ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อุตส่าห์จ้างโต๊ะจีนมาเลี้ยงฉลองที่บ้านเสียใหญ่โตเพราะมั่นใจมากว่าวันนี้ตนเองต้องได้เลื่อนชั้นจากเมียน้อยขึ้นเป็นเมียหลวง แต่ทว่าเดือนแรมต้องผิดหวังอย่างแรง หัวเสียกลับมาไล่ตะเพิดแขกในงานที่ล้วนเป็นพ่อค้าแม่ขายจากตลาดของตนทั้งนั้น

    แต่กลุ่มของเจ๊น้อยไม่ยอมไปแถมยังสมน้ำหน้าเดือนแรมเมื่อรู้ว่าเขี่ยเมียหลวงอย่างรัมภาไม่สำเร็จ พวกเจ๊น้อยเกลียดนักคนที่ชอบแย่งผัวชาวบ้าน ก็เลยด่าไม่ยั้ง ทำให้เดือนแรมเต้นผางจะวางมวย

    ระหว่างนี้เอง รัมภาปรากฏตัวด้วยสีหน้าท่าทีเข้มดุไม่เหมือนเดิม เธอไม่อายใครเหมือนเมื่อคราวโดนเดือนแรมเยาะหยันกลางตลาด เพราะเธอคือเมียหลวง แต่เดือนแรมต่างหากต้องอายที่เป็นเมียน้อย

    เดือนแรมโกรธจี๊ดที่โดนรัมภาชี้หน้าด่า...เงื้อง่าจะตบหน้าเมียหลวงให้จังหนับ “มึงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่คิดจะสู้กับคนอย่างกู”

    ขาดคำ เดือนแรมพุ่งเข้าใส่ แต่รัมภาหลบได้ว่องไวแล้วหันมาตบคืนสุดแรงจนเดือนแรมร่วงลงกองกับพื้น ทำเอาบุญสืบสะใจกระโดดตัวลอย เช่นเดียวกับพวกเจ๊น้อยต่างร้องเย้ว่าสุดยอดไปเลย

    “ครั้งแรกของฉัน...ไม่เลวใช่ไหมคะคุณเดือนแรม”

    “ฮึ อีพวกมือใหม่หัดตบ สู้กูไม่ได้หรอก” เดือนแรมลุกพรวดอย่างเดือดดาลจะซัดรัมภาให้ได้ แต่กลุ่มเจ๊น้อยถลาเข้ามายกมือขู่

    “มือใหม่ก็จริง แต่มีพวกมือเก่าเข้าข้าง บังเอิญเขาอยู่ฝ่ายความถูกต้อง บอกแล้วไง คดีเมียหลวงเมียน้อย กฎหมายมาไม่ถึง แต่กฎหมู่ถึงแน่”

    เห็นชาวบ้านรุมล้อมกันเข้ามา เดือนแรมชักไม่กล้า ถอยหลังสองสามก้าวก่อนประกาศไล่ทุกคนออกจากบ้านของตนไปให้หมด

    “ฉันไม่ได้มาเพื่อใช้กำลังกับคุณ คนพวกนี้คือชุมชนที่ฉันอยู่ ฉันและลูกๆต้องอยู่กับทุกๆคนไปอีกนาน ในเมื่อฉันหนีไม่ได้ ฉันก็ต้องอยู่ อยู่ให้ได้” รัมภามองเพื่อนบ้านทุกคนด้วยไมตรี

    “เราทุกคนอยู่ข้างคุณค่ะ หากต้องการความช่วยเหลือ บอกมาได้นะคะ” เจี๊ยบเสนอตัวก่อนใคร

    “ขอบคุณมากค่ะ ลานะคะทุกคน” รัมภายิ้มโล่งใจ...ต่อไปนี้จะไม่อาย ไม่กลัวเดือนแรมอีกแล้ว พอเธอเดินจากไป บุญสืบรีบก้าวตามเจ้านาย แต่ไม่วายหันกลับมายิ้มเยาะเดือนแรมด้วยอีกที

    เดือนแรมกำมือแน่นด้วยความโกรธ มองกราดกลุ่มชาวบ้านแล้วโพล่งขึ้นว่า

    “ดี จะเลือกข้างอยู่กับอีรัมภาใช่มั้ย งั้นกูไล่พวกมึงออกจากตลาดของกู พรุ่งนี้ใครไม่ไปย้ายของ กูจะตามพังมันให้หมด”

    “ไม่ต้องไล่ ไม่แน่จริงไม่มา ฉันไปเจรจากับเฮียเส็งแล้ว เขาให้ค่าเช่าเราเท่ากับตลาดของแก เพราะฉะนั้นที่มาเนี่ย ส่วนใหญ่ไปตลาดเฮียเส็งหมดแล้วโว้ย” น้อยตะโกนลั่น แอนกับเจี๊ยบก็เอาด้วย ตะเบ็งเสียงตามกันมาว่า

    “หายไปตั้งครึ่งตลาด อยากรู้ มึงจะอยู่ยังไง”

    “กรรมติดจรวด...ฟิ้ว”

    ว่าแล้วสามสาวยิ้มเย้ย พอดีคณะโต๊ะจีนเอาอาหารมาวางบนโต๊ะ สามสาวและชาวตลาดจึงคว้ากันคนละหนุบ ละหนับติดมือกลับบ้าน โดยไม่ฟังเสียงโวยวายห้ามปรามของเดือนแรมกับดีดี้

    ooooooo

    ตาหล้าถึงกับตบเข่าฉาดเมื่อบุญสืบกลับมาเล่าวีรกรรมรัมภาให้ฟังอย่างออกรส

    “เสียดายไม่ได้ไปเอง อยากเห็นหน้านังคุณนายตะวันฉายนักเชียว”

    “เดือนแรม...มันชื่อเดือนแรม” บุญสืบสะกิดพ่อ

    “ทำไมจู่ๆ คุณผู้หญิงถึงอยากไปลุยนังเดือนแรมนั่นล่ะคะ ไอ้เราเห็นคุณชอบนั่งสมาธิ ยังนึกว่าจะไปบวชชี” นางคำสีหน้าแปลกใจ

    “คุณศามนไม่ได้ทิ้งฉันเพราะหมดรัก มีบางอย่างในบ้านหลังนี้” คำตอบของรัมภาทำให้สามแม่ลูกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

    “บ้านหลังนี้...เอ บ้านหลังนี้นอกจากผีแล้ว ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ”

    “ไฮ้...ไอ้บุญสืบพูดทำไม เดี๋ยวก็มาหรอก”

    “หรือว่าที่คุณนั่งสมาธินี่ ได้ไปคุยกับผีแล้ว แล้วผีมันไม่หลอกคุณหรือครับ” ตาหล้าสงสัย

    “จริงสิ ถ้าฉันเลือกเดินทางนี้ คงไม่ใช่แต่คนที่ฉันต้องเอาชนะ ฉันยังต้องสู้กับ...” รัมภายังพูดไม่จบเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ สามคนพ่อแม่ลูกถึงสะดุ้งตกใจ ผวามานั่งชิดติดกันโดยอัตโนมัติ

    “ก็แค่โทรศัพท์น่ะ” รัมภาพูดยิ้มๆ แต่พอกดรับสายรอยยิ้มกลับหายไป ความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ แต่ไม่มีคนพูด

    “คุณผู้หญิง มีอะไรหรือเปล่าครับ” บุญสืบข้องใจที่เห็นรัมภาหน้าตาตื่นปล่อยโทรศัพท์หลุดจากมือ

    รัมภาหวาดหวั่น มองไปรอบด้าน รู้สึกหนาวยะเยือกอย่างบอกไม่ถูก...ส่วนเจ้าของเสียงหัวเราะยืนเขม่นมองอยู่ข้างหลังรัมภา มันคือผีนางแพงนั่นเอง

    “สู้กับคนน่ะง่าย สู้กับผี สู้กับความกลัวในใจ แกชนะก็ยอดคนแล้วอีรัมภา” แพงคำรามอย่างน่ากลัว...พวกรัมภาไม่มีใครรู้เห็น แต่กระนั้นทุกคนก็รู้สึกได้ มองหน้ากันไปมาอย่างหวาดผวา

    ooooooo

    ตกกลางคืน แพงเริ่มหลอกหลอนรัมภากับลูกแฝดเพื่อข่มขวัญให้อยู่ไม่เป็นสุข แพงต้องการให้รัมภาอยู่อย่างระแวงหวาดกลัวจนเป็นบ้าเหมือนที่มันเป็น

    เสียงกรากแกรกลากโซ่ตรวนดังทั่วบ้านก่อนจะมาหยุดที่หน้าห้องนอน รัมภารู้แล้วว่าตัวเองต้องสู้กับผี แม้จะกลัวแค่ไหนแต่เธอต้องตั้งสติ เพราะที่นี่บ้านของเธอ เธอต้องอยู่ให้ได้...คิดดังนั้นแล้วรัมภาลุกขึ้นนั่งสวดมนต์ไม่หยุดหย่อน...

    เมื่อรัมภาโทร.ไปเล่าให้พัชนีฟังในรุ่งขึ้น พัชนีพลอยเป็นห่วงเธอกับลูกแฝด ปลอบเธอให้ตั้งสติดีๆ ทั้งที่ตัวเองก็กลัวแสนกลับ

    ต่อมาเมื่อวรรณศิกากับอนุกูลทราบเรื่องจากพัชนี วรรณศิกาแตกตื่นพูดเป็นต่อยหอย

    “โดนผีหลอก? ผีประเภทไหน ชนิดที่ตามติดคนมาได้ไหม แล้วถ้าเราเป็นเพื่อนคุณรัมภา มันจะหลอกเผื่อมาถึงเราไหม ไม่ได้กลัวหรอกนะ ผีน่ะชอบหลอกนางเอก นางร้ายอย่างฉันไม่โดนหรอก ฉันรู้อยู่แล้ว แค่ถามเฉยๆ”

    “กลัวทำไม อย่างคุณ...มีหน้าตาเป็นอาวุธอยู่แล้ว ผีกับโจร ไม่ต้องไปกลัว”

    ผัวะ! วรรณศิกาตีหัวอนุกูลโทษฐานปากดี

    “เฮ้ย ตีหัวเจ้านายอีกแล้ว อะไรวะ เดี๋ยวคนเห็นพอดี” อนุกูลมองซ้ายมองขวากลัวลูกน้องมาเห็น

    “คุณภาบอกว่า เธอขอดูเหตุการณ์สักระยะ ตอนนี้เธอจนตรอกแล้ว เธอไม่ยอมหย่า เธอมีแต่ต้องเผชิญหน้าสู้” พัชนีพูดจบ อนุกูลร้องว้า...เสียดายที่รัมภาไม่ได้หย่า เลยโดนพัชนีตีแขนไปทีหนึ่ง เขาเจ็บแต่ก็ดีใจ คว้ามือเธอมากุมไว้

    “หึงเป็นด้วย...บาปนะ ผิดศีลข้อหก”

    “บ้า ศีลมีที่ไหนข้อหก” พัชนีงอนหน้าง้ำ อนุกูลยิ่งชอบใจ จับแก้มเธอหยอกเย้าว่า น่ารักจัง

    “โฮ้ย พอๆ สเต็กฉันจืดหมด นี่พี่ถามหน่อยเถอะนะหนูพัช คุณรัมภาคิดจะสู้มันก็ดีหรอกนะ แต่สู้กับผีเนี่ยจะเอาอะไรไปสู้ แล้วไหนจะเด็กสองคนนั้นอีก พูดตรงๆเลยนะ เกิดมันจับหักคอหมดทั้งสามคนจะทำยังไง”

    “ดูละครมากไปหรือเปล่าคุณวรรณ พูดซะน่ากลัว” อนุกูลท้วง

    “ที่จริงพัชก็คิดเหมือนพี่วรรณ ที่คุณรัมภาเล่าน่ะเหมือนแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แค่ออร์เดิร์ฟก่อนจะถึงจานหลัก แค่สัญญาณเตือนก่อนจะถึงของจริงชุดใหญ่”

    อนุกูลกับวรรณศิกาชะงักหน้าซีดเผือด นึกกลัวแทนรัมภา...

    ooooooo

    วันเดียวกันนี้...กลางวันแสกๆ ผีแพงยังหลอก หลอนรัมภากับลูกและบุญสืบ โดยสร้างเหตุการณ์ขึ้นหลายอย่างให้น่ากลัว หลอกทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จนหวาดผวานั่งไม่ติด โดยเฉพาะเด็กแฝดที่เป็นแก้วตาดวงใจของรัมภา ผีแพงหลอกหนักจนไลล่ากับรัสตี้ไม่เป็นอันทำการบ้านเอาแต่ร้องไห้กันระงม

    บุญสืบเห็นบรรยากาศภายในบ้านแล้วกลุ้มใจ เดินไปบ่นกับพ่อแม่ในครัวว่าเครียดจัง ตาหล้ากับนางคำเออออด้วยทันที บอกอยู่ในบ้านที่มีผีตามอาฆาต จะกินจะเดินต้องคอยหันซ้ายหันขวา สงสัยต้องเป็นบ้ากันถ้วนหน้าทั้งนายทั้งบ่าวก็คราวนี้

    วันแล้ววันเล่าที่ผีแพงข่มขวัญรัมภาและคนในบ้าน รัมภาว้าวุ่นใจเป็นห่วงลูก เธอพนมมือภาวนาขอคุณพระ คุณเจ้าช่วยด้วย ตนจะเป็นตายร้ายดีอะไรก็ได้ แต่อย่าให้เขาทำอะไรรัสตี้กับไลล่าเลย

    พูดไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงของตกแตกตามด้วยเสียงกรี๊ดของไลล่า...รัมภาตกใจมากรีบวิ่งเข้าบ้าน เห็นไลล่ายืนเนื้อตัวสั่นมองรูปคู่แฝดที่ตกลงมาจากโต๊ะกรอบกระจกแตกเกลื่อนพื้น ส่วนรูปค่อยๆ ขาดในลักษณะอาการเหมือนมีคนฉีกดังแคว่กๆ

    ไลล่าตระหนกตกใจร้องกรี๊ดเต้นเร่าๆ รัมภาถลาเข้ามากอดลูกสาวไว้

    “หม่ามี้...รูป...รูปหนูไม่มีหัว หัวขาดไป”

    “ยืนเฉยๆ เดี๋ยวเศษกระจกบาด หยุดลูก ยืนเฉยๆก่อน”

    “ไลล่าจะเดินไปห้องน้ำ แล้วรูปก็ตกมา แล้วใครก็ไม่รู้ฉีก...หนูมองไม่เห็น ฮือๆ หม่ามี้ ไลล่ากลัว...” ไลล่าสะอึกสะอื้นขวัญเสีย รัมภากอดปลอบลูกน้อย แต่ดวงตาเธอประหวั่นพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด

    หลังจากกล่อมลูกหลับไปแล้ว...ค่อนข้างดึก รัมภาตกใจกับเสียงเอะอะของพวกบุญสืบที่แตกตื่นว่าทำไมจู่ๆไฟดับทั้งบ้าน แล้วเหมือนมีเสียงใครลากโซ่เดินไปเดินมาแต่ไม่เห็นตัว

    บุญสืบกับพ่อแม่เข้าใจว่าไฟดับเพราะฟิวส์ขาด แต่สำหรับรัมภานั้นเธอสังหรณ์ใจว่าต้องไม่ใช่ไฟดับธรรมดาแน่!

    ทันใดนั้น ไฟในบ้านมีอาการประหลาดติดๆดับๆ บุญสืบสะดุ้งแทบโดด บอกแม่ที่ลืมโทรศัพท์มือถือไว้รีบหยิบจะได้ออกไปจากที่นี่เสียที พอนางคำคว้ามือถือ กลับมีเลือดหยดลงหลังมือจนแกร้องจ๊าก บุญสืบเงยหน้ามองเพดาน ปรากฏว่าเห็นผีแพงอยู่บนขื่อ กำลังมองลงมาอย่างน่ากลัว

    “ผีๆๆ ผีอยู่ตรงนั้น” บุญสืบตะโกนลั่น แล้ววิ่งกระเจิงหนีกันอลหม่านสามคนพ่อแม่ลูก

    ด้านรัมภาออกจากห้องลงมาชั้นล่าง อาการของเธอตื่นตระหนกไม่แพ้สามคนใช้ที่วิ่งกันวุ่นวายท่ามกลางความมืดภายในบ้าน

    ผีแพงพุ่งมาดักหน้าบุญสืบ ทำให้บุญสืบกลิ้งตกบันไดได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ส่วนนางคำกับตาหล้าเบรกไม่อยู่ชนเสาเปรี้ยงล้มลงก้นจ้ำเบ้าเจ็บแทบลุกไม่ขึ้น

    “เอ็งสามคนไปซะจากบ้านนี้ ไม่งั้นข้าจะเอาให้ตาย ข้าต้องการให้พวกมันอยู่อย่างเดียวดาย เหมือนที่ข้าเคยอยู่” ผีแพงคำรามแล้วหัวเราะร่า

    รัมภาวิ่งมาเห็น แม้ไม่ถนัดนักเธอก็จำได้ว่าเป็นผียายแพง!

    “วันนี้...วันตาย...” แพงหันขวับมาหมายฆ่ารัมภา แต่วิญญาณอบเชยพุ่งเข้าขวาง ผลักแพงกระเด็นไป

    “อย่าคิดมาแตะต้องลูกและหลานกู”

    แพงโกรธแค้นร่ายมนต์คาถาหมายทำร้ายอบเชย แต่อบเชยกลับยืนเฉยไม่สะทกสะท้าน

    “แม่ชื่นกลิ่นภาวนาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กูทุกวัน มึงทำอะไรกูไม่ได้อีกต่อไป”

    “ทำมึงเจ็บไม่ได้ แต่ขังมึงได้ก็พอแล้ว”

    แพงเพ่งมองอบเชย...ฉับพลันโซ่ของแพงพุ่งมารัดรอบตัวอบเชยแน่น รัมภามองเห็นทุกอย่าง เธออุทานเรียกคุณแม่ด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่อบเชยก็ดิ้นรนจะให้หลุดจากโซ่

    “อีแพง...ปล่อยกูนะ”

    “อีชื่นกลิ่น มึงอยากอยู่บ้านนี้นักใช่มั้ย...ได้ นับจากนี้ทุกคืนทุกวัน มึงกับลูกจะอยู่กับความกลัวจนต้องกลายเป็นบ้า บ้าจนตายเหมือนกับกู”

    รัมภาหวาดกลัวถึงขีดสุด วิ่งกลับขึ้นห้องนอนปลุกลูกแฝดให้รีบตื่น เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว...ในที่สุด รัมภาต้องอพยพลูกๆไปอาศัยบ้านวรรณศิกากลางดึก

    “ขอบคุณคุณวรรณมากเลยนะคะ ที่อนุญาตให้เรามานอนที่นี่”

    “พอดีคุณสามีไปจีน ไปทำงานตั้งเดือน ยังไงก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว อย่าห่วงเลยค่ะ แล้วหนูสองคนนี้ก็ไม่ดื้อไม่ซน ดีเสียอีก ป้าจะได้ไม่เหงา”

    “เราต้องอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ครับ” รัสตี้ตั้งคำถามแต่รัมภายังตอบไม่ได้

    “อย่าเพิ่งไปสนใจเลยนะ คืนนี้นอนที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เดี๋ยวปิดบ้านให้เรียบร้อยก่อน แล้วขึ้นไปนอนกัน” วรรณศิกาตัดบท รัสตี้กับไลล่าพยักหน้ารับเศร้าๆ

    ooooooo

    เช้าขึ้น รัมภาไปเยี่ยมพวกบุญสืบที่โรงพยาบาล สอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง ตาหล้ากับนางคำเจ็บเล็กน้อยตามแขนขา แต่บุญสืบหัวแตกต้องเย็บ กำลังหลับเพราะฤทธิ์ยาที่หมอให้

    “ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องค่ารักษาให้ อยู่พักให้สบายเถอะ”

    “คุณก็เห็นเหมือนเราสามคนใช่ไหมครับ”

    รัมภาพยักหน้าแทนคำตอบ ตาหล้ายิ่งกลัวหนักในความเฮี้ยนของผี เอ่ยปากชวนเมียกลับบ้านนอกกันดีกว่า

    “พูดไปเรื่อย ถ้าเราไปแล้วคุณหนูกับคุณผู้หญิงจะอยู่กับใคร” นางคำบ่นสามี

    “เอาอย่างนี้นะ เพื่อความสบายใจ อยู่พักกันที่โรงพยาบาลนี้ก่อนทั้งสามคนนั่นแหละ ฉันปิดบ้านนั้นไปแล้ว ตอนนี้ รัสตี้ ไลล่าก็ไปอยู่บ้านคุณวรรณเหมือนกัน”

    “ตกลงคุณจะทิ้งบ้านจริงๆหรือครับ”

    รัมภาถอนใจ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี... หลังจากคิดไม่ตกมาวันเต็มๆ วันถัดมารัมภาไปพบลุงช่วงที่บ้านพัชนี โดยที่อนุกูลก็อยู่ด้วย

    “นี่ถึงกับต้องหอบลูกไปอยู่กับหนูวรรณเชียวหรือ” ลุงช่วงเอ่ยหน้าเคร่ง

    “ตัวเองตายไม่กลัวหรอกค่ะคุณลุง แต่ห่วงลูกกับคนงาน นี่ก็เจ็บกันระนาวไป”

    “ผียายแพงต้องการอะไรคะคุณลุง คุณลุงเห็นนิมิตเกี่ยวกับยายแพงไหมคะ”

    ลุงช่วงส่ายหน้าตอบหลานสาวไม่ได้ แต่รัมภาโพล่งขึ้นว่า

    “เขาต้องการพรากเราจากกัน ต้องการให้พี่เป็นบ้าเหมือนเขา”

    “อะไรนะคะ” พัชนีอุทานตกใจ อนุกูลเองก็ห่วงรัมภา บอกเธอว่าอย่ากลับไปบ้านนั้นเลย หาเช่าบ้านข้างนอกดีกว่า

    “ไม่ได้ค่ะ”

    “ทำไมล่ะครับ คุณเคยบอกว่าอยากรู้ต้นเหตุของเรื่อง แล้วตอนนี้คุณบอกว่าคุณรู้แล้ว...แล้วยังจะอยู่อีกทำไม”

    รัมภาไม่สนใจอนุกูล หันไปถามลุงช่วงว่า เรามีชีวิตวนเวียนในภพชาติต่างๆเพื่ออะไร?

    “ทุกภพชาติคือการเรียนรู้ ดวงจิตที่มีปัญญาจะใช้ภพชาติเหล่านี้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของตนเอง ให้ไปอยู่ในที่ที่สูงขึ้น”

    “ใช่...ชาติที่แล้วคุณหลวงตาย ฉันก็ตาย ความแค้นและผีร้ายยังคงอยู่ หากฉันทิ้งชาตินี้ไปโดยไม่พยายามแก้ไข เมื่อกลับมาเกิดใหม่ฉันก็ต้องพบกับสิ่งเหล่านี้อีก”

    “ใช่ ต้องสู้ สู้แล้วแพ้ก็แค่ตาย แค่ล้ม แต่เชื่อเถอะ คุณจะไม่ล้มที่เดิม”

    “ที่สำคัญ ฉันทิ้งคุณมนไม่ได้ แล้วไหนจะร่างคุณยายทวดที่ยังไม่ได้เผา ฉันทิ้งพวกเขาไม่ได้”

    “โอเคไปสู้กับผีกันขนไปเลย ปืน ระเบิด อาวุธ ชีวภาพ เอ๊ะ ผีไม่กลัวนี่ ทำไงดี” อนุกูลถามประชดประชัน

    พลัน! รัมภาเหลือบไปเป็นรูปพระบนหลังตู้ เธอเขม่นมองแล้วเปรยว่า พระสงฆ์รูปนี้หน้าตาคุ้นจัง เหมือนอาจารย์เปรื่อง...พัชนีค้านทันที

    “ไม่ใช่ค่ะ ท่านชื่อครูบาขวัญเมือง พระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานที่คุณลุงท่านนับถือ”

    “พี่หมายถึงพระรูปนี้ ท่านคืออาจารย์ที่ปราบผียายแพงเมื่อชาติที่แล้ว”

    “เหรอครับ ท่านนี้ชื่อเปรื่อง...แล้วชาติที่แล้วผมชื่ออะไรครับ” อนุกูลตั้งใจประชด แต่คำตอบของรัมภา กลับทำเขาสะดุ้งไปพร้อมพัชนี

    “ชื่อกล้า...ส่วนคุณพัชชื่อบัวสวรรค์”

    “เฮ้ย!!” หนุ่มสาวอุทานเป็นเสียงเดียวกัน

    “คุณรักกัน คุณมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน คุณหนีกันไม่พ้นหรอกค่ะ” รัมภาย้ำหนักแน่น...ยิ่งทำให้อนุกูลกับพัชนีตกใจมากขึ้นไปอีก อนุกูลหันมองลุงช่วงแล้วหน้าซีด ป้องปากบอกรัมภาว่า

    “อูย...คุณภา เดี๋ยวลุงช่วงเอาปืนมายิงผม...เรายังไม่ได้เล่าให้ท่านฟัง”

    “ไม่ชอบยิงปืน” ลุงช่วงสวนทันควันด้วยสีหน้านิ่งขรึม อนุกูลยิ่งซีดด้วยความกลัว พูดอ้อมแอ้มว่า ท่านถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต...ลุงช่วงกลับโพล่งขึ้นว่า ชอบใช้มีด!

    ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยง แต่ครู่เดียวก็ยิ้มได้ เมื่อเห็นลุงช่วงหลุดขำออกมา

    “ล้อเล่นเหรอครับ ใจตกลงไปถึงตาตุ่ม เห็นหน้านิ่งๆ มีมุกด้วยแฮะ”

    ลุงช่วงกับพัชนียิ้มขำอนุกูล แต่รัมภาไม่ได้สนใจอะไรอื่น นอกจากรูปครูบาขวัญเมืองที่เหมือนอาจารย์เปรื่องในอดีตชาติ

    “คุณลุงคะ ฉันอยากเจอกับพระรูปนี้ค่ะ” รัมภาขอร้อง ซึ่งลุงช่วงไม่ขัดข้อง เขานำทางเธอไปพร้อมพัชนีและอนุกูลในวันนี้ทันทีเลย

    ลุงช่วงพาทั้งสามคนไปยังวัดแห่งหนึ่ง ขณะเดินตามกันเข้าไปในอาณาบริเวณกว้างขวางของวัด ลุงช่วงให้ข้อมูลเกี่ยวกับครูบาขวัญเมืองว่า ท่านเป็นพระธุดงค์ ปกติท่านจะไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นง่ายๆ

    อนุกูลไม่เข้าใจ ถามว่าไม่ปรากฏตัวแปลว่าท่านหายตัวได้ใช่ไหม พัชนีจึงอธิบายว่า ธุดงค์หมายความว่าท่านนิยมไปอยู่ในป่า ไม่ออกมาสุงสิงกับผู้คน

    ครูบาท่านนี้ ท่านมีชื่อเสียงด้านอภิญญา...อภินิหารน่ะ”

    “นั่นไง...คุณลุงเคยเห็นกับตาไหมครับ”

    “ไม่ครับ ไม่มีใครได้เห็น พระที่แท้จะไม่แสดงสิ่งเหล่านี้ ผิดศีลครับ ปัญญาสำคัญที่สุด ในศาสนาของเราคือปัญญาพ้นทุกข์ ไม่ใช่ของพวกนี้”

    “ถ้าวันนี้เห็นก็ดีเนอะ ผมอยากเห็น”

    “คุณนุ...ไม่เอานะคะ อย่าทำเป็นเล่น”

    ทั้งหมดกำลังจะเดินผ่านสวนร่มรื่น ลุงช่วงเหลือบเห็นครูบาขวัญเมืองนั่งอยู่ใต้กลด “โชคดีจริง ท่านอยู่ตรงนั้น”

    “คุณภาคะ นี่เรื่องปาฏิหาริย์ชัดๆ ปกติคนจะรอพบท่านเยอะมาก นี่ไม่มีคนเลย เหมือนท่านรอคุณภาอยู่เลยค่ะ” พัชนีประหลาดใจ

    “นี่คงเป็นเวลาที่ฉันจะได้แก้ไขทุกอย่าง ถึงเวลาแล้ว อาจเป็นเวลานี้แหละที่ฉันจะเอาชนะผียายแพงได้เสียที”

    “ใช่ค่ะ เราต้องชนะ ต้องชนะเสียที...ไปค่ะ”

    ทั้งหมดเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ เพียงเสี้ยวนาทีที่คลาดสายตาจากกลดของครูบา มองอีกทีกลับไม่มีท่านและกลดในบริเวณนั้น...ทุกคนยืนงงหน้าซีดไปตามกัน

    “ท่านไม่อยู่แล้ว” ลุงช่วงเอ่ยขึ้นมา

    “เป็นไปไม่ได้ หายไปหมดเลย แค่เก็บข้าวของนั่นก็ต้องใช้เวลาตั้งนาน แต่นี่หายไป...หายไปหมด” รัมภาไม่เชื่อ เดินวนไปมามองหาท่าน...พัชนีบอกว่า ที่โล่งแจ้ง ถ้าท่านเดินไปก็ต้องเห็น

    “นี่ไง...หายตัว...ผมไม่น่าพูดเล่นเลย ขอโทษครับคุณภา คงเพราะผมพูดท้าทายท่าน”

    “ไม่ใช่เพราะคุณนุหรอก ไม่ใช่เพราะคุณ แต่เพราะฉัน...โธ่ ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ ลูกต้องการความช่วยเหลือ แต่ท่านให้ไม่ได้ หรือเพราะลูกไม่มีวาสนา ลูกต้องแพ้ผีตนนั้น ต้องแพ้อีกแล้วหรือคะ”

    รัมภาคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร...ครั้นวันต่อมาที่รัมภาตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านของตน ลุงช่วงได้มอบสร้อยพระให้เธอติดตัวไว้

    “ถ้าอยากกลับบ้านจริงๆ สวมสร้อยพระองค์นี้ เอาไว้ พระพุทธคุณของท่านจะปกป้องหนู”

    รัมภาไหว้ขอบคุณลุงช่วง พัชนียังเป็นห่วงถามรัมภาว่า จะให้ตนไปนอนเป็นเพื่อนไหม?

    “ถ้าคุณไป ผมก็ไป ไปกันหมดสามคน ให้คุณวรรณดูแลเด็กๆที่บ้านของเขา” อนุกูลแทรกขึ้น

    “ไม่ค่ะ ฉันทำให้ใครเป็นอะไรเพราะผีตนนั้นไม่ได้อีกแล้ว ฉันจะกลับไปที่บ้านนั้นคนเดียว ที่จริงฉันไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะคะ วิญญาณของคุณแม่... เอ่อ...ยายทวดอยู่กับฉันเสมอ พวกคุณไม่ต้องห่วง”

    เป็นอันว่ารัมภากลับมาบ้านคนเดียว ห้องแรกที่ตรงเข้าไปคือห้องโถงที่ตั้งวางโลงศพของอบเชย...เธอจัดการเปลี่ยนดอกไม้ ก่อนจุดธูปพูดกับศพว่า

    “มันต้องมีวิธี...มันต้องมีวิธีใช่ไหมคะคุณแม่ หนูต้องหาวิธีปราบผีตนนั้นให้ได้”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:13 น.