแม่ ไม่แค่ประโลมใจ แม่จะเป็นฉัตรแก้วกั้นภัยให้ลูก รักของแม่จะติดตาม ปกป้องลูกทุกชาติภพ...”

รัมภาลืมตาตื่นจากฝันในอดีต มองเห็นลูกแฝดทั้งสองเล่นของเล่นอยู่ในศาลาริมสวน...รัมภาจึงรู้ว่าเธอฝันไป ฝันสู่อดีตชาติ...แม้จะรู้ว่าฝันไป แต่รัมภาคิดว่ามันเหมือนจริงเหลือเกิน...รัมภาลุกขึ้นนั่ง มองไปที่บ้านใหญ่ มองห้องโถงตั้งศพคุณทวดที่ชื่ออบเชย...ความคิดฝันสานตัวของมันไปไกล...

ooooooo

หลังจากศามนฟังเรื่องราวของลูกแฝดที่อยากไปดูสมบัติและหมาน้อยน่ารักที่บ้านหลังเล็กแล้ว วันนี้ศามนพาลูกๆไปที่สระบัวด้วยความอยากรู้ให้แน่ ศามนไปยืนมองที่สะพาน...แต่หารู้ไม่ว่าวิญญาณอันโหยหาของแพงเห็นเข้า ปรากฏตัวขึ้นรํ่าร้องวิงวอน “คิดถึงเหลือเกิน ยอดดวงใจของเมีย ข้ามมาหาเมียสิคะ คุณหลวงภักดีบทมาลย์” วิญญาณแพงร้องครํ่าครวญโหยหา แต่ถูกยันต์ปิดกั้นกักขังไว้

“อย่า...” ลุงช่วงร้องขึ้น ขณะนั่งสมาธิหน้าพระในห้อง “อย่าข้ามไป ข้ามไปไม่ได้” ว่าแล้วหยิบมือถือมากดฉับๆไปหาพัชนี พอพัชนีรับสาย ขณะกําลังทํางาน ช่วงรีบบอก “ลุงเห็นในนิมิต เจ้านายหนูพัชกําลังจะเดินข้ามสะพาน อย่าให้ข้ามไป อย่ายุ่งกับบ้านหลังเล็ก ไม่งั้นวิญญาณร้ายจะถูกปลดปล่อย จะยุ่งกันใหญ่”

พัชนีบอกวรรณศิกาว่า บ้านคุณศามนเกิดเรื่องใหญ่ ขอให้พี่วรรณช่วยโทร.หาคุณศามนด้วย...

ขณะที่วรรณศิกาโทร.นั้น...ที่สะพานข้ามสระบัวไปบ้านหลังเล็ก แพงกําลังใช้มนต์ดําเรียกร้องออดอ้อนให้ศามนไปหา เพราะแพงรอเขามาเป็นร้อยปีแล้ว “มาหาเมียสิคะ คุณหลวงเจ้าขา” เสียงสวดเขมรดังขึ้น ทําให้ศามนสะดุ้งเมื่อต้องมนต์ดํา ก้าวเดินขึ้นสะพานไปอย่างง่ายดาย แพงหัวเราะสมหวัง สะใจดังสนั่นลั่นคุ้งนํ้า

เมื่อวรรณศิกาโทร.ไม่ติด พัชนีรีบเอามาโทร.ต่อ พอมือถือในกระเป๋าศามนดัง เขาชะงัก หยิบขึ้นมา แต่ด้วยสายตาทรงอํานาจของแพง ศามนทํามือถือหล่นลงนํ้า พัชนีจึงหมดทางติดต่อ ถามอนุกูลที่นั่งลูบหน้าตาที่มีรอยเล็บอยู่ด้วย จะทํายังไงดี...คิดกันครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นอย่างไม่เชื่อแต่เสนอให้ไปหาเขาที่บ้าน ว่าแล้วเดินไป สองสาวต้องรีบตามไปทันที

ศามนก้าวตามคําสั่งแพงไปยังบ้านหลังเล็ก แพงโดดกอดศามนเหมือนจะขาดใจ ส่งเสียงละลํ่าละลัก “คุณหลวง อีแพงคิดถึงท่านเหลือเกิน อีแพงเหมือนตกนรกอยู่ที่นี่ ไม่มีใครเหลียวแล ท่านต้องช่วยเมียนะเจ้าคะ”

ศามนดวงตาเหม่อลอย พยักหน้าตอบ แพงรีบจูงมือศามนเข้าบ้านเล็ก...

ตอนที่ 2

ผีแพงกำลังจูงศามนเข้าไปในบ้านหลังเล็กอย่างว่าง่าย เพราะกำลังต้องมนต์ดำเต็มที่จากวิญญาณแพงที่เคยเป็นเมีย และต้องมาถูกขังในบ้านที่เต็มไปด้วยกรงขัง เพราะอบเชยต้องการขังแพงด้วยคาถา ฐานบอกว่าแพงท้องกับคุณหลวง ก็คือศามนในชาตินี้ แพงจึงถูกล่ามโซ่จนตายในบ้านเล็กนี้ ตายไปพร้อมมนต์ไสยที่ท่องไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้ายและมุ่งแก้แค้นทุกชาติไป วิญญาณของแพงถูกขังในบ้านนี้ด้วยผ้ายันต์ติดสะกดไว้จนถึงปัจจุบันนี้

“จำเรือนรัก เรือนเสน่หาหลังนี้ได้ไหม เรือนหลอมรักของคุณหลวงกับอีแพงในอดีต เราเคยสุขกันที่นี่

จำได้ไหมเจ้าคะ” ศามนเหมือนสติละลาย ได้แต่เหม่อลอย อีแพงร่ายยาวรำพันรัก “ชีวิตอีแพงอาภัพนัก ความจนไม่เคยปรานีใคร ตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็อดมื้อกินมื้อ...”

แพงแสนช้ำในอดีตตอนเด็กที่บ้านนอก พ่อตาย แม่เจ็บนอนซมในบ้านเก่าๆ แพงยังเด็กต้องหาไม้ขุดเผือกขุดมันมากินกันตาย จนมือได้เลือด ต้องกินด้วยความหิว...แม่ที่นอนป่วยเห็นลูกแล้วร้องไห้ปลอบให้แพงกินประทังหิวไปก่อน แม่ดีขึ้นจะพาไปอยู่ในเมือง

เมื่อแม่อาการป่วยดีขึ้น ก็หอบหิ้วแพงเข้าเมือง ไปกราบหลวงพ่อ ซึ่งเห็นกับตาว่าแพงหิวจนต้องแย่งข้าวหมากิน หลวงพ่อจึงให้แม่ลูกอยู่ แข็งแรงแล้วค่อยจากวัดไป นางพึ่งกราบหลวงพ่อแทบพื้น

วิญญาณอีแพงกลับมามองศามนด้วยความรักอันอมตะในบ้านหลังเล็ก...ระบายอดีตให้ศามนฟังต่อ... “ชีวิตอีแพง อดอยาก กินหัวเผือกมัน เคยกินข้าวหมา ความยากจนสอนอีแพงว่า ด้านได้อายอด ไม่สู้ก็มีแต่ตาย” หลังจากนางพึ่งได้ข้าววัดแข็งแรงพอ จึงพาลูกสาวมากราบอบเชยที่คฤหาสน์หลังใหญ่ จนเจ้าของบ้านคาดไม่ถึง

“อีพึ่ง...” คุณหญิงอบเชยลุกจากเก้าอี้ มีเพ็ญสาวใช้คนสนิทนั่งกับพื้น “นี่เอ็งจริงรึ ไฉนผอมโซนัก”

ยายพึ่งกราบแล้วเล่าเรื่องไอ้เส สามีตายเมื่อโรคห่าระบาด อีพึ่งจนอยู่บ้านนอกไม่ไหว ต้องขอกลับมาพึ่งใบบุญคุณหญิง อย่าขับไล่ไสส่งอีพึ่งกับลูกเลยนะเจ้าคะ

คุณหญิงอบเชยยังโกรธอีพึ่งไม่หาย เพราะอีพึ่งมันสวยจนท่านเจ้าคุณติดพันมัน คุณหญิงจึงต้องหาเรื่องไล่พึ่งกับผัวมันออกจากบ้าน ผัวยายพึ่งกลัวบารมีท่าน จึงปิดปากเรื่องชู้สาวไว้ แต่คุณหญิงยืนกราน

“เอ็งจะกลับมาทำไม เคยลักของข้า ข้าไล่เอ็งออกไปแล้ว คงรับกลับมาไม่ได้อีก”

“แม่ถูกใส่ร้าย” นังเด็กแพงแก่แดดโพล่งขึ้นกลางวง ไม่กลัวเกรงใคร “คุณหญิงไล่แม่ออกจากเรือน เพราะกลัวท่านเจ้าคุณมาติดพันแม่ต่างหาก” คุณหญิงตกใจ เพ็ญโกรธแทนเจ้านายด่าแพงจะตบปาก ว่าแล้วก็ซัดเปรี้ยงที่หน้า พึ่งเองต้องขวางแล้วก็ด่าลูก...แต่อีแพงของขึ้น ลำเลิกเรื่องเจ้าคุณเข้าหาแม่พึ่งทั้งมีเมียแล้ว พอแม่ท้อง คุณหญิงไม่ยอมรับว่าอีแพงคนนี้เป็นลูกคนหนึ่ง จึงไล่แม่ออกจากบ้าน...เพ็ญทนฟังเจ้านายถูกด่าประจานไม่ไหว จะตบอีแพงอีก คุณหญิงจึงร้องห้ามทุกคนให้หยุด...แล้วตัดสินใจ

“อยากมาก็มา ข้าจะให้เอ็งสองแม่ลูกไปอยู่โรงครัว ห้ามโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นเด็ดขาด”

จากนั้น คุณหญิงกำชับบ่าวเพ็ญคอยจับตาแม่ลูกไว้ อย่าให้มันพูดเรื่องมันเป็นลูกท่านเจ้าคุณอีกเป็นอันขาด ท่านไม่อยากให้ชื่นกลิ่นลูกสาวสุดที่รักรู้เรื่องนี้ และไม่อยากแบ่งสมบัติให้ใคร ชื่นกลิ่นต้องเป็นลูกคนเดียวของท่านเจ้าคุณ

ส่วนสองแม่ลูก หลังได้ที่อยู่ที่กินแล้ว ก็บ่นว่าลูกสาวไปเอะอะกับคุณหญิง แต่แพงกลับหาว่าแม่หงอ ที่ได้ที่อยู่ที่กินเพราะมันกล้าพูดต่างหาก ใครจะว่ายังไงอีกพึ่งไม่สน มันถือว่าเป็นลูกท่านเจ้าคุณคนหนึ่งแล้วกัน มันเท่ากับคุณชื่นกลิ่นแท้ๆ...อีพึ่งได้แต่ส่ายหน้าในความทะเยอทะยานของอีลูกคนนี้...

ooooooo

ไม่กี่วันต่อมา แพงเดินเล่นในสวน ได้พบชื่นกลิ่น อีแพงอาสาขึ้นเก็บมะม่วงให้ ทั้งสองแนะนำตัวกัน ชื่นกลิ่นชวนเล่นหม้อข้าวหม้อแกง แพงตกลงยินดีรับใช้ แต่ขอให้ชื่นกลิ่นไปเรียนคุณหญิงก่อน

เมื่อลูกชื่นกลิ่นไปบอกคุณหญิงอยากได้อีแพงมาเป็นคนสนิท เพราะแพงฉลาด ปีนต้นไม้ หาไข่มดแดงเก่ง เธอชอบมัน เพ็ญสั่นหน้าไม่เห็นด้วย แต่ชื่นกลิ่นคะยั้น

คะยอขอร้อง คุณหญิงจำต้องยอม อีแพงฟังแล้วยิ้มพอใจ...

จากวันนั้น อีแพงก็แอบเข้าห้องคุณชื่นกลิ่น หยิบเครื่องประดับทองหยองมาสวมใส่ กรีดนิ้วไปมา ทำท่าเจ้านายให้พวกบ่าวมาบีบนวด...แล้วต้องชะงัก เมื่อเจ้าของห้องเข้ามาถามเสียงดุ อีแพงรีบออกตัวว่าไม่ได้ขโมย แต่เอาของมาใส่เล่น รีบถอดคืน ทั้งขอร้องไม่ให้บอกคุณหญิง ไม่งั้นอีแพงหลังลายแน่ อีแพงสบายใจ มองชื่นกลิ่นแล้วงึมงำในใจว่า มันทำดีเพื่ออยู่รอด มันคือลูกท่านเจ้าคุณคนหนึ่งเหมือนกัน ดีเท่าไหร่ไม่แย่งสมบัติของแก?

ooooooo

ช่วงนี้มีงานเทศน์มหาชาติที่วัด แพงกับนวล ลูกสาวบ่าวเพ็ญ พากันมาซื้อของเข้าครัวบ้านใหญ่ ขณะช่วยกันหาบกระบุงใส่ของข้ามสะพานไม้เก่าๆ เด็กๆหลายคนวิ่งเล่นกันสนุก ต้องหลบหลีกแทบชนกัน พอข้ามครึ่งสะพาน เด็กหัวจุกวิ่งมาชนแพง เสียงราวสะพานลั่นเปรี๊ยะ ทุกคนร้องขึ้นด้วยความกลัวแล้วเสียงคนร้องกับเสียงสะพานหักตูม คนหล่นน้ำร้องกันระงม...

จากนั้นผู้คนร้องให้ช่วยสับสน คนกำลังจมน้ำ นวลโชคดีจับขอบสะพานที่ไม่หักไว้ ร้องเรียกอีแพง ทั้งให้คนช่วย อีแพงว่ายน้ำไม่เป็น ผู้คนรีบช่วยพวกลูกท่านหลานเธอก่อน...

คุณหลวงผ่านมา พร้อมชายฉกรรจ์หลายคน รีบวิ่งโดดน้ำลงช่วยกันชุลมุน เห็นอีแพงชูมือ แล้วค่อยจมลงน้ำ คุณหลวงรีบโดดลงไปช่วยงม...แล้วลากแพงขึ้นมาพาเข้าฝั่ง จับแพงนอนคว่ำรีดน้ำตบหลังไปหลายที อีแพงจึงได้สติ รีบพ่นน้ำจากปาก...มันมองคุณหลวงอย่างซาบซึ้ง เมื่อเห็นแพงสบายขึ้นคุณหลวงจึงไปดูแลช่วยคนอื่นๆต่อ สั่งให้เอาเชือกมากั้น ไม่ให้ใครเดินขึ้นสะพานที่เหลืออีก แพงบอกนวลที่วิ่งมาดูแล แพงชี้ไปบอกนวลว่า คุณคนนั้นช่วยชีวิตมัน นวลมองตาม รีบบอก

“เห็นพวกนั้นเรียกว่าคุณหลวง คุณสังกรน่ะ ยังหนุ่มแน่น รูปก็งามมิใช่น้อย”

อีแพงมองตามท่านคุณหลวงอย่างสำนึกในพระคุณ และชื่นชมท่านอย่างลึกซึ้งตรึงใจ

เวลาผ่านไป...ใจของอีแพงยังเกาะติดคุณหลวงอยู่มิรู้วาย...ขณะที่คุณหลวงกำลังเดินทางจะกลับบ้าน...รู้สึกมีใครบางคนเดินตาม พอหันไปดูก็ไม่เห็น เพราะแพงรีบหลบ ก่อนจะแอบเดินตามไป คุณหลวงรู้ว่ามีคนตาม จึงรีบแอบข้างทาง แล้วโผล่มาจ๊ะเอ๋อีแพง มันรีบตอบคำถามท่านว่า ที่มันตามมา เพื่อจะกราบที่ท่านช่วยชีวิตมัน ท่านจึงบอกว่า ชีวิตคนไม่มีใครปล่อยให้คนตายไปต่อหน้า อีแพงชมว่าท่านรูปงาม จิตใจงามยิ่งกว่า ข้าน้อย อีแพงขอจดจำไปตลอดชีวิต...คุณหลวงไม่สนใจ เร่งให้มันไปรับใช้เจ้านายของมันเถอะ อีแพงมองตามหลังท่านไปจนสุดสายตา

“หลวงภักดีบทมาลย์ ท่านจะเป็นเจ้าชีวิตของอีแพงตราบจนวันตาย”

จากอดีตครั้งนั้น...มาจนถึงนาทีที่มันสะกดศามนไว้ด้วยกันในบ้านเล็ก มันยังพร่ำเพ้อกับคุณหลวงว่า ท่านเป็นของมันคนเดียว ไม่ใช่ของอีชื่นกลิ่น...ศามนได้ยิน ทวนคำว่าชื่นกลิ่น...เคยได้ยิน แต่เลือนรางเต็มที ในยามนี้...วิญญาณอีแพงจึงได้แต่เฝ้ารำพันรักต่อคุณหลวงของมันอย่างไม่ยอมหยุด...แต่เมื่อแพงด่าชื่นกลิ่น ชื่อนี้ทำให้ศามนรู้สึกเหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน

ภาพเหตุการณ์หนหลังกลับมาอีกครั้ง ศามนถูกเด็กๆรายล้อม เมื่อเขากลับจากทำงานมาถึงบ้าน เด็กๆให้มาเล่นซ่อนหาแล้วบังคับผูกตาศามนให้ไล่จับเด็ก ศามนขัดเด็กไม่ได้ จึงไล่ตามเด็กที่กระจายหนีไปซ่อน ในที่สุดศามนได้ยินเสียงเดิน จึงรีบเข้าจับตัวคนคนหนึ่งไว้ เมื่อคนนั้นดิ้น ร้องโวยวาย เขาจึงยิ่งกอดแน่น ร้องบอกเด็กๆว่าจับได้แล้ว แต่พอเปิดผ้าผูกตาออก นวลวิ่งมาร้องลั่น ศามนเห็นคนที่เขากอดไว้ไม่ใช่พวกเด็กๆ เธอตวาดให้ปล่อย จึงรีบปล่อยทันที...คุณหลวงเห็นสาวชื่นกลิ่นงามนัก ถึงตะลึง

“ขอโทษ...ขอโทษ...ฉันไม่ตั้งใจ...นี่เธอเป็นใครกัน” ชื่นกลิ่นก้มหน้าเขินอาย ไม่ยอมตอบ

เมื่อชื่นกลิ่นและนวล ซึ่งหิ้วปิ่นโตอาหารมาให้มารดาของคุณหลวง แต่หล่นกระจุยไปแล้ว มานั่งต่อหน้าคุณหลวงและแม่ในบ้าน แม่คุณหลวงดุลูกชายว่าทำรุ่มร่ามกับน้องชื่นกลิ่นเป็นที่เสียหาย เห็นจะต้องไปขอโทษคุณหญิงอบเชยเสียแล้ว ชื่นกลิ่นต้องขอให้แล้วกันไป แม่ของคุณหลวงเอ็นดูชื่นกลิ่นมาก จึงเล่าว่าคุณหลวงไปเป็นทหารหัวเมืองหลายปี เพิ่งย้ายมา ชมชื่นกลิ่นว่าทำอาหารฝีมือลือเลื่อง แล้วบ่นที่ปิ่นโตอาหารตกพื้นเลยอดกิน...ชื่นกลิ่นเห็นท่าทีคุณหลวงกรุ้มกริ่มจึงพานวลลากลับ คุณหลวงรีบขอตัวเข้าบ้าน แม่ยิ้มพอใจที่คุณหลวงมีท่าทีชอบชื่นกลิ่น

คุณหลวงหลบไปดักชื่นกลิ่นทางหน้าบ้าน ทักว่า

ที่รีบกลับคงไม่โกรธเขา ชื่นกลิ่นบอกแล้วว่า ไม่ติดใจแล้วรีบไหว้ลา คุณหลวงเจ้าเล่ห์ ชี้ไปข้างๆว่า ระวัง นั่นงู...สาวเจ้าร้องตกใจโดดมาทางคุณหลวง แต่เมื่อบอกว่า มันแค่กิ่งไม้ สาวชื่นกลิ่นตัดพ้อคุณหลวงหลายคำ เขาสูดลมลึกยื่นจมูกไปใกล้ บอกว่ากลิ่นนี้ไม่ใช่เด็ก ทำไมถึงนึกว่าเด็กๆจึงได้ทำรุ่มร่าม สาวเจ้าโต้ว่า เป็นถึงคุณหลวง เล่นกับเด็กๆหลอกเรื่องงู เกิดมาไม่เคยเห็น เขารีบบอกว่าอยู่ป่ามานาน เข้าเมืองมาขอหยอกคนงามด้วยไมตรี อย่า โกรธเลยนะ...พรุ่งนี้ทำแกงอีก พี่จะไปรับถึงบ้านแต่เช้า แม่ของพี่ท่านอยากรับประทานมาก หาไม่เขาคงโดนแม่ เอ็ดไปหลายวัน สาวเจ้าอายม้วนเดินหนี คุณหลวงร้องย้ำว่า พี่จะไปกราบคุณหญิง แม่ของน้องที่บ้านพรุ่งนี้เช้า...

นวล ลูกสาวอีเพ็ญกลับบ้าน พอไปเล่าให้แพงฟังว่า คุณชื่นกลิ่นไปพบหลวงภักดี ลูกชายคุณหญิงเนื่องที่บ้าน คุณหลวงมองคุณชื่นกลิ่นไม่วางตา ตอนกลับยังตามเย้าถึงท่าน้ำ...แพงโกรธแทบตาย...ถูกนวลเยาะว่า หวังจะเอาเขาเป็นผัว กลับจะมาเป็นเมียนายตัวเอง แพงตบนวลเปรี้ยง...อย่ามาโกหกแพง เพราะมันเป็นลูกเจ้าคุณ ไม่ใช่ลูกบ่าวอย่างนวล นวลจึงตบแพงด้วยฝ่ามือ ทั้งสองตบกันอุตลุด พึ่งกับบ่าวทั้งหลายรีบพากันมาห้ามแยกจากกัน

วันรุ่งขึ้น อีแพงผู้ต่ำต้อยได้ยืนมองคุณหลวงมาเรือน คุณหญิงอบเชย อีแพงยืนคร่ำครวญ “คุณหลวงหลงเสน่ห์ อีชื่นกลิ่นจริงๆ อีพี่สาวทรยศ มันเกิดมาเพื่อแย่งทุกอย่างไปจากอีแพง”

จากอดีตย้อนสู่ปัจจุบัน ผีอีแพงยิ้มพอใจ กระซิบบอกศามนว่า คุณหลวงหลงรักอีชื่นกลิ่นไม่นาน เราก็มา ลงเอยที่บ้านเล็กนี้...แล้วดึงศามนไปดูยันต์ สั่งให้ศามนดึงมันออกเสีย อีแพงจะได้อิสระ เราจะได้มาครองคู่กันอีกครั้ง...ศามนจึงดึงยันต์นั้นทิ้งในที่สุด...เสียงฟ้าผ่า เปรี้ยง...พายุฝนกระหน่ำฮือโหม

ooooooo

ในนาทีแห่งความเป็นความตายนั้น อนุกูลขับรถมาอย่างรีบร้อน แล้วจอดลงที่หน้าโรงพยาบาล พัชนีโวยวายว่า นี่ไม่ใช่บ้านคุณศามน อนุกูลไม่ฟัง ร้องเรียกพยาบาลรับคนไข้โรคจิตด้วย เธอขัดขืนสู้เต็มที่ แต่พวกอนุกูลเอาตัวพัชนีเข้าตึกไปจนได้ วรรณศิกาต้องวิ่งตามไป

ขณะที่ลุงช่วงรู้ว่าศามนตกอยู่ใต้อำนาจผีแพงแล้ว ได้แต่ปลง แล้วแต่บุญกรรมของแต่ละคน ทางวิญญาณคุณทวดอบเชยเห็นรัมภาพาลูกทั้งสองหลบพายุฝนเข้ามาในบ้าน บ่นหาสามี ไม่รู้หายไปไหน

“แย่แล้วลูกเอ๋ย ครานี้ต้องเดือดร้อนกันทั่วหน้า แม่ช่วยลูกไม่ได้ ช่วยหลานไม่ได้” เสียงร้องไห้สุดช้ำ

อนุกูลเดินนำพัชนีร้องไห้ออกมาจากห้องหมอ บอกวรรณศิกาว่า หมอบอกพัชนีไม่บ้า พัชนีโวยใส่หน้าอนุกูลว่า บอกแล้วเธอไม่ได้บ้า เธอหวังดีและเป็นห่วงคุณศามน แต่อนุกูลยังรุกว่าพัชนีทำเรื่องยุ่งต้องไล่ออก พัชนียิ่งร้องไห้หนัก ขอให้พี่วรรณช่วยเธอไม่ให้ตกงาน...วรรณศิการีบไปดึงตัวอนุกูลถามเอาเรื่องว่า จะให้พัชนีออกจริงหรือ เขาว่าแกล้งพัชนีเพราะเธอทำให้เขาเสียแฟนไปถึงสองคน แต่เห็นร้องไห้แล้วยังไม่ไล่ออก วรรณศิกาโล่ง ย้อนว่า ชอบแกล้งยังงี้ แอบชอบเธอละสิ อนุกูลปฏิเสธให้วุ่นวายไป...

ooooooo

พายุหมด ฝนหาย รัมภาเดินมาที่หน้าบ้าน จู่ๆตกใจแทบตาย เมื่อศามนโผล่พรวดออกมาเหมือนผีหลอก ต่อว่าที่สามีหายไป เขาตอบทันทีว่า ไปหลบฝนที่บ้านเล็ก ถามถึงทำไมไม่เปิดมือถือ ศามนรีบบอกว่า ไม่รู้หล่นหายไปไหน ตามหาไม่พบ ว่าแล้วเดินหนี เพราะงงเรื่องที่ผ่านมาเหมือนฝันเลือนลางเต็มที รัมภามองตามสามี อยากรู้ไปทำไมบ้านเล็ก?

สิ่งที่ทำให้รัมภาอึดอัด ในพิธีสวดศพคุณทวด แขกมาร่วมงานไม่มากนักตามเคย แต่มีสาวรุ่นใหญ่วัยเดียวกับรัมภาปรากฏตัว เธอคือเดือนแรม คืนนี้มาในมาด ทรงเครื่อง เพชรประดับตัวแพรวพราว เป็นเจ้าแม่เงินกู้ มาทักทายจับมือถือแขนรัมภา จนแปลกใจ แม้คนอื่นๆจะไม่สนใจนัก แต่มีสามสาวชาวตลาดที่มาช่วยงานประจำ เจ๊น้อย เจ้ามือหวยมือไวชอบงุบงิบของใช้เก่าๆในงานลงกระเป๋าเป็นของชำร่วย เจี๊ยบนั้นบ้าแทงหวย แอนอายุน้อย นิยมคุณรัมภา จึงหมั่นไส้เดือนแรมมากเป็นพิเศษ แม้จะรู้ดีว่าเดือนแรมคือเจ้าของตลาดและที่ดินใกล้ๆแถวนี้เกือบสามสิบไร่ เดือนแรมแนะนำความร่ำรวยตัวเองจนรัมภาหูอื้อ...คิดว่า คืนนี้เจอเศรษฐีบ้านนอกเปรี้ยวจี๊ดซะแล้ว...หารู้ไม่ว่า นี่คือลูกสาวนวล ที่ดูเซ็กซี่ แต่เสน่ห์พราวตามรุ่นอีแพงเด๊ะ...

พูดถึงอีแพง...ผีอีแพงมีอิสระจากยันต์ จึงเตรียมอาละวาดที่งานสวดศพคุณทวดศัตรูคู่แค้นแต่ปางก่อน ยิ่งเห็นศามนมานั่งข้างรัมภายิ่งสะใจ เมื่อเห็นเดือนแรมขยิกเข้าไปเบียดศามน ยิ่งชอบใจที่ลูกนวลมาทำร้ายรัมภาได้อีกคน...อีแพงไม่สนใจพัชนีหลานสาวลุงช่วง ที่ตามอนุกูลและวรรณศิกามางานสวดด้วย...รัมภาแนะนำเดือนแรมให้รู้จักศามน เดือนแรมจ้องศามนแทบตากลับด้วยความหลง จึงใส่จริตฟิตไปทั้งตัว แต่ศามนไม่ค่อยสนใจนัก

ooooooo

ขณะที่ทุกคนรอที่ห้องสวดศพ พระยังมาไม่ถึง ...ในห้องโถงเครียดอึดอัด ไฟเพดานเกิดติดๆดับๆ หลายคนเริ่มใจไม่ดี ยิ่งไฟดับพรึ่บลง อนุกูลตั้งสติได้ บอกให้หาเทียนมาจุด ครู่เดียว ต่างช่วยกันจุดเทียน ยิ่งหมาหอนโหยหวน ทุกคนเริ่มหนาว พายุเริ่มพัดแรง เมฆดำบังแสงจันทร์มืดทึม...ผีอีแพงแสดงอำนาจ เปิด ประตูผาง ทุกคนผวากอดกันระงม อีแพงประกาศ คุณหญิงอบเชย ในที่สุดก็ขังข้าไม่ได้ ข้ามาทวงแค้น ทุกชีวิตในบ้านนี้...ทุกคนเห็นแสงสาดเข้าประตูมา

“ผีมา...ผี” รัสตี้ตะโกน ชี้ไป รัมภารีบปิดปากลูก ให้บุญสืบแก้แทนว่ารัสตี้ชอบเพ้อไปเอง แต่ยายแอนชี้ไป บอกว่านั่นเงาทะมึนของเปรตพาดมาเหนือทุกคน ในห้อง เสียงกรี๊ดทั้งๆที่ไม่เห็นผีอีแพง...ศามนไม่เชื่อเรื่องผี บอกทุกคนว่าแค่เงาไม้ รัมภาว่าคงเป็นเพียงลมพัดต้นไม้เป็นเงามากกว่า

ผีอีแพงโกรธจึงสำแดงอำนาจ สั่งแมวดำโดดเข้าไปทำลายของประดับหีบศพ ผู้คนกรี๊ดตกใจผวาหนี อีแพงพุ่งเข้าบีบคอไลล่า เด็กร้องจ้าจับคอตัวเองดิ้นเร่าๆ รัสตี้ร้องบอกน้องเขาถูกผีบีบคอจนลงไปนอนกับพื้น พ่อแม่รีบให้ไลล่าเอามือออก ขณะทุกคนกลัวลนลาน พัชนีนึกได้ รีบถอดสร้อยคอห้อยพระของเธอไปใส่คอไลล่า ปากอธิษฐานให้พระช่วยหนูน้อยด้วย ผีแพงกรีดยาว กระเด็นจากไลล่า รัมภารีบกอดลูกสาวไว้ปลอบไม่ขาดปาก ผีแพงหันไปบีบคอรัสตี้จนดิ้นพรวดๆ พ่อแม่คิดว่าลูกแกล้งทำ พัชนีรู้ว่าจริง ถามหาใครแขวนพระมาบ้าง...

เมื่อไม่มีใครมี รัมภารีบพนมมือมองรูปทวด ได้ยินทวดอบเชยท่องคาถาจะปกป้องลูกหลานทุกภพชาติ รัมภาจึงร้องขอให้ทวดช่วยหลาน...จู่ๆฝาโลงทวดเปิดผางออก...ทุกคนร้องกรี๊ด วิ่งอลหม่าน...เสียงวิญญาณทวดต่อสู้กับอีแพงให้ปล่อยหลานท่าน อีแพงไม่สนผีแก่ คืนนี้จะทำลายล้างให้สิ้น ทั้งสองผีท้ากันไม่มีใครยอมใคร...ผีแพงผละจากรัสตี้ กลายร่างเป็นนุ่งห่มขาว เป็นฤาษีคล้องประคำทรงอิทธิฤทธิ์ล้ำ เพราะอีแพงเคยเรียนวิชาอาคมทรงฤทธิ์มาแล้ว มันร่ายคาถา พ่นน้ำหมากไปเป็นไฟเผาร่างทวดจนร้องหวีดโหยหวนในกองไฟ...แต่ยังยืนหยัดไม่ยอมแพ้...ห้ามไม่ให้ใครมาทำอะไรลูกหลานข้า...ผีแพงฟังแล้วหัวร่อร่าอย่างผู้พิชิต แปลงร่างมาเป็นผีทาสตามเดิม...

ก่อนผีอีแพงจะทำลายทุกอย่างวอดวาย พัชนีวิ่งออกไปต้อนรับพระ 4 รูปที่เพิ่งนั่งรถมาถึง พอเข้ามาในห้อง อีแพงกำลังกลับมาบีบคอรัสตี้ หมายเอาให้ตาย ทวดเร่าร้อนตกอยู่ในกองเพลิงของผีอีแพง พระรู้สภาพจึงเรียงหน้าชูตาลปัตรสวดมนต์ไล่ผีทันที ผีอีแพงเจอพระถึงกับหวีดร้องสุดเสียง หายวับไปทันที ทวดอบเชยเองก็พลอยหายวับไปด้วย...แสงไฟฟ้าเริ่มสว่างวาบไปทั่วบ้าน รัสตี้ปล่อยมือ วิ่งสู่อ้อมกอดของรัมภา...ทุกคนโล่งใจ ต่างจับกลุ่มเม้าท์กันเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งมีคนเชื่อเรื่องผีและไม่เชื่อ ส่วนเรื่องโลงแตกที่พัชนีตั้งคำถาม หลายคนบอกว่าคงบรรจุไม่ดี อุณหภูมิเปลี่ยนเกิดได้ทั้งนั้น

ส่วนเดือนแรมไม่สนใจอะไร เบียดศามน แล้วทำท่าจะเป็นลม จนเขาต้องประคองไปนั่ง ศามนไม่รู้หรอกว่า เธอจ้องเขาเหมือนจะกลืนกินเข้าไปไว้ในอกด้วยแรงเสน่หา

ooooooo

หลังเหตุร้ายเกิดขึ้นในบ้าน ศามนรู้แต่ว่ารัมภาค้นหาพระเพื่อจะมาห้อยคอให้รัสตี้กันผี ศามนรู้สึกว่ารัมภามีอะไรแปลกๆ ตอนนั้นถึงกับไหว้วอนให้คุณทวดช่วยลูกของเธอ แต่ศามนยังไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ถือว่าไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์...แม้เรื่องพัชนี ศามนไปประชุมงานที่บริษัท ยังให้พัชนีติดต่อหาหมอที่เชี่ยวชาญทางจิตแพทย์มาดูแลลูกแฝดของเขา เพราะวิธีนี้อยู่บนพื้นฐานความจริงมากกว่า

หลังพัชนีออกจากห้องประชุมมาแล้ว วรรณศิกายังแอบได้ยินทั้งสองพูดถึงพัชนี อนุกูลว่ายังไม่ถึงให้ออก เพราะยังทำงานดี แต่ศามนยังคิดว่า เรื่องผีสางเป็นเรื่องงมงาย...วรรณศิกาจึงมาปลอบใจพัชนีว่า อนุกูลไม่มีวันให้พัชนีออกจากงานแน่...แม้ว่ามีครั้งหนึ่งอนุกูลพาพัชนีไปอบรมพนักงานบริษัท เขาตำหนิลูกน้องไม่ไว้หน้า ทั้งอ้างว่าทำงานไม่ได้เรื่อง ผลิตผลพวกคุณตกลงไม่ได้ตามเป้า พัชนีดูในแฟ้มแย้งว่าผลิตผลเท่าเดือนก่อน อนุกูลหน้าแตก...กลับมาคาดโทษวรรณศิกาว่า ให้อบรมพัชนีให้ดีกว่านี้เพราะไปค้านฉีกหน้าเขาต่อหน้าลูกน้อง พัชนีถูกเรียกมาเฉ่ง แล้ววรรณศิกาก็กระซิบบอกพัชนีว่า เธอแอบได้ยินว่า อนุกูลชมพัชนีต่อหน้าศามนด้วย อนุกูลได้ยินเต็มหูว่า...อนุกูลจะแอบปลื้มพัชนีอยู่หรือเปล่า อนุกูลเต้นผางอยากชกหน้าวรรณศิกาให้เละถ้าเป็นผู้ชาย ว่าแล้วเดินหนี วรรณศิกาแก้ว่าไม่ได้บอกว่ารัก แค่ชอบพัชนีเท่านั้น เขาแค้นรีบขอฝากไว้ก่อนจะเดินลิ่วๆไป...พัชนีเองไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

ooooooo

เดือนแรมให้ดีดี้หอบหิ้วข้าวของและผลไม้มาที่บ้านศามนและรัมภา ขณะพาลูกๆกินกลางวันรัสตี้รีบอิ่ม แม่สั่งให้นั่งลงทานให้หมด ลูกชายบ่นเบื่อ เดือนแรมรีบกดมือถือสั่งพิซซ่ามาสามถาดทันที ส่งมือถือให้ดีดี้บอกที่บ้านที่จะส่งของ เด็กๆร้องเย้ ศามนขอบคุณ เดือนแรมสั่งปอกผลไม้มาอีกทันที

หลังอาหาร เดือนแรมถือวิสาสะเข้านอกออกใน ใส่คำหวาน ผ่านรัมภาไปหาศามนทั้งเล่นหูเล่นตาตลอดรายการ เที่ยวดูเครื่องสำอางของรัมภานานาชนิด ทั้งเสื้อผ้าหลากสไตล์ในห้องส่วนตัว รัมภาสะกดความโกรธไว้เต็มที่

จากนั้นมาเดินกันที่ระเบียงชั้นบน...เดือนแรมมองไปเห็นบ้านหลังเล็ก ศามนบอกว่า บ้านโทรมมากแต่พอให้คนไปตกแต่งได้...เดือนแรมเริ่มถูกผีแพงครอบ สั่งให้บอกเขาตามที่ผีแพงสั่ง เดือนแรมจึงแนะให้ทำทางเข้าด้านหลัง  ควรย้ายไปอยู่บ้านเล็กนั้น ศามนบอกว่าก็คิดอย่างนั้น ทำให้รัมภาถามว่า คิดอย่างนั้นหรือ เธอไม่เห็นด้วย เดือนแรมดุทันทีว่าทำไมไม่เห็นด้วย พอรู้ตัวรีบขอโทษรัมภา ศามนแย้งว่า รัมภาเคยไม่ชอบบ้านใหญ่ แต่รัมภาโต้ทันทีว่า ตอนนี้เธอชอบแล้ว เดือนแรมดุทันทีว่าไร้เหตุผล พอรู้ตัวว่าเกินไปแล้ว จึงรีบขอตัวไปนั่งอีกทาง เตือนตัวเองว่า ไปยุ่งเรื่องพวกเขาทำไม?

ooooooo

เดือนแรมเดินจากบ้านใหญ่ไปยังทางบ้านเล็ก ขณะที่ศามนยืนยันกับรัมภาว่า เพื่อลูกๆเขาจะให้คนถางหญ้าตกแต่งทาสีบ้านเล็ก จะย้ายหรือไม่ย้ายค่อยมาว่ากัน...เมื่อเดือนแรมเดินไปทางสระบัวแล้วจะวกกลับ แต่แล้วกลับวนมาที่เชิงสะพานอีก ขณะยืนงง มีเงาผ่านหลังวูบ คิดว่านังทองดีหรือดีดี้ จึงด่าให้ แล้ว เงาผีแพงยิ่งวนเวียนไปมาถี่ขึ้น เงาผีแพงพุ่งใส่เดือน-แรม พร้อมตะคอกเรียก “อีนวล” เดือนแรมตกใจร้องว่าผี...แล้วมองท้องตัวเอง เมื่อรู้สึกผีเข้ามาอยู่ในท้องขณะช็อกเสียงผีแพงดังขึ้น

“อย่าห่วง ข้าไม่สิงในตัวเอ็ง แต่จะให้รู้ว่าต่อไปนี้ร่างกายและชีวิตของเอ็งจะเป็นของข้า เอ็งต้องช่วยข้า ทำลายชีวิตพวกมัน” สิ้นเสียงผีสั่ง เดือนแรมก็ล้มลงสลบไปทันที

เหตุการณ์เหล่านี้ ทวดอบเชยรู้เห็นตลอด แต่มองรัมภาด้วยความเศร้า ทั้งแนะว่า บ้านเล็กนั้นเต็มไปด้วยเวทมนตร์ อย่าเชื่อคุณหลวง อย่าย้ายเข้าไปอยู่...แต่รัมภาไม่ได้ยินเลย...

บ้านหลังเล็กถูกผีแพงเนรมิตใหม่เหมือนภาพฝัน ดั่งสวรรค์วิมาน...ศามนเดินมาทางริมสระบัว เห็นเดือนแรมสลบอยู่เชิงสะพาน รีบเข้าไปช่วย เดือนแรมหนุนตัก ศามนมองไปที่บ้านหลังเล็ก แล้วทั้งสองเหมือนกำลังกอดก่ายกันในวิมานบ้านเล็กนั้น

เดือนแรมในร่างเปลือยเปล่าเร้าอารมณ์กอด

ศามนไว้ไม่ห่างในบรรยากาศแห่งความรักร้อยพิศวาส ศามนถูกกอดก่าย เย้ายวนกวนอารมณ์ที่ลื่นไหลในกามคุณ ศามนพยายามสั่นหัวหนีอารมณ์เช่นนี้ แต่ผี

อีแพงตอกย้ำ นี่คืออนาคตของท่าน อย่าปฏิเสธ ยังไงต้องเกิดขึ้น ว่าแล้วร่างงามยั่วยวนของผีอีแพงที่แปลงร่างมา ทำให้ศามนต้องเข้ามากอดรัดลูบไล้ตอบสนองความรักและอารมณ์ใคร่ของผีอีแพง...โดยมีร่างยั่วยวนของเดือน–แรมยังคลุกเคล้าอยู่ด้วย...ยามนี้ จึงเป็นบทพิศวาสของหนึ่งชายสองหญิง ที่ผีแพงจงใจจะให้เจ้าคุณลืมนังชื่น– กลิ่นให้ได้

“หวานใดเล่า จะหวานเท่ารสเสน่หา คุณหลวงเจ้าขา อีกไม่นานท่านจะต้องลืมนังชื่นกลิ่น ท่านจะต้องกลับมาหลงใหลอีแพงคนงาม เหมือนเช่นในกาลก่อน...” ว่าแล้วผีอีแพงก็หัวร่อร่าอย่างผู้ชนะ

ศามนเองสั่นหัวไปมา เพราะเริ่มมึนด้วยมนต์ดำของผีอีแพง...แล้วต้องสลบไปในที่สุด...

ooooooo

ตอนที่ 3

ย้อนกลับไปสู่อดีต...วันนี้ คุณหลวงมาเดินเป็นเสือติดจั่นอยู่ด้านหน้าบ้านใหญ่ ขณะคุณหญิงเนื่องผู้มารดากำลังพูดคุยอย่างเป็นงานเป็นการอยู่ข้างบน พอชื่นกลิ่นมาทักทายอย่างไม่คาดฝัน คุณหลวงตื่นเต้นยิ้มจนหน้าแดง รับไหว้แทบไม่ทัน พร้อมตอบคำถามชื่นกลิ่นที่ไม่ขึ้นไปข้างบนว่า ขึ้นตอนนี้ไม่เหมาะ

“ทำไมล่ะคะ” ชื่นกลิ่นสงสัย มองขึ้นไปเห็นคุณหญิงอบเชยคุยกับคุณหญิงเนื่อง ชักเป็นห่วง “มีข่าวสงคราม หรืออะไรร้ายแรงเหรอคะ”

“ร้ายแรงหรือไม่...คุณแม่พี่กำลังทาบทามขอ

ลูกสาวชาวบ้าน...แบบนี้เรียกว่าร้ายแรงรึเปล่า”

“ขอลูกสาวชาวบ้าน” ชื่นกลิ่นอุทาน พอนึกได้ รีบหันหน้าหนีเขินอาย

“ต้องเรียกเหตุมงคลสินะ” คุณหลวงยื่นหน้าเข้าประชิด ชื่นกลิ่นรีบหันหน้าเดินหนีสะเทิ้นอาย

“คุยกันอยู่ดีๆ จะเดินหนีไปไหน” คุณหลวงตามติด ชื่นกลิ่นรีบออกตัวว่า อุ่นของไว้ในครัว แต่คุณหลวงไม่ยอม คว้าข้อมือไว้ “พี่ตื่นเต้นจนไม่กล้าขึ้นไปฟังด้วยตนเอง ยืนใจสั่นหวั่นว่า หากคุณหญิงแม่ของน้องปฏิเสธ พี่คงด่าวดิ้นสิ้นใจตรงหน้าน้องเป็นแน่แท้” ชื่นกลิ่นพยายามดิ้นขอให้ปล่อย แต่คุณหลวงไม่สน “แต่หากท่านตอบตกลง พี่คงเหมือนได้ขึ้นสวรรค์...แม่ชื่นของพี่ ชีวิตของพี่ จะเป็นจะตาย จะสุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับแม่ชื่น เพียงคนเดียว”

คุณหลวงดึงชื่นกลิ่นเข้ามากอดไว้เต็มอก เธอดิ้นเล็กน้อยพองาม...ทั้งสองเหมือนลอยบนสรวงสวรรค์...หารู้ไม่ว่า อีแพง...แอบมองตาพองด้วยแรงริษยา มันกำมือด้วยความแค้น ก่อนจะวิ่งหนีความชอกชํ้าใจ...

ooooooo

บนบ้าน คุณหญิงเนื่องกำลังถกเรื่องหนุ่มสาวทั้งสองอย่างติดพัน แต่ไม่รู้ว่าอีแพงมันดอดมาแอบฟังด้วยความอยากรู้ว่าสองคุณหญิงพูดอะไรกัน

“พ่อศังกรทำงานหนัก เป็นคุณหลวงแต่อายุยังน้อย แต่ไม่เคยชายตามองหญิงใด คราวนี้มาสารภาพกับแม่ว่า ถึงกับนอนไม่หลับ หลังจากได้คุยกับแม่ชื่น มาบอกดิฉันยังงี้ น่าขันไหมเจ้าคะ” คุณหญิงอบเชยสะกด ความปลื้มไว้ “หากคุณหญิงอบเชยไม่รังเกียจ ดิฉันจะส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอถึงเรือน”

“มาสู่ขอ...” คุณหญิงอบเชยงึมงำ คาดไม่ถึงจะไวปานนี้

“หรือว่า แม่ชื่นกลิ่นมีคู่หมายเสียแล้ว”

“โอ๊ะๆๆ...ไม่...เพียงแต่ดิฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กกะโปโลอย่างแม่ชื่น จะมีวาสนาดีถึงเพียงนี้ ดิฉันต่างหากต้องกราบขอบพระคุณคุณหญิงและคุณหลวง ที่กรุณาต่อครอบครัวเรา” ว่าแล้วคุณหญิงอบเชยรีบไหว้คุณหญิงเนื่อง...“ดิฉันปลื้มใจจนบอกไม่ถูกแล้ว” นํ้าตาคลอ ดีใจ คุณหญิงเนื่องยิ้มในหน้า

“นังชื่นกลิ่น...” สองคุณหญิงไม่ได้ยินเสียงคำรามในไรฟันของอีแพง “ในที่สุด แกก็แย่งของของฉัน คุณหลวง เป็นของฉัน ฉันจะเอาคุณหลวงคืนมาให้จงได้”

ooooooo

ดึกแล้ว...ทหารผู้น้อยชื่อกล้ากำลังคุยกับเพื่อนๆที่หน้ากระทรวงกลาโหม แปลกใจที่สาวงามแต่งตัวสวยมาเยือน ถามกล้าว่า เป็นทหารคนสนิทของคุณหลวงใช่ไหม ถูกซักกลับ แพงจึงแจ้งชื่อเสียงเป็นบ่าวคุณหญิงอบเชย มีข่าวสารจะมาแจ้งคุณหลวง แม้กล้าจะบ่ายเบี่ยงว่าดึกแล้ว อีแพงไม่ฟัง ยืนกรานว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ขอไปแจ้งกับตัวท่านเอง

ในที่สุดกล้าต้องพาแพงไปถึงหน้าห้อง แพงขอเข้าไปพบท่านเอง...แพงเข้าไปนั่งที่พื้น กราบแทบเท้า คุณหลวงที่ยังนั่งโต๊ะทำงาน คุณหลวงจำอีแพงได้ จึงบอกว่ามาทำไม นี่ดึกมากแล้ว แพงบอกปัดทุกคำถาม เข้านวดแข้งขาไม่ยอมปล่อย

“จะเป็นบ่าวใครก็ช่าง แต่ท่านช่วยชีวิตอีแพงไว้ อีแพงจะเป็นทาสท่านไปตลอดชีวิต” ว่าแล้วมันรุกคืบเข้าไปนั่งตัก ทำท่าทางยวนยั่ว ลูบไล้เนื้อตัวคุณหลวง ถามว่าดึกแล้วนํ้าค้างลงหนาวนัก หญิงชายเขาเข้าห้องหับ หาความสุข ท่านไม่เหนื่อยหรือเจ้าคะ มันจับฉวยเสื้อผ้า คุณหลวงตกใจรีบผลักไส แต่อีแพงเสนอตัวให้ท่าน ทำอะไรมันก็ได้ทุกอย่าง...คุณหลวงปัดป้องเนื้อตัว ออกปากไล่มัน กล้าเดินไปมาข้างนอกได้ยินเสียงนาย มองลอดหน้าต่าง เห็นอีแพงปลุกปลํ้า...วิ่งมาเคาะประตู ร้องให้ท่านสั่งมาจะให้มันทำยังไง จะให้นางอยู่ มันจะปิดหน้าต่างและปิดปากตลอดชาติ อีแพงรำพัน ร้องขอให้คุณหลวงทำอะไรมันได้ทุกอย่าง

“เอาผู้หญิงคนนี้ออกไป ข้าไม่ได้สั่งให้นางมา”...

อีแพงได้ยินอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่าคุณหลวงจะทำร้ายจิตใจมันเพียงนี้...กล้ารีบเข้ามา ลากตัวอีแพงออกจากห้อง อีแพงร้องขอให้คุณหลวงช่วย แต่กล้าหิ้วมันออกมา เหวี่ยงมันลงไปกองกับพื้น ด่าอย่างหยามเหยียดว่า สำนักโสเภณีไหนส่งเอ็งมาให้คุณหลวง อีแพงยืนกรานไม่มีใครส่ง มันเป็นหนี้ชีวิตท่าน จึงมามอบกายให้ท่าน อีแพงไม่ใช่บ่าว แต่จะเป็นเมียคุณหลวง จะได้ทุกอย่างที่เป็นของข้า

“เมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก ก็ขอเดินทางมืด ไม่แปลก อีแพงยอมให้ทั้งเมืองประณาม ดีกว่าพ่ายแพ้ชีวิต เมื่อครู่ หากท่านไม่เข้ามา คุณหลวงต้องโอนอ่อนต่อข้า แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าข้าจะไม่พลาดอีก”

จากวันนั้น...คุณหลวงให้ทหารไปสืบ ก็รู้ว่าอีแพงเป็นบ่าวบ้านคุณหญิงอบเชย มันสมัครใจมอบกายให้ท่านโดยไม่มีใครสั่ง คุณหลวงจึงรู้ว่า หลังจากได้ช่วยชีวิตมันแล้ว ท่านได้พบอีแพงเกือบทุกที่ที่ท่านไป มีวันหนึ่ง ท่านขับรถไป อีแพงเอาห่อของวิ่งตามรถ จะเอาให้ท่าน แต่ไม่ได้จอดรับมัน แต่ครั้งหลังต่อมา มันหิ้วกระบอกไม้ไผ่ใส่นํ้าดื่มวิ่งตามรถ คุณหลวงวิ่งรถเลยไป มองหลังเห็นท่าทางมันเสียใจ ท่านจึงถอยรถมารับของจากมัน มันก้มลงกราบแทบพื้น สีหน้ามันมีความสุข ตอนที่ท่านขับรถจากไป...คุณหลวงเริ่มเวทนามันบ้างแล้ว

คุณหลวงระบายความรู้สึกให้กล้าฟังถึงท่าทางสายตาอีแพง กล้าสรุปให้นายทันทีว่า...มันเหมือนสัตว์เลี้ยงที่รอคอยเจ้านาย “แล้วท่านรู้สึกอย่างไรกับมัน...เมื่อเทียบกับคุณชื่นกลิ่นของท่าน”

“ไม่เหมือนกัน ทุกครั้งที่ข้าเห็นแม่ชื่น ข้าเห็นความร่มเย็น เห็นบ้านและลูกหลาน เห็นอนาคตอันมั่นคงของข้า...ไอ้กล้า เอ็งฉลาดกว่าทุกคน เอ็งคิดสิ่งใดบอกมาเถิด”

“สำหรับสตรี บ่วงรักและบ่วงเสน่หามิอาจแยก

จากกัน แต่สำหรับชาย บ่วงรักเป็นคนละสิ่งกับบ่วงเสน่หา โดยมิจำเป็นต้องมีความรัก...ท่านมีคุณชื่นกลิ่นเต็มหัวใจ มิได้เสน่หานางแพง แต่อาจจะตกหลุมเสน่หาได้ทุกเวลา”

“ข้าสงสารนางมากกว่า แววตาเศร้า ชีวิตนางคงไม่มีความสุขนัก”

กล้าฟังแล้วก้มหน้าลง กังวลยิ่งขึ้น หวาดวิตกในใจ “แย่แล้ว คุณหลวงของไอ้กล้า สงสารน่ากลัวกว่าความเสน่หาและความรักเสียอีก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งรักและเสน่หา...”

ส่วนคุณชื่นกลิ่นนั้นเล่า เมื่อคุณหญิงอบเชย ผู้มารดาอบรมลูก โดยมีบ่าวเพ็ญนั่งเสนอหน้าอยู่ด้วย และเป็นคนถามเรื่องการสู่ขอคุณชื่นกลิ่น คุณหญิงจึงหันไปทางชื่นกลิ่นที่ก้มหน้าอันแดงเรื่อมองพื้นก่อนตอบ

“ชีวิตลูกเป็นของคุณแม่ แล้วแต่คุณแม่เถอะค่ะ”

“แม่ตอบตกลงไปแล้ว ลูกชื่นกลิ่น หลวงภักดีมีทั้งรูปทั้งเกียรติ ต่อไปนี้เจ้าต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ช่วยเหลือการงานท่าน แล้วจงทำตนให้มีคุณค่า ให้สมฐานะของคุณหลวงเถิด” คุณหญิงดึงตัวลูกสาวมากอดด้วยความรักสุดสวาทขาดใจ...

ไม่กี่วันต่อมา เมื่อได้ฤกษ์งามยามดี คุณหญิงเนื่องก็ได้เชิญท่านหญิงพระองค์หนึ่งเป็นเถ้าแก่มาสู่ขอชื่นกลิ่นจากคุณหญิงอบเชย...พิธีการเจรจาสู่ขอเป็นไปด้วยความราบรื่นตามประเพณีอันดีงามทุกประการ

หลังพิธีการ ผู้ใหญ่นั่งสนทนากันอย่างชื่นมื่น คุณหลวงจึงหลบออกทางหลังบ้าน พอเห็นชื่นกลิ่นกำลังเก็บดอกไม้อยู่คนเดียว รีบเข้าไปรวบตัวจากข้างหลัง ตัดพ้อที่หนีมาเก็บดอกไม้ แล้วป้อนคำหวานให้กันอย่างลึกซึ้งถึงความหอมหวานของดอกไม้ คุณหลวงเน้น ไม่ว่าดอกไม้ใดในโลก ท่านสนใจดอกไม้ทิพย์มากกว่า ว่าแล้วโอบกอดดอกไม้ทิพย์ทันที

“นี่ไง ดอกไม้ทิพย์ของพี่ มีเจ้าอยู่เคียงข้าง พี่ไม่จำเป็นต้องกินอาหารใดๆอีกแล้ว...แม่ชื่นกลิ่นของพี่ เจ้าเป็นเช่นพี่หรือไม่ นับเวลาทุกโมงยาม เพื่อให้ได้เป็นคู่ชื่นโดยเร็ว...” คุณหลวงสูดกลิ่นจากแก้มหอมระรื่น ชื่นกลิ่นเบนหนีพอเป็นพิธี...หลังพุ่มไม้ไม่ห่างนัก อีแพงยืนมองกำมือแน่นด้วยความเจ็บปวดและริษยา

“อีชื่นกลิ่น เอ็งแย่งดวงใจข้า ข้าจะตามรังควานเอ็ง

ไม่ให้มีความสุข คอยดูไปเถิด...”

ooooooo

เวลาย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน...ศามนที่ถูกมนต์ดำกระทำให้ตกอยู่ในความฝัน รู้สึกตัวตื่นขึ้น พบตัวเองอยู่ที่สะพานสระบัวของเรือนเล็ก บ่นกับตัวเองว่า ฝันบ้าๆอีกแล้ว สะบัดหัวหันไปปลุกเดือนแรม พอลืมตา เดือนแรมก็เริ่มงงไปอีกคนว่า ตัวเป็นอะไรไป ศามนรีบประคองพาเดือนแรมกลับไปยังเรือนใหญ่

รัมภามองเห็นสามีประคองเดือนแรมมา รีบถามอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไรไป เดือนแรมบอกเป็นลมอยู่สวนหลังบ้าน คงจะเพราะนอนน้อย ว่าแล้วขอตัวจะกลับบ้านแต่ไม่มีรถ ขอศามนไปส่ง ดีดี้ขอให้คุณรัมภาไปด้วยจะได้รู้จักบ้านไว้ ในที่สุดรัมภาไปด้วย ให้บุญสืบช่วยอยู่ดูแลเด็กๆ

บ้านเดือนแรมเป็นแบบโบราณ สร้างกลางสวน ผลไม้ ศามนพารัมภาเดินดูทางด้านหน้า เพราะตอนนี้คํ่าแล้ว...เดินไปไม่นาน รัมภาจะเข้าห้องนํ้า จึงเดินลัดไปทางหลังบ้าน ทางเดินดูมืดทึม แล้วต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงครางฮือๆน่ากลัว รีบเข้าห้องนํ้า เพราะไม่รู้เสียงใคร...พอออกจากห้องนํ้า ได้ยินเสียงก๊อกๆหลายครั้งเหมือนเสียงผี พยายามมองสอดส่าย...แล้วรัมภาก็กรี๊ดยาว เมื่อภาพที่เห็น นั่นคือยายแก่หน้าเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน...

รัมภาสลบไปทันที...

ศามนได้ยินรีบวิ่งมาตามเสียง...พอเห็นรัมภาแน่นิ่ง รีบอุ้มไปบนบ้านเดือนแรม ทุกคนในบ้านวิ่งมานวดเฟ้น ดีดี้เอายาหอมให้สูดดม พอรัมภาฟื้นขึ้นมา ผวากอด ศามนตัวสั่นสะท้าน ปากบอกสามีว่าเธอเห็นผี เดือนแรมหน้าจ๋อยรีบบอกว่า ที่เห็นนั้นไม่ใช่ผี แต่เป็นยายเพ็ญ ยายทวดของเธอเอง อายุเก้าสิบกว่า ใกล้หลักร้อย ไปไหนมาไหนใช้ไม้เท้าเดินกุกกักๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่มีแรง เหม่อทั้งวัน

จากนั้นพาทุกคนไปดูสภาพยายเพ็ญในห้องนอน ตอนนี้กำลังส่งเสียงครางฮือๆ ร้องเรียกอีเนียนให้เอาข้าวมากิน ยายหิวแล้ว...ดีดี้รีบบอกว่า คุณทวดทานข้าวไปแล้ว จากนั้นดีดี้ยังรู้มากเล่าต่อ...ยายทวดเพ็ญเคยรับใช้คุณหญิงอบเชยมานานแล้ว มีลูกสาวชื่อเนียน...ยายเนียนนี่ก็แม่พี่เดือนเขา และตายไปนานแล้วด้วย...

ที่บ้านใหญ่...บุญสืบพารัสตี้กับไลล่าทานอาหารแล้ว จึงมานั่งที่ห้องนั่งเล่น...ผีอีแพงเห็นอยู่แต่เด็กๆ จึงคิดจะมาเล่นงาน สำแดงอำนาจใส่ทวดอบเชยที่ยังอยู่ในโลงเพื่อจะคอยดูแลลูกหลานจากวิญญาณอาฆาตของผีอีแพง...

เมื่อควันดำจากผีอีแพงลอยวูบวาบเข้ามาในบ้าน ควันขาวของคุณทวดก็ลอยมาสกัดทันที สองวิญญาณประจันหน้า ทวดอบเชยประกาศจะไม่ยอมให้มันมาทำอะไรหลานกูเด็ดขาด ว่าแล้วสองวิญญาณเข้าตะลุมบอนกันทันที ขณะจิกเค้นเน้นกันให้ตายนั้น อีแพงด้วยแรงแค้นสะบัดอบเชยกระเด็นไปไกล ชนผนังบ้านตูมใหญ่จนร้องจ๊ากแล้วร่วงลงพื้น อีแพงสำทับ

“หน็อยแน่ สั่งลูกหลานให้ตั้งศพไว้ ไม่ยอมไปผุดไปเกิด แล้วเป็นไง ก็ปกป้องลูกหลานไม่ได้”

“ที่เรือนใหญ่นี้ วิญญาณกูจะสิงสถิต ปกป้องไม่ให้ใครมาทำลายลูกหลานกู” ทวดเสียงแข็ง

“ไม่เห็นจะยั่นระย่อ อีกหน่อย คุณหลวงจะไปอยู่เรือนเล็กของข้า เรือนที่เราเคยร่วมรักเสน่หากันมานาน เมื่อใดคุณหลวงไปที่นั่น เขาจะอยู่ใต้มนต์ดำของอีแพง”

“ไม่...ข้าไม่ยอมให้ลูกหลานย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนของเอ็ง เขาต้องอยู่ที่เรือนใหญ่นี่ ข้าจะคุ้มครองเขา”

“ถุย...” ผีอีแพงถุยดังกว่าคนหลายเท่า “ลืมละสิ คราวที่แล้วข้าพังงานศพเอ็งกระจุยมาแล้ว แรงรักหรือจะเท่าแรงแค้น บ่วงรักมิอาจสู้บ่วงแค้น...ยังไงข้าก็มีอำนาจมากกว่าเอ็ง”

“ข้าไม่ยอม ข้าจะช่วยลูกหลานข้าจนถึงที่สุด” ว่าแล้วทวดอบเชยกลายร่างเป็นควันขาว...ละลายหายวับไป

ที่ห้องนอนยายทวดเพ็ญ...เดือนแรมเล่าเรื่อง

ต่อไปว่า ยายทวดเพ็ญของเธอเคยเป็นต้นห้องคุณหญิงอบเชย ยายคุณศามนนี่เอง ท่านผูกพันกันมาก บางทียายทวดเพ็ญเพ้อว่าคุณหญิงมาเยี่ยม ลุกขึ้นนั่งพนมมือแต้ไหว้ข้างฝา...

ยามนั้นกลุ่มควันสีขาวลอยเข้ามาในห้อง...ยายทวดอบเชยมาขอใช้ร่างเพ็ญ แล้วหายเข้าสิงในตัวยายเพ็ญ ทันที...เดือนแรมชวนทุกคนออกไปทานข้าวเย็นกัน แต่แล้วยายทวดเพ็ญกลับแข็งแรง ลุกขึ้นดึงแขนเดือนแรมไว้ แล้วบอกเสียงใหญ่กว่าเดิม

“ย้ายไปที่นั่นไม่ได้” ว่าแล้วทวดเพ็ญหันไปบีบคอศามน ทุกคนตกใจร้องกรี๊ดสนั่น รัมภาเข้าช่วยศามน ทวดเพ็ญยํ้าอีก “ข้าบอกว่า เอ็งย้ายเข้าไปเรือนเล็กไม่ได้ ได้ยินไหม ย้ายไม่ได้เด็ดขาด” ทุกคนช่วยกันดึง

แต่ทวดเพ็ญแข็งแรงผิดปกติ สั่งต่อ “อยู่บ้านเล็ก เอ็งจะตกอยู่ในอำนาจของมัน จะตกใต้คาถามนต์ดำของมัน มันจะใช้กามรสครอบงำเอ็ง เอ็งจะฉิบหาย ได้ยินไหม”

ทุกคนเข้ามาช่วยกันดึง ในที่สุดศามนจึงรอดตาย ร่างของทวดเพ็ญผงะล้มตึงลงบนที่นอน...พอดีหมอมาถึง เตรียมจะฉีดยาให้ ยายเพ็ญยังฮึด ร้องให้ปล่อย “อย่ามายุ่ง กูจะพูดกับลูกหลานกู” แต่พอหมอฉีดยาเสร็จ

ทวดเพ็ญก็ม่อยกระรอกหลับไปทันที...เดือนแรมบอกดีใจที่วันนี้ครบวันที่หมอมาดูยายพอดี ไม่งั้นยุ่งแน่ ศามนคลำคอป้อยๆระคนแปลกใจ...

เมื่อกลับถึงบ้านใหญ่ รัมภายังติดใจที่ทวดเพ็ญพูดเหมือนผีเข้า ไม่ให้ย้ายไปเรือนเล็ก จะตกอยู่ใต้อำนาจราคะของมัน จะถึงขั้นฉิบหาย ศามนร้องขัด เพราะไม่เชื่อ เป็นเรื่องคนแก่ความจำเสื่อม อย่าสนใจ ว่าแล้วจะโหมร่างตระโบมจูบรัมภา แต่เธอไร้อารมณ์ รีบขอร้องว่าวันนี้เพลีย ทำให้ศามนถึงกับอดเสน่หา บ่มพึมว่าการแต่งงานไม่ดีเลย มันทำลายความรักของเรามากกว่า ว่าแล้วศามนหันหลังให้ รัมภาได้แต่อึ้งกิมกี่...

ooooooo

วันนี้รัมภาแปลกใจ เห็นศามนพาพวกอนุกูลพร้อมเลขาฯทั้งสองมาด้วย จะมาทำบาร์บีคิวกินกัน ส่วนเขาจะพาช่างไปซ่อมบ้านหลังเล็ก ทำให้รัมภาพูดไม่ออกได้แต่กลอกหน้า เพราะเรื่องซ่อมและย้ายไปบ้านเล็ก ศามนไม่เคยตกลงอะไรกับเธอเลย...

เมื่อจะทำอาหารกินกัน รัมภาเองก็อยากไปดูตลาดสด จึงชวนพัชนีกับยายคำไปซื้อของ และที่ตลาดสดนี่เอง ได้พบเดือนแรม ซึ่งเป็นเจ้าของตลาดที่เค็มมาก เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่ค้า โดยเฉพาะพวกเจ๊น้อย เจี๊ยบ และแอน เดือนแรมวางมาดเป็นผู้ดี แต่พอโกรธก็ออกลายแม่ค้าระดับตลาดแตก ถึงกับลงมือลงไม้กันจนขยะเต็มหัวหู พอเห็นพวกคุณรัมภามา จึงได้รีบเปลี่ยนมาดเป็นผู้ดีไฮโซทันที

ขณะนั่งคุยกับพวกคุณรัมภา ดีดี้จึงเอาเรื่องเก่ามา เปิดโปงว่าเมื่อก่อนพระเอกมาถ่ายละครที่หลังตลาด เดือนแรมก็มีเรื่องแย่งถ่ายรูปกับพระเอก จนตบตีกับพวกนังแอนนังเจี๊ยบจนตลาดแตกมาทีแล้ว เดือนแรมปรามดีดี้อย่าปากมาก แต่พวกนังน้อยก็เร่มาเสริมทันทีว่า งานนั้นเดือนแรมไม่ได้พระเอก แต่ได้ตัวประกอบ มันย้ายมาอยู่บ้าน เป็นผัวคนที่ 3 ไปเลย เดือนแรมชี้หน้าด่ายายน้อย...แล้วหันไปบอกคุณรัมภาว่า วันนี้ไม่ค่อยสบาย เดือนแรมอายชิ่งหนี พวกยายน้อยหัวเราะคิกๆ บอกว่า คุณนายไฮโซวิ่งโร่ตูดแป้นหนีไปเลย...

กลับมาถึงบ้าน รัมภายังได้ฟังบุญสืบกับนายหล้าแย่งกันเล่าว่า ยายเพ็ญเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงคุณหญิงท่าน เลยขายที่ดินถูกๆให้ พอเขาตัดถนนผ่านเลยโชคดี ผ่านรุ่นนางเนียนมารุ่นคุณนายเดือนแรมยิ่งรวยใหญ่ บุญสืบสรุป...คุณนายเดือนแรมขายห้องแถวทีได้ผัวที ใช้ผัวเปลืองยิ่งกว่ากระดาษทิชชู อายุไม่ถึง 30 ล่อผัวไป 3 แล้ว...

“ผมถึงไม่อยากให้เข้าใกล้คุณผู้ชายไงครับ” บุญสืบ

พูดไม่เต็มคำ รัมภาถามย้ำว่าอะไรนะ? บุญสืบรีบเดินหนี รัมภาบ่นว่า เธอถึงได้แปลกใจ ทีแรกเดือนแรมเรียบร้อยดี ตอนนี้เหมือนเป็นคนละคน...

รัมภาหันไปทางเตาบาร์บีคิว อดขำไม่ได้ที่อนุกูลพยายามแกล้งพัชนีหนักขึ้น หาว่าเธอเป็นแม่ชียิ่งจับมือถือแขนเธอ จนวรรณศิกาต้องปรามฐานทำเจ้าชู้หัวงูกับพัชนี อนุกูลเตือนว่า วรรณศิกาเป็นลูกน้องเขาระวังจะถูกไล่ออก เธอกลับท้า เชิญไล่ออกเลย ที่มาทำนี่ ทำเล่นๆ

กลับไปเกาะผัวกินก็ได้ เพราะมีผัวรวย ทั้งสวยจนผัวหลง ผัวหึงจนอยากผูกคอตายอยู่วันละหลายหน...มีอะไรสงสัยไหม?...อนุกูลร้องไอ้หยา...แล้วแหงะหน้าหนี...

ooooooo

ศามนพาลูกทั้งสองคนมาดูบ้านหลังเล็ก บอกว่าเสร็จแล้วจะย้ายห้องนอนห้องกินมาที่นี่ บ้านหลังใหญ่ก็อยู่เหมือนเดิม

“เหมือนที่คุณทวดบอกเลยเนอะ” รัสตี้พูดกับไลล่า

“คุณทวด คุณทวดบอกอะไร” ศามนตกใจ

“ไลล่าชอบคุณทวด เสียดายแย่ถ้าไม่ได้เจอคุณทวดอีก” ไลล่าพูดกับรัสตี้

“นี่คุยเรื่องอะไรกัน คุณทวดอะไร” ศามนชักจะยุ่งเหยิงในสมอง

“คุณทวดมาหาเรา เมื่อคืนนี้ไง แดดดี้” สิ้นเสียงไลล่า รัสตี้ยังพยักหน้ารับว่าใช่ แสดงว่าเด็กทั้งสองฝันพร้อมกัน ศามนยิ่งตกใจหนักขึ้น...

เด็กแฝดทั้งสองฝันถึงที่ผ่านมาได้นอนหนุนตักคุณทวดอย่างมีความสุข ท่ามกลางแสงเดือนงดงามยามดึก คุณทวดร้องเพลงกล่อมหลานไพเราะน่าฟัง แต่แล้วก็เห็นคุณทวดร้องไห้ ไลล่าถามทันทีว่าร้องไห้ทำไม

“บอกพ่อหนูนะ อย่าย้ายไปที่เรือนหลังเล็ก ที่เรือนนั้นเคยเป็นบ้านของมัน ระหว่างที่มันมีชีวิตอยู่ มันเสกเวทมนตร์ครอบคลุมไว้ ทวดเข้าไปในบ้านนั้นไม่ได้ ทวดตามไปดูแลหนูไม่ได้”

“เราจะไม่ได้นอนเล่นกับคุณทวดอีกหรือครับ” รัสตี้ใจหาย ไลล่ากอดคุณทวดแน่น

“ไลล่ารักคุณทวด อยากฟังคุณทวดร้องเพลงกล่อมทุกคืน”

“โธ่ หลานรักของทวด” ทวดกอดหลานทั้งสองแน่น หอมซ้ายขวา ยิ่งหอมยิ่งร้องไห้หนัก “ทวดไม่น่าเลี้ยงงูเห่าอย่างมันไว้แต่แรก ทวดจะรับกรรมที่ทวดก่อ ทวดรักหนู ทวดจะไม่ยอมไปไหน”

ทั้งสามกอดกันแน่น แววตาทวดอบเชยมองไปทางบ้านหลังเล็กด้วยสายตากร้าวยิ่งขึ้น

ooooooo

ยิ่งศามนได้ฟังจากเด็กๆเขายิ่งร้อนใจ สั่งเร่งช่างซ่อมบ้านเล็กทั้งกลางวันกลางคืน จะได้รีบย้ายไปเรือนเล็ก ให้ห่างคุณทวดให้เร็วที่สุด...และแล้ว เมื่อบ้านเล็กเสร็จ ทาสีใหม่ตกแต่งสวยงาม สี่คนพ่อแม่ลูกก็ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายกันอย่างมีความสุข รัมภาบอกศามนว่า เมื่อเขาทำเพื่อลูก เธอก็ชอบและดีใจเช่นเดียวกัน แล้วศามนก็ชวนรัมภาและลูกแฝดทั้งสองเข้าบ้าน หารู้ไม่ว่าผีอีแพงก็โบกมือต้อนรับให้เข้ามาเรือนเล็กไวๆ ให้มาอยู่ใต้มนต์ดำครอบงำของมัน...

ก่อนทั้งสี่คนจะก้าวเข้าประตู ทวดอบเชยพุ่งมาจากเรือนใหญ่ ร้องห้ามลูกหลานอย่าเข้าไป...แต่แล้ว วิญญาณของคุณทวดก็ถูกไฟเผาไหม้พรึบทันที จนร้อง โอดโอยด้วยความร้อน ผีอีแพงมายืนหัวร่อร่า มันประกาศ มันรํ่าเรียนวิชามาเป็นปีๆ จนเป็นร่างทรงหลวงปู่ฤาษีในบ้านนี้ ต่อไปนี้มนต์ดำของมันจะแผ่อิทธิพลเหนือนังชื่นกลิ่น และลูกของมันทั้งสอง...ส่วนทวดอบเชย

แม้ร่างจะถูกเผาไหม้แต่ไม่ยอมหยุดร้องเรียกลูกหลานไม่ให้เข้าไปในบ้านนั้น ด่าอีแพงไม่มีสิทธิ์มายึดมาทำกับลูกหลานท่านอย่างนี้...ในที่สุดบ้านหลังเล็กนั้นก็เลือนหายไปในเงาอันดำมืดที่ครอบคลุมบริเวณนั้น

ในอดีต...บ้านหลังเล็กนี้ คุณทวดอบเชยปลูกไว้ให้นางสาวบัวสวรรค์ ลูกสาวพี่ชายของทวดอบเชย เพื่อจะได้ให้มาอยู่เป็นเพื่อนกับพี่ชื่นกลิ่น หลังจากแต่งงานกับคุณหลวงภักดีแล้ว การมาชมบ้านหลังเล็กและมาช่วยงานแต่งพี่ชื่นกลิ่นครั้งนี้ อีแพง บ่าวที่ริษยาชื่นกลิ่นที่จะแต่งงานกับคุณหลวงพลอยเกลียดบัวสวรรค์ไปด้วย อีแพงทั้งกลั่นแกล้งเหยียบยํ่าข้าวของ และทำกระทั่งถุยนํ้าลายใส่อาหารหวานคาวที่จะให้สองสาวลูกพี่ลูกน้องนี้กินด้วย โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัว

ส่วนคุณหลวงภักดี แม้วันแต่งงานและกำลังจะเข้าพิธีรดนํ้า...คุณหลวงหันไปเห็นอีแพงแอบมองร้องไห้ยิ่งตกใจ กล้าทหารคนสนิทรีบไปกระซิบบอกเจ้านายว่า โปรดแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ่าวคนนั้น อย่าทัก อย่าพูดเรื่องในอดีต คุณหลวงเห็นด้วย รีบเมินมาสนใจรดนํ้า อีแพงเห็นแล้วยิ่งชํ้าจนต้องวิ่งหนี มันแอบไปร้องไห้ในสวนคนเดียว...มันร้องไห้จนนํ้าตาเป็นสายเลือด นํ้าตาไพร่ไร้วาสนา แต่เป็นนํ้าตาของคนไม่ยอมแพ้...

หลังพิธีผ่านไป...อีแพงนั่งร้องไห้จนคํ่าคืน...มันร้องจนอ่อนล้า...แต่พอมองไปทางห้องหอภาพนั้นบาดลึกยิ่งขึ้น เมื่อเห็นบ่าวสาวกำลังกอดจูบกันอย่างหวานชื่นริมหน้าต่าง อีแพงคำรามลึก

“บ่าวต้อยตํ่าอย่างกูนี่แหละ จะเอาคุณหลวงมาเป็นผัวให้ได้”

ooooooo

กลับมาสู่เหตุการณ์ที่ทวดอบเชยถูกมนต์ดำของผีอีแพงเผาไหม้อยู่หน้าเรือนเล็ก...อีแพงมองไปเห็นพ่อแม่ลูกกำลังชื่นชมบ้านเล็ก มันคำรามอย่างเย้ยหยันว่า ความรักนั้น ที่แท้ก็หน้าฉากตัณหาชายหญิงมันถูกราคะชักนำทั้งสิ้น คุณหลวงมิอาจต้านทานราคะนั้นได้ บัดนี้ข้าคือเจ้าของบ้านเล็ก แล้วยังได้เป็นเมียคุณหลวงด้วย...อีแพงส่งเสียงหัวร่อร่า...ทวดอบเชยทนความร้อนอันแสนหมกไหม้ไม่ได้...ต้องละลายตัวเองหายวับไป

ผีอีแพงเดินแผนต่อไป มันไปยังห้องนอนเดือนแรมที่กำลังหลับสบาย อีแพงร่ายมนตร์สะกดที่หู “นังเดือนแรม ถึงเวลาของเอ็งแล้ว ข้าจะช่วยให้เอ็งได้คุณศามนตามใจอยากของเอ็ง”

เดือนแรมตื่นขึ้นมา เหมือนถูกสะกดจิต พึมพำตาม “คุณศามน เป็นของฉัน”

จากนั้น เดือนแรมก็พาบ่าวคนสนิท ดีดี้ซื้อของมากมายเพื่อไปทำกับข้าวให้เจ้าของบ้านเล็กรับประทาน ทั้งไล่ยายคำ ตาหล้า และบุญสืบลูกชายออกจากครัว ทั้งสองนายบ่าวจะทำเอง ยายคำถึงกับอึ้งที่เดือนแรมถือวิสาสะมาเป็นเจ้าบ้านเสียเอง พอทำอาหารเสร็จ เชิญคุณรัมภามาทานกัน ตักโน่นนี่ให้ ถามไถ่ว่าอร่อยไหม จนตอบแทบไม่ต้องกิน...เดือนแรมรีบบอกรัมภาว่า

“ไม่ต้องเกรงใจ บ้านใกล้แค่นี้ ก็ย้ายมากินข้าวกันสามมื้อเลยยิ่งดี” เดือนแรมโผกอดรัมภา พร่ำเพ้อต่อ “ไม่รู้เป็นไง รักคุณพี่รัมภามาก รักพี่ศามนและเด็กๆ เจอครอบครัวนี้เหมือนเจอญาติสนิท ขอเดือนได้รับใช้พี่ทั้งสองเถอะนะคะ” ว่าแล้วกอดรัมภาแน่นเข้าไปอีก แม้รัมภาไม่กอดตอบ เดือนแรมก็ไม่แคร์อะไร...

จากนั้น เดือนแรมเหมือนจะคุมรัมภาไม่ยอมห่าง ไปไหนมาไหนไม่ยอมให้ใครเข้ามาทักทาย ยิ่งไปเจอพวกยายน้อยยิ่งขัดขวาง ไม่ยอมให้เข้าใกล้มาทักทายคุณรัมภาแม้แต่คำเดียว

ยิ่งเมื่อมาอยู่ด้วยกันในบ้านเล็ก เดือนแรมกับบ่าวดีดี้ช่วยกันบริการทั้งสี่คนในครอบครัวจนเหมือนจะเป็นนายมากกว่า เวลาอาหาร เดือนแรมบอกว่า บ้านนี้มีกลิ่นดอกไม้หอมเย็นยิ่ง ศามนเห็นด้วยทันที เพราะเขาได้กลิ่นเช่นนั้น...แต่รัมภากับลูกต่างก็ร้องยี้ว่าเหม็นมาก...

พวกยายคำแอบดูเดือนแรมสอพลอพวกศามนจะเอียน ทั้งแย่งตักอาหารให้ศามนตัดหน้ารัมภาดื้อๆ...ยายคำกับลูกผัวรู้สึกว่าเดือนแรมกำลังจะคิดปีนต้นงิ้ว ไม่กลัวตกลงมาขาฉีก...หลังอาหาร เดือนแรมไประริกกับศามนในสวนมืดๆ ขณะที่เมียแท้ๆกำลังไปพาลูกนอน

เมื่อเดือนแรมจำต้องกลับบ้านไป ศามนกับรัมภาเอาลูกไปนอนแล้วกลับมาที่ห้อง คืนนี้ต่างมีอารมณ์จู๋จี๋เป็นพิเศษ ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เสียงประตูดังปึงปังเหมือนคนจะพังเข้ามา ต้องผละจากกัน ศามนไปเปิดประตู อยากรู้ว่าใครมาเป็นมารขัดคอยามนี้ แล้วรีบกลับมาบอกรัมภาว่า ไม่เห็นมีใคร

ทั้งสองจึงลงนอนกอดกันอีก กำลังจะสดใสเป็นหยาดน้ำฝน รูปข้างฝาเกิดหล่นลงมาแตกกระจาย รัมภาร้องลั่นตกใจอีกครั้ง ครานี้หมดอารมณ์เสียแล้ว ศามนเครื่องติดดังลั่นไปแล้ว รัมภามองไปทางปลายเท้า กลับเห็นมีตัวประหลาดกระดืบๆในผ้าห่ม ยิ่งพองตัวมากขึ้น รัมภาหวีดลั่นอีกครั้ง เปิดผ้าห่มสะบัดไป บอกว่ามีตัวอะไรในผ้าห่ม ศามนรีบค้นดูไปมา แล้วย้ำไม่มีอะไร รัมภายังบอกว่า ห้องนี้เหมือนมีคนมาคอยมอง...แล้วตัดสินใจเธอจะไปนอนกับลูก ศามนเครื่องติดเรียกเมียไว้แต่เธอไม่เหลียวหลัง...ศามนได้แต่เตะผ้าห่มผึงๆ

ศามนไม่รู้ว่าผีอีแพงนอนหัวเราะอยู่ข้างๆ...กระซิบอย่างสะใจบอกคุณหลวงว่า นังชื่นกลิ่นมันจะมีดีอะไรกัน สู้นังแพงกับนังเดือนไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ...ศามนไม่ได้ยิน ได้แต่นอนตาไปติดค้างที่เพดานไม่ยอมลง...

ooooooo

เดือนแรมพยายามต่อไป ตามครอบครัวนี้ไปทุกแห่ง เอาใจเด็กๆตัดหน้ารัมภา ทุ่มซื้อของแพงๆให้ ทั้งปล่อยทีเด็ดที่สระน้ำของโรงแรมหรู สวมชุดทูพีซ ชนิดนำสมัยโชว์บั้นท้ายเรือถึงหัวเรือ เล่นเอาฝรั่งไทยจี๊ดจ๊าด ศามนทำทีอ่านหนังสือแต่แอบชำเลืองจนติด หมัด แทบจะลงไปดิ้นให้ได้ ขณะที่รัมภาพาลูกไปเล่น น้ำ ดีดี้ยังอุทานว่า คุณนายไปซื้อชุดนี้มาจากโรงระบำเปลื้องผ้าที่ไหนมาแน่?

กลับมาบ้านแล้ว หุ่นเซ็กซี่ของเดือนแรมยังตามมาสะกิดสมองศามนทั้งสองซีก จนบางครั้งขย่มโยนไป ทั้งตัว...วันรุ่งขึ้น ศามนมีธุระจะไปต่างจังหวัดเรื่องงาน ส่วนรัมภากะจะไปพบวรรณศิกากับพัชนีให้พาเที่ยวเมืองกรุงสักครั้ง เดือนแรมพาดีดี้หิ้วเป็ดย่างมาถึงบ้านเล็ก ต้องผิดหวังอย่างแรงไม่มีใครอยู่ แม้แต่เด็กยังไปโรงเรียนแต่เดือนแรมกับดีดี้ ก็ทำให้พวกยายคำสั่นหัวดิกๆ เพราะทั้งสองคนจะกินเป็ดย่างที่นี่ รอพวกศามนรัมภากลับ...

การรอคอยของเดือนแรมกับลูกน้องแทบจะหมดหวัง...จู่ๆศามนก็โทร.มาที่บ้าน เดือนแรมรีบรับสาย “ภาหรือจ๊ะ ที่นัดไปดูงาน งานยกเลิก ผมกำลังขับรถกลับบ้าน อีกสิบนาทีถึงจ้ะ”

ศามนคิดว่ารัมภารับสาย...เดือนแรมอ้าปากค้าง แล้วทำเสียงอุบอิบเหมือนหมีได้กินผึ้ง “คุณมนกำลังจะกลับบ้านตอนนี้ ตอนที่คุณพี่รัมภาไม่อยู่...เอิ๊ก” เดือนแรมดีใจแทบดิ้นตาย “ไม่มีเวลาไหนจะเหมาะเท่าเวลานี้ เอาคุณศามนทำผัวซะ แย่งมาจากรัมภาให้ได้ ได้ยินไหมนังเดือนแรม ข้าจะช่วยแกเอง...ฮ่าๆๆๆ” ผีอีแพงทำตัวเป็นโปรโมเตอร์ รีบมาบงการเดือนแรมอย่างสะใจ

ooooooo

ตอนที่ 4

วันนี้ คุณรัมภานัดวรรณศิกาและพัชนีออกมาช็อปปิ้งเพื่อจะได้คลายเครียด ตามที่ศามนหนุนให้ออกจากบ้านมาเปิดหูเปิดตาเต็มที่ หลังจากเดินเหนื่อยแล้วจึงแวะร้านอาหาร ยังไม่ทันไรอนุกูลโผล่มาเห็นรีบมานั่งร่วมวงทันที อนุกูลถามจะไปไหนกันต่อ วรรณศิกาบอกว่า พัชนีจะพาไปวัดแล้วชวนอนุกูลไปทำบุญด้วยกัน

อนุกูลมองพัชนีแล้วใส่ไม่เกรงใจว่า แม่คนนี้เล่นของรึเปล่าเอะอะจะไปวัดท่าเดียว พัชนีตอกกลับผู้จัดการทันควัน ไปวัดไม่ได้ไปฆ่าคนไม่ดีตรงไหน อนุกูลเจอไม้นี้ถือว่าไม่เกรงใจนาย แขวะพัชนีด้วยการชมคุณรัมภาว่าสวยงาม แต่งตัวดีมีราศีด้วยแบรนด์เนม พัชนีแต่งตัวดูไม่ได้เหมือนเอาผ้าม่านมาห่ม หน้าก็ไม่แต่งไม่ล้าง พัชนีฟังแล้วคันมือกับปากยิกๆโต้ว่า เสื้อผ้าเครื่องประดับวัดใจคนไม่ได้

“คุณสนใจแต่คนแต่งตัวดี ระวังจะเจอผู้หญิงกำมะลอพวกนี้หลอกเอาสักวัน”

อนุกูลยักไหล่เหมือนจะบอกว่า ยากสำหรับหนุ่มหล่ออย่างเขา เสไปหยิบแมกกาซีนที่มีรูปม้าคึกโผนสองขาตะกายฟ้าสง่างามชนิดหาดูยาก...จึงชมม้าว่างามแท้ รัมภาถามว่าชอบขี่ม้าหรือ เขาส่ายหัวบอกไม่เคย แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอเห็นม้าแล้วชอบมาก สงสัยชาติก่อนเขาจะเป็นคนเลี้ยงม้า...อนุกูลเหมือนกำลังนึกเห็นภาพอดีตอันรางเลือนนั้น...

แต่คนที่จดจำอดีตอันเจ็บปวดชอกช้ำที่มีทั้งรักอันอมตะ ความชอกช้ำจากแรงอาฆาต และการตามจองล้างจองผลาญกันไปทุกชาติ นั่นคืออีแพง มันไม่มีวันลืมแม้จะเหลือแต่วิญญาณในชาตินี้

ooooooo

หลังจากผีอีแพง สั่งให้เดือนแรมไปเอาคุณหลวงหรือศามนมาเป็นผัวให้ได้ เพื่อจะให้ชื่นกลิ่นหรือรัมภาบ้าตาย แล้วจะยิ่งทำให้อบเชยวิญญาณคู่แค้น ช้ำยิ่งกว่าตัวเองถูกกระทำเสียอีก...เมื่อทวดอบเชยได้รับรู้การสั่งการด้วยเวทมนตร์ของอีแพง ได้แต่ร้องสั่งอีแพง ทั้งๆที่ไม่มีอำนาจไปยุ่งมนต์ดำของอีแพงที่ครอบบ้านเล็กไว้หมดแล้ว

“อย่านะ...อย่ายุ่งหลานข้า อีผีบ้าแพง เอ็งเคยทำลายชีวิตลูกหลานข้ามาแล้ว เอ็งจะมาทำอีกไม่ได้...ไม่ได้”

ผีอีแพงได้ยินเสียงอบเชยร่ำร้องมาจากบ้านใหญ่ได้แต่หัวร่อร่า...หัวร่ออย่างผู้ชนะ ให้สาสมกับอดีตที่อบเชยเคยทำทารุณมันมา...ภาพในอดีตกระจ่างชัดแม้มันจะฝังลึกในวิญญาณมันมานับร้อยปีก็ตาม...

ภาพอดีตนั้น ผีอีแพงเห็นภาพนายกล้าหรือทหารกล้าหน้าห้องคุณหลวง บ่าวผู้จงรักภักดี...และยังเป็นคนเลี้ยงม้ามีผู้ช่วยอีกคน ทั้งสองกำลังเอาม้าเข้าคอกพูดถึงคุณหลวงที่เพิ่งแต่งงานใหม่ว่า ป่านนี้คงหลับคาเรือนหอไม่ยอมตื่น

แต่คุณหลวงภักดีฯตื่นแล้ว แม้จะสายไป จึงรีบไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ พอเห็นมีผ้ายื่นมารีบขอบใจแม่ชื่นกลิ่น หลังเช็ดหน้าแล้วยื่นคืนจึงเห็นเป็นอีแพงเป็นคนเอามาให้ มันอรุณสวัสดิ์ท่านเสียงหวานฉ่ำ คุณหลวงอุทานตกใจที่อีแพงมาทำหน้าที่แทน มันเข้ามาในห้องนี้ได้ไงแต่ต้องเดินตามมันเข้าห้องหอ อีแพงจัดของคุณหลวงไว้พร้อมถามว่าจะอาบน้ำเลยไหมมันเตรียมชุดไว้ให้แล้ว พอดีชื่นกลิ่นเดินนำหน้าบัวสวรรค์ญาติผู้น้องเข้ามาทักแพงอย่างไม่คิดอะไร เห็นชุดวางไว้พร้อม จึงถามท่านว่าจะใส่ชุดนี้หรือ แพงรู้ดีรีบบอกว่า ทุกวันศุกร์คุณหลวงต้องเข้าวัง แพงเป็นพี่เลี้ยงคุณชื่นต้องแบ่งเบาภาระด้วยการดูแลคุณหลวง บัวสวรรค์ฟังแล้วนิ่วหน้าสงสัยตะหงิดๆในใจในท่าทีแพงกับคุณหลวง...ชื่นกลิ่นรีบขอตัวเข้าครัว

เวลาทานอาหาร แพงเอาใจคุณหลวงคนเดียว ถามตลอดว่ารสเปรี้ยวหวานมันเค็ม หรือพอดีไหม บัวสวรรค์หมั่นไส้เตือนแพงว่า พี่ชื่นเป็นคนปรุงอาหาร ควรเป็นคนถามมากกว่า แพงแก้ทันทีว่าเกรงคุณชื่นจะเหนื่อย...จากนั้นตอนจะใส่รองเท้าอีแพงถลามาใส่ให้ท่านก่อนคนอื่น พอจะออกจากบ้านยังรีบเอากระเป๋ามาใส่มือให้...ชื่นกลิ่นกลับยิ้มพอใจ แต่บัวสวรรค์ยิ่งไม่สบายใจหนักขึ้น...

บัวสวรรค์เหมือนจะถ่ายทอดรูปร่างหน้าตามาสู่พัชนี...วันนี้เธอเดินมาทางคอกม้า เห็นนายกล้าผู้เหมือนจะถ่ายทอดตัวเขามาให้อนุกูล คนที่บอกว่าเขาชอบม้า ชะรอยจะเลี้ยงม้าในชาติก่อน เมื่อถูกบัวสวรรค์เจ้านายมาทักทายเขายิ่งนอบน้อมรายงาน บัวชมว่ากล้าเป็นที่รักของทุกคนนับจากคุณหลวงมาเลย กล้าถ่อมตนยืนยันเป็นบ่าวรับใช้ท่านทุกอย่าง...

กล้าตกใจที่เห็นบัวสวรรค์ซุกซนปีนขึ้นหลังม้าขอให้กล้าสอนขี่ม้า เขาร้องห้ามว่าตัวนี้ขี่ไม่ได้ ทันใดม้าร้องยกสองขาหน้าโดดสูงสลัดจอมซนลง กล้าไวรีบเข้ารับเธอไว้ทันแต่พากันลงไปกองกับพื้น...สองสายตาประสานกันนิ่ง เหมือนต้องมนต์ กล้าได้สติรีบประคองเธอขึ้นก้มหน้านิ่งแต่มือยังประคองกัน กล้ารีบขออภัยที่บังอาจถูกต้องเนื้อตัวเจ้านาย บัวขอบคุณกล้าว่าเธอตกใจหล่นลงไปเอง แล้วยังขอให้เขาสอนขี่ม้าให้ กล้าเห็นเธอประจบและสนิทเขาอย่างรวดเร็ว จึงรีบคว้าถังเดินหนีไปรองน้ำ บัวสวรรค์ยังตามตอแย...เธอมีเรื่องขอถาม

“คุณหลวง เคยรู้จักแพงมาก่อนหรือเปล่าคะ” เจอคำถามนี้กล้าถึงผงะ ย้อนว่าถามทำไม? “เห็นเขาสนิทสนมกันดีน่ะค่ะ แพงทำท่าพิกลหลายอย่าง เหมือนเคยสนิทชิดเชื้อกันมาก่อน” เมื่อกล้ายังเงียบเป็นคนแซ่อึ้ง เธอจึงตัด “ช่างเถอะ เอาไว้เย็นๆ แดดร่มจะลงมานะคะ” ว่าแล้วเดินหนี กล้ามองตามหลัง มันเริ่มกังวลเรื่องแพงยิ่งขึ้น

กล้าทนนิ่งไม่ไหวเห็นปลอดคน แพงกำลังรีดผ้าจึงเข้าไปคว้าข้อมือเตือนว่า คุณหลวงไม่ได้บอกใครเรื่องของเอ็ง อย่าประเจิดประเจ้อนัก ไม่งั้นไอ้กล้าเอาเรื่องแน่ คุณหลวงมีเมียแล้ว หน้าที่ดูแลเป็นของเมียคือคุณชื่นกลิ่น ไม่ใช่บ่าวไม่เจียมตัวอย่างอีแพง แพงตาขวางใส่ทำไมต้องเจียม มันก็เป็นลูกเจ้าคุณ ลูกคนแรกเกิดจากเมียบ่าวคนหนึ่งเหมือนกัน

กล้าฟังแล้วตกใจ มันเพิ่งรู้ อีแพงบ่าวลูกเจ้าคุณลำดับเรื่อง มันถูกคุณหญิงเล่นงาน กลัวแย่งสมบัติจึงไล่มันกับแม่ออกจากบ้าน มันกับแม่เกือบอดตาย แล้วย้ำ “อีแพงนี่ต่างหากที่น่าสงสาร” นายกล้านิ่งคิดหนัก...แล้วเกิดความรู้สึกสงสารอีแพงยิ่งนัก ยิ่งมันรำพันว่า มันไร้วาสนาเป็นหมาจนตรอก แต่จงรักภักดีคุณหลวงสุดหัวใจ เพราะท่านเป็นคนเดียวที่ชายตามองมัน...ช่วยชีวิตมัน
“คนอย่างคุณชื่นกลิ่น มีผู้ชายนับร้อยให้เลือก แต่คนต้อยต่ำโดดเดี่ยวอย่างอีแพงทั้งชีวิตมีคุณหลวงคนเดียว จะผิดตรงไหนที่ลมหายใจอีแพงมีไว้ให้คุณหลวงคนเดียวเท่านั้น”

“ลมหายใจมีไว้เพื่อคุณหลวงไม่ผิด” กล้าแม้เห็นใจแพงแต่ต้องเตือน “ไม่ผิดหรอก แต่ลมหายใจมีไว้พรากผัวพรากเมียคนอื่นนี่สิผิด” แพงอุทานเรียกกล้าอย่างน้อยใจ กล้าสอนต่อ “คนอาภัพน่าสงสาร แต่คนนั้นไม่มีสิทธิ์อ้างอาภัพเพื่อทำความชั่ว หยุดการกระทำของเอ็งเสีย ตัดสิ่งชั่วแต่ต้น ก่อนเอ็งจะตกนรกเพราะกรรมนั้น” กล้าจ้องแพงเขม็ง อีแพงแทบทรุดที่ไม่อาจขอความเห็นใจจากใครได้

ooooooo

เรื่องราวย้อนมาสู่ปัจจุบัน ผีอีแพงน้ำตาไหลทุกครั้งที่นึกถึงอดีตแสนขมขื่น...ยิ่งตอนนี้ คุณหลวงขับรถกลับมาบ้านเล็กเดินผ่านผีอีแพงไป มันมองตามสุดแสนเสน่หา “แม้จะตกนรกไปชั่วกัลป์ ถ้ามีเจ้าคุณอยู่อีแพงยอมตกนรกด้วย”...ณ บัดนี้ อีแพงกระหยิ่ม เพราะคุณหลวงเข้าไปในบ้านเล็กจะได้พบเดือนแรมรออยู่แล้ว

คุณหลวงเข้าไปในห้อง ได้ยินเสียงคนอาบน้ำคิดว่าเป็นรัมภา จึงทักทายพลางถอดเสื้อผ้า เห็นประตูห้องน้ำแง้มไว้จึงย่องไปด้วยใจกระหยิ่ม มุดม่านเข้าไปใจสั่นสะท้านเมื่อเห็นร่างเปลือยอะร้าอร่าม จึงรวบมา

กอดอย่างเต็มมือ ปากบอกรัมภาขออาบด้วยคน...สาวเจ้าใส่จริตร้องตกใจหมดเลยคุณพี่ศามน...ศามนได้ยินเสียง หน้าที่กำลังมืดสว่างวาบทันที เพราะนี่คือสาวเซ็กซี่เดือนแรมที่กำลังจะม้วนอายให้เห็น ท่านร้องขอโทษเธอปากสั่นงักๆ รีบเผ่นออกไปทันที...มีหรือเดือนแรมจะไม่ลืมทำผ้าขนหนูให้เรี่ยราดตามออกมา...

ยามนี้รัมภากับสองสาวเลขาและอนุกูล ยังนั่งทานของหวานคุยกันจ้อต่อในร้านพูดถึงการทำบุญ รัมภากำลังจะไปทำบุญที่วัดอุทิศส่วนกุศลให้ทวดอบเชยกัน... โดยที่รัมภาไม่รู้ว่ากามพรานสาวเดือนแรมกำลังจะทำบาป ล่าคุณหลวงผู้สามีที่บ้านเล็กอย่างกระชั้นชิดติดพันนัวเนีย

ooooooo

ทวดอบเชยที่บ้านใหญ่ เหมือนจะรู้ว่าคุณหลวงกำลังจะเข้าไปติดกับสวาทเดือนแรมด้วยเกมสกปรกของผีอีแพง ท่านจะเข้าไปขวางเพื่อลูกสาวก็หมดทางจะเข้าบ้านเล็กได้ จึงได้แต่ประกาศจะสู้กับมันต่อไป...

ขณะเดียวกัน เดือนแรมใช้กำลังภายนอกโชว์ และกำลังภายในเสกสรรท่าทียั่วยวนเท่าไหร่คุณหลวงก็ยังไม่หายใจสั่น นั่งซึมเป็นนกทึดทือ เดือนแรมจึงค่อยๆ ออกตัวว่าอากาศร้อนเห็นห้องน้ำในนี้สะอาดจึงมาใช้  เป็นความผิดของเธอเอง หวังว่าคงไม่โกรธ ศามนที่นั่งนิ่งเพราะภาพเปลือยของเดือนแรมยังติดตา ทั้งกอดสัมผัสร่างเธอเมื่อครู่ยังติดใจไม่หาย ภาพก่อนๆ ในชุดอาบน้ำยังตรึงใจ  เมื่อเดือนแรมจับข้อมือคุณหลวงถึงสะดุ้งไปสิบวาบ เดือนแรมปากบอกว่า ถ้าเขาโกรธจะไม่ทำอีก แต่มือปลาหมึกลูบไล้แขนแมนขึ้นลงไปเรื่อยๆ แล้วฉะอ้อนอ่อนระแน้ถาม

“บอกมาได้เลยค่ะ พี่ศามนพี่คิดยังไงกับเดือน”เดือน-แรมไม่ถามเปล่า ยื่นหน้ามาหายใจรดหน้าศามนที่สั่นเทิ้มด้วยแรงพิศวาสกับเนื้อตัวอันยั่วยวนของเดือนแรม ...นางสิงห์เดือนแรมกำลังจะขย้ำลูกแกะศามนนั้น ...พลันเกิดสิ่งมหัศจรรย์

ทวดอบเชยที่ได้แต่มองไปทางบ้านเล็กอย่างเสีย ใจอยู่นั้น พอรัมภาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ทวดอบเชยกลับมีพลังขึ้นมาทันที พลันเสียงดังสนั่นไปทั้งบ้านใหญ่ กระจกแตกกระจุยกระจายหลายบาน นั่นคือพลังบุญให้ยายทวด

คุณหลวงที่กำลังจะชักตาตั้งด้วยแรงพิศวาสถึงกับสะดุ้งผวาไปทันที ร้องถามว่าเสียงอะไร? หัวใจหดไปหลายคืบ ผละเดือนแรมที่อ้าปากค้าง ทั้งสองชีวิตฟื้นคืนสติต่างช่วยกันมองหาว่าเกิดศึกเสือเหนือใต้อันใด?

ขณะที่ทวดอบเชยสำแดงอำนาจ บุญสืบเห็นว่ากระจกแตกจากภายในบ้าน พอนึกถึงผี พ่อแม่ลูกต่างมองตากันแล้วชิงกันวิ่งหนีออกหลังบ้าน...

ส่วนศามนพอรู้ว่ากระจกบ้านใหญ่แตกคิดว่ามีคนมาปาบ้าน วิ่งนำหน้าเดือนแรมมาทันที ทวดอบเชยเห็น คำรามด่านังแพศยา จึงทำกระจกแตกอีกเปรี้ยง เศษกระจกปลิวบาดหน้าเดือนแรมซิบๆ ศามนรีบดึงเข้าไปหลบในบ้าน มองไปทั่วก็ไม่เห็นมีคนร้าย กระจกแตกได้ไง?

แล้วผีร้ายอีกตนก็พรวดพราดเข้ามาในบ้านใหญ่ด่าคุณหญิงอบเชยว่า วันนี้เอ็งกล้าดีจะลองดีกับอีแพงหรือ พลันเสียงสวดเขมรมนต์ดำดังระงมขึ้น ทวดอบเชยไม่ระคายอาคมร้ายของอีแพง ทวดด่าว่าที่นี่คือเรือนใหญ่ ลูกหลานอุทิศกุศลมาให้ วันนี้ถึงทีกูมั่ง...ว่าแล้วสาดไฟร้อนเข้าเผาผีอีแพง มันร้องลั่นเมื่อถูกหมกไหม้ เดือนแรมแว่วเสียงผีแพงร้อง แต่ศามนไม่ได้ยิน...ผีแพงร้องอย่างทรมานจนหายวับไป เหลือแต่เสียงทวดอบเชยหัวเราะในชัยชนะ

ooooooo

ทวดอบเชยมองไปทางเรือนเล็ก คิดว่ายังจะต้องรบรากับอีแพงต่อไปอีกหลายภพชาติ แต่ยังพร่ำสอนสั่งกับลูกหลานว่าจะดูแลพวกเขาเหมือนที่เคยสัญญาไว้ในอดีต...แล้วภาพในอดีตของทวดอบเชยก็แจ่มชัดขึ้นมาทันที

ที่ครัวบ้านใหญ่ในอดีต นวลวางตะกร้าผ้าลง บอกให้น้าพึ่งรีดเองก็แล้วกัน พึ่งโวยไม่ใช่หน้าที่ แค่ทำครัวก็เหนื่อยแทบตาย นวลบอกไม่ใช่งานมันเหมือนกัน อีแพงยังจะมายัดเยียดงานคุณชื่นให้อีก พึ่งบอกมันหน้าที่อีแพง นวลจึงเล่าว่า อีแพงมันจะดูแลคุณหลวง ดูแลนายผู้ชาย ทิ้งงานคุณชื่นให้คนอื่น นวลให้น้าพึ่งซึ่งเป็นแม่อีแพงเอาไปทำก็แล้วกัน

นวลจะเดินหนี เห็นคุณหญิงอบเชยมารีบคารวะ คุณหญิงมาได้ยินหมดแล้วโกรธที่อีแพงจะไปยุ่งคุณหลวง จึงให้นวลเล่ามาทั้งหมดว่าอีแพงกำเริบไม่ยอมทำงานให้คุณชื่นกลิ่น...คุณหญิงโกรธเดินลิ่วๆไปทันที ลูกสาวมาทักก็ยิ้มให้แล้วรีบขอตัวไปจะเอาเรื่องอีแพงให้ได้

ที่เรือนคนใช้ แพงกำลังนั่งพักกินข้าว เจอเท้าเพ็ญบ่าวประจำคุณหญิงถีบกระเด็นทั้งจานทั้งคน สำทับว่าถ้าไม่ทำงานให้คุณหญิง มึงก็ไม่ต้องมากินข้าวท่าน คุณหญิงมายืนมองอย่างสะใจ อีแพงต่อว่าเพ็ญที่ใช้เท้ากับมัน

“ถ้าเอ็งคิดว่าอีเพ็ญทำเกินไป รอคุณหญิงอบเชยก่อน” คุณหญิงสั่งไอ้ชดมาจับตัวอีแพงไว้ บ่าวจับอีแพงนั่ง เพ็ญเอาไม้มา ท่านสั่งให้เฆี่ยน เพ็ญซัดเต็มที่ อีแพงร้องโอดโอย ท่านยังสั่งลงแส้อีกไม่นับ อีแพงร้องสู้ว่าถูกตีไม่ยุติธรรมจะไปฟ้องหลวง คุณหญิงด่ามันว่าไม่ทำงานให้คุณชื่นกลิ่น เลือกทำงานให้คุณหลวงใครๆก็รู้ เอ็งจงใจให้ท่าคุณหลวง อีแพงไม่ยอม บอกมันรู้จักคุณหลวงก่อนคุณชื่น ท่านช่วยชีวิตมันตอนตกน้ำท่านมีพระคุณ แพงผิดหรือที่จะทดแทนพระคุณของท่าน

พึ่งผู้เป็นแม่มากราบขอร้องคุณหญิงว่าพอแล้ว มันจะไม่ทำอีก มันจะไปทำงานให้คุณชื่นเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วลากลูกสาวไป แต่คุณหญิงขวางสั่งสอนมันและสำทับต่อ...บ่าวจะเอาผัวนายมาร่วมบ้านเคยชำระมามากแล้ว

“หลวงภักดี มีเมตตาต่ออีแพงเหมือนกัน” อีแพงมันฮึด คุณหญิงถุยใส่เรียกถ้วยน้ำเกลือมา กดหัวอีแพงลงราดน้ำเกลือใส่หลัง มันแสบสุดร้องแทบขาดใจ พึ่งร้องขอคุณหญิงว่าพอแล้ว คุณหญิงหันมากำราบ

“ถ้าอยากให้พอ สั่งลูกมึงแล้วจำไว้ มึงทำกูไม่เท่าไหร่ ถ้าทำลูกกูร้องไห้แม้หยดเดียว พวกมึงตาย”

ตกกลางคืน อีแพงนอนให้แม่ของมันทายาให้ในห้อง กล้าสงสารอีแพงนัก หายามาให้ถามไถ่ด้วยห่วงใย อีแพงกลับหาว่ากล้ามาสมนํ้าหน้า กล้ารีบอธิบายอย่าเข้าใจผิด ทุกครั้งที่เขาห้ามเขาด่ามัน เพื่อเตือนสติเพื่อนมนุษย์ที่น่าสงสารอย่างมันเท่านั้น อีแพงถามกล้าว่า เห็นหรือยังนังคุณหญิงมันก่อกรรมทำเวรกับข้าปางตาย ข้ากับมันต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมกันไปยาวนาน กล้าถามว่า มันจะทำยังไง?

“ฮะฮ้า...นํ้าตาคุณชื่น คือความเจ็บปวดของคุณหญิง ฮ่าๆๆ มันตะโกนใส่หน้าข้าว่ายังงั้น” แพงมันคิดเล่นงานคุณชื่นกลิ่น ไม่ใช่คุณหญิงอบเชย...

ooooooo

คุณรัมภาไปข้างนอก ไปทานอาหารกับพวกวรรณศิกา อนุกูลและพัชนี เลยไปทำบุญให้ยายทวดและปล่อยนกปล่อยปลาแล้วกลับมาถึงบ้านรู้เรื่องเหตุการณ์กระจกแตก บาดหน้าเดือนแรมที่บ้านใหญ่ พอถามถึงเดือนแรมมาบ้านเจอกันแล้วทำอะไรกัน ศามน ตกใจสั่นหัวดิกๆ แล้วเปลี่ยนแผนเป็นรุกด้วยการอุ้มรัมภาเข้าห้องนํ้าเพื่ออาบนํ้าด้วยกัน

ขณะที่อาบไปศามนทำตัวเป็นมือปลาหมึกใต้ฝักบัวไป จนรัมภากำลังจะชอบหนวดปลาหมึกอยู่นั้น มองไปเห็นหน้าผีอีแพงลับๆล่อๆในกระจก ทั้งสองมองตามกันไป ไม่เห็นมีใครในกระจก ขณะกอดกันไปอาบกันไป รัมภากลับร้องขึ้นทันทีเมื่อเห็นนํ้าที่ไหลลงมาเป็นสีเลือด ชี้ให้ศามนดู เขาไม่เห็นอะไรได้แต่บ่นอย่างไม่สมอารมณ์หมายว่า วันนี้รัมภาเป็นอะไรไป รัมภาหัวหด สั่นหัวดิกๆบ่นว่า บ้านหลังนี้เหมือนมีคนคอยมองเรา รัมภาทำไม่ได้แน่ มีคนมอง ใครก็ไม่รู้ ว่าแล้วขอแยกตัวเพื่อจะไปนอนห้องลูก

ศามนได้แต่ยืนเซ่อในอาการเซ็ง เสียงคำรามอย่างสะใจดังจากผีอีแพงที่มายืนมองศามนแล้วปลง...ด้วยความคิดว่า คนเราถ้ามีเมียสวยเป็นกุลสตรีน่าภูมิใจ แต่ถ้ามาเกิดเป็นบ้าด้วยนี่สิ...ผีอีแพงทิ้งไว้แค่นั้น...

แผนทำสงครามประสาทของอีแพงเริ่มขึ้นในวันใหม่...มันเริ่มตั้งเป้าไปหารัมภา...ขณะที่วันนี้เดือนแรมมาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านเล็กอีก โดยมีพวกยายคำ นายหล้า และบุญสืบมาเป็นลูกมือตามเคย เดือนแรมรับใช้และเอาใจศามน คนอื่นเธอไม่สนใจทั้งสิ้น

ผีอีแพงเริ่มเข้ามาอาละวาดรัมภาคนเดียว เดือน–แรมมาแปลกตักแกงจืดใส่ชามเล็กส่งให้รัมภา...ขณะรับ เห็นเงาคนผ่านวูบไป รัมภาสะดุ้งทำถ้วยหล่นแกงกระจาย ทุกคนงง เดือนแรมบ่นว่าทำไมมือไม้คุณพี่อ่อนจัง บุญสืบมารินนํ้าให้รัมภาขณะที่เธอบอกอิ่ม ถือแก้วลุกขึ้น หน้าอีแพงผีร้ายโผล่ที่นํ้าในแก้ว รัมภาตกใจแก้วหล่นจากมือแตกกระจายอีก รัมภารีบขอโทษขณะให้บุญสืบมาจัดการ...รัมภาเกิดอาการหวาดผวาจนตัวสั่น รีบหนีออกจากห้องนั้นทันที...ศามนมองตามเมีย ขมวดคิ้วคิดไม่ออก ทำไมรัมภาจึงทำอะไรเลอะๆเทอะๆไปหมด...

ooooooo

หลังจากศามนเห็นภรรยาป้ำเป๋อหวาดระแวงไปหมด และเขาไม่เชื่อเรื่องผี จึงนัดลูกน้องสนิทในบริษัทพารัมภาไปเที่ยวผับ ได้ดื่มกินร้องเพลงฟังเพลง เต้นรำกันให้สุดเหวี่ยงอาจจะช่วยให้อาการดีขึ้น...

ขณะสนุกกันในผับ อนุกูลจะสนุกกว่าเพื่อนแล้วสิ่งที่อดไม่ได้คือการแขวะพัชนี บางทีก็เลยไปหาวรรณศิ–กา จึงถูกตอกกลับเจ็บแสบเป็นระยะ แต่บางทีก็ช่วยกัน

พารัมภาออกไปเต้นรำอย่างสนุกสนาน แล้วยังสอดส่ายสายตาหาสาวสวยรวยเสน่ห์ที่หลงเข้ามา หรือจงใจหลงเข้ามาก็ได้...นั่งลงไม่ทันไรอนุกูลก็เดินเร่ไปหาสาวงามนางหนึ่งท่าทางไฮโซ แต่นั่งดื่มอย่างเหงาๆคนเดียว อนุกูลหนุ่มรูปหล่อทิ้งวงศามนไปทาบแม่นั่นทันที หลายคนในวงได้แต่ส่ายหน้าระอาคนขี้หลี...

หลังจากสนุกกันจนเหนื่อยแล้วก็ได้เวลากลับ อนุกูลเห็นพวกจ่ายเงินลุกขึ้นจึงมาตัดพ้อว่าราตรียังเยาว์ จะทิ้งอิ๊กคิวซังไปไหน รัมภาจะให้พัชนีอยู่กับอนุกูลต่อ อนุกูลร้องว่าพาแม่ชีกลับไปดีกว่า ถูกสองสาวเลขารุมจวกจนอนุกูลรับไม่ทันเผ่นไปหาแม่สาวคนนั้นทันที

ooooooo

เมื่อกลับมาบ้าน ขณะที่ศามนเข้าห้องอาบนํ้า รัมภาเอนพักหลับตาลง...เหมือนมีใครมากระซิบข้างหู...แต่ไม่ได้ยิน...แต่ไม่นาน อีแพงจงใจให้ได้ยินเสียงกิ๊กๆเหมือนแหวนเคาะลูกกรง รัมภาลุกขึ้นเดินไปตามเสียง...

เสียงนั้นเกิดจากภาพผู้หญิงคนหนึ่งผมยุ่งเหยิงถูกขังล่ามโซ่เนื้อตัวเสื้อผ้ามอมแมมเหม่อดังคนบ้า...เสียงมันดังลอยมา มันขอเอาซี่ลูกกรงนี้เป็นเพื่อน มันร้องขอให้เห็นใจจนหมดเสียง ไม่มีใครสนใจมัน โซ่ตรวนล่ามขายิ่งกว่าหมูหมาที่ยิ่งกว่านรก...นานวันเข้าอีแพงทั้งร้องไห้และหัวเราะใกล้บ้าแล้ว มันกรี๊ดดิ้นเร่าๆกับพื้น...เสียงกรี๊ดดังจนรัมภาปิดหู เพราะมันดังมากขึ้นทุกที รัมภาต้องตะโกนสั่ง

“หยุด...หยุดเดี๋ยวนี้...” สิ้นเสียงรัมภา ศามนวิ่งมาจากห้องนํ้า เขย่าตัวเรียกถามว่าเป็นอะไร รัมภามองสามี กลัวจนสะท้านไปทั้งตัว...เธอบอกนอนที่นี่ไม่ได้แล้วจะไปนอนกับลูก รัมภาวิ่งไปทันที เปิดตู้เย็นหยิบยามากินมือสั่นเทา ผีอีแพงมายืนมองอยู่อีกมุม มันนํ้าตาไหลเจ็บปวดกับอดีตเช่นกัน

“เราสามคนผัวเมียมีบ่วงกรรมกันมานานแล้ว เอ็งได้อยู่กินกับคุณหลวง แต่เอ็งจะมีข้าตามจองเวรกรรมไปทุกชาติ

ผีอีแพงย้อนหลังสู่ความเจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง... จากวันที่ถูกทำทารุณ อีแพงเริ่มทำดียอมซักเสื้อให้คุณชื่นกลิ่น เวลาอาหารเช้าคุณหลวงถามหานํ้าปลา อีแพงทำเฉย บัวสวรรค์ต้องหยิบให้ แพงกลับไปเอานํ้าส้มคั้นที่คุณชื่นกลิ่นชอบกินมาให้ อบเชยกับเพ็ญเห็นแล้วยิ้มพอใจ ต่างคิดว่าอีแพงเข็ดแล้วเริ่มทำตัวดีกับชื่นกลิ่น...แต่หารู้ไม่ อีแพงแอบชำเลืองมาแสยะยิ้มให้ “ยังหรอก อีแพงไม่ใช่บ่าวโง่ๆ แค่ถูกตีนิดๆแล้วใจเสาะ อีแพงแค่รอเวลาและโอกาสเท่านั้น”

วันนี้ อีแพงเห็นคุณหลวงกับชื่นกลิ่นคลอเคลียกันที่ศาลาพักร้อน...ทั้งยังได้เห็นกล้าสอนให้บัวขี่ม้า ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อีแพงยังงึมงำด้วยริษยา

“บรรยากาศหอมหวน ความรัก ความสุขอบอวล... แต่ ธรรมชาติความสุขย่อมอยู่ไม่นาน...จากนี้ไป ความสุขจะมลายหายไปด้วยฝีมืออีแพงคนนี้...ฮ่าๆๆๆ”

ooooooo

ในคืนที่ทุกคนไปชื่นมื่นที่ผับแล้ว พัชนีคนเดียวที่ลืมของไว้จึงรีบจับแท็กซี่มาบอกยามที่กำลังจะปิด ขอเข้าไปเอาของก่อน ส่วนด้านข้างผับที่จอดรถ สาวงามนางนั้นประคองอนุกูลที่เมาแอ๋มาที่รถของเขา ทั้งๆที่ดูแล้วเขาไม่น่าจะขับรถได้ แต่ปากยังจะพาแม่นั่นเข้าม่านรูดตามนิสัย...

แม่สาวคนนั้นปล่อยให้เขานั่งในรถ หันไปพยักหน้าทางมุมมืด จึงเห็นมอเตอร์ไซค์ขับออกมาเทียบข้างรถ หมอนั่นเป็นผัวสาวไฮแต่โซคนนี้เอง มันมาลากคออนุกูลลงจากรถสั่งให้เอาเงินมา ทั้งต่อยอนุกูลลงจุกกับพื้น มันค้นกระเป๋าหาเงิน อนุกูลตั้งท่าได้ส่งหมัดใส่ มันหลบแล้วเตะผ่าหมาก โชะเดียวอนุกูลหัวทิ่มใส่ข้างรถปุใหญ่จนได้เลือด มันจะเอารถไปด้วย อนุกูลเริ่มหายมึนโยนกุญแจรถไปใน
พงหญ้ารก อีสาวบอกผัวว่ามันโยนทิ้งไปแล้ว หมอนั่นหันมาดีดหลังเท้าใส่ท้องทันที อนุกูลลงไปเป็นเครื่องดูดฝุ่นมีชีวิตที่พื้นอีกครั้ง

พัชนีนั่งรถเข้าประตูจะมาจอด แสงไฟหน้ารถทำให้วายร้ายสองผัวเมียรีบขึ้นมอเตอร์ไซค์หนีไปทันที... พัชนีลงจากรถมาดู เห็นทั้งรถและอนุกูลจึงประคองเขาขึ้น แต่ตอบคำซักถามไม่ได้ พัชนีเห็นเลือดทำท่าจะเป็นลม ปล่อยอนุกูลร่วงลงพื้นจนร้องลั่น เธอขอโทษที่เห็นเลือดไม่ได้ เขาจึงค่อยบอกว่าแม่คนนั้นเป็นนางนกต่อมา ปล้นเงินเขา พัชนีมือสั่นจะแจ้งตำรวจด้วยมือถือ อนุกูลเดินเข้าพงหญ้าที่โยนกุญแจรถเข้าไป หลังพัชนีแจ้งตำรวจแล้ว เรียกหาเขาทั้งหยิบไม้มาปัดหญ้าช่วยหากุญแจ อนุกูลกุมหัวเลือดไหลออกมาจากพงหญ้า พัชนีเห็นตกใจนึกว่าผี เอาไม้ฟาดไปที่หัวหนึ่งที ผีปลอมร้องจ๊าก ลงไปนั่งหมดสตีม พอมีแรงร้องด่าพัชนี คิดจะฆ่าเขาอีกคนเรอะ พัชนีสำนึกผิดบอกว่ากลัวเลือด เห็นแล้วต้องกำจัดทิ้งเสมอ ยิ่งตอนนี้เห็นเลือดเขาออกมากกว่าเก่าพัชนีถึงกับล้มตึง คราวนี้เธอลมใส่จริงๆ

ooooooo

คุณหญิงสงสารรัมภา ลูกสาวที่ถูกผีอีแพงเล่นงานจนแทบประสาทกิน พยายามสื่อสารให้รัมภาบอกความจริงเรื่องผีอีแพงตามอาฆาตให้สามีรู้ คุณหญิงแม่เองก็ช่วยไม่ได้ แต่รัมภาก็บอกได้แต่เพียงว่า อยากย้ายไปเรือนใหญ่ ศามนแย้งทันทีว่าที่ไหนก็เหมือนกัน เรือนใหญ่ผ่านเข้าออกเห็นแต่โลงศพ ลูกๆก็รู้สึกไม่ดี

ก่อนจะพูดต่อเดือนแรมก็โผล่มาขัดจังหวะอีก คราวนี้เธอมาในมาดธุรกิจตลาด บอกว่าตลาดคู่แข่งกำลังปรับใหญ่ เธอก็ต้องทำอะไรซักอย่างไม่งั้นแม่ค้าหนีหมด จึงขอเชิญท่านทั้งสองไปดูตลาดกันจะได้แนะนำเธอ รัมภาเบื่อหน้ารีบบอกว่าเธอนัดกับวรรณศิกาไว้ให้สามีไปกับเดือนแรม รัมภาคว้ากระเป๋าไปทันที เดือนแรมยิ้มจนฟันแทบร่วงหมดปาก...

เมื่อรัมภาไปพบวรรณศิกาตามนัด จึงรู้ว่าเมื่อคืนอนุกูลถูกผู้หญิงไฮแต่โซคนนั้นมอมเหล้า หิ้วไปที่รถให้แมงดาปีกทองมาจี้เอามือถือกับเงินไปโดยอัดแถมเล็กน้อย...  ทั้งสองจึงรีบไปเยี่ยม พอถึงห้องในโรงพยาบาลเห็นพัชนีนั่งคอยพยาบาลอยู่แล้ว พัชนีเล่าว่าเธอกลับไปผับด้วยลืมเอกสาร แต่เห็นรถกับคุณอนุกูลโดนเล่นงานจนหัวแตกจึงลงไปช่วย โจรสองคนนั่นรีบพากันหนีไป อนุกูลบอกว่าทีแรกหัวแตกเล็กน้อย แต่แม่คนนี้ซัดอีกโป้งแผลเหวอะ แค้นเขามากจึงอ้างว่าเป็นคนเห็นเลือดไม่ได้

“บอกแล้ว ชมผู้หญิงแต่งสวย เซ็กซี่ว่ามีระดับแล้วเป็นไง ภายนอกพิสูจน์คนไม่ได้หรอกค่ะ” พัชนีหยัน

“ชะชะ...ซํ้าเติมกันรึ มันถึงตาซวยต่างหาก คนแต่งเป็นแม่ชีอย่างหล่อนดีทุกคนเรอะ คนมีเลวมีดีทุกสังคม ชิชะ แค่นี้ทำมาสอน” วรรณศิกาออกรับแทนพัชนี “เถียงสู้ไม่ได้พาลทำเสียงดังกว่า คิดว่าชนะงั้นเรอะ” รัมภาฟังแล้วก็สนุกดี

ooooooo

เดือนแรมพาศามนชมตลาดแล้วมานั่งดื่มน้ำในร้านกาแฟเล็กๆ...พยายามเล่าถึงชีวิตอันน่าสงสารของตัวเองให้ศามนเห็นใจ บอกว่าแม่ตายพ่อทิ้งเดือนไว้กับยายแล้วไปมีเมียใหม่ ยายก็มาตายลงอีก ยายซึ่งเป็นบ่าวรับใช้ในบ้านคุณศามน เดือนไม่จบ ม.3 ก็ต้องออก...

ยายน้อยชาวตลาดมาแอบฟังโพล่งขัดขึ้นว่า  ที่ออกจากโรงเรียนไม่ใช่เพราะจน เพราะหนีตามโชเฟอร์รถสองแถวตั้งแต่นมยังไม่ตั้งเต้า...เดือนแรมแค้น เจี๊ยบร้องบอกอีกคนว่า เจ๊น้อยอ่านละครในไทยรัฐให้เราฟัง... เดือนแรมรอดตัว เล่าถึงถนนตัดผ่านที่ดินที่คุณยายทวดอบเชยยกให้ยายเพ็ญจึงมีราคามากขึ้น แต่เดือนโชคร้าย ในที่สุดสามีของเดือนก็ทิ้งเดือนไปอีก เสียงน้อยดังฟังชัด

“ไม่ทิ้งได้ไง มันเฉดโชเฟอร์สองแถวทิ้ง ขยับฐานะได้แท็กซี่มาแทน...เล่นเอามานอนในบ้าน ผัวไม่กระทืบตายก็บุญแล้ว”

ทั้งสามสาวเล่นแซวกันเองว่า อ่านเบาๆรบกวนคนอื่นเขา...เดือนแรมรู้ว่า พวกนี้หยันชีวิตรักของเธอ...

เดือนแรมจึงเล่าอย่างรวดเร็วว่า เธอแต่งงานใหม่อีกสองครั้ง แต่ละคนไม่ยอมทำมาหากิน คิดแต่จะเกาะเธอ ทนไม่ไหวต้องเลิกมันหมด...เธอจึงอยู่คนเดียวเปลี่ยวอุรามาจนทุกวันนี้...ความรู้ก็ไม่มี

“คุณพี่ศามนขา คุณพี่ต้องช่วยเดือนนะคะ เดือนไม่มีใครแล้วจริงๆ” เดือนแรมบีบน้ำตาสุดรันทด พวกน้อยร้องระงมว่าน่าสงสาร เดือนแรมทนไม่ไหวโยนกระป๋องน้ำแดงใส่กลางวงพวกเจ๊น้อยถึงแตกฮือ ศามนตกใจถามเดือนแรม แม่สาวตลาดแตกรีบบอกว่าคุณเดือนมือลื่น...เดือนแรมคิดว่าขืนอยู่ไปมีเรื่องแน่ จึงชวนศามนกลับโดยไม่ชักช้า

วันรุ่งขึ้น ศามนไปเยี่ยมอนุกูลที่กำลังจะออกจากโรงพยาบาล เล่าเรื่องเจ้าของตลาดผู้น่าสงสารที่ชื่อเดือนแรมให้ฟัง เธอเป็นเจ้าของตลาดที่ไม่มีความรู้ ให้อนุกูลมาช่วยดูแลปรับปรุงซ่อมตลาดให้ จากนั้นจะหานักบัญชีมาช่วย อนุกูลรับปากจะช่วยจัดการให้ แต่ติงว่า ศามนชอบช่วยเหลือคนแบบนี้ ระวังจะมีปัญหา ศามนซักว่าอะไร อนุกูลรีบบอกว่า ก็พูดไปตามเรื่อง...แต่ในใจคิดเป็นห่วงคุณรัมภาต่างหาก

“สงสารรึ” ผีอีแพงพาตัวว่างเปล่ามานั่งกอดศามนฟังอยู่ แล้วเปรยขึ้น “ไม่ว่าชาติปางไหน คุณหลวงก็ยังขี้สงสารคน ความใจดีใจอ่อนนี่เอง ทำให้อีแพงมีโอกาสเข้าถึงจิตใจคุณหลวง”

ผีอีแพงนึกถึงตอนถูกเฆี่ยนหลังแตก ถูกราดน้ำเกลือ มันมีโอกาสถอดเสื้อให้คุณหลวงภักดีดูว่ามันถูกคุณหญิงอบเชยเฆี่ยนหาว่าให้ท่าคุณหลวง อธิบาย

ยังไงก็ไม่ฟัง อีแพงร่ำไห้น่าเวทนา คุณหลวงถึงอึ้งไป

วันรุ่งขึ้น อีแพงมาดักเอาน้ำพริกที่คุณหลวงชอบมาให้แล้วกำชับอย่าบอกใครว่าอีแพงซื้อให้ เดี๋ยวเจ็บตัวอีก คุณหลวงบอกทันทีพร้อมยื่นยาให้บอกมันว่า ท่านเตรียมยามาให้มันทาจะได้ไม่เป็นแผลเป็น อีแพงเป็นปลื้มลืมไม้เรียวอาบน้ำเกลือสนิท มันซึ้งจนน้ำตาร่วงผลอยๆ...

ภาพอดีตเลือนหาย...กลับมาสู่ปัจจุบัน...ผีอีแพง มองศามนกำลังตรวจเอกสารกองใหญ่ที่เดือนแรมหอบมาให้ดู...พวกยายคำกังขาหารือกับลูกผัวว่าสองคนดูอะไรกันตั้งแต่เช้าแล้ว บุญสืบบอกพ่อแม่ว่า เดือนแรมเอาสมุดธนาคาร โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีมาให้ศามนดู มันตั้งให้เป็นผู้จัดการตลาด แต่คิดว่ามันจะตั้งให้เป็นผัวมากกว่า แบบนี้คุณท่านศามนตายอย่างเขียด

ooooooo

คืนนี้ขณะที่รัมภานั่งอ่านหนังสือในที่นั่งเล่นหน้าเรือนหลังเล็ก ลูกๆนั่งทำการบ้านอยู่ใกล้ๆ...แล้วรัมภาได้ยินเสียงก่อกวน เคาะซี่กรงแก๊งๆเหมือนเดิมดังมาจากในบ้าน ถามลูกว่าได้ยินอะไรไหม ลูกไม่รู้เรื่อง แม่จึงให้ทำการบ้านต่อ เธอเดินไปในบ้านความ กลัวกลายเป็นความโกรธ

“บ้าชะมัด ฉันจะไม่กลัวแกอีกต่อไปแล้ว” รัมภาเดินตามเสียงที่กลายเป็นลากโซ่...ตามไปทางหนึ่ง ผีอีแพงปรากฏตัวอีกทาง พอหันไปมันหลบวูบ รัมภาหยิบไม้เบสบอลมากระชับกะฟาดให้เละ “วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าแกเป็นผีหรือเป็นคน ฉันจะไม่ยอมเป็นบ้าเพราะแกอีก” เดินไปดักที่เสาต้นหนึ่ง คำราม “ฉันไม่กลัวแกอีกแล้ว” กระชับไม้แน่น มีเงาวูบมา รัมภาซัดไม้ใส่ทันที ศามนร้องโอ๊ย...รัมภาเห็นผิดท่า ร้องเรียกสามีแล้วขอโทษเป็นวักเป็นเวร

“คุณเป็นอะไร มาตีผมทำไม” รัมภาปากสั่นตอบไม่ได้ ผีอีแพงยืนหัวร่อร่า ดีที่ไม่มีใครได้ยิน

รัมภาพาศามนไปทำแผลที่โรงพยาบาล ดีที่หมอ

บอกว่ามีแผลนิดหน่อย รัมภาขอโทษสามีด้วยความเสียใจ เธอลงมือไปแล้วจึงยั้งไม่ทัน...กลับมาบ้าน ศามนบ่นอีกว่า หมู่นี้รัมภาระแวงมองซ้ายขวาตลอด เป็นอะไรไป

“ภาเห็นผู้หญิง...ผู้หญิงในเรือนเล็ก ไม่ใช่คุณย่า ไม่ใช่คน...ภาเห็น ได้ยินเสียง โดยเฉพาะในห้องนอนเรา แต่พอภามานอนห้องลูก ทุกอย่างจะเงียบไป”

“รู้ตัวไหม กำลังพูดอะไร...ผมจะไม่พูดเรื่องนี้กับคุณอีก” ศามนสั่นหัวดิกๆ...ไม่ยอมเชื่อแม้แต่น้อย

ศามนพารัมภาไปหาหมอให้ช่วยดูอาการเมีย หลังหมอตรวจสั่งยาให้แล้ว ทั้งสองคนก็มาเถียงกันอีก รัมภายืนยันตามที่เธอพบเห็น ศามนขอร้องอย่าได้เป็นแบบนี้เลย...รัมภาแปลกใจที่ศามนพอพูดถึงบ้านเล็ก เขาจะไม่ยอมรับแม้แต่น้อย...รัมภาเริ่มกินยากล่อมประสาทมากขึ้น ส่วนเดือนแรมก็โทร.มาหาศามนบ่อยและสนิทกันมากขึ้น...

ooooooo

ดึกแล้ว...รัมภากับลูกหลับไปด้วยกันในห้องนอนเด็ก...ผีอีแพงเข้ามาจ้องมองเด็กทั้งสองอย่างอาฆาตแค้น มันคำรามอย่างดุร้าย

“จะให้ทำนังชื่นกลิ่นน่ะหรือ ทุกวันนี้ทะเลาะกับผัวจนแยกห้องกันนอน มันสาสมดีแล้ว แต่ยังไม่สะใจ เด็กสองคนนี่ต่างหากที่ข้าสนใจ”

“ไม่นะ...ไม่” เสียงทวดอบเชยดังลั่นระคนน้ำตา...

“คุณยายทวด...เสียงคุณยายทวด” รัมภาร้องขึ้นเหมือนละเมอ

“ลูกแฝด ลูกแฝดของเอ็ง ได้ยินไหม...ระวังลูกแฝดของเอ็งไว้ให้ดี ข้าจะมาเอาชีวิตลูกแฝดของเอ็ง”

“เสียงใคร...เสียงใคร” รัมภาแผดเสียง ลุกพรวดขึ้น จังก้าไปมาดั่งจงอางหวงไข่ “อย่านะ อย่ายุ่งกับลูกฉัน”

ลูกแฝดทั้งสองงัวเงียขึ้นมา แม่ผวากอดไว้แน่นทั้งสองคน...พึมพำร้องเรียก “ลูกแม่” ไม่ขาดปาก ลูกทั้งสองถามว่า มีอะไรหม่ามี้...หาวนอนแล้วซบหลับไป...

รัมภาตากร้าว พร้อมแลกกันด้วยชีวิตเพื่อปกป้องลูก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:56 น.