ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ลิขิตริษยา

SHARE
  • แนว
  • :
  • พีเรียด-ดราม่า
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • ปิยพร วายุภาพ
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • ปิยพร วายุภาพ
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผิน เกรียงไกรสกุล
  • ผลิตโดย
  • :
  • บริษัท มีเดียสตูดิโอ จำกัด ร่วมกับ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • สถานีโทรทัศน์ช่อง 7
  • นักแสดงนำ
  • :
  • กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

ลิขิตริษยา ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

อัลบั้ม: "เอ ศุภชัย" ผู้จัดป้ายแดง ส่ง "ลิขิตริษยา" ลงจอ ช่อง 7



ยามค่ำคืน ภายในเรือนไทยโบราณของหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งกำลังเกิดความวุ่นวาย ขณะที่ด้านนอกฝนฟ้าคะนองน่ากลัว ทำให้คนที่อยู่ในเรือนต่างอกสั่นขวัญผวา

เสียงฟ้าร้องและเสียงร้องโอดโอยของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งดังลั่นออกมาจากเรือนหลังนั้น

ซ่อนกลิ่น หมอตำแยสาวชาวบ้านแสนสวยกำลังทำคลอดให้กับจัน หญิงสาววัยรุ่นกำผ้าที่ทอดลงมาจากบนขื่อพลางร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เสียงซ่อนกลิ่นเร่งเร้าเหลือเกิน เหมือนจะให้ช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปเสียที

“เอ้า เบ่งเข้า อึ๊บ...เบ่งอีก...”

จันพยายามเบ่งเต็มแรงโดยมีสีหน้าเจ็บปวดและเหนื่อยอ่อน ในขณะที่ซ่อนกลิ่นช่วยรีดท้องจนเหงื่อไหลย้อยเป็นทาง พลันเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงพร้อมๆกับจัน

กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเหลือคณานับ เสียงเด็กทารกแผดดังลั่นทั่วห้อง ทำให้ซ่อนกลิ่นผละมาที่หว่างขาของหญิงวัยรุ่นแล้วยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนจะใช้มืออุดปากเด็กจนเสียงร้องเงียบไป

เวลานั้นเพื่อนสาวของจันใจคอไม่ดีร้องถามซ่อนกลิ่นว่าเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบจากแม่หมอตำแยเล่นเอาคนฟังแทบช็อก

“เด็กมันตายแล้วว่ะ ข้าเสียใจด้วยนะ เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องศพให้ กลับเรือนไปพักผ่อนเถอะนะ”

จันและเพื่อนสาวกอดคอร่ำไห้ด้วยความเสียใจ โดยไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วเด็กคลอดออกมาเป็นปกติ แต่ซ่อนกลิ่นนั่นเองเป็นคนฆ่าเด็กอย่างเลือดเย็น เพราะเวลานี้เธอเปลี่ยนโรงหมอตำแยมาเป็นสถานที่รับทำแท้งแทน หลังจากเห็นมารดาไม่เคยได้รับค่าทำคลอดเป็นตัวเงินจากพวกชาวบ้านเลย ความแร้นแค้นอดอยากและการดูถูกผลักดันซ่อนกลิ่นให้กระทำเช่นนี้

รุ่งสางวันต่อมา ซ่อนกลิ่นรีบนำศพเด็กไปให้กับพร หมอผีในหมู่บ้านแลกกับเงินก้อนหนึ่งที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากและเสี่ยงภัย ปรากฏว่าพรหมอผีวัยกลางคนถามแบบหมาหยอกไก่ว่าจะไม่มีรางวัลอย่างอื่นให้ตนบ้างเลยหรือ

ซ่อนกลิ่นชักสีหน้าตอบอย่างไม่พอใจว่าตนแค่ขายลูกกรอกไม่ได้ขายตัว ถ้าคิดจะมีผัวตนต้องได้เจ้าขุนมูลนายไม่ใช่คนทำคุณไสยเยี่ยงนี้ พูดจบก็สะบัดหน้าพรืดแล้วหันหลังเดินออกไปทันที พรมองตามหญิงสาวออกอาการเจ็บใจและก่นด่าว่า

“โธ่เว้ย ทำเป็นดูถูกกู มึงก็แค่หมอตำแยหากินกับผีเหมือนกันล่ะวะ”

หลังถูกหมอผีพรกวนอารมณ์ให้ขุ่นมัว ซ่อนกลิ่นหลบมานั่งสงบสติอยู่ภายในบ้านพลางหยิบกล่องๆหนึ่งมาเก็บเงินและเหลือบมองโกศอัฐิใส่กระดูกแม่ที่วางอยู่บนหิ้งชั้นบน พูดปฏิญาณเสียงดังอย่างคนมีความหลังฝังใจว่า

“แม่คอยดูนะ ถ้าฉันเก็บเงินได้อีกหน่อย ฉันจะไปจากที่นี่ ฉันจะต้องได้ผัวดี มีชีวิตที่ดี ไม่ให้ใครมันมาดูถูกเหมือนที่แม่โดน พวกไอ้อีที่นี่มันจะหายไปจากชีวิตฉัน”

ห่างออกไปที่เมืองหลวง เวลานั้น หลวงเดช ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สินเงินทองและยศถาบรรดาศักดิ์กำลังเตรียมตัวพาครอบครัวใหญ่ไปเปลี่ยนบรรยากาศพักผ่อนในต่างจังหวัด

หลวงเดชนั่งมองโฉมฉายเมียเอกที่มีบุคลิกเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว และกรองแก้วเมียรองที่แต่งตัวฉูดฉาดดูเปรี้ยวแต่ไม่ถือตัว ทั้งสองเดินประคองพิศ เมียสามที่เป็นเพียงสาวชาวบ้านท่าทางเจียมตัวก้าวเข้ามาหาขุนเดชลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเมียทั้งสามที่ดูรักใคร่ปรองดองกันดีก็ยิ้มอย่างปลื้มใจ

“เอาล่ะ...ได้เวลาแล้ว รีบไปดีกว่า เดี๋ยวแดดจะร้อนเสียก่อน นายผลเตรียมรถรอท่าพวกเรานานแล้ว”

อุ่นและพวง สองบ่าวยืนมองภาพครอบครัวแสนสุขนั้นอย่างอิ่มเอมใจ ก่อนจะได้ยินเสียงเจิมเล่าให้ฟังว่า

“คุณหลวงเป็นคนดี ให้ความเมตตากับทุกคน ใครๆถึงได้ทั้งรักทั้งเกรงใจยังไงล่ะวะ อีกอย่างทั้งคุณกรองแก้วกับคุณพิศก็เป็นเมียที่ได้มาเพราะความจำเป็น มันเลยไม่มีเรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นให้ท่านหลวงเดชได้ระคายใจ”

“จำเป็นยังไงรึพี่เจิม เล่าให้ฟังหน่อยเพื่อประดับเป็นความรู้แก่ฉัน”

“ตอนที่พ่อคุณกรองแก้วป่วยหนัก ท่านเลยขอให้คุณหลวงรับคุณกรองแก้วมาเป็นเมียรองเพราะเป็นห่วงลูกสาวกลัวไม่มีคนดูแลปกป้อง ส่วนคุณพิศก็เพราะเป็นลูกพี่แย้มบ่าวในเรือนที่ช่วยชีวิตคุณโฉมฉายให้รอดตายจากเรือล่ม แต่ตัวเองกลับจมน้ำตาย เมื่อสิ้นพี่แย้ม คุณพิศเธอไม่มีใคร คุณโฉมเธอก็เลยขอคุณหลวงท่านให้รับเป็นเมียสามเพื่อทดแทนบุญคุณครั้งนั้น”

พวงรับฟังเรื่องราวของพวกคุณๆอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งก้าน คนขับรถเก็บกระเป๋าเสร็จหันมาถามสามบ่าวว่าจะคุยกันอีกนานไหม เจิม อุ่น และพวงนึกขึ้นได้ก็ตกใจรีบขึ้นรถทันที

และแล้วชะตากรรมของครอบครัวหลวงเดชบริรักษ์กับซ่อนกลิ่นกำลังจะหมุนเวียนมาบรรจบกัน อันจะก่อให้เกิดเรื่องราวซับซ้อนมากมายอย่างคาดไม่ถึง

ooooooo

ภายในตลาดชนบทชานเมืองมีลักษณะเป็นตึกแถวที่ทำจากไม้ แต่ละห้องแถวเป็นร้านรวงขายของต่างๆ ซ่อนกลิ่นเดินไปหยุดที่ร้านขายสร้อยและเครื่อง ประดับ เธอหยิบขึ้นมาดูสีหน้าตื่นเต้นแววตาระยิบระยับด้วยความอยากได้

แต่แล้วทันใดนั้นเอง พรก็มาหยุดยืนข้างๆแล้วยื่นหน้ามาใกล้ซ่อนกลิ่นถามหยอกเย้าว่าชอบหรือ ตนจะซื้อให้เอาไหม ซ่อนกลิ่นหันมาเห็นก็ออกอาการไม่สบอารมณ์ วางสร้อยลงจะเดินออกไป แต่พรคว้ามือหญิงสาวไว้

“จะรีบไปไหนล่ะจ๊ะ อยู่คุยกันก่อนไม่ได้รึ ใจคอเอ็งจะคุยกับพี่ดีๆก็เฉพาะตอนเอาศพเด็กมาขายงั้นเหรอ”

ซ่อนกลิ่นตกใจรีบพูดปรามพรไม่ให้เสียงดัง หน้าตาเธอเลิ่กลั่กหันไปมองชาวบ้านรอบๆอย่างกลัวความลับจะถูกเปิดเผย แต่กระนั้น เธอพยายามทำใจดีสู้เสือจ้องตาพรด้วยแววตาแข็งกร้าว สวนกลับว่าถ้าเขาปากมากก็เข้าตะรางด้วยกัน จากนั้นก็เดินหนีไป พรมองตามยิ้มๆ เพราะคิดแผนชั่วไว้ในใจแล้ว

เพียงไม่กี่นาทีให้หลัง พรแอบเดินตามซ่อนกลิ่นโดยไม่ให้รู้ตัว แต่หญิงสาวเหมือนมีญาณหยั่งรู้ เร่งฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้นพร้อมกับหันรีหันขวางไม่สบายใจนัก เพียงครู่เดียว พรก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ข้างทางขวางหน้าเธอไว้

“เล่นตัวนักใช่ไหมนังซ่อนกลิ่น วันนี้แหละกูจะจับมึงทำเมียให้เข็ด”

ซ่อนกลิ่นตกใจรีบวิ่งหนีแต่แล้วพรตามไปคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน จนซ่อนกลิ่นล้มลงกับพื้นแล้วผละถอยกรูดเข้าไปในพงหญ้าข้างถนน ก่อนหันมายกมือไหว้ขอร้องพรไม่ให้ทำอะไร แต่ชายหนุ่มไม่สนใจตรงเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงหมายจะเผด็จศึกเสียโดยไว ซ่อนกลิ่นดิ้นรนสุดแรงเกิดพร้อมกับตบหน้าเขาดังฉาดใหญ่ และใช้เวลาช่วงนั้นสะบัดตัวจนหลุดวิ่งหนีออกมาได้ เธอวิ่งไม่คิดชีวิตเพียงนิดเดียวจะถึงถนนแต่ถูกพรตะครุบตัวไว้ได้อีกครั้ง

ทันใดนั้น ซ่อนกลิ่นเห็นรถยนต์วิ่งใกล้เข้ามา เธอตะโกนเสียงดังเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนพรชะงักเงยหน้าขึ้นไปมอง หญิงสาวฉวยโอกาสทีเผลอดึงมือออกแล้วกำดินปาใส่หน้าเขาก่อนลุกขึ้นวิ่งไปโบกมือขวางหน้ารถไว้ เสียงแตรรถที่แล่นมาเตือนดังลั่น พรเห็นท่าไม่ดีฉวยโอกาสวิ่งหลบหนีไปทันที

ไม่นานนักรถของหลวงเดชแล่นมาจอดริมถนน ซ่อนกลิ่นรีบวิ่งไปหาปากคอสั่นกรีดร้องขอความช่วยเหลือ หลวงเดชลงจากรถเข้ามาซักถามเรื่องราวทันที เมื่อซ่อนกลิ่นเห็นหน้าเขาชัดๆก็ชะงักด้วยความตกตะลึง เสียงกรองแก้วถามย้ำว่า

“ว่าไงล่ะจ๊ะ คุณหลวงถามเธอว่ามีเรื่องอะไร”

“ฉันโดนผู้ชายฉุด ช่วยฉันด้วย”

ทุกคนตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน โฉมฉายบอกสามีให้พาหญิงสาวไปแจ้งความกับตำรวจ หลวงเดชพยักหน้าเห็นด้วยแต่เผอิญซ่อนกลิ่นกลัวพรจะปากโป้งบอกความลับให้ชาวบ้านรู้จึงขืนตัวไว้และบอกว่า

“เอ่อ...ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องแจ้งความหรอกค่ะ ฉันกลัวมันจะย้อนกลับมาแต่ก็จำหน้ามันไม่ได้ แล้วถ้าเพื่อนบ้านรู้ว่าฉันถูกฉุดก็คงเป็นที่อับอาย”

ซ่อนกลิ่นเริ่มบีบน้ำตาทำเป็นว่าเสียขวัญจนโฉมฉายสงสารต้องเข้ามากอดปลอบ แล้วบอกสามีให้ไปส่งที่บ้านแทน หลวงเดชไม่คัดค้านทำให้ซ่อนกลิ่นยิ้มดีใจ เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ซ่อนกลิ่นทรุดตัวลงกราบหลวงเดชเพื่อขอบคุณที่ช่วยเหลือพร้อมกับเล่นละครเศร้าตบตาทุกคน โฉมฉายไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมก็นึกสงสารและสอบถามว่า

ตอนที่ 2

อัลบั้ม: "เอ ศุภชัย" ผู้จัดป้ายแดง ส่ง "ลิขิตริษยา" ลงจอ ช่อง 7



ก้านอุ้มซ่อนกลิ่นมาวางลงห่างออกมาจากบ้านที่ไฟไหม้ เขารีบเอามืออังจมูกเธอด้วยความตกใจ พอรู้ว่าเป็นลมก็ถอนหายใจโล่งอก ตอนนี้เขาทำได้แค่เอามือพัดให้พลางมองเลิ่กลั่กไปทั่วเพื่อหาทางช่วยเหลือ แล้วตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นคนมา

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วยจ้า ช่วยกันหน่อยเร็วจ้า”

ชาวบ้านช่วยกันคนละไม้ละมือถือถังน้ำวิ่งเข้ามา ในขณะที่ซ่อนกลิ่นค่อยๆแสร้งฟื้นมองไปเห็นชาวบ้านช่วยกันสาดน้ำดับไฟก็ให้รู้สึกหงุดหงิดกลัวจะดับได้หมดแล้วผิดแผนที่วางไว้ ส่วนก้านรีบลุกออกไปช่วยคนอื่นๆ ซ่อนกลิ่นมองตามไม่ค่อยพอใจในใจร้อนยิ่งกว่าไฟที่เผาบ้านตัวเอง
ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ซ่อนกลิ่นกับก้านเดินเข้ามาดูซากบ้านที่ถูกไฟไหม้ หญิงสาวมองด้วยสายตาพอใจในความเสียหาย ก่อนจะเล่นบทโศกฟูมฟายว่า

“นี่มันเวรกรรมอะไรของฉันนักหนา! เงินทองตอนนี้ก็ไม่เหลือ บ้านก็ไม่มี ฉันไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น”

ก้านสงสาร คิดอ่านทำอะไรไม่ถูก และแล้วเขาก็ตัดสินใจพาซ่อนกลิ่นกลับไปที่บ้านพักของหลวงเดชอีกครั้ง พวกบ่าวไพร่ที่รอกลับพระนครมองซ่อนกลิ่นที่ทั้งตัวมีแค่ห่อผ้าหนึ่งห่ออย่างสงสัย เจิมคว้าแขนก้านกระชากมาถาม

“ไอ้ก้าน...นี่มันเกิดอะไรขึ้น เอ็งไปส่งมันที่บ้าน แล้วเอากลับมาทำไม แล้วทำไมมันมอมเป็นหมาอย่างนี้วะ หรือว่าเอ็งอดใจไม่ได้ไปทำมิดีมิร้ายกับมัน โอ๊ย...ข้าอยากจะบ้าตาย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะน้าเจิม ฉันก็พาแม่ซ่อนกลิ่นไปส่งที่บ้านนั่นแหละ แต่ไปถึงสักพักบ้านเขาก็ไฟไหม้”

คราวนี้พวกบ่าวไพร่ต่างตกใจเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เจิมเป็นคนแรกที่ได้สติย้อนถามว่าเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร พร้อมกับมองซ่อนกลิ่นด้วยสายตาคาดคั้น ซ่อนกลิ่นแม้ไม่พอใจแต่ก็แกล้งตีหน้าเศร้าได้อย่างแนบเนียนเล่าว่าตนแค่จะต้มยาบำรุงให้คุณพิศจึงจุดไฟต้มน้ำแล้วเดินไปเอาห่อยาในห้องนอน กลับมาอีกทีไฟก็ไหม้แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

เจิมสวนกลับว่าตนเป็นแค่บ่าวคงไม่มีปัญญา

ช่วยปลูกบ้านให้ใหม่แน่ ซ่อนกลิ่นร้องไห้ว่าที่กลับมาก็เพราะจะให้คุณหลวงสงเคราะห์ตามที่เคยสัญญาไว้

ทุกคนที่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวต้องการถึงกับผงะไป

เวลานั้นคณะของหลวงเดชกลับมาถึงบ้าน

ในพระนครโดยสวัสดิภาพแล้ว ระหว่างที่รอให้บ่าวไพร่

ขนของขึ้นเรือน โฉมฉายบอกสามีว่าตนขอตัวไปกราบท่านเจ้าอาวาสเพื่อปรึกษาเรื่องงานกฐินเดือนหน้า หลวงเดชไม่ขัดข้องและรับอาสาดูแลลูกให้แทนกับพิศ กรองแก้วรู้สึกเศร้าที่ตัวเองไม่มีลูกอยู่คนเดียว จังหวะนั้นโฉมฉายเห็นความผิดปกติในท่าทีของเธอ

“กรองแก้ว ร้องไห้หรือเป็นอะไร มีอะไรก็บอกพี่เถอะนะ ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจแล้วเก็บไว้ มันแก้ปัญหาอะไรได้หรือ”

“น้องขอโทษค่ะ ที่ทำให้คุณพี่เป็นห่วง เพราะน้องรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถมีลูกให้คุณหลวงได้”

“โถ...แม่คุณ อย่าคิดมากนะ ถึงน้องจะไม่มีลูกแต่น้องก็ยังเป็นแม่คนหนึ่งของลูกๆทั้งสองของคุณหลวงได้นี่จ๊ะ ทำสิ่งที่น้องสามารถทำได้และทำให้ดีที่สุดเหมือน อย่างทุกวันนี้ นี่ล่ะคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนที่นี่รักน้องมากโดยเฉพาะคุณหลวง”

กรองแก้วซาบซึ้งถึงความห่วงใยของโฉมฉายจึงโผเข้ากอดอย่างตื้นตันใจและมีความสุข เธอสัญญากับตัวเองว่าจะรักและดีกับทุกคนในครอบครัวเดชบริรักษ์ตราบเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะทำได้

ooooooo

ข่าวบ้านของซ่อนกลิ่นเกิดไฟไหม้กระจายไป อย่างรวดเร็วในตลาด พร หมอผีซึ่งกำลังเดินดูของเพลิดเพลินถึงกับตกใจแทบสิ้นสติ เขารีบวิ่งมุ่งหน้า

ไปยังบ้านซ่อนกลิ่นอย่างไม่คิดชีวิตเพราะใจนึกเป็นห่วงหญิงสาว

เมื่อมาถึง พรเห็นพวกชาวบ้านหลายคนกำลังเดิน คุ้ยๆดูในซากบ้านที่ไหม้ไฟไปแล้วของซ่อนกลิ่น เขารู้สึกใจเสีย

“ซ่อนกลิ่นล่ะพี่ ซ่อนกลิ่นอยู่ไหน เป็นไงบ้าง”

“นังซ่อนกลิ่นนะรึ...มันหนีตามผู้ชายไปแล้วมั้ง คนอะไร้ ไฟไหม้บ้านก็ไม่คิดจะดับ คนอื่นเขาวิ่งไปหาบน้ำมาดับกันวุ่นวาย มันกลับนั่งดูเฉย พอพวกข้าดับไฟเสร็จเหลียวมาอีกที ก็เห็นมันนั่งรถชูคอออกไปกับผู้ชายแล้ว”

ชาวบ้านบ่นกันจมหูว่าไม่เห็นมีของมีค่าอะไรให้ช่วยเก็บเลย เสียแรงที่มาช่วยเหลือ แต่พรก็ไม่มีสมาธิจะฟังเพราะยังอึ้งกับข้อมูลที่ได้ยินและมองไปที่ถนนด้วยความสงสัยว่าหญิงสาวไปกับชายคนไหนกัน ด้านซ่อนกลิ่นในเวลานั้นกำลังตื่นตะลึงกับความใหญ่โต

ของบ้านหลวงเดช ต่างกับบ่าวไพร่คนอื่นๆที่วุ่นวาย

ขนของลงจากรถ จนกระทั่ง เจิมต่อว่าไม่มีน้ำใจช่วยเหลือ ซ่อนกลิ่นแอบเบ้ปากก่อนจะเดินไปช่วยอย่างเสียไม่ได้

กรองแก้วได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินออกมาถามว่าเหตุใดพวกเจิมมาถึงช้า แล้วเห็นซ่อนกลิ่นเดินออกมาจากท้ายรถ เจิมรีบสะกิดก้านให้อธิบายเรื่องราวทั้งหมด เสียงก้านรายงานว่า

“ที่มาช้าเพราะบ้านแม่ซ่อนกลิ่นไฟไหม้ครับ”

ซ่อนกลิ่นทรุดตัวลงนั่งที่พื้นพนมมือขอร้อง กรองแก้วให้ช่วยเหลือโดยการอนุญาตให้ตนเข้าพบหลวงเดชอีกสักครั้ง กรองแก้วฉิวขึ้นมาทันทีและปฏิเสธว่า

“ฉันไม่เห็นว่ามันจะเป็นธุระกงการอะไรของคุณหลวง เธอกลับไปเสียเถอะ”

“คุณหลวงให้สัญญากับฉันว่าถ้าวันหนึ่งเดือดร้อน ให้มาพบได้ทันทีเจ้าค่ะ...เพื่อตอบแทนที่ดิฉันเคยช่วยทำคลอดให้คุณพิศและคุณหนูให้ปลอดภัยน่ะเจ้าค่ะ”

เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง กรองแก้วถึงกับอึ้งที่โดนทวงบุญคุณ เธอหันมาจ้องหน้าซ่อนกลิ่นที่แกล้งทำเจี๋ยมเจี้ยมหลบตาดูเหมือนคนไม่มีทางสู้ กรองแก้วนิ่งไปพัก ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าไปในบ้านโดยมีเจิม สาวใช้คนสนิทวิ่งตาม ซ่อนกลิ่นมองตามลุ้นว่ากรองแก้วจะไปบอกคุณหลวงไหม

ภายในบ้าน กรองแก้วมีสีหน้าเครียดจัด คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เจิมเองก็รายงานนายว่าตนสงสัยว่าการที่ไฟไหม้บ้านนั้นต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่นอน กรองแก้วจึงบอกว่า

“ฉันว่ามันเหิมเกริมอยากเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคุณหลวงจนตั้งใจเผาบ้านตัวเองก็เป็นได้ แต่ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่ ฉันไม่ยอมให้ผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้มาร่วมบ้านแน่”

กรองแก้วมีสีหน้ามุ่งมั่นคิดแผนบางอย่างออก ในขณะนั้น ซ่อนกลิ่นยืนคอยใจจดใจจ่อหงุดหงิด ทักท้วงกับบ่าวคนอื่นๆว่าตกลงกรองแก้วไปตามหลวงเดชให้ตนหรือไม่ ยังไม่ทันได้คำตอบ เจิมก็เดินหน้าตึงออกมาพูด เหน็บว่าคุณหลวงไม่เสียเวลาออกมาพบใครพร้อมกับยื่นซองเงินให้ซ่อนกลิ่นทันที หญิงสาวรับซองนั้นไว้อย่างงงๆ เสียงเจิมอธิบายว่า

“คุณกรองแก้วบอกว่าคุณหลวงพักผ่อนอยู่ เลยให้ฉันเอาเงินนี่มาให้หล่อน เห็นแก่ความดีที่เคยช่วยทำคลอดให้คุณพิศ เงินนี่มากพอที่จะให้เอ็งไปหาที่อยู่ใหม่ และทำทุนค้าขาย เลี้ยงตัวไปได้”

ซ่อนกลิ่นตกใจและแค้นใจที่ผิดแผน บีบน้ำตาร้องไห้ว่าถ้าไม่ได้พบกับหลวงเดชก็ขอพบคุณโฉมฉายแทน เจิมตัดบทว่าท่านไม่อยู่ ไปไหว้พระที่วัด แล้วสั่งก้านให้ขับรถพาหญิงสาวกลับไปส่งที่บ้านเดิม ซ่อนกลิ่นจ้องหน้าเจิมอย่างเจ็บแค้นแต่ต้องจำใจเดินตามก้านไปที่รถ

ระหว่างที่รถแล่นออกมาจากบ้าน ซ่อนกลิ่นคิดแผนออกจึงแกล้งชวนก้านคุยโดยหลอกล่อว่าจะแบ่งเงินให้ ถ้าเขาพาตนไปหาโฉมฉายที่วัดได้ ก้านรีบหยุดรถทำตาโตเพราะความละโมบครอบงำ ซ่อนกลิ่นยิ้มพอใจย้ำว่า

“ฉันขอโทษนะจ๊ะที่ทำให้พี่ลำบาก แต่ฉันก็อยากลาคุณโฉมฉายเสียหน่อย สำหรับฉันความกตัญญูมีค่าที่สุดในชีวิต ถ้าฉันไม่ได้กราบลาผู้มีบุญคุณ เงินทองที่ได้ไปฉันก็ไม่อยากจะใช้มันหรอก พี่ก้านรู้ใช่ไหมว่าเธอไปวัดไหน ช่วยฉันนะ”

ก้านหน้ามืดอยากได้เงินจึงเปลี่ยนที่หมายไปตามคำขอร้องของซ่อนกลิ่นทันที

ooooooo

ไม่นานนัก ก้านก็พาซ่อนกลิ่นมาถึงวัดซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่โฉมฉายกำลังกราบลาเจ้าอาวาส เสียงซ่อนกลิ่นเรียกชื่อของโฉมฉายดังขึ้น ทุกคนหันไปมองตามเสียง โฉมฉายแปลกใจที่เจอหญิงสาว

“อ้าว...ซ่อนกลิ่น ไปอย่างไรมาอย่างไรหรือ แล้วมีอะไรทำไมจึงร้องไห้ เธอทำฉันตกอกตกใจหมดแล้วนะ”

“คุณโฉมฉายคะ...บ้านฉันไฟไหม้ไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”

โฉมฉายตกใจกับสิ่งที่ได้ยินและรู้สึกสงสารซ่อนกลิ่นที่เหมือนมีแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยิ่งพอรู้ว่าหญิงสาวไม่มีที่ไปแล้ว โฉมฉายตัดสินใจชวนให้ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านทำให้ซ่อนกลิ่นยิ้มดีใจที่แผนร้ายได้ผลในที่สุด ด้านนายผลกำลังดุลูกชายว่าหาเรื่องใส่ตัวและ

ยังขัดคำสั่งคุณกรองแก้วเพียงเพราะเห็นแก่เงินไม่กี่อัฐ ทั้งคู่หันมองโฉมฉายกับซ่อนกลิ่นด้วยความกังวลใจ

สองสามชั่วโมงต่อมา ขณะที่กรองแก้วกำลังวุ่นวายกับการจัดโต๊ะเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ก็เห็นโฉมฉายเดินขึ้นเรือนมาพร้อมกับส่งเสียงเรียกสามี

“คุณหลวงคะ ดิฉันมีเรื่องอยากเรียนคุณหลวงค่ะ ซ่อนกลิ่นมาที่บ้านเราแต่พอดีคุณหลวงพักผ่อนอยู่ เลยไปหาดิฉันที่วัด บ้านของเขาถูกไฟไหม้หมดแล้วเพราะมีน้ำใจอยากต้มยามาฝากให้แม่พิศ ถึงได้เจอเคราะห์ร้ายแบบนี้ เขาตัวคนเดียวไม่มีใคร ดิฉันก็เลยชวนให้มาอยู่ที่บ้านเรา คุณหลวงจะว่าอย่างไรคะ”

พิศหันไปมองซ่อนกลิ่นอย่างไร้เดียงสาและเชื่อสนิทใจ ส่วนหลวงเดชรับฟังเรื่องแล้วมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะตอบว่าตนไม่ขัดในสิ่งที่คุณโฉมขอเพราะซ่อนกลิ่นเป็นผู้มีพระคุณต่อครอบครัว โฉมฉายก้มกราบขอบคุณสามีด้วยความดีใจ ต่างจากกรองแก้วที่ไม่พอใจอย่างแรงแต่ต้องเก็บ
อาการไว้เนื่องจากเกรงใจคนทั้งสอง

ซ่อนกลิ่นเห็นช่องทางเอาคืนจึงแสร้งขออนุญาตเอาเงินที่ได้รับจากกรองแก้วยกให้ก้านเพื่อตอบแทนที่เขาช่วยเหลือตน นั่นทำให้กรองแก้วโกรธและเจ็บใจเดินสะบัดหน้าออกไป ซ่อนกลิ่นแอบยิ้มเยาะอย่าง

ผู้ชนะ จากนั้นกรองแก้วมาไล่เบี้ยกับบ่าวไพร่จึงจับได้ว่าก้านเสียรู้ให้กับซ่อนกลิ่นเพราะเห็นแก่เงิน เจิมเงื้อมือจะตีแต่กรองแก้วห้ามและสำทับก้านว่า

“ตีไปก็เท่านั้น ก้านไม่ผิดหรอก แค่ไม่ทันคนอย่างแม่ซ่อนกลิ่น แต่จำไว้นะ ต่อไปนี้อย่าเชื่ออะไรแม่นี่อีก”

เจิมเตือนนายสาวอย่างหวั่นใจว่าสักวันหนึ่ง ซ่อนกลิ่นคงหาวิธีจับหลวงเดชจนได้ กรองแก้วประกาศเสียงกร้าวว่าจะไม่มีวันนั้น ตราบใดที่ตนยังอยู่ พูดจบก็กำมือแน่นด้วยแววตามุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ซ่อนกลิ่นแน่นอน

ตกค่ำวันเดียวกัน โฉมฉายที่ใสซื่อก็เรียกซ่อนกลิ่นขึ้นมาบนเรือนเพื่อรับเสื้อผ้ากับเงินเอาไว้ใช้ หญิงสาวแสร้งทำดีใจ กราบลงด้วยความนอบน้อม แต่เมื่อเห็นห้องพักของตนเองก็เกิดอารมณ์เสียเพราะคาดหวังว่า

จะได้อยู่เรือนเดียวกับหลวงเดชและภรรยา เสียงก่นด่าในใจดังก้อง

“ผู้มีพระคุณกะผีอะไรวะ ให้นอนเรือนคนใช้!”

ซ่อนกลิ่นมองไปรอบๆห้องอย่างหยามเหยียด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดแผนร้ายเงียบๆ

ooooooo

ตอนที่ 3

อัลบั้ม: "เอ ศุภชัย" ผู้จัดป้ายแดง ส่ง "ลิขิตริษยา" ลงจอ ช่อง 7

ตอนที่ 4

อัลบั้ม: "เอ ศุภชัย" ผู้จัดป้ายแดง ส่ง "ลิขิตริษยา" ลงจอ ช่อง 7



หลังฟังคำเตือนของหมอดู กรองแก้วจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเดินเหม่อมาตามทางเดินในตรอกโดยมีเจิมเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของกรองแก้วในขณะนั้นเต็มไปด้วยความกลัวถามเจิมว่า

“เอ็งว่าหมอคนนี้แม่นจริงๆใช่ไหม ข้าก็อาจจะต้องตาย...อย่างที่หมอดูว่า”

“เท่าที่ได้ยินมา...ก็แม่นที่สุดแล้วเจ้าค่ะ แต่ดิฉันไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายคุณได้เจ้าค่ะ ดิฉันจะต้องหาของโสมมนั่นให้เจอ ก่อนที่มันจะทำอะไรคุณกรองแก้วได้”

“แล้วเอ็งรู้เรอะ ว่ามันอยู่ที่ไหน”

เจิมครุ่นคิดหนัก เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาของนั่นได้ที่ไหนในตอนนี้

เวลานั้นที่บ้านเดชบริรักษ์ โฉมฉายเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องไม่ยอมเฉียดกรายออกไปข้างนอกเพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตาของสามีกับซ่อนกลิ่น ทั้งพิศและพวงเฝ้ามองด้วยความสงสารแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทันใดนั้นเองกรองแก้วกับเจิมเดินเข้ามาทักทาย โฉมฉายมองทั้งคู่อย่างแปลกใจและถามว่าไปไหนมาตั้งแต่เช้า

เจิมอ้าปากจะพูด แต่กรองแก้วขยิบตาปรามและบอกเพียงว่าไปตลาดมา พวงสบโอกาสรายงานว่าโฉมฉายไม่ยอมออกนอกห้องเพราะรู้สึกเศร้าใจที่จะเห็นการแสดงบทรักของหลวงเดชกับซ่อนกลิ่น กรองแก้วพูดปลอบใจว่า

“คุณพี่โฉมไม่ต้องเสียใจนะคะ น้องจะหาทางกำจัดมันออกไปเองค่ะ คนอย่างมัน ต้องเจออย่างน้อง”

พิศมองหน้ากรองแก้วเป็นเชิงถามว่าจะใช้วิธีไหนจัดการคนแบบซ่อนกลิ่น กรองแก้วไม่ขยายความอะไรต่อ ได้แต่ยิ้มร้ายอย่างมีแผนเด็ดกับเจิม

หลังจากนั้นกรองแก้วกับเจิมก็เดินสำรวจรอบบ้านอย่างขะมักเขม้น สองคนกระซิบคุยกันว่า

“ตรงที่มีศพ...นี่มันตรงไหนก็ไม่รู้นะเจ้าคะ”

“นั่นสิ หมอดูของเอ็งนี่ก็พูดจามีลับลมคมใน จะบอกเลย...ก็ไม่ได้”

ธูปเดินผ่านมาเห็นรู้สึกสงสัยในพฤติกรรมของทั้งคู่จึงเข้าไปถามว่ากำลังหาอะไรอยู่ เจิมหันมองธูปด้วยความรำคาญที่แส่ไม่เข้าเรื่อง แต่ก็ไม่บอกว่าหาอะไรอยู่ สองคนเปิดศึกสาดน้ำลายด่าทอจนกลายเป็นการตบตีในที่สุด กรองแก้วเห็นว่าเรื่องราวจะลุกลามบานปลายโดยไม่มีประโยชน์จึงปรามเจิมให้หยุดและส่งสัญญาณให้บ่าวเดินตามไป

เพียงครู่เดียว ธูปก็แล่นไปรายงานซ่อนกลิ่นให้ทราบเรื่อง หญิงสาวไม่รอช้าเดินตามหากรองแก้วกับเจิม จนกระทั่งเห็นทั้งคู่อยู่ริมสระน้ำในบริเวณบ้านกำลังก้มๆเงยๆเหมือนหาบางอย่าง

“ท่าทางไม่น่าไว้ใจ...นังธูป เอ็งคอยตามดูพวกมันไว้ แล้วกลับมารายงานข้า!”

ขณะนั้นภายในห้องนอนของโฉมฉาย บวรยศร้องไห้โยเยไม่ยอมหยุด พิศและพวงที่นั่งพับผ้าอยู่ใกล้ๆ รู้สึกเป็นกังวล พิศเอ่ยปากถามว่า

“คุณหนูร้องไห้มานานแล้วนะคะคุณพี่โฉม”

โฉมฉายเองก็แปลกใจที่ลูกชายอาการไม่ดีขึ้นทั้งๆที่กินยาไม่ได้ขาด อุ่นยกกะละมังใส่น้ำเข้ามาในห้องพอดีจึงเตือนว่าตัวร้อนไม่หายแบบนี้น่ากลัวจะเกิดการชักได้ โฉมฉายหน้าเสียไม่รู้จะทำอย่างไรดี อุ่นครุ่นคิดชั่วครู่ก็แนะว่า

“บ่าวเคยได้ยินแม่เคยบอกว่าถ้าตัวร้อนหนักบางทีอาจจะเพราะผีทำ ลองให้พระท่านรดน้ำมนต์หน่อยไหมเจ้าคะ”

นายหญิงพยักหน้าเห็นด้วยเพราะนั่นเป็นหนทางแก้ไขที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ โฉมฉายรีบอุ้มบวรยศลงจากเรือนและสั่งนายผลให้เอารถออกเพื่อไปวัดโดยเร็ว นายผลกุลีกุจอปฏิบัติตามคำสั่งทันที

ooooooo

เวลาเดียวกันนั้น ซ่อนกลิ่นรู้สึกกระวนกระวายใจเพราะไม่รู้ว่ากรองแก้วกับเจิมคิดจะทำอะไร จึงสั่งให้ธูปสอดแนมหาข่าวมารายงาน พอเห็นธูปเดินขึ้นเรือนมาก็ร้องถามว่าได้เรื่องอะไรหรือไม่

ธูปรายงานว่าเวลานี้ยังไม่เห็นพิรุธอะไรจากสองคนนั่น ซ่อนกลิ่นตวาดบ่าวอย่างหงุดหงิด

“เอ็งนี่จริงๆทำข้าเสียเวลา ข้าว่าจะไปเดินตลาดสักหน่อยต้องมารออะไรก็ไม่รู้ งั้นไปบอกไอ้ผลให้เอารถออก ข้าจะไปตลาด เร็วๆด้วยล่ะ เดี๋ยวคุณหลวงเรียกใช้อีก ข้ายิ่งกระดิกตัวไปไหนไม่ค่อยจะได้อยู่ด้วย”

ธูปวิ่งปราดไปในทันที ก่อนจะกลับมารายงานนายสาวว่านายผลไม่อยู่ เพิ่งจะขับรถออกไปกับโฉมฉาย ซ่อนกลิ่นโมโหขึ้นมาทันที ธูปได้ทีสาระแนรายงานใส่ไฟสุดฤทธิ์

“นังโฉมฉายแย่งรถคุณซ่อนกลิ่นเจ้าค่ะ...รถคันเก่าก็มีแต่มันดันให้ลุงผลเอาคันใหม่ของคุณหลวงไปเจ้าค่ะ”

“หน็อย...อีนี่เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับข้า คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้มันอุ้มลูกเดินกลับเรือนให้ได้!”

ขาดคำซ่อนกลิ่นก็ลุกพรวดแล่นไปฟ้องหลวงเดชทันทีทันใด ธูปมองตามหัวเราะสะใจ ฝ่ายหลวงเดชที่ถูกมนต์เสน่ห์ครอบงำได้ฟังซ่อนกลิ่นเล่าเรื่องราวเพ็ดทูลทั้งหมดก็เกิดเดือดจัด ร้องตะโกนสั่งคนขับรถให้เอารถออกไปวัดทันที

ขณะนั้นโฉมฉายพาลูกชายมากราบเจ้าอาวาสและหลวงพ่ออุเทนอยู่ภายในอุโบสถด้วยสีหน้ากังวลใจ เสียงเจ้าอาวาสทักทายว่าหายไปเสียนาน เธอชี้แจงว่า

“ที่เรือนมีเรื่องวุ่นวายดิฉันก็เลยหาเวลามาไม่ได้ นี่ก็มีเรื่องร้อนใจอยากจะมากราบขอบารมีจากหลวงพ่อช่วยเจ้าค่ะ”

“อาตมาบารมีไม่มากหรอกโยม คงต้องให้หลวงพ่ออุเทนช่วยกระมัง”

โฉมฉายมองไปทางหลวงพ่ออุเทน เจ้าอาวาสเล่าว่าหลวงพ่ออุเทนธุดงค์มาแถวนี้ ตนเลยชวนมาสนทนาธรรม พวงพูดแทรกว่านายหญิงของตนถูกคนรังแกมา โฉมฉายร้องปรามบ่าวให้เงียบ หลวงพ่ออุเทนยิ้มรับด้วยความเมตตา

“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครหลีกหนีกรรมได้พ้นหรอกโยม”

พวงถามด้วยความสงสัยว่าเป็นกรรมของใคร หลวงพ่อตอบว่าเป็นของทุกคนไม่เว้นแม้แต่บวรยศ เมื่อโฉมฉายและพวงได้ยินเข้าก็ตกใจมาก ก่อนโฉมฉายจะขอร้องว่า

“หลวงพ่อเมตตาฉันกับลูกด้วยนะเจ้าคะ ความจริงที่มาวันนี้ก็เพราะลูกชายของดิฉันตัวร้อน กินทั้งยาไทยยาฝรั่งก็ไม่ดีขึ้น เลยอยากจะขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้น่ะเจ้าค่ะ”

หลวงพ่ออุเทนกวักมือให้โฉมฉายเขยิบตัวลูกชายเข้าไปใกล้ๆ เมื่อมองหน้าบวรยศแล้ว หลวงพ่อก็มีกิริยาชะงักงันเหมือนรับรู้อะไรบางอย่าง ก่อนจะเสลูบหัวเด็กชายอย่างเอ็นดู ขณะที่โฉมฉายมองตื่นเต้นแล้วขอร้องให้ท่านช่วยเป่าคาถาปัดภัยร้ายที่อาจจะมากล้ำกราย แต่หลวงพ่อกลับพูดว่า

“อาตมาไม่ใช่พระรักษาโรคหรือพระดูดวง หน้าที่อาตมาคือศึกษาพระธรรมคำสอน โยมพาลูกไปหาหมอจะดีกว่า”

“ดิฉันขอโทษด้วยเจ้าค่ะ”

เรื่องย่อละคร ลิขิตริษยา

“ซ่อนกลิ่น” หมอตำแยสาวผู้มีปมจากความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาที่เกิดมายากจนและถูกกดขี่ดูแคลนมาแต่เด็ก เธอจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา แม้แต่ขายศพเด็กให้กับ “พร” หมอผีที่ทำคุณไสยมนต์ดำและหลงรักซ่อนกลิ่นมาตลอด

วันหนึ่ง เธอได้พบกับ “หลวงเดชบริรักษ์” ชายผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉม ยศศักดิ์ และฐานะอันมั่งคั่ง ทำให้เธอหลงรักหลวงเดชและหมายมั่นจะต้องได้เขามาครอบครองให้ได้ หากแต่หลวงเดชบริรักษ์มีภรรยาถึง๓คน ได้แก่ “โฉมฉาย”ภรรยาเอกซึ่งเป็นลูกสาวพระยาผู้มีจิตใจอ่อนโยนและยังมี“บวรยศ”ซึ่งเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้กับเขา “กรองแก้ว” ลูกสาวคหบดีผู้มั่งคั่งและยังเป็นภรรยาที่รักและเคารพโฉมฉายราวกับพี่สาวแท้ๆ และ “พิศ” ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเมียบ่าว แต่ก็ได้รับความเอ็นดูจาก โฉมฉายและกรองแก้วเป็นอย่างดี

ครอบครัวของหลวงเดชเป็นครอบครัวที่พรั่งพร้อมและมีความสุขจนน่าอิจฉา จนกระทั่ง ซ่อนกลิ่นเข้ามาในชีวิตของพวกเขา ทุกอย่างจึงเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อซ่อนกลิ่นมีโอกาสได้ใกล้ชิดครอบครัวหลวงเดชบริรักษ์ โดยเธอได้ทำคลอดให้กับพิศ จนทำให้ “อรพิลาส” ลูกสาวของพิศคลอดอย่างปลอดภัย ทำให้หลวงเดชบริรักษ์รู้สึกซาบซึ้งและคิดว่าซ่อนกลิ่นมีบุญคุณกับครอบครัวของเขาที่ช่วยชีวิตพิศและอรพิลาสไว้ได้

ด้วยความรักที่มีต่อหลวงเดชบริรักษ์ ซ่อนกลิ่นจึงพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้เป็นภรรยาคนที่4ของเขา แม้แต่เผาเรือนของตัวเองเพื่อเรียกร้องความสงสาร ทำให้โฉมฉายตกหลุมพรางนี้และยอมรับซ่อนกลิ่นเข้ามาอุปการะในเรือน ขณะที่ซ่อนกลิ่นเมื่อได้มาอยู่ในเรือนหลวงเดชบริรักษ์ เธอก็ได้พบกับ “นพ” เพื่อนเก่าที่หลงรักซ่อนกลิ่นมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งในตอนนี้ นพคือข้าราชการชั้นผู้น้อย และอยู่ใต้บังคับบัญชาของหลวงเดชบริรักษ์ แม้นพจะดีใจกับการได้กลับมาพบซ่อนกลิ่นอีกครั้ง หากแต่ซ่อนกลิ่นกลับไม่ได้สนใจนพแม้แต่น้อย

และแล้วซ่อนกลิ่นก็ใช้วิธีทำคุณไสยใส่หลวงเดชบริรักษ์ จนทำให้หลวงเดชบริรักษ์หลงใหลในตัวเธอ ถึงกับหน้ามืดตามัว ขณะที่กรองแก้วที่รู้ทันแผนชั่วร้ายของเธอจึงพยายามทำทุกทางเพื่อจะเปิดโปงซ่อนกลิ่น เธอจึงสั่งให้ “ทอง” นักเลงคุมบ่อนที่ตกหลุมรักเธออีกคนจัดการฆ่ากรองแก้ว

ต่อมาซ่อนกลิ่นจับได้ว่า พิศ แอบรู้ความลับเรื่องที่เธอเป็นคนฆ่ากรองแก้ว เธอจึงวางยาสั่งที่ได้มาจากพรกับพิศ จนทำให้พิศกลายเป็นคนสติวิปลาส

แม้กรองแก้วจะจากไปแล้วอีกทั้งพิศยังกลายเป็นคนเสียสติ หากแต่ซ่อนกลิ่นกลับยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการเชิดชูและให้เกียรติจากสังคม โดยเฉพาะจาก “พระยาราชรักษ์” และ “คุณหญิงมณี” ซึ่งเป็นเพื่อนของโฉมฉาย ในที่สุด ซ่อนกลิ่นจึงลงมือฆ่าโฉมฉาย อีกทั้งยังสั่งให้ “ธูป” บ่าวคนสนิทจัดการฆ่าบวรยศอีกด้วย โดยที่ “เจิม” บ่าวคนสนิทของโฉมฉายได้แต่เสียใจที่ไม่สามารถปกป้องนายของเธอไว้ได้

ด้านนพที่แม้จะพยายามทำดีกับซ่อนกลิ่นมากเพียงไหน แต่ซ่อนกลิ่นกลับไม่แยแสเขาเลย ทั้งยังไม่ฟังคำทัดทานและตักเตือนของนพที่อยากให้ซ่อนกลิ่นเลิกทำผิดคิดร้ายต่อครอบครัวของหลวงเดชบริรักษ์ แต่ทุกสิ่งที่ทำไปก็ไม่เป็นผล ในที่สุดนพจึงตัดสินใจขอทุนไปเรียนต่อยังต่างประเทศ และตัดใจจากซ่อนกลิ่นจนไปมีครอบครัวของตัวเอง

เวลาผ่านไป 4 ปี โฉมฉายได้มาอาศัยอยู่กับ “ป้ารี” ซึ่งมีหลานสาวคือ “เนตร” ทำให้รู้ว่าโฉมฉายรอดชีวิตมาได้ในคราวนั้น หากแต่เคราะห์กรรมทำให้เธอกลายเป็นคนความจำเสื่อม ขณะที่บวรยศได้มาเป็นลูกศิษย์ของ “หลวงพ่ออุเทน” พระสงฆ์ซึ่งธุดงค์ไปตามที่ต่างๆจนได้พบบวรยศซึ่งนอนอยู่บนเรือที่ลอยมาริมน้ำตรงที่หลวงพ่ออุเทนปักกลดอยู่ หลวงพ่ออุเทนจึงเลี้ยงดูบวรยศมาตลอด จนกระทั่งพระยาราชรักษ์ และคุณหญิงมณี ซึ่งแม้จะมีลูกชาย คือ “อรรถกร” อยู่แล้ว แต่ก็รู้สึกถูกชะตากับบวรยศ จึงได้ขอหลวงพ่ออุเทนรับบวรยศมาอุปการะเป็นลูกชายอีกคน

17 ปีต่อมา ซ่อนกลิ่นซึ่งในเวลานี้กลายเป็นภรรยาเอกของหลวงเดชบริรักษ์ ทั้งยังรับอรพิลาสมาเลี้ยงเป็นลูกตัวเอง และยังเลี้ยงมาแบบผิดๆ ทำให้อรพิลาสซึมซับนิสัยของซ่อนกลิ่นเอาไว้

ขณะที่บวรยศเรียนจบปริญญาตรีจากต่างประเทศและกำลังจะเข้ารับราชการในกรมศุลกากร เขากลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่สาวๆต่างหมายปอง โดยเฉพาะอรพิลาสที่หลงรักบวรยศทันทีที่ได้พบ โดยไม่รู้เขาคือพี่ชายต่างมารดาของเธอ อีกทั้งยังมองข้ามอรรถกร ซึ่งในเวลานี้เป็นนายแพทย์หนุ่มอนาคตไกลเองและหลงรักเธอ หากแต่บวรยศกลับตกหลุมรักเนตร แม่ค้าขนมหวานธรรมดาคนหนึ่ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความหลับถูกเปิดเผย เมื่อบวรยศพาคุณหญิงมณีมาดูตัวเนตร ทำให้ได้พบกับโฉมฉายและรู้ว่าโฉมฉายยังมีชีวิตอยู่

เมื่อซ่อนกลิ่นได้รู้จึงต้องพยายามทำทุกทางเพื่อกำจัดโฉมฉายอีกครั้งเพื่อเอาตัวรอดจากความผิดทั้งหมดที่ตัวเองก่อไว้ หากแต่กฎแห่งกรรมจะยอมปราณีเธอหรือไม่ และความรักของบวรยศ อรรถกร อรพิลาส และเนตร จะลงเอยเช่นไร ติดตามได้ใน ลิขิตริษยา เร็วๆนี้ทางช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:38 น.