ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนเดช

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ขุนเดช ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ในโบสถ์วัดหลวงพ่อสุข เบื้องหน้าพระประธานสีทองอร่าม พระพักตร์เหมือนเพ่งมองลงมายังพุทธบริษัทด้วยความกรุณาปรานี แต่ ณ นาทีนี้ มีขุนเดช กับยงยุทธ สองหนุ่มฉกรรจ์ที่ก้มกราบพร้อมถวายดอกไม้ธูปเทียนแด่องค์พระ

หลังจากนั้น สองหนุ่มหันไปหยิบเชือกป่านที่อยู่ในพานข้างตัวขึ้นพันข้อมือเรื่อยลงมาจนถึงกำปั้น สายตาจับจ้องกันอย่างดุดัน

ณ โบราณสถานแห่งหนึ่ง หลวงพ่อสุขนั่งสมาธิ เจริญภาวนาอยู่กลางโบราณสถาน ครู่หนึ่ง ท่านลืมตาจากการเจริญภาวนา มองพระพุทธรูปที่เรียงรายตลอดสองข้างด้วยแววตากังวล เพราะพระพุทธรูปเหล่านั้นถูกตัดเศียรจนเหลือแต่พระศอ!

หลวงพ่อไอโขลกๆเพราะป่วยเป็นวัณโรคปอด ไอออกมาเป็นเลือดติดจีวร หลวงพ่อรู้ตัวว่า คงเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว...

ที่วัดหลวงพ่อสุข หลังจากสองหนุ่มฉกรรจ์คาดหมัดแล้ว ก็ออกมาที่ลานวัด ต่างถอดเสื้อเหลือแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆของวัยฉกรรจ์ทั้งสวยงามและน่าเกรงขาม สองหนุ่มก้าวออกมาอย่างพร้อมที่จะประหมัดกัน

บรรดากองเชียร์มีทั้งชาวบ้านและเด็กวัดที่ถือหางคนละฝ่าย ต่างส่งเสียงเชียร์ฝ่ายของตนกันอึงคะนึง

ดาราลูกสาวลุงเถินช่างหล่อพระวิ่งมาบอกพ่อที่โรงหล่อพระ ให้รีบไปห้ามขุนเดชกับยงยุทธก่อนที่จะมีใครถูกหามส่งโรงพยาบาล ลุงเถินลงจากนั่งร้านแทนที่จะไปที่ลานวัด กลับวิ่งไปเอาดาบไทยที่แขวนเรียงรายอยู่ผนังเรือนเดินอ้าวไป

ooooooo

ที่ลานวัด ขุนเดชกับยงยุทธประหมัดกันแล้วท่ามกลางเสียงเชียร์ของทั้งสองฝ่ายลั่นลาน ขุนเดชถูกยงยุทธซัดจนจุกแล้วตามไปซ้ำด้วยแม่ไม้มวยไทยหักคอเอราวัณ โน้มคอขุนเดชมาตีเข่าแสกหน้าจนหงาย แล้วตามไปซ้ำรัวหมัดใส่ไม่หยุดจนขุนเดชทรุดฮวบลงไปกอง เลือดไหลลงมาปิดตาทั้งสองข้างจนมองไม่เห็น

ยงยุทธได้ที คว้าผ้าขาวที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้โยนไปตรงหน้าขุนเดช บอกให้หยิบขึ้นมา แสดงว่ายอมแพ้ตนแล้ว ขุนเดชก้มหยิบ มีเสียงฮือฮาขึ้นคิดว่าขุนเดชยอมแพ้ แต่ที่แท้ขุนเดชหยิบผ้าขาวขึ้นมาเช็ดเลือดที่ไหลเข้าตาแล้วโยนทิ้ง

“เมื่อกี้แค่อุ่นเครื่อง ของจริงมันต้องดูกันตอนนี้ต่างหากไอ้ยงยุทธ”

ยงยุทธสบถว่าอึดจริงๆ เมื่อกี้ตนก็แค่อุ่นเครื่องเหมือนกัน ว่าแล้วปรี่เข้าหา แต่คราวนี้ขุนเดชหลบหมัดยงยุทธได้อย่างคล่องแคล่วสวยงาม แล้วประเคนสองหมัดเข้าใต้คางซัดยงยุทธด้วยท่าหนุมานถวายแหวนเสียจนฝ่ายนั้นกระเด็น ไล่ถลุงด้วยจระเข้ฟาดหางอีก

ทั้งสองไล่ชกกันจนร่นไปถึงท้ายวัด บรรดากอง เชียร์ตามไปเชียร์กันอย่างเมามัน จนยงยุทธพลิกสถานการณ์เป็นต่อแล้วปรามขุนเดชว่า ให้ออมมือไว้บ้าง ทำให้ตนเครื่องร้อนจนต้องระเบิดแล้ว ว่าแล้วกระโดดถีบยอดอกจนขุนเดชกระเด็น แล้วตามไปซัดด้วยเถรกวาดลานเตะตัดทีเดียวขุนเดชก็ล้มลงไปกอง

ยงยุทธตามไปใช้เข่ากดหน้าอกขุนเดชลงกับพื้น ก้มปราม

“เลิกดันทุรังเสียทีเถอะวะเพื่อน ถ้าเป็นเชิงมวย ยอมรับเถอะว่าแกสู้ฉันไม่ได้” ขุนเดชยังพยายามจะลุกแต่ลุกไม่ได้เพราะโดนเข่ายงยุทธกดย้ำหนักขึ้นอีกบอกว่า “ดื้ออย่างแกสงสัยต้องซัดให้สลบถึงจะยอม”

ไม่ทันที่ยงยุทธจะซัดเพื่อนให้สลบ เสียงลุงเถินก็ตวาดขึ้น “พอได้แล้วไอ้ยงยุทธ!!” ทำให้ทั้งยงยุทธและขุนเดชหันมอง เห็นลุงเถินเข้ามาพร้อมกับดารา “ลุงเถิน” ขุนเดชอุทาน แต่ยงยุทธอุทาน “ดารา...”

ลุงเถินเข้ามาแยกทั้งสองออกจากกัน เห็นสภาพแล้วพึมพำว่านี่คงซัดกันเต็มเหนี่ยวเลยล่ะสิ ยงยุทธซึ่งเป็นต่ออยู่โอ่นิดๆว่า รู้ผลแพ้ชนะแล้วด้วย

“อย่า...อย่าเพิ่งสรุปว่ามีคนชนะ เพราะข้าไม่ได้สอนเชิงมวยให้พวกเอ็งอย่างเดียว” พูดพลางกระแทกดาบไทยที่เอามาให้ทั้งสองคนรับไป สองหนุ่มเข้าใจความหมายนั้น ต่างชักดาบออกจากฝักฟึ่บ!

ดาราตกใจถามว่าพ่อจะทำอะไร ตนเรียกให้มาห้ามไม่ได้ให้มายุ

“ไม่มีอะไรหรอกดารา ลูกผู้ชายเขาจะวัดฝีมือกัน มันไม่ถึงกับฆ่ากันตายหรอก”

ดาราโกรธพ่อสะบัดออกไปจากหลังวัด ยงยุทธ

จะตามไป ถูกขุนเดชเอาดาบมาขวางไว้ ปรามาสว่า

“แกจะยอมแพ้ฉันซะตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้นะ...ไอ้ ยงยุทธ”

ยงยุทธชะงัก หันมองขุนเดช สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที

ส่วนดาราโกรธพ่อวิ่งตรงไปทางท่าน้ำวัด พอดีเจอพวกเด็กเหลือขอแถวหลังวัดกำลังใช้หนังสติ๊กยิงนกกันอย่างสนุกสนาน คนหนึ่งเร่งเพื่อนๆให้รีบยิงเดี๋ยวหลวงพ่อกลับจากธุดงค์มาเจอได้ซวยกันแน่

“เด็กพวกนี้นี่มาแอบยิงนกกันในวัดอีกแล้ว ไม่กลัวบาปกลัวกรรมกันรึไง ไปเดี๋ยวนี้นะ” ดาราเอ็ดจนพวกเด็กๆหนีกันกระเจิง บางคนทิ้งหนังสติ๊กไว้ ดาราเห็นหนังสติ๊กก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้...

ooooooo

ดาราถือหนังสติ๊กวิ่งกลับไปที่ท้ายวัด ยงยุทธกับขุนเดชกำลังประดาบกันอย่างดุเดือด จังหวะหนึ่ง ขุนเดชฟันจนดาบของยงยุทธหลุดมือลอยคว้างไป แต่พอยงยุทธจะไปเก็บดาบ ก็ถูกขุนเดชเอาดาบขวางไว้ ยิ้มอย่างเป็นต่อขณะพูดว่า

“เชิงมวยฉันอาจจะสู้แกไม่ได้ แต่เชิงดาบของแกมันห่างจากฉันเยอะว่ะเพื่อน”

ยงยุทธยังไม่ยอมแพ้ ขุนเดชเลยต่อให้ โดยให้ยงยุทธใช้ดาบแต่ตนมือเปล่า ยงยุทธด่าเพื่อนที่ดูแคลนตนว่า “ไอ้เพื่อนเวร!!” แล้วกำดาบพุ่งเข้าฟันซ้ายขวาอย่างระห่ำ แต่ขุนเดชอ่านทางดาบของยงยุทธออก จึงหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว สุดท้ายยงยุทธปักดาบลงกับพื้นปรี่เข้าแลกหมัดลุ่นๆกับขุนเดชจนต่างก็ปากแตกเลือดกำเดาไหล

“อ้าว...เฮ้ย...นี่มันซัดกันจริงๆแล้วนี่หว่า พอได้แล้วไอ้ขุนเดช ไอ้ยงยุทธ แยกๆๆๆ” ลุงเถินตะโกน

แต่สองหนุ่มเลือดขึ้นหน้าเสียแล้ว ไม่ฟังเสียงแม้แต่ครู ดาราบอกให้พ่อหลบไปก่อน เมื่อห้ามไม่ฟังมันก็ต้องแบบนี้! ว่าแล้วก็เล็งหนังสติ๊ก นัดแรกถูกหัวยงยุทธอย่างจัง นัดที่สองถูกเข้าแสกหน้าขุนเดชจนร้องลั่น หยุดคู่ต่อสู้ได้ฉมัง!

ooooooo

หลังจากประหมัดประดาบกันจนเลือดตกยางออกแล้ว สองเกลอก็พากันไปนั่งทายาที่ท่าน้ำสระบัว ทาไปหยอกล้อกันไปประสาเพื่อนสนิท ยงยุทธทาก่อนพอส่งยาให้ขุนเดชปรากฏว่าหมดแล้ว ยงยุทธอ้างว่าก็ยามันเหลือนิดเดียวเอง

ดาราหมั่นไส้ทั้งสองคนมาก บอกว่าถ้าคราวหน้าเล่นกันแบบนี้อีกตนไม่ห้ามแล้ว จะปล่อยให้ถูกหามส่งโรงพยาบาลทั้งคู่เลย คำขู่ของดาราแทนที่จะทำให้สองหนุ่มจ๋อย กลับรวมหัวกันแกล้ง ดาราถูกยงยุทธจับยกพาดบ่าเอาไปโยนลงสระบัว ในขณะที่ขุนเดชยืนกอดอกดูหัวเราะชอบใจ

พอดาราพรวดพ้นน้ำก็ควักโคลนปาใส่ยงยุทธเต็มหน้า เขาเลยกระโดดลงสระบัวไล่เอาคืนจากดารา หัวเราะกันร่าเริง แต่ขุนเดชที่ยืนดูอยู่ จู่ๆก็ปวดจี๊ดขึ้นมาที่ขมับ พลันบางภาพในอดีตก็แวบขึ้นในสมองเขา...

เวลานั้นขุนเดชในวัย 10 ขวบตามไปที่ถ้ำศิลาที่นายเดื่องผู้เป็นพ่อเฝ้าวัตถุโบราณอยู่ คืนนั้น ถูกโจรบุกปล้น ขุนเดชตกใจกลัว หลบเข้าไปในซอกหิน ได้ยินเสียงปืนปัง! ขุนเดชหลับตาปี๋ พอลืมตาขึ้นก็เห็นเงาที่ผนังถ้ำ เป็นภาพนายเดื่องคุกเข่า พริบตานั้น นายเดื่องถูกฟันคอขาดในดาบเดียว ขุนเดชช็อกตาเหลือก!

ดาราเห็นขุนเดชเอามือกุมขมับอย่างเจ็บปวด ทั้งสองรีบขึ้นจากสระบัว ยงยุทธพูดอย่างรู้อาการของเพื่อนรักว่าปวดหัวอีกแล้วหรือ ดาราบ่นว่า บอกแล้ว... จับดาบขึ้นมาสู้กันทีไรขุนเดชต้องเป็นแบบนี้ทุกที

“มาโทษผมได้ยังไงล่ะดารา ไอ้ขุนเดชมันก็เป็นของมันแบบนี้ตั้งแต่หลวงพ่อพามาอยู่ที่วัดนี่แล้ว ผมไม่ได้เพิ่งไปทำให้มันเป็นซะหน่อย”

ดาราจะพาไปหาหมอ ขุนเดชบอกว่าไม่ต้องเป็นแป๊บเดียวก็หาย ดาราประคองขุนเดชพาไปนั่งในรถที่ขับมาอย่างเป็นห่วง ยงยุทธมองภาพนั้นแล้วใจหวิวขึ้นมา พอได้ยินเสียงสตาร์ตรถ เขาร้องถามเหมือนตัดพ้อ...“อ้าว...แล้วผมล่ะ”

“ยืนตากโคลนให้แห้งไปคนเดียวแล้วกัน โทษฐานที่จับฉันโยนสระบัว...เชอะ!” ดาราร้องบอก แถมแลบลิ้นให้แผล็บหนึ่งแล้วขับรถพาขุนเดชกลับวัด

ooooooo

กลับถึงวัด ทั้งสองถูกหลวงพ่อสุขดุชุดใหญ่ว่า ที่นี่เป็นเขตวัด เป็นเขตอภัยทาน ไม่ใช่สนามมวยให้มาตีรันฟันแทงกัน ยงยุทธชี้แจงหน้าจ๋อยๆว่า ตนกับขุนเดชไม่ได้ทะเลาะกัน เลยโดนไม้เรียวหวดควับเข้าที่ต้นแขนจนสะดุ้ง

ขุนเดชบอกหลวงพ่อว่าอย่าไปว่ายงยุทธเลย ตนเป็นคู่ซ้อมมวยให้เอง เพราะปิดเทอมยงยุทธต้องลงแข่งกีฬาเป็นตัวแทนนักเรียนนายร้อย ยงยุทธผสมโรงว่าใช่ หลวงพ่อถามว่าแล้วทำไมไม่บอกเสียแต่แรก ยงยุทธตีฝีปากว่าก็หลวงพ่อไม่ได้ถาม

“ไอ้ยงยุทธ!! เอ็งนี่มันทั้งกะล่อน ทั้งหัวหมอ ข้าชักเป็นห่วงแล้ว ถ้าเอ็งจบมาเอ็งจะทำให้วงการตำรวจเขาเสีย”

“ไม่หรอกครับหลวงพ่อ เห็นมันทั้งกะล่อนทั้งกวนบาทาแบบนี้ แต่ถ้าไอ้ยงยุทธได้เป็นตำรวจเมื่อไหร่ ผมมั่นใจว่ามันจะเป็นตำรวจที่ดีที่สุด” ขุนเดชพูดแล้วหันมองยงยุทธอย่างเชื่อมั่น ยงยุทธยิ้มรับตอบเพื่อนส่ายหน้าดักคอว่า

“ขอบใจว่ะเพื่อน ถึงแกจะชมฉันยังไงก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ฉันโดนหลวงพ่อตีอยู่คนเดียว มันต้องเท่าๆกันเว้ย” พูดแล้วรุนขุนเดชเข้าไปให้หลวงพ่อทำโทษด้วย แต่หลวงพ่อไออย่างรุนแรงเสียก่อน ขุนเดชผวาเข้าดูอย่างเป็นห่วง

“ไม่ต้อง...ข้าไม่ได้เป็นอะไร คืนนี้เอ็งต้องนั่งสมาธิท่องบทสวดอยู่ที่นี่จนถึงเช้า ห้ามขัดคำสั่งเด็ดขาด เข้าใจไหมไอ้ขุนเดช” หลวงพ่อกำชับหนักแน่นแล้วลุกเดินออกไปจากโบสถ์ ทิ้งให้สองหนุ่มงุนงงว่าทำไมหลวงพ่อจึงเจาะจงขุนเดชคนเดียว??

ooooooo

เมื่อหลวงพ่อเข้ากุฏิ ท่านเปิดตู้เก็บของ หยิบดาบพกที่ปลอกดาบเป็นสีดำสนิท ลงลวดลายด้วยอักขระภาษาโบราณแต่เลือนรางเพราะความเก่า และมีฝุ่นจับเขลอะ หลวงพ่อชักดาบออกมาช้าๆเผยให้เห็นตัวดาบสีดำแต่ที่คมดาบเป็นสีเงิน แต่พอชักออกมาได้ครึ่งเดียวดาบก็หลุดจากฝัก เพราะดาบหักเหลือเพียงครึ่งเดียว!

หลวงพ่อมองดาบในมืออย่างคิดถึงที่มาของดาบไทยสีดำเล่มนี้...

เมื่อ 10 ปีก่อน...ที่ถ้ำศิลาบนเขาหลวง หลวงพ่อสุขถือกลดธุดงค์เดินผ่านมาหยุดดูทีมงานขุดแต่งโบราณสถาน ที่ทีมงานกำลังทยอยนำวัตถุโบราณที่ค้นพบในถ้ำศิลาออกมาขึ้นรถเพื่อนำกลับไปศึกษาและเก็บในพิพิธภัณฑ์

เวลานั้น ขุนเดชในวัยซนตามดูโบราณวัตถุที่ทีมงานนำออกไปอย่างตื่นตาตื่นใจ บอกนายเดื่องว่าขอดูใกล้ๆ ได้ไหม นายเดื่องอนุญาตแต่ห้ามจับเดี๋ยวจะแตกหักเสียหาย

“ผมรู้ครับพ่อ ของเก่าของโบราณเราต้องระมัดระวัง ดูแลให้ดี เพราะมันมีคุณค่ามากทางประวัติศาสตร์” ขุนเดช ตอบอย่างฉะฉานด้วยวัยเพียง 10 ขวบ ทำให้อาจารย์ประทีปนักอนุรักษ์โบราณสถานลูบหัวเอ่ยอย่างชื่นชมว่า สมกับเป็นลูกนายเดื่องจริงๆ ตัวแค่นี้ก็รู้เรื่องรู้ราวแล้ว

“โตขึ้นผมอยากเป็นนักโบราณคดี อยากทำงานอย่างพ่อ อย่างอาจารย์ครับ”

ทั้งอาจารย์ประทีปและนายเดื่องหัวเราะอย่างเอ็นดูในความช่างพูดช่างคิดของขุนเดช ขณะนั้นเอง นายเดื่องสังเกตเห็นพระธุดงค์องค์หนึ่งยืนมองอยู่จึงออกไปกราบ

เมื่อรู้ว่าท่านเป็นพระธุดงค์จึงนิมนต์ให้ท่านปักกลดแถวนี้ดีกว่าเพราะใกล้ค่ำแล้ว และอีกสักประเดี๋ยวทีมงานก็กลับ เหลือตนเฝ้าพระศิลาในถ้ำคนเดียว เพราะไม่รู้ว่าข่าวการขุดพบครั้งนี้จะไปถึงหูใครบ้าง ขุนเดชจึงขออยู่เฝ้ากับพ่อด้วย

อาจารย์ประทีปจะให้ปืนนายเดื่องไว้ใช้ นายเดื่อง บอกว่าตนไม่ค่อยถนัดเรื่องปืน แค่ดาบดำของตนเล่มเดียวก็เอาอยู่แล้ว

คิดถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้ว ขุนเดชก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีก...เห็นภาพที่ตัวเองในวัย 10 ขวบ มือหนึ่งถือดาบที่หักครึ่ง อีกมือหนึ่งถือปลอกดาบ วิ่งเตลิดไปในป่าอย่างหวาดกลัวสุดขีด ท่ามกลางการไล่ล่าเอาชีวิตเพื่อปิดปากของพวกโจร!

ooooooo

ขุนเดชปวดหัวจี๊ดจนครางออกมา หลวงพ่อบอกให้ตั้งสมาธิ สวดแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์และเจ้ากรรมนายเวร เมื่อจิตนิ่งความเจ็บปวดก็จะทุเลา

“หลวงพ่อ...เกิดอะไรขึ้นกับผมเหรอครับ ทุกครั้งที่ผมปวดหัว ผมจะเห็นภาพที่ไม่เคยเห็น ได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยิน มีแต่เสียงร้องโหยหวนเจ็บปวดทรมาน...”

“ทำตามที่หลวงพ่อบอกเถอะขุนเดช จิตใจของเอ็งต้องนิ่ง ตั้งมั่นอยู่ในศีลอยู่ในธรรม ละเว้นบาป แล้วหนักจะเป็นเบา”

“ครับหลวงพ่อ” ขุนเดชรับคำพนมมือไหว้หลวงพ่อ แล้วหันนั่งสมาธิสงบจิตและแผ่เมตตาตามที่หลวงพ่อบอก

หลวงพ่อออกมาหน้าโบสถ์ ในใจมีแต่ความกังวลหนักใจกับชะตากรรมของขุนเดชที่ท่านมองเห็นแต่เพียงผู้เดียว ท่านรำพึงด้วยความวิตกว่า

“ความจริงเป็นสิ่งหนีไม่พ้น อาตมาพยายามช่วยแล้ว แต่ก็คงฝืนกรรมลิขิตของเอ็งไว้ไม่ได้อีกแล้ว...ขุนเดช”

หลวงพ่อเดินออกแล้วปิดประตูโบสถ์จนชิดสนิท เพ่งมองภาพเขียนของ “ทวารบาล” ยักษ์หน้าดุดันที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูโบสถ์ สัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ปกป้องศาสนสถาน

แล้วคืนนี้เอง หลวงพ่อสุขก็เกิดภาพนิมิต “ในอนาคต” เห็นโจรอุ้มเศียรพระพุทธรูปที่ลักตัดมา แล้วร่างโจรก็ชะงักตาเหลือกเมื่อถูกขุนเดชถือดาบดำที่เพิ่งฟันหลังโจร เดินเข้าหาทั้งที่มันร้องขอชีวิต แล้วมันก็ร้องโหยหวนก่อนสิ้นใจ

ขุนเดชเสียบดาบดำเข้าฝักด้วยสีหน้าเรียบเฉย เบื้องหลังขุนเดชปรากฏแสงเพลิงโชนขึ้น ประหนึ่งขุนเดชคือยักษ์ทวารบาลที่มีหน้าที่ปกป้องพุทธสถานให้ลูกหลานสืบไป...

ooooooo

ที่ตลาดเก่าในช่วง พ.ศ.2500 ที่แผงขายหนังสือและร้านรวงข้างทาง ยงยุทธพาดาราซ้อนท้ายจักรยาน-ยนต์ขี่มาตามทาง ยงยุทธคุยถึงหนังเล็บครุฑที่เพิ่งไปดูกันมาว่าสนุกกว่าในหนังสือเสียอีก ดาราติงว่าตนอยากดูยอดเยาวมาลย์มากกว่า ยงยุทธพูดอย่างผิดหวังว่า แล้วทำไมไม่บอก

ดาราบอกว่าก็เพราะเขาเป็นคนจ่ายค่าตั๋วตนเกรงใจ ยงยุทธบ่นเสียดายว่า เห็นเธออ่านหนังสือเตรียมสอบหน้าดำคร่ำเครียด อยากให้พักสมองบ้างเลยพามาดูหนัง

ครู่หนึ่ง ดาราขอแวะลงไปซื้อของหน่อย ยงยุทธจึงจอดรถคอย ดาราไปที่ร้านขายยาจีน ได้ยาแล้วถามอาแปะที่เจียดยาให้ว่า กินแล้วหายแน่นะ แต่พอออกจากร้านก็เจอประดับลูกชายนายพลที่ชอบอวดอ้างบารมีพ่อมาข่มเหงชาวบ้าน มันเห็นดาราก็เข้ามาป้อ เมื่อดาราปฏิเสธมันก็คว้ามือชวนนั่งรถไปเที่ยวบางปูกัน

ดาราเอากระเป๋าถือฟาดมันก็ถูกบรรดาสมุนกรูกันเข้ามารุมล้อม ยงยุทธเห็นดาราหายไปนานจึงไปตาม เจอเธอกำลังถูกพวกประดับรุมล้อม เขาด่าว่าพวกหมาหมู่รังแกผู้หญิง ประดับส่งสัญญาณให้สมุนเข้าเล่นงานเขา ยงยุทธต่อสู้อย่างมีชั้นเชิงจนพวกสมุนประดับปากแตกเลือดกำเดาพุ่ง พวกมันจึงชักมีดสปริงออกมากันทุกคน!

ยงยุทธเห็นไม่ได้การรีบจูงมือดาราพาวิ่งกระแทกประดับกระเด็นแล้วพุ่งออกไป พาดาราวิ่งไปหลบแถวกองลังกระดาษ เมื่อพวกประดับตามมาไม่เจอ มันสงสัยจะวิ่งไปอีกทาง จึงพากันวิ่งไปทางนั้น

ระหว่างซุ่มอยู่ ยงยุทธกอดดาราไว้แน่นเพราะที่แคบและปกป้องเธอ ครู่หนึ่ง ดาราถามว่าพวกมันไปหรือยัง ยงยุทธปดว่ายังและกอดเธออยู่อย่างนั้น จนดาราจับได้ว่าโกหก เลยทุบเสียหลายอั้ก

ขุนเดชตามมาเจอ ดารารีบผลักยงยุทธออก ยงยุทธหน้าเสียที่ดาราเป็นห่วงความรู้สึกของขุนเดชมาก

เมื่อกลับมาถึงโรงหล่อพระ คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พอยงยุทธรู้ว่าประดับเป็นลูกนายพล เขาพูดอย่างเจ็บใจว่า นึกแล้วว่ามันกร่างกันขนาดนั้นที่แท้ก็ลูกพวกมีสี ดาราบอกว่ามันตามตื้อตนมาหลายครั้ง แต่ไม่นึกว่ามันจะตามมาถึงที่นี่

“ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างมันคงไม่เลิกยุ่งกับดาราแน่” ขุนเดชหน้าเครียด ดาราตกใจสั่งห้ามยุ่งกับพวกมันเด็ดขาด “แต่เราปล่อยให้มันมารังควานดาราแบบนี้ไม่ได้” ดาราฟังแล้วยิ่งกังวล บอกว่าไม่ต้องห่วง ตนดูแลตัวเองได้ ย้ำกับขุนเดชว่า

“ฉันไม่อยากให้พวกนายเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ถ้ามีเรื่องขึ้นมายงยุทธจะทำยังไง จะยอมให้อนาคตตำรวจดับเหรอ แล้วขุนเดชล่ะ อยากโดนไล่ออกจากศิลปากรเหรอ”

“แต่พวกที่ชอบใช้อำนาจข่มเหงรังแกคนอื่น ถ้าไม่ตาต่อตาฟันต่อฟัน มันไม่มีทางหยุด” ขุนเดชยังฮึดฮัด

พอดีลุงเถินมาทักว่าสุมหัวทำอะไรกัน นัดจะไปเที่ยวไหนหรือ ดาราเลยพาลไปลงที่พ่อหาว่าสอนให้คนอื่นไปตีรันฟันแทงกัน ทำเอาลุงเถินงงถามว่าไหงตนโดนด่าซะงั้น ดาราหน้าบอกบุญไม่รับเอายายัดใส่มือขุนเดชบอกว่ายาแก้ปวด กินให้หมดด้วย แล้วออกจากห้องปิดประตูปัง ลุงเถินส่ายหน้ายิ้มๆบ่นงึมงำ

“ไอ้ลูกคนนี้ ตกลงมีเรื่องอะไรกันเนี่ย” พอรู้เรื่อง ลุงเถินบ่นอย่างระอากับพฤติกรรมของประดับที่ระรานชาวบ้านไปทั่ว แต่ทำผิดทีไรเรื่องก็เงียบหายไปทุกที เตือนสองหนุ่มว่า

“พวกเอ็งสองคนอย่าไปยุ่งกับพวกมันเชียวนา ข้ามันนักเลงเก่า ไอ้เรื่องแบบนี้ผ่านมาหมดแล้ว ใจร้อนวู่วามไปสุดท้ายก็พังกันหมด ข้าถึงต้องเลิกหันมาหล่อพระนี่ไง”

ไม่ทันไร ลูกจ้างคนหนึ่งก็หน้าตาตกใจเข้ามาบอกลุงเถินว่า พระพุทธรูปที่นายพลสั่งให้หล่อถวายวัดโดนสั่งยกเลิกหมดแถมใบสั่งของคนอื่นก็ระงับหมด บอกว่าจะไปจ้างโรงหล่ออื่นแทน ถามว่า “เอาไงดีพี่”

“จะเอาไง...ก็ฉิบหายน่ะสิ เนี่ย มีเรื่องกับลูกมันไม่ทันไร มันเล่นกูซะแล้ว” ลุงเถินบ่นทั้งแค้นทั้งกลุ้ม

ยงยุทธกับขุนเดชหันมามองหน้ากันขวับ

ooooooo

ยงยุทธกับขุนเดชต่างคนต่างคิดแต่ก็รู้ว่าอีกฝ่าย คิดอย่างไร คืนนี้จึงคุมเชิงกันอยู่ แต่ขุนเดชเสียที พอเข้านอนคิดว่ายงยุทธหลับแล้วก็คว้าดาบไม้ที่เตรียมไว้จะออกไป ปรากฏว่าประตูถูกล็อกจากข้างนอกเพราะยงยุทธแอบออกไปก่อนแล้ว

รู้ว่าประดับอยู่ที่ไนต์คลับ ยงยุทธจึงไปดักที่นั่น ตกดึกเห็นประดับเดินกอดหญิงสาวออกมา สั่งสมุนให้แยกย้ายกันไปตัวใครตัวมัน ส่วนตัวเองประคองหญิงสาวไปที่รถ พากันออกไป แต่พอยงยุทธจะตาม ก็ถูกขุนเดชตามมารั้งแขนไว้เตือนสติว่า “คนเดียวจะไปสู้กับลูกปืนมันได้ยังไง”

“ไอ้ขุนเดช! อย่ามายุ่งนะเว้ย กลับวัดไปซะ คนเดียวฉันเอาอยู่” เมื่อขุนเดชไม่ยอม ยงยุทธผลักอกเพื่อนบอกว่า “ดาราเขาชอบแก เขาถึงเป็นห่วงหาซื้อหยูกยาให้ กำชับไม่ให้แกมีเรื่องกับไอ้ประดับ แต่ฉันไม่เคยอยู่ในสายตาของดาราเพราะฉะนั้นฉันมีเรื่องได้”

ยงยุทธหันมองหน้าขุนเดชแล้วมองพวกสมุนร้องท้าว่าใครอยากโดนกระทืบก็เข้ามา พวกมันจำได้ว่าเพิ่งมีเรื่องกับยงยุทธมาเมื่อกลางวันก็กรูกันเข้ามา พริบตานั้นยงยุทธหันมาชกท้องขุนเดชจนจุก พูดอย่างพร้อมลุยว่า

“ขี้กลากอย่างพวกมันฉันคนเดียวรับมือสบาย ส่วนไอ้ขี่โอ่ลูกนายพลนั่น ฉันจะสั่งสอนมันไม่ให้มายุ่งกับดาราอีก” พูดแล้วยงยุทธวิ่งไปเลย

ยงยุทธตามไปทุบกระจกรถที่ประดับจอดข้างทางกำลังนัวเนียกับสาวอยู่เบาะหลัง ประดับพรวดขึ้นตะโกนถามว่า “ใครมาทะลึ่งกับกูวะ ไม่รู้ซะแล้วว่ากูลูกใคร” พลางควักปืนออกมาส่าย

ยงยุทธเอาผ้าขาวม้าพันหน้าเหลือแต่ลูกตา โผล่มายิงหนังสติ๊กใส่มือที่ถือปืนจนปืนร่วง สาวในรถเห็นท่าไม่ดีหอบผ้าวิ่งออกจากรถ ส่วนยงยุทธก็กระดิกนิ้วท้าประดับให้ตามมา
“ยั่วกูเหรอ มึงตายแน่!” ประดับคำราม

ส่วนขุนเดชจะตามยงยุทธไปก็ยังจุกจนลุกไม่ขึ้น ทันใดนั้น พวกสมุนของประดับก็กรูกันเข้ามาอีก

ขุนเดชกัดฟันลุกขึ้นสู้กับสมุนของประดับแบบหนึ่งต่อสี่ ฝ่ายหนึ่งใช้ดาบไม้อีกฝ่ายใช้มีดสปริง แต่มันก็ทำอะไรขุนเดชไม่ได้ ถูกขุนเดชซัดลงไปกองสามคน อีกคนหนึ่งอวดดีปรี่เข้ามาแทง

ทันใดนั้น ขุนเดชก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมา แต่ก็ยังต่อสู้กับสมุนของประดับได้ ขุนเดชหวดดาบไม้ไปมา ภาพตอนเด็กที่ตื่นกลัวกับการที่เห็นพ่อถูกฟันคอขาดไปต่อหน้า ต่อตาจนขุนเดชคลุ้มคลั่งขึ้นมา หลวงพ่อสุขต้องตั้งจิตอธิษฐานแผ่เมตตา จนเกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น เมื่อหลวงพ่อเข้าถึงตัว ขุนเดชก็เริ่มสงบลง หลวงพ่อลูบหัวเป่ากระหม่อม ขุนเดชก็แน่นิ่งหมดสติไปบนตักของหลวงพ่อนั่นเอง
“เวรกรรม...นี่มันเวรกรรมอะไรของเอ็ง...ขุนเดช” หลวงพ่อพึมพำอย่างเวทนา

ขุนเดชวันนี้ เวลานี้ ที่ต่อสู้กับพวกสมุนของประดับอยู่ในอาการเดียวกัน เขาฟาดฟันดาบไม้จนพวกนั้นแตกหนีกันกระเจิง

พอพวกมันหนีไปแล้ว ขุนเดชเอาดาบปักลงที่พื้น ชันเข่าก้มหน้ามองดิน เสียงฟ้าร้องคำรามอย่างน่ากลัว

เมื่อขุนเดชเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าแววตาของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ขุนเดชคนเดิม แต่ราวกับยักษ์ทวารบาลที่เฝ้าหน้าประตูโบสถ์ได้เข้าสิงร่างเขากระนั้น!!

ooooooo

ดารากำลังคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ มีหนังสือและภาพโบราณสถานมากมายกองอยู่บนโต๊ะ ลุงเถินผ่านมาเห็นถามว่ารูปอะไร ดาราบอกว่าเป็นรูปถ่ายประตูทวารบาลไม้แกะสลัก จากประตูปรางค์วัดมหาธาตุเมืองเชลียงศรีสัชนาลัย บอกว่าทวารบาลอันนี้เป็นชิ้นที่เก่าแก่ที่สุด มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความเชื่อของคนไทยมาก

“ไอ้เรื่องนั้นพ่อไม่ทันคิดถึงหรอก สนใจดาบที่อยู่ในมือเทวดาท่านต่างหาก ท่านคงจะทำหน้าที่ปกป้องพุทธสถานอย่างถึงที่สุด...สู้จนดาบหัก”

“พ่อ! คิดแต่เรื่องแบบนี้อยู่เรื่อย คงจะแตกหักเสียหายก่อนจะมีคนไปค้นพบต่างหาก”

ลุงเถินบอกยิ้มๆว่าไม่รบกวนแล้ว อ่านหนังสือต่อเถอะ แล้วเดินไป แต่ดารายังติดใจ หยิบภาพถ่ายทวารบาลมาดูแล้วคิดคล้อยตามที่พ่อพูด พึมพำ

“หรือที่พ่อคิดจะเป็นเรื่องจริง...” นิ่งคิดแล้วส่ายหน้าบ่นตัวเอง “ไปกันใหญ่แล้วเรา...” วางภาพลงแล้วหันไปหยิบหนังสือมาอ่านต่อ...

ooooooo

ประดับไล่ตามยงยุทธไปถึงชุมทางรถไฟ ยง-ยุทธล่อให้ประดับยิงปืนจนหมดลูกโม่แล้วฉวยโอกาสลุยเข้าไป ในขณะที่ประดับกำลังเติมกระสุน บิดข้อมือจนปืนร่วง ประดับหมดท่าอ้อนวอนขอชีวิตอยากได้อะไรก็เอาไปเลย ยงยุทธบอกว่าตนไม่ได้ปล้น แต่จะสั่งสอนให้จำใส่กะโหลกเอาไว้ว่า

“พ่อมึงไม่ได้ใหญ่คับฟ้าอยู่คนเดียว ถ้ามึงยังไม่เลิกรังควานคนอื่น กูจะตามล่ามึงเหมือนหมาล่าเนื้อ”

ประดับสาบานว่าจะไม่ทำอีก ก้มมองพื้นเห็นท่อนไม้ก็หมายตาคอยจนยงยุทธสั่งสอนเสร็จเดินออกไป ก็คว้าไม้กระหน่ำเสียจนยงยุทธหมดสติ มันกระชากขึ้นดูหน้าจำได้ว่าเป็นเด็กวัด มันลากไปมัดตรึงไว้กับรั้วชุมทางรถไฟ เอากระเป๋าสตางค์ไปเปิดดู

พอรู้ว่าเป็นนักเรียนตำรวจมันเย้ยว่ากล้ามากที่คิดจะตั้งศาลเตี้ย กร่างนักก็ให้รู้ไปว่าหมดอนาคตใส่เครื่องแบบตำรวจตั้งแต่วันนี้

ยงยุทธรู้สึกตัวขึ้นมา ขณะกำลังโต้เถียงกันนั่นเอง ยงยุทธเห็นเงาขุนเดชเดินมาข้างหลังประดับ แล้วใช้ดาบไม้ฟาดแขนประดับจนหัก ขุนเดชยืนมองประดับด้วยสายตาดุดันไร้ความปรานี แม้ประดับจะอ้อนวอนสาบานว่าจะไม่ทำอีก ขุนเดชก็ไม่รามือ เดินทื่อเข้ามาเล่นงาน ประดับหนีตายไปสุดชีวิต

ยงยุทธเห็นถึงความผิดปกติในสีหน้าและแววตาของขุนเดช ร้องบอกอะไรก็เหมือนเขาไม่รับรู้ จึงพยายามบิดมือแก้เชือกที่มัด พอหลุดก็วิ่งตามไป

ขุนเดชตามไปกระหน่ำประดับไม่ยั้ง ยงยุทธตะโกนบอกว่าพอแล้ว เอาแค่สั่งสอนอย่าให้ถึงตาย เพราะถ้าฆ่ามันตายตัวเองก็จะกลายเป็นฆาตกร ประดับอาศัยช่วงจังหวะนั้นวิ่งหนีไปได้

ขุนเดชจะไล่ตาม แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ปวดหัวจนล้มลง ยงยุทธรีบเข้าประคองร่างที่หมดสติ โชคดีมีที่ไฟหน้ารถสาดเข้ามา คนขับจอดรถลงมาถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม

เขาคืออาจารย์ประทีปนั่นเอง...

ooooooo

ยงยุทธให้พาขุนเดชไปที่วัด อาจารย์ประทีปถามว่าแน่ใจหรือว่าจะไม่ไปส่งโรงพยาบาล ยงยุทธบอกว่าเพื่อนตนเป็นแบบนี้ประจำเดี๋ยวก็หาย และเมื่อมาถึงวัด ยงยุทธบอกขุนเดชว่า

“ถึงวัดแล้ว แข็งใจหน่อยนะเว้ยไอ้ขุนเดช”

อาจารย์ประทีปสะดุดหูชื่อขุนเดช แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน เมื่อไร และเป็นใคร??

และเมื่อเข้าวัด เห็นพระสงฆ์ท่านหนึ่งยืนมองมาจากบนศาลา อาจารย์ยกมือไหว้ หลวงพ่อพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าข้างใน อาจารย์ประทีปรู้สึกเคยพบเคยเจอกับพระรูป นี้ แต่นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเจอที่ไหน...

ooooooo

ตอนที่ 2

ประดับนำสมุน 5–6 คน ทุกคนมีอาวุธครบมือบุกไปที่วัด หลวงพ่อออกจากโบสถ์มาขอว่าที่นี่เป็นเขตวัด คงไม่เหมาะถ้าโยมจะนำอาวุธเข้ามา

ประดับสวนไปแบบไม่กลัวนรกกินหัวว่า ตนก็อยากจะทำตามคำขอของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อเลี้ยง อันธพาลไว้ในวัดตนก็คงเลี่ยงไม่ได้ แล้วสั่งสมุนให้ค้นทุกซอกทุกมุม

“จะไม่อธิบายให้อาตมาฟังสักหน่อยเลยเหรอโยมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“หลวงพ่อเห็นไหม” ประดับชี้ให้ดูแขนตัวเองที่เข้าเฝือกอยู่ “ที่ผมต้องเป็นแบบนี้เพราะฝีมือลูกศิษย์อันธพาลของหลวงพ่อ เพราะฉะนั้น อย่าว่าผมไม่เกรงใจพระเลย ไว้ยกมือไหว้ได้เมื่อไหร่ผมจะกลับมาไหว้ขอขมา ทีหลัง” แล้วมันก็เดินผ่านหลวงพ่อไปอย่างยโสโอหัง

ในกุฏิ...ยงยุทธกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเร่งขุนเดชให้เร็วๆ เข้าพวกมันมากันแล้ว แต่ขุนเดชยังนิ่งเหมือนคิดอะไรอยู่ บอกยงยุทธว่าอีกไม่กี่ปีเขาก็จะได้เป็นตำรวจ แล้วไม่สมควรที่จะเอาอนาคตมาทิ้งแบบนี้ บอกว่า “ฉันจะรับผิดชอบเอง”

“แล้วไอ้อนาคตนักวิชาการโบราณคดีของแกล่ะ หน้าที่ปกป้องหลักฐานของมนุษยชาติ ปกป้องรากเหง้าของประเทศนี่ล่ะ แกจะทิ้งมันไปเหมือนกันหรือ”

“แต่ฉันเป็นคนเล่นงานมัน ฉันก็ควรจะต้องกลับไปรับผิดชอบ”

“นั่นไม่ใช่แก” ยงยุทธกระชากคอเสื้อขุนเดชตะคอกใส่หน้า “ตอนนั้นแกบ้าเลือดจนลืมตัวต่างหาก ขนาดฉันเรียกเท่าไหร่แกก็ไม่รู้ตัว ฉันจะไม่ปล่อยให้แกกลับไปเจอหน้ามันอีก”

สองเกลอเพื่อนตายต่างจ้องหน้ากันอย่างท้าทาย ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร ครู่หนึ่ง ขุนเดชตัดสินใจบอกว่า

“ฉันดีใจที่หลวงพ่อพาฉันมาเลี้ยงและให้ฉันได้รู้จักกับแก แกเป็นเพื่อนตายของฉัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมให้แกต้องเดือดร้อนเด็ดขาด” ขุนเดชผลักยงยุทธพ้นทางจะออกไป พริบตานั้น ยงยุทธคว้าแจกันทองเหลืองฟาดท้ายทอยขุนเดชทีเดียวอยู่ ขุนเดชทรุดฮวบลงหมดสติ ยงยุทธมองเพื่อนรักพูดจากใจว่า

“แต่ถ้าดาราต้องเสียใจเพราะจะไม่ได้เจอแกอีก ฉันก็ต้องเดือดร้อนเหมือนกัน”

ประดับบัญชาสมุนค้นวัดอย่างบ้าคลั่ง สมุนบอกว่าค้นทั่วแล้วไม่เจอ คาดว่าคงหนีไปแล้ว

“ไอ้ขุนเดช ไอ้ยงยุทธ...กูนี่แหละจะเป็นพรานล่าเนื้อพวกมึง!” ประดับคำรามตาแดงก่ำ

ooooooo

ยงยุทธประคองร่างขุนเดชไปวางไว้ใต้ต้นไม้ริมบึงบัว ขณะนั่งเหนื่อยหอบนั่นเอง เห็นเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า ยงยุทธเงยมองพลันก็ก้มกราบหลวงพ่อ ขอโทษที่ทำให้หลวงพ่อต้องเดือนร้อน หลวงพ่อ ถามว่าก่อนทำอะไรทำไมไม่รู้จักคิด

ยงยุทธยอมรับผิด เพราะทนไม่ได้ที่พวกมันใช้อิทธิพลกลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์ แต่กฎหมายก็ไปแตะต้องไม่ได้ ตนจึงจำเป็นต้องใช้ศาลเตี้ยกับมัน หลวงพ่อถามว่า คิดว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะอยากเป็นตำรวจทำไม

“ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม แต่ผมเป็นห่วงเพื่อน เป็นห่วงดารา เมื่อไหร่ที่ผมเห็นว่าพวกเขาปลอดภัยดีผมจะยอมรับความผิดนี้ด้วยตัวเอง”

หลวงพ่อมองขุนเดชที่ยังนอนหมดสติอยู่ พูดเตือนสติว่า

“เอ็งสองคนมีชะตาที่ต้องร่วมเวรร่วมกรรมกันอีก จำคำข้าไว้ให้ดี ไม่มีใครลิขิตชีวิตได้นอกจากตัวเอง  เมื่อเลือกเดินทางไหนแล้ว พวกเอ็งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เลือก”

ยงยุทธเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงพ่อ หลวงพ่อมองลูกศิษย์ทั้งสองก่อนหันหลังเดินจากไป...

ooooooo

วันนี้เป็นวันที่ขุนเดชกับยงยุทธนัดดาราจะพาไปถ่ายรูปโบราณสถานกัน แต่คอยจนสายก็ยังไม่มา ลุงเถินเอาพระไปส่งวัดกลับมาถามว่ายังไม่ไปอีกหรือ ดาราตอบงอนๆว่าสองคนนั้นนัดตนไว้แต่จนป่านนี้ยังไม่มา ไม่รู้ลืมหรือเปล่า

ลุงเถินบอกว่าไม่น่าลืม อาจจะอยู่ที่วัดก็ได้ให้ดาราลองไปตามดู เธอพูดอย่างถือดีว่าทำไมต้องไปตาม จะรออีก 5 นาที ถ้าไม่มาจะไปคนเดียว

ทันใดนั้นเด็กวัดวิ่งมาบอกว่าขุนเดชกับยงยุทธแย่แล้ว ดารานึกว่าสองคนประลองฝีมือกันอีกทำท่าไม่สนใจบอกว่าตีกันให้ตายไปเลยตนจะไม่ยุ่งอีกแล้ว

เด็กวัดบอกว่าคราวนี้ทั้งสองไม่ได้ประลองฝีมือกัน แต่ครั้งนี้หนักจริงๆ ดารามองหน้าลุงเถินอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

ที่ห้องทำงานของอาจารย์ประทีป ผู้ช่วยของอาจารย์ หอบตำราและเอกสารเกี่ยวกับโบราณคดีเข้ามาให้  ถามอาจารย์ว่าเห็นข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้หรือยัง

“เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด เร็วๆนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่บ้านเมืองไม่สงบได้ อำนาจอยู่ในมือใครคนนั้นก็คือผู้ชนะ ทั้งๆที่มีตัวอย่างให้เห็นกันมาในอดีตเยอะแยะ ว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจล้วนทำให้เกิดซากปรักหักพัง ทั้งทางวัตถุและจิตใจ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเอาอดีตมาเป็นบทเรียนเลย”

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อาจารย์ประทีปเดินจากริมหน้าต่างมารับสาย ฟังครู่หนึ่งจึงพูดเหมือนคิดไว้แล้วว่า

“ไม่เจอเหรอ...ขอบใจมาก ยังไงก็ฝากช่วยตามต่อ ด้วยนะ”

“ยังไม่มีวี่แววของเศียรพระศิลาที่อาจารย์ตามหาเลยเหรอครับ” ผู้ช่วยถาม

อาจารย์ประทีปนิ่งแทนคำตอบ ถอนหายใจหนักหน่วง เมื่อคิดถึงอดีต...

วันนั้นที่ถ้ำศิลา...เศียรพระถูกตัดเหลือแค่พระศอ ไม่ไกลนัก ศพนายเดื่องที่มีผ้าคลุมนอน ทั้งอาจารย์ประทีปและชาวบ้านต่างพากันยืนมองอย่างเศร้าสลดใจ

ที่นั่น จ่าแท่น ตำรวจเพื่อนสนิทรุ่นน้องของนายเดื่องยืนมองศพ กำมือแน่นขบกรามกรอดคำรามอย่างเจ็บแค้น

“ไอ้สารเลว ชาติชั่ว...กูจะตามไปลากคอพวกมึงให้มากราบขมาศพพี่เดื่องให้ได้” อาจารย์ประทีปปลอบให้ใจเย็นๆ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร “จะเป็นฝีมือใครได้อีกล่ะครับอาจารย์ ทั้งฆ่าพี่เดื่อง ทั้งตัดเศียรพระศิลาไปแบบนี้ ฝีมือไอ้พวกโจรลักลอบขุดกรุแน่”

ทันใดนั้น เสียงคำปันร้องไห้โฮๆวิ่งแหวกกลุ่มชาวบ้านเข้ามา โผไปยังศพของนายเดื่องที่คลุมด้วยผ้า อย่างตระหนกร้องเรียกคร่ำครวญ...“พี่เดื่อง...เดื่อง...

ไม่จริง...ฉันไม่เชื่อ”

คำปันจะเปิดผ้าที่คลุมศพ จ่าแท่นรีบรั้งไว้บอกว่าไม่อยากให้เห็นสภาพศพ คำปันดิ้นสุดแรงจะเปิดผ้าดูให้ได้ แกะมือจ่าแท่นวิ่งไปพอเปิดผ้าคลุม คำปันหน้าเผือดตกใจสุดขีดเมื่อเห็นหัวนายเดื่องวางอยู่ข้างร่างเขา!

“พี่เดื่อง!!” คำปันร้องสุดเสียง...

อาจารย์ประทีปปลอบใจคำปัน บอกให้กลับไปดูแลขุนเดชที่นายเดื่องฝากไว้ทุกครั้งที่ไปทำงาน คำปันถามว่าขุนเดชไม่ได้อยู่กับอาจารย์หรือ เมื่อวานขุนเดชบอกว่าจะมาช่วยพ่อเฝ้าพระศิลา

จ่าแท่นกับอาจารย์ประทีปมองหน้ากันอย่างตกใจเมื่อรู้ว่าขุนเดชหายไป

นั่นคือเหตุการณ์ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังอยู่ในความทรงจำของอาจารย์ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...

อาจารย์ประทีปเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน พูดกับผู้ช่วยด้วยใบหน้าเศร้าว่า

“สิบปีแล้ว ที่ผมต้องเสียคนดีมีฝีมือ คนที่มีอุดมการณ์อย่างนายเดื่อง ส่วนขุนเดชลูกชายของเขา ก็หายสาบสูญไม่มีใครได้พบตัวอีกเลย”

คิดถึงอดีต นึกถึงนายเดื่องและลูกแล้ว อาจารย์ประทีปตาเป็นประกายอย่างนึกขึ้นได้ พึมพำ... “ขุนเดช”

ooooooo

ดาราขี่จักรยานออกตามหาขุนเดชกับยงยุทธที่ไหนก็ไม่เจอฉุกคิดได้ว่าสมัยเป็นนักเรียนเมื่อทั้งสองไปมีเรื่องแล้วโดนไล่จับก็จะพากันมาหลบในห้องเก็บของโรงเรียน เมื่อไปดูก็เจอทั้งสองจริงๆ

ดาราตำหนิว่ารู้ไหมว่าที่ทั้งสองคนทำไปนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขนาดไหน ขุนเดชกับยงยุทธต่างรับผิดเสียเอง ดาราบอกว่าผิดทั้งคู่นั่นแหละไม่ต้องมาแย่งกันรับผิดชอบ ถึงวันนี้พวกมันตามหาไม่เจอ สักวันพวกมันก็ต้องตามเจอ

พอเห็นขุนเดชกับยงยุทธนิ่ง ดาราเอื้อมมือแตะมือทั้งสอง ให้กำลังใจว่า

“ถึงพวกมันจะมีอิทธิพล แต่คนดีอย่างพวกนายพระต้องคุ้มครอง และฉันก็สัญญาว่าจะหาทางช่วยพวกนายได้”

นายเถินอยู่ที่โรงหล่อพระ คิดถึงลูกศิษย์เพลงมวยเพลงดาบทั้งสองแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ว่า ได้ถ่ายทอดฝีมือเชิงดาบให้จนขุนเดชมีวิชาแก่กล้า เมื่อประลองฝีมือกัน ขุนเดชรุกไล่ฟาดฟันจนดาบตัวเองหักครึ่ง พลันก็ยืนจังงังกันทั้งคู่ อึดใจเดียวลุงเถินชมว่าเก่งมาก ถ้าดาบไม่หักเสียก่อนมีหวังหัวตนได้แบะเป็นลูกแตงโมผ่าซีกแน่

“ผมขอโทษด้วยครับลุง”

“ไม่ต้อง แบบนี้น่ะดีแล้ว เมื่อข้าตาย ข้าจะได้ภูมิใจที่วิชาเชิงดาบของข้าไม่ตายไปพร้อมกับข้าด้วย”

พลันลุงเถินก็สะดุ้งเมื่อเสียงดาราร้องเรียกมาแต่ไกล ลุงเถินบอกให้ยงยุทธไปรับหน้าดาราให้ทีเพราะถ้ารู้ว่าตนสอนตีรันฟันแทงให้สองคนมีหวังโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ เมื่อยงยุทธออกไปแล้ว ขุนเดชมองดาบหักในมือบอกว่าคงใช้ไม่ได้แล้ว ตนจะตีให้ใหม่ก็แล้วกัน

“เฮ้ย...ไม่ต้องหรอก ดาบนั่นมันไม่เหมาะกับเอ็ง ...ตามข้ามา ข้าจะให้ดูอะไร”

ooooooo

ลุงเถินพาขุนเดชไปดูดาบดำที่เก็บไว้ ชักดาบออกจากฝักเผยให้เห็นดาบดำที่แตกต่างจากดาบอื่น เนื้อเหล็กเป็นสีดำสนิท แต่คมดาบกลับมีสีเงินเป็นแววประกายวับ ลุงเถินบอกขุนเดชว่า

“ดาบที่เอ็งเห็นอยู่นี่ เรียกว่าดาบดำ ข้าได้มาจากปู่ของข้า ตอนที่ข้ายังเป็นนักเลงดาบ” พลางลุงเถินเดินไปที่เสา ตวัดดาบทีเดียวเสาไม้ขาดครึ่ง ขุนเดชมองทึ่ง ลุงเถินเล่าถ่ายทอดตำนานดาบดำให้ฟังว่า

“ปู่ของข้า เป็นคนสุโขทัย เคยเล่าให้ข้าฟังถึงตำนานของดาบดำว่า เป็นดาบที่ตีขึ้นโดยช่างตีดาบกลุ่มหนึ่ง ในสมัยที่เมืองสุโขทัยกำลังเผชิญกับการแก่งแย่งชิงอำนาจ บ้านเมืองถูกละเลย ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาสู้กับพวกโจรที่เหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ลำพังแค่จอบเสียมยังไงก็สู้กับพวกโจรไม่ได้ มีดาบดำนี่แหละที่ใช้ฟาดฟันต่อสู้ ปกป้องพ่อแม่พี่น้องและบ้านเมืองไม่ให้พวกโจรมันมาปล้น เผา ทำลาย วิชาตีดาบดำก็เลยสืบทอดกันมาในกลุ่มลูกหลานช่างตีดาบกลุ่มนั้น ที่เรียกตัวเองว่าทหารของพระร่วง”

ขุนเดชจ้องดาบดำในมือลุงเถินอย่างสนใจ ลุงเถินถามว่ากำลังสงสัยว่าตำนานเรื่องดาบดำที่ตนเล่าให้ฟัง

ไม่เคยผ่านหูผ่านตาในวิชาเรียนเลยใช่ไหม เมื่อขุนเดชตอบว่าใช่ ลุงเถินย้ำว่า

“การที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้พูดถึง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี สิ่งที่เอ็งเห็นอยู่ตรงหน้านี่ต่างหาก ที่จะทำให้เอ็งเชื่อ...หรือไม่เชื่อ... เอ็งอยากลองจับดูไหม...ขุนเดช”

ลุงเถินยื่นดาบให้ ขุนเดชค่อยๆเอามือแตะเบาๆ แต่พอสัมผัสดาบเท่านั้น ขุนเดชก็มีอาการปวดหัวจี๊ดขึ้นมา

“ขุนเดช!!” ลุงเถินอุทานเรียก มองดาบในมือ พูดอย่างเจ็บปวดว่า “ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยเปลี่ยน บ้านเมืองไร้การเหลียวแล แผ่นดินเป็นของโจร”

ลุงเถินกำดาบแน่น พลันก็หันมองเมื่อลูกน้องวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่า “ลูกพี่...แย่แล้ว พวกทหารบุกเข้ามาเต็มเลย”

ooooooo

ประดับพาสมุนลุยเข้ามาในโรงหล่อพระ  อ้างว่าลุงเถินให้ที่ซ่อนตัวกับพวกอันธพาลที่ตนกำลังตามล่า สั่งสมุนค้นให้เจอ ลุงเถินยอมให้ค้นแต่ห้ามยุ่งกับพระพุทธรูป

ดาราจะพาขุนเดชกับยงยุทธไปมอบตัว  แต่อยากไปถามพ่อก่อนว่าพ่อรู้จักใครที่พอจะช่วยเขาสองคนได้บ้าง กลับมาโรงหล่อพระ ดาราตะลึงงันเมื่อโรงพระถูกค้นกระจุยกระจาย พระพุทธรูปหลายองค์ถูกทำลายที่ร้ายกว่านั้นคือ นายเถินถูกจับไปข้อหากบฏเป็นภัยต่อความมั่นคง ขุนเดชมองพระดินเหนียวที่ถูกทำลายกำหมัดแน่นคำราม “ไอ้ประดับ!!”

ดาราจะไปเอาพ่อกลับมา ยงยุทธห้ามไว้บอกว่าถ้าเธอไปเธอจะไม่ได้กลับมาอีกเลย บอกดาราว่า

“ที่ไอ้ประดับมันตามทำลายชีวิตผม ไอ้ขุนเดช และลุงเถิน ก็เพราะมันต้องการบีบให้คุณเดินไปติดหลุมของมัน แต่ผมจะไม่มีวันยอมให้มันพรากเอาคนที่ผมรักไปเด็ดขาด ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาคุณเหมือนอย่างเวลาที่คุณมองขุนเดช แต่ผมก็ดีใจที่อย่างน้อยก็ยังเป็นไอ้ขุนเดช เพื่อนรักคนเดียวของผม”

ยงยุทธบอกให้ดาราคอยอยู่ที่นี่ ตนจะไปจบปัญหาและช่วยลุงเถินกลับมาเอง บอกดาราว่าขอให้ตนได้ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องคนที่ตนรักกับเพื่อนรักของตนเถิด

ขุนเดชยืนมองอยู่ เขาค่อยๆหันเดินกลับเข้าไปในโรงหล่อพระ ทุบกุญแจหีบเก็บดาบดำของลุงเถิน เอาดาบดำขึ้นมอง  แววตาแข็งกร้าวขึ้นจนน่ากลัว! พอขุนเดชชักดาบดำออกจากฝัก เขาก็เจ็บปวดจี๊ดขึ้นสมอง... แววตาอาการเหมือนเมื่อครั้งที่เขาคลุ้มคลั่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาขุนเดชก็เปลี่ยนเป็นแววตาเพชฌฆาต ดุดันน่ากลัวโดยที่เขาเองไม่รู้สึกตัวเลย!

ooooooo

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะตามหาขุนเดช อาจารย์ประทีปสืบจนพบและไปนมัสการหลวงพ่อสุขที่วัด เมื่อจำกันได้แล้วอาจารย์ถามถึงขุนเดชที่หายสาบสูญไปหลังจากนายเดื่องถูกโจรลักขุดกรุฆ่าตัดคอ

หลวงพ่อจึงหันไปเลื่อนกล่องไม้มาเปิดให้ดู ในนั้นคือดาบดำของนายเดื่องที่หักเหลือเพียงครึ่งด้ามเท่านั้น

อาจารย์ถามว่าดาบของนายเดื่องมาอยู่ที่หลวงพ่อได้อย่างไร หลวงพ่อจึงเล่าเหตุการณ์เวลานั้นให้ฟังว่าขุนเดชคลั่งเสียสติเพราะเห็นพ่อถูกฆ่าต่อหน้า เมื่อหลวงพ่อช่วยให้ฟื้นขึ้นมาขุนเดชก็จำอะไรไม่ได้ ท่านเห็นว่าถ้าขุนเดชยังอยู่ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยจึงพามาอยู่ที่วัดด้วย เพราะไม่อยากให้ขุนเดช...

หลวงพ่อไอออกมาเป็นเลือดจนต้องหยุดพูด หลวงพ่อบอกอาจารย์อย่างห่วงใยว่า

“โยม...อาตมาหยุดขุนเดชได้เพียงเท่านี้ จากนี้ไปขุนเดชต้องเดินตามลิขิตชีวิตตัวเอง...”

ooooooo

ขุนเดชเอารถกระบะเก่าๆของลุงเถินตะบึงออกไป เมื่อยงยุทธรู้ เขาเอามอเตอร์ไซค์ไล่ตามไปอย่างเป็นห่วง

ขุนเดชไปที่ไนต์คลับประจำของประดับ มันกำลังพาสาวขึ้นห้องที่ชั้นบนสั่งสมุนห้ามส่งเสียงรบกวน เมื่อขุนเดชจะเข้าไปถูกสมุนประดับกันไว้จนเกิดการต่อสู้กันแบบ 8 ต่อหนึ่ง พวกมันมีทั้งมีด สนับมือ และคมแฝก แต่ขุนเดชมือเปล่า พวกมันถูกเล่นงานจนคางเหลืองไปตามกัน คนหนึ่งคว้าขวดวิ่งเข้ามาฟาดหัวขุนเดชเสียงขวดแตกเพล้ง!

เลือดไหลโกรกจากหัวขุนเดชลงมาที่หน้าผาก พอเห็นเลือดขุนเดชยิ่งบ้าคลั่งหยิบดาบที่เหน็บเอวขึ้นมา คมดาบต้องแสงไฟวาววับ แต่ขุนเดชก็ถูกประดับถือปืนลงมายิงถูกหัวไหล่เลือดโกรก มันสั่งสมุนจับขุนเดชรุมกระทืบส่วนตัวมันเองไปคว้าแจกันทุบหัวขุนเดชจนสลบ

พริบตานั้น เหมือนก้าวสู่อีกมิติหนึ่งขุนเดชจำได้ถึงอดีตที่ไปเฝ้าพระศิลากับพ่อที่ถ้ำเขาบอกพ่อว่า ตนชอบค้นคว้าประวัติศาสตร์

“ได้สิขุนเดช การศึกษาประวัติศาสตร์ก็คือการเรียนรู้ที่มาและรากเหง้าของเราเอง เพราะการคิดจากอดีตจะทำให้เรามองเห็นอนาคต” ขุนเดชบอกว่าตนเกลียดพวกทำลายโบราณสถานตัดเศียรพระ ลักขุดกรุ “พ่อก็เกลียดเหมือนกัน แม้แต่รากเหง้าตัวเองยังไม่เคารพ แค่คิดถึงอนาคตก็น่ากลัวแล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองคงต้องเสื่อมเพราะศีลธรรมถูกทำลาย”

“ผมสัญญาต่อหน้าพ่อ ต่อหน้าพระศิลา ผมจะปกป้องรากเหง้าของเรา ไม่ให้พวกโจรมาทำลายเด็ดขาด” ขุนเดชลุกขึ้นปฏิญาณกับพ่อในวัยเพียง 10 ขวบ

ทันใดนั้น ขุนเดชลืมตาโพลงร้องเรียก “พ่อ...” ภาพเหตุการณ์ในอดีตเรียงร้อยขึ้นในความทรงจำว่าตัวเองเป็นใครและเกิดอะไรขึ้นในวัยเด็ก เขาร้องเรียกพ่อ พยายามจะลุกขึ้น จึงรู้ว่าถูกจับมัดกับเก้าอี้อยู่กลางห้องโถง

ประดับถือดาบดำเดินเข้ามา ชมว่าดาบสวยดีแปลกดีไม่เคยเห็น ขุนเดชสวนไปอย่างโกรธแค้นว่า

“มือคนชั่วอย่างมึง ไม่สมควรจับดาบดำ”

“ดาบดำ...ฮ่าๆๆฟังชื่อดาบมันแล้วชักไม่อยากจะถือไว้แล้วว่ะ ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้ขุนเดช กูคืนดาบให้มึงแน่ แต่คงไม่เสียบคืนฝักให้หรอก เพราะกูจะเสียบคืนให้กลางหัวใจมึงเลย ฮ่าๆๆๆ”

ขุนเดชจ้องมองมันแววตากร้าวอย่างเจ็บใจ

ooooooo

ยงยุทธที่บึ่งมอเตอร์ไซค์ตามขุนเดชไปด้วยความเป็นห่วง เกิดอุบัติเหตุรถตกถนนพุ่งชนต้นไม้ข้างทางจนตัวเองสลบ รู้สึกตัวขึ้นมาเห็นชาวบ้านมุงกันเต็มไปหมดกำลังจะพาเขาส่งโรงพยาบาล แม้ยงยุทธจะบาดเจ็บมีแผลที่ท้องเลือดไหลมาก แต่เขาก็แข็งใจลุกขึ้นและรีบไปช่วยขุนเดช

ดาราไปหาลุงเถินที่สถานีตำรวจ คุยกันผ่านลูกกรงอย่างเจ็บปวด ลุงเถินให้กำลังใจลูกว่า ตนไม่เป็นอะไร ไม่ได้ทำผิดอะไรเดี๋ยวก็ต้องได้ออกไป ดาราร้องไห้หวั่นเกรงว่าพวกมันมีอิทธิพลมาก

“คนชั่วไม่มีวันอยู่ในอำนาจได้นานหรอก พ่อเชื่อว่า ฟ้ามีตารอที่จะจัดการกับพวกมันอยู่ ทั้งพ่อทั้งขุนเดช และไอ้ยงยุทธจะต้องได้รับความยุติธรรม”

เมื่อลุงเถินรู้ว่าขุนเดชกับยงยุทธไปเอาเรื่องประดับก็บ่นว่า บอกแล้วว่าอย่าใจร้อน เรียกจ่าจะให้ช่วยห้ามพวกขุนเดชแต่ตำรวจที่จับกลุ่มกันอยู่ต่างก็ตึงเครียดกับเรื่องที่กำลังซุบซิบกัน จนมีคนมาตามจึงแยกย้ายกันไป ดารารีบเดินไปหาตำรวจที่เหลืออยู่บอกว่ามีเรื่องจะขอความช่วยเหลือ กลับถูกตำรวจคนนั้นเร่งให้รีบกลับบ้านเสียเวลานี้อยู่ข้างนอกอันตรายมาก

“สถานการณ์การเมืองไม่ปกติแล้วใช่ไหมคะผู้กอง” ดาราถาม ตำรวจคนนั้นไม่ตอบแต่บอกจ่าให้รีบพาเธอกลับบ้าน

“แต่เพื่อนฉันกำลังต้องการความช่วยเหลือ ฉันทิ้งพวกเขาไม่ได้...ฉันต้องไปช่วยเขา” แต่ก็ถูกตำรวจพาตัวออกไปจนได้

ooooooo

ยงยุทธพาร่างบาดเจ็บที่ท้องเลือดซึมออกตลอดเวลาไปถึงไนต์คลับ เล่นงานสมุนของประดับผ่านไปได้สองคน เข้าไปในจังหวะที่ประดับกำลังจะจ้วงแทงขุนเดชพอดีแต่มันต้องชะงักเมื่อสมุนมาบอกว่าเพื่อนขุนเดชมาช่วยท่าทางจะบาดเจ็บมาด้วย ประดับวางดาบให้สมุนเฝ้าไว้แล้วมันก็ออกไปเล่นงานยงยุทธ

ยงยุทธถูกประดับกับสมุนรุมเล่นงานจนสลบ แต่เวลาเดียวกันนั้น ขุนเดชที่ถูกมัดไว้ก็ดิ้นรนจนหลุดเอาดาบดำจ่อคอหอยสมุนที่เฝ้าอยู่ ประดับเดินกลับมาเจอมันจะยิงแต่กระสุนหมดจึงวิ่งไปเอาปืนจากสมุนที่สลบอยู่ แต่ถูกขุนเดชโดดถีบกระเด็นออกไปนอกไนต์คลับแล้วไล่ตามกระทืบซ้ำอีก

ขุนเดชหวดดาบฟาดฟันทุกอย่างที่ขวางหน้าขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ประดับยกมือไหว้ขอโทษอ้อนวอนขอชีวิตสัญญาว่าจะบอกพ่อให้ช่วยพวกขุนเดชทุกอย่าง ขุนเดชเงื้อดาบสุดแขนหมายที่คอ ก็พอดีคนสนิทของนายพลเดินอ้าวเข้ามา มันนึกว่าจะมาช่วย แต่ผิดคาด นายทหารคนนั้นมาเร่งให้รีบหลบไป เรือรออยู่แล้ว ประดับจึงรู้ว่าการก่อการกบฏของพ่อพ่ายแพ้ ต้องรีบหลบหนีออกนอกประเทศ

ooooooo

หลังจากการเมืองเปลี่ยนขั้วแล้ว ลุงเถินได้รับการปล่อยตัว ขุนเดชเดินทางกลับวัด เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งเมื่อรู้ว่าหลวงพ่อมรณภาพไปเมื่อคืนนี้เพราะวัณโรคกำเริบ ขุนเดชคลานเข้าไปกราบร่างหลวงพ่อ แววตาที่มองหลวงพ่อนั้นบ่งบอกว่าเขาจำอดีตของตัวเองได้แล้ว

จำได้ว่าหลวงพ่อนำเขามาอยู่ที่วัดหลังจากเขาช็อกจำความไม่ได้และบ้าคลั่งดุร้าย เมื่อหลวงพ่อเอามาอยู่วัด พระในวัดยังถามหลวงพ่อว่าไปเก็บมาจากไหน เพราะตัวเล็กนิดเดียวแต่ดุร้ายอย่างกับยักษ์ โตขึ้นหลวงพ่อจะเอาอยู่หรือ

“ให้มันอยู่กับวัด กับพระกับเจ้า อย่างน้อยธรรมะก็จะช่วยขัดเกลาจิตใจมันจากหนักให้เป็นเบาได้”

วันนี้ขุนเดชได้พบกับอาจารย์ประทีปขณะเข้ากราบศพหลวงพ่อ อาจารย์ยังคิดว่าขุนเดชสูญเสียความทรงจำอยู่ แต่ขุนเดชบอกว่าตนจำอดีตได้แล้ว บอกว่าอาจารย์เป็นหัวหน้าพ่อตน อาจารย์แปลกใจว่าจำได้แล้วหรือ

“ครับ...ผมขุนเดช ลูกนายเดื่อง หัวหน้าช่างขุดแต่งกรุ เลือดเนื้อเชื้อไขศรีสัชนาลัย” ขุนเดชพูดอย่างภูมิใจในชาติกำเนิดของตัวเอง

หลังจากนั้น มีหลวงพี่เอาดาบดำมาให้ขุนเดชบอกว่า หลวงพ่อบอกว่าเป็นของเขา ขุนเดชเอาดาบดำ ไปให้ลุงเถินดูบอกว่า “ดาบดำเล่มนี้เป็นของพ่อผมครับลุง” แล้วขุนเดชก็เล่าความเป็นมาให้ฟังว่าจนถึงวันที่พ่อใช้ดาบเล่มนี้สู้กับพวกโจรใจบาปจนดาบหัก แต่พ่อก็สู้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

ลุงเถินบอกว่าดาบดำเป็นอาวุธของพระร่วง ขุนเดชอยากจะตีดาบดำขึ้นใหม่ ถามว่าลุงเถินจะแนะนำได้ไหม

ลุงเถินบอกไม่ได้ แต่ถึงตีก็ไม่มีทางเหมือนเก่าและก็คงเรียกว่าดาบดำอาวุธของพระร่วงไม่ได้ ขุนเดชมองดาบหักอย่างเสียดาย ลุงเถินจึงมอบดาบของตนให้ บอกว่า

“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าวันนึง ข้าต้องมอบดาบดำอันนี้ให้เอ็ง และข้าก็รู้ว่า ทำไมพอได้สอนเอ็ง ได้หยิบดาบดำออกมาอีกครั้ง ข้าก็รู้สึกว่าดาบดำเล่มนี้ มันกำลังเรียกหาเจ้าของอยู่...รับไปเถอะขุนเดช แต่จงจำคำข้าไว้ด้วย ดาบที่คมที่สุดคือดาบที่อยู่ในฝัก”

ขุนเดชเพ่งมองดาบดำ ก่อนคุกเข่ากราบแทบเท้าลุงเถิน

ขุนเดชกลับวัดอีกครั้ง เก็บข้าวของออกจากวัดไปด้วยหัวใจมุ่งมั่น

ขุนเดชทิ้งยงยุทธไว้ให้ดาราดูแล เธอบ่นว่าสองคนนี้ทำอะไรไม่รู้จักคิด ยงยุทธบอกว่าตนคิดดีแล้วถึงทำ บอกว่าถ้าช่วยคนที่ตนรักไม่ได้ก็ตายเสียดีกว่า เพราะชีวิตเด็กกำพร้าอย่างตนถ้าไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีลุงเถิน ไม่มีขุนเดช  และไม่มีเธอ อนาคตก็คงหาดีอะไรไม่ได้ และถึงตนจะโชคดีที่รอดมาได้โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเรื่องความรักของตน สารภาพว่า ตนแค่ต้องการให้เธอรู้ว่าอยากเป็นคนที่อยู่ในสายตาเธอบ้างเท่านั้น

ความใกล้ชิดทำให้ดารารู้สึกหวั่นไหว ปล่อยให้ยงยุทธหอมหน้าผากไล่ลงมาจนเกือบถึงริมฝีปาก พลันก็ตกใจเมื่อเห็นขุนเดชมายืนที่ประตูห้อง ยงยุทธผละออกมาหน้าเสีย แต่ขุนเดชไม่คิดอะไรกลับบอกว่าดาราดูแลเขาดีอย่างนี้ตนก็สบายใจ บอกก่อนจากไปว่า “ดูแลดาราด้วยนะไอ้ยงยุทธ ไม่มีใครทำหน้าที่นั้นได้ดีไปกว่าแกหรอกเพื่อน” แล้วขุนเดชก็จากไป...ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน

ขุนเดชลาออกจากศิลปากรบอกอาจารย์ประทีปว่าต้องการไปสานต่อหน้าที่ของพ่อ อาจารย์พูดอย่างเห็นใจว่าพยายามให้ตำรวจช่วยทุกทางแล้วแต่ไม่เคยตามเจอไอ้โจรพวกนั้นเลย

“ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์หรอกครับ ผมเข้าใจดี บางทีความยุติธรรมก็ไม่ได้เดินมาหาเรา เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหามันเอง” ขุนเดชมองอาจารย์ก่อนตัดสินใจเอ่ยขอ “ได้ยินผู้ช่วยอาจารย์บอกว่า อาจารย์กำลังขาดคนช่วยงานอยู่ ผมพร้อมแล้วครับ”

ooooooo

8 ปีผ่านไป ร้อยตำรวจโทยงยุทธปลอมตัวแทรกเข้าไปในขบวนการค้ายาเสพติด แต่น่าเสียดายที่เมื่อนำกำลังบุกเข้าจับ นายสิงห์ที่ยงยุทธเกาะติดอยู่กลับหนีไปได้ แต่ก็หนีไม่รอดถูกดักฆ่าปิดปากเสียก่อน

ยงยุทธเจ็บใจมากมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อสืบสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ให้ได้ แต่ความมุ่งมั่นของเขาก็ต้องพับไป เมื่อชั้นเหนือสั่งย้ายเขาไปประจำที่ศรีสัชนาลัยภายใน 24 ชั่วโมง

ในงานบุญวัดศรีชุม ขุนเดชมาเจอบัวทองสาวนางรำถวายแก้บนวัย 19 กำลังเขย่าเซียมซีอยู่ เขาต้องตาบัวทองตั้งแต่เห็นรำแก้บนแล้ว เมื่อมาเห็นเสี่ยงเซียมซีเขย่ากระบอกเอาเป็นเอาตายก็แซวว่าเดี๋ยวได้ออกมาทั้งกระบอกหรอก

ขุนเดชเอ็นดูความแก่นแก้วของบัวทอง เดินตามออกไป บัวทองฟ้องคำปันผู้เป็นแม่ว่าผู้ชายคนนี้ตามตนมา คำปันจำขุนเดชได้ต่างดีใจมากที่ได้เจอกันอีกครั้ง คำปันบอกบัวทองให้ไหว้พี่ขุนเดชเสีย บัวทองเขม่นอยู่แล้วเลยยกมือไหว้แผล็บ คำปันดุว่าให้ไหว้สวยๆ ขุนเดชแซวว่าไม่เป็นไรหรอก คงเขย่าเซียมซีมาเหนื่อยมือเลยไม่มีแรง บัวทองหันขวับแลบลิ้นใส่แล้วจ้ำอ้าวไป คำปันบ่นระอาความแก่นของลูกสาว แต่ขุนเดชกลับยิ้มเอ็นดู

ขุนเดชมาอยู่ในถิ่นกำเนิดทั้งของพ่อแม่และตัวเองอย่างมีความสุข เห็นแก่งหลวงก็คิดถึงประวัติที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง พ่อภูมิใจในบ้านเกิดของตัวเอง บอกขุนเดชให้จำไว้ว่า ศรีสัชนาลัย แปลว่า ที่อยู่ของคนดี

ooooooo

แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี แต่ทั้งขุนเดช ยงยุทธ และดาราซึ่งบัดนี้เป็นอาจารย์ ก็ได้กลับมาที่เขาหลวงอีกครั้ง ยงยุทธถูกย้ายด่วนมา แต่อาจารย์ดารานำกลุ่มนักศึกษามาศึกษาดูงานที่นี่

เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่ออาจารย์ประทีปมาบอกขุนเดชว่า มีนักศึกษาหลงป่า ฝนก็ใกล้ตกแล้วด้วย ขุนเดชขึ้นรถไปกับอาจารย์ทันที บัวทองคว้าจักรยานปั่นตามไป รวดเร็วเสียจนคำปันห้ามไม่ทัน

อาจารย์ดาราออกตามหาจนเจอศิษย์ที่หลงป่า บอกให้นั่งรอตรงนี้ตนจะไปตามคนมาช่วย แต่อาจารย์ก้าวพลาดตกน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดหายไป!

หมวดยงยุทธมาถึงที่นี่ได้ข่าวจากอาจารย์ประทีปว่ามีนักศึกษาพลัดหลงป่า แต่อาจารย์ดารากำลังไปตามช่วยอยู่ หมวดยงยุทธสะดุดหูชื่ออาจารย์ดารา พอรู้นามสกุลหมวดถึงกับหน้าเครียด หมวดให้จ่าแท่นนำทางไปทันที อาจารย์ประทีปบอกว่ามีคนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว หมวดถามว่าใครหรือ

พออาจารย์บอกว่าขุนเดช หมวดยิ่งแปลกใจ จ่าแท่นนำทางไปจนเจอนักศึกษาที่หลงป่า จึงรู้ว่าอาจารย์ดาราพลัดตกน้ำไปและขุนเดชมาเจอจึงรีบไปช่วยอยู่ หมวดฝากให้จ่าแท่นดูแลทางนี้แล้วตัวเองก็รีบเลียบตลิ่งตามไปอีกคน...

ooooooo

ตอนที่ 3

ขุนเดชช่วยดาราขึ้นจากน้ำในสภาพหมดสติ เขาผายปอดจนดารารู้สึกตัว ก็พอดีได้ยินเสียงยงยุทธร้องเรียกดารา ขุนเดชจึงตัดสินใจทิ้งดาราไว้กับยงยุทธ เมื่อดาราลืมตาขึ้นจึงคิดว่ายงยุทธเป็นคนช่วยชีวิตตนไว้ ส่วนยงยุทธรู้ว่ามีคนช่วยดาราก่อนตนมาแต่มองหาไม่เห็น เขาเดาได้ว่าคนแบบนี้เป็นใครไม่ได้นอกจาก...ขุนเดช

ยงยุทธพาดาราไปหาหมอน้อยชายวัย 60 ปีผู้มีจิตใจดี หมอน้อยตรวจแล้วบอกว่าร่างกายดาราปกติดีทุกอย่างเหลือแต่แผลจากรอยหินบาด แล้วหมอจะนัดมาทำความสะอาดแผลวันหลัง

ระหว่างหมอน้อยออกจากห้อง ยงยุทธกับดาราจึงได้คุยกันตามลำพัง ดาราบอกว่านึกไม่ถึงว่าจะได้เจอเขาที่นี่ ที่ผ่านมาก็ได้แต่คอยติดตามผลงานของเขาตามหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น

“ผมอยู่ไม่ค่อยเป็นที่หรอกดารา ไล่จับโจรไปทั่วเพราะอยากเอาพวกคนชั่วเข้าตะรางให้หมด แต่สุดท้ายตัวเองก็ต้องมาถูกแขวนอยู่ที่นี่”

ดาราดูท่าทีเขาแล้วถามว่าเหมือนมีอะไรจะบอกตน ยงยุทธบอกว่าคนที่ช่วยชีวิตเธอไม่ใช่ตน เขาไม่บอกว่าเป็นใครแต่จะพาไปหา ยังความแปลกใจงุนงงแก่ดารามาก

ooooooo

ที่โบราณสถาน...ยายแช่มกับตากล่ำสองผัวเมียชาวบ้านผู้ยากจน พาเถรลูกชายที่เพิ่งพ้นโทษออกจากคุกมาฝากทำงานกับขุนเดชเพราะที่อื่นพากันปฏิเสธไม่รับคนเคยติดคุกเข้าทำงาน แต่ขุนเดชรับบอกตากับยายว่า

“ตายายไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ เคยเป็นอะไร ทำอะไรมาฉันไม่สนใจ ถ้าขยันตั้งใจทำงานไม่เดินทางเก่าอีก ฉันช่วยเต็มที่”

ตากับยายดีใจมาก บอกเถรให้ขอบคุณขุนเดชเสีย เถรยกมือไหว้ ขุนเดชยิ้มรับบอกเถรว่า

“ไปกินข้าวกินปลาก่อนแล้วกัน ฉันจะไปดูเจดีย์ตรงนั้นหน่อย ได้ยินว่าคืนก่อนไอ้พวกโจรมาลักขุดกรุ ขุดกันจนยอดเจดีย์หัก”

เมื่อขุนเดชเดินออกไปแล้ว ตากล่ำกำชับลูกชายว่า

“ได้ยินที่ขุนเดชบอกแล้วใช่ไหมไอ้เถร อย่าก่อเรื่องอีกเชียวนะ ไม่งั้นข้าจะไม่ช่วยเอ็งอีก”

เถรทำหน้าเซ็งเบื่อคำบ่นของพ่อกับแม่

ooooooo

ยงยุทธขับรถพาดาราไปที่โบราณสถาน ชี้ให้ดูขุนเดชที่กำลังเดินสำรวจเจดีย์อยู่ไม่ไกลนัก บอกดาราว่า

“นั่นไง...คนที่ผมเคยสัญญาว่าจะตามหามันให้คุณได้เจออีกครั้ง”

“ขุนเดช...” ดาราอุทานอย่างคิดไม่ถึง ยงยุทธเห็นแล้วเศร้าใจกับความดีใจของดารา บอกเธอว่าได้เวลาที่ขุนเดชจะตอบคำถามร้อยแปดที่คาใจเธอมาตลอด แล้วยงยุทธก็ยืนมองดาราที่เดินไปหาขุนเดชหงอยๆก่อนขึ้นรถขับออกไป

ดาราที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นดีใจเมื่อได้พบ

ขุนเดช เธอชะงักวูบเมื่อเจอท่าทีที่เย็นชา ห่างเหินของเขา

ดาราถามว่าเขาเป็นผู้ช่วยชีวิตตนแล้วทำไมจึงทิ้งตนไว้ ขุนเดชตอบอย่างเย็นชาว่าฝนกำลังจะตกหนักตนกลัวดินจะถล่มถ้ำพระศิลาจึงต้องรีบกลับมาดู ย้อนถามว่าจะเป็นยงยุทธหรือตนช่วยเธอไว้มันสำคัญด้วยหรือ ดาราอึ้งไปกับท่าทีหมางเมินเย็นชาของเขา พูดเหมือนตัดพ้ออย่างน้อยใจว่า

“ขุนเดช!! เธอหนีหน้าฉัน หนีทุกคนที่เธอรู้จักแล้วหายตัวไปเป็นสิบปี แต่พอเจอกันอีก เธอกลับทำเหมือนว่าเราไม่มีอะไรจะคุยกัน เกิดอะไรขึ้นกับเธอ บอกฉันมาสิ” ขุนเดชเงียบ ดาราถามว่า “ขุนเดช เธอรู้ไหม ก่อนที่พ่อจะเสียพ่อยังถามหาเธอนะ”

“ขอโทษด้วยนะครับอาจารย์ ผมมีงานที่ต้องทำอีกมาก ขุนเดชที่อาจารย์เคยคุยด้วย ตอนนี้เป็นหัวหน้าช่างตกแต่งกรุ เป็นลูกจ้างคณะโบราณคดีไม่ใช่ขุนเดชที่อาจารย์เคยรู้จัก” ขุนเดชพูดอย่างเย็นชาแล้วเรียกเถรให้ขับรถพาอาจารย์ดาราไปส่งที่แคมป์ด้วย ยังความตะลึงอึ้งแก่ดาราจนพูดไม่ออก

ขุนเดชเดินไปในป่าเขาหลวง หยุดที่หน้าถ้ำศิลาแววตาแดงก่ำ เข้าไปจุดไฟที่คบ ขุนเดชมองที่องค์พระศิลาซึ่งบัดนี้เหลือแต่องค์พระที่ไร้เศียร น้ำตาขุนเดชไหลอาบหน้า เสียงที่เปล่งออกมาเครือสะท้านด้วยความแค้น...

“เจดีย์ก็ยอดหัก...พระก็คอขาด ลูกเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ไอ้พวกใจบาปหยาบช้า มันเหมือนทำปิตุฆาต มันฆ่าพ่อของลูก ไอ้พวกเดนนรก!!”

ooooooo

ส่วนยงยุทธออกจากดาราแล้ว เขาไปหาอาจารย์ประทีปผู้ที่เขาเชื่อว่ารู้จักขุนเดชดีเพราะขุนเดชตระเวนทำงานกับอาจารย์ไปทั่วประเทศมาหลายปี อาจารย์มองอย่างสงสัย ยงยุทธจึงเล่าอดีตที่อาจารย์เคยช่วยชีวิตตนและขุนเดชไว้ อาจารย์จึงจำได้เล่าให้ยงยุทธฟังว่า ที่นี่เป็นบ้านเกิดของขุนเดช ที่ที่พ่อของขุนเดชถูกโจรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตาขุนเดช

อาจารย์ประทีปเล่าว่าตอนนั้นขุนเดชเพิ่งอายุได้ 10 ขวบ ช็อกหมดสติจำความไม่ได้ หลวงพ่อสุขไปเจอเลยเอามาเลี้ยง ยงยุทธติงว่านั่นไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ขุนเดชจะทิ้งอนาคตทิ้งพวกตนโดยไม่บอกลาสักคำ

“ผมคิดว่า ขุนเดชอาจจะเหมือนกับนายเดื่องพ่อของเขา ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่องานดูแลโบราณสถาน เลยไม่อยากเอาชีวิตไปผูกติดกับใครให้ต้องเป็นห่วงเป็นภาระ”

ดาราผ่านมาได้ยินการสนทนานั้น เธอจึงเข้าใจว่า ทำไมขุนเดชจึงเอาแต่ผลักไสเธอตลอดมา...

ooooooo

เมื่อเถรมาทำงานกับขุนเดช มันรับใช้กำนันบุญ เอางานที่พวกอาจารย์จากกรุงเทพฯขุดพบพระพุทธรูป พระพิมพ์ที่สภาพดีไม่มีบิ่นไม่มีหักไปบอกกำนัน ที่ลักลอบขายวัตถุโบราณแก่ชาวต่างชาติ กำนันกับสัมฤทธิ์ลูกชายกำลังจะไปกรุงเทพฯจึงมอบหมายให้มันกับไอ้นะไอ้เณจัดการทางนี้ สั่งว่า

“ข้ากลับมาเมื่อไหร่พวกเอ็งต้องมีของดีให้ข้าเห็นนะเว้ย”

ฝ่ายขุนเดช เข้าถ้ำศิลา กราบพระศิลาตั้งปณิธานปฏิญาณว่า

“พระคุณเจ้า ลูกได้กล่าวปฏิญาณไว้แล้วว่า ชีวิตของลูกไม่ได้เกิดมาเหมือนคนอื่น ลูกเป็นลูกหลานของพระร่วงเจ้า เป็นทหารของพระร่วง มีหน้าที่ปกป้องสมบัติของบรรพบุรุษ แม้ลูกต้องก่อบาปก่อกรรม วิญญาณจะมอดไหม้เพราะไฟบรรลัยกัลป์ ลูกก็จะไม่ร้องขอความเมตตา ลูกยินดีชดใช้กรรมที่ก่อในนรกภูมิ”

ขุนเดชกราบองค์พระศิลา หยิบดาบดำที่เหน็บพกจากเอวด้านหลังขึ้นมา ชักดาบดำของพ่อที่หักครึ่งออกมาเพ่งมองด้วยแววตาอันดุดัน

ooooooo

คืนนี้ฝนตกหนัก บ้านพักที่ดาราพักอยู่หลังคารั่วจนต้องเอาถ้วยชามกะละมังอ่างรองไปรอบห้อง จนบัวทองเอากับข้าวมาให้เห็น จึงชวนดาราไปอยู่เสียด้วยกันที่บ้าน คำปันต้อนรับอย่างอบอุ่น พูดให้ดาราสบายใจว่าห้องหับมีเหลือเฟือ อยู่กันแค่สองแม่ลูก มีอาจารย์มาอยู่ด้วยบัวทองดีใจจนยิ้มหุบไม่ลงเลย

แต่ในยามฝนตกหนักเช่นนี้ ขุนเดชเป็นห่วงหลวงลุงซึ่งรู้จักกับหลวงพ่อสุขเป็นอย่างดีจึงให้ขุนเดชมาอาศัยกุฏิวัดอยู่ คืนนี้หลวงลุงยังอยู่ที่โบสถ์ ขุนเดชกลัวหลวงลุงต้องเดินตากฝนจึงเอาร่มมาให้ หลวงลุงพูดอย่างเมตตาว่า

“ทำงานมาเหนื่อยทั้งวัน ไปนอนพักเถอะ”

“ผมยังหนุ่มยังแน่น นอนเยอะๆจะบ่มนิสัยขี้เกียจจนเคยชินครับ”

ระหว่างเดินกลับกุฏินั่นเอง ยงยุทธสะกดรอยตามจนถึงหน้ากุฏิ ขุนเดชรู้โดยสัญชาตญาณร้องท้าให้ออกมาอย่าทำตัวเป็นหมาลอบกัด ยงยุทธออกไปตามคำท้าแต่ออกไปด้วยลีลาเพลงดาบอย่างดุดัน ขุนเดชรับมือแล้วจึงรู้ว่าเป็นยงยุทธ

ยงยุทธถีบยอดอกขุนเดชกลิ้งไปเปื้อนโคลน

ทั้งตัว แล้วควงดาบด้วยเชิงดาบอันสวยงาม กวักมือให้ขุนเดชลุกขึ้นสู้ ขุนเดชปาดน้ำฝนที่โชกหน้าลุกขึ้นจ้องยงยุทธเขม็ง! แต่ไม่สู้ บอกยงยุทธว่าตนเลิกแล้ว ยงยุทธไม่เชื่อเพราะขุนเดชยังเหน็บดาบติดตัวตลอดเวลา

ไม่ว่ายงยุทธจะยั่วยุอย่างไรขุนเดชก็ไม่สู้ เอาแต่ยกดาบทั้งปลอกขึ้นรับจนดาบหลุดมือ ยงยุทธไปหยิบดาบขึ้นมาชักออกจากฝัก เขาตะลึงงันเมื่อดาบนั้นมีเพียงครึ่งเดียวและไม่มีความคมเหลืออยู่เลย!

เมื่อพายงยุทธไปกระท่อมที่พัก ในกระท่อมนอกจากเครื่องนอนที่จำเป็นแล้วก็มีอุปกรณ์สำหรับหล่อพระพุทธรูปที่ตั้งเรียงราย ยงยุทธบ่นที่ขุนเดชทิ้งเพื่อนไปโดยไม่บอกอะไรเลย ขุนเดชชี้แจงเรียบๆว่ากลัวบอกแล้วเพื่อนจะห้ามจนตนเปลี่ยนใจ พูดกับยงยุทธอย่างคนมีความคับแค้นที่กรุ่นอยู่ในจิตวิญญาณตลอดเวลาว่า

“ยงยุทธ แกก็เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน ถ้าแกได้รู้ว่าพ่อแกเป็นคนยังไง รักแกมากกว่าชีวิตของเขาเอง แกจะทำเหมือนฉันรึเปล่า”

“เออว่ะ...งั้นฉันขอโทษด้วยที่เล่นงานแกซะได้เลือด เอาเป็นว่าเรื่องคดีฆาตกรรมของพ่อแก ฉันจะช่วยรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง” ขุนเดชบอกว่าไม่ต้อง แต่ยงยุทธยืนยันว่า “ไม่ได้ว่ะเพื่อน ความยุติธรรมมันอยู่ในมือฉันแล้ว ถ้าฉันใช้เรียกร้องมาให้แกไม่ได้ ฉันก็ไม่ควรสวมเครื่องแบบตำรวจอีก และก็ไม่สมควรเป็นเพื่อนแกด้วย” ยงยุทธเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นจนขุนเดชหนักใจ

ooooooo

ภายนอก ขุนเดชพกแต่ดาบหักไร้ความคม แต่ทุกค่ำคืนเขาฝึกซ้อมเพลงดาบอย่างมุ่งมั่นด้วยดาบดำที่ลุงเถินมอบให้ซึ่งเขาเก็บซ่อนไว้อย่างดี ทั้งยังซุ่มตีดาบด้วยปณิธานว่า

“ข้าน้อยขุนเดช กราบขอขมาครูบาอาจารย์และวิญญาณบรรพบุรุษ จากนี้ไปจะขอหลอมหัวใจขึ้นมาใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม”

ขุนเดชปักดาบดำที่ลุงเถินให้ลงในเตาหลอม จากนั้นตีดาบเล่มใหม่ขึ้นมามีความสวยงามและคมกว่าดาบดำเล่มเดิม

ขุนเดชประเดิมดาบเล่มใหม่ด้วยการกำราบพวกโจรกับนายหน้าค้าทับหลังที่ลักมาจากปราสาทขอม ไล่ตามโจรอีกสองคนที่หนีเข้าป่าฟันผ่ากลางหัวลงมาถึงอกด้วยดาบเดียว และจัดการอีกคนที่ถูกบ่วงรัดห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้

การฆ่าพวกลักลอบขโมยวัตถุโบราณเกิดขึ้นทุกที่ที่อาจารย์ประทีปไปสำรวจจนอาจารย์แปลกใจ ขุนเดชถามว่า ไม่ดีหรือพวกนั้นไม่กลัวกฎหมายเจอแบบนี้เสียบ้างจะได้เข็ด

“แต่บ้านเมืองมีขื่อมีแป อาจารย์ไม่สนับสนุนกฎหมู่เหนือกฎหมาย”

ขุนเดชนิ่ง แต่เมื่อกลับกระท่อม เขาบอกกับตัวเองว่า “กฎหมายใช้ได้แต่กับพวกที่มีสามัญสำนึก พวกสันดานโจรที่แม้แต่พระแต่เจ้า มันยังลักตัดเศียร พวกสิ้นศรัทธาอย่างมัน ต้องศาลเตี้ยเท่านั้นถึงจะเอาอยู่”

ooooooo

ปราชญ์ รัฐมนตรีผู้มีเบื้องหลังการสะสมและค้าวัตถุโบราณ เมื่อถูกวิญญาณเจ้าของเดิมมาทวงถามก็เรียกก้องเกียรติมาทำพิธี ก้องเกียรตินั่งสมาธิสวดมนต์แล้ว เตือนว่า ถ้าคิดจะสะสมของพวกนี้เพื่อเสริมบารมีก็ต้องหมั่นสวดมนต์คาถาป้องกันภัยและสร้างอำนาจกำกับไว้ด้วย

ปราชญ์มีกำนันบุญเป็นผู้หาโบราณวัตถุมาให้ ชิ้นที่ถูกใจปราชญ์มากที่สุดคือ เศียรพระศิลา ที่กำนันเอามาให้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พูดกับกำนันที่เอาของใหม่มาให้ว่า

“เพราะนอกจากความงดงามของศิลปะสุโขทัยแล้ว ฉันยังรู้สึกว่าพระศิลามีความแข็งแกร่งและน่าเกรงขามซ่อนอยู่ในพระเนตรที่เพ่งมองฉัน”

ooooooo

ที่คฤหาสน์รัฐมนตรีปราชญ์นี่เอง ประดับลูกชายนายพลที่ก่อกบฏและหนีตามพ่อไปอยู่อังกฤษเพิ่งกลับมาทำงานเป็นมือขวาของปราชญ์ มีเรื่องกับสัมฤทธิ์ลูกชายกำนันบุญ เมื่อประดับจับได้ว่าสัมฤทธิ์ถ้ำมองปารมีลูกสาววัยขบเผาะของปราชญ์ที่สระว่ายน้ำ

ประดับชกสัมฤทธิ์จนเลือดโชก สัมฤทธิ์ชักปืนออกมา ก็พอดีกำนันมาห้ามไว้ ขอโทษปราชญ์ว่าอย่าเอาเรื่องลูกชายตนเลย นิสัยมันมุทะลุแต่ฝีมือมันดีช่วยตามหาของดีๆมาให้ท่านหลายชิ้นแล้ว

ปราชญ์บอกว่าไม่เป็นไร แค่เด็กทะเลาะกัน เตือนให้ดูแลลูกชายให้ดีด้วยเพราะได้ข่าวว่ามีตำรวจฝีมือดีย้ายไปอยู่ที่ศรีสัชนาลัย ระวังจะไปรบกวนงานที่ตนมอบหมายให้ กำนันบอกว่าคงเหมือนตำรวจอื่นทั่วไปไม่น่ามีปัญหา

“อย่าประมาท...ชื่อเสียงตำรวจคนนี้ถึงลูกถึงคนอยู่ คงอวดเก่งกล้าดีไปทับเส้นใครเข้าเลยโดนสั่งย้าย”

เป็นจริงอย่างปราชญ์เตือน เพราะยงยุทธกำลังปราบปรามพวกลักลอบทำไม้เถื่อน สั่งอายัดไม้ของกลาง แม้จะถูกมือปืนดักยิงก็ไล่ล่าจนจับตัวได้มันสารภาพจนจับเสี่ยผู้บงการได้ เสี่ยโวยวายท้าทาย จนยงยุทธต้องเอามือปืนคนนั้นมายืนยันว่าเสี่ยเป็นคนจ้างวานฆ่า เสี่ยถึงกับหน้าซีดเมื่อจำนนด้วยพยานหลักฐาน

ooooooo

เมื่อรับเถรเข้าทำงาน ขุนเดชแจกเสียมสำหรับขุดให้ประจำตัว จ่อยคนงานเก่าติงขุนเดชว่าไม่น่ารับเถรเข้ามาทำงานเลย คนอย่างมันไม่เคยทำงานสุจริตหรอก มันเป็นนักขุดเจดีย์มืออาชีพ ขุดมาแล้วหลายที่

“ฉันไม่ไล่ออกหรอก คนล้มควรจะได้รับโอกาส แต่ถ้าได้โอกาสแล้วยังไม่เลิกสันดานเดิม...ก็ค่อยว่ากัน”

ต่อมาขุนเดชไปดูเจดีย์ที่ถูกลักลอบขุด พิจารณาจากหลุมแล้ว ขุนเดชพึมพำอย่างแค้นใจว่า

“ทิ้งหลักฐานไว้ซะใหญ่โตเลยไอ้สารเลว ไอ้เถร กูให้โอกาสมึงแล้วแต่ในเมื่อมึงไม่อยากได้ มึงก็เป็นได้แค่ไอ้คนบาป!”

หลังจากนั้นไม่นานเถรก็บอกกับตากล่ำและยายแช่มว่าตนจะลาออกจากงานแล้วเพราะทั้งเหนื่อยและไม่เห็นทางรวยสักที ตากล่ำกับยายแช่มตำหนิที่ทำงานได้ไม่ทันไรก็ลาออก เถรเถียงและด่าพ่อกับแม่ที่เกิดมาจนทำให้ตนต้องอดๆอยากๆ ทำให้ตากล่ำโกรธด่า “ไอ้ลูกทรพี” ลุกพรวดจะฟาดเถร ถูกเถรจับมือไว้แล้วผลักอย่างแรงจนตากล่ำเซไปชนเสาหมดสติ

ขุนเดชพากล่ำไปให้หมอน้อยรักษา หมอน้อยรำพึงว่าสงสารสองตายาย คนเป็นพ่อเป็นแม่เลี้ยงลูกมาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ยามแก่ตัวลงก็หวังฝากผีฝากไข้ลูก แต่ลูกก็มาอกตัญญูไม่รู้หัวใจมันทำด้วยอะไร

“ไอ้เถรเหมือนงูเห่าที่ชาวนาเก็บมาเลี้ยงครับหมอ มันไม่รู้จักคำว่ากตัญญูหรอกครับ คนประเภทนี้จะรอให้บาปลงโทษอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ” ขุนเดชพูดหน้านิ่งขรึม

ooooooo

ยงยุทธทำงานอย่างมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างอิทธิพลเถื่อนในศรีสัชนาลัย เรื่องเกี่ยวพันถึงกำนันบุญ เมื่อพยานปากสำคัญเกี่ยวกับคดีของกำนันหายสาบสูญไป จนศาลสั่งยกฟ้อง เมื่อยงยุทธมารื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ ไปคุยกับกำนันก็ได้รับคำปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นกับการหายตัวไปของพยาน

แต่ที่แท้กำนันส่งคนไปจับพยานปากสำคัญนั้นฆ่าถ่วงน้ำไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้เลย ส่วนเมียของพยานก็ถูกสัมฤทธิ์ข่มขืนย่อยยับมันขู่ว่าถ้าปากโป้ง ครั้งต่อไปจะไม่ใช่มันคนเดียว ทำให้เมียพยานไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีกเลย

หลังจากได้รับคำปฏิเสธจากกำนันแล้ว ยงยุทธขอโทษที่รบกวนทั้งที่ใจไม่เชื่อคำปฏิเสธของกำนัน แต่ต้องปล่อยสายยาวเพื่อสืบสาวต่อไป

ooooooo

ผลักตากล่ำชนเสาจนหมดสติแล้ว เถรไปนั่งดวดเหล้าคนเดียวที่กระต๊อบกลางนา จู่ๆขุนเดชก็โผล่มาพูดว่า

“มีคนบอกข้าว่าคืนก่อนเอ็งไปขุดเจดีย์ที่เชลียง”

เถรปฏิเสธพัลวันหาว่ามีคนอิจฉาเลยใส่ร้ายตน แบบนี้ตนลาออกดีกว่า ขุนเดชไม่ปฏิเสธแต่บอกว่าเรื่องนี้ไว้คุยกันทีหลัง บอกเถรว่าเพื่อความสบายใจให้ไปสาบานกันที่หน้าเจดีย์ที่โดนขุดกันไหม ถ้าไม่ไว้ใจตน จะเอาชะแลงไปด้วยก็ได้ ส่วนตนจะมีแค่ข้องใบเดียว

เมื่อไปถึงเจดีย์ ขุนเดชบอกเถรว่ารอยขุดเป็นรอยเดียวกับชะแลงของเถร ตนจำได้เพราะตีด้วยมือตัวเองทุกอันจะมีตำหนิเพื่อจะได้รู้ว่าอันไหนรอยไหนเป็นของใคร แต่เถรก็ยังปากแข็ง ขุนเดชจึงให้สาบาน ให้เอามือล้วงลงไปในข้องถ้าไม่เป็นไรแสดงว่าเถรบริสุทธิ์

ในที่สุด เถรก็ตาย เพราะในข้องนั้นมีงูเห่าอยู่ มันล้วงลงไปแล้วรู้สึกถูกกัดแต่มันทำใจแข็งชักมือออกมาบอกว่าไม่มีอะไร แต่พอเดินออกมาถึงริมตลิ่ง พิษงูแผ่ซ่านไปทั่วตัว มันค่อยๆทรุดลงอย่างหมดแรง...

ooooooo

คืนนี้ ยงยุทธกินข้าวที่บ้านกำนัน ช่วงหนึ่งเห็นกำนันบัญชาลูกน้องให้ขนลังเข้าไปเก็บในห้อง กำชับห้ามใครมายุ่งถ้าดูแลไม่ดีโดนเล่นงานเรียงตัวแน่

ขณะยงยุทธแอบดูอยู่หลังเสานั่นเอง ถูกทิพย์ลูกสาวสติไม่สมประกอบของกำนันที่เกิดกับรำพันเมียใหม่ มาจับไหล่หมับถามว่าเล่นอะไรอยู่หรือ เล่นด้วยคนสิ ยงยุทธรีบปิดปากทิพย์ให้เงียบ

กำนันได้ยินเสียงผิดปกติเดินมาดู ปรากฏว่าตรงนั้นไม่มีใครแล้ว เลยไม่ติดใจสงสัย

ยงยุทธพาทิพย์หลบไปที่มุมลับตาในบ้าน รำพันตามมาเจอบ่นลูกว่ามาทำอะไรแถวนี้พ่อเขาไม่ชอบ พลางดึงทิพย์ไปโอบไว้ ยงยุทธมองอย่างแปลกใจ รำพันจึงหันมาพูด...

“เอ่อ...ขอโทษด้วยนะคะผู้หมวด ไปเถอะทิพย์ เดี๋ยวพ่อเขามาเห็น”

รำพันถูกกำนันตบหน้าเพราะสัมฤทธิ์ฟ้องว่าเห็นเธอกับทิพย์อยู่กับยงยุทธ รำพันสาบานว่าตนไม่ได้พูดอะไร ยงยุทธบังเอิญเจอทิพย์และตนก็รีบไปพาทิพย์กลับมา ยืนยันว่าตนไม่เคยขัดคำสั่งของกำนันแม้แต่ครั้งเดียว

สัมฤทธิ์ยุกำนันผู้เป็นพ่อว่า ผู้หมวดคนนี้แสบจริงๆ หยามหน้ากันแบบนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว อย่างน้อยต้องสั่งสอนเสียบ้าง ซึ่งกำนันก็หน้าเครียดอย่างเอาเรื่องเช่นกัน

ooooooo

ระหว่างขับรถกลับบนเส้นทางถนนลูกรังนั้น ยงยุทธบอกจ่าว่าตนเห็นกับตาว่ากำนันพยายามซุกซ่อนบางอย่างไว้ ท่าทางจะเป็นของสำคัญที่ไม่ให้ใครเข้าใกล้ จ่าแท่นเสนอให้ออกหมายค้นเลยดีไหม

“จะเอาอะไรไปเป็นข้ออ้างล่ะจ่า เราเป็นเจ้าหน้าที่ราชการ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ขืนไปใช้อำนาจในมือโดยพลการ ถอดเครื่องแบบออก เราก็อันธพาลดีๆนี่แหละ”

ไปได้ไม่นานรถก็เจอตะปูเรือใบจนต้องเบรกสนั่น ทั้งสองรู้ว่าต้องมีเหตุร้ายแน่ พอชักปืนออกมาก็ถูกระดมยิงจากข้างทางสนั่นหวั่นไหว จ่าถูกปืนที่แขนจนได้เลือด ยงยุทธให้จ่ารอที่นี่ตนจะตามมันไป

ที่แท้เป็นพวกสัมฤทธิ์นั่นเอง มันสั่งลูกน้องให้ล่อยงยุทธไปตามแผน พอลูกน้องโผล่ไปล่อ ยงยุทธก็ใช้ปืนลูกซองของทางราชการยิงไปทันที

ยงยุทธถือปืนลูกซองไล่ยิง เจอสัมฤทธิ์เอาผ้าขาวม้าพันหน้าโผล่มาใช้ดาบฟันฉับ เขาเอาปืนรับไว้ได้ แล้วกระโดดถีบสัมฤทธิ์จนจุก มันคลานหนีไปพิงต้นไม้ ยงยุทธไล่ตามไป ตกหลุมพรางของมัน เหยียบเอากับดักสัตว์เข้าเลือดสาด สัมฤทธิ์ฉวยโอกาสนั้นเอาพานท้ายปืนกระแทกหน้ายงยุทธจนสลบเหมือด!

ooooooo

จ่าแท่นรีบขับรถจะกลับไปขอกำลังหนุน รถถูกยิงถังน้ำมันรั่วไปไม่ถึงโรงพักจึงแวะไปที่บ้านคำปัน เจอดารากับบัวทองอยู่ด้วยกัน จ่าเล่าเหตุการณ์ให้ฟังบอกว่ากำลังจะไปตามคนที่โรงพักไปช่วยยงยุทธ

บัวทองได้ยิน คว้าจักรยานปั่นออกไปทันที ดาราเกรงว่ากว่าบัวทองจะไปถึงโรงพักคงไม่ทันกาล เธอคิดถึงขุนเดชขึ้นทันที รีบไปหาขุนเดชที่กระท่อม บอกว่ายงยุทธกำลังแย่ให้รีบไปช่วย

แต่เมื่อขุนเดชและตำรวจไปถึงป่าที่เกิดเหตุ ไม่พบยงยุทธแล้ว เจอแต่ปลอกกระสุนลูกซองตกเกลื่อน เชื่อว่าต้องมีการต่อสู้กันในบริเวณนี้แน่ เดินไปอีกนิดเจอรอยเลือดเป็นทางและพบปืนลูกซองทิ้งไว้ ขุนเดชหยิบปืนขึ้นมาถามดาราว่า นี่เป็นปืนลูกซองที่ราชการใช้อยู่หรือเปล่า ตำรวจนายหนึ่งยืนยันว่า นี่เป็นปืนของหมวดยงยุทธ

ดาราตกใจเมื่อตามหาไม่เจอยงยุทธ ถามว่ามันจะฆ่าเขาไหม

“ใจเย็นๆก่อนนะดารา ยงยุทธมันเป็นคนดี พระต้องคุ้มครอง” ขุนเดชปลอบใจทั้งที่ตัวเองก็เป็นห่วงเพื่อนมาก

ooooooo

ประดับกลับมาหาผกาคู่ขาที่ทำงานในไนต์คลับ เจอเธอกำลังนัวเนียต่อรองราคาค่าเลี้ยงดูจากเสี่ยอยู่ ประดับให้ลูกน้องไปกระชากคอเสื้อเสี่ยหงายขึ้นมาดูหน้า เสี่ยตะคอกถามว่า “เฮ้ย...ลื้อเป็นใครวะ” ประดับไม่ตอบแต่ซัดหมัดใส่ไปสองสามหมัดจนเสี่ยเลือดกำเดาพุ่งร่วงผล็อยหมดสติไปทันที

ประดับพาผกาไปที่บ้านเขา ผกาอ้อนว่าไม่นึกว่าเขาจะกลับมาหาตนเพราะเห็นได้เป็นเลขาคนใหญ่คนโต ประดับถามว่าถ้าตนลืมเธอแล้วจะกลับมาหาหรือ

ขณะออดอ้อนนัวเนียกันอยู่บนเตียงนั่นเอง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ประดับเอื้อมมือไปรับ เขาหน้าเครียดทันที

“ครับท่าน มีเรื่องด่วนอะไรเหรอครับ...ได้ครับ... ผมจะรีบจัดการให้ท่าน”

วางสายแล้ว ประดับนิ่งคิด ผกายังนอนรออยู่ที่เตียง มองอย่างสงสัยว่าเขาคุยอะไร กับใคร?

ooooooo

วันรุ่งขึ้น บัวทองไปที่ร้านอาฮวด ได้ยินเสียงเมียอาฮวดคุยกับลูกค้าด้วยสีหน้าตื่นเต้น ลูกค้าคนนั้นบอกว่าไปเห็นศพมากับตา เละดูไม่ได้เลย อีกคนก็พึมพำว่าเห็นกันอยู่หลัดๆ ยังหนุ่มแน่นอยู่แท้ๆ ไม่น่ามาตายไวเลย

“เดี๋ยว...ที่บอกว่าเจอศพน่ะ เจอศพใคร” บัวทองถามหน้าตาตื่น

พอกลับมาถึงบ้าน ได้ยินคำปันผู้เป็นแม่รำพึงรำพันถึงยงยุทธว่าเป็นคนดี เชื่อว่าเขาต้องเอาตัวรอดได้ พอดีขุนเดชเข้ามาดาราถามทันทีว่าเป็นอย่างไรบ้าง ขุนเดชส่ายหน้าบอกว่า

“ผมกับพวกชาวบ้านช่วยกันตามหาแล้ว ไม่มี ร่องรอยอะไรเลย แต่ผมเชื่อว่าพวกมันคงไม่คิดจะ

ฆ่ายงยุทธหรอก เพราะถ้ามันจะฆ่าจริงๆ เราคงเจอศพไปแล้ว”

พอดีบัวทองเดินบ่นกลับมาอย่างหัวเสียว่า “โธ่ เอ๊ย...เล่าซะตกอกตกใจนึกว่าจะเป็นศพผู้หมวด เสียเวลาฟังอยู่ได้ตั้งนาน” คำปันได้ยินรี่เข้าไปหยิกบัวทองดุว่านี่มันใช่เวลามาพูดเรื่องไม่ดีแบบนี้หรือ? บัวทองทำหน้าเหยเกชี้แจงว่า

“แม่...ฉันไม่ได้พูดไม่ดีกับผู้หมวดนะ ฉันได้ยินพวกชาวบ้านที่ร้านอาหารอาฮวดคุยกันว่าเจอศพคนตาย”

คำปันคร่ำครวญถึงหมวดยงยุทธทันที บัวทอง ได้ทีขี่แพะไล่ว่า

“นั่นไง...แม่ได้ยินแค่นี้แม่ยังคิดเหมือนฉันเลย...” ดาราถามว่าไม่ใช่หมวดใช่ไหม “ค่ะอาจารย์ เป็นศพของไอ้เถรลูกน้องพี่ขุนเดชนั่นแหละ พวกชาวบ้านไปเจอ

ศพแถวเจดีย์ที่มีโจรไปลักขุดพระเมื่อวันก่อน เขาว่าถูกงูพิษกัดตาย นี่แหละ...ที่เขาว่าบาปกรรมมันตามทัน ทำร้ายพ่อตัวเองจนเข้าโรงพยาบาลไปไม่ทันไร ก็มาโดนงูพิษกัดตาย”

ทันใดนั้น จ่าแท่นเข้ามาบอกอย่างตื่นเต้นดีใจว่า เจอหมวดยงยุทธแล้ว ดาราดีใจมากถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง??

ooooooo

หมวดยงยุทธถูกนำตัวส่งไปที่อนามัย หมอน้อยตรวจดูแล้วบอกว่าทั่วไปไม่มีอะไร จะมีก็แผลที่ข้อเท้าต้องใช้เวลาสักระยะ ดาราที่รีบไปเยี่ยม บอกยงยุทธว่า ปลอดภัยแล้วนะ...คำปันกับบัวทองก็โล่งอกไปด้วย

จ่าแท่นพาขุนเดชไปที่ท่าน้ำชี้ให้ดูจุดที่ชาวบ้านพบร่างยงยุทธถูกใส่เรือลอยมาตามน้ำ แล้วหันไปถามไอ้ตุ่นว่าเป็นคนเจอใช่ไหม เล่าให้ขุนเดชฟังซิ

หลังจากฟังชาวบ้านช่วยกันเล่าแล้ว จ่าแท่นขอบใจทุกคนบอกให้ไปทำงานกันเถอะ แล้วหันมาคุยกับขุนเดชว่า

“น่าแปลกไหมขุนเดช ที่ไอ้โจรพวกนั้นมันปล่อยให้ผู้หมวดรอดกลับมา”

“สิ่งที่พวกมันทำ เลวยิ่งกว่าฆ่าผู้หมวดทิ้งอีกครับลุงจ่า” จ่าแท่นมองหน้าถามว่าหมายความว่ายังไง “พวกมันไม่ฆ่าแต่จงใจให้ชาวบ้านพบยงยุทธในสภาพแบบนั้น เพราะต้องการให้ทุกคนเห็นว่า ต่อให้เป็นตำรวจที่เก่งสักแค่ไหน ถ้ามันอยากให้ตาย จะตายเมื่อไหร่ก็ได้!!”

จ่าแทนถึงกับอึ้งกับการมองได้อย่างแหลมคมของขุนเดช ส่วนขุนเดชขบกรามกำหมัดแน่นแค้นแทนเพื่อน

ooooooo

รุ่งขึ้น ดาราไปเยี่ยมยงยุทธที่อนามัย พบว่า พยาบาลกำลังเก็บเตียงอยู่ เธอตกใจถามว่ายงยุทธหายไปไหน พอดีหมอน้อยเดินมา เลยตอบแทนพยาบาลว่า

“อาจารย์มาก็ดีเลยครับ ผมอยากให้อาจารย์ช่วยไปพูดกับหมวดเขาหน่อย ผมพูดเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง ดื้อเหลือเกิน”

พอรู้เรื่องจากหมอน้อย ดารารีบออกจากสถานีอนามัยไป...

ที่โรงพัก ยงยุทธในชุดตำรวจแต่ยังเดินกะเผลกอยู่ ส่วนจ่าแท่นก็มีผ้าพันแผลที่แขน ทั้งสองเดินมาเจอผู้ต้องหายงยุทธกะเผลกพรวดเข้าไปคว้าคอเสื้อมันถามว่าพวกมันเป็นใคร

ผู้ต้องหาตอบเสียงสั่นว่าตนไม่รู้...ไม่รู้จริงๆจะเอาไปสาบานวัดไหนก็ได้

“งานนี้วัดวาไม่เกี่ยว มีแต่ลูกปืนที่จะตัดสินว่าคำพูดของพวกแกมันเชื่อได้แค่ไหน” จ่าเสียงเข้ม แต่มันก็ยังบอกว่า ไม่รู้เรื่องจริงๆ อ้อนวอนตัวสั่นให้ปล่อยตนเสียเถอะ ยงยุทธบอกจ่าแท่นให้ปล่อยเสียมันคงไม่รู้จริงๆ จ่าลังเล เขาเลยโบ้ยหน้าให้ดูที่เป้ากางเกงมัน จ่าแท่นเห็นเป้าแฉะโชกไปด้วยฉี่จึงเข้าใจ

ooooooo

ยงยุทธกัดฟันทนความเจ็บปวดเดินออกมา จ่าตามมาถามว่า จะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะหมอนี่เป็นเบาะแสเดียวที่เรามี แต่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

“พวกมันจงใจทำให้ผมขายหน้า แต่พวกมันไม่รู้หรอกว่า คนอย่างผมยิ่งพยายามเหยียบให้จมมากเท่าไหร่ พวกมันนั่นแหละที่จะต้องจมหนักกว่าผมหลายเท่า...จ่า เอาแฟ้มคดีที่ค้างอยู่ทั้งหมดมาให้ผม คดีไหนที่ค้างอยู่ ผมจะล้างให้เกลี้ยง จะได้รู้กันว่าพวกมันกับผมใครจะอยู่...ใครจะไป”

จ่าแท่นเห็นยงยุทธกัดฟันทนความเจ็บปวดก็ทักท้วงว่า อาการเจ็บของหมวดยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ

“กว่าผมจะรอให้แผลมันตกสะเก็ด พวกชาวบ้านคงไม่มีใครกล้าหันหน้ามาพึ่งตำรวจไร้น้ำยาอีกแล้วล่ะจ่า” ยงยุทธยังมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในสภาพนี้ ทั้งที่

เจ็บแผลจนแทบทรงตัวไม่อยู่

“ต้องรอให้เธอพิการจนเดินไม่ได้ก่อนใช่ไหม

ยงยุทธ เธอถึงจะเลิกดื้อเสียที” เสียงดาราแทรกเข้ามา

แทนที่จะยับยั้งชั่งใจ ยงยุทธกลับบอกว่า เธอไม่ต้องมาเสียเวลากับตน ตนไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ดาราอ้างหมอน้อยที่บอกว่า ถ้าเขาไม่พักรักษาตัวให้ดีอาจเดินไม่ได้อีกเลยก็ได้

ยงยุทธยังดื้อรั้น จนดาราท้าว่าถ้าเขาแน่จริงให้

เดินเขย่งด้วยเท้าข้างที่เจ็บมาหาตนดู ยงยุทธฮึดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันก้าวก็เซจะล้มเสียแล้ว เลยถูกดาราอบรมว่า

“ยงยุทธ ขนาดฉันยังไม่มั่นใจเธอ แล้วเธอจะทำให้คนอื่นฝากชีวิตไว้กับเธอได้ยังไง ทีนี้ก็ยอมรับได้แล้วใช่ไหม ว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องฟังฉัน”

ooooooo

ดาราพายงยุทธไปที่วัดเกาะน้อย ให้หลวงลุงรักษาด้วยสมุนไพร ยงยุทธแผดเสียงอย่างเจ็บปวดลั่นไปหมด จนขุนเดชถามว่า ร้องเสียลั่นวัด มิน่าเล่าถึงได้หนีออกจากอนามัย ที่แท้ก็กลัวเจ็บนี่เอง ยงยุทธสวนไปทันทีว่า ตนไม่ได้กลัวเจ็บ

“งั้นก็อยู่เฉยๆให้หลวงลุงรักษา สมุนไพรพวกนี้เป็นแพทย์ทางเลือกที่อาหมอกับหลวงลุงช่วยกันศึกษา ถือว่าเธอโชคดีที่ได้เป็นหนูทดลอง” ดาราปรามไปขู่ไปขำๆ

ยงยุทธขำไม่ออก หมอน้อยบอกว่า ในเมื่อไม่ยอมให้ตนรักษาที่อนามัยก็ต้องใช้ทางเลือกที่คิดว่าน่าจะได้ผลดีที่สุด

“แล้วนอกจากสรรพคุณรักษาแผลที่เท้าเธอแล้ว ยังใช้รักษาแผลในปากเธอได้อีกนะ เผื่อไปจับผู้ร้ายแล้วปากแตกจะได้เอามาป้ายให้แบบนี้” พูดแล้วก็แกล้งเอายาป้ายปากยงยุทธ ทำเอาหมวดหนุ่มปัดป่ายวุ่นวาย

“ไม่เอา...รีบๆรักษาผมเถอะครับหลวงลุง ผมจะได้รีบไปจับผู้ร้าย”

ดาราหัวเราะ ขุนเดชมองอยู่ เขารู้สึกว่า ยงยุทธ มักจะทำให้ดาราหัวเราะได้เสมอ...

ขุนเดชพยุงยงยุทธไปส่งที่ห้องพัก โดยมีดารามาส่งด้วย ขุนเดชบอกว่า ถ้าอยากหายเร็วๆก็ให้เอายา

ที่หลวงลุงกับอาหมอให้จัดการตามที่หลวงลุงกับอาหมอสั่ง ยงยุทธตัดบทว่ารู้แล้ว ตนไม่ใช่เด็ก พูดคำเดียวก็รู้เรื่อง

“เด็กดื้อน่ะ ยังพอใช้ไม้เรียวกำราบให้ฟังได้ แต่ผู้ใหญ่ดื้อเนี่ย สงสัยต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม” ดาราแทรกขึ้น ขุนเดชเลยยุให้เธอมาดูแลยงยุทธก็แล้วกัน เพราะบ้านคำปันก็อยู่ใกล้แค่นี้เอง ยงยุทธห้ามเสียงหลง บอกว่าไม่อยากให้เธอเสียเวลา

ขุนเดชตัดบทว่าดาราเองยังไม่ปฏิเสธเลย แล้วหันไปถามว่า “ใช่ไหม ดารา”

ดาราถูกจู่โจมถามก็อึ้งไปก่อนจะตอบว่า

“ก็อย่างที่ขุนเดชเป็นห่วงเธอนั่นแหละ ถ้าฉันไม่ดูแลเธอ แล้วใครจะดูแล”

“ดารารับปากแบบนี้ผมก็สบายใจ งั้นผมขอตัวไปทำงานต่อ ฝากไอ้หมวดจอมดื้อด้วยนะ” ขุนเดชพูดติดตลกหน้าตายแล้วถือโอกาสออกไป ทิ้งให้ยงยุทธอยู่กับดารา

“ไอ้ขุนเดชนี่มันชอบยุ่งเรื่องคนโน้นคนนี้ตลอด ว่าไหมดารา” ยงยุทธแก้เกี้ยวกลบเกลื่อนความรู้สึกดีๆที่จะได้อยู่ตามลำพังกับดารา เธอไม่ตอบแต่ยิ้มเศร้าๆ

ooooooo

คืนที่ปราชญ์เรียกก้องเกียรติมาปรึกษา เขาฟังก้องเกียรติอย่างสนใจ แล้วถามว่า ก้องเกียรติมีวิธีช่วยให้ตนได้สิ่งที่ต้องการแล้วหรือ ก้องเกียรติยืนยันว่า

“ครับท่าน หนทางที่จะทำให้ท่านได้ก้าวไปถึงจุดสูงสุด เป็นทั้งผู้มีอำนาจและมากบารมีโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาทัดทานอีก เพราะท่านจะเป็นที่หนึ่ง”

“ยังไง...ผมต้องทำอะไรบ้าง” ปราชญ์ถาม แล้วหลังจากนั้น ประดับก็ได้รับโทรศัพท์ขณะอยู่บนเตียงอยู่กับผกาเรียกให้ไปรับงานด่วนจนประดับต้องลุกไปกลางคัน

กลางวันวันรุ่งขึ้น ที่ถนนลูกรังกลางทุ่งที่จังหวัดอยุธยา กำนันบุญกับลูกน้องจอดรถรอประดับอยู่ ครู่เดียวประดับก็ขับรถคันหรูเข้ามา พอประดับลงจากรถพร้อมลูกน้อง กำนันบุญก็ยื่นรูปถ่ายให้ บอกว่า

“ตามใบสั่งที่ท่านต้องการให้หา ฉันดูให้แล้วก็มีนี่แหละที่พอจะตรงกับความต้องการของท่านที่สุด”

“เป็นโล่ในปลายสมัยอยุธยา สภาพน่าจะผ่านการรบมาอย่างโชกโชน เพิ่งจะขุดพบไม่นานมานี่เอง เนื้อโลหะผสมหินแร่เหล็กเขียว จากจังหวัดอุตรดิตถ์”

ประดับบอกว่าท่านไม่ได้อยากได้รูปแต่อยากได้ของ กำนันบอกว่าพวกข้าราชการเป็นคนขุดเจอ ตอนนี้ถูกเก็บรักษาไว้ รอนำเข้าพิพิธภัณฑ์อยู่ๆจะไปหยิบเอามาก็คงไม่ได้”

ประดับนิ่งไปสีหน้าครุ่นคิด จนกำนันอดสงสัยไม่ได้เหมือนกัน ปรารภว่า

“ปกติท่านไม่เคยสะสมของพวกนี้ ทำไมคราวนี้ท่านถึงต้องการ?”

“ไม่ใช่เรื่องของกำนัน หน้าที่มีแค่ทำตามคำสั่งของท่านเท่านั้น” ประดับตัดบทปรามๆแล้วเดินกลับไปขึ้นรถพร้อมลูกน้อง ตะบึงรถกลับไปฝุ่นตลบ

กำนันก็ยังมองตามอย่างอดสงสัยไม่ได้

ooooooo

ปฏิบัติการเกิดทันที เมื่อรถจี๊ปคันหนึ่งที่มีเจ้าหน้าที่โบราณคดี 3 คน พร้อมลังบรรจุของสำคัญต้องเบรกจอดกะทันหันเมื่อเจอรถจอดเสียขวางถนนอยู่

เจ้าหน้าที่ลงไปถามว่า รถเสียทำไมไม่เข็นลงไหล่ทาง ขวางถนนแบบนี้คนอื่นจะไปได้อย่างไร

พริบตานั้นเอง ประดับเดินนำลูกน้องถือปืนเดินตรงมายิงใส่เจ้าหน้าที่คนนั้นทันที เจ้าหน้าที่อีกสองคนตกใจหันไปคว้าปืนก็ถูกยิงคว่ำไปอีก เจ้าหน้าที่คนสุดท้ายจะวิ่งหนีก็ถูกยิงดับไปอีกคน

จากนั้น ประดับนำลูกน้องขึ้นไปเปิดผ้าคลุมงัดลัง พบโล่เหล็กสีเขียวอยู่ในนั้น มันหยิบออกมาแล้วสั่งลูกน้อง

“จัดการทำลายหลักฐานให้เรียบร้อยด้วย”

ลูกน้องรับปากจัดแจงราดน้ำมันใส่แล้วจุดไฟเผาทั้งรถทั้งคน ประดับเอาลังขึ้นรถคันหรูขับออกไปส่วนลูกน้องขี่มอเตอร์ไซค์ตามไป ไม่ทันไรรถข้างหลังที่ถูกเผาก็ระเบิดสนั่นหวั่นไหว

กำนันกับลูกน้องซุ่มดูอยู่ พอประดับไปแล้วและรถกับศพถูกไฟไหม้ระเบิดไปแล้ว ลูกน้องกำนันถามว่า

“แปลกนะครับพ่อกำนัน ถึงกับต้องลงมือเอง ทั้งๆที่งานแบบนี้ใช้พวกเราทำก็ได้”

“ท่านคิดจะทำอะไรของท่านกันแน่?” กำนันสงสัยมาก

ooooooo

หลังจากจ่าแท่นไปดูศพเถรแล้ว กลับมารายงานยงยุทธ เขาถามว่าแน่ใจหรือ จ่ายืนยันว่า

“ครับหมวด ตอนแรกผมก็นึกว่าจะถูกงูกัดตายธรรมดาก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แต่พอพาพ่อแม่ไอ้เถรไปดูศพ ผมถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ตามตัวของไอ้เถรมีร่องรอยการต่อสู้ ถูกทำร้ายร่างกายด้วย”

“แล้วใช่สาเหตุของการตายรึเปล่า”

“ไม่ใช่ครับ...ผมให้หมอน้อยช่วยตรวจดูศพด้วย หมอน้อยยืนยันว่าตายเพราะพิษงู”

“งั้นอายัดศพไว้ ผมต้องตรวจให้ละเอียดอีกครั้งว่า ร่องรอยของการต่อสู้ที่นายเถรถูกทำร้าย...เกิดจากอาวุธอะไร” ยงยุทธสั่งการ สีหน้าครุ่นคิด...

ooooooo

บัวทองไปหาขุนเดชที่กระท่อมพร้อมฝักบัว ยืนรอจนขาแข็ง เมื่อขุนเดชมาก็เข้าไปหาอย่างดีใจอดต่อว่าไม่ได้ที่ให้ตนรอตั้งนาน

บัวทองเอาฝักบัวให้บอกว่าเอามาฝาก แต่ยืนรอนานเลยกินไปหลายฝักแล้ว ขุนเดชบอกบัวทองว่าอยากรู้อะไรถามตรงๆเลยดีกว่าไม่ต้องเอาฝักบัวมาติดสินบนกัน บัวทองอ้อนว่าถ้างั้นตนถามก็ต้องตอบให้หมดนะ

“อยากรู้อะไรล่ะ”

“ฉันได้ยินอาจารย์ประทีปคุยกับอาหมอเรื่องการตายของนายเถร สงสัยว่าอาจจะมีคนร้ายเล่นงานนายเถร”

ขุนเดชนิ่งไปก่อนพูดเชิงปรามๆว่า “นั่นมันเป็นเรื่องของตำรวจ บัวทองมาถามพี่คงไม่ได้เรื่องหรอก”

“เรื่องนั้นฉันไม่สนใจหรอก ฉันสนใจเรื่องที่ได้ยินจากอาจารย์ประทีปมามากกว่า เป็นเรื่องจริงเหรอพี่ขุนเดช ที่มีฆาตกรคอยตามเล่นงานพวกคนร้ายที่ลักลอบขุดกรุ ทำลายโบราณสถาน ขโมยวัตถุโบราณ ตลอดทางทุกที่ที่คณะโบราณคดีของอาจารย์ประทีปเดินทางไปทำงาน”

ขุนเดชนิ่งไป บัวทองถามว่าเงียบทำไม ตกลงเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เล่าให้ฟังหน่อย ตนอยากรู้ ขุนเดชได้แต่มองหน้าบัวทองนิ่งอยู่อย่างนั้น...

ooooooo

ตอนที่ 4

บัวทองงอนตะปัดตะป่องกลับบ้านบ่นให้ดาราฟังว่า ถูกขุนเดชหาว่าพูดเพ้อเจ้อและไล่ให้รีบกลับมาช่วยแม่ทำงานให้สนใจแต่เรื่องทำมาหากินอย่างเดียวพอ ทั้งๆที่เรื่องที่ตนถามมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนที่นี่ทั้งนั้น

ดาราทักท้วงว่าขุนเดชอาจกลัวบัวทองไม่ปลอดภัยก็ได้ บัวทองเลยซักว่าดาราก็เชื่ออย่างที่ตนเชื่อใช่ไหม

“อาจารย์ก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า แต่ก็เคยได้ยินทีมงานของอาจารย์ประทีปเล่าให้ฟังบ่อยๆว่า พวกโจรที่มาลักขโมยวัตถุโบราณมักจะโดนตามเล่นงานจนถึงชีวิตทุกราย”

“งั้นก็แสดงว่าบางทีฆาตกรที่คอยเล่นงานพวกใจบาปทำลายสมบัติของชาติ อาจจะตามมาถึงที่นี่แล้ว และอาจจะเดินสวนไปสวนมากับพวกเราในศรีสัชฯ โดยที่เราไม่รู้ตัว”

ฟังแล้ว ดาราก็อดที่จะคิดคล้อยตามบัวทองไม่ได้เหมือนกัน

ooooooo

ที่ไร่ข้าวโพดของชาวบ้านที่มีการขุดค้นพบเครื่อง ชามสังคโลก ทั้งหม้อ ไห พอข่าวแพร่ออกไป ชาวบ้านก็พากันมาขุดกันอึกทึก ชิ้นไหนที่ยังสมบูรณ์ก็ยื้อแย่งกัน

ดารามาขอร้องชาวบ้านว่า นี่เป็นสมบัติของชาติ อย่าเอาไปเป็นของส่วนตัวเลย แต่ไม่มีใครฟัง ครั้นขู่ว่า

ผิดกฎหมายก็ถูกโต้ว่า “แล้วทีไอ้พวกคนรวยๆในเมืองที่มันเอาไปประดับบ้านล่ะ ไม่เห็นตำรวจจะทำอะไรมันได้สักคน”

เมื่อดาราขวางไม่ให้ชาวบ้านเอาไปก็ถูกผลักจนเกือบล้ม ดีที่ยงยุทธเข้ามาพอดีประคองไว้ทัน ถามว่าเจ็บตรงไหนรึเปล่า ดาราบอกว่าตนไม่เป็นไรแต่ต้องห้ามชาวบ้านอย่าขุดทำลายอีกเพราะของทุกชิ้นมีค่าทางประวัติศาสตร์

อาจารย์ประทีปเอาโทรโข่งประกาศปรามชาวบ้านว่าทำแบบนี้ผิดกฎหมาย ชาวบ้านก็กรูกันเข้ามาโต้อย่างเผ็ดร้อนว่า

“ไม่ต้องมาขู่พวกเราหรอกอาจารย์ ตำรวจก็ดีแต่เข้าข้างคนรวย ทีกับคนจนล่ะจับได้จับเอา พวกเราไม่กลัวหรอก ใช่ไหมพวกเรา” ชาวบ้านพากันเฮโลเข้ามาจนทำท่าชุลมุน ยงยุทธจึงตัดสินใจเอาโทรโข่งจากอาจารย์ไปพูดอย่างแข็งกร้าว

“จะจนจะรวยผมไม่สน ถ้าหน้าไหนไม่เคารพกฎหมายจะลากคอเข้าคุกให้หมด ใครกล้าก็ลองดู!!”

ชาวบ้านส่วนใหญ่ชะงัก แต่มีบางรายตะโกนขึ้นว่า ตำรวจไม่มีน้ำยาถูกโจรดักตีหัวจนต้องหยอดน้ำข้าวต้มพวกเราไม่ต้องกลัว!

ยงยุทธตัดสินใจยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด ประกาศกร้าวว่า

“ใครมีสมบัติของแผ่นดินไว้ในครอบครอง จับขึ้นรถให้หมด!!”

พอเสียงปืนดัง ชาวบ้านก็พากันแตกหนีกระเจิง

ooooooo

เมื่อชาวบ้านพากันหนีไปหมดแล้ว ยงยุทธสั่งให้เอาเชือกกั้นบริเวณนั้นมีประกาศติดไว้ว่า “ห้ามเข้า” ขุนเดชเตือนอย่างผู้มีประสบการณ์ว่า ข่าวสะพัดไปแบบนี้ ต้องมีพวกไม่กลัวคุกตะรางแอบมาลักลอบขุดอีกแน่ ยงยุทธบอกว่าตนจะอยู่เฝ้าเอง ใครมาได้เจอดีแน่

“งั้นฉันจะอยู่ช่วยด้วย” ขุนเดชอาสา

ระหว่างเฝ้าอยู่ด้วยกันนั้น ขุนเดชปรารภกับยงยุทธว่า

“ชาวบ้านที่มาวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวกยากจน เห็นว่าของพวกนี้เป็นสมบัติราคาแพงพวกเศรษฐียอมจ่ายไม่อั้นเลยแห่กันมาขุด”

ยงยุทธเห็นด้วย เขาจึงแค่ขู่เพราะไม่อยากซ้ำเติมพวกเขาอีก ขุนเดชย้ำว่าแต่ถ้าคืนนี้มีโผล่มาก็ไม่ใช่พวกชาวบ้านธรรมดาแล้ว เพราะพวกโจรมืออาชีพรู้กันแล้วว่าที่นี่คือขุมทองของมัน ยงยุทธจึงให้ปืนขุนเดชไว้ป้องกันตัว ขุนเดชไม่เอาบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ครั้นยงยุทธติงว่าแค่ดาบหักที่เขาพกติดตัวช่วยเขาไม่ได้หรอก

“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องเจอกับโจรพวกนี้” พูดแล้วขุนเดชเดินออกไป ยงยุทธมองตามโดยเฉพาะมองดาบดำในมือขุนเดชอย่างครุ่นคิด...

ooooooo

คืนนี้ ปารมีลูกสาวรัฐมนตรีปราชญ์ที่สติไม่สมประกอบอีกทั้งได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ พากันเที่ยวไนต์คลับที่ผกาทำงานอยู่ พากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว จนผกาหมั่นไส้หาว่าเสียงดังไล่แขกประจำของตนออกไปนั่งที่อื่นกันหมด แต่พอเข้าไปเตือนก็ถูกตบหน้าถามว่า “รู้ไหมฉันลูกใคร!”

ผกาถูกตบก็จะเอาคืน ถูกประดับออกมาสั่งห้ามแตะต้องเด็กคนนั้นเด็ดขาด แล้วลากผกาออกมาข้างนอกบอกว่า นั่นคือลูกสาวท่านปราชญ์ ระหว่างนั้นปารมีมาตามประดับเห็นคุยอยู่กับผกาก็ถามว่า ผู้หญิงคนนี้กำลังเสนอขายตัวอยู่หรือ

ประดับบอกว่าเปล่าตนแค่เรียกมาเตือน ปารมีมองผกาด้วยหางตา บอกประดับว่าสั่งสอนเสร็จก็เข้าไปสนุกกับตน ย้ำว่าอย่าลืมล้างมือให้สะอาดด้วย “สกปรกอย่างนังนี่เดี๋ยวเสนียดจะมาติดปา”

ผกาบอกประดับว่าถ้าคืนนี้ไม่ได้ตบนังเด็กบ้านี่ตนนอนไม่หลับแน่ แต่พอประดับบอกว่าคืนนี้ให้ไปรอตนที่ห้อง เสร็จธุระแล้วจะรีบไปหา พอเธอถามว่าธุระอะไร ประดับเชยคางเธอมองตายิ้มร้ายบอกว่า

“เธอก็รู้ว่าคนอย่างฉัน ไม่ยอมเป็นขี้ข้าใครนานๆ” พูดแล้วเดินตามปารมีเข้าไป ผกาได้แต่มองตามอย่างสงสัย

ooooooo

ยงยุทธบอกให้ขุนเดชไปงีบสักพักตนให้ลูกน้องผลัดเวรยามแล้ว ขุนเดชบอกว่าไม่เป็นไรตนชินแล้ว ระหว่างนั้นยงยุทธเอ่ยชื่นชมพ่อของขุนเดชว่าเป็นคนเอาการเอางาน เก่ง ใครๆก็ยกย่องว่าเป็นเหมือนทหารของพระร่วง พึมพำว่าถ้าตอนนั้นดาบดำไม่หักเสียก่อนพ่อเขาอาจไม่ตาย ถามว่า

“จริงรึเปล่าที่เขาว่ากันว่า ดาบดำเป็นอาวุธหายากที่มีเฉพาะในกลุ่มช่างตีเหล็กในศรีสัชฯ มีความคมและแข็งแกร่งเหนือกว่าดาบทั่วไป พลางจับด้ามดาบดำจะชักออกมาดู ถูกขุนเดชตะปบไว้บอกว่ามันก็แค่เรื่องเล่าปากต่อปากเท่านั้น ตัดบทว่าดึกแล้ว ตนจะไปงีบเอาแรงหน่อยดีกว่า ว่าแล้วก็ลุกไปเลย

ดึกคืนนี้เอง พวกโจรแอบเข้ามา มันฆ่าตำรวจที่เฝ้ายามแต่เดินมาสะดุดเชือกที่ขุนเดชขึงไว้ ทำให้กระป๋องที่ผูกปลายเชือกกระทบกันเสียงดังปลุกขุนเดชขึ้นมา กำดาบแน่นอย่างรู้สถานการณ์!

“คนบาปอย่างพวกมึงโทษคือตายสถานเดียว” ขุนเดชพึมพำ ชักดาบดำออกจากฝัก เป็นดาบดำคมกริบที่ลุงเถินให้ไว้นั่นเอง!

การปะทะกันระหว่างตำรวจกับโจรเปิดฉากขึ้นทันที พวกโจรใช้ดาบ ส่วนตำรวจใช้ปืน ยงยุทธหมายจับเป็นโจร พวกมันมาช่วยไว้แต่ก็ถูกกระสุนปืนของยงยุทธที่ไหล่ พากันวิ่งหนี ยงยุทธไล่ตามไปอย่างไม่ลดละ

ตามไปจนทัน ยงยุทธปล่อยให้มันไล่ฟันจนหมดแรงแล้วใช้เชิงมวยกระโดดตีเข่าจนมันหงายหลัง แต่พอจะตามซ้ำก็ถูกอีกคนกำทรายซัดใส่หน้า ทรายเข้าตายงยุทธจนลืมไม่ขึ้น มันฉวยโอกาสนั้นพากันหนีรอดไปได้

ขุนเดชเดินเข้ามา แต่ยงยุทธยังลืมตาไม่ขึ้นจึงพยายามออกหมัดป้องกันตัว สุดท้ายถูกขุนเดชเดินเข้าทางข้างหลังใช้ด้ามดาบดำตีเข้าที่ต้นคอทีเดียวทรุดหมดสติ ขุนเดชพูดกับร่างยงยุทธที่นอนนิ่งกับพื้นก่อนเดินไปว่า

“ฉันเสียใจด้วยนะเพื่อน คุกไม่ใช่สถานที่รับโทษของพวกมัน!”

ขุนเดชตามไปเจอโจรทั้งสองกำลังทะเลาะกันเพราะอีกคนจะทิ้งคนเจ็บเอาตัวรอด คนที่เจ็บอยู่ถูกอีกคนแทงทะลุท้อง พอมันดึงดาบออกมา ขุนเดชก็ปรากฏตัว

“สันดานโจรอย่างพวกมึง เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ฆ่าได้แม้แต่พวกเดียวกัน” มันตกใจถามว่ามึงเป็นใคร “กู...ขุนเดช เพชฌฆาตที่มาลงทัณฑ์พวกมึง”

พริบตานั้นมันยิงใส่ ขุนเดชหลบทันมันเลยหนีไปได้ ขุนเดชจึงกลับมาหาคนที่ถูกแทงนอนหายใจรวยริน มันร้องขอความช่วยเหลือ ขุนเดชมองมันด้วยแววตาเพชฌฆาต เดินเข้าประคองมันขึ้นมา...

ทันใดนั้นมีเสียงคนเดินมา ขุนเดชจึงหลบไป มันหันไปยิงรัวใส่จนกระสุนหมดลูกโม่ ถูกโจรที่ย้อนกลับมาเลือดโชก เดินโซเซมาล้มตายแทบเท้าเพื่อนมัน ขุนเดชย่องมาข้างหลังใช้ดาบดำรุกไล่โจรที่เหลือจนมันหมดแรง พริบตานั้นขุนเดชเงื้อดาบฟันดาบเดียวผ่ากลางหัวมาถึงอก ตายคาที่!

ooooooo

หลังจากได้โล่โลหะสีเขียวแล้ว ก้องเกียรติทำพิธี จู่ๆเทียนก็ดับ ควันลอยวนไปเข้าร่างปราชญ์จนหมดแล้วเทียนก็กลับติดขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์

“ที่เข้ามาในตัวฉันเมื่อกี้ ฉันรู้สึกได้เลยอาจารย์ พลังของอำนาจและบารมีที่ใครๆก็ต้องยำเกรงฉัน” ปราชญ์พูดอย่างอหังการ แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อก้องเกียรติบอกว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ก้องเกียรติแจ้งว่า ปราชญ์จะต้องหาวัตถุโบราณที่เป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์ 7 อย่างเพื่อนำมาประจำไว้แต่ละทิศและลงอักขระหัวใจพยัคฆ์กำกับไว้เพื่อให้พลังนั้นเข้าสู่ตัวเขา ประดับรับฟังอยู่ด้วย ถามว่าแล้วทิศที่ 8 ล่ะ

“เมื่อได้โลหะครบทั้ง 7 อย่าง ทิศที่ 8 ก็คือท่าน “สัตตโลหะบุรุษ” ชายผู้มากด้วยอำนาจและบารมีแผ่ไพศาลไปทั่วแผ่นดิน”

“ประดับ...หน้าที่ตามหาโลหะศักดิ์สิทธิ์โบราณ ฉันไว้ใจแกได้ใช่ไหม” ปราชญ์หันไปถามประดับ พอเขารับคำปราชญ์ก็หัวเราะอย่างผู้ยิ่งใหญ่...

ooooooo

ยงยุทธพยายามหาตัวคนที่ทำร้ายตน แต่ถามใครก็ไม่มีคนรู้ว่าเป็นใคร ไม่มีใครเห็นหน้าคนร้ายสักคน

แม้แต่ขุนเดชเองก็ตอบดาราที่ถามถึงคนร้ายว่าไม่รู้ว่าใครคือคนทำร้ายยงยุทธและตน ยงยุทธบอกว่าตนจำเป็นต้องสอบปากคำขุนเดชเพราะขุนเดชคนเดียวที่อาจจะรู้ว่าฆาตกรคนนั้นเป็นใคร?!

แต่พอสอบปากคำขุนเดชจริงๆ ยงยุทธก็ไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเพราะขุนเดชยืนยันว่าตอนนั้นมืดมากตนมอง

ไม่เห็นหน้าคนร้าย ยงยุทธขอร้องให้พยายามช่วยคิดเพราะตนไม่อาจปล่อยให้มันลอยนวลไปได้ เมื่อขุนเดชยืนกรานว่าตนไม่รู้

ยงยุทธถามตรงๆว่าเขาไม่รู้จริงๆหรือพยายามช่วยพวกมันกันแน่

จ่าแท่นเห็นบรรยากาศตึงเครียด บอกยงยุทธให้ใจเย็นๆกลับถูกเอ็ดว่า พวกมันเป็นฆาตกร ถึงจะเป็นคนตามล่าฆ่าพวกโจรแต่ยังไงก็เป็นการทำผิดกฎหมาย พูดแข็งกร้าวว่า “มันไม่มีสิทธิ์มาตั้งศาลเตี้ยในพื้นที่ที่ ผมรับผิดชอบ!”

ขณะบรรยากาศกำลังตึงเครียดนั่นเอง ตำรวจนายหนึ่งมาบอกว่าพวกชาวบ้านแห่กันมาเต็มโรงพักแล้ว

ooooooo

ก่อนหน้านี้ คำปันกับบัวทองไปเดินซื้อของในตลาดหมู่บ้าน สองแม่ลูกคุยกันถึงการตายของพวกลักลอบขุดวัตถุโบราณ บัวทองบอกแม่ว่า ฆาตกรคนนั้น เป็นคนดีเพราะฆ่าแต่โจร แบบนี้ต้องเรียกว่า “วีรบุรุษบาป”

สาลี่เมียอาฮวดได้ยิน หลังจากนั้นจึงรวมตัวกับชาวบ้านไปที่หน้าโรงพัก จนยงยุทธต้องออกมารับหน้า สาลี่ก้าวออกมาบอกยงยุทธว่า พวกตนต้องการมาถามความจริง รู้สึกที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกแล้วเพราะมี “วีรบุรุษบาป” คอยออกอาละวาดฆ่าคนอยู่

ยงยุทธให้ความมั่นใจว่า ตราบใดที่ตนอยู่ที่นี่ ตนจะดูแลทุกคนให้ปลอดภัย ถูกสาลี่ย้อนว่า ตัวหมวดเองก็ยังเอาตัวไม่รอดแล้วพวกตนจะไว้ใจได้อย่างไร ขุนเดชเห็นยงยุทธอึ้งไป เขาจึงก้าวออกมาพูดกับชาวบ้านว่า

“ไอ้คนที่ตาย มันสมควรตายเพราะความเลวที่มันทำ ถ้าทุกคนไม่ใช่คนเลว ไม่ลักขโมยสมบัติของชาติ จะต้องกลัวอะไรกันนักหนา”

เมื่อชาวบ้านพากันเงียบ ขุนเดชเดินมาหา มองทุกคนถามว่า

“หรือว่าที่มากดดันตำรวจ โวยวายกลัวจะไม่ปลอดภัย เพราะคิดว่าจะทำเลวอย่างพวกมัน ถ้าเป็นอย่างนั้น ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยังไงคนชั่วก็หนีไม่พ้นบาปกรรม สู้กลับบ้าน ไปตั้งหน้าตั้งตาทำงาน คอยเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจดีกว่า”

ชาวบ้านหันมองหน้ากันอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของขุนเดช ทำให้ยงยุทธเสียหน้ามองขุนเดชอย่างไม่พอใจ

กลายเป็นเรื่องผิดใจกันของยงยุทธกับขุนเดช ยงยุทธตำหนิขุนเดชว่าการกระทำของเขาทำให้ตนกลายเป็นหัวหลักหัวตอต่อหน้าชาวบ้าน ขุนเดชบอกว่าตนก็แค่พูดความจริงไม่อย่างนั้นชาวบ้านจะยิ่งสิ้นศรัทธาในตัวเขา

ยงยุทธย้อนกลับมาถามอีกว่างั้นให้เขาบอกมาว่าใครเป็นคนฆ่าโจร ขุนเดชบอกว่าไม่รู้ ยงยุทธดักคอว่าไม่รู้หรือไม่ยอมบอก เพราะเขาเองก็สะใจที่มีฆาตกรอย่างนั้นมาคอยช่วยปกป้องสมบัติของชาติที่ทั้งตัวเขาและพ่อเขาทุ่มเทชีวิตปกป้อง

“พอได้แล้วยงยุทธ” เสียงดาราดังแทรกเข้ามา ยงยุทธหันมอง ดาราพูดใส่หน้าเขาว่า “ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะทำให้ฉันผิดหวังได้มากขนาดนี้”

ดารามองยงยุทธอย่างไม่พอใจ แล้วหันประคองขุนเดชพาขึ้นรถขับออกไป ยงยุทธมองตามด้วยความเสียใจ...

ooooooo

พาขุนเดชกลับถึงกระท่อมแล้ว ดาราจะทำแผลให้ ขุนเดชบอกว่าเดี๋ยวตนจัดการเอง ดาราถามว่าอะไรทำให้ยงยุทธต้องกดดันเขาถึงเพียงนั้น ขุนเดชติติงว่ายงยุทธต้องทำตามหน้าที่เธอไม่ควรไปว่าเขาเพราะจะทำให้เขาหมดกำลังใจ ตัดสินใจบอกดาราว่า “คุณไม่รู้หรอกดารา ว่ายงยุทธรักคุณมากขนาดไหน”

“แล้วเธอล่ะขุนเดช เธอเคยรักฉันบ้างรึเปล่า” ดาราถาม ขอร้องให้เขาตอบอย่าให้ตนต้องอยู่กับความสงสัยอีกต่อไปเลย

“ผมไม่ใช่คนที่เหมาะกับคุณหรอกดารา ยงยุทธมันเป็นคนดี เหมาะสมกับคุณที่สุดแล้ว กลับไปหามันเถอะ คุณเป็นคนเดียวที่จะทำให้มันมีกำลังใจต่อสู้ต่อไป”

ดาราทั้งเสียใจ น้อยใจถามว่า เขายืนยันว่านี่คือ คำตอบใช่ไหม นี่เป็นคำตอบที่เขาทิ้งตนไปใช่ไหม

“ใช่...เหตุผลที่ผมจากไปในวันนั้น...มีแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น ผมรักใครไม่ได้ เพราะชีวิตผมถูกลิขิตให้ต้องเดินตามรอยพ่อ ปกป้องสมบัติของแผ่นดินไม่ให้ถูกทำลาย”

ขณะนั้น บัวทองเอาปิ่นโตและกล่องยามาให้ขุนเดช เห็นดาราอยู่กับเขาในกระท่อมจึงแอบฟังอยู่ข้างนอก ได้ยินคำสนทนา และได้ยินขุนเดชบอกดาราว่า “ไปซะเถอะดารา ผมมีคนที่คอยช่วยเหลืออยู่แล้ว”

ครู่หนึ่งเห็นดาราเดินร้องไห้ออกมา บัวทองทนไม่ได้วิ่งเข้าไปทุบขุนเดชด่าว่าใจร้าย หัวใจทำด้วยอะไรถึงได้ใจยักษ์ใจมารแบบนี้ ขุนเดชยืนให้บัวทองทุบไม่ตอบโต้หรือปัดป้องแม้แต่น้อย...

บัวทองบอกขุนเดชว่า ตนรักดาราเหมือนพี่สาวคนหนึ่งไม่ยอมให้เขาทำร้ายพี่สาวตนอย่างนี้ บอกขุนเดชต้องขอโทษดาราเห็นขุนเดชยืนนิ่งเหมือนไม่รับรู้ก็โมโหทั้งทุบทั้งเอาก้อนหินขว้าง จนถูกขุนเดชรวบตัวดึงเบาๆ บัวทองก็ปลิวเข้าไปเกือบปะทะอกเขา

ความใกล้ชิดทำให้บัวทองใจเต้นไม่เป็นส่ำทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งขุนเดชปล่อยเธอออก บอกว่า

“บัวทองไม่ต้องห่วง พี่จะหาโอกาสไปขอโทษดาราเอง” พูดแล้วขุนเดชเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับออกไป ทิ้งบัวทองให้ยืนใจเต้นตึ้กตั้ก...ตึ้กตั้ก...อยู่คนเดียว...

ooooooo

ยงยุทธเดินหน้าหาคนฆ่าเถรกับพวกโจรลักขุดสังคโลกต่อไป ถามหมอน้อยว่าการฆ่าทั้งสองกรณีเป็นอาวุธอันเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งหมอน้อยก็บอกได้แค่ว่าเถรถูกทำร้ายด้วยของแข็งแต่ตายเพราะพิษงู ส่วนโจรสองคนนั้นถูกของมีคมมากๆฆ่าตาย แต่จะเป็นอะไรนั้นไม่อาจระบุได้ นอกจากต้องมีอาวุธมาเปรียบเทียบกับรอยบนศพ

จ่าแท่นบ่นว่ายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก เพราะตอนนี้ศพทั้งหมดก็ถูกเผาไปแล้ว

“โธ่เว้ย! ไอ้วีรบุรุษบาป แกกับฉันต้องได้เจอกันสักวันแน่!” ยงยุทธสบถด้วยความแค้น

เรื่อง “วีรบุรุษบาป” ไม่เพียงสร้างความวิตกกังวลแก่ชาวบ้านและตำรวจเท่านั้น แม้แต่สัมฤทธิ์ก็ยังนำเรื่องนี้ไป บอกกำนันผู้เป็นพ่อ แต่กำนันเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ เชื่อว่าเป็นการฆ่าเพราะหักหลังกันเองมากกว่า

“ถ้ามันหักหลังกันเองมันก็ต้องเอาสังคโลกไปด้วยสิพ่อ แต่นี่มันไม่แตะต้องอะไรเลย มันไล่ฆ่าแล้วก็เอาศพไปแขวนประจาน” สัมฤทธิ์ยังไม่วางใจ

กำนันด่าลูกชายว่าอย่าทำเป็นกระต่ายตื่นตูมหน่อยเลย เพราะพวกนั้นเป็นพวกนักขุดหางแถว แต่พวกตนไม่ใช่ปรามว่า แล้วอย่าเอาเรื่องวีรบุรุษบาปอะไรนั่นมาพูดให้ได้ยินอีก พลางคว้ากระเป๋าใบใหญ่ พยักหน้าให้ลูกน้องออกเดินทาง

สัมฤทธิ์ถามว่าพ่อจะไปไหน กำนันบอกว่าไปลับแล พอสัมฤทธิ์ขอไปด้วยก็ไม่ให้ไปบอกว่าไปเกะกะเปล่าๆ เพราะ “ข้ามีเรื่องที่ต้องทำ เรื่องที่ข้าต้องรู้ให้ได้”

ooooooo

วันนี้ ขุนเดชมาหาคำปันที่บ้าน บอกว่าคนที่เคยมาทำบุญที่วัดเคยเห็นบัวทองรำ เขาชอบจึงให้ตนมาติดต่อให้ไปรำถวายที่งานวัด คำปันขอบอกขอบใจและชวนอยู่กินข้าวด้วยกัน

คำปันเดินเข้าบ้านไปแล้ว ขุนเดชหันมายิ้มกับบัวทอง ทำเอาบัวทองเงอะงะเพราะยังไม่หายเขิน ขุนเดชเอาแต่ยิ้ม บัวทองเลยขู่ว่า ยิ้มอะไร ตนไม่ฟ้องแม่ก็บุญแค่ไหนแล้ว ขุนเดชทำหน้าตายบอกว่าตนไม่ได้ทำอะไรบัวทองสักหน่อย

“ยังมาพูดอีก!! ไม่รู้ล่ะ พี่บอกฉันว่าพี่จะหาโอกาสขอโทษอาจารย์ดารา งานวัดคราวนี้เป็นโอกาสดีของพี่แล้ว ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด เข้าใจไหม!” บัวทองจ้องหน้าเอาจริงเอาจัง ขุนเดชไม่บิดพลิ้วแต่แอบยิ้มอย่างมีเลศนัย

เมื่องานวัดมาถึง ดาราแต่งหน้าให้บัวทอง แต่เจ้าตัวไม่อยากให้แต่งมาก อ้างว่ากลัวจะเกินหน้านางรำคนอื่น แต่ที่แท้เพราะเห็นขุนเดชมายืนอยู่ พอดาราออกไป บัวทองก็ไล่เขาให้รีบตามไปขอโทษดาราเร็วๆ

เมื่อบัวทองออกรำ สัมฤทธิ์มายืนดูอยู่ มันถามลูกน้องว่านางรำคนนั้นเป็นใคร ไม่เคยเห็นหน้า งามถูกใจมาก ลูกน้องบอกว่าชื่อบัวทองเป็นหลานสาวจ่าแท่น

“บัวทอง...หึๆ มาศรีสัชฯคราวนี้ไม่เสียเที่ยวจริงๆ” สัมฤทธิ์จ้องบัวทองตาเป็นมัน

เวลาเดียวกัน ขุนเดชเดินตามดารามา บอกว่า “ดารา...เรื่องวันนั้น...ผม...”

ไม่ทันที่ขุนเดชจะพูดต่อ หยินก็วิ่งมาบอกดาราว่า แย่แล้ว เปี๊ยะมีเรื่องกับพวกนักเลง

ที่เกิดเหตุ กบนักศึกษาหญิงคนหนึ่งกำลังถูกลูกน้องของสัมฤทธิ์ลวนลาม เปี๊ยะเข้าไปช่วยก็ถูกพวกมันผลักอกไล่ไม่ให้มายุ่ง สัมฤทธิ์มาช่วยลูกน้อง ด่าเปี๊ยะว่าวอนหาเรื่องโดนกระทืบรึไง

“ปล่อยเด็กนั่นไปซะ” ขุนเดชเดินเข้ามาสั่ง

สัมฤทธิ์หันขวับถามว่าเป็นใคร กล้าดียังไงมาสั่งตน ขุนเดชยืนนิ่ง มันนึกว่ากลัว หัวเราะเยาะว่ากลัวจนใบ้กินเลยหรือ ถึงยังไงก็ต้องโดนกระทืบอยู่ดี แล้วหันไปหัวเราะกับลูกน้องอย่างผยอง

ขุนเดชตรงเข้าไปใช้มือเดียวจับมือสัมฤทธิ์บิดจนมันร้องลั่น พวกลูกน้องต่างชักมีดออกมาพร้อมลุย ขุนเดชใช้ศอกกระแทกกลางหลังสัมฤทธิ์ แล้วดึงปืนที่เหน็บหลังออกโยนให้เปี๊ยะ ผลักสัมฤทธิ์ถลาไปทางลูกน้องมัน แล้วใช้ด้ามดาบดำไล่ตีพวกมันทั้งที่แสกหน้า ที่แขน ที่แข้ง จนพวกมันล้มกันระนาว

“ไสหัวไปให้พ้น ถ้าเห็นพวกมึงมาเกะกะแถวนี้อีกเมื่อไหร่ละก็...” ขุนเดชทำท่าจะชักดาบออกมา เปี๊ยะเอาปืนของสัมฤทธิ์ที่ขุนเดชโยนให้มาช่วยขู่ พวกมันเลยต่างเผ่นตัวใครตัวมัน

เปี๊ยะชื่นชมขุนเดชมากขอให้เขาช่วยสอนการจัดการพวกนักเลงแบบเมื่อกี้ให้ด้วยได้ไหม ขุนเดชไม่ตอบแต่เอาปืนไปปลดกระสุนออกหมดแล้วเดินไปหาดาราบอกว่า

“งานวัดคืนนี้ไม่สนุกสำหรับพวกคุณแล้ว คุณควรพาลูกศิษย์กลับไปพัก” พูดแล้วจะเดินไป ดาราเรียกไว้ถามว่า

“ขุนเดช...แล้วเรื่องที่เธอจะคุยกับฉันล่ะ”

ขุนเดชมองหน้าเธอนิ่งแต่ไม่ตอบ หันหลังเดินจากไปเงียบ ยังความผิดหวังแก่ดาราอย่างมาก

ooooooo

ประดับกับผกามาตั้งแคมป์ที่ริมน้ำตก ระหว่างนั้น พรานนำทางซุบซิบอะไรกันอย่างตึงเครียดลแล้วพากันเก็บข้าวของ ประดับถามลูกน้องว่าพวกพรานทำอะไรกัน

“มันเจอทางเข้าถ้ำลับแลที่เราจะไปเอาสมบัติโบราณแล้วครับ แต่มันกลัวผีป่าจำแลงฆ่าเอา มันเลยจะหนี”

เท่านั้นเอง ประดับถือปืนเข้าไปยิงทิ้งพวกพรานอย่างเหี้ยมโหด ผกาถามว่ายิงพวกนั้นทำไม ประดับตอบอย่างเลือดเย็นว่า เมื่อมันหมดหน้าที่แล้วก็ไม่มีประโยชน์สำหรับตนอีก บอกลูกน้องว่าคืนนี้เราจะเข้าไปเอาสมบัติกัน สั่งผกาให้รออยู่ตรงนี้ แต่ผกากลัวจึงตามประดับเข้าไป

ฝ่ายกำนันเดินป่ามาเห็นรอยเท้ามากมาย ก็คาดว่าพวกประดับคงอยู่แถวนี้ สั่งลูกน้องให้ไปตามทางหนึ่ง ตนจะไปอีกทาง พอแยกกันแล้ว กำนันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจึงแหวกพุ่มไม้แอบดู

ที่ริมลำธาร ผกานุ่งกระโจมอก หันมองอย่างท้าทาย ยั่วยวน แล้วปลดผ้าลงเล่นน้ำ กำนันเหมือนโดนมนต์สะกดลงแช่น้ำกับผกา กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างถึงพริกถึงขิง พริบตาเดียว กำนันก็ผลักผกาออก ชักดาบที่เหน็บเอวออกจากฝัก

“คิดว่าหลอกข้าได้เหรอนังผีป่าจำแลง!” กำนันพลิกคมดาบที่มียันต์อักขระกำกับอยู่ที่เนื้อดาบ ผีป่าจำแลงถอยหนี กำนันกำดาบไล่ฟัน ผีป่ากรีดร้องเลือดสาด ก่อนหายวับไป

ooooooo

ผกาเข้าไปในถ้ำกับประดับ เธอมองรอบๆ อย่างหวาดกลัว ถามประดับว่าสมบัติที่เขาตามหาคืออะไรหรือ?

“เทวรูปนารายณ์เนื้อเงินบริสุทธิ์ สมบัติที่โยนกนครส่งมาให้หนานคำสือผู้สร้างเมืองลับแล แต่สูญหายระหว่างทาง”

ทันใดนั้น ลูกน้องประดับร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่า “คุณประดับครับ...เจอแล้วครับ”

ประดับรีบไปดู เขายกกล่องจากหลุมขึ้นมา ใช้ด้ามปืนทุบสลักที่ล็อกกล่องออก เมื่อเปิดกล่องก็พบเทวรูปนารายณ์ขนาดหนึ่งศอก หล่อจากเงินบริสุทธิ์ สวยงาม และดูขลังจนตื่นตะลึง

“ในที่สุดก็เจอจนได้” ประดับพูดอย่างดีใจสุดๆ แต่ขณะเขาจะเอาเทวรูปใส่กระเป๋าเป้นั่นเอง ผกาก็กรีดร้อง สุดเสียง ประดับกับลูกน้องหันไปดู เห็นนักรบโบราณหน้าตาถมึงทึง ถือดาบคู่เป็นอาวุธ จ้องมาตาแดงก่ำ!

ooooooo

ที่งานวัด...ขุนเดชเดินอยู่ท่ามกลางชาวบ้านที่กำลังเที่ยวงานวัดกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน สัมฤทธิ์ สะกดรอยตามทัน มันบุกเข้ายิงในระยะเผาขน แต่เป็นจังหวะที่ชาวบ้านในซุ้มยิงปืนลมยิงขึ้นมาก่อน ขุนเดชหันไปมอง กระสุนของสัมฤทธิ์เลยพลาดเป้าไปโดนตุ๊กตาเป้าปืนลมแทน

ชาวบ้านแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลหม่านบังทางปืนของสัมฤทธิ์จนมันยิงขุนเดชไม่ได้เลยยิงขึ้นฟ้า ชาวบ้านเลยยิ่งแตกตื่น และขุนเดชก็หายไปท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย

“มึงหนีกูไม่พ้นหรอก...ไอ้ขุนเดช!”

ดารากับบัวทองถามชาวบ้านที่วิ่งมาว่าเกิดอะไรขึ้น พอชาวบ้านบอกว่าขุนเดชถูกพวกสัมฤทธิ์ไล่ยิง บัวทองก็วิ่งสวนชาวบ้านไปหาขุนเดชจนดาราห้ามไม่ทัน

ที่หลังวัด ขุนเดชถูกลูกน้องสัมฤทธิ์สองคนไล่ตามมารุม คนหนึ่งถูกขุนเดชใช้เชิงมวยเล่นงานจนกระเด็นไปกระแทกเจดีย์กระอักเลือดหมดสติ อีกคนยิงใส่ก็ถูกขุนเดชเอาด้ามดาบดำรับกระสุนกระเด็นแล้วฟาดมือมันจนปืนกระเด็น จากนั้นพุ่งเข้าศอกกลับหลังจนมันเลือดกบปาก สลบในศอกเดียว

ยงยุทธมาที่เกิดเหตุให้จ่าแท่นพาชาวบ้านที่ถูกลูกหลงบาดเจ็บออกไป ส่วนตัวเองต่อสู้กับลูกน้องสัมฤทธิ์ที่ตามประกบ มันล่อยงยุทธให้ไล่ตามไปคนละทิศกับที่สัมฤทธิ์กำลังไล่ตามขุนเดชไป แต่ในที่สุดลูกน้องสองคนนั้นก็ถูกยงยุทธที่ฝีมือเหนือกว่าจับใส่กุญแจมือไว้ด้วยกัน

สัมฤทธิ์ไล่ตามขุนเดชไปยิงรัวไล่ล่าจนกระสุนเหลือนัดเดียว ขุนเดชท้าว่าตนจะยืนเป็นเป้านิ่งให้มันยิงด้วยกระสุนนัดสุดท้าย ถ้ายิงไม่โดนก็ให้คลานเป็นหมา กลับไปหากำนันได้เลย

ขุนเดชยืนเป็นเป้านิ่งให้ยิง เขาแหงนมองก้อนเมฆบนท้องฟ้าอย่างคิดคำนวณ สัมฤทธิ์เล็งอย่างดี แต่พอเหนี่ยวไกเมฆก็บดบังดวงจันทร์พอดีทำให้มันยิงพลาดเป้า มันรีบบรรจุกระสุนแต่ช้าไปแล้ว ขุนเดชสั่งสอนมันด้วยเชิงมวยจนเลือดกบปากสะบักสะบอม ขณะขุนเดชกระชากมันขึ้นมาง้างหมัดสุดท้าย ไม่ทันชกยงยุทธก็เข้ามาห้ามไว้ แต่สัมฤทธิ์ก็หมดสติไปแล้ว

ooooooo

ในถ้ำลับแล...ประดับกับผกาพากันวิ่งหนีนักรบโบราณ ประดับยิงใส่ไม่ยั้งแต่ไม่ระคายผิวนักรบโบราณเลย ตัวเองกลับถูกนักรบโบราณฟันจนบาดเจ็บ จังหวะที่ประดับสู้อย่างจนตรอกและกำลังจะถูกนักรบโบราณฟันนั่นเอง ดาบเหล็กน้ำพี้ของกำนันก็พุ่งเข้าปักอกนักรบโบราณจนชะงัก

กำนันโผล่พรวดเข้ามาบริกรรมคาถา อึดใจเดียวร่างนักรบโบราณก็หายวับไป

“กำนัน?” ประดับอุทานทึ่งตะลึงงัน

เมื่อนักรบโบราณหายไปแล้ว ลูกน้องกำนันก็ช่วยทำแผลให้ลูกน้องประดับ ส่วนกำนันก็เข้าช่วยผกาอย่างหาเศษหาเลย แต่ไม่ทันไรประดับก็ออกมาพร้อมปืนจ่อไปที่กำนัน เอ่ยขอบใจแต่ปืนพร้อมยิง กำนันพูดอย่างไว้เชิงว่าตนเพิ่งช่วยชีวิตเขาไปเมื่อครู่นี้เอง

“นั่นมันพอแล้วสำหรับคำขอบใจที่ฉันบอกไป ถ้ากำนันไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าถ้ำก็บอกมาว่าสะกดรอยตามมาทำไม” กำนันบอกว่ารู้ว่าเขามาตามหาสมบัติที่ถ้ำลับแลแต่คงไม่ได้เตรียมตัวมารับมือ ผกาใจไม่ดีบอกประดับว่าเรากลับดีกว่า เพราะเขาก็ได้เทวรูปนารายณ์เนื้อเงินไปให้ท่านแล้ว

ขณะประดับพาผกาและลูกน้องออกไปนั้น กำนันมองตามอย่างสงสัย...

“เทวรูปนารายณ์เนื้อเงิน...โล่โลหะเขียวของโบราณที่เป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์...หรือว่า?” กำนันฉุกคิดตาเป็นประกาย!

ooooooo

สัมฤทธิ์ถูกจับไปขังที่สถานีตำรวจ มันเอะอะโวยวายอวดอ้างบารมีกำนันผู้เป็นพ่อ ขู่ยงยุทธว่าพ่อกำนันไม่ปล่อยให้ตนถูกขังอยู่ในนี้หรอก

ยงยุทธเดินมาหาขุนเดชที่อยู่กับดาราและบัวทองบอกว่า สัมฤทธิ์หมดสิทธิ์ที่จะออกมาอาละวาดหาเรื่องเดือดร้อนให้ใครอีกแล้ว ขุนเดชติงว่า คุกแค่นั้นขังมันได้ไม่นานหรอก

“ถึงมันจะเป็นลูกชายกำนัน แต่ทุกคนก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน” ยงยุทธตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

“งั้นฉันจะคอยดูว่าแกจะรับมือกับอิทธิพลเถื่อนได้สักกี่น้ำ”

ยงยุทธโมโหจนดาราต้องหย่าศึก เตือนสติว่า “พวกเธอเป็นเพื่อนกันนะ เรื่องแค่นี้อย่าต้องมาทำให้แตกแยกกันเลย” ทั้งคู่จึงสงบลง ขุนเดชขอตัวกลับ บัวทองบอกยงยุทธว่าควรจะฟังขุนเดชบ้างเพราะขุนเดชเป็นห่วงเขา ยงยุทธบอกว่าตนจะระวังตัวก็แล้วกัน บัวทองจึงออกไปเพื่อบอกขุนเดช

ยงยุทธขอคุยกับดาราเรื่องขุนเดชเป็นการส่วนตัว ยงยุทธเล่าข้อสงสัยต่อขุนเดชให้ดาราฟังว่า ขุนเดชเคยบอกว่าเขาไม่เหลือวิชาของลุงเถินที่ถ่ายทอดให้แม้แต่นิดเดียว แต่เหตุการณ์เมื่อคืนตนเห็นขุนเดชจัดการสัมฤทธิ์แล้วเชื่อว่าขุนเดชโกหกแน่ๆ เพราะฝีมือตอนนี้ของขุนเดชร้ายกว่าที่ตนเคยรู้จักด้วยซ้ำ

“แล้วขุนเดชจะทำอย่างนั้นทำไม”

“ผมไม่รู้... แต่ถ้าเหตุผลที่มันโกหกผมเป็นเรื่องไม่ดีละก็...”

“ยงยุทธ!!” ดาราอุทานเรียกใจคอไม่ดีกับท่าทีขึงขังของเขา

แล้วดาราก็ได้รับรู้ตอกย้ำคำพูดของยงยุทธ เมื่อได้ฟังเปี๊ยะเล่าถึงความเก่งกาจของขุนเดชที่ปราบพวกนักเลงให้เพื่อนๆฟัง อีกทั้งกบนักศึกษาหญิงที่ได้รับการช่วยเหลือ ก็ยืนยันอย่างชื่นชม ดาราก็เริ่มคิดตามคำพูด ของยงยุทธ

และวันนี้เอง ดาราถูกงูเห่ากัดขณะออกพื้นที่ ขุนเดชรีบเข้าช่วยเขาดูดพิษงูจากบาดแผล ฉีกแขนเสื้อมัดเหนือบาดแผลแล้วอุ้มดาราพาไปที่รถจี๊ปของทีมสำรวจขับออกไปอย่างเร็ว

ระหว่างทางเขาคอยบอกดาราว่าห้ามหลับ ให้มองหน้าตนไว้ ดาราพึมพำในสภาพเกือบหมดสติว่า

“ขุนเดช...ฉัน...ฉันรักเธอนะ...ขุนเดช ฉันเชื่อว่าเธอเป็นคนดี...” พลางมือเธอก็ไขว่คว้าเหมือนหาที่ยึด ขุนเดชกุมมือเธอไว้ พูดอย่างใจคอไม่ดีว่า

“คุณจะตายไม่ได้นะดารา...คุณต้องอยู่กับผม...” แต่แล้ว ดาราก็ค่อยๆหลับตาแน่นิ่งไป ขุนเดชเรียกอย่างตกใจสุดขีด “ดารา...ดารา!!”

ooooooo

ประดับเอาเทวรูปนารายณ์เนื้อเงินไปวางไว้ที่ทิศพายัพในคฤหาสน์ของปราชญ์

“ขอบใจมากนะประดับ เหนื่อยมากเลยสิกว่าจะได้มา อีกเดี๋ยวอาจารย์ก้องเกียรติจะมาทำพิธีให้ฉันแล้ว เธอไปพักผ่อนได้ ไม่ต้องอยู่กับฉันหรอก” เมื่อประดับจะออกไป ปราชญ์พูดอีกว่า “อ้อ...ฉันฝากเธอให้จัดการอีกเรื่องหนึ่ง ช่วยไปดูยัยปาให้ฉันหน่อย หมู่นี้ชักทำตัวเหลวไหลเข้าไปทุกวัน ฝากด้วยนะ”

ประดับรับคำเดินออกไป แล้วหันมองปราชญ์ที่กำลังชื่นชมเทวรูปด้วยแววตาร้ายลึก

แล้วประดับก็ดูแลปารมีอย่างใกล้ชิดลึกซึ้งถึงเตียงนอน ปารมีคบประดับอย่างเด็กสาวใจแตก แต่ประดับ มีแผนลึกซึ้งที่จะผ่านปารมีไต่เต้าขึ้นเป็นเขยรัฐมนตรี!

วันนี้ คุณหญิงผู้เป็นแม่จะพาปารมีไปโชว์ตัวกับลูกชายเจ้าสัวที่เพิ่งกลับจากเมืองนอก หมายจับลูกเจ้าสัวนักเรียนนอกมาเป็นเขย แต่หารู้ไม่ว่า ขณะประดับมาเปิดประตูรถให้ปารมีนั้น เธอพูดเบาๆกับเขาว่า

“ประดับไม่ต้องห่วงนะคะ ทั้งหัวใจและร่างกายของปาเป็นของพี่คนเดียว...ปาได้ยินมาว่า คุณพ่อจะส่งพี่ไปจัดการธุระที่สุโขทัย พี่ต้องทำงานให้คุณพ่อประทับใจให้ได้นะ แล้วปาจะสนับสนุนพี่เต็มที่”

ขุนเดชพาดาราไปถึงมือหมอได้ในเวลาที่เฉียดฉิว เมื่อดารารู้สึกตัวแล้ว เธอถามถึงขุนเดช หมอน้อยบอกว่า หลังจากหมอให้เซรุ่มแล้ว ขุนเดชก็เฝ้าอยู่จนแน่ใจว่าเธอปลอดภัย เขาเพิ่งจะไปก่อนบัวทองกับคำปันจะมานี่แหละ เธอถามว่าเขาไปไหน บัวทองตอบทันทีว่า

“ไปจับงูค่ะ เห็นเขาบอกว่าบริเวณที่อาจารย์โดนงูกัดเป็นดงงูเห่าเลย พี่ขุนเดชกลัวงูจะไปทำร้ายนักศึกษาอีก”

หมอน้อยบอกดาราให้สบายใจว่าไม่ต้องห่วงเพราะงูพวกนี้ทำอะไรขุนเดชไม่ได้ คนที่นี่เวลาเจองูพิษเป็นต้องเรียกให้ขุนเดชจับไปปล่อยเป็นประจำ คำปันเสริมอย่างภูมิใจว่า

“ชาวบ้านเขาบอกว่าขุนเดชคุยกับงูรู้เรื่องค่ะ”

ขุนเดชไปยังพื้นที่โบราณสถาน เจองูเห่าตัวเขื่องชูคอแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อๆ ขุนเดชยืนนิ่งจ้องตางูเห่าเขม็ง ครู่หนึ่ง งูก็หุบแม่เบี้ยและค่อยๆหลุบหัวลงเชื่องๆ ขุนเดชจับงูใส่ข้องที่เตรียมมา แต่พอหันกลับก็เจอยงยุทธยืนมองอยู่ตาไม่กะพริบ

ยงยุทธถามว่าจะเอางูพวกนี้ไปไหน ขุนเดชบอกว่าเอาไปปล่อยในป่ามันจะได้ไม่ทำร้ายใครอีก ยงยุทธซักถามอย่างจับพิรุธว่า เห็นชาวบ้านลือกันว่าเขาคุยกับงูรู้เรื่อง ขุนเดชตอบยิ้มๆว่า ร่ำเรียนมาสูงๆไม่นึกว่าจะเชื่อเรื่องพวกนี้ ยงยุทธยืนยันว่าตนไม่ได้เชื่อแต่เห็นกับตาเมื่อกี้เลยไม่แน่ใจ

“ฉันไม่ได้พูดภาษางูรู้เรื่องหรอก งานที่ฉันทำต้องบุกป่าฝ่าดงเป็นประจำ ถ้าแกต้องคอยรับมือพวกอสรพิษบ่อยๆ แกก็จะรู้จักนิสัยใจคอมันและรู้วิธีที่จะจัดการมัน”

“งั้นก็เหมือนกับที่ฉันรู้จักนิสัยใจคอของพวกนอกกฎหมายดี เพราะทั้งชีวิตฉันคอยไล่ล่าพวกมันมาตลอด”

ทั้งสองตอบโต้และจ้องหน้ากันเหมือนมีความอัดอั้นที่พร้อมจะระเบิดออกมา โชคดีที่จ่าแท่นขับรถมาขัดจังหวะ บอกยงยุทธให้รีบกลับโรงพัก เขาถามว่ามีอะไรหรือ?

“คดีไอ้สัมฤทธิ์น่ะสิครับ” จ่าแท่นบอก พูดพลางมองขุนเดชว่า “งานนี้ท่าทางจะไม่พ้นที่ขุนเดชเตือนหมวดซะแล้ว”

ooooooo

ยงยุทธกลับถึงสถานีตำรวจ เจอกำนันบุญรอด้วยสีหน้าไม่พอใจ พอเจอหน้าก็บ่นว่าให้รอเสียตั้งนาน ยงยุทธถามว่าเห็นจ่าบอกว่ากำนันจะมาพานายสัมฤทธิ์กลับบ้าน?

“ครับหมวด ผมรอให้หมวดทำเรื่องจ่ายค่าปรับให้เรียบร้อยก็จะพาลูกชายกลับบ้านเสียที”

ยงยุทธติงว่ากำนันคงเข้าใจอะไรผิด เพราะคดีของสัมฤทธิ์นั้นเป็นคดีอาญา วันนี้กำนันทำได้แค่มาเยี่ยม กำนันมองหน้ายงยุทธอย่างแข็งกร้าวหาว่าเขาขู่ตน บอกว่าเราเป็นข้าราชการเหมือนกันน่าจะคุยกันรู้เรื่องกว่านี้

“กำนันอย่ามาข่มขู่ผม คราวนี้หลักฐานมัดชัดเจน ผมเล่นงานลูกกำนันหนักแน่” ยงยุทธไม่แยแส

“ก็ได้!” กำนันกระแทกเสียง “ถ้าหมวดคิดจะเล่นแง่กับผมละก็...ทนายผมกำลังมาที่นี่ แล้วเราจะได้เห็นกัน!”

ทนายที่กำนันกำลังพูดถึงคือประดับนั่นเอง เขามาอย่างผู้ยิ่งใหญ่ในมาดเท่ รถหรู แต่ไม่ทันได้ทำงาน เขาก็เจอกับขุนเดชคู่ปรับเก่าเสียก่อน บอกกำนันว่าขอทำธุระส่วนตัวก่อน แต่พอกลับไปอีกทีขุนเดชก็หายตัวไปแล้ว แต่พอขึ้นโรงพักก็เจอกับยงยุทธเข้าอีกคน! ประดับจ้องยงยุทธด้วยสายตาเพชฌฆาต คำรามเบาๆ

“ไอ้ยงยุทธ...หึๆๆ ไม่เสียแรงจริงๆที่มาที่นี่...แค้นนี้ สิบปีก็ไม่สาย!”

ยงยุทธกับประดับจ้องกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ยงยุทธได้รับสายจาก “ผู้ใหญ่” ในกรุงเทพฯมีคำสั่งให้ปล่อยสัมฤทธิ์ เขาประกาศยืนหยัดที่จะรักษากฎหมาย พร้อมที่จะต่อสู้กับพวกอิทธิพลเถื่อน ต่อให้หลังชนฝาก็ไม่หวั่นไหว

“อิทธิพลเถื่อนอะไรกันหมวด...ผู้ใหญ่เขาเตือนหมวดมาแล้วว่า ให้เอาเวลาไปไล่ตามจับไอ้ฆาตกรล่องหนที่ทำให้ตำรวจเสียชื่ออยู่ตอนนี้ ไม่ใช่มายุ่งกับคดีทะเลาะวิวาทเล็กๆน้อยๆ” กำนันขู่

“แต่ถ้ายังหัวแข็งอยากฝืนคำสั่งผู้ใหญ่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ละก็...ฉันจะช่วยทำเรื่องส่งแกไปอยู่ที่ที่มันไกลกว่านี้อีก...ฉันช่วยแกได้นะ ยงยุทธ” ประดับพูดอย่างกำแหง ทั้งสองจ้องกันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ooooooo

เมื่อเอาตัวสัมฤทธิ์กลับไปได้แล้ว มันผยองบอกกำนันว่า สายของพ่อใหญ่คับโรงพักแบบนี้น่าจะเล่นงานหมวดยงยุทธให้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ อยากเห็นมันโดนซ้ำให้จมดินไปเลย

“ไอ้สัมฤทธิ์!! กว่าข้าจะไปขอให้ท่านส่งทนายมาช่วยเอ็งได้ รู้ไหมว่าข้าต้องหมดไปเท่าไหร่ วัตถุโบราณของหายากที่ข้าสะสมมาทั้งชีวิต เกือบจะหมดห้องก็เพราะเอ็ง”

“โธ่พ่อ...สุโขทัยมีของโบราณให้เราขุดเจาะมาได้อีกพะเรอเกวียน แต่โอกาสจะได้เล่นงานไอ้หมวดยงยุทธ น่ะหาไม่ได้ง่ายๆ ถ้าพ่อไม่อยากชนกับมัน ฉันไปชนเองก็ได้”

“กำนัน...ช่วยบอกลูกชายของกำนันด้วย ถ้ายังอยากแก่ตายอยู่บนกองเงินกองทองก็อย่าทำตัวโง่ดีแต่ใช้กำลัง แต่ไม่มีสมอง” ประดับขัดขึ้นอย่างรำคาญหูรำคาญใจ แล้วโอบสาวที่กำนันเอามาปรนเปรอพาออกไป สัมฤทธิ์มองแล้วเดินตามไปอย่างเจ็บใจ

ตามออกมาไม่ทันพ้นเขตบ้าน สัมฤทธิ์ก็ปรี่เข้าหาเรื่องประดับ ลูกน้องประดับขยับจะปกป้องลูกพี่ แต่ประดับ ยกมือห้ามบอกลูกน้องว่า “ท่าทางมันจะยังไม่รู้จักฉันดี ฉันจะสั่งสอนมันเอง”

ประดับสะบัดคอดังกร๊อบ แล้วกระดิกนิ้วเรียกสัมฤทธิ์เข้ามา สัมฤทธิ์กร่างง้างหมัดเข้าไปลุย แต่ออกหมัดได้ไม่กี่ที ประดับก็รู้ว่ามันแค่มวยวัด เขาใช้ชั้นเชิงมวยที่ฝึกมาอย่างดีซัดไม่กี่ทีสัมฤทธิ์ก็เลือดกบปาก ทะลักออกดั้ง หัวทิ่มหัวตำไม่เป็นท่า

ขณะที่สัมฤทธิ์กำลังหมดท่านั่นเอง กำนันก็เข้ามาพร้อมดาบเหล็กน้ำพี้ ตะโกนบอกประดับว่า

“ลูกชายผมมันไม่คู่ควรกับฝีมือของคุณหรอก”

“ท่าทางฝีมือของกำนันจะไม่ธรรมดา เรื่องเก่าของเราที่ลับแลยังคาใจผมไม่หาย ถ้าอยากให้ผมไว้ชีวิตลูกกำนัน สงสัยกำนันคงต้องเคลียร์กับผมแล้ว” ประดับเสนออย่างเป็นต่อ

เมื่อกลับเข้าไปคุยกันในบ้าน ทั้งกำนันและประดับต่างยอมรับในฝีมือของอีกฝ่าย กำนันยอประดับว่าสมแล้วที่ท่านไว้ใจให้เขาเป็นมือขวาจัดการทุกอย่างให้

“แต่ผมก็ไม่ชอบทำอะไรที่มันค้างๆคาๆ ตัดสินกันไปเลยดีกว่ากำนัน” ประดับตัดบท

ทั้งคู่ประลองฝีมือกัน ผลัดกันรุกรับอย่างไม่มีใครด้อยกว่าใคร จนจังหวะหนึ่งกำนันพลาดถูกประดับฟันเข้าที่แผ่นหลังสุดแรง แต่แล้วเขาก็ต้องผงะ อุทาน

“เป็นไปไม่ได้!!”

เพราะคมดาบที่ฟันเข้าสุดแรงของเขาไม่ระคายผิวกำนันแม้แต่น้อย กำนันลุกขึ้นเดินยิ้มเข้าไปพูดกับประดับว่า

“เรื่องฝีมือของเราคงพอกันได้แล้ว แต่เรื่องที่เราต่างก็มีความสงสัยอยู่ ถ้าคุณกับผมอยากหายข้องใจ ก็คงต้องคุยกันตามลำพัง”

ข้อเสนอของกำนัน ทำให้ประดับมองหน้าอย่างสงสัยอยากรู้ขึ้นมา

ooooooo

ที่บ้านพักตำรวจของยงยุทธ คืนนี้ขณะยงยุทธกำลังกระหน่ำเท้าเข่าศอกกับกระสอบทรายอย่างดุดันนั้น มีผู้มาเยือนในสภาพมีผ้าขาวม้าพันปิดบังใบหน้า ยงยุทธระวังตัวอยู่เสมอ เมื่อมีสิ่งผิดปกติเขาคว้าดาบพุ่งไปทางต้นเสียง ดาบปักที่เสาไม้เฉียดหน้าผู้มาเยือนฝ่ามือเดียว

แน่นอนว่า ไม่มีการเจรจาใดๆ นอกจากการถาโถมเข้าใส่กันจนหอบแฮ่กไปทั้งคู่

“เลิกออมมือเสียทีไอ้ขุนเดช ฉันอยากเอาจริงแล้ว” ยงยุทธเอ่ยขึ้นอย่างรู้จักอีกฝ่ายดี พอฝ่ายนั้นถอดผ้าขาวม้าที่พันหน้าออก ก็คือขุนเดชจริงๆ

“ฉันเห็นแกกำลังอารมณ์เสีย ไปลงกับกระสอบทรายที่มันตอบโต้อะไรไม่ได้ มันช่วยอะไรแกไม่ได้หรอก”

ยงยุทธบอกว่าตนจะอารมณ์เสียมากกว่านี้ถ้า

ขุนเดชไม่เอาจริงเสียที ทั้งคู่จึงตั้งท่าบรรเลงเพลงมวยกันอย่างขึงขังจริงจัง

ยงยุทธประลองด้วยเชิงมวยครบเครื่องถีบขุนเดชจนกระเด็น พอขุนเดชตั้งตัวลุกขึ้นมาได้ ยงยุทธก็งัดไม้ตายออกมาแผดเสียง “หมัด...ฟ้า...ฟาด!!” แล้วกระโดดตัวลอยเหวี่ยงหมัดเข้าแสกหน้าจนขุนเดชกระเด็น

“แกโดนไปเสียขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่ฝึกหนักมาตลอด ไม่มีทางลุกขึ้นยืนได้แน่” เห็นขุนเดชนิ่ง ยงยุทธถามทันที “เพื่ออะไร ทำไมแกถึงโกหกฉัน”

“เพราะคนอย่างไอ้ประดับ ยังไม่หมดไปจากแผ่นดิน เพราะความช่วยเหลือของข้าราชการไม่เคยมาถึง และเพราะคนอย่างแกมันมีน้อยกว่าโจร”

“แกก็เลยตั้งศาลเตี้ยขึ้นมาจัดการกับคนที่แกเห็นว่ามันสมควรโดนลงโทษ ด้วยดาบดำของแกใช่ไหม?”

“ดาบดำของฉัน ก็แค่ดาบหักบิ่นๆไร้คม ที่ไว้เตือนสติไม่ให้ฉันพลาดเหมือนพ่อ...ก็แค่นั้น” พูดแล้วชักดาบดำออกจากฝัก เผยให้เห็นดาบครึ่งท่อนที่คมบิ่นสนิมจับ “ถ้าแกไม่เชื่อ ฉันก็จะพิสูจน์ให้แกเห็นว่ามันใช้ทำอะไรไม่ได้”

ขุนเดชควงดาบดำหักครึ่งนั้นเข้าฟาดฟันยงยุทธ ฟันเข้าเต็มเหนี่ยวที่คอแต่ไม่เข้า

“แกไม่ให้ฉันยั้งมือ ฉันก็เต็มที่แล้ว แต่ดาบที่ไร้คมแบบนี้น่ะเหรอ ที่จะเอาไปทำอะไรใครได้” ขุนเดชยื่นดาบให้ดู

“แต่ฉันจำที่ลุงเถินเคยสอนไว้ได้ คมดาบไม่ได้อยู่ที่ดาบแต่มันอยู่ที่ใจ ฉันรู้จักแกดีขุนเดช เวลาที่แกลืมตัว แกมันไม่ใช่ขุนเดชที่ฉันรู้จัก ไม่งั้นแกคนเดียวจะจัดการกับพวกไอ้ประดับแล้วพาฉันหนีรอดมาจากรังพวกมันตอนนั้นได้ยังไง”

ขุนเดชนิ่งไปอย่างไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร ยงยุทธพูดต่ออย่างพร้อมจะจัดการปัญหาค้างคาใจให้เด็ดขาดว่า

“ขุนเดช! ถึงฉันจะเคยเป็นหนี้ชีวิตแก แต่ความคิดแกมันอยู่ตรงข้ามกับหน้าที่ของฉัน ฉันไม่อยากให้แกกับฉันต้องแตกหักกันเพราะอุดมการณ์”

“คนอย่างไอ้ประดับไปเหยียบลงแผ่นดินไหน ที่นั่นก็พร้อมลุกเป็นไฟได้เสมอ แกไม่ควรจะห่วงอย่างอื่น ทำหน้าที่ของแกให้ดีที่สุด ใครทำผิดก็ว่าไปตามผิด แม้แต่คำว่าเพื่อน มันก็ไม่ควรอยู่เหนือกฎหมาย”

พูดจบขุนเดชสตาร์ตเครื่องแล้วขี่มอเตอร์ไซค์หายไปในความมืด...

ooooooo

ที่บ้านกำนัน การเจรจาระหว่างกำนันบุญกับประดับมือขวาของรัฐมนตรี กำลังดำเนินไปเหมือนจับเข่าคุยกันแต่ต่างก็คุมเชิงกันอยู่ กำนันถอดเสื้อให้ประดับดูรอยสักเต็มแผ่นอกและแผ่นหลัง พลางเล่าว่า

“ตั้งแต่หนุ่มๆผมลุยมาทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ที่ไหนมีของดีผมไปมาหมด แต่ที่ที่ทำให้ผมแข็งแกร่งจริงๆมันอยู่ที่นี่ครับ” กำนันตบแผ่นอกตรงหัวใจ “ตะกรุดเหล็กไหลที่ผมฝังเอาไว้ อาคมของมันทำให้คมดาบไม่ระคายผิว”

ประดับบอกว่าเคยได้ยินมาเหมือนกันแต่ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นกับตา กำนันอ่อยว่าเห็นแบบนี้แล้วก็คงจะสนใจ พูดแล้วเห็นประดับนิ่ง กำนันหัวเราะก่อนพูดต่อไปว่า

“หึๆๆของแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ กว่าผมจะได้มาก็ต้องเสียอะไรไปมากเหมือนกัน และที่สำคัญมันเลือกคนที่คู่ควร ก็เหมือนกับที่คุณประดับกำลังทำงานให้ท่าน” พูดแล้วเห็นประดับชะงักถามว่า กำนันรู้ด้วยหรือ “ผมไปมาทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ รู้เห็นอะไรมาเยอะ ท่านคงต้องการสิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถมีได้ ถึงต้องส่งคุณมาตามหาโลหะศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประกอบพิธีให้ท่านได้เป็นสัตตโลหะบุรุษ ชายผู้มากด้วยอำนาจและบารมี”

“ท่านไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้มากนัก” ประดับปรามในที

“ผมเข้าใจ และผมก็พร้อมที่จะช่วยทำให้ท่านได้ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดิน...ขอเพียงแค่ไม่ลืมผมก็พอ”

“ได้...ผมจะไปบอกท่าน ตอนนี้มีของอยู่ชิ้นหนึ่งที่ยังหาไม่พบ”

“ผมรู้จักมือดีอยู่คนนึง...ไอ้หมอนี่มันเก่ง หาอะไรก็เจอ” กำนันอ่อย ประดับมองลุ้นที่จะฟัง

ooooooo

ที่ร้านอาฮวด วันนี้มีลูกค้าหน้าไม่คุ้น สวมหมวกปีกกว้างแบบคาวบอย ใส่รองเท้าบูตเหมือนนายพราน ท่าทางกระเป๋าหนัก เข้ามาก็กวาดซื้อของใช้ไม่อั้นจนเกือบหมดร้าน สาลี่สะกิดให้อาฮวดดู แล้วเข้าไปช่วย ยกกระเป๋าอย่างกระตือรือร้น แต่หนักอึ้งจนยกไม่ขึ้น สาลี่ถามประสาคนช่างเจรจาว่า อะไรหรือหนักจนยกไม่ขึ้นเลย

ชายคนนั้นหัวเราะ เสียงแปร่งแหลมสูงบอกว่าของใช้ส่วนตัวทั้งนั้น สาลี่ทำหน้าฉงนบอกว่าเสียงหัวเราะของเขาฟังแล้วขี้หูจะร่วง

“ฉันชื่อเปรื่องจ้ะน้า เสียงของฉันมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ใครๆก็เลยเรียกฉันว่า เปรื่อง เสียงแปร่ง”

“ท่าทางลื้อจะไม่ใช่คนแถวนี้ มาทำอะไรที่ศรีสัชฯล่ะ” อาฮวดถาม

เปรื่องมองหน้าอาฮวดแล้วหัวเราะด้วยเสียงแปร่งแหลมสูง จนบาดแก้วหู

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

บ้านไร่สายสมร EP.27 ไหมตะวัน ตกเป็นเหยื่อในแผนของเสี่ยธวัชชัย กับ สุรีย์
14 เม.ย. 2564

10:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 11:47 น.