นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ทันทีที่ศามนกับรัมภาพาลูกแฝดชายหญิงก้าวลงจากเครื่องบินเหยียบผืนแผ่นดินไทยบ้านเกิดเป็นครั้งแรก ต่างก็สูดลมหายใจเข้าปอด ยิ้มร่ามองฟ้าอันสดใสเป็นครั้งแรก ในหลายสิบปีที่ตามครอบครัวของทั้งสองฝ่ายไปอยู่ต่างแดน ตั้งแต่ครั้งยังวัยรุ่น ทั้งสี่ชีวิตต่างเดินพลางกอดรัดฟัดเหวี่ยงลูกชายและลูกสาวเล่นพลางเดินพลางขึ้นรถเข้าสู่อาคารอย่างที่หลายคนทั้งไทยและต่างชาติ มองอย่างพลอยมีความสุขไปด้วย

    ศามนร้องบอกลูกว่า ถึงบ้านเราแล้ว ลูกๆทั้งสองร้องเรียกไทยแลนด์ชัดคำ เพราะพ่อแม่สอนและพูดไทย ตั้งแต่เกิด...รัมภาจับลูกไว้ไม่ให้ห่าง ตอบคำถามลูกที่ซักไซ้เรื่องบ้านใหม่อย่างเริงร่าตามประสาเด็ก...จากประตูช่วยกันลากกระเป๋า ผ่านผู้คนมากมายไปยังด้านหน้าที่รอรถเข้าเมืองบางกอก...ผ่านหลายชีวิตที่ขวักไขว่ไปมา...แต่พอเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังออกแรงยื้อยุดฉุดกระชาก โดยมีผู้หญิงสาวอีกหนึ่งนางเป็นตัวปัญหา จากการออกเสียงเถียงกันสลับการลงมือ ก็รู้ว่าภรรยาไม่ยอมให้สามีจับเครื่องบินพาสาวน้อยนางนั้นหนีไปเที่ยวกัน...

    ภาพชีวิตเหล่านี้ ทำให้รัมภารำพึงถึงชีวิตสิ่งแวดล้อมที่รายรอบผู้คนทั้งหลาย มันช่างสับสน วุ่นวายจนสุดจะหยั่งคาด ขณะนั่งรอรถอยู่นั้น รัมภากลับคิดเตลิดไปไกล...อะไรที่ทำให้คนเราเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร...แล้วเธอก็ได้พบ...ชีวิตคนเรามีบางสิ่งบางอย่างที่รัดร้อยชีวิต เราเอาไว้...สิ่งนั้นมันคืออะไร?

    รัมภามองไปทางพ่อลูก รัสตี้ ลูกชายกำลังเล่นเชือกที่เป็นบ่วงกลมๆ สอดไว้ที่นิ้วกลางข้างขวาและข้างซ้าย แล้วใช้นิ้วอื่นๆช่วยดึงบ่วงตรงกลางฝ่ามือให้พันกันไปมา โดยมีไลล่าแฝดผู้น้องเล่นด้วย

    “บ่วง...” รัมภารำพึงคนเดียว “บ่วงที่รัดร้อยชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน บ่วงที่วนเวียน ไม่มีวันจบสิ้น บ่วงที่ทำให้หัวใจของเราเติมเต็ม บ่วงที่ทำให้เรามีแรงต่อสู้ บ่วงที่ผลักดันให้เรามีแรงตื่นขึ้นมาทุกวัน...บ่วงนี้เอง บางครั้งมันทำให้น้ำตาเรารินไหล...ฉันเรียกบ่วงชนิดนี้ว่า...บ่วงแห่งความรัก...”

    รัมภาเห็นลูกชายบอกให้พ่อเล่นบ่วงดูบ้าง ศามนรับบ่วงเชือกไปใส่มือตัวเองเล่น พ่อเกี่ยวผิดเกี่ยวถูกไม่กี่นาทีก็ติดบ่วงหนึบทันที ลูกทั้งสองบอกพ่อว่า มันติดแล้ว

    “พ่อทำมันติดหรือ” ศามนถามลูก

    “ถ้ามันติด เราก็ต้องยกทิ้ง แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างเดียวครับพ่อ” รัสตี้ตัดสิน

    รัมภานึกถึงชีวิตที่ผ่านมายาวนาน จำภาพที่สามีภรรยาทะเลาะกัน โดยมีสาวอีกคนมาเป็นตัวปัญหา  รัมภาได้เห็นศามนเล่นบ่วงจนติด รัมภาคิดว่า...ในโลกนี้ไม่ได้มีเฉพาะบ่วงรัก...มันยังมีบ่วงชนิดอื่นอยู่ด้วย...ชีวิตเราจะเดินไปทางไหน มีหรือมันจะเหมือนเดิมตลอดไป?...

    ooooooo

    รถลีมูซีนจากสนามบินวิ่งเข้ามาจอดหน้าเรือนหลังใหญ่ที่รายรอบไปด้วยสวนไม้ใหญ่และไม้ดอกร่มรื่น พ่อแม่ลูกลงจากรถมองไปรอบๆอย่างตะลึงลาน ศามนพึมพำ เขารู้สึกเหมือนฝันไป...แต่รัมภาเก็บความรู้สึกไว้ หันไปจัดการกับข้าวของและคนขับรถ แล้วหันมาตอบคำซักถามของลูกๆที่ดูตื่นเต้น

    ศามนเอ่ยกับรัมภา ขณะที่ลูกๆต่างวิ่งเล่นสนุกกับบ้านใหญ่ที่เรียกว่าคฤหาสน์ ศามนเล่าว่า คุณทวดไม่อยากให้ใครมาอยู่ที่นี่ เขาเองก็ลืมไปแล้ว พอทนายเอารายการมรดกมาให้ดู เขารู้ทันทีว่า เขาต้องการบ้านพร้อมที่ดินห้าไร่นี้ เหมือนปาฏิหาริย์ พวกพี่ๆยกบ้านให้เขา เอาสมบัติอื่นๆไปแทน...รัมภารู้ดีว่า เด็กๆเคยอยู่ที่แคบๆเมืองนอก มาเจอที่นี่ สงสัยจะนอนไม่หลับกัน

    “ภา...ถึงเวลาที่เราจะมีความสุขเสียที ผมสัญญานะ ต่อไปนี้ผมจะทำให้คุณและลูกๆมีความสุข”

    ศามนโอบกอดรัมภา เดินตามลูกๆที่วิ่งนำหน้าไป พวกเขาวิ่งไล่กันไปตามสวนไม้ดอกหลากสี มีเสียงนกร้องตามสุมทุมพุ่มไม้...แล้วก็มาถึงสระน้ำที่คั่นบ้านหลังใหญ่ และบ้านสวนหลังเล็ก มีต้นไม้ขึ้นรกเพราะไม่มีใครไปยังบ้านหลังเล็ก แต่ในสระน้ำบัวลอยเหนือผิวน้ำที่พลิ้วลม ฝูงผีเสื้อบินไล่กันดูสวยงาม...รัมภาเองสูดลมเข้าปอด แล้วพึมพำว่า บรรยากาศอย่างนี้ทำให้เธอเป็นสุขมาก...อย่างที่ศามนสัญญาไว้...

    ooooooo

    หลังจากศามนให้บุญสืบ เด็กหนุ่มลูกคนเฝ้าบ้านเอาของไปเก็บแล้ว พารัมภาและลูกชาย รัสตี้ ไลล่า

    ลูกสาวคู่แฝดขึ้นบ้านใหญ่...แล้วรัมภากับลูกๆที่เอิบอิ่มความสุขมาเมื่อสักครู่ ต่างก็หยุดชะงัก ยืนตาค้าง ถามสามีเมื่อเห็นโลงศพตั้งตระหง่านว่า ทำไมไม่เอาไปไว้ที่วัด

    “ศพคุณทวดของเรานะ” ศามนตอบเบาๆ ขณะรัมภายังยืนงง เสียงไลล่าร้องถามรัสตี้ว่าอะไรนั่น รัสตี้บอกน้องว่าศพคนตาย แล้วยังตะโกน “ผี” เสียงลั่น รัมภาปิดปากไม่ทัน รัสตี้เจ้าปัญหาเริ่มสร้างความกลัวต่อ บอกว่าผีอยู่ในโลงนั่น...ผีกำลังลอยออกมาแล้ว...ไลล่ากลัวสุดขีด ร้องกรี๊ดดดดด...แล้วยังมีบุญสืบ เด็กหนุ่มลูกคนเฝ้าบ้าน เอาของไปเก็บแล้วผวามากรี๊ดด้วยอีกคน รัมภารีบกอดไลล่า พร่ำปลอบแทบไม่หายใจว่า ไม่มี ผีไม่มี สั่งให้หยุดกรี๊ด...แล้วให้ลืมตาดู ไม่มีอะไรเลย...แต่รัสตี้ยังไม่หยุด ต้องการสำแดงให้ใครๆรู้ว่า เขาจะปราบผีให้ดู ว่าแล้วชี้ไป บอกทุกคนว่าผีมาแล้ว ตัวเบ้อเร่อ ชี้ไปที่ประตู ไลล่ายิ่งตัวสั่นงันงก กรี๊ดยาว ศามนต้องสั่งรัสตี้ให้หยุด เพราะน้องกลัวสั่นไปทั้งตัวแล้ว...รัสตี้ยังหยิบไม้มากวัดแกว่งทำเป็นสู้จนผีถูกฟันขาดสองท่อนไปแล้ว...ทั้งศามนและรัมภาช่วยกันปลอบไลล่าว่า แค่รัสตี้โกหก กอดปลอบไลล่าเป็นนาน จึงค่อยๆหายกลัว

    เมื่อเด็กๆเห็นบุญสืบมานั่งเบียดปอดแหกอยู่ด้วยอีกคนจึงถามกันขึ้นว่าคนนี้ใคร ยายคำเดินมาตบกะโหลกบุญสืบ หาว่าทะลึ่งมายุ่งพวกท่านที่นี่ทำไม?

    จากนั้นศามนจึงพาลูกเมียลงไปคุยกับยายคำ ตาหล้าผู้สามีและลูกชายบุญสืบที่สนามหน้าบ้าน รัมภาจึงได้รู้ว่า ศามนอยู่บ้านคุณพ่อเขา ตอนราวสิบขวบ ศามนเคยมาที่บ้านคุณทวดนี้ จากนั้นไม่ได้มาอีก...ยายคำเล่าแทนตาหล้าเพราะขี้ลืม...

    “คุณทวดสั่งให้เก็บศพไว้ในบ้าน ห้ามเคลื่อนย้าย ทุกเย็นให้นิมนต์พระมาสวดที่นี่ ห้ามเผาเด็ดขาด”

    “อะไรนะ” รัมภาหันมองสามี “จะมีศพอยู่กลางบ้านยังงี้ตลอดไปเนี่ยนะ...คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนใช่ไหมคะ”

    รัมภาของขึ้น ลุกพรวดเดินหนีไปทันที...ศามนรีบตามไปเปิดอภิปรายกันยกใหญ่ ศามนตอบคำถามตัดพ้อต่อว่าแทบไม่ทัน รัมภาหาว่าเขารู้ แต่ปกปิดเธอ กลัวเธอจะไม่มาด้วย แล้วดูซิลูกคงนอนไม่หลับ เขาอาจล้มป่วย... ศามนพยายามแก้ว่า เขาไม่ปกปิด แต่นี่คุณทวดของเขา

    “กลายเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เมื่อไหร่ ผีสางที่ไหนจะมี คนตายไปแล้ว” ศามนตัดบทรวบรัด...

    เสียงหัวเราะหึๆดังมา มันเป็นเสียงหยามหยันของนางแพง ศัตรูของคุณทวด...ศามนได้ยินชัด หันไปมองตามเสียง แต่ไม่เห็นใครที่หลังต้นไม้นั้น...ศามนไม่เชื่อเรื่องผี จึงเดินไปตรวจดูอีกครั้ง ถามว่าใคร ลูกรัสตี้หรือเปล่า? เมื่อไม่เห็นใคร จึงได้แต่แปลกใจ

    รัมภาพยายามเก็บความรู้สึก บางครั้งก็คิดทบทวนเรื่องศพคุณทวด...เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ก็ยังอดเดินมาที่หน้าโลงศพไม่ได้ มองรูปถ่ายคุณทวดแล้วก็คิดว่า

    ตัวเองคงคิดมากไป...พอจะเดินจากไป กลับมีลมพัดเข้าหน้าวูบใหญ่...แล้วมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังมา มันคงจะเป็นเสียงคุณทวด เพราะเพลงนั้นโบราณ ฟังเย็นๆและมีมนต์ขลัง บางครั้งน่ากลัว...พอฟังไป เพลงนั้นซ่อนความรัก

    ของแม่กับลูกไว้อย่างลึกซึ้ง รัมภาถามตัวเองว่า เสียงมาจากไหน? รัมภามองไปที่รูปคุณทวด เธอเห็นเป็นรอยยิ้มในหน้า รัมภาใจหายวูบ ถอยไปชนข้างฝา ไลล่าเดินมาเห็น ถามว่าหม่ามี้เป็นอะไร? รัมภารีบอุ้มลูกเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทั้งบอกลูกสาวว่า เธอคงเพลีย ยังปรับเวลาไม่ได้...แล้วบอกลูกอีกว่า แม่คงตาฝาดไปเท่านั้น ไม่มีอะไร

    ooooooo

    อนุกูล คือรองผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัทที่ศามนจะย้ายมาเป็นเอ็มดีในเมืองไทย หลังจากทำงานที่เมืองนอกมาหลายปี อนุกูลกำลังจะพาวรรณศิกา เลขาที่กำลังจะพากันไปต้อนรับศามน เจ้านายคนใหม่ โดยมีพัชนี ผู้ช่วยเลขาที่เพิ่งมาทำงานใหม่ไปด้วย พอเจอกับอนุกูล ท่าทางหน้าตาดี แต่ขี้หลี พูดโทรศัพท์กับสาวๆพวกกิ๊ก สับรางหลีกกันแทบไม่ทัน...

    ขณะนั่งรถไปพบศามน อนุกูลก็เยาะหยันพัชนีว่า เชยมาก ใส่แว่นตาหนา ไม่ยอมให้เดินด้วยแน่ อย่างนี้ไปบวชชีจะดีกว่า ส่วนพัชนีก็ตอกหน้าอนุกูลไม่รามือ หาว่าเขากะล่อน ผิดศีลผิดธรรม หลอกผู้หญิงไปวันๆ

    ตอนหนึ่ง อนุกูลรับโทร.มือถือนัดสาวที่โทร.มา ว่าจะพาไปดริ๊งก์กันที่ผับ แล้วยังกำชับให้สาวเอาจีสตริง ตัวใหม่มาอวดเขาด้วย พัชนีไม่รู้จักจีสตริง เปรยถามขึ้น ทั้งสองคนรู้ว่าพัชนีไม่รู้จัก อนุกูลจึงแกล้งบอกว่า เป็นกล้องถ่ายรูป คุณวรรณศิกาก็มีอันหนึ่ง วรรณศิกาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

    เมื่อมาถึงบ้านใหญ่ ศามนพารัมภาและลูกมาต้อนรับลูกน้องทั้งสาม พร้อมแนะนำกันเสร็จ วรรณศิกาให้บุญสืบเอาของที่หามาฝากเจ้านาย ทั้งของกินซึ่งเป็นอาหารฝรั่งที่คิดว่าพวกเจ้านายคงไม่สันทัดอาหารไทย มีทั้งของใช้ประจำตัวและในบ้าน...ส่วนพัชนีหันไปค้นกระเป๋า บอกว่าจะเอาจีสตริงของพี่วรรณที่ว่าจะเอามาใช้ที่นี่ วรรณศิกาตกใจปิดปาก พวกศามนต่างหันหน้าหนี วรรณศิกาจึงกระซิบบอกพัชนีที่ข้างหู พัชนีตาเหลือกอ้าปากค้าง งึมงำ

    “จีสตริง แปลว่ากางเกงใน” พัชนีหันไปตวาดอนุกูลทันควัน “คุณหลอกพัช...” พัชนีอายแทบแทรกแผ่นดินหนี

    “โฮ้ยยย” อนุกูลหัวเราะกั๊กๆ “นานๆได้หัวเราะขนาดนี้...คนสมัยนี้ ใครไม่รู้จักจีสตริงบ้างเนี่ย มนุษย์ถํ้าเรอะเรา”

    วรรณศิกาพยายามให้เป็นเรื่องขำขันเล็กๆน้อยๆ ให้พัชนีเอากล้องขึ้นมาถ่ายซ้อมมือ ก่อนที่จะได้ทำงานรับแขกที่บริษัทพรุ่งนี้...

    พัชนีซ้อมถ่ายรูปไปทางสระบัว เล็งกล้องไปยังฝั่งเรือนเล็ก จึงบอกวรรณศิกากับอนุกูลว่า ตรงนั้นมีเรือนเล็กอยู่หลัง อนุกูลมองไปไม่เห็นมีอะไร จึงขอกล้องมาส่องดู...แล้วได้เห็นหลังริมนํ้ามีป่าขึ้นรก ใบไม้บังไหวไปมา มีเมฆดำลอยคลุมข้างบนเหนือบ้านเล็กนั้น...อนุกูลยังได้ยินบทสวดเป็นคาถาเขมร...

    อนุกูลไม่รู้ว่านั่นคือเสียงของนางแพงที่ใช้คาถาในบทสวดนี้สะกดผัว นั่นคือศามน ซึ่งก็คือคุณหลวงในชาติก่อน เมื่อท่องคาถามากเข้าเสียงจึงติดอยู่กับบ้าน ติดกับตัวนางแพง และยังคอยบังคับศามนจนถึงปัจจุบัน...

    อนุกูลส่องกล้องไปจึงบ่นรำคาญ คิดว่าพัชนีสวดมนต์ จึงร้องบอกให้หยุดสวดเสียที เมื่อทั้งสองคนบอกว่าไม่ได้ท่องได้บ่นอะไร อนุกูลหันมามองถึงกับอึ้งไป ถามตัวเองว่าหูฝาดรึเปล่า...แต่ก็ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง...

    การสวดศพคุณทวดในตอนเย็นมีชาวบ้านและบางคนแถวตลาดมาร่วมด้วย พิธีผ่านไปโดยเรียบร้อย

    ooooooo

    ก่อนนอนรัมภากับศามนพากันไปหาลูกทั้งสองที่ห้องนอน คิดจะอ่านนิทานให้ฟัง แต่เด็กทั้งสองหลับปุ๋ยไปแล้ว จึงห่มผ้าหอมแก้มลูก แล้วพากันกลับมายังห้องนอน คุยกันสองสามคำก่อนราตรีสวัสดิ์ ได้ยินเสียงของหนักๆหล่นทางห้องโถง เพราะนายหล้ากับบุญสืบกำลังเก็บของ เชิงเทียนหน้าหีบศพคุณทวดกลับหล่นลงมาเหมือนมีคนผลัก บุญสืบขี้ปอดพาพ่อเผ่นกลับหลังบ้านทันที

    ขณะเดียวกันสองสามีภรรยาต่างก็คิดจนนอนไม่หลับว่าเสียงของหล่นมันบังเอิญหรืออย่างไร?

    บุญสืบกลับห้องพักและเล่าเรื่องเสียงหมาหอน ลมพัด แจกันหล่นเหมือนคนผลักให้แม่ฟัง...ถามว่าหรือคุณหญิงท่านเล่นไม่ซื่อ ยายคำรีบตบปากลูกชายตามเคย แต่บุญสืบยังย้อนว่า แม่จำคำคุณหญิงท่านไม่ได้หรือ?

    บุญสืบย้อนว่า อยู่มาตั้งนานไม่มีอะไร พอพวกลูกหลานคุณหญิงอบเชยมา เหมือนวิญญาณท่านอยู่ไม่ติด...ยายคำเองก็รู้ซึ้ง...ผีคุณทวดที่พบมามีควันสีขาว ดวงตาสีฟ้าซีดๆสีหน้าหม่นหมอง ร้องเพลงกล่อมเด็กที่รัมภาเองก็เคยได้ยิน มันคือบ่วงรักและพลังความรักห่วงใยลูกหลาน...ส่วนวิญญาณอาฆาต คือผียายแพง...จะมีสีควันดำ รูปกายเทาดำ ตาแดง สีหน้าเย้ยหยัน แต่บทสวดทรงพลังด้วยมนต์ขลังพลังร้าย แต่คนที่จะได้ยินบ่อยคือศามน เพราะยายแพงท่องบ่นคาถามนต์ดำไว้มัดศามนจนข้ามภพชาติ...มันเป็นคาถาพลังแห่งความริษยาอาฆาตแค้นอย่างบ้าคลั่งของยายแพงที่ยังหลงรักปักแน่น แม้จะล่วงเลยมาชาตินี้ คุณทวดหรือคุณหญิงอบเชยจึงไม่ยอมให้เผาศพตัวเอง เพื่อจะวนเวียนปกป้องคนที่รักและห่วงใย ไม่ให้วิญญาณร้ายของยายแพงมาอาฆาตมาดร้ายเหมือนชาติปางก่อน...

    วันที่ท่านจะสิ้นใจ ทุกคนมาดูแล รวมทั้งหมอด้วย แต่คุณทวดเหมือนเสียสติ มองไปที่ปลายเตียง ร้องด่าเหมือนมีคนมายืนอยู่ ท่านตวาด...อย่ามาทำลูกกู กูจะปกป้องลูกหลานกู ถึงตายวิญญาณกูจะมาอยู่กับลูกหลานกู...หมอรีบมาดูอาการ ยายทวดเริ่มร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังลั่น

    “ฮือ...ลูกกู หลานกู...มึงอย่าทำ...อย่าทำ กูไม่ให้มึงทำ...”

    หมอได้แต่บอกทุกคนว่า คุณทวดสร้างภาพ คิดไปเองว่าลูกหลานจะถูกทำร้าย...ยายคำพึมพำว่า...รักมากก็ห่วงมาก แต่บุญสืบยังคิดไกล...เมื่อเป็นบ้า ตายไปแล้วอาจมาเอาชีวิตลูกหลานไปด้วย...ยายคำตบหัวลูกชายอีกสั่งสอนว่า ห้ามพูดแบบนี้ให้คุณผู้หญิงคุณผู้ชายได้ยินเป็นอันขาด...

    บุญสืบกับพ่อแม่ที่พูดมา หารู้ไม่ว่า คุณรัมภามายืนฟังอยู่ข้างฝาห้องด้านนอกนานแล้ว...รัมภายิ่งคิดก็ยิ่งเนื้อตัวสั่นหวาดกลัวเต็มที่...แสงฟ้าแลบแปลบๆ แล้วผ่าเปรี้ยงลงมาก่อนฝนจะตก รัมภาก้าวหนีไปทั้งๆที่ขาสั่นเดินไม่ตรงทาง เกิดกลัวบ้านนี้ขึ้นมาอีก รีบผวากลับเข้าห้อง ดึงผ้าห่มคลุมโปง เนื้อตัวสั่นเทา...ทั้งๆที่พยายามปลอบใจว่า มันแค่เรื่องนายสืบจอมปอดแหกพูดเท่านั้นก็ตาม...

    ooooooo

    พระจันทร์ถูกเมฆดำปกคลุมพายุพัดแรงเป็นครั้งคราว เสียงสุนัขเห่าหอนทำให้ยิ่งน่ากลัวสำหรับคืนนี้ หน้าต่างที่ห้องนอนเด็กถูกลมพัดซัดเปรี้ยง...พร้อมกันนั้น...ควันดำจากมนต์ดำของยายแพงลอยเข้ามาในห้อง เสียงสวดมนต์เขมรดังแรงขึ้น...

    รัสตี้กับไลล่าต่างก็ตื่นขึ้นมามองหน้ากันเหมือนถูกสะกด รัสตี้ชวนไลล่าออกไปเล่นกัน ทั้งสองพากันออกจากห้องอย่างว่าง่าย...ทั้งสองเดินฝ่าสายฝนไปทางสระน้ำเหมือนถูกสะกด...แต่ไลล่าเดินช้าลง ทั้งบอกรัสตี้ว่าฝนตกหนักขึ้นแล้ว กลับบ้านดีกว่า แต่รัสตี้ต้องมนต์ดำยํ้ายืนกราน...ไปที่สระนํ้าก่อน...

    ขณะที่ทั้งศามนและรัมภาหลับใหลไม่รู้เรื่อง...แต่รัมภาเหมือนกึ่งฝัน...เธอได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของคุณทวด เสียงกล่อมดังขึ้นอย่างเร่งร้อน...เหมือนจะปลุกให้รีบไปช่วยลูก...ในขณะที่ริมสระบัว ไลล่ากลัวเรียกพี่ชายให้กลับบ้าน แต่รัสตี้ฉุดลากน้องสาวฝ่าสายฝนจะไปให้ถึงสะพานให้ได้

    เวลาเดียวกันที่บ้านพัชนี เธอตื่นนอนมาดื่มนํ้า แล้วเอาซองรูปที่ไปถ่ายมาจากคฤหาสน์เจ้านายมาดูฝีมือใหม่ของตัวเอง ลุงช่วงตื่นมาดูรูปฝีมือหลานสาวด้วย เหมือนจะเคยเห็น จะเป็นการนั่งทางในที่ลุงผู้ถือศีลกินเจชอบนั่งเป็นประจำก็ว่าได้ ลุงเห็นบ้านหลังเล็กแล้วเกิดรู้สึกผิดปกติ รีบกลับเข้าห้องพระหลังเร่งให้หลานสาวรีบเข้านอน

    ที่สะพานข้ามไปบ้านเล็ก เด็กทั้งสองเหมือนถูกมนต์ร้ายของนางแพงสั่งให้ข้ามสะพานไม้ผุๆไปให้ได้ แต่สองพี่น้องเห็นสะพานเก่าๆเกิดลังเล เกรงจะหักโค่นลงนํ้า จึงยืนนิ่ง ไลล่าพยายามดึงพี่ชายกลับไปหาแม่

    ooooooo

    เสียงพายุและสายฝนพัดกรูเข้ามาในห้องโถงถล่มที่ตั้งศพคุณทวด หน้าต่างกระแทกดังปึงปัง ข้าวของล้มระเนระนาด กระแทกรูปคุณทวดเหมือนจะให้เห็นว่าท่านทำร้ายลูกหลานตัวเอง...รัมภาสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กยังดังชัดและดุดันขึ้นทุกที...ทำให้นึกถึงคำของบุญสืบว่าคุณทวดจะเอาชีวิตลูกหลานไปอยู่ด้วย...รัมภาร้องเรียกหาลูกทันที เท้าไวเผ่นไปห้องเด็กแทบไม่หายใจ...เมื่อพบแต่ความว่างเปล่า...เหมือนหัวใจจะแตกสลาย ร้องเรียกหาลูกทั้งสองเหมือนจะขาดใจ เมื่อคิดว่าทำไมถึงมาเกิดกับลูกตัวเอง...

    ขณะที่รัสตี้มองเห็นแสงไฟสว่างวับๆ ไม่ฟังเสียงไลล่าที่ดึงให้พี่ชายกลับ เขาบอกน้องว่านั่นสมบัติมหาศาลรออยู่ รีบข้ามสะพานไปกัน แล้วทั้งสองเด็กน้อยก็ทรุดลงนั่ง เมื่อเสียงฟ้าฟาดตึงใหญ่เหมือนฟ้าถล่ม เสียงผ่าทำให้หูอื้อไป เสียงกรี๊ดตกใจแทบตายยังดังจากไลล่าที่สองมืออุดหูตัวสั่นงันงก...

    ที่ห้องโถง...นายหล้าพาลูกเมียมาเปิดไฟ รัมภาวิ่งร้องอย่างแตกตื่นสุดเสียง ตามหาลูกทั้งสอง ศามนวิ่งมาซักถาม จึงรู้ว่าลูกหายไปจากห้อง ศามนสั่งทุกคนไปตามหาเดี๋ยวนี้ ทุกคนออกวิ่งไปข้างนอกพร้อมไฟฉายกราดไปทั่ว

    ที่บ้านพัชนี...ลุงช่วงรีบออกมาบอกหลานสาว “แย่แล้ว...ให้รีบโทร.ติดต่อบ้านเจ้านาย ลุงอยากคุยด้วย ลุงเห็นวิญญาณติดบ่วง ไม่ยอมไปไหน” พัชนีบอกลุงว่า บ้านนั้นไม่ยอมเผาคุณทวด จะอยู่ปกป้องลูกหลาน

    ด้านนอกคฤหาสน์...ทุกคนตามหาจนทั่ว แต่ยังไม่พบเด็ก ศามนสั่งให้ฝ่าสายฝนตามหาอีก สั่งให้ไปค้นหาทางสระบัวด้วย

    ไลล่ามองรัสตี้ที่หยุดนิ่งเชิงสะพาน เพราะเหมือนเขาพูดกับใครสักคน แล้วถามว่า มีสมบัติอยู่ฝั่งโน้นจริงหรือ ทั้งถามอย่างสงสัยว่าพูดกับใคร รัสตี้ไม่ฟัง ฉุดมือน้องสาวก้าวยาวๆขึ้นสะพาน...ขณะที่พวกศามนพาทุกคนส่องไฟฉายตะโกนเรียกหาลูกไม่ขาดปาก...แต่ไม่เห็นอะไร ทั้งๆที่รัสตี้พยายามฉุดไลล่าเร่งให้ข้ามไปเอาสมบัติ ไลล่าสะบัดร้องเรียกหาแม่ให้มาช่วย...แล้วไลล่าหุบปาก ชะงักงันทันที เมื่อมองเห็นที่ฝั่งบ้านเล็ก มีควันดำลอยคลุ้ง มีหมาตัวน้อยสีดำน่ารัก มันเกิดจากมนต์ดำของแพง ไลล่าลังเล ไม่ยอมกลับเพราะอยากได้หมา รัสตี้ร้องบอกว่าหมาน่ารัก ไปเล่นกับมันกัน ทั้งสองรีบวิ่งข้ามไปหาหมาน้อยทันที...ยามนั้น ควันสีขาวปรากฏขึ้นเชิงสะพาน ทวดอบเชยมองไปยังเด็กทั้งสองที่ถูกดึงดูดไปอย่างเคียดแค้นที่นางแพงเอาหมามาล่อเด็ก...

    พวกศามนตามหาเด็กเปียกปอนกันทุกคน เมื่อผิดหวังต้องกลับไปรวมกันที่หน้าบ้านใหญ่ รัมภาหมดหวังร้องไห้ฟูมฟาย ยกมือไปทางที่ตั้งศพคุณทวด สั่งยายคำจุดธูปเพื่อจะไปอ้อนวอนขอลูกคืน...แทนที่จะรับธูปจากยายคำ รัมภาปัดธูปทิ้งด้วยความแค้น

    “คนใจร้าย เอาลูกดิฉันคืนมา ได้ยินไหม เอาลูกดิฉันคืนมานะ” รัมภาตะโกนใส่โลงศพทวดอย่างโกรธแค้น เพราะคิดว่าคุณทวดจะเอาลูกเธอไป...ยามนั้น เสียงหัวเราะเยาะหยันของนางแพงดังมาให้ได้ยินซํ้าเข้าไปอีก

    วิญญาณทวดอบเชยที่สะพานหันไปมองทางบ้านใหญ่ เพราะได้ยินการสาปแช่งของรัมภาด้วยเข้าใจผิด ทวดร้องไห้รํ่าร้องว่า ท่านไม่ได้ทำหลานอย่าเข้าใจผิด... ศามนปลอบรัมภาว่า ไม่น่าจะเป็นคุณทวด แต่รัมภาอาละวาดข้าวของกระจุย ทุกคนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะสะใจของแพงที่ดังตลบตลอดเวลา...

    มีแต่ลุงช่วงคนเดียวที่รู้ บอกพัชนีว่า พวกเขาเข้าใจผิดว่าเป็นคุณทวดเล่นงานหลาน แต่ที่บ้านนั้นมีวิญญาณอีกตนคอยเล่นงาน...ลุงช่วงยังเห็นตลอดว่าคุณทวดพยายามจะไปช่วยดึงหลานกลับมาจากมนต์ดำของยายแพง...ยามนั้นเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา พัชนีตกใจสุดขีดกรี๊ดออกมา ผวาหาลุงจนต้องกอดหลานที่ตัวสั่นเทาไว้ ลุงช่วงบอกว่า...วิญญาณรักสู้กับวิญญาณแค้น...ลุงต้องไปสวดมนต์ บางทีอาจช่วยได้...

    ที่สะพานไม้ที่สระบัว วิญญาณสองดวงกำลังต่อสู้กันด้วยอำนาจ ทวดสั่งอีแพงให้หนีไปอย่ามายุ่งกับหลานของท่าน นางแพงยังสั่งให้เด็กไปหา ไลล่าบอกว่าเหมือนได้ยินคนเถียงกัน แต่ไม่ชัดว่าเรื่องอะไร...ผีนางแพงให้เด็กไปหา มีหมาน่ารักรออยู่ แต่ทวดเร่งให้เด็กกลับมาหาทวดฝั่งนี้ ทวดเป็นคุณยายของพ่อหนูนะ ไลล่าหันไปมองตามเสียงทวด ไม่เห็นอะไร แต่รู้สึกได้ จึงร้องบอกพี่ชายว่า ไม่เอาหมาแล้ว กลับบ้านเถอะ...ไลล่าตัดสินใจกลับ โดยมีแรงร่ำร้องรำพันหาลูกของรัมภา และมีแรงสวดมนต์ช่วยของลุงช่วงอีกคน

    ส่วนรัสตี้ถูกยายแพงเร่งเร้าให้มาเอาหมาน่ารัก ไลล่าและคุณทวดเร่งให้กลับมา แพงสั่ง...อย่ากลับไป มาปลดปล่อยยายแพงเร็วๆ...ทั้งสองฝ่ายใช้พลังช่วงชิงเด็กอย่างสุดกำลัง

    ooooooo

    หลังจากศามนให้ยายคำพารัมภาไปนอนพักที่ห้องนอน เขาพานายหล้ากับลูกชายออกไปตามหาลูกอีกครั้ง พอออกมาที่ระเบียง กลับเห็นรัสตี้กับไลล่ามานอนอยู่ เด็กทั้งสองพอลืมตาเห็นหน้าพ่อ รีบผวาเข้ามาหากอดพ่อตัวสั่นด้วยความดีใจ เด็กถูกซักว่า เราตามหาแทบแย่ แต่ทำไมมาอยู่ตรงนี้ บุญสืบปากสั่น บอกว่าตรงนี้คุณทวดมานั่งเป็นประจำ ว่าแล้วโดดกอดนายหล้าผู้พ่อด้วยความปอดแหก...

    ศามนพาลูกๆไปหารัมภาที่ห้อง รัมภาเห็นลูกเหมือนยกภูเขาออกจากอก กอดลูกร้องไห้เป็นวักเป็นเวร...จากนั้นจึงซักเด็กว่า ฝนตกฟ้าร้องแบบนี้ ทำไมออกไปข้างนอก เด็กๆเองก็งง แต่รับว่าไปที่สะพานบึงบัว แต่ผู้ใหญ่ทุกคนบอกไม่เห็นมีทั้งๆที่ไปดูหลายหน เด็กๆบอกว่า จะไปดูสมบัติ และลูกหมาน่ารัก แต่ไม่ได้ข้ามไป แล้วยังบอกว่า เรามานอนหนุนตักคุณทวดให้ท่านร้องเพลงกล่อมด้วย

    “ไลล่าคิดว่าคุณทวดเป็นคนพาเรากลับนะ รัสตี้จำได้ไหม คุณทวดยังบอกว่า ท่านจะดูแลเรา...” รัสตี้พยักหน้า

    “คุณทวด...” รัมภาพึมพำ...เริ่มสำนึก หันไปสบตากับศามนอย่างพอจะเข้าใจอะไรอีกหลายอย่างแล้ว

    จากนั้นศามนพาเด็กๆไปดูรูปทวดหน้าศพ ทั้งสองคนบอกทันทีว่าใช่ คุณทวดคนนี้แน่ แล้วยังให้หนุนตัก ร้องเพลงกล่อมเราด้วย ไลล่าเริ่มฮัมเพลงกล่อมเด็ก รัมภาตาโตเพราะมันเหมือนที่เธอเองเคยได้ยินตอนฝันงึมงำว่า เพลงนั้นเอง ศามนถามทันทีว่ารัมภารู้จักหรือ เธอรีบปัดว่าเปล่าแล้วเฉยดื้อๆ ศามนจึงแน่ใจว่า เด็กสองคนฝันถึงคุณทวดพร้อมกัน...และมันเหมือนคุณทวดในอดีตที่ร้องเพลงกล่อมรัมภามาแต่อดีตชาติ

    ooooooo

    พัชนีไปทำงานที่บริษัทตอนเช้า อนุกูลเย้าเรียกเธอว่าแม่ชี พัชนีโต้ทันทีเธอชื่อพัชนี อนุกูล เพลย์บอยรุ่นบริโภคนิยม พาพัชนีไปแอบมุมหนึ่ง บอกว่าหลบสาว หนึ่งคนเป็นกิ๊กเก่า อีกคนกิ๊กใหม่ ให้พัชนีไปบอกกิ๊กเก่าว่าเขาไม่อยู่ ส่วนเขาจะไปหลอกกิ๊กใหม่ พาออกไปข้างนอกด้วยกัน

    พัชนีไปรับหน้ากิ๊กเก่า บอกว่าคุณอนุกูลไม่อยู่ มีนัดอืี่น กิ๊กเก่ามองพัชนีอย่างไม่ไว้ใจ จึงตกลงว่า วันหลังจะมา กิ๊กเก่าไปแล้ว พัชนีโล่งใจ...

    อนุกูลกำลังป้อสาวกิ๊กใหม่อย่างเพลิดเพลิน กำลังจะมือปลาหมึกตกใจหันมาดุพัชนีว่า มาทำไมตอนนี้ พัชนี บอกว่าเรียบร้อยแล้วตัวกลับแข็งทื่อ เมื่อกิ๊กเก่าแอบตามมา ตะคอกเสียงฟ้าผ่า

    “นึกแล้วเชียว...ส่งนังนกถึดทือหลอกฉัน” ว่าแล้วกาแฟร้อนๆในมือก็บินหวือไป ต่างหลบให้บินไปชนข้าง ฝา...แล้วกิ๊กหนึ่งเจ้าเก่า ก็หันไปจังก้ากิ๊กใหม่แกะกล่อง “นังจินนี่ แกแย่งไอ้ตัวของฉัน”

    ก่อนกิ๊กทั้งสองจะฟ้อนเล็บผสมมวยปล้ำ อนุกูลดึงพัชนีไปหาบังเกอร์ ได้ยินเสียงลงไม้ลงเล็บของสองสาวอุตลุด แก้วหูลั่นเปรี๊ยะๆด้วยเสียงก่นด่าแสบถึงก้นกบ ...ถึงหลืบหลบ เขาบ่นพัชนีที่ไม่รอบคอบ พัชนีแอบมองเห็นสองกิ๊กพันตูกันเป็นสามารถให้เขาไปห้าม ว่าแล้วผลักอนุกูลออกไปก่อนจะตั้งตัวขัดขืน เขารีบโบกมือร้องห้าม สองกิ๊กเห็นอนุกูลหารือกันว่าจะมาตบกันทำไม ไอ้หมอนั่นเอาไว้ทำซากอะไร สองกิ๊กพลิกเกม ตะลุยใส่อนุกูล แทนจนสองมือปัดป้องบ้องหูตัวเองแทบไม่ทัน พัชนีหลับ ตาปี๋ เห็นเขาฆ่าหมูดูไม่ได้ พลางนึกว่า ครานี้ฉันถูกไล่ออกจากงานแหงมๆ...

    ooooooo

    จากนาทีที่เริ่มคิดว่าคุณทวดนั้นแท้จริงคือวิญญาณที่คอยปกป้องลูกหลานพวกเธอต่างหาก วันนี้รัมภามายืนหน้าโลงศพคุณทวด...เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า เพลงกล่อมเด็กนั้นเป็นของคุณทวดใช่ไหม คุณทวดไม่ได้เอาเด็กไป แต่มาช่วยเด็กจริงหรือเจ้าคะ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ดิฉันกราบขอโทษค่ะ ที่เข้าใจผิด...

    จากนาทีนั้น...รัมภาเหมือนตัวเบาหวิว ล่องลอยไป ไกลแสนไกล...ไปสู่เรื่องราวหนหลังนานมาแล้ว...ชีวิตอบ– อุ่นอยู่กับชายน้ำ รัมภาพบตัวเองในชุดสาวไทยสมัยดั้งเดิม ใครๆเรียกเธอว่า ชื่นกลิ่น ไปไหนมาไหนมีเรือพายเป็นพาหนะไปตามแม่น้ำลำคลองร่มรื่น เพลงที่ดังมาตามลม เป็นเพลงไทยเดิมที่คนสมัยนั้นมักบรรเลงกันเองตามบ้าน...

    ชื่นกลิ่นแต่งงานแล้ว แต่บ่อยครั้งเธอชอบซบตักแม่อบเชยอย่างเป็นสุข แม่อบเชยร้องเพลงกล่อมลูกสาวเพลงเดิมนั้นอยู่ อบเชยร้องด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก เพราะรู้ว่านางแพงยังคิดร้าย และคอยจะแย่งสามีของชื่นกลิ่น แต่เธอเองไม่รู้ ได้แต่ฟังเพลงกล่อม บอกแม่อบ– เชยว่า เพลงกล่อมนี้เพราะจริงๆ ทุกครั้งที่ได้หนุนตักแม่ฟังเพลงนี้แล้วอบอุ่นที่ได้ชิดใกล้แม่ อบเชยฟังแล้วชื่นใจ ยิ่งคิดแค้นที่แพงยังจะมาแย่งสามีของลูกสาวของเธอไป

    “รักของแม่ ไม่แค่ประโลมใจ แม่จะเป็นฉัตรแก้วกั้นภัยให้ลูก รักของแม่จะติดตาม ปกป้องลูกทุกชาติภพ...”

    รัมภาลืมตาตื่นจากฝันในอดีต มองเห็นลูกแฝดทั้งสองเล่นของเล่นอยู่ในศาลาริมสวน...รัมภาจึงรู้ว่าเธอฝันไป ฝันสู่อดีตชาติ...แม้จะรู้ว่าฝันไป แต่รัมภาคิดว่ามันเหมือนจริงเหลือเกิน...รัมภาลุกขึ้นนั่ง มองไปที่บ้านใหญ่ มองห้องโถงตั้งศพคุณทวดที่ชื่ออบเชย...ความคิดฝันสานตัวของมันไปไกล...

    ooooooo

    หลังจากศามนฟังเรื่องราวของลูกแฝดที่อยากไปดูสมบัติและหมาน้อยน่ารักที่บ้านหลังเล็กแล้ว วันนี้ศามนพาลูกๆไปที่สระบัวด้วยความอยากรู้ให้แน่ ศามนไปยืนมองที่สะพาน...แต่หารู้ไม่ว่าวิญญาณอันโหยหาของแพงเห็นเข้า ปรากฏตัวขึ้นรํ่าร้องวิงวอน “คิดถึงเหลือเกิน ยอดดวงใจของเมีย ข้ามมาหาเมียสิคะ คุณหลวงภักดีบทมาลย์” วิญญาณแพงร้องครํ่าครวญโหยหา แต่ถูกยันต์ปิดกั้นกักขังไว้

    “อย่า...” ลุงช่วงร้องขึ้น ขณะนั่งสมาธิหน้าพระในห้อง “อย่าข้ามไป ข้ามไปไม่ได้” ว่าแล้วหยิบมือถือมากดฉับๆไปหาพัชนี พอพัชนีรับสาย ขณะกําลังทํางาน ช่วงรีบบอก “ลุงเห็นในนิมิต เจ้านายหนูพัชกําลังจะเดินข้ามสะพาน อย่าให้ข้ามไป อย่ายุ่งกับบ้านหลังเล็ก ไม่งั้นวิญญาณร้ายจะถูกปลดปล่อย จะยุ่งกันใหญ่”

    พัชนีบอกวรรณศิกาว่า บ้านคุณศามนเกิดเรื่องใหญ่ ขอให้พี่วรรณช่วยโทร.หาคุณศามนด้วย...

    ขณะที่วรรณศิกาโทร.นั้น...ที่สะพานข้ามสระบัวไปบ้านหลังเล็ก แพงกําลังใช้มนต์ดําเรียกร้องออดอ้อนให้ศามนไปหา เพราะแพงรอเขามาเป็นร้อยปีแล้ว “มาหาเมียสิคะ คุณหลวงเจ้าขา” เสียงสวดเขมรดังขึ้น ทําให้ศามนสะดุ้งเมื่อต้องมนต์ดํา ก้าวเดินขึ้นสะพานไปอย่างง่ายดาย แพงหัวเราะสมหวัง สะใจดังสนั่นลั่นคุ้งนํ้า

    เมื่อวรรณศิกาโทร.ไม่ติด พัชนีรีบเอามาโทร.ต่อ พอมือถือในกระเป๋าศามนดัง เขาชะงัก หยิบขึ้นมา แต่ด้วยสายตาทรงอํานาจของแพง ศามนทํามือถือหล่นลงนํ้า พัชนีจึงหมดทางติดต่อ ถามอนุกูลที่นั่งลูบหน้าตาที่มีรอยเล็บอยู่ด้วย จะทํายังไงดี...คิดกันครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นอย่างไม่เชื่อแต่เสนอให้ไปหาเขาที่บ้าน ว่าแล้วเดินไป สองสาวต้องรีบตามไปทันที

    ศามนก้าวตามคําสั่งแพงไปยังบ้านหลังเล็ก แพงโดดกอดศามนเหมือนจะขาดใจ ส่งเสียงละลํ่าละลัก “คุณหลวง อีแพงคิดถึงท่านเหลือเกิน อีแพงเหมือนตกนรกอยู่ที่นี่ ไม่มีใครเหลียวแล ท่านต้องช่วยเมียนะเจ้าคะ”

    ศามนดวงตาเหม่อลอย พยักหน้าตอบ แพงรีบจูงมือศามนเข้าบ้านเล็ก...

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 20:52 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์