ตอนที่ 5
ก่อนหน้าที่เปรื่องจะออกมาที่ตลาด ได้ไปที่บ้านกำนันก่อน ได้รับฟังกำนันบอกถึงสิ่งที่ต้องการแล้ว เปรื่องทวนคำสั่งกำนันว่า
“พระพุทธรูปฟ้าผ่า?” กำนันถามว่าเคยได้ยินไหม “ก็เคยอยู่จ้ะพี่กำนัน พระพุทธรูปทองแดงเนื้อพิเศษ ใครได้ไปบูชาแม้แต่ฟ้าก็ทำอะไรไม่ได้ เขาว่ายังไม่เคยมีใครเห็นองค์จริงๆเลย”
“ถ้ามันเหลือบ่ากว่าแรงของเอ็งจริงๆ เอ็งก็กลับไปขุดกรุอยู่อยุธยาแล้วกัน” กำนันปรามาส
“โธ่ๆๆ พี่กำนัน คนอย่างไอ้เปรื่องสุโขทัยทั้งที มีเรอะจะปฏิเสธคำสั่งของพี่กำนัน แต่ว่า...” เปรื่องทำตาเจ้าเล่ห์ กำนันรู้ทันบอกว่าเรื่องค่าจ้างไม่ต้องห่วง พลางพยักหน้าให้สัมฤทธิ์เอาเงินให้เปรื่อง
“ค่าจ้างล่วงหน้าฉันให้ไปก่อน ได้ของเอ็งเมื่อไหร่ ตรงกับที่ข้าต้องการ ข้าก็จะเพิ่มให้อีก”
เปรื่องรับเงินไปกรีด คะเนจำนวนแล้วหัวเราะเสียงแปร่งแหลมอย่างพอใจ
ออกจากบ้านกำนัน เปรื่องมากว้านซื้ออาหารที่ร้านอาฮวด ได้ยินอาฮวดทักว่าไม่เคยเห็นหน้า เปรื่องก็คุยโวว่า
“ฉันเป็นนักท่องเที่ยวจ้ะ ศรัทธาพระร่วงเจ้า เลยชอบสุโขทัยมากเป็นพิเศษ ก็เลยตั้งใจมาตระเวนไหว้พระ กราบโบราณสถานให้เป็นบุญกับชีวิตจ้ะ”
“เหรอ...แต่หน้าตาลื้อไม่ให้เลยนะ” อาฮวดพูดตรงเสียจนสาลี่ต้องแอบหยิก เรียกปรามเบาๆแล้วหันไปฉีกยิ้มพูดเสียงอ่อนโยนกับเปรื่องว่า
“มิน่าถึงได้ตุนเสบียงเต็มไปหมด เชิญจ้ะที่นี่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ระวังไว้หน่อยก็ดีนะพ่อ แถวนี้มีฆาตกรที่ตำรวจยังตามจับไม่ได้ เดินเพ่นพ่านอยู่ในศรีสัชฯ”
“อ๋อ...เรื่องวีรบุรุษบาปน่ะเหรอ” เปรื่องพูดแล้วหันไปเห็นขุนเดชเดินเข้ามามองอย่างสงสัย ก็รีบกลบเกลื่อนว่า “ฉันพอได้ยินมาบ้างน่ะจ้ะ ข่าววีรบุรุษบาปของที่นี่ดังไกลไปถึงสุโขทัยโน่นแต่ฉันจะกลัวไปทำไม ในเมื่อฉันเป็นคนดี”
เปรื่องหัวเราะเสียงอุบาทว์ออกมาอีก ขุนเดชมองเปรื่องอย่างไม่ไว้ใจ ส่วนเปรื่องก็หางตามองขุนเดชอย่างระแวงระวังเช่นกัน
ooooooo
เพราะวันนี้ที่แคมป์มีงานด่วน อาจารย์ดำรงจึงไม่ได้เอารถมารับดาราที่อนามัย บัวทองบอกให้ดารารอก่อนตนจะไปหารถมารับเอง ดาราจะเดินไปเอง บัวทองไม่ยอมเพราะดาราเพิ่งจะหายเจ็บ ว่าแล้วรีบเดินออกไป
พอบัวทองออกไปเท่านั้น ประดับก็เอารถมาเทียบ ทักทายดาราราวกับสนิทกันดี ประดับบอกว่าได้ข่าวว่าเธอถูกงูกัด ตนมาธุระที่ศรีสัชฯพอดี ยังไงก็ขอเป็นสารถีไปส่งก็แล้วกัน
ดาราทั้งเกลียดทั้งกลัว ไล่ไปให้พ้น ประดับทำยิ้มกริ่มเข้าคว้าแขนดาราลากไปขึ้นรถขับออกไปทันที
บัวทองมาเห็นคนแปลกหน้าฉุดดาราขึ้นรถ ตกใจมากรีบวิ่งไปบอกยงยุทธที่สถานีตำรวจ ยงยุทธเดาได้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือประดับแน่ๆ
บัวทองวิ่งไปหาขุนเดชที่กำลังสะกดรอยเปรื่องที่ทำทีเป็นนักท่องเที่ยวเดินดูโบราณสถานอยู่ บอกว่าดาราถูกทนายของกำนันฉุดให้รีบไปช่วยเร็วๆ ขุนเดชกังวล หันมองเปรื่องอีกทีปรากฏว่าหายไปแล้ว
ดาราดิ้นรนบอกให้ประดับจอดรถ ปล่อยตนลงเดี๋ยวนี้ ประดับบอกว่าอย่ากลัวเลย ตนแค่พาเธอมานั่งรถกินลมชมวิวเล่นด้วยกันเท่านั้น ดาราพูดอย่างรู้ทันว่า คิดว่าตนไม่รู้หรือว่าเขาจะใช้ตนแก้แค้นขุนเดชกับยงยุทธ อย่าหวังเลย ตนยอมตายเสียดีกว่าจะยอมเป็นเหยื่อ
“จะคิดสั้นไปทำไม สวยๆอย่างเธอรีบตายมันเสียดายของ...” ประดับยิ้มหื่น พริบตานั้นมันทุบที่ช่องท้องดาราจนเธอหมดสติคาเบาะนั่ง
ooooooo
ขุนเดชขี่มอเตอร์ไซค์มีบัวทองซ้อนท้ายมาเจอยงยุทธและจ่าแท่นที่ขับรถจี๊ปมา ขุนเดชถามว่าเจอดาราหรือยัง ยงยุทธบอกว่ายัง แต่สั่งให้กำลังที่โรงพักช่วยกันค้นหาแล้ว บัวทองถามยงยุทธว่าทนายคนนั้นจับดาราไปทำไมหรือ
“มันต้องการแก้แค้นพวกเรา” ขุนเดชตอบแทน
พริบตานั้นเอง มีแก๊งมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกไหมพรมตะบึงมาเป็นฝูง พวกมันมีโซ่กับไม้หน้าสามเป็นอาวุธ กรูกันเข้ามาล้อมเล่นงานพวกขุนเดช
ยงยุทธให้จ่าแท่นพาบัวทองหลบไปก่อนเพราะจะทำให้พวกตนรับมือมันไม่สะดวก บัวทองจำต้องไปกับจ่า จึงเหลือขุนเดชกับยงยุทธรับมือพวกมันเป็นฝูง
แม้จะมีฝีมือ แต่ถูกรุมล้อมกรอบแบบนี้ ทั้งขุนเดชและยงยุทธเห็นท่าจะเสียทีมันแน่ ตกลงแยกกันสู้ ยงยุทธล่อให้มันตามไปทางหนึ่ง ขุนเดชจัดการกับมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล้วแย่งรถขี่ล่อมันไปอีกทางหนึ่ง
ขุนเดชล่อมันเข้าไปในสวนให้มันไล่ล่าจนชะล่าใจ พอถึงคูน้ำขุนเดชหักหลบ แต่มันไม่รู้พุ่งลงคูน้ำ แล้วขุนเดชก็ล่ออีกคันให้ตามไปเจอเชือกที่ขึงดัก รถเสียหลักคนขี่ตกลงมากลิ้งไม่เป็นท่า แต่มันยังไม่ยอมแพ้ เอาสนับมือใส่สู้กันแบบตัวต่อตัว แต่สุดท้ายก็ถูกขุนเดชใช้ทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ลุยมันจนหมดสติไป แววตาขุนเดช เวลานี้แข็งกร้าว...ดุดัน!!
ส่วนยงยุทธล่อพวกมันเข้าไปในโรงงานไม้ พวกมันเหิมเกริมบิดรถเข้าหาหมายขยี้ ถูกยงยุทธถีบแกลลอนน้ำมันหก พวกมันลื่นเสียหลักล้มไม่เป็นท่า อีกคันระเบิด ตูม คนขี่กระเด็นถูกไฟลุกท่วมร้องลั่น
เหลืออีกคน มันลุยเข้ามาเงื้อไม้หน้าสามหมายเอาให้ตายในทีเดียว ยงยุทธฉากหลบได้อย่างเฉียดฉิว หันไปคว้าไม้หน้าสามมารับมือ เสียงไม้หวดกระทบกันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายมันก็ถูกยงยุทธเล่นงานด้วยกระบวนท่าจบ ทุ่ม ทับ จับ หัก สิ้นฤทธิ์ไปคามือ เขากระชากมันขึ้นมาตะคอกถาม
“ไอ้ประดับมันพาดาราไปไว้ที่ไหน!!”
ooooooo
ยงยุทธรีบบิดมอเตอร์ไซค์ไปยังโรงสีที่ประดับเอาดาราไปไว้ที่นั่น เจอมันขับรถออกมาพอดี มันเปิดกระจกรถมองยงยุทธยิ้มเย้ยอย่างผู้ชนะ ยงยุทธทั้งเป็นห่วงดาราและแค้นประดับ เขารีบเข้าไปในโรงสีร้าง ตะโกนเรียกดาราอย่างตระหนก
พลันยงยุทธก็ชะงักเมื่อเห็นดารานั่งกอดตัวเองร้องไห้อยู่ เขารีบเข้ากอดถามว่า
“ไอ้ประดับมันทำอะไรคุณ...ดารา...มันทำอะไรคุณ!”
ดารามองยงยุทธที่เป็นห่วงตนจนแทบจะเป็นบ้า เธอร้องไห้น้ำตานองหน้า...
“ไอ้สารเลวนั่นมันทำร้ายคุณใช่ไหม ผมจะไปตามลากคอมัน” ดาราอ้อนวอนอย่าไปยุ่งกับมัน มันไม่ได้ทำอะไรตน “คุณหมายความว่ายังไง” ยงยุทธชะงัก ดารามองหน้าเขานิ่ง
เธอเล่าว่า ประดับบอกว่ามันจับตัวเธอมาก็เพื่อให้เธอเป็นคนบอกยงยุทธกับขุนเดชแทนมันว่า
“สงครามมันแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ฉันจะให้เวลาพวกมันเตรียมตัวรับมือ เมื่อฉันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ฉันจะทรมานพวกมันให้ตายทีละคน แล้วฟังเสียงพวกมันร้องครวญครางขอชีวิต”
ดาราตบหน้ามันฉาดใหญ่ มันหัวเราะเหมือนไม่รู้สึกรู้สา ยื่นหน้าเข้ามาบอกว่า “ร่างกายเธอฉันก็ยังอยากได้อยู่นะ” ดาราตบหน้ามันอีกครั้งผลักมันออกไปด่าไอ้เลว มันหันกลับมองขู่อาฆาตว่า
“พยศไปเถอะ...ถึงเวลาของฉันเมื่อไหร่ เธอจะไม่เหลือใครปกป้องเธออีก...ฮ่าๆๆๆ”
ooooooo
ที่ถนนบนอ่างเก็บน้ำ ประดับเบรกรถกะทันหันเมื่อเห็นขุนเดชจอดมอเตอร์ไซค์ขวางถนนอยู่ ทั้งคู่ต่างรู้กันโดยสัญชาตญาณว่า นาทีเปิดศึกมาถึงแล้ว ต่างเร่งเครื่องรถดังกระหึ่มราวกับเป็นการตัดไม้ข่มนามกันในที แล้วขุนเดชก็ชักดาบดำที่เหน็บหลังออกมา ส่วนประดับถอดแว่นกันแดดออก หยิบปืนด้ามงาช้างมาเตรียมพร้อม
ทั้งคู่ขับรถพุ่งเข้าหากัน ประดับกราดปืนใส่ กระสุนนัดหนึ่งเฉียดไหล่ขุนเดชทำให้เขาเสียหลักตกจากรถ ดาบดำกระเด็นไปตกไม่ไกลแต่เอื้อมไม่ถึง
ขณะที่ขุนเดชพยายามพยุงตัวขึ้นมาในสภาพเนื้อตัวถลอกเลือดไหลซิบๆนั้น ประดับหยิบแว่นดำมาใส่ยืนมองอย่างท้าทาย แล้วทั้งคู่ก็พุ่งเข้าประลองหมัดกันอย่างดุเดือด สู้กันอยู่นานไม่มีใครชนะใคร จึงต่างถอยไปยืนหอบ
“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ขุนเดช” ประดับกล่าวอาฆาตแล้วรีบเดินไปขึ้นรถขับออกไป ขุนเดชยืนมอง แววตาคมกล้าราวกับพยัคฆ์ร้าย!
ooooooo
ดารากลับมาถึงบ้านคำปัน คำปันพูดอย่างโล่งอกว่า ถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน บัวทองสวนไปอย่างรับไม่ได้ว่า
“ฟาดเคราะห์อะไรล่ะแม่ ที่น่าจะฟาดให้เลือดอาบควรจะเป็นไอ้ทนายจากกรุงเทพฯนั่นต่างหาก” แล้วถามยงยุทธว่า “ตกลงตามจับมันมาไม่ได้เลยเหรอคะหมวด”
ยงยุทธนิ่ง บัวทองฉุนถามว่า “ว่าไงล่ะคะหมวด อย่าบอกนะคะว่ามันก่อเรื่องอุกอาจขนาดนี้แล้ว หมวดก็ยังทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับที่ต้องปล่อยให้ไอ้สัมฤทธิ์ไล่ยิงพี่ขุนเดช”
“บัวทอง... เอ็งยังไม่เข้าใจ ไอ้ทนายนั่นมันหัวหมอ ถ้าไม่มีหลักฐานที่เล่นมันหนักๆได้ ยังไงมันก็ดิ้นหลุด ดีไม่ดีมันจะหาทางดึงผู้ใหญ่มาเล่นงานกลับเราได้อีก” จ่าแท่นพูดอย่างผู้มีประสบการณ์
“อ๋อ...ที่แท้ก็กลัวร้อนเก้าอี้ตัวเอง คนร้ายทำผิดกฎหมายกลับทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้มันเยาะเย้ยเล่น สู้พี่ขุนเดชก็ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจ พี่ขุนเดชก็สู้กับพวกมันไม่ถอย”
“บัวทอง!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ” คำปันดุลูก
“ไม่เป็นไรหรอกครับน้าคำปัน ทั้งๆที่มีตำรวจอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ยังคาดหวังว่าชีวิตจะปลอดภัยไม่ได้ บัวทองมีสิทธิ์ที่จะคิดแบบนั้น...ผมขอตัวนะครับ” ยงยุทธเดินออกไปหงอยๆ คำปันเลยหันมาดุบัวทองอีกว่าพูดอะไรไม่รู้จักระวัง
ดารามองตามยงยุทธไปด้วยความเห็นใจและเข้าใจความเจ็บปวดของเขาดี...
ooooooo
ยงยุทธไปยืนครุ่นคิดที่ริมบึง คิดถึงคำพูดของบัวทองด้วยความหงุดหงิดผิดหวังตัวเอง เขาอัดอั้นจนกำหมัดชกต้นไม้เลือดออกซิบๆ พลันก็มีมือมาแตะไหล่เขา
ดารานั่นเอง...เธอบอกเขาอย่างเห็นใจว่าอย่าทำแบบนั้นเลย เขาทำดีที่สุดแล้ว ยงยุทธบอกว่าตนควรทำดีกว่านี้ ถ้าตนจัดการพวกมันได้หมด ทุกคนก็จะวางใจได้เสียทีว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือที่มีไว้ปกป้องคนดี จัดการคนเลว
“เธอทำได้นะยงยุทธ ถึงจะไม่ใช่ตอนนี้ แต่ถ้าเธอเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง ฉันก็มั่นใจว่าเธอจะจัดการกับคนเลวได้หมด”
“ดารา...แล้วกับความคิดของขุนเดชล่ะ มันเห็นตรงกันข้ามกับผม...” เห็นดารานิ่งไป เขาพูดอย่างน้อยใจว่า “ผมรู้ว่าคุณยังมีใจให้ขุนเดช มันก็ไม่แปลกหรอก ถ้าคุณจะเห็นด้วย” พูดแล้วเดินไปอย่างเงื่องหงอย
ดาราตามไปกอดเขาจากข้างหลัง จนยงยุทธอึ้ง เธอให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“อย่านะยงยุทธ อย่าทิ้งอุดมการณ์ของเธอ ถ้าเธอเลือกทางเดินที่ไม่ถูกต้อง ก็คงไม่เหลือความดีอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว”
“ดารา...นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับผมมากกว่าขุนเดช”
“ฉันก็แค่อยากให้กำลังใจเธอ ไม่อยากให้ท้อถอย และก็ไม่อยากให้เธอเลือกทางผิด”
“ขอบใจดารา...ถ้ามีคุณเป็นกำลังใจ ผมก็จะสู้ไม่ถอย” ยงยุทธดึงดาราเข้าไปกอดแน่น ดารายิ้มให้กำลังใจเขา
ที่มุมหนึ่งริมบึง ขุนเดชยืนดูอยู่ เขากำดาบดำแน่น หันหลังให้กับเพื่อนตายและคนรักด้วยอุดมการณ์ที่ไปด้วยกันไม่ได้...
กลับมาถึงกระท่อม ขุนเดชชักดาบดำออกมา ฟันฉับใส่เสาไม้ที่ใช้ฝึกฟันดาบเป็นประจำ แต่พอดาบกินเข้าไปในเนื้อไม้ เขารีบดึงออกมา มองคมดาบที่บิ่นเพราะการต่อสู้ด้วยสีหน้าเจ็บใจ
ไม่นาน ขุนเดชก็ลับคมดาบให้กลับมาคมได้เหมือนเดิม เวลานี้ ใจเขาร้อนรุ่มกว่าเตาไฟที่อยู่ตรงหน้าเสียอีก!
หลังจากลักลอบสำรวจทั่วบริเวณโบราณสถานแล้ว เปรื่องก็ลงมือทันที มันไม่ได้ลักขุดเหมือนโจรทั่วไปแต่มันใช้ระเบิด ระเบิดฐานเจดีย์โบราณจนแตกหักกระจุยฝุ่นตลบไปทั่วบริเวณ...
ยงยุทธกับจ่าแท่นอยู่ที่ถนนลูกรัง ต่างได้ยินเสียงระเบิด ยงยุทธถามจ่าว่า แถวนี้มีสัมปทานให้ระเบิดหินด้วยหรือ
“ไม่มีหรอกครับหมวด ที่นี่เป็นเมืองเก่า เป็นแหล่งโบราณสถาน เสียงตูมแบบนี้ สงสัยจะฝีมือพวกลักขุดกรุ มันใช้ระเบิดแทนจอบเสียม ไม่ต้องเสียเวลาขุด”
“งั้นรีบไปดูกัน” ยงยุทธหน้าเครียด จ่ารีบกลับรถ ตะบึงไปตามทิศที่ได้ยินเสียงระเบิดเมื่อครู่...
ooooooo
หลังจากฝุ่นจางแล้ว เปรื่องรีบมุดเข้าไปดูที่ฐานเจดีย์ พบโพรงใหญ่ มันเอามือควานเจออะไรบางอย่าง ดึงออกมาเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง แต่มีคราบสนิมสีเขียวเกาะเต็มทั้งองค์
“โธ่เว้ย...พระอะไรวะเนี่ย สนิมจับเขรอะเลย เสียเวลาฉิบ...” มันสบถ คิดจะทิ้งไว้ตรงนั้น
ทันใดนั้น ลมพัดอื้ออึง ท้องฟ้ามืดครึ้มฉับพลัน ฟ้าแลบน่ากลัว เปรื่องแหงนมองท้องฟ้าพึมพำว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยความสงสัย เปรื่องยกพระพุทธรูปขึ้นพิจารณาอีกครั้ง ลองเอามือขัดคราบสนิมออก มันตกใจ อุทาน...
“เฮ้ย!! เนื้อทองแดงนี่หว่า...” ทันใดนั้น ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา เปรื่องกระเด็นไปหลายเมตร มันลุกขึ้นแค่รู้สึกมึนๆ เท่านั้น คราวนี้ มันยิ่งอัศจรรย์ใจ “เป็นไปได้ยังไงวะ โดนฟ้าผ่าแต่ไม่ตาย...หรือว่า! พระพุทธรูปฟ้าผ่า...ฮ่าๆๆๆ รวยแล้วเว้ย...ไอ้เปรื่อง รวยแล้ว...”
เปรื่องหัวเราะยังไม่ทันสะใจ เสียงรถของยงยุทธก็ดังเข้ามา มันสบถ
“เวรเอ๊ย...ตำรวจมา มันโผล่มาทำไมตอนนี้วะ ขัดลาภฉิบห...” มันหน้าเครียดมองพระพุทธรูปในมือคิดหนัก...
ooooooo
เมื่อยงยุทธมาถึงบริเวณที่ได้ยินเสียงระเบิด สวนกับเปรื่องเดินออกมาพอดี ยงยุทธยกปืนเล็งสั่งให้หยุด เปรื่องยกสองมือชูร้องบอก
“อย่าครับคุณตำรวจ ผมเป็นพลเมืองดี ผมไม่ใช่ คนร้าย”
เมื่อยงยุทธกับจ่าชะงัก เปรื่องเล่าอย่างตื่นเต้นว่า
“ผมเจอไอ้พวกขุดกรุมันระเบิดเจดีย์ กำลังจะขโมยวัตถุโบราณ เลยออกมาสู้กับมัน พอได้ยินเสียงตำรวจมา มันตกใจก็เลยหนีเตลิด”
“หน้าตาไม่ใช่คนแถวนี้แน่ครับหมวด” จ่าแท่นมองอย่างระแวง
“ผมไม่ใช่คนร้ายจริงๆนะครับ ถ้าไม่เชื่อ ผมจะพาไปดูว่าพวกมันขุดเจออะไรบ้าง”
ooooooo
ที่วัดเกาะน้อย ขุนเดชซ่อมช่วงล่างรถกระบะเก่าๆอยู่ หลวงลุงเดินมาถามว่าเสร็จหรือยัง
“ครับหลวงลุง ผมเปลี่ยนเพลาใหม่ให้แล้ว หลวงลุงจะได้ออกไปรับกิจนิมนต์ได้”
“ขอบใจมากนะ เอ็งเสร็จแล้วก็ไปนอนพักเถอะ เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนเลยไม่ใช่เหรอ หลวงลุงได้ยินเอ็งทำงานทั้งคืน” ขุนเดชชะงักรู้สึกผิด เอ่ยขอโทษที่รบกวน “ก็ไม่ได้รบกวนอะไรหรอก แต่เสียงตีเหล็กของเอ็งทำให้หลวงลุงเป็นห่วง ใจเอ็งเป็นอะไร ทำไมถึงได้ร้อนรุ่มนัก”
“เรื่องเก่าๆมันรบกวนจิตใจของผมครับหลวงลุง”
“เดี๋ยวนี้เอ็งคงไม่ได้นั่งสมาธิตามที่หลวงพ่อสุขสั่งเสียไว้เลยใช่ไหม อย่าทิ้งนะขุนเดช ที่หลวงพ่อกำชับให้เอ็งหมั่นทำสมาธิบ่อยๆ ต้องมีเหตุผลที่สำคัญแน่”
ระหว่างนั้นเอง บัวทองก็ปั่นจักรยานเร็วจี๋มาถึงก็เบรกเอี๊ยด พูดหน้าตาตื่นเครียดว่า
“พี่ขุนเดช” พลันก็ชะงักเมื่อเห็นหลวงลุง รีบยกมือไหว้ “ขอโทษค่ะหลวงลุง พอดีมีเรื่องด่วนจี๋ค่ะ” ว่าแล้วจับมือขุนเดชเร่งยิกๆ “รีบไปกันเถอะพี่ขุนเดช มีคนเจอวีรบุรุษบาปที่เล่นงานพวกขุดกรุแล้วล่ะพี่”
ขุนเดชมองหน้าบัวทองอย่างแปลกใจมาก...
ooooooo
เมื่อไปถึงบริเวณที่ระเบิดเจดีย์ มีเชือกกั้นไว้รอบๆ ชาวบ้านพากันมุงดูอย่างสนใจ บัวทองชี้ให้ขุนเดชดูเปรื่องที่ยืนอยู่กับยงยุทธ บอกว่า
“นั่นไงพี่ขุนเดช คนที่ช่วยปกป้องพระพุทธรูปเอาไว้ได้”
พอขุนเดชเห็นว่าเป็นเปรื่องก็ยิ่งมองอย่างแปลกใจ ในขณะที่เปรื่องก็เล่าเป็นคุ้งเป็นแควว่า
“ผมไม่ทันเห็นหน้าไอ้คนที่มาระเบิดขุดกรุหรอกครับหมวด มันปิดหน้าปิดตากลัวคนจะรู้ว่ามันเป็นใคร”
“แล้วทำไมถึงคิดว่าเป็นวีรบุรุษบาปที่เรากำลังตามตัวอยู่” ยงยุทธถาม ทำเอาเปรื่องอึ้งไปครู่หนึ่งจึงตอบว่า
“ตอนสู้กันมันขู่ฉัน มันบอกว่าจะเล่นงานฉันเหมือนกับพวกที่เคยขวางทางมัน” ขุนเดชถามแทรกขึ้นว่าถ้าเจอหน้ามันอีกทีก็คงชี้ตัวได้ใช่ไหม “ได้สิ...ท่าทางของมันฉันจำได้แม่น เจออีกทีรับรองจำได้แน่นอน”
ยงยุทธสรุปว่า ถ้าอย่างนั้นคงต้องให้เปรื่องอยู่ที่นี่ จนกว่าเราจะได้ตัวผู้ต้องสงสัยมาให้ชี้ตัว เปรื่องรับปากอย่างกระตือรือร้นว่าตนยินดีช่วยเหลือราชการอยู่แล้ว พูดแล้วหัวเราะเสียงแปร่งบาดแก้วหู
ขุนเดชมองเปรื่องอย่างทันว่า มันกำลังโกหกคำโต
บัวทองถามยงยุทธว่าแล้วพระพุทธรูปที่ขุดขึ้นมาอยู่ไหน ยงยุทธบอกว่าติดต่อให้คณะของอาจารย์ประทีปนำไปศึกษาและเก็บไว้ที่แคมป์แล้ว
เปรื่องฟังอย่างเก็บรายละเอียดด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นขุนเดชจ้องเขม็งอยู่!
ooooooo
ที่แคมป์โบราณคดี...
ดารากำลังถ่ายรูปพระพุทธรูปฟ้าผ่าที่ทำความสะอาดแล้วเนื้อทองแดงวับไปทั้งองค์ ดาราบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดพลางคุยกับอาจารย์ประทีปว่า
เป็นพระพุทธรูปที่แปลกมาก เพราะปกติจะไม่ค่อยพบการใช้ทองแดงบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวมาสร้างเป็นองค์พระกันเท่าไหร่
“ก็มีบ้างที่พบ แต่ส่วนใหญ่เป็นการสร้างเพราะความเชื่อมั่นและความศรัทธามากกว่า เหมือนกับตำนานพระพุทธรูปฟ้าผ่า” ดาราฟังแล้วถามว่าเป็นยังไงหรืออาจารย์ ประทีปบรรยายว่า “ทองแดงธรรมชาติเป็นโลหะชนิดแรกคู่กับทองคำที่มนุษย์ค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์ หลายครั้งที่ยอดโบสถ์มักจะถูกฟ้าผ่าเพราะมีทองแดงผสมอยู่”
ขุนเดชเดินเข้ามาได้ยิน อธิบายเพิ่มเติมอย่างผู้รู้ว่า
“คนโบราณจึงมีความเชื่อว่า ถ้านำทองแดงสายล่อฟ้าหลังคาโบสถ์ ที่ถูกฟ้าผ่ามาหลอมรีดเป็นแผ่นแล้วลงอักขระยันต์ตามตำรามาสร้างเป็นเครื่องบูชา ของสิ่งนั้นก็จะเป็นจุดศูนย์รวมอำนาจ ดึงดูดพลังจากธรรมชาติ แม้แต่ฟ้าผ่าก็ทำอะไรเจ้าของไม่ได้” ขุนเดชอธิบาย ตามององค์พระอย่างสงบนิ่ง
“แต่นั่นก็เป็นแค่ตำนาน ยังไงพระพุทธรูปนี้ควรจะต้องส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ เพราะถ้าหลุดเข้าไปในตลาดค้าวัตถุโบราณได้ละก็...คงฮือฮากันน่าดู” อาจารย์ประทีปสรุป
ขุนเดชอาสาจะมาเฝ้าให้ก่อนที่จะส่งพระพุทธรูปเข้าพิพิธภัณฑ์ อาจารย์ประทีปยินดี แต่ยงยุทธท้วงติงว่า ตนส่งตำรวจมาดูแลดีกว่าเพราะขุนเดชเองก็เคยถูกวีรบุรุษบาปเล่นงานมาแล้ว ถ้ามันบุกมาที่นี่เกรงขุนเดชจะรับมือไม่ไหว ดาราเห็นว่าทั้งสองทำท่าจะงัดข้อกันอีก เลยรีบแทรกขึ้นว่าขุนเดชทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ปล่อยให้ยงยุทธจัดการเถอะ
ooooooo
ที่บ้านกำนันบุญ...ทั้งประดับและเปรื่องอยู่กันพร้อมหน้า กำนันบ่นเปรื่องว่า ฝีมือก็ไม่ธรรมดาแต่ทำไมกับแค่หมวดกับจ่าแก่ๆถึงจัดการไม่ได้ ปล่อยให้ยึดพระพุทธรูปไปได้ ประดับเยาะเย้ยว่าสงสัยที่กำนันบอกไว้จะเป็นราคาคุยมากกว่ารวบรัดตัดบทว่า
“ผมไม่สนว่ากำนันจะทำยังไง กำนันรู้ดีอยู่แล้วว่า พระพุทธรูปฟ้าผ่าสำคัญมากแค่ไหน” พูดแล้วเดินออกไปโอบผกาที่เพิ่งมาถึงพร้อมลูกน้องของเขา หอมฟอดหนึ่งแล้วพากันออกไป กำนันมองตามตาเป็นมันเพราะตัวเองก็ติดใจผกาเหมือนกัน
เปรื่องพูดอย่างไม่ถูกชะตาว่า คนของเจ้านายกำนันนี่น่าหมั่นไส้จริงๆ ถามว่าตนจะจัดการให้เอาไหมแล้วฉุดนังนั่นมาให้กำนัน อาสาทำให้ฟรีๆ
“ไม่ต้อง...มันกับข้า ยังมีธุระต้องทำด้วยกันอีกเยอะ ว่าแต่เอ็งเถอะ อย่าทำให้ข้าต้องเสียพระพุทธรูปฟ้าผ่าไปเด็ดขาด”
“ไม่ต้องห่วง ฉันวางแผนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเอาไว้หมดแล้ว ทั้งไอ้วีรบุรุษบาป ทั้งไอ้หมวดขาลุยนั่น ถ้าทำตามแผนที่ฉันบอกละก็...งานนี้คุ้มค่า เกินค่าจ้างแน่ๆ” แล้วเปรื่องก็หัวเราะเสียงอุบาทว์อย่างสะใจ
ooooooo
วันต่อมา เมื่อเปรื่องไปที่ร้านของอาฮวด สาลี่กับชาวบ้านอีกสองสามคนในร้านพากันเอาอกเอาใจเปรื่องเต็มที่ โดยเฉพาะสาลี่เข้าไปต้อนรับขับสู้บอกว่า
“เต็มที่เลยนะจ๊ะพ่อเปรื่อง อยากกินอะไรสั่งตามสบาย ฉันเลี้ยงเอง”
เปรื่องทำตาเล็กตาน้อยบอกว่าเกรงใจพี่สาว สาลี่ร้องเสียงสูงว่า ไม่เอ๊า...ไม่เอา...เรียกน้องดีกว่า เปรื่องเปลี่ยนทันที ว่าน้องสาวก็ได้จ้ะ แล้วเรียกประเดิมเสียงหวาน...น้องสาลี่
“แหม...พ่อเปรื่องเนี่ย...” สาลี่ทำเขินใส่จริต “รู้ไหมจ๊ะ ทุกคนที่นี่ชื่นชมพ่อกันทั้งนั้น พ่อน่ะกล้าหาญสุดๆ กล้าลุกขึ้นมาต่อกรกับวีรบุรุษบาป แล้วยังปลอดภัยไม่เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว”
บัวทองที่มาซื้อของกับขุนเดชฟังแล้วหมั่นไส้ ถามสาลี่ว่า “พี่ขุนเดชก็เคยสู้กับมันมาแล้วนะ ลืมแล้วเหรอป้าสาลี่”
“แหม...ขุนเดชน่ะ โดนมันฟันเลือดสาดเกือบตาย เลยไม่ใช่เหรอ แต่พ่อเปรื่องใช้แค่มือเปล่า ก็ไล่ตะเพิดจนมันหนีเตลิด” โต้บัวทองแล้วหันไปจี๋จ๋ากับเปรื่องต่อ “อยู่ที่นี่นานๆนะจ๊ะพ่อ ที่นี่กำลังต้องการวีรบุรุษตัวจริง” ว่าแล้วหันสั่งเสียงเข้ม “ไอ้ฮวด...เอาก๋วยเตี๋ยวพิเศษใส่ทุกอย่าง มาให้พ่อเปรื่องเร็ว”
“รู้แล้วๆ สั่งจังเลย สงสัยร้านจะเจ๊งก็คราวนี้แหละ... เฮ้อ...เวรกรรม...”
ขุนเดชยืนมองสาลี่กับชาวบ้านที่รุมกันเข้าไปเอาใจเปรื่องหน้านิ่งๆ แล้วหันหลังเดินออกจากร้าน บัวทองรีบตามไป
ooooooo
บัวทองถือถุงเดินตามขุนเดชมาตามถนนใน
หมู่บ้าน บ่นกระปอดกระแปดมาตลอดทางว่าไม่ชอบหน้า นายเปรื่องอะไรนั่นเลย ท่าทางดูไม่น่าไว้ใจยังไงไม่รู้ขุนเดชติงเชิงหยั่งท่าทีว่า “แต่เขาช่วยไล่โจรนะ”
“โอ๊ย...ฉันไม่เชื่อขี้ปากหมอนั่นหรอก ท่าทางอย่างนั้นน่ะ ถ้าเจอวีรบุรุษบาปนั่นจริงๆละก็ ไม่มีทางรอดกลับมาโม้น้ำลายแตกฟองหรอก”
“แล้วที่เจดีย์โดนระเบิด พระพุทธรูปถูกขุดขึ้นมาล่ะ”
“ฉันก็ไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของวีรบุรุษบาป เพราะถ้าหมอนั่นคิดจะออกมาอาละวาดขโมยสมบัติโบราณ จริงๆ ฉันว่าป่านนี้พี่ขุนเดชเตะฝุ่นตกงานเพราะไม่เหลือโบราณสถานไว้ให้ดูแลแล้ว พี่ขุนเดชเห็นฝีมือเขาแล้ว พี่ว่าฉันคิดถูกไหมล่ะ”
บัวทองพูดเจื้อยแจ้วแล้วหันยิ้มกับขุนเดชพลางเดินต่อไป ขุนเดชมองตามบัวทองหน้านิ่งๆ
เช่นเดียวกับยงยุทธ เขาไปหาดาราที่กำลังศึกษาบันทึกรายละเอียดของพระพุทธรูปฟ้าผ่าเพื่อส่งเข้า พิพิธภัณฑ์ หลังจากคุยกันประสาคนสนิทแล้ว ดาราถามว่าได้เบาะแสของโจรบ้างหรือยัง ยงยุทธนิ่งไปจนดาราถามว่ามีอะไรหรือเปล่า
“สัญชาตญาณผมบอกว่า วีรบุรุษบาปไม่ใช่คนทำลาย โบราณสถานเพื่อขุดเอาพระพุทธรูปขึ้นมา ฝีมืออย่างไอ้หมอนั่นไม่มีทางทิ้งร่องรอยเอาไว้เกลื่อนแบบนี้หรอก”
“ไม่ใช่เธอที่คิดแบบนั้นคนเดียวหรอก ฉันเองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลอยู่ เธอต้องระวังตัวให้มากนะ”
ขณะนั้นเอง อาจารย์ดำรงค์เข้ามาบอกดาราว่า อาจารย์ก้องเกียรติมาที่นี่ เธอตกใจจนยงยุทธอดแปลกใจได้
ก้องเกียรติเข้ามาขอดูพระพุทธรูปอย่างตื่นเต้น พูดกับดาราขณะใช้แว่นขยายส่องพระพุทธรูปทุกซอกทุกมุมว่า ตนก็เพิ่งจะเคยเห็นพระพุทธรูปที่สร้างด้วยทองแดงเนื้อ พิเศษ ในสภาพที่ยังสมบูรณ์แบบนี้ ชมว่าสวยมาก อย่างนี้เองอาจารย์ประทีปถึงได้เร่งเอาไปให้ทางพิพิธภัณฑ์ดูแลต่อ
ดาราถามว่า เขารู้ข่าวพระพุทธรูปนี้จากไหน ก้องเกียรติ บอกว่าตนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ตอนที่ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งเข้าไป แค่เห็นภาพถ่ายก็อดใจไม่ได้ที่จะต้องมาดูให้เห็นกับตา
“ค่ะ...พระพุทธรูปองค์นี้นอกจากมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีตำนานเหนือธรรมชาติให้พูดถึงอีก เพราะฉะนั้น ถ้าหลุดรอดไปอยู่ในมือพวกเศรษฐีนักสะสมของเก่าเมื่อไหร่ ก็คงน่าเสียดายที่เราไม่สามารถปกป้องสมบัติของชาติไว้ได้”
ดาราพูดเหมือนดักคอ ชำเลืองมองก้องเกียรติเป็นระยะอย่างไม่วางใจ ก้องเกียรติชมดาราประชดในทีว่า
“น่าดีใจแทนอาจารย์ประทีปที่ได้คนรุ่นใหม่ไฟแรงมาเป็นมือขวา ถ้าเบื่องานภาคสนามแล้วอยากทำงานนั่งโต๊ะก็บอกผม ผมช่วยให้คุณได้ตำแหน่งดีที่สมกับความสามารถได้”
“ขอบคุณค่ะ แต่งานเดินตามนักการเมืองแบบนั้น ไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่ ถ้าอาจารย์หมดธุระแล้ว ดิฉันขอทำงานต่อนะคะ”
ทั้งสองเชือดเฉือนกันนิ่มๆ ต่างเก็บความไม่พอใจไว้ตาม แต่ยงยุทธดูออก ฟังรู้ เขาสงสัยว่าปกติดาราเป็นคนอ่อนโยนอ่อนหวาน แต่วันนี้พูดจาเชือดเฉือนปากกล้า เขาเชื่อว่าต้องมีอะไรที่ไม่ปกติเกี่ยวกับก้องเกียรติแน่ๆ
เมื่อก้องเกียรติไปแล้ว ยงยุทธพูดอย่างเข้าใจเห็นใจว่า อาจารย์ดำรงค์เล่าให้ตนฟังแล้ว ไม่ใช่เธอคนเดียวที่ต้องรับมือกับพวกกาฝาก คนพวกนี้ตนเจอมาเยอะ ทิ้งจรรยาบรรณของอาชีพเพราะแพ้อำนาจเงิน
“ถึงจะรู้ทั้งรู้ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ฉันสังหรณ์ใจ ไม่ดีเลยยงยุทธ”
“ผมอยู่นี่ทั้งคน...คุณไม่ต้องกลัวนะดารา” ยงยุทธจับมือเธออย่างให้กำลังใจ
ooooooo
หลายวันผ่านไป ก้องเกียรติก็นำพระพุทธรูปฟ้าผ่าปลอมที่เขาทำขึ้นไปให้กำนันกับประดับดู กำนันชมเปราะว่าฝีมือยอดเยี่ยมสมกับที่ท่านไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว จริงๆ แค่ไปดูของจริงครั้งเดียวก็ทำเลียนแบบได้แล้ว
“ก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แค่เอาไว้หลอกตา ถ่วงเวลาพวกที่ตาไม่ถึงเท่านั้น” ก้องเกียรติยิ้มเจ้าเล่ห์
“ฉันกับอาจารย์จัดการเตรียมทุกอย่างให้ตามแผนที่กำนันบอกมาแล้ว หวังว่ากำนันคงไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” ประดับพูดพลางมองกำนันที่มีสีหน้ามั่นใจมาก
ooooooo
ที่หน้าแคมป์โบราณคดีมีรถจี๊ปสองคันรอการออก เดินทาง พระพุทธรูปฟ้าผ่าถูกนำขึ้นที่ท้ายรถจี๊ปคันหนึ่งมีดารากับยงยุทธนั่ง อีกคันหนึ่งจ่าแท่นขับไปกับอาจารย์ประทีป
ขุนเดชมาขอไปด้วย แต่อาจารย์ให้อยู่ดูงานขุดแต่ง ที่เขาพระศรีดีกว่า เพราะงานยังไม่คืบหน้าเท่าไร ยงยุทธเองก็พูดอย่างมั่นใจว่า มีตนไปด้วยไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้น ทั้งคนทั้งของตนจะดูแลเอง ขุนเดชเลยนิ่งไป
แต่พอรถมาถึงกลางสะพานข้ามแม่น้ำ ก็เกิดเสียงระเบิดตูม! รถทั้งสองคันต้องเบรกเอี๊ยด!!
หลังจากเสียงระเบิดแล้ว มีเสียงปืนระดมยิงมาอย่างหนัก โดยสัมฤทธิ์สวมหมวกไอ้โม่งพาลูกน้องมาเป็นโขยง พวกมันสาดกระสุนเข้ามาราวกับห่าฝน ฝ่ายเจ้าหน้าที่มีกำลังน้อยถูกกระทำจนต้องสู้ไปถอยไป สัมฤทธิ์บุกมาขับ รถจี๊ปที่มีพระพุทธรูปไป
ยงยุทธตะโกนบอกจ่าให้ยิงเปิดทาง แล้วเขาก็ขึ้นรถจี๊ปอีกคันขับตะบึงไล่ไป จ่าแท่นบอกว่าไม่ต้องห่วงทางนี้ พวกที่เหลือตนเอาอยู่ แต่อึดใจเดียวหมวกตำรวจของจ่าก็ถูกกระสุนปืนสอยลอยไปจากหัว ทำเอาจ่าหน้าเสีย ดาราเลยคว้าปืนอีกกระบอกของจ่ามายิงสู้อย่างทะมัดทะแมงจนจ่าทึ่ง
ยิงต้านกันครู่ใหญ่ ทั้งจ่าแท่งและดารากระสุนหมด ขณะสถานการณ์กำลังวิกฤตินั่นเอง ขุนเดชก็ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา มือหนึ่งจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์อีกมือถือปืน ยิงโดยไม่ต้องเล็งสอยลูกน้องกำนันร่วงเป็นใบไม้ ที่บาดเจ็บ ก็พากันหนีตาย
พอเจอหน้าดารา ขุนเดชถามว่าพระพุทธรูปอยู่ไหน ดาราบอกว่ายงยุทธกำลังไปตามเอาคืน
ooooooo
สัมฤทธิ์ถูกยงยุทธไล่ตามกระชั้นชิด มันตะโกนบอกลูกน้องว่า ใครจัดการหมวดนี่ได้ กลับไปจะจัดชุดใหญ่ ให้หนำใจเลยทีเดียว พวกลูกน้องพากันเฮลั่น
ดังนั้น พอยงยุทธจอดรถลงมา พวกมันก็กรูกันรุม กินโต๊ะ เขาตกอยู่ในวงล้อมของพวกมันในพริบตา!
พวกลูกน้องสัมฤทธิ์ล้อมเข้ามา มันเห็นรองเท้าของยงยุทธโผล่ที่หลังรถ ก็พากันกระหยิ่มตีโอบเข้าไป แต่พอมันไปถึงพบแต่รองเท้าที่หมวดถอดล่อไว้
ไม่ทันที่มันจะตั้งตัวก็ถูกยงยุทธที่ซุ่มอยู่ชั้นสองของโรงสียิงใส่ไม่ยั้ง สัมฤทธิ์กับลูกน้องแตกกระเจิงต่างหนีเอาตัวรอด สัมฤทธิ์คำราม “ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ยงยุทธ” แล้วมันก็หนีตามลูกน้องไป
ยงยุทธไม่ตามแต่รีบไปที่รถ พอเห็นว่าพระพุทธรูปยังอยู่ก็โล่งอก...
ooooooo
ในป่าที่ลับตาคน...เปรื่องเอารถจี๊ปมาจอด ลงมาเปิดผ้าคลุมท้ายรถออก พระพุทธรูปองค์จริงพระพักตร์ งดงามวาววับอยู่ท้ายรถ! เปรื่องแผดเสียงหัวเราะอุบาทว์ออกมาอย่างสะใจ
ส่วนที่บ้านกำนัน สัมฤทธิ์หนีตายกลับมาถึง ก็ถูกกำนันซักถามอย่างโกรธจัดว่า ทำไมเปรื่องไม่มาพร้อมกัน สัมฤทธิ์บอกว่า เปรื่องให้ตนแวะเปลี่ยนองค์พระระหว่างทาง ตนมัวลุยกับพวกนั้น คิดว่าเปรื่องคงจะมาถึงก่อนเสียอีก
ทั้งกำนันและประดับมองหน้ากันอย่างรู้สึกไม่ชอบมาพากล ประดับบอกว่ากำนันกับลูกชายเสียรู้เปรื่องแล้ว สัมฤทธิ์ทำกร่างจะไปจัดการ
“อย่างแกส่งไปก็มีแต่ตายกับตาย” ประดับคว้าคอเสื้อสัมฤทธิ์ไว้ผลักจนกระเด็นแล้วหันมาขู่กำนันว่า “กำนัน...ถ้ายังเอาพระพุทธรูปฟ้าผ่าคืนมาไม่ได้ คงรู้นะว่ากำนันจะโดนอะไรบ้าง” พูดแล้วเดินหน้าเหี้ยมออกไป
“ไอ้เปรื่อง มึงกล้าหักหลังกู...มึงตาย!!” กำนันคำราม แค้นแทบกระอักเลือด
วันต่อมา มีชายฉกรรจ์ไปที่ร้านอาฮวดถามว่าเปรื่องมาที่นี่หรือเปล่า สาลี่บอกว่าเคยมาแต่ตอนนี้ไม่ได้มา มันหันบอกกันว่า ไปหาที่อื่นต่อ บัวทองที่คุยกับสาลี่อยู่ในร้านก่อนแล้ว พูดกับสาลี่ว่า
“ฉันว่าวีรบุรุษของป้าสงสัยจะไปมีเรื่องเหยียบตาปลาพวกผู้มีอิทธิพลแถวนี้เข้าแล้วล่ะ”
ooooooo
ยงยุทธขับรถนำพระพุทธรูปกลับมาที่แคมป์โบราณคดีอย่างภูมิใจ แต่พอขุนเดชเห็นก็คว้าค้อนจะทุบทิ้ง เกือบมีเรื่องกับยงยุทธ จนเมื่อขุนเดชชี้ให้ดูดีๆ บอกว่าพวกเราทุกคนกำลังถูกหลอก
เมื่อดารากับอาจารย์ประทีปดูอย่างพินิจพิจารณาละเอียดแล้วจึงรู้ว่าเป็นของปลอมจริงๆ!
หลังจากนั้น ดาราบอกขุนเดชที่คิดหนักว่า อาจารย์ประทีปจะจัดการทำลายองค์พระปลอมให้ จะได้ไม่มีใครเอาไปแอบอ้างได้ ทั้งขอบใจขุนเดชที่ทำให้พวกตนรู้ว่าพระพุทธรูปนี้เป็นของปลอม
ขุนเดชถามว่า ได้ข่าวว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้อาจารย์ก้องเกียรติมาดูพระพุทธรูปที่นี่ ดาราปรารภอย่างหนักใจว่าเราไม่มีหลักฐานจะเอาผิดกับก้องเกียรติได้ ตอนนี้กลัวแต่ว่าพระพุทธรูปนี้จะตกไปอยู่ในมือของพวกต่างชาติ แล้วเราจะเอาคืนยาก
“ไม่หรอกดารา ผมจะตามหาพระองค์จริงกลับมาให้ได้” ยงยุทธพูดอย่างมั่นใจ ดาราถามว่ามีทางหรือ “ผมพอจะรู้ว่าจะเริ่มสืบจากใครได้”
จากนั้น ยงยุทธนำกำลังไปบุกค้นบ้านเช่าของเปรื่อง พบว่าข้าวของกระจุยกระจาย แสดงว่าต้องมีคนมาค้นก่อนพวกตน จากการรื้อค้นอย่างละเอียดแสดงว่าต้องเป็นของสำคัญ จ่าแท่นถามว่า หมายถึงองค์พระจริงอย่างที่หมวดสงสัยหรือ
“ใช่...นายเปรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ สั่งทุกคนให้จับเป็นนายเปรื่องให้ได้ ผมต้องการตัวมาสอบปากคำ งานนี้เราต้องสาวให้ถึงตัวบงการ”
ooooooo
ในป่าที่เปรื่องกบดานอยู่ ลูกน้องกำนันสามคนย่องกริบเข้ามา เห็นแสงไฟที่เปรื่องก่อปิ้งไก่ป่ากิน คนที่เป็นหัวหน้าสั่งลูกน้องสองคนให้แยกกันทำงาน ถ้าตนนับถึงสามเมื่อไหร่ให้ลงมือพร้อมกันทันที
เปรื่องที่เป็นทหารผ่านศึก ชำนาญการรบในป่า แต่งชุดพราง ซุ่มคอยจังหวะอยู่ พอเห็นลูกน้องกำนันคนหนึ่งเดินแยกไป ก็ย่องตามไปเก็บทีละคน คนแรกถูกเชือกเอ็นรัดคอตายไม่ได้ร้องแม้แต่แอะเดียว คนที่สองถูกปามีดเข้ากลางอกตกน้ำตาย คนสุดท้ายได้ยินเสียงอะไรตกน้ำหันขวับมาเห็นเปรื่องมันรัวปืนใส่ทันที
เปรื่องกระโจนหลบหลังต้นไม้ เอาลูกเกลี้ยงมาเดาะเล่นแผดเสียงหัวเราะอุบาทว์อย่างลำพองใจ
เป็นเวลาที่ขุนเดชกำลังไปดูหลังคารั่วบ้านคำปัน บอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อสังกะสีพรุ่งนี้จะมาซ่อมให้ บัวทองรีบอาสาจะเป็นลูกมือให้ คำปันบ่นลูกว่าไม่ได้ดั่งใจเลย สอนให้รำก็ไม่เอาไหน ทีเรื่องโลดโผนโจนทะยานละก็เอาการเอางานนัก น่าจะเกิดมาเป็นผู้ชายมากกว่า แม่จะได้ไม่ต้องมาคอยกลุ้มใจ
ระหว่างนั้น มีเสียงระเบิดดังแว่วมา บัวทองบอกว่าเป็นเสียงระเบิด แต่ขุนเดชกลบเกลื่อนว่าคงเป็นเสียงประทัดที่เด็กจุดเล่น แล้วรีบขอตัวไป
วันนี้ ระหว่างขุนเดชขับรถบรรทุกไม้กับสังกะสีจะไปซ่อมหลังคาบ้านคำปัน โดยมีบัวทองนั่งมาเป็นผู้ช่วยด้วยนั้น บัวทองเห็นชาวบ้านมุงดูอะไรอยู่ริมตลิ่ง บอกให้จอดรถลงไปดู จึงเห็นศพชายฉกรรจ์ที่ถูกเปรื่องปามีดปักอกตกน้ำตายลอยมาเกยตลิ่ง บัวทองจำได้ว่าเป็นหนึ่งในสามคนที่ไปถามหาเปรื่องที่ร้านอาฮวดเมื่อวันก่อน บอกขุนเดชอย่างกระตือรือร้นว่า
“ได้ยินว่าหมวดกำลังตามหานายเปรื่องอยู่ ฉันว่าเอาเรื่องนี้ไปบอกหมวดดีกว่า”
แต่พอบัวทองจะออกไป ขุนเดชบอกว่าตนลืมของไว้ที่ร้านต้องไปเอา ผ่านโรงพักจะแวะบอกยงยุทธให้เอง บัวทองยังอยากไปด้วย ถูกคำปันปรามว่า อยากโดนแม่ตีอีกใช่ไหม บัวทองเลยจ๋อยไป
ooooooo
กำนันแค้นใจมากเมื่อได้รับจดหมายจากเปรื่องว่าถ้าอยากได้องค์พระคืนให้กล้าสู้ราคา ไม่อย่างนั้นจะเอาไปปล่อยให้พวกฝรั่ง สัมฤทธิ์กร่างอีกแล้ว อาสาจะไปตามล่าเปรื่อง
กำนันปรามลูกชายว่า คนที่ตนส่งไปตามล่าเปรื่องล้วนฝีมือไม่ธรรมดา ถ้าเปรื่องกล้าส่งจดหมายมาต่อรองราคาแบบนี้แสดงว่าพวกที่ส่งไปกลายเป็นศพไปหมดแล้ว
“ฉันว่างานนี้กำนันคงรับมือไม่ไหวแล้ว” ประดับพูดพลางเดินเข้ามากับลูกน้อง สัมฤทธิ์ฮึดฮัดหาว่าดูถูกพ่อตน กำนันปรามลูกชาย แล้วบอกประดับว่าถ้าเขาจะลงมือเองตนก็ไม่ว่าอะไร อยากให้ช่วยอะไรบอกมาก็แล้วกันเพราะยังไงเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ประดับเสนอว่า “ตอนนี้ตำรวจกำลังตามล่าตัวไอ้เปรื่องอยู่ด้วย ฉันไม่อยากให้พวกนั้นมาเกะกะขวางทาง งานนี้ลูกชายกำนันคงพอทำได้นะ”
กำนันหันมองหน้าสัมฤทธิ์อย่างครุ่นคิด
ooooooo
วันนี้ ขุนเดชหยิบดาบดำที่ซ่อนในตู้เก็บของ ชักดาบออกจากฝัก คมดาบวาววับ ขุนเดชมองดาบดำ ประกายตาคมกล้าดุดัน เขาเก็บดาบเข้าฝัก เอาเหน็บหลังเอว คว้าเป้สนามเดินออกจากกระท่อมไป
พลันก็ชะงัก เมื่อหลวงลุงเรียก บอกว่าจะมาชวนไปนั่งทำสมาธิกรรมฐานด้วยกัน เพราะเห็นบอกว่าช่วงนี้มีเรื่องรบกวนจิตใจ พูดแล้วเห็นขุนเดชนิ่ง หลวงลุงบอกว่า
“จิตที่สงบ จะช่วยทำให้เอ็งไม่ฟุ้งซ่านนะ”
“ผมขอโทษครับหลวงลุง” ขุนเดชเดินไปคุกเข่ายกมือไหว้ “ผมมีธุระสำคัญต้องจัดการให้เรียบร้อย ไว้เสร็จธุระแล้วผมจะรีบกลับมาครับ”
ขุนเดชกราบแทบเท้าหลวงลุงเหมือนสำนึกต่อบาป แล้วลุกไปขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไป หลวงลุงมองตามพึมพำ
“ขุนเดช...อย่าให้มันสายเกินไปนะ...”
ooooooo
หลังจากสัมฤทธิ์รับงานให้ไปจัดการยงยุทธแล้ว วันนี้มีชาวบ้านขึ้นโรงพักมาบอกยงยุทธว่า
เปรื่องรู้ว่าตนมีพระเชียงแสนหายากเลยบุกมาหา ยงยุทธถามว่าแล้วตอนนี้มันหนีไปทางไหนรู้ไหม ชาวบ้านบอกว่ารู้ ยงยุทธจึงสั่งจ่าแท่นให้เตรียมคน เราจะออกตามล่ามัน
ขึ้นโรงพักบอกยงยุทธแล้ว ชาวบ้านคนนั้นก็ลงมาหาสัมฤทธิ์ที่ซุ่มอยู่เพื่อรับเงินค่าจ้าง
ขุนเดชแบกกระเป๋าเป้เดินเข้าป่าอย่างระมัดระวัง เขาเจอเชือกเอ็นขึงระเบิดดักอยู่ ดีที่เห็นเสียก่อน
เปรื่องกำลังผ่าฟืนอยู่ ได้ยินเสียงหม้อสนามกระทบกันเพราะผูกเชือกไว้เป็นสัญญาณดัก มันรู้ทันทีว่ามีผู้บุกรุกเข้ามา
“ไอ้กำนัน...สงสัยจะไม่เข็ด คิดจะส่งคนมาจัดการกูอีก งั้นเดี๋ยวได้เจอชุดใหญ่แน่” เปรื่องพึมพำ มันปามีดปักไว้ที่ขอนไม้แล้วลุกไปหยิบระเบิดที่เป้สนาม แต่มันไม่ทันหยิบระเบิด ก็มีระเบิดลูกหนึ่งกลิ้งมาตามพื้นหยุดที่ปลายเท้ามันพอดี มันสะดุ้งร้อง “ฉิบหายแล้ว!!”
เปรื่องกระโดดหมอบหลับตาปี๋ คิดว่าระเบิดแน่ แต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิท เอะใจค่อยๆลุกไปหยิบระเบิดดู ปรากฏว่าเป็นระเบิดที่ใช้ไม่ได้แล้ว มันสบถอย่างเสียเชิงว่า
“ใครวะ...เล่นแบบนี้ ไม่ขำเว้ย” พริบตานั้น ขุนเดชก้าวออกมาหน้านิ่งขรึมดูน่าเกรงขาม ถามเปรื่องเสียงเย็นเยียบว่า
“องค์พระของจริงแกเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“อ๋อ...มาตามหาองค์พระ หึๆ คงเห็นพวกชาวบ้านชื่นชมฉันตอนที่โดนหลอกว่าฉันเป็นคนไล่ไอ้ฆาตกรล่องหนนั่น ลูกจ้างราชการอย่างแกก็เลยอยากเลียนแบบ อยากดังด้วย”
“สมบัติทุกชิ้นบนแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร มันผู้ใดที่คิดทำลายและครอบครอง มันต้องได้รับโทษ” ขุนเดชหยิบดาบดำทั้งปลอกขึ้นมา เปรื่องมองอย่างสงสัย ถามว่า ขุนเดชคือไอ้วีรบุรุษบาปหรือ ขุนเดชควงดาบด้วยเชิงดาบที่ดุดัน ประกาศว่า “ข้าน้อยขุนเดช ทหารของพระร่วงเจ้า ขอตัดสินให้คนบาปต้องรับโทษด้วย...ความตาย!!”
“ทหารพระร่วงงั้นเหรอ” เปรื่องหัวเราะเสียงอุบาทว์ บอกว่า “ดี...แบบนี้ค่อยสมน้ำสมเนื้อกับทหารผ่านศึกอย่างข้าหน่อย” มันหันไปคว้ามีดสปาร์ตาที่ปักอยู่บนขอนไม้ขึ้นมาร้องท้า “เข้ามาเล้ย...ที่นี่มันสมรภูมิของข้า ไม่ใช่ของเอ็งเว้ย...ไอ้ขุนเดช”
ทั้งสองต่างกระชับดาบมั่นอย่างพร้อมจะเข้าห้ำหั่นกัน
ooooooo
ที่ป่าริมน้ำตก กลายเป็นสมรภูมิที่เปรื่องกับขุนเดชประลองฝีมือกัน ไล่ฟันไล่แทงกันจนลุยลงไปกลางน้ำตก ฝีมือการต่อสู้ไม่มีใครเป็นรอง เปรื่องสามารถรับมือกับขุนเดชที่ฝีมือฉกาจฉกรรจ์ได้ไม่ยากนัก
เมื่อเปรื่องรุกไล่ขุนเดชจนต้องล่าถอย มันผยองคิดว่าเป็นต่อขุนเดชแล้ว เลยลุยฟันไม่หยุด แต่ขุนเดชก็รับได้ทุกดาบที่มันฟัน จนมันได้จังหวะถีบยอดอกขุนเดชกระเด็นตกลงในแอ่งน้ำตก มันรีบวิ่งไปหยิบปืนที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้มายิงลงในแอ่งน้ำตกเป็นชุด
ขุนเดชดำอยู่ใต้น้ำนิ่ง มีสมาธิ กลั้นหายใจรอ จนเปรื่องยิงหมดแม็กซ์ มันหันไปคว้าระเบิดโยนลงไปอีก
หมายให้ตายกระจุยเป็นเหยื่อปลา มันแผดเสียงอุบาทว์หัวเราะ พูดอย่างสะใจ
“ฮ่าๆๆๆ เละตุ้มเป๊ะเป็นอาหารปลาอยู่ในนั้นไปเถอะไอ้ขุนเดช...ฝีมืออย่างเอ็งมันห่างจากข้าหลายขุมเว้ย ฮ่าๆๆ” แล้วมันก็หันไปคว้ากระเป๋าเป้รีบออกไปจากตรงนั้น
ขุนเดชค่อยๆโผล่จากน้ำขึ้นมาฮุบอากาศหายใจ ตาจ้องตามเปรื่องไปเขม็ง ยิ้มสมใจที่หลอกล่อเปรื่องให้ตายใจได้สำเร็จ เขาขึ้นจากน้ำเพื่อจะตามเปรื่องไปเอาพระพุทธรูปฟ้าผ่าองค์จริงที่มันซ่อนไว้
ooooooo










