ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

กุหลาบตัดเพชร

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เอกราชขับรถไปราวกับเหาะจนหมวดเอนั่งเกร็งเหงื่อแตก พยายามเตือนสติว่าการไปช่วยคนไม่ต้องเร็วท้านรกขนาดนี้ก็ได้เพราะเราอาจจะตายก่อนไปช่วยเขาทัน

“แต่ถ้าช้าวินาทีเดียว เขาอาจจะตายก่อนเราไปทัน” เอกราชตอบ ในสมองยังแว่วเสียงร้องไห้ขอความช่วยเหลือของเสาวนุชตลอดเวลา ตาก็มองหาที่ซ่อนตัวของเสาวนุชที่บอกจุดสังเกตว่ามีรองเท้าผ้าใบแขวนอยู่ บอกหมวดเอว่าถ้าเห็นรองเท้าผ้าใบแขวนที่ไหนให้บอก

หมวดเอสงสัยว่ารองเท้าผ้าใบมาเกี่ยวอะไรด้วย พลันก็ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นรองเท้าผ้าใบแขวนอยู่ที่เพิงขายไก่ย่าง แต่รถเลยไปแล้ว เอกราชดริฟท์รถกลับทันที เล่นเอาหมวดร้องลั่นถูกรถเหวี่ยงจนเกือบกลิ้ง

พอจอดรถที่เพิงขายไก่ย่าง เอกราชโดดลงไปมองหาพลางตะโกนเรียก “คุณอยู่ไหนเสาวนุช”

“อยู่นี่...” เสาวนุชแหวกกอหญ้าออกมาอย่างอ่อนระโหย เอกราชวิ่งเข้าหา แต่เธอเดินไม่ทันพ้นกอหญ้าก็ทรุดหมดแรง เอกราชถลาเข้าประคอง

“ไอ้เลวพวกนั้น มันทำกับคุณถึงขนาดนี้เลยหรือ... ไม่ต้องกลัวนะ คุณปลอดภัยแล้ว เรารีบไปกันเถอะเดินไหวไหม”

เสาวนุชพยักหน้าแต่ก้าวก็จะล้ม เอกราชตัดสินใจอุ้มเธอไป เสาวนุชกอดคอเขาร้องไห้อย่างซาบซึ้งใจ

หมวดเอมองอึ้ง...

เมื่อมาถึงรถ เอกราชเอาน้ำให้เสาวนุช เธอดื่มอย่างกระหายจนสำลัก เอกราชลูบหลังให้ บอกหมวดเอให้รีบขับรถไปโรงพยาบาล

“ไม่นะ อย่าส่งฉันไปตายที่โรงพยาบาล พวกนั้นคิดว่าฉันตกหน้าผาตายไปแล้ว ถ้าฉันไปอยู่โรงพยาบาล ข่าวต้องไปถึงหูพวกมันแน่ แล้วมันจะต้องมาเก็บฉัน” หมวดเอถามว่าพวกมันเป็นใคร เธอบอกว่าตนไม่แน่ใจ

เอกราชบอกว่าถ้าอย่างนั้น สำหรับกรณีนี้เราต้องเอามาตรการพิทักษ์พยานมาใช้ หมวดเอพึมพำทวนมาตรการที่ว่านี้เชิงถาม เอกราชไม่ตอบแต่ใจคิดถึงปราการหรือหมอนพดลที่เพิ่งพบกัน

ooooooo

ดาราวรรณนัดพบกับดนัยเทพที่สวนสวยริมแม่น้ำเจ้าพระยา เธอแต่งตัวโฉบเฉี่ยวใส่แว่นดำเดินเข้ามาที่จุดนัด เห็นร่างหนึ่งใส่หมวกนั่งหันหลังให้ฟังเพลงสบายอารมณ์ เธอหมั่นไส้เดินเข้าไปทุบต้นคอดังพลั่ก!

“ชิลล์ไปไหมตาเฒ่าเลี้ยงแกะ”

ชายคนนั้นคลำต้นคอหันกลับมา กลายเป็นหนุ่มหล่อบาดใจ ดาราวรรณตกใจแต่ก็ตะลึงในความหล่อพยายามอธิบายว่าตนไม่ได้ตั้งใจทุบเขาแต่จะทุบอีกคน หนุ่มหล่อไม่เชื่อถามว่าโรคจิตหรือเปล่าเนี่ย?

“ใช่ครับ เมียผมมีปัญหาทางจิต!” ดนัยเทพแทรกเข้ามา ดาราวรรณหันขวับขยับจะด่าก็ถูกดนัยเทพคว้าไปกอด “โธ่...ที่รักจ๋า ผมบอกแล้วไงว่าอย่าลืมกินยา แล้วอย่าเที่ยวออกมาเดินเพ่นพ่านอาละวาดคนอื่น ทำไมไม่ฟังกันจ๊ะ” ดาราวรรณด่าว่าเขาสิโรคจิต เป็นพวกไอ้แอบ “ด่าผมแบบนี้ต้องลงโทษกันซะหน่อยแล้วที่รัก... นี่แน่ะ” สิ้นเสียงก็หอมแก้มฟอดใหญ่ ถูกเธอด่า ไอ้ทุเรศ...มาหอมแก้มทำไม

“ท่าจะบ้าทั้งคู่ หึ...”

หนุ่มหล่อถอนใจมองอย่างสมเพชแล้วผละไป ในขณะที่ดาราวรรณก็ดิ้นไปด่าไปทุบไป แต่ถูกดนัยเทพจับแขนตรึงไว้ เตือนว่าอายุมากแล้วอย่าอารมณ์เสียเดี๋ยวไม่ได้ลงจากคานนะ เธอโต้ว่าคานของตนฝังเพชรไม่อดอยากหรอก

ดนัยเทพกระซิบว่าต่อให้ฝังเพชร แต่แน่ใจหรือว่าจะน่าอยู่กว่าในหัวใจตน ถูกแหวะใส่บอกว่าไม่สน

“เอาน่าคุณน้า เราสองคนควรจะหันหน้ามาคุยกันดีๆ คุณคงไม่อยากเห็นกุหลาบขาวกับแมวตาเพชรหลานรักของเราทั้งสองคนต้องผิดใจกันจนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันไปตลอดชีวิตหรอกใช่ไหม?”

เจอคำถามนี้ ดาราวรรณเงียบไปอย่างยอมรับโดยปริยาย

ooooooo

กันยิกาขี่มอเตอร์ไซค์ตะบึงไปที่ร้านเพชรไวโอลิน พอจอดรถถอดหมวกกันน็อกก็สะบัดผมสยาย มองไปในร้านด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายแล้วตรงเข้าไปทันที

ดนุภพกำลังขายเพชรอยู่ เห็นกันยิกาเดินอาดๆ เข้ามาก็นึกในใจว่ามาแบบเปิดหน้าชนกันเลยหรือ กันยิกาถูกการ์ดเรียกตรวจค้นอาวุธ เธอยอมให้ตรวจโดยดี แต่พูดท้าทายอย่างมีเลศนัยว่า ตรวจให้ละเอียด ระวังอย่าให้มีอะไรหลุดรอดสายตาไปได้

ดนุภพปล่อยให้การ์ดตรวจ เมื่อเครื่องตรวจไม่ส่งสัญญาณอะไรจึงปล่อยให้เข้าไป

ลูกค้าคนหนึ่งกำลังดูกำไลเพชร ถามดนุภพว่า อันนี้ราคาเท่าไหร่ พริบตานั้นกำไลถูกฉกไปอยู่ในมือกันยิกาแล้ว เธออ้างว่ากำไลอันนี้ตนซื้อแล้ว

“อะไรเนี่ย...อยู่ๆก็มาแย่งไปจากมือ” ลูกค้าไอโซโวย

“ไม่ได้ยินเหรอคะ ฉันบอกว่าซื้อแล้ว วันนี้ฉันเหมาหมดทั้งร้าน! รวมทั้งเจ้าของร้านด้วย”

ดนุภพเห็นท่าแม่เสือสาวเอาเรื่องแน่ จึงขอโทษลูกค้าวันนี้ขอปิดร้านก่อนเวลา พูดเอาใจว่าเชิญโอกาสหน้าแล้วจะลดราคาให้พิเศษเป็นการชดเชยที่ทำให้ทุกท่านเสียเวลาในวันนี้ ลูกค้าจึงทยอยกันออกจากร้าน ดนุภพเดินไปส่งที่ประตู

กันยิกาอยู่ในร้าน เธอใส่กำไลเต็มแขน หยิบแหวนในถาดที่ดนุภพเอามาให้ลูกค้าเลือกใส่ทั้งสิบนิ้ว แล้วกรีดมือมองอย่างพอใจ ดนุภพเดินกลับมาถามว่า เธอจะเหมาทั้งร้าน แน่ใจหรือว่ามีปัญญาจ่าย เธอหันมองบอกว่าแหวนสองวงนี้เพชรเกรดต่ำมาก ขอจ่ายแทนด้วยไอ้นี่!

พริบตานั้นเธอสะบัดมีดสั้นออกจากแขนเสื้อทั้งสองข้างลงฝ่ามือแล้วขว้างมีดพร้อมแหวนใส่เขา รวดเร็วปานสายฟ้า

ดนุภพเบี่ยงตัวหลบ มีดพุ่งไปปักแหวนทั้งสองวงติดผนังด้านหลังเขา การ์ดเห็นอาวุธก็ตกใจ ถูกกันยิกาเย้ยว่า

“เตือนแล้วว่าให้ตรวจอาวุธดีๆ อย่าให้มีอะไรหลุดรอดสายตาไปได้”

ooooooo

ดาราวรรณกับดนัยเทพยืนเผชิญหน้ากัน หยอกหยิกจิกกัดกันไปมา ดนัยเทพถูกดาราวรรณด่าอย่างเจ็บแสบว่า

“เบื้องหน้าเป็นไฮโซ เบื้องหลังเป็นโจร หึ! เพชรที่อยู่ในร้านจิวเวลลี่ของคุณก็คงเป็นของที่ขโมยมาสินะทำมาหากินแบบนี้ ไม่ละอายแก่ใจบ้างเหรอ”

ดนัยเทพชี้แจงว่า เธอเข้าใจผิด เพชรในร้านก็ส่วนเพชรในร้าน ส่วนเพชรที่กุหลาบขาวออกปล้นนั้น ล้วนเป็นเพชรที่ถูกขโมยมาทั้งสิ้น ยืนยันว่า “กุหลาบขาวเอาไปคืนเจ้าของเหมือนกับที่แมวตาเพชรทำเดี๊ยะเลย”

ดาราวรรณไม่เชื่อเยาะเย้ยว่าจะบอกว่าพวกเขาอาหลานเป็นโจรผู้ผดุงความยุติธรรมเหมือนคู่ตนกับแมวตาเพชรหรือ?

“ทุกคนมีเหตุผลในการเลือกทางเดินทั้งนั้น แต่บางทีมันก็เลือกไม่ได้ถ้าโชคชะตาขีดเส้นไว้ให้เราเดิน”

ดาราวรรณทำหน้าเหม็นเบื่อประโยคเฝือๆนั้น ดนัยเทพหน้าสลดบอกว่า “แล้วคุณจะเข้าใจหลานผม ถ้าคุณเคยสูญเสีย”

ดาราวรรณชะงักกึก ย้อนถามว่าทำไมตนจะไม่เคย ดนัยเทพทอดสายตาไปที่แม่น้ำ เล่าด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวดว่า

“เจ้าดนุภพน่ะ เคยสูญเสียสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวถึงสองครั้ง เมื่อสูญเสียไปแล้ว ก็เอามันกลับคืนมาไม่ได้ ที่พวกเราทำไปก็แค่สนองความต้องการของตัวเอง ได้สุขใจที่เห็นเพชรกลับคืนสู่เจ้าของ ได้กลับไปเจอครอบครัวของมันอีกครั้ง”

ดาราวรรณฟังแล้วน้ำตารื้น ถามว่า “ที่พวกคุณทำเพื่อนำเพชรกลับคืนสู่ครอบครัว แต่สำหรับฉันกับยิกา เราทำเพื่อให้เพชรนำเรากลับไปสู่ครอบครัวของเรา”

“ดาราวรรณ...เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวคุณ?” ดนัยเทพเห็นน้ำตาก็สะเทือนใจไปกับเธอด้วย เมื่อเธอเล่าให้ฟัง เขาสรุปว่า “จากที่คุณพูด ผมเดาเอาว่า การที่ยิกาต้องกลายเป็นแมวตาเพชรก็เพื่อตามหาครอบครัวที่พลัดพรากจากกัน”

“ยิกากำลังตามหาพี่ชายที่ต้องหนีไปหลังจากพ่อแม่ถูกฆ่า” ดนัยเทพตกใจถามว่าใครเป็นคนฆ่า? “ฉันกับยิกาก็อยากจะรู้ว่ามันเป็นใคร มันเอาเพชรมาให้พ่อแม่ของยิกาโมดิฟายเป็นเครื่องประดับอย่างอื่นเพื่อที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย แต่พ่อแม่ยิกาไม่ยอมทำตามที่มันสั่งเพราะรู้ดีว่าเพชรเม็ดนั้นเป็นเพชรที่ถูกปล้นฆ่ามาอย่างนองเลือด มันก็เลยแค้น บุกมาที่บ้านจะฆ่าปิดปากเราทุกคน แต่ฉันกับยิกาถูกบอดี้การ์ดพาหนีรอดมาได้”

ดาราวรรณเล่าอีกว่า มันตามล่าเราและพี่ชายของกันยิกาที่เรียนอยู่ต่างประเทศ จนเราต้องพลัดพรากกันทิ้งบ้านทิ้งตัวตนทำตัวหายสาบสูญจากโลกนี้เป็นสิบๆปี เธอเล่าด้วยความแค้นว่า

“แล้ววันนี้ ถึงเวลาแล้ว เราถึงกลับมาตามล่าหาเพชรเพชฌฆาตเม็ดนั้น ถ้าใครครอบครองอยู่ มันต้องเป็นฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ยิกาแน่ๆ”

ฟังดาราวรรณแล้ว ดนัยเทพเอะใจถามว่านั่นคือครอบครัวนักเจียระไนเพชรเมื่อเกือบยี่สิบปี ถ้าอย่างนั้นกันยิกาก็คือลูกสาวของครอบครัวที่หายสาบสูญไป ดาราวรรณตกใจที่ตนพลั้งปากเล่าให้คนแปลกหน้าฟังมากเกินไป

“ตรงข้าม...ผมไม่ใช่คนแปลกหน้า! ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนเลย ผมเป็นอาของเพื่อนรักปราการ แล้วผมก็ยังรู้ด้วยว่าคุณคือน้าเล็กของปราการ”
ดาราวรรณตะลึง! ดนัยเทพดึงเธอไปกอดหมุนไปรอบๆ ร้องอย่างตื่นเต้นดีใจสุดๆ

“เยส! ดีใจจริงๆที่ผมเป็นคนหาคุณพบ ยิ่งกว่าค้นพบบ่อเพชรเสียอีก!”

ooooooo

ที่ร้านขายเพชรไวโอลิน กันยิกายังเผชิญหน้ากับดนุภพอย่างตึงเครียด เธอถูกการ์ดสองคนรุมจับฐานมีอาวุธ แต่ก็ถูกเธอเล่นงานหงายไปคนละทาง

“เจ็บแค้นผมไปลงที่ลูกน้องผมทำไมครับ อยากเอาคืนมาลงที่ผมนี่” ดนุภพก้าวเข้ามา

กันยิกาชูมือสองข้างที่ใส่แหวนเพชรทั้งสิบนิ้วและใส่กำไลเพชรเต็มแขน บอกว่าถ้าอยากได้ของคืนให้ตามมาเอาแล้วจะเดินออกไป ดนุภพรีบคว้าตัวไว้

กันยิกาเล่นบทบู๊ทันที เขาไม่กล้าตอบโต้เกรงเครื่องเพชรจะเสียหายจึงโดดไปหลังเคาน์เตอร์ พอหันดูอีกทีกันยิกาก็วิ่งออกจากร้านไปแล้ว

ดนุภพวิ่งตามไปขู่ว่าถ้าจับได้จะไม่เอาคืนแค่เพชร กันยิกากระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่หนี ดนุภพโดดขึ้น

บิ๊กไบค์ไล่ตามทันที รถสองคันไล่ตามกันฉวัดเฉวียนเอาเป็นเอาตาย ฝีมือขั้นเทพทั้งคู่ เป็นภาพที่ทั้งสวยงามและน่าหวาดเสียว

กันยิกาหลบเข้าลานจอดรถ ดนุภพไล่ตาม เธอจึงขี่วนขึ้นตึกไป เสียงมอเตอร์ไซค์กระหึ่มลั่นไปจนถึงชั้นบนสุดซึ่งไม่มีรถจอดอยู่เลย ดนุภพตามขึ้นมาไม่เห็นกันยิกาก็ลงจากรถมองหา ทันใดนั้นเสียงกันยิกาก็ดังขึ้นจากข้างหลังเขา

“ไอ้โจรปล้นเพชรเห็นแก่ตัว ไอ้นักล่ารางวัล จะทำอะไรก็เรื่องของแก แต่อย่ามาเกะกะขัดขวางอุดมการณ์ของฉัน”

“อะไรคืออุดมการณ์ของแมวตาเพชรเหรอถ้าไม่ใช่เงินรางวัล ชื่อเสียง คุณถึงได้ใช้เสน่ห์ความสวยของคุณปูทางพาตัวเองเข้าสู่วงสังคมไฮโซผู้หลงใหลคลั่งไคล้เพชรได้อย่างแนบเนียน”

กันยิกาถอดแหวนเพชรที่นิ้ววงหนึ่งยื่นไปนอกตึก ดนุภพตาเหลือกร้องลั่น เธอปล่อยแหวนจากมือไปอย่างเลือดเย็นบอกว่าแค่นี้ยังไม่เท่าไหร่อย่าเพิ่งร้องแล้วถอดอีกวง จ้องหน้าเขาน้ำตาคลอ ระบายความแค้นที่อัดอั้น...

“สังคมไฮโซคลั่งเพชรจอมปลอม ทุกคนอยากมี อยากได้ อยากครอบครองเพชรล้ำค่า โดยไม่สนว่ามันจะต้องปล้นฆ่าคนสักกี่คน ฆ่าได้แม้กระทั่งคนบริสุทธิ์อย่างพ่อแม่ฉันอย่างเหี้ยมโหดที่สุด!”

เห็นน้ำตาและฟังเรื่องสะเทือนใจ ดนุภพสลดถามว่าพ่อแม่เธอเป็นใคร ถูกตวาดกลับมาว่า “คนที่คุณฆ่าไง!”

“ผมไม่เคยฆ่าใคร ผมไม่ใช่คนฆ่าพ่อแม่คุณ กุหลาบขาวไม่เคยฆ่าใคร”

กันยิกาไม่สนใจ ถอดแหวนเพชรหย่อนลงไป

อีกวง ดนุภพเขยิบเข้าหาขอให้หยุดก่อน แต่เธอกลับถอดกำไลเพชรที่ข้อมือยื่นออกไปนอกตึกอีก

“ยิกา!! เดี๋ยวๆพ่อแม่คุณเป็นใคร พ่อแม่คุณอาจเป็นคนที่ผมรู้จัก ยิกา!!”

“เรียกอยู่ได้รำคาญ” กันยิกาเขวี้ยงกำไลเพชรไปกลางอากาศ มองหน้าเขาถามว่า “ทีแบบนี้หน้าซีด เสียดายรึไง”

“เดี๋ยวก่อน! ตอบผมมาพ่อแม่คุณถูกฆ่าตายยังไง เหมือนที่มหาราชามาคัสถูกฆ่าใช่ไหม ถูกเหล็กแหลมแทงทะลุถึงหัวใจ” กันยิกาบอกว่าอย่าหลอกถามให้ยาก ตนไม่บอก “ไม่อยากตอบ ถ้างั้น...คุณมีพี่ชายอยู่คนนึงใช่ไหม”

กันยิกาปกปิดว่าเกิดมาตนไม่เคยมีพี่ชาย เขาแกล้งบ่นว่า “ผมก็อุตส่าห์หวังว่า คุณคือน้องสาวของพี่ปราการ”

“พี่ปราการ! คุณรู้จักชื่อนี้ได้ยังไง ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้นะ คุณรู้จักได้ยังไง?” กันยิกาน้ำตาปริ่มขึ้นมาทันที

“ผมไม่ใช่แค่รู้จัก แต่พี่ปราการเป็นเพื่อนรักของผม พ่อแม่ของพี่ปราการมีพระคุณกับผมมาก ช่วยเหลือเมตตาเด็กกำพร้าอย่างผมเหมือนเป็นพ่อแม่คนที่สองของผมเลย”

กันยิกานิ่งยังไม่เชื่อ ดนุภพย้ำว่า “ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าคุณมีพี่ชายชื่อปราการ! แล้วถ้าคุณคือน้องบุษ คุณต้องจำผมได้ นายหัวตั้งที่ชอบแกล้งคุณไง”

“นายหัวตั้ง!”

กันยิกาจำได้ทันทีว่า ในวัยเด็กผมเขาใส่เจลจนหัวตั้งและชอบแกล้งตน ครั้งหนึ่งเธอวาดรูป เขามาดูติว่ายังไม่สวย แล้วคว้าไปบอกว่าจะเติมให้สวย เขาเติมรูปแมวดำที่เธอวาดให้คาบดอกกุหลาบขาวในปาก พอดูเธอโวยวายอย่างขัดใจ

“อี๋ย์...ดอกกุหลาบขาวเห่ยมากเลย ไม่เอา ไม่เข้ากับรูปแมวตาเพชรเลย ลบออกเดี๋ยวนี้...”

เขาไม่ยอมลบออก เลยถูกไล่ตี ปราการมองทั้ง สองที่เจอกันทีไรเหมือนขมิ้นกับปูนทุกที ทั้งขำทั้งเอ็นดู

เมื่อจำอดีตได้ กันยิกาดีใจมากบอกว่าเหมือนได้เจอคนในครอบครัวอีกครั้ง ดนุภพบอกว่าถ้าปราการรู้จะดีใจขนาดไหนที่ตนเจอน้องสาวที่เขากำลังตามหา กันยิการบเร้าให้รีบพาไปพบพี่ชาย ดนุภพเล่นตัวถามว่า

“ถ้าผมบอกคุณแล้ว ผมจะได้รางวัลอะไรตอบแทนจากแมวตาเพชรล่ะ?”

กันยิกาโผกอดและจุ๊บเขาทีหนึ่งทันที...

ฝ่ายดาราวรรณกับดนัยเทพ พอต่อกันติดดาราวรรณก็ถามถึงปราการด้วยความเป็นห่วงและคิดถึง บอกว่าตนอยากเจอหลานชายพาไปพบได้ไหม ดนัยเทพกระตือรือร้นจะพาไปทันที

“เดี๋ยวค่ะ!!” ดาราวรรณเรียกไว้ พอเขาหันมา เธอโผกอดอย่างซึ้งใจขอบคุณที่ทำให้ตนได้พบหลานชายที่หายไปเป็นสิบปีแล้ว

“ผมยินดีและดีใจมากที่ได้ช่วยให้คุณหลุดจากทุกข์มีความสุขเสียที ไปเถอะครับผมอยากให้คุณได้เจอหลานแล้ว”

ดนัยเทพโอบไหล่ดาราวรรณเดินไปด้วยกันอย่างแนบชิด...

ooooooo

เมื่อพาเสาวนุชไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่ได้ เอกราชจึงติดต่อนพดลให้ไปรักษาเธอที่คอนโดตน

นพดลตรวจรักษาแล้วจัดยาให้ กำชับให้กินยาตามเวลา ถ้ามีอาการอะไรให้เอกราชโทร.บอกเพราะเธอบอบช้ำมาก ดีที่กระดูกไม่หัก ขณะเอกราชเดินไปส่งนพดล เสาวนุชจิกตาคำรามแค้น...

“ไอ้พวกหมาหมู่ ฉันไม่ยอมเจ็บตัวฟรีหรอก แกรู้จักเสาวนุชน้อยไป!”

เอกราชขอโทษนพดลที่ตามตัวมาช่วยกะทันหัน นพดลบอกว่าตนเรียนหมอมาไม่ได้เพื่อรักษาคนไข้

ในโรงพยาบาลอย่างเดียว ตนอยากช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อน อยากรักษาชีวิตทุกคนไว้ให้รอดจากความตาย ทดแทนที่ตนไม่ได้อยู่ช่วยเหลืออะไรพ่อแม่ตัวเองในวันที่ท่านถูกฆ่า

“ผมเข้าใจพี่ ผมเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามทุกวิถีทางที่จะจับคนร้ายที่ฆ่ามหาราชามาคัสให้ได้ ผมมั่นใจ ถ้าจับคนร้ายได้ มันต้องเชื่อมโยงกับคดีพ่อแม่พี่แน่”

“หรือมันอาจจะเป็นคนร้ายคนเดียวกับที่ฆ่าพ่อแม่ฉันก็ได้ วิธีที่มันลงมือฆ่าเป็นคนคนเดียวกัน มีอะไรโทร.มานะ”

“ขอบคุณมากครับพี่ปราการ”

ส่งนพดลแล้ว เอกราชเดินกลับห้องบอกเสาวนุชว่าเธอต้องพักที่ห้องนี้อีกนาน เดี๋ยวตนจะแวะไปเอาข้าวของมาให้ เธอต้องทำให้เหมือนตายไปแล้วจริงๆ เสาวนุชถามเขินๆว่า ตนต้องอยู่กับเขาที่นี่หรือ

“ไม่อยู่กับฉันแล้วจะอยู่กับใคร นี่คือมาตรการพิทักษ์พยาน ฉันทำตามหน้าที่ ไม่ต้องคิดมากหรอก”

เธอบอกว่าไม่อยากรบกวนเขา เอกราชย้ำว่ามันเป็นหน้าที่ เสาวนุชน้อยใจถามว่าที่เขาไปช่วยตนก็ทำตามหน้าที่หรือ

“ผมเป็นตำรวจก็ต้องปกป้องประชาชนทุกคน”

“ดี...รู้เอาไว้แบบนี้ก็ดี...” เสาวนุชเสียงแผ่ว...ปร่า...

เอกราชถามว่าเธอไปที่ผับวีโว่ทำไม เธอเล่าว่าตนไปทำข่าว วรุฒเป็นคนบอกว่าเขาไปตรวจค้นผับวีโว่ตนจึงตามไป ขณะที่วรุฒบอกนั้นจ่าฉิวก็ยืนอยู่ด้วย เอกราชถามว่าแล้วดนุภพล่ะ?

“คุณดนุภพเขาโทร.หาฉัน ฉันเป็นคนบอกให้เขาตามไปเอง เดชะบุญนะที่เขาตามฉันไป ไม่งั้นฉันก็ไม่รอดหรอก งานนี้เห็นชัดๆว่า ผู้กองวรุฒร่วมมือกับคนที่ต้องการจะเก็บฉัน ล่อฉันไปที่ผับวีโว่ แค้นจริงๆเลย”

ฟังเสาวนุชเแล้ว เอกราชพุ่งเป้าจะสืบเรื่องนี้จากวรุฒ

ooooooo

คืนนี้ขณะนพดลจะไปเอารถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ด้านหลังโรงพยาบาล มีเสียงไลน์เข้า พอเปิดดูเขาตกใจ

เป็นไลน์จากพิมพ์ชลคร่ำครวญชีวิตกำพร้าที่โดดเดี่ยวถูกกีดกันชีวิตนี้มีแต่หมอเท่านั้นเป็นที่พึ่งและความหวัง บอกว่าขณะนี้ตนอยู่ที่ดาดฟ้าตึกโรงพยาบาลอยากเจอหมอเป็นครั้งสุดท้าย ส่งไลน์แล้วก็ยิ้มมั่นใจว่า หมอจะทนดูตนจากไปต่อหน้าต่อตาได้ก็ให้มันรู้ไป

เวลาเดียวกัน ดนุภพและดนัยเทพพาสองน้าหลานมาถึงโรงพยาบาลอย่างตื่นเต้น ดนุภพย้ำกับสองน้าหลาน

ว่าอย่าเผลอเรียกปราการ เพราะเขาเปลี่ยนชื่อเป็นนพดลแล้ว ดาราวรรณสะดุดหูเพราะชื่อตรงกับหมอนพดลที่พิมพ์ชลปลื้ม

ดนัยเทพกับดนุภพคุยกันว่านอกจากที่โรงพยาบาลแล้วก็ไม่รู้จะไปหาปราการได้ที่ไหน ดนุภพจึงโทร.เข้ามือถือ

เป็นเวลาที่นพดลกำลังรอลิฟต์อย่างร้อนใจจะรีบขึ้นไปหาพิมพ์ชลที่ไลน์บอกว่ากำลังจะโดดตึกฆ่าตัวตาย พอมีสายเข้าเขานึกว่าเป็นพิมพ์ชลพึมพำอย่างร้อนใจว่า “พิมพ์ชล ผมกำลังมาหาคุณแล้ว อย่าทำอะไรลงไปนะ”

แต่พอกดดูกลายเป็นดนุภพโทร.มาเขาไม่มี

แก่ใจจะรับสายใคร พอลิฟต์ขึ้นถึงชั้นสุดท้ายก็วิ่งขึ้นไปที่ดาดฟ้าทันที

ดนุภพบอกทุกคนว่าปราการไม่รับสาย ดนัยเทพให้โทร.ถามเจ้าหน้าที่ว่าปราการอยู่ที่โรงพยาบาลหรือเปล่าดาราวรรณบอกว่าตนจะโทร.ถามเด็กที่บ้านดูเผื่อเขาอยู่เวรดึกอาจเจอกับหมอนพดลก็ได้

พิมพ์ชลเห็นดาราวรรณโทร.มาก็บ่นหัวเสียว่าโทร.มาทำไมตอนนี้ ชอบขัดจังหวะชีวิตตนทุกทีเลย ก็พอดีนพดลขึ้นมาถึงเขาร้องเรียกพิมพ์ชล เธอตัดสายจากดาราวรรณทันที นพดลวิ่งเข้าไปกอด ดึงเธอออกจากขอบตึก

“คุณอย่าทำร้ายตัวเองนะ ผมมาหาคุณแล้ว”

“หมอ...” พิมพ์ชลร้องไห้ดีใจกอดเขาแน่น

พิมพ์ชลถูกดุว่าทำไมโง่อย่างนี้ เห็นชีวิตตัวเองไม่มีค่าเลยหรือไง เธอยิ่งดราม่าคร่ำครวญไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว

“ผมไม่ยอมให้คุณทำร้ายตัวเองหรอก รู้ไหมว่าสำหรับผม การมีชีวิตอยู่มันสำคัญแค่ไหน ต่อให้โดดเดี่ยวหนาวเหน็บไม่มีใครมองเราก็ต้องอดทนอยู่สู้ต่อไป เพื่อสักวันเราจะได้เจอคนที่เรารัก แล้ววันนั้นมันจะมีค่าที่สุดสำหรับเรา”

พิมพ์ชลกอดเขาแน่นบอกว่าตอนนี้ตนเจอคนที่รักแล้ว นพดลอึ้งกับการรวบหัวรวบหางของเธอซ้ำรำพันว่าถ้าไม่มีเขาตนก็ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร นพดลกอดเธอไว้บอกว่าจะไม่ปล่อยเธอไปไหนทั้งนั้นจะดูแลเธอเอง ให้มาอยู่กับตนที่นี่เลย

พิมพ์ชลแอบยิ้มสมหวัง บอกตัวเองว่าหมอเป็นของตนแล้ว ไม่มีใครมาแยกหมอไปจากตนได้อีกแล้ว นพดลจูงมือเธอลงลิฟต์มาที่ตึกจอดรถ
ดาราวรรณผิดหวังมากเมื่อโทร.หาพิมพ์ชลแล้วเธอไม่รับสาย สองน้าหลานกับสองอาหลานช่วยกันเดินหานพดลในโรงพยาบาล ดนุภพเดินมาทางลิฟต์เห็นหลังนพดลแว้บๆ แต่เรียกไม่ทันเห็นเขาเดินหายไปทางลานจอดรถ พอวิ่งตามไปเห็นนพดพขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปแล้ว ตะโกนเรียกก็ไม่ได้ยิน...

สองน้าหลานเสียใจมากที่จะได้เจอปราการอยู่แล้วแต่ก็คลาดกันและไม่มีใครรู้ด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหน

กันยิกาผิดหวังร้องไห้ ดนุภพปลอบว่าเดี๋ยวก็ได้เจอ อย่าร้องไห้ตนจะหาให้ได้ว่าปราการพักอยู่ที่ไหน

นพดลพาพิมพ์ชลขึ้นไปที่ห้อง พูดออกตัวว่าห้องอาจจะเล็กไปหน่อย แต่ถ้าเธอยังร้องไห้อยู่ก็จะไม่พาเข้าห้อง

“เราต้องสัญญากันก่อนถ้าก้าวเข้าในห้องนี้แล้ว คุณต้องไม่ร้องไห้ให้ผมเห็นอีก”

“สัญญาค่ะ หมอจะไม่เห็นน้ำตาพิมพ์ชลอีกแล้ว เราจะอยู่กันด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข”

พิมพ์ชลมีความสุขมาก เธอจับมือหมอเดินเข้าห้องราวกับจูงมือกันเข้าเรือนหอ เธอพยายามทำให้เหมือนชีวิตครอบครัว จะทำอาหารกินกัน แต่ในห้องไม่มีอะไรสำรองเลย จึงออกไปร้านสะดวกซื้อข้างคอนโด

ooooooo

ระหว่างที่พิมพ์ชลลงไปซื้อของนั่นเอง นพดลได้รับโทรศัพท์จากดนุภพ เขาแปลกใจว่าดนุภพรู้เบอร์โทร.ที่อยู่ตนได้อย่างไร ดนุภพตัดบทถามว่า

“เอางี้ พี่อยากรู้เรื่องนั้นหรืออยากรู้เรื่องน้องบุษกับอาเล็กมากกว่ากันผมจะได้ตอบได้ถูก” นพดลดีใจมากถามว่าได้ข่าวน้องบุษกับอาเล็กแล้วหรือ

“ถ้าอยากรู้รายละเอียด จะให้ผมขึ้นไปหาพี่บนห้องหรือว่าพี่จะลงมาหาผมเดี๋ยวนี้”

นพดลชะงักบอกว่าข้างบนไม่สะดวกเพราะมีเพื่อนอยู่ด้วยเป็นฝ่ายรีบลงไปหา ชวนไปคุยกันที่มุมลับตา

ฝ่ายพิมพ์ชลไปหาซื้อของคิดเมนูสเต๊กอกไก่กับสลัดผลไม้ฉลองวันแรกกับนพดลอย่างมีความสุข ซื้อเสร็จเดินมาถึงคอนโดเห็นไฟที่ห้องยังปิด เธอยิ้มอิ่มเอมพึมพำ

“รออีกแป๊บนะคะหมอ พิมพ์ชลกำลังกลับแล้ว คืนนี้จะเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดของเราทั้งคู่”

แต่แล้ว! พิมพ์ชลก็ฝันสลายเมื่อเข้าคอนโด เห็นดาราวรรณกอดกันกลมกับนพดล! ถุงอาหารหล่นจากมือหันวิ่งเตลิดไปเหมือนคนเสียสติ

ก่อนพิมพ์ชลจะเข้าไปในคอนโดฯ ดนุภพพานพดลไปพบดาราวรรณและกันยิกาที่นั่งรออยู่อีกมุมหนึ่ง สองน้าหลานโผเข้ากอดกันน้ำตาท่วม

เป็นจังหวะที่พิมพ์ชลเดินเข้ามาเห็นเต็มตา!

พิมพ์ชลวิ่งเตลิดร้องไห้อย่างคับแค้นใจ ยิ่งคิดยิ่งแค้นดาราวรรณ โทษว่าทำให้พ่อตนตายแล้วยังมาแย่งผู้ชายที่ตนรักอีก คำรามอย่างแค้นแสนสาหัสว่า

“ฉันจะไม่ยกโทษให้พวกแก ฉันจะไม่ให้พวกแกกดหัวฉันไว้ในซอกหลืบลับๆของพวกแกอีกต่อไป ฉันจะเอาคืน...เอาคืน...ฉันจะเอาคืน! ได้ยินไหม!!”

ooooooo

นพดลดีใจสุดชีวิตที่ได้เจอน้าเล็กกับน้องบุษ ต่างมองกันไม่วางตาให้สมกับที่จากกันเป็นสิบปี กันยิกาพูดทั้งน้ำตาว่า ตนคิดถึงพี่มาก ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพี่เลย

“พี่ก็คิดถึงบุษ...สิบกว่าปีที่พี่ต้องทนทรมานกับความสงสัยว่าน้องยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ปลอดภัยไหมมีชีวิตลำบากแค่ไหน”

“บุษรอดมาได้เพราะน้าเล็กค่ะ น้าเล็กทำหน้าที่แทนพ่อแม่ บุษโตขึ้นมาอย่างสุขสบาย แล้วก็มีความสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง มีสติปัญญาแล้วก็เข้มแข็งอดทนเพราะน้าเล็ก น้าเล็กทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อพวกเราจริงๆ ค่ะพี่ปราการ”

“ขอบคุณมากครับน้าเล็ก”

“น้าก็ขอบคุณหลานทั้งสองที่สู้ชีวิตกันมาจนได้มาเจอกันพร้อมหน้าพี่น้อง...หลานน้าสองคนทั้งเก่งทั้งดี เกินกว่าที่น้าคิดฝันมาก ต่อไปนี้โชคจะต้องเข้าข้างเราบ้างเราจะเป็นฝ่ายมีชัยชนะต่อพวกคนเลว น้ามั่นใจ”

ดนุภพปลื้มปีติกับการได้พบกันของพี่น้องน้าหลาน ให้ชื่นชมกันแล้ว ถามขึ้นอย่างอยากรู้มากว่า

“ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นกับพ่อแม่ผม” ดาราวรรณบอกว่ายิกาอยู่ในเหตุการณ์ ยิกาเห็นทุกอย่าง ดนุภพถามตื่นเต้นว่า

“คุณเห็นตัวฆาตกรด้วยเหรอ”

กันยิกาเล่าราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆว่า

“ฉันไม่มีวันลืมหน้าเหี่ยวย่นน่ากลัวเหมือนค้างคาวผีอายุร้อยปีหรอก...มันแก่ยิ่งกว่าอะไรที่เราเคยเห็น หนังเหี่ยว หัวโล้นหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ถือไม้เท้า...”

“หา! บุษหมายถึง...คุณลุงคนนั้นหรือ” นพดลถามเครียด

ooooooo

เรื่องราวเมื่อเกือบยี่สิบปีถูกรื้อฟื้นจากความทรงจำที่ไม่มีวันลืม...

เวลานั้นปราการและกันยิกายังเด็ก กันยิกากำลังวาดรูปดรออิ้งปราการด้วยดินสอถ่าน วาดไปบ่นหน้ามุ่ยไป...

“ไม่อยากให้พี่ปราการไปเรียนเมืองนอกเลย พี่ไม่อยู่แล้วบุษจะวาดรูปใคร”

“วาดเจ้าหัวตั้งกับเจ้าซื่อบื้อสิ เสาร์อาทิตย์ก็ให้พ่อรับพวกมันมาเล่นบ้านเรา” กันยิกาเบ้หน้าว่าสองคนขี้เหร่จะตาย ตนไม่วาดให้เสียมือหรอก “โธ่...สงสารมันออก สองคนนั้นเขาเป็นเด็กกำพร้า หัวตั้งน่ะพ่อแม่ตายตั้งแต่แบเบาะ ส่วนซื่อบื้อพ่อแม่ก็แยกกันไปคนละทางไปมีครอบครัวใหม่ เขาไม่โชคดีเหมือนเรา เราต้องสงสารเขาสิ”

ขณะนั้นเอง มีรถหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ปราการหันไปมองอย่างสนใจ เห็นชายสองคนรีบลงจากรถมาเปิดประตู

ชายแก่หลังค่อมถือไม้เท้าก้าวลงจากรถเดินเชื่องช้า ย่องแย่ง ในมือถือกล่องกำมะหยี่

กันยิกาจับมือพี่ชายกลัวๆถามว่าใครน่ะอย่างกับผีดิบ นพดลจุ๊ปากให้พูดเบาๆ เขาคงเป็นแขกของคุณพ่อ เห็นบอดี้การ์ดของพ่อออกไปต้อนรับพาเข้าบ้าน

ขณะชายแก่เดินผ่านกันยิกากับปราการ เขามองกันยิกาอย่างใจดีมาก ยิ้มหน้าย่นจนน่ากลัว หยุดดูภาพที่กันยิกาวาดรูปปราการชมว่า

“วาดรูปเก่งนี่หนู...เหมือนเชียว” กันยิกาขอบคุณกลัวๆ ชายแก่เอื้อมสองมือที่สั่นเทาจับแก้มกันยิกาชม “หน้าตาสวยเชียว ลูกคุณใหญ่เหรอเนี่ย...”

ชายแก่มองกันยิกาอยู่นานอย่างพอใจมาก แต่ไม่สนใจปราการเลยสักนิดเดียว แล้วจึงเดินตามบอดี้การ์ดเข้าบ้าน

ooooooo

กันยิกากับปราการย่องไปแอบดูที่ระเบียงห้องรับแขก เห็นพ่อกับแม่นั่งคุยกับชายแก่หน้าเครียด มีบอดี้การ์ดของทั้งสองฝ่ายยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง

พอชายแก่เปิดกล่องกำมะหยี่ให้พ่อกับแม่ดู ทั้งสองหน้าซีด เครียด บอดี้การ์ดที่เป็นพ่อของพิมพ์ชลยืนมองชายแก่อย่างไม่ไว้ใจ บอดี้การ์ดของชายแก่มองมาที่ระเบียง กันยิกากับปราการผลุบหัวลงแทบไม่ทัน

ดึกแล้ว ดาราวรรณกลับจากงานเลี้ยง เห็นกันยิกายังไม่นอน ถามว่าดึกดื่นแล้วยังมานั่งเล่นนังเหมียวอยู่อีก ไปนอนเสีย

“บุษรอน้าเล็กค่ะ” ดาราวรรณถามว่ารอทำไม “คุณพ่อกับคุณแม่มีเรื่องอะไรไม่รู้ค่ะ เข้าห้องทำงานแล้วคุยอะไรซุบซิบๆ เครียดกันมากเลย”

ดาราวรรณจูงกันยิกาไปที่ห้องทำงานของพี่สาวพี่เขย เคาะประตูแล้วเข้าไป ทั้งสองเอากล่องกำมะหยี่ซ่อนเกือบไม่ทัน กันยิกาถามว่าในกล่องมีอะไรหรือ แม่บอกว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ไม่มีอะไร บอกให้ไปนอนได้แล้ว ดาราวรรณถามว่ามีอะไรกัน พ่อก็ตัดบทให้พาหลานไปนอนเสีย

ดาราวรรณข้องใจ มาที่ห้องทำงานของพ่อกับแม่ เห็นทั้งสองกำลังรีบเก็บเอกสาร เธอตกใจถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“เราต้องหนียัยเล็ก หลังจากส่งปราการไปเมืองนอกแล้วพวกเราก็จะต้องหายตัวไปจากที่นี่กันให้หมด” แม่บอกตื่นกลัว เธอถามว่าหนีใคร หนีทำไม พ่อจึงเปิดกล่องกำมะหยี่ ชี้เพชรเม็ดใหญ่ตรงกลางให้ดู บอกว่า

“เพชรเม็ดนี้...ชื่อเพชรเพลิงสุริยา!” ดาราวรรณตาโตอุทานว่าเพชรเพลิงสุริยา เพชรคุณสมบัติดีขนาดนี้ ใครเป็นเจ้าของต้องมีบุญบารมีมาก พ่อบอกว่า “เพชรเพลิงสุริยาเป็นสมบัติเจ้านายพระองค์หนึ่ง ซึ่งได้รับมรดกจากต้นตระกูลของท่าน แต่แล้วท่านก็ถูกลอบฆ่า เพชรถูกขโมยไป เปลี่ยนมือไปอยู่กับคนนั้น...คนนี้ แต่ทุกคนก็มีจุดจบเดียวกันคือถูกฆ่าเพื่อปล้นเอาเพชรเม็ดนี้ไป”

“นั่นหมายความว่าคนที่เอาเพชรเม็ดนี้มาให้พี่ ก็ต้องปล้นฆ่าใครเขามาอีกทีน่ะซิ!” ดาราวรรณตกใจ

“มันเป็นเพชรเปื้อนเลือด มีคนมาจ้างให้พี่ดัดแปลงทำสร้อยขึ้นมาใหม่เพื่อพรางตา ให้ผู้คนจำเพชรเม็ดนี้ ไม่ได้”

“แล้วคุณพ่อ คุณแม่จะทำให้เขาไหมคะ” กันยิกาที่แอบฟังอยู่ตกใจถามโพล่งขึ้น

รุ่งขึ้น ขณะที่สาวใช้กำลังช่วยขนกระเป๋าเดินทางหลายใบของปราการเพื่อส่งเขาไปเรียนต่อที่เมืองนอก พ่อกำลังคุยมือถือหน้าเครียดแต่เสียงเยือกเย็นที่อีกมุมหนึ่งโดยมีแม่ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

“ผมทำไม่ได้จริงๆ ต่อให้คุณจ้างผมแพงแค่ไหนผมก็ทำไม่ได้ ตระกูลผมสืบทอดฝีมือทำเครื่องประดับเพชรต่อๆกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด ไม่ว่าเพชรจะราคาถูกแพงหรือน้ำงามเกรดแค่ไหนเรายินดีทำงานให้ลูกค้า ยกเว้นเพชรที่ถูกขโมยมา เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด เอาเป็นว่า ผมจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร คุณพร้อมเมื่อไหร่ก็มารับเพชรคืนไปได้เลยครับ ผมต้องวางสายแล้ว พอดีผมมีธุระครับ”

พอพ่อวางสาย แม่ก็กอดพ่อไว้แน่นเหมือนมีลาง สังหรณ์ไม่ดี บอดี้การ์ดมองอย่างเป็นห่วง ส่วนดาราวรรณกับกันยิกาสบตากันอึ้ง ใจคอไม่ดี

ooooooo

วันนี้ปราการจะเดินทางไปเรียนที่ชิคาโกแล้ว ดนุภพเจ้าหัวตั้งกับเอกราชเจ้าซื่อบื้อมาส่งพี่ปราการที่บ้าน พ่อบอกทั้งสองให้อุ่นใจว่า

“หัวตั้ง ซื่อบื้อ ถึงปราการไม่อยู่แล้วแต่ลุงจะคอยส่งขนมของกินของใช้จำเป็นให้พวกเราที่โรงเรียนเหมือนเดิมนะ”

ดนุภพบอกว่าตนคงไม่ต้องรบกวนคุณลุง คุณป้าอีกแล้ว อากำลังจะมารับไปอยู่ด้วยกันที่อัมสเตอร์ดัมเพราะอาได้งานที่นั่น พ่ออวยพรให้โชคดี แม่ลูบผมดนุภพหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ

“แล้วผมล่ะ ไม่อยากเจอผมอีกเหรอครับคุณป้า”

“เจ้าซื่อบื้อ ถ้าแกไม่ได้ไปไหน ยังไงๆฉันกลับมาเราทุกคนก็จะได้เจอกันอยู่แล้วไง” ปราการปลอบ

เมื่อทุกคนขึ้นรถแล้ว ปราการโบกมือให้หัวตั้งกับซื่อบื้อที่ยืนส่งอยู่

ooooooo

ส่งปราการไปเรียนเมืองนอกไม่นาน...ดึกคืนหนึ่ง พ่อกับแม่เข้ามาในห้องนอนบุษบากรอย่างร้อนรนพร้อมกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพายคนละสองใบ ปลุกบุษบากรให้ตื่น เราต้องรีบไปแล้ว พ่ออุ้มบุษบากรออกไปอย่างระแวดระวัง

แต่ไม่ทันออกจากบ้านก็ถูกชายลึกลับสองคนไล่ตาม แม่ถามว่ายายเล็กล่ะ พ่อบอกว่ายังไม่กลับ

สามพ่อแม่ลูกวิ่งไปทางประตูบ้านก็เจอชายลึกลับอีกสองคนดักอยู่ พ่อตัดสินใจอุ้มบุษบากรเข้าไปในห้องข้างหน้าปิดประตูล็อก พ่ออุ้มบุษบากรซ่อนไว้ในตู้กล กำชับว่า

“ไม่ต้องห่วงพ่อนะลูก บุษรีบเข้าไปก่อน แล้วไม่ว่าจะได้ยินเสียงหรืออะไร อย่าออกมาเด็ดขาด อยู่นิ่งๆ เงียบๆ อย่าให้ใครรู้ว่าลูกอยู่ในนี้ เข้าใจที่พ่อบอกนะ”

เก็บลูกไว้ในห้องลับแล้ว พ่อเร่งแม่ให้รีบออกห่างจากห้องนี้ให้มากที่สุดแล้วลูกจะปลอดภัย พ่อมองตู้อีกครั้งก่อนไป

บุษบากรในวัย 6 ขวบ ซุกตัวสั่นอยู่ในห้องลับ กัดปากแน่นไม่กล้าร้อง...

พอพ่อกับแม่ออกจากห้องก็ผงะเมื่อเจอชายแก่ยืนรออยู่พร้อมสมุน ชายแก่แบมือยื่นมาตรงหน้า

“เพชรกูอยู่ไหน”

“วางอยู่บนโต๊ะ ห้องทำงานผมโน่นไง ไปเอาซิ”

ชายแก่ให้สมุนไปเอา ครู่เดียวสมุนก็กลับมาพร้อมกล่องกำมะหยี่ ชายแก่เปิดกล่องหยิบสร้อยดู ขอบใจที่พ่อไม่เล่นสกปรกเอาเพชรปลอมมาเปลี่ยน

พ่อบอกว่าตนทำอาชีพสุจริตไม่ใช่พวกปลอมเพชรขาย แม่ขอร้องว่าได้ของคืนแล้วก็กลับไปเสีย อย่าทำอะไรครอบครัวเราเลย ชายแก่พูดเลือดเย็นว่าจะกลับไปทำไมยังไม่ได้ทำลายหลักฐานพยานเลย แล้วสมุนทั้งสี่ก็เข้าล็อกพ่อกับแม่ไว้ทันที

“จะทำอะไร ปล่อยพวกเราเถอะ พวกเราสัญญาจะไม่พูดเรื่องเพชรเพลิงสุริยา”

“สัญญาเหรอ สันดานมนุษย์ ถ้าลองสัญญาเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะผิดสัญญาได้ทุกเมื่อ” ชายแก่เย้ย แล้วสั่งเหี้ยม “เก็บมัน!”

พ่อกับแม่ถูกดันตัวกลับเข้ามาในห้อง บุษบากรมองผ่านช่องประตูตู้กลออกไป เห็นชายแก่หลังค่อมหน้าตาอัปลักษณ์ ตะคอกพ่อกับแม่ว่า

“พวกแกไม่ยอมร่วมมือกับฉัน พวกแกก็อย่าอยู่ไปบอกเรื่องนี้กับใครอีกเลย” แล้วดึงมีดปลายแหลมยาวออกจากไม้เท้าเสียบที่อกแม่ แล้วดึงมาแทงพ่อทะลุหัวใจ บุษบากรยกมือปิดปากไม่กล้าร้องเมื่อเห็นพ่อกับแม่ทรุดเลือดทะลัก!

ก่อนสิ้นใจ พ่อกับแม่ยังเหลือบมองมาที่ตู้ลับ ตายตาค้าง ชายแก่มองตามสายตาพ่อกับแม่เดินไปที่ตู้ลับเพ่งมองไม่เห็นอะไรจึงกลับออกไป
บุษบากรช็อก ตาเบิ่งค้าง!

น้าเล็กกลับมาเห็นสภาพสยดสยองที่พี่สาวกับพี่ชายถูกฆ่าจมกองเลือด เธอรีบหาหลานสาวทันที เปิดตู้ลับเจอบุษบากรยังช็อก จับตัวเขย่าเรียก พอรู้สึกตัวก็ร้องกรี๊ดปัดป้องร้องขอความช่วยเหลือ ขวัญกระเจิง

ดาราวรรณกอดเรียกหลาน บอดี้การ์ดชาติวิ่งเข้ามาเร่งให้รีบไปจากที่นี่ ตรงเข้าอุ้มบุษบากรวิ่งออกไป ดาราวรรณห่วงพี่สาวกับพี่เขย บอดี้การ์ดชาติบอกว่าเราคงต้องปล่อยไว้อย่างนี้ เร่งให้รีบไปก่อนที่ทุกคนจะมาไม่ว่าตำรวจหรือพวกมัน แล้วพาวิ่งไปขึ้นรถที่จอดซุ่มอยู่...

ดาราวรรณเล่าสภาพที่หนีตายถูกสมุนชายแก่ไล่ยิง บอดี้การ์ดชาติถูกยิงก่อนสิ้นใจเขาบอกให้ตนพาหลานหนี ให้ทำตัวหายไปจากโลกนี้เหมือนตายไปแล้ว ให้เปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่ อย่าไปหาญาติพี่น้องอย่าติดต่อใคร และฝากดูแลลูกสาวชื่อนิดาที่อยู่โรงเรียนประจำที่พัทยาด้วย เพราะเธอไม่มีแม่...

ooooooo

ทุกคนเงียบกริบ หน้าเครียด เมื่อดาราวรรณเล่าเหตุการณ์ที่ตนและบุษบากรหนีตายจบแล้ว เล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงว่า

“หลังจากหนีรอดมาได้ น้าถึงได้ติดต่อไปหาปราการที่อเมริกาให้หลานหนีไปไง”

“ผมจำได้ครับ วันที่ผมได้รับอีเมลจากน้า บอกว่าพ่อแม่ถูกฆ่าแล้ว ให้ผมหนีไปให้ไกล...วันนั้นผมแทบบ้าจับต้นชนปลายไม่ถูก โชคดีที่นอล่ากับจอร์ชครอบครัวที่ผมอยู่ด้วยช่วยเหลือทุกอย่าง ผมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นนพดลแล้วย้ายจากอิลลินอยส์ไปอยู่ฟลอริดา ผมสอบ
ชิงทุนเรียนหมอจนจบ หลังจากทำงานใช้ทุนที่เรียนจนหมด ผมก็ขอกลับมาทำงานที่เมืองไทยแล้วก็พยายามตามหาทุกคน มีแต่หัวตั้ง...เอ๊ย...ดนุภพที่พยายามส่งข่าวหาผมตลอดเวลา จนผมมั่นใจว่าได้เจอน้าเล็ก วันนั้นผมถึงติดต่อกลับไป”

ดนุภพบอกว่าตนรอเขาเสมอและก็ติดตามคดีฆาตกรรมคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นจนถึงตอนนี้ ดนัยเทพเสริมว่าทีแรกเรียนวิชาเคมีอยู่ดีๆก็เบนเข็มไปเรียนเรื่องการออกแบบเครื่องเพชร...คิดดูแล้วกัน

นพดลถามว่าตอนนี้นิดาลูกสาวบอดี้การ์ดชาติอยู่ที่ไหน ดาราวรรณอึ้งไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพิมพ์ชลแอบปลื้มนพดลอยู่

“พิมพ์ชลน่ะเหรอ อยู่สิคะ ตั้งแต่น้าเล็กไปรับออกจากโรงเรียนพาหนีไปด้วย พวกเราสามคนก็อยู่ด้วยกันมาตลอด”

กันยิกาตอบแทนดาราวรรณ นพดลสะดุดกึกถามว่าเมื่อกี๊บุษเรียกนิดาว่าอะไรนะ “อ๋อ...ลืมไปค่ะ นิดาเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าพิมพ์ชล เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกับพี่นี่คะ”

“ว่าไงนะ?!” นพดลตะลึง ลุกไปทันที ดนุภพกับดนัยเทพแปลกใจว่านพดลเป็นอะไรทำไมต้องช็อกขนาดนั้น

ดาราวรรณเอ่ยขึ้นอย่างอึดอัดว่าโลกมันกลม เพราะพิมพ์ชลแอบรักนพดลโดยที่ไม่รู้ว่านพดลคือปราการคนกันเอง

“กรรม!” กันยิกาอึ้งไปอีกคน

นพดลรีบขึ้นไปที่ห้อง เจอแม่บ้านหิ้วถุงมาถามว่าเป็นของเขาใช่ไหม เห็นวางอยู่ตรงหน้าห้องของในถุงหกเรี่ยราด ตนจึงช่วยเก็บให้ นพดลรับถุงไปอย่างไม่แน่ใจ พอเปิดดูของในถุงก็เอะใจว่าแล้วพิมพ์ชลหายไปไหน?

พิมพ์ชลกลับไปที่บ้านกันยิกา เจออิสริยา นีน่ากับซาร่าสองเพื่อนแสบมาถามหากันยิกา พิมพ์ชลถามว่าจะทำอะไรกันยิกา อิสริยาฉอดๆใส่ว่า

“ฉันจะมาเอาคืนที่มันตามจองเวรจองกรรมฉันไม่หยุด ฉันจะบอกให้มันเลิกยุ่งกับคุณเทวัญได้แล้วไม่งั้นตาย!”

พิมพ์ชลถามว่ากันยิกาตายหรือเธอจะเป็นฝ่ายตายเอง นีน่าสะอึกเข้าไปจะตบ อิสริยาพูดเยาะว่า

“ตบอีคนนี้ฝากไปถึงอีคนนั้น ก็โอนะ”

พิมพ์ชลได้โอกาสหาพวกทันที บอกว่าอย่ามาทำอะไรคนที่มีเจ้ากรรมนายเวรคนเดียวกันเลยเพราะตนก็มีคนที่จะตบเป็นคนเดียวกับเธอ แล้วทำเป็นไม่สนสะบัดจะเดินหนี อิสริยารีบกระชากพิมพ์ชลลากไปคุยกันข้างบ้าน

คุยกันไม่นานอิสริยาก็เอามือถือของพิมพ์ชลไปกดเบอร์มือถือของตนไว้ในเครื่องแล้วส่งคืน บอกว่า “เข้าใจนะ” ย้ำว่าต่อไปถ้ามีการเคลื่อนไหวอะไรให้โทร.หาตนตามเบอร์นี้

พอแยกกัน ซาร่ากับนีน่าถามว่าเชื่อใจขี้ข้านกสองหัวนี่ได้หรือ เกิดมันหักหลังเธอขึ้นมาล่ะ?

“มันไม่หักหลังฉันหรอก ดูก็รู้ว่ามันอิจฉาเจ้านายมันจะตาย แล้วยัยกันยิกาคงจะข่มเหงกดหัวมันมานานมันก็เลยแค้นอยากจะเอาคืน หึๆปล่อยหนอนบ่อนไส้ไว้ในบ้านนังกันยิกาแบบนี้ สนุกแน่ๆ” อิสริยายิ้มร้าย

ooooooo

นพดลกลับไปหาพวกดาราวรรณ บอกว่าตนฝากพิมพ์ชลซื้อของเลยรีบกลับไป กลัวเธอกลับเข้ามาเจอน้าเล็กกับน้องบุษแล้วจะเข้าใจผิดกัน
ดาราวรรณบอกว่าไม่เจอดีแล้ว ตนไม่อยากให้พิมพ์ชลรู้อะไรเลย นพดลทำหน้างง กันยิกาชี้แจงว่าเรากำลังตามหาไอ้ฆาตกร ชีวิตพวกเราเสี่ยงมาก พิมพ์ชล เสียพ่อเพราะตนเป็นต้นเหตุ เราจะให้ชีวิตเธอต้องมาเสี่ยงอันตรายอีกคนไม่ได้

“พี่ชาติพ่อของพิมพ์ชลเขาตายไปเพื่อพวกเรา น้าสัญญากับศพเขาว่าจะเลี้ยงลูกสาวเขาให้ดีที่สุด มีชีวิตที่ดี ปลอดภัย สงบสุขไม่ต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการแก้แค้นของเรา”

ดนุภพถามว่านพดลรักพิมพ์ชลหรือ ดนัยเทพหนักใจว่าถ้ารักกันแล้วจะปิดบังกันได้ยังไง

“รักเขาก็ต้องกันเขาออกไปให้ไกลจากงานใหญ่ของเราให้มากที่สุด” ดาราวรรณารวบรัด เห็นนพดลอึ้งก็สรุปว่า “ทำตามที่น้าบอกนะปราการ เคยทำตัวยังไงกับพิมพ์ชลก็ทำตัวอย่างนั้นต่อไป”

กันยิกาย้ำว่าตนกับน้าเล็กก็จะทำตัวเป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จักเขา นพดลถามว่าแล้วเราจะเจอกันอีกเมื่อไรดนุภพบอกว่าเร็วๆนี้ เราต้องนัดเจอกันในที่ปลอดภัย ดนัยเทพเตือนให้รีบสลายตัว ทุกคนจึงออกไปอย่างระแวดระวัง

พอทุกคนไปแล้ว นพดลตรงไปที่เครื่องโทรศัพท์ โทร.หาพิมพ์ชลทันที ปรากฏว่าเธอกลับบ้านไปแล้ว เขาถามว่าทำไมอยู่ๆก็กลับบ้าน เธออ้างความไม่เหมาะสมเพราะเรายังไม่ได้แต่งงานกัน ถ้าทางโรงพยาบาลรู้หมอจะเดือดร้อน หน้าที่การงานก็จะเสียหาย

“ขอบคุณมากครับพิมพ์ชลที่ห่วงผม ผมก็ดีใจนะครับที่คุณตัดสินใจกลับบ้าน บางทีคุณอาจจะคิดมากไปเองก็ได้นะครับ” เธอถามว่าคิดมากเรื่องอะไร? “เรื่องคนที่บ้านไงครับ เขาอาจจะเป็นห่วงคุณมาก เขาก็เลยเข้มงวดกับคุณเกินไป ผมอยากให้คุณเปิดใจ ลองมองให้ลึกๆคุณจะเห็นความหวังดีของเขา”

พิมพ์ชลหน้าเครียด ทำเป็นขอบคุณที่หมอเตือนสติบอกว่าตนจะเชื่อหมอ จะมองเขาให้ลึกๆอีกครั้ง เขาอาจจะหวังดีกับตนจริงๆ แต่พอวางสายแล้วกำมือแน่นจิกตาแค้น!

ooooooo

เทวัญ โรมัน และรสลินลักลอบไปที่เจดีย์ภูเขาทองในยามวิกาล รสลินบอกว่าเจดีย์ใหญ่มากอย่างนี้คงต้องหากันทั้งคืน เทวัญสวนทันควันว่าต่อให้หาสักกี่คืนก็ต้องหาให้เจอ ตนต้องเอาเนตรปฐพีมาครอบครองให้ได้!

โรมันทบทวนบทกลอนที่คิดว่าเป็นการบอกใบ้ เริ่มจาก “ที่องค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแฉก” ก็แยกกันไปหาองค์ฐานที่รานร้าว เทวัญไปเจอช่องแยกที่ฐานเจดีย์ทำเป็นอุโมงค์ให้ลงไปในช่องด้านใน เขาลงไปทันที โรมันกับรสลินมาเจออุโมงค์ที่เทวัญเพิ่งลงไป ตัดสินใจลงอุโมงค์ตามเทวัญไป

เทวัญบอกว่าเนตรปฐพีต้องอยู่ในนี้แน่ โรมันกับรสลินรีบส่องไฟหาตามซอกหลืบ หาไปทบทวนคำกลอนตีความคำใบ้ไป เมื่อหาไม่เจอเทวัญสบถอย่างหงุดหงิด แต่โรมันมั่นใจว่า

“แต่ตามคำใบ้ที่เราได้มา ผมว่าที่นี่ไม่ผิดหรอกครับ”

ทั้งสามช่วยกันตีคำใบ้ จนมาถึงซุ้มพระฝั่งตะวันตกของเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่ตามองต่ำ ทำมุมที่แผ่นกระเบื้องชิดขอบผนังของทางเดินประทักษิณพอดี

“ร้าวถึงเก้าแฉก...ยอดทรุด...น้ำตากระเด็น...เป็นคำใบ้ทั้งหมดชี้มาที่ตรงนี้” โรมันตีคำใบ รสลินดีใจบอกเทวัญว่าเพชรเนตรปฐพีกำลังจะเป็นของพ่อแล้ว...

เทวัญพอใจมาก มองไปที่กำแพงประทักษิณ เห็นกระเบื้องแผ่นหนึ่งแยกออกจากพื้นเหมือนสามารถเปิดได้ เทวัญแงะกระเบื้องแผ่นนั้นออก ทุกคนตกใจงุนงง เมื่อกระเบื้องหลุดออกยังมีช่องเล็กๆแค่พอสอดมือลงไปได้

ทุกคนมองหวังจะได้เห็นเพชรเนตรปฐพี กลับเห็นแต่ดอกกุหลาบขาววางอยู่!

“ไอ้กุหลาบขาว!!!” เทวัญคำรามแทบคลั่ง ขยี้ดอกกุหลาบขาวอย่างแค้นใจขณะนั่งรถกลับ เทวัญอาฆาตแค้นว่ากุหลาบขาวมาตัดหน้าเราไปได้ยังไง

“ถ้ามันตามเพชรเนตรปฐพีอยู่เหมือนกัน

แสดงว่ามันไม่ใช่โจรปล้นเพชรล่ารางวัลที่หาเงินจากการเอาเพชรไปคืนเจ้าของธรรมดาๆแล้วล่ะครับ” โรมันวิเคราะห์ รสลินฉุกคิดได้ โพล่งขึ้นว่าเรามีผู้ต้องสงสัยแล้วเธอเล่าว่า

“รสยังไม่มีโอกาสบอกพ่อว่าวันที่รสไปเด็ดปีก

ยัยเหยี่ยวข่าวเสาวนุช ไอ้ดนุภพมันตามมาช่วยยัยนักข่าว คนขายเพชรอะไรจะตีลังกายิงปืนได้แม่นอย่างกับพวกนักต่อสู้มืออาชีพ พ่อค้าเพชรอยู่กับเพชร แถมยังมีความสามารถแบบที่สู้กับนักฆ่าได้ มันก็น่าคิดนะคะว่ามันรู้เรื่องเพชรมากแค่ไหน เช่น รู้ข้อมูลเพชรเหนือเพชรต่างๆ เท่ากับที่พวกเรารู้”

“ไอ้ดนุภพ ไอ้กุหลาบขาว!!” เทวัญคำราม บี้ดอกกุหลาบขาวในมือจนแหลกลาญ

ooooooo

เสาวนุชพักรักษาตัวอยู่ที่คอนโดของเอกราช พอรู้ว่าเอกราชรู้ว่าวรุฒเป็นคนหลอกให้เสาวนุชไปถูกทำร้ายที่วีโว่ผับก็สงสัยกันว่าวรุฒทำงานให้ใครกันแน่

เสาวนุชทบทวนให้ฟังว่าวันนั้นตนไปสืบที่บ้านเทวัญเพื่อจะหาข้อมูลเรื่องกันยิกากับเทวัญก็เจอกันยิกาอยู่ที่บ้านเทวัญ แล้ววรุฒยังโกหกตนให้ไปที่ผับอีก ตนรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่เจอวรุฒที่ตึกที่มหาราชามาคัสถูกฆ่าแล้ว

เอกราชโพล่งว่ามันคือตำรวจที่รับใช้ไอ้ฆาตกร เสาวนุชเชื่อว่าวรุฒเป็นคนของเทวัญแต่เอกราชโพล่งว่า วรุฒเป็นคนของกุหลาบขาว

ฝ่ายวรุฒหลังวันนั้นแล้วก็ไปพบกับรสลินที่แต่งตัวโฉบเฉี่ยว ขณะเดินสวนกันมือทั้งสองแตะกันเล็กน้อยรสลินบอกว่า “รางวัลที่ช่วยล่อเหยื่อค่ะ” พอผ่านไปวรุฒมองซองในมือแล้วรีบใส่กระเป๋าเสื้อ ทำไม่รู้ไม่ชี้เดินไปสบายๆ

เสาวนุชยังโต้เถียงกับเอกราชว่าวรุฒรับใช้ใคร จนเสาวนุชชี้ว่าลองคิดดูว่าคนไหนที่ไปไหนมาไหนชอบมีลูกน้องติดสอยห้อยตาม เอกราชยืนยันหลักฐานรอยรองเท้าที่เป็นของกุหลาบขาว เสาวนุชเล่าว่าทันทีที่คอลัมน์ตนลงพิมพ์เผยแพร่ออกไปตนก็ถูกอุ้ม เพราะคอลัมน์ตนวิเคราะห์ว่าคนร้ายเป็นคนที่ต้องมางานรับรองมหาราชามาคัสแต่ไม่มา เขาคือเทวัญ ถ้าคนร้ายเป็นกุหลาบขาว มันจะมาเก็บตนทำไม

เมื่อโต้กันไม่จบเพราะเอกราชยังเชื่อว่าคนร้ายคือกุหลาบขาว เสาวนุชตัดบทว่าตามใจแต่ตนจะสืบเรื่องเทวัญเอง ให้มันรู้ไปว่านักข่าวเจาะคดีได้ดีกว่า ตำรวจย้ำเตือนเขาว่าเก็บเรื่องเทวัญไปคิดแล้วฟันธงเสียถ้าไม่อยากหลงทางมากไปกว่านี้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.13 เดือนหยาดโป๊ะแตก โกหกคนทั้งประเทศเรื่องในอดีตของตัวเอง

สองเสน่หา EP.13 เดือนหยาดโป๊ะแตก โกหกคนทั้งประเทศเรื่องในอดีตของตัวเอง
16 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 16:09 น.