ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ชิงนาง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ชิงนาง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ภูผา ลูกคนรองของหมออนุตและศรีดารา แสนสมุทร เป็นคนเลือดร้อนชอบมีเรื่องชกต่อยตามประสาหนุ่มห้าว รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ คุณย่าศรีเรือนประมุขของตระกูลนัดให้ช่างภาพมาถ่ายรูปครอบครัวที่บ้านแสน-สมุทร เขายังไปท้าตีท้าต่อยกับหนุ่มต่างถิ่นที่ริมชายหาดจนได้แผลแตกที่หน้าผากเป็นที่ระลึก...

ที่สนามหน้าบ้านแสนสมุทร  อนุตรอไม่ไหวสั่งให้ ช่างภาพถ่ายรูปได้เลย ศรีเรือนท้วง ตระกูลแสนสมุทรมีหลานสี่คน ถ้ามาไม่ครบจะไม่ยอมถ่ายรูปเด็ดขาด จังหวะ นั้นภูผาขี่มอเตอร์ไซค์คันเท่เข้ามาจอด รีบมายืนในตำแหน่งของตัวเอง พร้อมกับขอโทษทุกคนที่มาช้า พฤกษ์พี่ชายคนโตมองเขาอย่างตำหนิ ส่วนอรุณมองพี่ชายจอมห้าวยิ้มๆ

“เส้นยาแดงผ่าแปดทุกทีสิน่า...พี่ผา”

ภูผายิ้มตอบให้น้องชายคนเล็ก ขณะที่เมฆาน้องชายถัดจากเขาเชิดหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที หลังจากถ่ายรูปครอบครัวเสร็จ อนุต ศรีดารา และศรีเรือน ถอยออกมายืนห่างๆปล่อยให้สี่พี่น้องถ่ายรูปร่วมกัน

“ถึงจะโตมาด้วยกัน เลี้ยงมาเหมือนๆกัน แต่ก็ดูแตกต่างกันเหลือเกินนะคะ” ศรีดารามองลูกๆเป็นปลื้ม

“แตกต่างยังไงสายเลือดเดียวกันอยู่ดี” อนุตเองก็ปลื้มใจไม่แพ้ภรรยา แต่ศรีเรือนกลับมีสีหน้าเป็นกังวลพึมพำเบาๆว่า เลือดย่อมตัดเลือดไม่ขาด  แล้วอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขออย่าให้คำทำนายเป็นจริง พลันคำทำนายของหลวงพ่อที่เธอให้ความเคารพนับถือผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเธอ

“ชีวิตหลานชายของโยมก็เหมือนเรือสี่ลำที่ล่องอยู่ในมหาสมุทร หากวันใดต้องเจอกับพายุใหญ่ซัดโหมให้แตกไปคนละทิศละทาง ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้...มันถือเป็นชะตากรรม...เลี้ยงเขาให้ดี สอนให้เขาคิดดีทำดี ต่อให้พายุนั้นรุนแรงแค่ไหน พวกเขาก็จะผ่านพ้นไปได้”

ศรีเรือนตื่นจากภวังค์ มองไปยังหลานชายทั้งสี่คน ปลอบใจตัวเองว่านาวาของแสนสมุทรแข็งแรงมั่นคง จะมีอะไรมาทำลายได้ก็ให้มันรู้ไป

ooooooo

หลายวันถัดมา เป็นวันที่วงเดือนสอบวันสุดท้ายเสร็จ กำลังเดินมาหน้าตึกวิทยาลัยพยาบาลเพื่อกลับบ้าน ต้องชะงักเมื่อเห็นภูผาขับมอเตอร์ไซค์คันโตเข้ามาจอดตรงหน้า ชวนเธอไปฉลองหลังจากคร่ำเคร่งอ่านตำรามาหลายวัน เธอปฏิเสธว่าไปไม่ได้ ต้องกลับไปช่วยเตรียมงานฉลอง 50 ปี ท่าเรือแสนสมุทร

“อีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงงานฉลอง เพราะฉะนั้น วันนี้เธอต้องไปกับฉัน...ขึ้นมา เราจะไปย้อนอดีตกัน”

วงเดือนจำต้องขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ เขาแกล้งออกรถกระชากจนเธอต้องคว้าเอวเขากอดไว้แน่น ภูผายังจำอดีตที่ว่านั้นได้ดีราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...

ตอนนั้น วงเดือนกับสี่พี่น้องแสนสมุทรพากันมาเที่ยวชายหาด พฤกษ์ ภูผา และเมฆา ทำแพไม้ไผ่สองลำแล้วลากไปผูกไว้ในทะเลทิ้งระยะห่างพอสมควร พฤกษ์กับภูผาท้าแข่งว่ายน้ำกัน จุดสตาร์ตอยู่บนแพลำแรก ใครคว้าช่อดอกผักบุ้งทะเลในมือวงเดือนซึ่งอยู่บนแพหนึ่งได้ก่อนคือเป็นผู้ชนะ อรุณยืนเชียร์อยู่บนฝั่งกับเมฆาบ่นเบาๆ

“ผมอยากแข่งบ้างจัง”

“อยากได้ดอกไม้ในมือเดือนเหรอ” เมฆาแซวเล่นโดยไม่คิดอะไร

อรุณถึงกับหน้าแดงเพราะโดนจี้ใจดำ รีบกลบเกลื่อนชี้ให้ดูพฤกษ์กับภูผาที่กำลังเตรียมออกสตาร์ต ทันทีที่วงเดือนยกช่อดอกไม้ขึ้น สองหนุ่มกระโจนลงทะเล ทั้งคู่ว่ายน้ำสูสีกันมาก ปีนขึ้นแพเส้นชัยแทบจะพร้อมกัน แต่ภูผาพุ่งคว้าดอกไม้ได้ก่อน แกล้งดึงวงเดือนตกทะเลไปด้วยกัน ทีแรกเธอตกใจ สักพักก็ตั้งสติได้ เขายัดช่อดอกไม้ใส่มือเธอ ก่อนที่ทั้งสองคนจะโผล่ขึ้นเหนือน้ำ แล้วจับมือเธอข้างที่ถือดอกไม้ชูขึ้น ประกาศชัยชนะ

ครู่ต่อมา พฤกษ์ วงเดือน และภูผาพากันมานั่งพักริมหาด วงเดือนไอเล็กน้อยเพราะสำลักน้ำ อรุณต่อว่าภูผายกใหญ่ที่ชอบเล่นอะไรแผลงๆ เขาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่มีวันปล่อยให้เธอเป็นอันตรายเด็ดขาด แล้วหันมองเธอ หญิงสาวไม่กล้าสบตาที่แฝงนัยคู่นั้น อรุณจับความรู้สึกของทั้งคู่ได้ แอบอิจฉาภูผาเพราะตัวเองก็ชอบเธอเช่นกัน

ooooooo

บรรยากาศภายในงานฉลองครบ 50 ปีแสนสมุทรเป็นไปอย่างคึกคัก แขกเหรื่อทยอยกันมาอวยพรไม่ขาดสาย อรุณมีอาการหอบหืดกำเริบ และมีไข้เล็กน้อย อนุต ศรีดารา และพฤกษ์จึงอยากให้เขาพักผ่อนอยู่ในห้อง แต่เขาไม่ยอม อ้างว่าเป็นถึงลูกหมออนุต แต่ต้องนอนป่วยอยู่บนเตียง คุณพ่อกับคุณย่าคงต้องขายหน้าแขกเหรื่อแน่ๆ เมฆาตรวจอาการน้องแล้ว ไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไร กินยาแก้ไขสักพักคงจะดีขึ้น

จังหวะนั้น วงเดือนถืออ่างน้ำกับผ้าเช็ดตัวจะเข้ามาเช็ดตัวให้อรุณเหมือนที่เคยทำ ขณะกำลังปลดกระดุมเสื้อให้เขา ศรีเรือนไม่ชอบใจอย่างแรง กระชากมือเธอออก ไล่ให้ออกไปจากห้อง เมฆาเห็นวงเดือนหน้าเสีย อาสาจะจัดการให้เอง ศรีเรือนมองหญิงสาวอย่างรังเกียจ ก่อนจะเรียกอนุตไปคุยกันตามลำพังที่ห้องของท่าน...

ทันทีที่ประตูห้องปิด ศรีเรือนตำหนิลูกชายที่ดื้อดึงไม่ฟังคำเตือนของเธอ รับวงเดือนเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ อนุตอ้างว่าที่รับเลี้ยง และส่งเสียให้เธอเรียนพยาบาลก็เพื่อจะให้มาคอยดูแลอรุณที่มีแต่ทรุดลงทุกวัน

“แต่ดวงนังวงเดือนมันเป็นกาลกิณี มันจะทำให้ครอบครัวเราวิบัติ”

เจ้าตัวเดินผ่านมาได้ยินพอดี ถึงกับน้ำตาคลอที่ถูกคุณศรีเรือนรังเกียจตั้งแต่เด็กจนถึงบัดนี้ ด้านอนุตถอนใจเหนื่อยใจ ถ้าแม่เรียกมาเพื่อพูดเรื่องนี้ คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก วงเดือนกำลังจะเดินต่อไป แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินศรีเรือนพูดขึ้นว่า คืนนี้เธอจะประกาศให้ภูผาเป็นผู้สืบทอดกิจการรุ่นต่อไปของแสนสมุทร

อนุตไม่เห็นด้วย พฤกษ์เป็นลูกคนโต สมควรได้ดูแลแสนสมุทร ศรีเรือนเสียงเข้มขึ้นมาทันที ในเมื่อเธอเป็นคนสร้างแสนสมุทรขึ้นมาด้วยความยากลำบาก จึงต้องมั่นใจว่าได้มอบกิจการนี้ให้กับคนที่คู่ควร และภูผาคืนคนคนนั้น แม้จะใจร้อนเอาแต่อารมณ์ แต่เขาเข้มแข็งกว่าพฤกษ์ อนุตเถียงไม่ออก ศรีเรือนยังคงแจกแจงต่อ

“อนุต...เรือที่เครื่องแรงเกินไป เรายังลดความเร็วลงได้ แต่เรือที่เครื่องไม่สมบูรณ์แล้วยังช้า ถ้าเจอพายุโถมเข้าใส่...สุดท้ายก็ต้องอับปางอยู่กลางทะเล...คืนนี้ แม่จะประกาศยกแสนสมุทรให้ภูผา”

วงเดือนตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน จังหวะนั้น ภูผาเข้ามากระซิบข้างหูว่าแอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน เป็นการเสียมารยาท หญิงสาวตกใจหันไปมองหน้าเกือบชนกัน เขายกมือสองข้างเท้าประตูห้องคุณย่า ทำให้เธอตกอยู่ในวงแขนเขา แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ทำท่าจะจูบ เธอผงะถอยหลังก่อนจะย่อตัวลงลอดใต้แขน จะหนี เขาดึงเธอเข้ามาใกล้

“อย่าพูดเรื่องนี้กับใคร ไม่งั้น...เธอโดนฉันลงโทษแน่”

เธอสะบัดมือออกเดินหนี เขามองตามยิ้มๆพอหันมองประตูห้องคุณย่าสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด...

จากนั้น วงเดือนรีบกลับห้องพัก ใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อนึกถึงใบหน้าของภูผา แต่แล้วต้องแปลกใจที่เห็นชุดสวยสีหวานวางอยู่บนเตียง มีโน้ตติดไว้ว่า “สำหรับน้องสาวของพี่...พฤกษ์” เธอคว้าชุดจะเอาไปคืน เปิดประตูห้อง เจอเจ้าของชุดยืนอยู่ สั่งให้เธอเปลี่ยนชุดแล้วออกไปร่วมงานด้วยกัน

“เดือนเป็นแค่คนงาน...ไม่ใช่...”

“เดือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของแสนสมุทร เป็นน้องสาวของพี่...จำไว้” น้ำเสียงอบอุ่นจริงใจ ทำให้เธอตื้นตัน

ooooooo

ภายในงานเลี้ยง ขณะอรุณกำลังบ่นให้เมฆาฟังว่าสงสารวงเดือนที่ถูกคุณย่าเล่นงาน ภูผาแกล้งยื่นแก้วน้ำมาตรงหน้าน้องคนสุดท้อง ถามว่าดื่มสักแก้วไหม เมฆาชักสีหน้าไม่พอใจ แย่งแก้วไปจากมือ ถามเสียงเขียวว่าน้ำอะไร พอรู้ว่าแค่น้ำชา เขาถึงกับหน้าเจื่อน รู้ตัวว่าเมื่อครู่แสดงอาการไม่เหมาะใส่พี่ชาย แต่ไม่ยอมขอโทษ

“คิดว่าฉันจะเอาเหล้าให้อรุณดื่มงั้นหรือ...ฉันเป็นพี่ชายมัน ไม่มีพี่คนไหนคิดจะฆ่าน้องตัวเองหรอก” ภูผาโวย

“ผมไม่ได้คิดขนาดนั้น แต่เพราะพี่ชอบเล่นอะไรไม่เข้าท่าต่างหากล่ะ คราวก่อนถ้าไม่ใช่เพราะพี่ อรุณก็คงไม่เกือบตายหรอก” เมฆานึกย้อนไปถึงครั้งล่าสุดที่สี่คนพี่น้องรวมทั้งวงเดือนไปเที่ยวเล่นริมทะเลกัน

วันนั้น พฤกษ์แข่งว่ายน้ำแพ้ภูผา อรุณอยากจะอวดให้วงเดือนเห็นว่าเรื่องว่ายน้ำตัวเองก็ไม่เป็นสองรองใคร ยิ่งถูกเมฆาห้ามทำอะไรหักโหม เขายิ่งไม่อยากให้ใครมองว่าอ่อนแอ ภูผาเข้าใจความรู้สึกของน้อง จึงท้าแข่ง ว่ายน้ำด้วย จะแกล้งว่ายช้าๆให้น้องเข้าเส้นชัยก่อน และได้คว้าช่อดอกผักบุ้งทะเลจากมือวงเดือนอย่างที่ปรารถนา

อรุณว่ายน้ำอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่ประมาณ

ตัวเอง ทันทีที่คว้าช่อดอกไม้จากมือวงเดือนได้สำเร็จ เขาก็ทรุดฮวบหายใจไม่ทัน ปากเริ่มเป็นสีม่วง ดีที่เมฆาช่วยชีวิตไว้ได้ทัน...

หมอหนุ่มประจำครอบครัวนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

ทีไรเป็นของขึ้นทุกที อรุณแก้ตัวแทนพี่คนรองว่าพี่ผาไม่เกี่ยว เขาอยากแข่งว่ายน้ำเองต่างหาก จังหวะนั้น พฤกษ์ตามมาสมทบพอดี ออกรับว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตนเอง เพราะไม่ได้ห้ามภูผาทั้งๆที่ควรจะห้าม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ภูผาไม่อยากมีปัญหาจะแยกไปนั่งที่อื่น เมฆาจะตาม พี่ใหญ่รีบคว้าแขนไว้ แต่เขายกมือห้าม ก่อนจะตะโกนไล่หลังภูผา

“ผมรักอรุณ แล้วผมก็เชื่อว่าพี่ก็รักอรุณไม่แพ้กัน สัญญากับผม...จะไม่ทำแบบนี้อีก”

เขาหันมาเห็นแววตาจริงจังของเมฆาพร้อมกับมือที่ยื่นมาให้จับ จึงจับมือด้วยอย่างเต็มใจ พฤกษ์และอรุณพากันถอนใจโล่งอก แต่แล้วสี่หนุ่มต้องตะลึงเมื่อวงเดือนในชุดสวยปรากฏตัวขึ้น มีเพียงเมฆาเท่านั้นที่ไม่ได้หลงปลื้มอะไรกับเขาด้วย แต่พอมองออกว่าทั้งสามคนรู้สึกอย่างไร หญิงสาวแค่จะมาขอบคุณที่พฤกษ์ที่อุตส่าห์ เตรียมชุดให้ แล้วขอตัวไปช่วยงานด้านโน้น พฤกษ์ขวางไว้ ทักท้วงว่าไม่ได้ให้เธอใส่ชุดนี้เพื่อมาเสิร์ฟน้ำ

“คุณย่าไม่ว่าอะไรเธอหรอก เพราะคืนนี้เธอเป็นแขกของพี่พฤกษ์” เมฆามองเธออย่างรู้ทัน

“ที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับเดือนหรอกค่ะ” เธอว่าแล้วจะเดินหนี ภูผาดึงมือไว้ หญิงสาวไม่ระวังตัว เสียหลักเซเข้ามาในอ้อมแขนเขา เธอดื้อดันจะไปให้ได้ ดันตัวออกจากเขา แต่กลับสะดุดขาตัวเองหงายหลัง เขารับเธอไว้ได้ทัน ครั้งนี้แนบชิดกว่าเดิม อรุณทั้งหึงทั้งโกรธแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร คว้าแก้วเหล้าที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาดื่มโดยไม่มีใครเห็น พลันมีเสียงตบมือดังกึกก้อง วงเดือนได้ทีรีบผละจากวงแขนภูผา หลบออกไปทันที...

บนเวทีในงานเลี้ยง ศรีเรือนขึ้นกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน และประกาศวางมือจากธุรกิจ แต่ยังไม่ทันประกาศว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดรุ่นต่อไป อรุณเกิดหายใจไม่ออกเพราะฤทธิ์เหล้า ล้มคว่ำลงกับโต๊ะก่อนจะลากข้าวของตามลงมาด้วย เมฆารีบเข้าไปดูอาการ ได้ยินเสียงหายใจดังวี๊ดๆเหมือนหลอดลมกำลังตีบ หันไปสั่งให้วงเดือนไปเตรียมยา อนุตรีบวิ่งมาดู แปลกใจทำไม อยู่ๆอรุณอาการกำเริบมาอีก เมฆาดมลมหายใจของน้อง

“เหล้า...แกกินเหล้าได้ยังไง”

แค่หายใจอรุณยังลำบากจะให้ตอบคำถามยิ่งเป็นไปไม่ได้ หมอหนุ่มหัวขวับมองหน้าภูผาเป็นเชิงตำหนิ แล้วบอกให้พฤกษ์ช่วยเขาพาน้องขึ้นไปที่ห้องนอน...

อรุณอาการปลอดภัย แต่วงเดือนต้องคอยเฝ้าใกล้ชิด ทุกคนพากันโทษภูผาว่าเอาเหล้าให้น้องดื่ม เขาขี้เกียจอธิบายปล่อยเลยตามเลย อนุตโกรธมากตบหน้าเขาฉาดใหญ่ น้องคนเดียวยังดูแลไม่ได้แล้วจะฝากกิจการทั้งหมดของแสนสมุทรไว้กับเขาได้อย่างไร ภูผาเห็นพี่ชายหน้าเสีย ตัดสินใจปฏิเสธพ่อว่าไม่เคยคิดอยากจะได้

“ทำไมผมต้องทำงาน เรามีเงินตั้งเยอะแยะ อยู่เฉยๆ

ผมก็ไม่อดตาย สบายซะด้วยซ้ำ” ภูผาปั้นเรื่องเป็นฉากๆ

อนุตเจ็บใจชกหน้าลูกปากเก่งถึงกับเลือดกบปาก ศรีดาราเข้าไปขวางขอร้องสามีอย่าทำร้ายลูกอีก ภูผาขอโทษแม่ด้วยที่ไม่สามารถรับตำแหน่งผู้สืบทอดได้ อนุตโวยลั่นว่าไม่เคยคิดจะยกให้ แล้วหันไปมองหน้าศรีเรือน

“นี่ไงครับ...คนที่คู่ควรสืบทอดกิจการแสนสมุทรของคุณแม่...ภูผา...ขอบใจที่แกทำให้ฉันรู้ว่าฉันคิดไม่ผิด...

ต่อไปนี้ พฤกษ์จะเป็นคนดูแลกิจการแสนสมุทรทั้งหมด” อนุตสรุปเสร็จ ก้าวฉับๆออกไปอย่างหัวเสีย ศรีเรือนน้ำตาคลอมองภูผาด้วยความผิดหวัง ก่อนจะเดินขึ้นห้อง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น บนเรือประมงของแสนสมุทร พฤกษ์คุยเปิดอกกับภูผา ถ้าอยากจะยกตำแหน่งผู้สืบทอดให้เขา ไม่เห็นต้องใช้วิธีทำให้ตัวเองดูเลวในสายตาของทุกคน ภูผาไม่สนใจ รู้ตัวดีว่าเป็นแค่ส่วนเกินของครอบครัว ทะเลเป็นของพี่พฤกษ์ ชีวิตเป็นของเมฆา อรุณเป็นหัวใจของบ้าน ส่วนเขาเป็นแค่คนไร้ค่าของแสนสมุทร

“น้องอย่างแกมีค่าที่สุดในสายตาพี่อย่างฉัน”

“สักวันหนึ่ง...ผมคงมีค่า สักวันหนึ่ง...แต่วันนี้เป็นของพี่ พาแสนสมุทรออกไปให้ไกลที่สุดนะพี่พฤกษ์ แล้วไม่ต้องห่วงว่าจะขาดลูกเรือนะ...ผมพร้อมเสมอ” เขาตบไหล่พี่ชายจนสะเทือนไปทั้งตัว พฤกษ์เบิร์ดกะโหลกคืน ภูผาไม่ยอมแพ้จะอัดเขากลับ สองพี่น้องวิ่งไล่กันสนุกสนาน จนตกน้ำตกท่าไปด้วยกัน...

คืนวันเดียวกัน ภูผาแวะไปดื่มเหล้าแก้เซ็งที่คลับฮิตแห่งหนึ่งในตัวเมือง นั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ไม่สนใจเพื่อนของเขาที่โบกไม้โบกมือเรียกให้มาเต้นรำด้วยกัน กลุ่มมาเฟียประจำเมืองเข้ามาสนุกสนานกับพวกสาวๆ จ้องมองมาทางภูผาไม่วางตา เขาหันมาเห็นแต่ไม่สนใจ นั่งดื่มเครื่องดื่มของตัวเองต่อ ดนตรีเปลี่ยนเป็นจังหวะสนุกสนาน

ผู้คนในคลับพากันลงมาเต้นรำที่ฟลอร์ ส่งเสียงกรี๊ดๆชอบใจ ชายหนุ่มมองไปยังกระจกเงาหลังบาร์ รู้สึกคุ้นตากับใครบางคนบนฟลอร์ หันขวับไปมอง เห็นวงเดือนกำลังเต้นรำอยู่กับชายคนหนึ่ง เขาลุกพรวดจนเก้าอี้ล้มตึง เดินฝ่าฝูงคนตรงไปหาวงเดือน กระแทกไหล่เฮียมาเฟียแถมเหยียบเท้าซ้ำเข้าให้โดยไม่สนใจ เฮียฉุนกึก

“มากไปแล้วโว้ย...กวนโอ๊ยแบบนี้แล้วยังเหยียบตีนกูอีก”

วงเดือนกำลังเต้นรำอย่างสนุกสนาน หมุนตัวมาเจอภูผายืนตีหน้ายักษ์ ตกใจ ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาลากเธอตัวปลิวออกจากฟลอร์ คู่เต้นรำของเธอโวยลั่น ตามไปกระชากไหล่ ภูผาหันมาพร้อมกับอัดกำปั้นเข้าเต็มหน้าหงายหลังตึง ฟลอร์แตกกระเจิง เขาไม่สนใจ ดึงตัววงเดือนที่พยายามดิ้นหนีออกไปนอกคลับ

“ไม่เคยคิดเลยนะว่าจะเจอเธอในที่แบบนี้ ที่แท้ก็เป็นคนอย่างนี้งั้นเหรอ” ภูผาต่อว่า

วงเดือนยังไม่ทันจะอ้าปากอธิบาย เขาไล่เธอกลับบ้าน แล้วตัวเองจะกลับเข้าคลับ เธอโกรธตะโกนไล่หลังว่าเขาไม่มีสิทธิ์มาสั่ง เพราะเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน เขาหันขวับตาวาวด้วยความโกรธ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ผู้หญิงจะมา โดยเฉพาะผู้หญิงของเขา เธอโต้ไม่ยอมแพ้ว่าไม่ได้เป็นผู้หญิงของใคร เขามันเขี้ยวดึงเธอมาจูบ

“ชอบให้ฉันย้ำใช่ไหมว่าเธอเป็นผู้หญิงของฉัน...ของฉันคนเดียว”

เธอตบหน้าเขาแล้ววิ่งหนี เพื่อนของภูผาออกมาจากคลับพอดี ตะโกนต่อว่าภูผาว่าเป็นบ้าอะไร น้องๆ พยาบาลมาฉลองเรียนจบ แล้วมันเรื่องอะไรถึงไปต่อยอาจารย์พวกเธอ ภูผารู้ตัวว่าทำพลาดรีบตามไปง้อ วงเดือนไม่สนใจยังคงเดินหนี เขาตามไปรวบตัวไว้ขอโทษที่ทำพลาด ยิ่งเธอพยายามดิ้นหนีเขายิ่งกอดไว้แน่น ด้านเฮียกับสมุนตามภูผามาถึงหน้าคลับ แต่ไม่เจอ เจ็บใจมากหมายหัวไว้คราวหน้าอย่าให้เจอตัวอีก ไม่โชคดีแบบนี้แน่...

ครู่ต่อมา ภูผาขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีวงเดือนซ้อนท้ายเข้ามาจอดในบ้านแสนสมุทร เห็นเธอยังกอดเอวเขาแน่น แซวว่าตกลงกลัวตกหรือว่าอยากกอดเขาอย่างนี้ทั้งคืน วงเดือนอายรีบปล่อยมือ วิ่งหายไปในความมืด เขามองตามยิ้มชอบใจ ไม่ทันเห็นอรุณมองลงมาจากหน้าต่างห้องนอนเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น...

ทางด้านวงเดือนกลับถึงห้องพักด้วยหัวใจเต้นแรง จับริมฝีปากตัวเองแล้วอดคิดถึงรสจูบของภูผาไม่ได้ แปลกใจทำไมไม่โกรธที่ถูกหยามเกียรติ กลับรู้สึกพอใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เขา...

ฝ่ายภูผาขึ้นมาถึงโถงชั้นบนแปลกใจที่เห็นอรุณยืนรออยู่ ทักว่าป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอน เขาว่าประชดว่าถ้าเข้านอนก็คงไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ภูผารู้ดีว่าน้องพูดเรื่องอะไรแต่ทำไก๋ อรุณีหึงโพล่งขึ้นว่าเดือนเป็นของเขา

“เดือนเป็นพยาบาลของแก ไม่ใช่เมีย...อย่าสับสน” ภูผาตบไหล่น้องเบาๆแล้วเข้าห้องตัวเอง

เขามองตามพี่ชายทั้งโกรธทั้งเสียหน้า เริ่มหายใจติดๆ ขัดๆ ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น ครั้งนี้อาการหนัก เมฆาต้องให้ยาแรงกว่าเดิม เขาถึงกลับมาหายใจได้ตามเป็นปกติ...

ภูผาตกเป็นจำเลยอีกครั้ง คราวนี้เมฆาโกรธมาก ที่เขาเคยพูดไว้ว่าไม่มีพี่คนไหนคิดจะฆ่าน้องชายตัวเอง แล้วทำแบบนี้อีกทำไม ภูผาถึงกับเครียดจัด ตรงไปยังท่าเรือ ตะโกนขึ้นสุดเสียงอย่างอัดอั้น

“เบื่อโว้ย...สักวันหนึ่งเถอะ จะออกทะเลแล้วไม่กลับมาอีกเลย แสนสมุทรมีเลือดดีมากพอแล้วตัดเลือดชั่วออกไปบ้างก็คงจะดี”

ooooooo

หลังจากยกกิจการของแสนสมุทรให้พฤกษ์ดูแล อนุตยกคลินิกที่บุกเบิกมากับมือให้เมฆาสืบทอดต่อ เมฆาถือโอกาสนี้ขอตัววงเดือนมาเป็นพยาบาลผู้ช่วยที่นี่ ศรีดาราค้านทันที

“ถ้าลูกอยากได้พยาบาล แม่ว่าเรารับคนใหม่ก็ได้นี่จ๊ะ ถ้าตัวเดือนมา แม่เกรงว่ามันจะไม่ดีกับอรุณนะลูก”

เมฆาไม่คิดว่าอรุณน่าเป็นห่วงที่สุดในบ้าน แต่เป็นภูผาต่างหากที่เขาเป็นห่วง ศรีดารามองหน้าลูกงงๆ...

เป็นอย่างเมฆาคาดไว้ไม่มีผิด ภูผาถูกเฮียกับสมุนตามมาเอาคืน เพราะต้องการให้เขากราบเท้าขอโทษที่เมื่อคืนเหยียบเท้าเฮียแล้วชิ่งหนี เขาไม่ทำตาม ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าสมุนของเฮียที่มายืนกั้นถนน พวกเฮียขับรถไล่ตามสาดกระสุนถากไหล่ภูผาเลือดสาด แต่เขาใช้ความชำนาญในการขี่มอเตอร์ไซค์หนีรอดไปได้

ครู่ต่อมา ภูผาเลี้ยวรถเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว เจอวงเดือนเดินอยู่พอดี รีบหักมอเตอร์ไซค์หลบแทบไม่ทัน หญิงสาวตกใจ เข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น เขาโวยลั่นอยากตายใช่ไหมถึงเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ เธอตั้งสติได้โต้กลับ

“คุณต่างหากที่อยากให้เดือนตาย”

“อย่าพูดคำนี้อีก เก็บปากของเธอไว้โดนจูบเถอะ” เขาจอดรถแล้วจะเข้าบ้าน เธอเห็นรอยเลือดที่แขน รีบพาไปทำแผล แล้วยังช่วยเอาเสื้อที่เปื้อนเลือดไปซักให้ เกรงว่าถ้าใครมาเห็นเข้า เขาจะถูกเอ็ดเอาอีก ภูผาเป็นปลื้มที่เธอห่วงใย มองตามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ศรีเรือนเห็นเหตุการณ์โดยตลอดไม่พอใจมาก ตามไปเอาเสื้อหลานชายคืน มองวงเดือนด้วยสายตาเหยียดหยาม

“คนใช้ยังไงก็ต้องโตเป็นคนใช้วันยังค่ำ อย่าริจะโตเป็นนาย” คำพูดของเธอทำให้วงเดือนถึงกับหน้าชา

ooooooo

อนุตยอมให้วงเดือนไปช่วยงานเมฆาที่คลินิก วันนี้เป็นวันแรกที่เธอต้องไปทำงาน คลินิกอยู่ไม่ไกลบ้าน เธอจึงปั่นจักรยานไป ปั่นมายังไม่ถึงครึ่งทาง ภูผาขับมอเตอร์ไซค์มาจอดปาดหน้า เธอตกใจ หักหลบทั้งคนทั้งจักรยานล้มไปด้วยกัน แทนที่จะช่วยเขากลับพูดจากวนประสาทจนเธอโกรธ จะขี่รถหนี อ้างว่ากำลังรีบ ต้องไปช่วยงานเมฆาที่คลินิก เขาดึงจักรยานไปจากมือเธอ แล้วโยนทิ้ง หญิงสาวโวยลั่น ถ้ารถพังแล้วเธอจะไปทำงานได้อย่างไร

“ก็คงต้องให้ฉันไปส่ง” ภูผาเดินไปสตาร์ตมอเตอร์ไซค์รอ แล้วเร่งให้เธอรีบมาขึ้นรถ

วงเดือนลังเล ก่อนจะหันไปฝากรถกับอาซิ้มเจ้าของร้านขายของชำ แล้วขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย แต่ไม่ยอมจับเอว ภูผาแกล้งออกรถกระชาก เธอถึงกับร้องว้าย รีบกอดเอวเขาแทบไม่ทัน ทั้งคู่ไม่เห็นเฮียมาเฟียกับสมุนจับตามองมาจากร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เฮียยิ้มร้าย รู้แล้วว่าจะจัดการกับภูผาอย่างไร...

ครู่ต่อมาที่หน้าคลินิก เมฆาเดินมาส่งคนไข้ที่เพิ่งตรวจเสร็จ ภูผาขี่รถเข้ามาจอดพอดี วงเดือนรีบวิ่งมาขอโทษเขาเป็นการใหญ่ แค่วันแรกก็มาทำงานสายเสียแล้ว เขาอยากให้เธอทำอะไรบอกได้เลย

“ตอนนี้ยังไม่มีคนไข้ เตรียมอุปกรณ์ทำแผลไว้ให้พร้อมก็แล้วกัน เพราะคนสมัยนี้ชอบใช้กำลังมากกว่าเหตุผล” เมฆาว่าพลางเหลือบมองพี่ชาย ภูผารู้ตัวว่าถูกแขวะ มองน้องชายยิ้มๆ ก่อนจะเร่งเครื่องออกไป...

ค่ำวันเดียวกัน หลังคลินิกปิด วงเดือนต้องกลับบ้านคนเดียว เพราะโฉมไฉไลแวะมาชวนเมฆาไปหาที่เงียบๆคุยกัน ครู่ต่อมา เขาพาโฉมโฉไลมายังคลับหรูริมทะเล เธอตัดพ้อที่เขากลับมาทั้งทีไม่เห็นบอกกันบ้าง

“ผมไปเรียนต่อแค่ปีนัง แล้วก็แค่ปีเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่ครับ...อีกอย่าง ผมไม่คิดว่าคุณจะสนใจ เพราะเราเลิกกันแล้ว...คุณไปอยู่กรุงเทพฯก็คงมีอะไรที่น่าสนใจ...กว่าที่นี่” เมฆาว่าประชด

“ก็มีบ้างค่ะ แต่ไม่มีอะไรจริงจัง...เหมือนที่นี่” เธอว่าแล้วยกแก้วเครื่องดื่มชนกับแก้วของเขาพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ “สำหรับการพบกันอีกครั้งของเราค่ะ”

ooooooo

เฮียกับสมุนสบโอกาสเหมาะที่วงเดือนเดินกลับบ้านเพียงลำพัง ตรงเข้าฉุดขึ้นรถ แต่ภูผาขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดขวาง แล้วเข้าไปลุยกับเหล่าสมุน เขามีฝีมือดีกว่าซัดพวกนั้นหมอบ ทันใดนั้นมีเสียงกรีดร้องของวงเดือนดังขึ้น เขาหันขวับไปมองเห็นเฮียกระชากเสื้อเธอขาด จะเข้าไปช่วย แต่เฮียชักปืนจ่อหัวเธอไว้ ขู่ถ้าเขาขยับอีกก้าวเดียวจะยิงเธอทิ้ง ภูผาขอร้องให้ปล่อยเธอไป นี่เป็นเรื่องระหว่างเราสองคน ผู้หญิงไม่เกี่ยว

“วันก่อนเอ็งรอดไปได้ แต่วันนี้...ไม่มีทาง...พวกแก...จัดการมัน”

สมุนของเฮียรุมกระทืบภูผาสะบักสะบอมโดยที่เขาไม่กล้าตอบโต้ แล้วจับกดหัวบังคับให้กราบเท้าเฮีย เขากลัววงเดือนจะเป็นอันตรายทำท่าจะก้มกราบ เธอทนดูไม่ได้โผกอดเขาไว้ไม่ยอมให้ทำ เฮียโกรธจะยิงเธอฐานแส่ไม่เข้าเรื่อง ภูผาเหลือบเห็นมีดที่สมุนทำตก คว้ามันขว้างใส่แขนเฮียปืนกระเด็นหลุดมือ แล้วแย่งปืนไว้ได้ เล็งใส่เฮียทันที แต่สุดท้ายกลับขว้างปืนทิ้ง

“เรื่องของแกกับฉันจบกันนับแต่วันนี้ ต่างคนต่างอยู่” ภูผาพูดจบถอดเสื้อตัวเองคลุมให้วงเดือนแล้วพาออกไป สมุนไม่ยอมแพ้วิ่งไปหยิบปืนยิงภูผา เป็นจังหวะเดียวกับเฮียเข้ามาห้ามพอดี กระสุนเจาะร่างเต็มๆ...

เหตุการณ์ครั้งนี้บานปลายเรื่องถึงตำรวจ อนุตทั้งโกรธทั้งอับอายที่ต้องประกันตัวลูกชายออกจากห้องขัง วงเดือนพยายามอธิบายว่าภูผาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เขาไม่ฟังตบหน้าลูกฉาดใหญ่ แล้วไล่ให้ไปทำเลวที่อื่น บ้านแสนสมุทรไม่ได้มีไว้ให้ใครเหยียบย่ำทำลาย ทุกคนพากันเงียบกริบไม่มีใครกล้าค้านแม้แต่ศรีเรือน...

พฤกษ์เพิ่งรู้ข่าวรีบกลับมาขอร้องพ่อช่วยทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง ไล่ภูผาออกจากบ้านเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินไป อนุตตัดสินใจแล้วว่า จะไม่ยอมให้เลือดของแสนสมุทรต้องแปดเปื้อนเพราะลูกชายตนเอง พฤกษ์เป็นห่วงน้องชายมาก รีบไปหาที่ห้อง กลับเจอภูผากำลังเก็บข้าวของใส่เป้สัมภาระ

เขาเข้ามาดึงเป้ออก จะไม่ยอมให้น้องไปไหนทั้งนั้น รอให้พ่อหายโกรธแล้วเขาจะพูดกับท่านเอง ภูผารู้ตัวดีว่าคราวนี้พ่อคงไม่ยอมอ่อนข้อให้อีกแล้ว เขาคงต้องไปจากที่นี่ พฤกษ์พยายามรั้งไว้แต่ไม่สำเร็จ...

ครู่ต่อมา ภูผาแวะไปหาวงเดือนที่ห้องพัก เธอร้อนใจมากที่เขาโดนเล่นงานทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด อาสาจะไปบอกความจริงกับอนุต เขาไม่คิดว่าจะมีประโยชน์อะไร เลือดชั่วๆอย่างเขาถูกตัดทิ้งได้ยิ่งดี

“ก็เพราะคุณตั้งใจทำให้ทุกคนมองว่าคุณชั่วทั้งๆที่ไม่ใช่ คุณแข่งว่ายน้ำกับคุณอรุณเพราะต้องการลบปมด้อยให้เขา คุณต้องโดนจับเพราะปกป้องเดือน แล้วที่คุณจะ ไปก็ไม่ใช่เพราะคุณท่านออกปากไล่ แต่คุณไปเพื่อให้แสนสมุทรเป็นของคุณพฤกษ์อย่างเต็มตัว...ตอบมาสิคะว่าเดือนพูดถูกไหม...ว่าไงคุณภูผาคนเก่ง กล้าตอบไหม”

เขาดึงเธอเข้ามาจูบแทนคำตอบ ครั้งนี้เธอเต็มใจไม่ขัดขืน พฤกษ์แอบมองอยู่มุมหนึ่งถึงกับอึ้ง ก่อนจะหันหลังกลับไปอย่างเจ็บปวดใจ ภูผาตัดสินใจชวนเธอไปด้วยกัน เธอมองสบตาเขานิ่งงัน

“ฉันไม่กล้าทิ้งเธอไว้ที่นี่คนเดียว ฉันคงนอนไม่หลับแน่ถ้าเธอไม่อยู่ในสายตา...ฉันไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง ขอแค่เธอเชื่อมั่นในตัวฉัน เชื่อมั่นในหัวใจของฉัน แค่นั้นเราก็รอดแล้ว...พรุ่งนี้รถไฟออก 7 โมงเช้า ฉันจะรอที่สถานี ถ้าเธอไม่มา ฉันก็คงไปแต่ตัว หัวใจพังๆไม่รู้จะเอาไปด้วยทำไม” เขามองสบตาเธอครู่หนึ่งก่อนจะออกไป หญิงสาวสับสน ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี ทั้งคู่ไม่เห็นอรุณแอบฟังอยู่โดยตลอด มองเธออย่างร้อนใจ

ooooooo

ตอนที่ 2

ศรีเรือนไม่ปล่อยให้หลานรักต้องออกจากบ้านอย่างเคว้งคว้างหมดทางไป เข้ามานั่งรอเขาอยู่ในห้อง พร้อมกับซองใส่โฉนดที่ดินแปลงหนึ่ง พอภูผากลับเข้ามา เธอยื่นซองเอกสารให้

“โฉนดที่ดินแปลงนี้อยู่ไกลจนถูกลืม ไกลเกินกว่าแสนสมุทรจะแผ่ไปได้ถึง ย่ายกให้แก...ไปให้ถึง สร้างอาณาจักรของภูผาขึ้นมา ทิ้งแสนสมุทรให้พฤกษ์อย่างที่แกต้องการ...จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ นอกจากแกกับย่า...อย่ากลับมาจนกว่าจะทำสำเร็จ” ศรีเรือนสีหน้าจริงจัง ภูผาซาบซึ้งใจมากที่มีคุณย่าอีกคนหนึ่งที่เข้าใจเขา...

ขณะเดียวกัน วงเดือนนั่งจ้องกระเป๋าเดินทางราวกับเป็นของแปลกไม่เคยเห็นมาก่อน ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี ใจหนึ่งอยากไปกับภูผา แต่อีกใจหนึ่งเป็นห่วงอรุณ เพราะรับปากกับอนุตไว้ตั้งแต่ตอนที่ท่านพาเธอมาอยู่ที่นี่ว่าจะไม่ทิ้งเขาไปไหน จะอยู่คอยเป็นนางฟ้าคุ้มครองเขา แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ยังมีเมฆาซึ่งเป็นหมอที่เก่งคอยดูแลเขาอยู่ทั้งคน เธอตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าข้าวของจำเป็นใส่กระเป๋าเดินทาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว หันไปจัดยาของอรุณแยกไว้เป็นชุดๆใส่ถาด แล้วย่องเอาไปวางไว้หน้าห้องนอนของเมฆา

“ฝากคุณอรุณด้วยนะคะ” จากนั้น รีบย่องกลับห้องพักตัวเอง

ooooooo

อรุณนั่งหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องนอนตัวเอง มองนาฬิกาบนผนัง บอกเวลา 06.30 น. เขากำมือแน่น ในใจรู้ว่ากำลังจะทำผิด แต่ไม่มีทางเลือก สูดหายใจเข้าปอด ก่อนจะลุกจากเก้าอี้

“ขอโทษครับพี่ผา...แต่ผมยอมเสียเดือนไปไม่ได้จริงๆ” เขาน้ำตาคลอ ผลักเก้าอี้ล้มโครม

ชอุ่มแม่บ้านกำลังทำความสะอาดอยู่หน้าห้อง ได้ยินเสียงเหมือนอะไรหนักๆล้ม รีบเปิดประตูห้องดู เห็นอรุณนอนหอบอยู่ที่พื้น...

ขณะวงเดือนออกจากห้องพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทาง ชอุ่มวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่าคุณอรุณแย่แล้ว หญิงสาวตกใจ วางของในมือรีบวิ่งตามชอุ่มไปยังห้องของอรุณ เห็นเจ้าของห้องนอนหอบอยู่ที่พื้น เธอเข้าไปดูอาการบอกให้เขาหายใจลึกๆ ชอุ่มสั่นไปหมดไม่รู้จะทำอย่างไรดี คุณอนุตก็ไม่อยู่เพิ่งออกไปข้างนอก คุณเมฆาก็เช่นกัน

วงเดือนสั่งให้ชอุ่มไปตามคนงานขึ้นมาช่วยเธอที เราต้องพาคุณอรุณไปที่คลินิก ชอุ่มรีบไปทำตามสั่ง พยาบาลสาวจับชีพจรแล้วนิ่วหน้า พึมพำเบาๆไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ อรุณรีบตวัดมือข้างที่ถูกจับชีพจรมากุมมือเธอไว้ แกล้งหายใจหอบ อย่างน่าสงสาร ร้องเรียกเธอตลอดเวลา

“เดือนอยู่นี่ค่ะ ไม่ต้องกลัวนะคะ เดือนจะพาคุณไปหาคุณเมฆา” เธอพูดพลางหันไปมองนาฬิกา เข็มบอกเวลา 06.45 น. ชักใจคอไม่ดี อรุณรู้ทันแกล้งป่วยหนัก หายใจติดๆขัดๆ

“สัญญานะ...อย่าทิ้งฉัน...สัญญา...นะเดือน” เขากำมือเธอไว้แน่น...

ขณะที่อรุณเล่นบทคนป่วยหนักได้เนียน ภูผาเริ่มนั่งไม่ติด กลัวหญิงคนรักจะไม่มา ยิ่งได้ยินเสียงนายสถานีสั่นกระดิ่งเรียกให้ขึ้นรถเป็นครั้งสุดท้าย เขายิ่งใจเสีย...

กว่าชอุ่มจะพาคนงานเข้ามาในห้อง เกือบจะ 7 โมงแล้ว วงเดือนเดินตามคนงานที่ช่วยกันประคองอรุณไปที่รถด้วยน้ำตาคลอเบ้า สับสนไปหมด อยากจะไปสถานี รถไฟใจจะขาด แต่ก็ทิ้งอรุณไม่ลง จำต้องไปคลินิกด้วย...

ขณะเดียวกันที่สถานีรถไฟ ภูผาตัดใจหยิบเป้สัมภาระแล้วเดินไปที่ขบวนรถไฟ หันกลับไปมองหาวงเดือนอีกครั้งพบแต่ความว่างเปล่า เขาคงต้องทิ้งหัวใจพังๆของตัวเองไว้ที่นี่ แล้วก้าวขึ้นรถไฟอย่างคนไร้หัวใจ...

ไม่นานนัก วงเดือนพาอรุณมาถึงคลินิก เมฆาตรวจอาการของน้องชายอย่างละเอียดแล้วกลับไม่พบสิ่งผิดปกติ อรุณใจตุ๊มๆต่อมๆกลัวพี่ชายจะจับโกหกได้ ยิ่งเห็นเขาใช้หูฟังตรวจการทำงานของปอด น้องชายคนเล็กของบ้านหลับตาแน่นไม่กล้าสบตาด้วย วงเดือนร้อนใจถามเมฆาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“ถ้าจากอาการหอบก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ถ้าอย่างอื่น...ก็ไม่แน่...อรุณปลอดภัยแล้ว” เมฆาพูดจบ ออกจากห้องตรวจ วงเดือนหมดห่วง บอกอรุณว่าขอตัวสักพัก แล้วจ้ำพรวดออกไปทันที เขารอจนเธอพ้นสายตา จึงยันตัวลุกขึ้นนั่ง สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เมฆาเห็นวงเดือนผลุนผลันออกจากคลินิก รีบกลับไปยังห้องตรวจเจอน้องชายตัวดีนั่งอยู่บนเตียง ไม่มีอาการหอบหืดให้เห็น เขาเสียงเขียวขึ้นมาทันที

“อย่าทำแบบนี้อีก...อย่าเอาความเจ็บป่วยของแกมาเป็นอาวุธ” ว่าแล้ว เขาออกจากห้องไปอีกครั้ง

“คนอ่อนแออย่างผมจะไปมีอาวุธอื่นอะไร นอกจากความตาย” อรุณพึมพำน้ำตาคลอ

ooooooo

ในเวลาต่อมา วงเดือนมาถึงสถานีรถไฟ  เห็นเพียงรางรถไฟที่ว่างเปล่า รถไฟเที่ยว 7 โมงไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เธอตัดสินใจวิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋วว่าขบวนรถเที่ยวนั้นไปถึงไหน

“ปลายทางเชียงราย แต่เขาจอดทุกสถานีไล่ไปเรื่อยนั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะลงที่ไหน”

เธอเดินคอตกออกมา หันกลับไปมองรางรถไฟที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ก่อนจะร้องไห้โฮ...

ขณะที่วงเดือนออกจากสถานีรถไฟด้วยน้ำตานองหน้า บนขบวนรถไฟมุ่งหน้าสู่เชียงราย ภูผานั่งซึม คิดถึงหญิงคนรัก พลันภาพในอดีตผ่านเข้ามาในสมองของเขา...คืนนั้น ภูผาจอดมอเตอร์ไซค์ขวางหน้าวงเดือนซึ่งหอบตำราเรียนเต็มสองมือ เธอตกใจหนังสือเกือบหลุดมือ ยิ่งเห็นสายตาที่เขามองมายิ่งกลัว รีบอธิบายว่าไปอ่านหนังสือบ้านเพื่อนเพิ่งเสร็จ เขาสั่งให้เธอขึ้นมาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ แต่เธอลังเล เขาตวาดลั่นให้ขึ้นมา

เธอสะดุ้งโหยง รีบทำตามสั่งด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ เขาจับขาเธอให้เปลี่ยนเป็นนั่งคร่อม  แล้วบอกให้กอดเอว

เขาไว้ เห็นเธอนั่งนิ่งเขาเลยถือวิสาสะจัดการให้เสร็จสรรพ อ้างว่าที่ต้องทำแบบนี้ก็แค่ไม่อยากให้เธอตกรถตาย

“ชีวิตของเดือน...คุณมายุ่งอะไรด้วย”

“คิดเหรอว่าอยากยุ่ง อยากตามเธอ อยากดูแลเธอ เรื่องบ้าๆพวกนี้ ฉันไม่ได้อยากทำเลยสักนิด แต่มันห้ามใจตัวเองไม่ได้...เข้าใจไหมยัยโง่” พูดจบ เขาเอี้ยวตัวมาจูบเธอ

เสียงหวูดรถไฟทำให้เขาตื่นจากภวังค์มาพบกับความจริงที่ปวดร้าว “จะเสียใจทำไม แกมันไม่มีหัวใจอีกต่อไปแล้ว...จำเอาไว้...ไอ้ภูผา” เขาหลับตาซ่อนความขมขื่นใจไว้...

ขณะที่ภูผาพยายามลืมความเจ็บช้ำน้ำใจให้ได้ วงเดือนแวะมาหาพฤกษ์ที่สะพานปลา เขากำลังทำงานง่วนอยู่ แต่พอเห็นหน้าตาที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักของเธอ ถึงกับชะงัก รู้ทันทีว่าภูผาไปแล้ว

“ถ้าจะมาถามว่ามันไปไหน พี่ไม่รู้หรอก แต่พี่เชื่อว่าภูผาต้องไม่เป็นอะไร เพราะมีหัวใจดวงหนึ่งตามไปห่วงใยดูแลอยู่ตลอดเวลา...ผู้หญิงร้องไห้ น่าสงสาร...แต่ไม่สวยหรอกนะ ยิ้มหน่อยสิ...น้องสาวพี่” เขาลูบหัวเธอ

อย่างอ่อนโยน แทนที่จะยิ้มเธอกลับปล่อยโฮโผกอดเขาไว้แน่น อย่างน้อยเธอก็ยังมีเขาเป็นพี่ชายที่แสนดีคอยให้กำลังใจ พฤกษ์ซ่อนความปวดร้าวไว้ ยอมรับสภาพที่เป็นได้แค่พี่ชายที่แสนดีของเธอ

ooooooo

รถไฟมาถึงเชียงรายในเช้าวันถัดมา ภูผาจำได้ว่าคุณย่าศรีเรือนสั่งไว้ก่อนจะจากกันว่า ไปถึงปลายทางจะมีคนมารับชื่อ นายสว่าง แต่คนของคุณย่าไม่ว่างต้องอยู่จัดสถานที่ให้เจ้านายคนใหม่ จึงส่งหนูนาหลานสาวจอมห้าวของเขามารับแทน เจอกันครั้งแรก ทั้งภูผาและหนูนาไม่ถูกชะตากันสักเท่าไหร่ เกือบจะมีเรื่องกันด้วยซ้ำ...

ระหว่างที่หนูนาขับรถไปตามไหล่เขามุ่งหน้าไปยังไร่ ภูผาเอาแต่นั่งนิ่งจ้องมองไปนอกหน้าต่างรถตลอดเวลา เธอมองอย่างหมั่นไส้คิดว่าหยิ่ง พูดจาเหน็บแนมอยู่ตลอด เขายังนั่งนิ่งไม่โต้ตอบ จนคนพูดชักจะทนไม่ไหว

“นี่คุณจะเป็นใบ้อีกนานไหม ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็ปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวอยู่ได้...เหนื่อยนะ”

“ก็หุบปากสิ จะได้ไม่เหนื่อย” สีหน้าเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึก

“นี่ถามจริงเหอะ...ทำตัวเป็นผีดิบอย่างงี้ มีหัวใจหรือเปล่าเนี่ย” หนูนาอดแดกดันไม่ได้

“เคยมี” คำตอบของภูผา ทำเอาเธอถึงกับไปไม่เป็น...

ในขณะเดียวกัน ที่บ้านแสนสมุทร อรุณใจคอไม่ดีเมื่อรู้ว่า เมื่อวานวงเดือนแวะไปหาพฤกษ์ที่สะพานปลา ซักถามเป็นการใหญ่ว่าเขาบอกหรือเปล่าว่า ภูผาไปไหน หญิงสาวมองสงสัย อรุณรีบแก้ตัวว่าที่ถามเพราะเป็นห่วงพี่ชาย พอรู้ว่าพฤกษ์ไม่รู้ที่อยู่ของภูผา ถึงกับถอนใจโล่งอก

หลังจากจัดยาให้อรุณกินเรียบร้อย วงเดือนกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปคลินิก หยิบกระเป๋าถือกำลังจะออกจากห้องพัก เหลือบเห็นช่อดอกผักบุ้งทะเลที่ภูผายัดใส่มือเธอเมื่อคราวแข่งว่ายน้ำกับพฤกษ์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นดอกไม้แห้งปักอยู่ในแจกกัน เธอน้ำตาคลอขึ้นมาทันที

“คุณภูผา...คุณอยู่ที่ไหน”

พฤกษ์ยืนอยู่หน้าห้องพักของเธอพอดี มองเธอร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ พึมพำกับตัวเองเบาๆ “ฉันสัญญา...จะดูแลหัวใจของแก...จนถึงวันที่แกกลับมาทวงมันคืน...ภูผา”

วงเดือนเอาช่อดอกไม้แห้งขึ้นมาแนบอกน้ำตาคลอ ราวกับจะส่งผ่านความรู้สึกนั้นไปถึงภูผา...

แม้จะอยู่ห่างกันมาก เหมือนภูผาจะรับความรู้สึกนั้นได้ หยิบดอกผักบุ้งแห้งจากเป้สัมภาระขึ้นมาดู หนูนาซึ่งกำลังขับรถเหลือบเห็นเขาหน้าเจื่อนๆ ทักว่าอกหักมาหรือ เขาหันขวับ ส่งสายตาเป็นทำนองว่าอย่ายุ่ง แล้วมองดอกไม้อีกครั้ง ก่อนจะตัดใจยื่นมือออกไปนอกรถ ปล่อยให้มันลอยไปตามลมไกลจากเขาออกไปทุกที...

จากนั้นไม่นาน หนูนาขับรถมาถึงบ้านไร่บนเขา นายสว่างกับดอยหลานสาวคนเล็กมายืนรอต้อนรับด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ภูผาลงจากรถ นายสว่างรีบเข้ามาแนะนำตัวเองและหลานสาว พร้อมทั้งขอโทษที่ไปรับเขาที่สถานีรถไฟด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะมัวแต่ทำความสะอาดบ้านไว้รอต้อนรับ เห็นเจ้านายคนใหม่นั่งรถไฟมาทั้งคืน จึงเชิญให้ขึ้นไปพักผ่อนบนบ้านก่อน แล้วจะเข้าไปยกเป้สัมภาระให้

“ไม่เป็นไร...ผมยังไม่อยากพัก...ที่นี่สวยมาก ทั้งธรรมชาติ แล้วก็...” ภูผากวาดสายตามาหยุดตรงหน้าหนูนาพอดี เธอหลงคิดว่าจะได้รับคำชม ที่ไหนได้เขากลับชื่นชมอากาศที่สดชื่นไร้มลภาวะหน้าตาเฉย

ooooooo

ที่คลินิกเมฆา วงเดือนเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ เหลือบดูนาฬิกาพอมีเวลา หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนจดหมายถึงภูผา ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะส่งไปที่ไหน แค่อยากระบายว่าทำไมเธอถึงไปพบเขาที่สถานีรถไฟไม่ได้

จังหวะนั้น เมฆาขับรถมาจอดหน้าคลินิก เธอรีบเก็บจดหมายปาดน้ำตาทิ้ง เขาเข้ามาเห็นตาบวมช้ำของเธอยื่นผ้าเช็ดหน้าของตัวเองให้

“เดี๋ยวคนไข้เข้ามาจะตกใจ เห็นพยาบาลร้องไห้ขนาดนี้ จะพาลเข้าใจว่าหมอเมฆาดุมาก ไม่มีใครกล้ารักษากันพอดี...ฉันมีเคสผ่าตัดที่ รพ.เลยแวะมาบอกก่อน กลัวคนไข้จะรอ อาจจะมาถึงช้าหน่อย แต่จะรีบมา” เขาสั่งเสร็จรีบขึ้นรถขับออกไป วงเดือนเดินตามจะไปปิดประตู

ทันใดนั้น โฉมไฉไลโผล่พรวดมายืนตรงหน้า มองมาด้วยสายตาเหยียดๆ ก่อนจะผลักประตูเข้ามาด้านใน เธอมาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเมฆา เพราะคิดว่าวงเดือนมีส่วนทำให้เขาปฏิเสธที่จะกลับมาคบหากับเธอเลยมาข่มเอาไว้ก่อน แถมเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้เขาไปเจอเธอคืนนี้ที่เดิม...

ขณะที่โฉมไฉไลตั้งตัวเป็นศัตรูกับวงเดือนอย่างเปิดเผย หนูนารับหน้าที่เป็นไกด์พาภูผาขี่ม้าตรวจดูสภาพของไร่ชาที่รกร้าง ขาดการดูแล ชายหนุ่มลงจากหลังม้าหยิบดินที่แตกระแหงขึ้นมาดู เธอตามมายืนข้างๆ

“ที่ผืนนี้ถูกทิ้งมานาน ตั้งแต่เจ้าของเก่าขายให้คุณย่าของคุณก็ยังไม่มีใครมาบุกเบิก มันก็เลยรกร้างแล้วก็ว่างเปล่า...แต่จะว่าไปที่ผืนนี้มันก็เหมือนคุณนั่นล่ะนะ...รกร้าง...ว่างเปล่า” หนูนาแดกดัน

“เธอชอบฉันหรือ” เขายื่นหน้าเข้าไปเกือบจะชิดใบหน้าของอีกฝ่าย เธอลุกพรวด

“บ้า...ผู้ชายไม่มีหัวใจอย่างคุณเนี่ยนะ...ไม่มีทาง” ปากปฏิเสธ แต่ทำไมหัวใจเธอกลับหวั่นไหว

“ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน...หนูน้อย” เขายิ้มกวน แล้วเดินสำรวจต่อปล่อยให้เธอโกรธตัวสั่นอยู่คนเดียว...

ค่ำวันเดียวกัน โฉมไฉไลถึงคลับเฟื่องนครก่อนเวลานัด ระหว่างรอเมฆา เธอบริหารเสน่ห์ไปทั่ว ตกเป็นเป้าสนใจของพวกหนุ่มๆ เพื่อนของเธอไม่เข้าใจว่าเธอจะกลับไปยุ่งกับแฟนเก่าทำไม ในนี้มีผู้ชายที่อยากจะเริ่มต้นใหม่กับเธอตั้งหลายคน และที่สำคัญ เมฆาจะกลับมาคบกับเธอหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ โฉมไฉไลวีนแตกทันที

“คนอย่างฉันไม่มีผู้ชายคนไหนโง่พอที่จะปฏิเสธหรอก ไม่เชื่อก็ดูเอาเองแล้วกัน” เธอปรายตาไปรอบๆ เห็น หนุ่มๆพากันจ้องมองมาที่เธอเป็นตาเดียวกัน เธอจำได้ดีว่า คราวก่อนเป็นฝ่ายพลาดเองที่บอกเลิกเมฆา ครั้งนี้ เธอจะไม่ยอมพลาดซ้ำสองเป็นอันขาด จังหวะนั้นมี

ชายหนุ่มคนหนึ่งดูดี มีฐานะเข้ามาตีสนิทด้วย โฉมไฉไล ทำให้เพื่อนๆอึ้ง แม้หนุ่มคนนั้นจะเป็นถึงลูกผู้มีอิทธิพล แต่เธอก็สามารถใช้เสน่ห์สยบเขาได้...

ระหว่างที่โฉมไฉไลกำลังสนุกกับการบริหารเสน่ห์อยู่ในคลับ หนูนาไม่เข้าใจทำไมภูผาต้องของขึ้นทุกครั้งที่เธอพูดพาดพิงถึงคนรักของเขา คราวนี้ก็เช่นกัน เขาทำหน้าโหดใส่จนเธอต้องผงะถอยหลัง แล้วเดินหนีเข้าบ้านไปอย่างหัวเสีย เธอดูจากอาการของเขาแล้ว ฟันธง ได้เลยว่าต้องโดนผู้หญิงคนนี้ทิ้งมาแน่ๆ

ooooooo

ได้เวลาปิดคลินิก วงเดือนปิดไฟแล้วออกมาดึงประตูเหล็กดัดด้านหน้า แต่มันติดดึงไม่ได้ เมฆาเข้ามาช่วยกระชากประตูถึงปิดได้ บอกให้เธอทิ้งจักรยานไว้ที่นี่แล้วกลับไปกับเขา วงเดือนทักท้วงว่าคืนนี้เขามีนัดกับคุณโฉมไม่ใช่หรือ เขายืนยันจะกลับ แล้วเร่งให้เธอขึ้นรถ ปรากฏว่ารถสตาร์ตไม่ติด เมฆาจำต้องทิ้งรถไว้แล้วหันใช้จักรยานของเธอแทน ระหว่างทางกลับบ้านเธอนั่งเหม่อลอย ไม่พูดไม่จา เขาหยุดรถ ถามด้วยความเป็นห่วงว่า

“เป็นอะไรหรือเปล่า เห็นนั่งเงียบมาตั้งแต่คลินิกแล้ว...คิดถึงพี่ผาหรือ”

ทีแรกเธอปฏิเสธว่าจะไปกล้าคิดถึงเขาได้อย่างไร เมฆาขอร้องว่าอย่าปฏิเสธ เขารู้ดีว่าเธอคิดถึง เธอลังเล อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามว่ารู้หรือเปล่าว่าคุณภูผาอยู่ที่ไหน เมฆาไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน ถึงเขารู้เธอ ก็ทำอะไรไม่ได้ อรุณคงไม่ยอมปล่อยเธอไปแน่ๆ วงเดือนรู้เต็มอกว่าที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง ถึงกับนํ้าตาร่วง...

ครู่ต่อมา เมฆาละวงเดือนมาถึงบ้านแสนสมุทรต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน เขาขึ้นบันไดมาเห็นไฟในห้องหนังสือยังเปิดอยู่ เข้าไปดูเจออรุณกำลังนั่งอ่าน หนังสือ แปลกใจทำไมป่านนี้ยังไม่นอน เขาอ้างว่าอยากอ่านหนังสือให้จบก่อน เมฆาไม่ติดใจสงสัยอะไร จนกระทั่งเหลือบไปเห็นม่านหน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่ เขาเดินไปดู รู้ทันทีว่าน้องชายเห็นเขากับวงเดือน แต่เขาทำเป็น

ไม่สนใจ ขยับจะออกจากห้อง อรุณร้อนใจโพล่งขึ้นทันที

“รถพี่ไปไหน ทำไมพี่ต้องกลับมาพร้อมเดือนด้วย”

“อรุณ...นายกำลังทำให้แสนสมุทรไม่เหมือนเดิม” เมฆาเน้นทีละคำ

“ผมยอมรับว่าผมทำผิด แต่ผมไม่มีทางเลือก พี่ลองมารักเดือนแบบผมสิ แล้วพี่จะเข้าใจ” เขาพูดจบผลุนผลันออกไป เมฆาหน้าเครียด ไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้ มีดีอะไร ทำไมทั้งพี่ทั้งน้องของเขาถึงรุมรักเธอกันหมด...

ด้านวงเดือนเขียนจดหมายถึงภูผาต่อจากที่ค้างไว้จนเสร็จ เงยหน้าขึ้นมองจันทร์เสี้ยวด้วยนํ้าตาคลอเบ้า

“ต่อให้เดือนสารภาพผิดอย่างไร มันก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะคุณจากไปแล้ว เดือนได้แต่หวังว่าวันหนึ่ง จดหมายฉบับนี้จะเดินทางไปถึงมือคุณ ให้คุณได้รู้ว่าทำไมคุณต้องจากไปโดยลำพัง”

ooooooo

วันรุ่งขึ้น โฉมไฉไลตามมาอาละวาดเมฆาถึงคลินิกที่เมื่อคืนไม่ยอมไปตามนัด เขาอ้างไปเรื่อยเปื่อยว่า คลับไม่ใช่ที่ของหมอและที่สำคัญเราสองคนเลิกกันนานแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปพบเธอ แล้วรีบตัดบท

“คลินิกใกล้จะเปิดแล้ว คุณกลับไปเถอะ เพราะที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ของคุณเหมือนกัน”

โฉมไฉไลเห็นหน้าตาเคร่งเครียดของเขาแล้วจำต้องล่าถอย พอมาถึงประตูคลินิก เจอวงเดือนที่ยืนรีๆรอๆ ไม่กล้าเข้า เพราะได้ยินเสียงทั้งคู่ทะเลาะกัน เธอโกรธเกรี้ยว ขึ้นมาทันที หันมองเมฆา

“อ๋อ...ที่นี่มันเป็นที่ของคุณกับนังนี่ใช่ไหมคะ โฉมถึงอยู่ไม่ได้”

เมฆาส่ายหน้าระอา เดินหนีเข้าไปด้านใน วงเดือนจะเดินตามแต่ยัยตัวร้ายขวางไว้ ประกาศลั่นว่าเมฆาเป็น ของเธอ และเธอจะไม่ยอมเสียเขาให้ใครทั้งนั้น แล้วเดินกระแทกเท้าปังๆออกไป วงเดือนถึงกับถอนใจโล่งอก...

โฉมไฉไลอารมณ์เสียมากขึ้นเมื่อไปพบอนงค์แม่ของเธอแล้วถูกต่อว่าเรื่องที่เธอมัวแต่ไปตามตื๊อเมฆา แทนที่จะช่วยท่านกอบกู้กิจการร้านอาหารของตระกูล

“โฉมก็กำลังกอบกู้อยู่นี่ไงคะ ถ้าโฉมได้แต่งงานกับเมฆา อย่าว่าแต่กอบกู้กิจการเลย โฉมจะทำให้หม่าม้า ไม่ต้องทำงานไปอีกจนตายก็ยังได้...ไม่เชื่อก็คอยดูฝีมือโฉมแล้วกัน” เธอสีหน้ามั่นใจมาก...

ระหว่างที่อนงค์กับโฉมไฉไลกำลังวางแผนจะจับ เมฆา นายสว่าง หนูนา และดอย พาภูผาเดินสำรวจไร่ชา ที่ถูกทิ้งร้างมานาน นายสว่างแนะนำให้เจ้านายไถต้นชา พวกนี้ทิ้งหรือไม่ก็เผาให้สิ้นซากไปเลย แล้วหาต้นไม้อื่น มาปลูกทดแทน ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครต้องการต้นชาพวกนี้ อยู่แล้ว ภูผาสะดุดกับคำว่าไม่มีใครต้องการ ตัดสินใจได้ทันที

“ต้นชาเลวๆที่ไม่มีใครต้องการพวกนี้ ผมจะเก็บไว้เอง”

ทุกคนพากันร้องเอะอะไม่เห็นด้วย แต่เขายืนยันคำเดิม นายสว่างถึงกับถอนใจ ถ้าเขาจะเอาจริงๆ งานนี้คงต้องเหนื่อยกันแน่ๆ...

หลังจากตกลงใจจะเก็บไร่ชาไว้ ภูผาขอให้หนูนา พาไปร้านขายใบชาในตัวเมือง จะได้รู้จักสินค้าของคู่แข่ง แล้วสั่งซื้อชาทุกยี่ห้อในร้าน หนูนางงจะซื้อไปทำไมมากมาย เขาอ้างว่าจะปลูกชาได้อย่างไรถ้าไม่รู้จักรสชาติ

“นี่คุณไม่ดื่มชาเหรอ” เธอเห็นเขาส่ายหน้าถึงกับ ถอนใจ “เฮ้อ...งั้นฉันว่าคุณอย่าปลูกชาเลยปลูกกล้วยดีกว่าเชื่อฉันเถอะ” พูดจบเธอเดินออกจากร้านไปซื้อกาชงชาที่ร้านค้าติดกันมาให้ ภูผาสงสัยซื้อมาทำไมตั้งสองใบ

“ใช้กาเดียวกว่าคุณจะชิมครบหมดคงจะเป็นปีนะสิ” เธอว่าแล้วคว้าถุงใส่ใบชาสารพัดยี่ห้อเอาไปเก็บที่รถ ปล่อยให้เขาเดินสำรวจใบชายี่ห้อต่างๆในร้านเพียงลำพัง ขณะที่หนูนากำลังเก็บของอยู่ที่รถ เหนือฟ้าพ่อเลี้ยงผู้มีอิทธิพลของที่นี่ เข้ามาทำก้อร่อก้อติก ถึงเนื้อถึงตัว หญิงสาวสู้สุดฤทธิ์แต่โดนเขาล็อกตัวไว้จากด้านหลัง

ก่อนเธอจะเสียทีให้พ่อเลี้ยงโฉดไปมากกว่านี้ ภูผาเข้ามาช่วยไว้ทัน เล่นงานเหนือฟ้ากับสมุนหมอบราบคาบ จากนั้นทั้งคู่พากันหนีขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว เหนือฟ้ามองตามแค้นใจ

ooooooo

วงเดือนขึ้นมาจัดยาให้อรุณกินเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ ขณะเธอกำลังวัดชีพจรให้ เขาลอบมอง เธออย่างรักใคร่ ศรีเรือนผ่านมาเห็นพอดีถึงกับทำพัดในมือร่วง อรุณสะดุ้งเฮือกหันขวับเห็นสายตาคมกริบของคุณย่าที่จ้องมองมารีบทำตัวปกติ วงเดือนทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จ ก้มหน้างุดๆออกไป ศรีเรือนมองตามไม่พอใจ

“มองอะไรหรือครับคุณย่า” อรุณอดถามไม่ได้

“ย่าควรจะถามแกมากกว่าว่าเมื่อกี้แกมองอะไร” เธอจ้องหน้าหลานชายเขม็ง ก่อนจะตามไปต่อว่าวงเดือนถึงห้องพัก ที่ทำให้อรุณหลงรักทั้งๆที่ไม่ได้รักเขาตอบ หญิงสาวถึงกับอึ้งไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาคิดแบบนั้นกับตน

“ภูผาก็คนหนึ่งแล้ว นี่ยังจะอรุณอีก ใจคอหล่อนจะรวบหลานชายฉันให้หมดทั้งตระกูลเลยรึไง...หล่อนจะใช้มารยาหลอกใครก็เชิญ แต่ต้องไม่ใช่อรุณ” ศรีเรือนหน้าตาเอาเรื่อง เมฆาได้ยินพอดีรีบเข้ามาช่วยวงเดือน

“ไปห้ามอรุณเถอะครับคุณย่า...เดือนไม่ได้ทำอะไรผิด อรุณต่างหากที่ทำตัวเป็นโจรในร่างนักบุญ”

ศรีเรือนโกรธ ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ หาว่าหลงมารยาผู้หญิงคนนี้ถึงขนาดโยนความผิดให้น้องตัวเอง

“ฉันไม่น่ายอมให้แกเหยียบเข้าบ้านเลย ไม่น่าเลยจริงๆ...ไปให้พ้นหน้าฉัน...นังกาลกิณี...ไป” ศรีเรือนทำราวกับเธอเป็นตัวน่ารังเกียจ เธอเสียใจมากวิ่งออกไป ทั้งนํ้าตา ศรีเรือนหวั่นใจว่าคำทำนายกำลังจะเป็นจริง...

ด้านวงเดือนวิ่งมาชนพฤกษ์จนเสียหลักจะล้ม ดีที่เขารับตัวไว้ทัน เห็นเธอร้องไห้ถามด้วยความเป็นห่วงว่าใครทำอะไรให้ หญิงสาวมองมือเขาที่จับแขนตนเองไว้ รีบสะบัดมือออก เกรงจะทำให้เขาต้องแปดเปื้อน พฤกษ์งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องทำท่ากลัวขนาดนั้น

“คุณพฤกษ์ไม่ต้องสนใจเดือนหรอกค่ะ อย่ามายุ่งกับเดือน ต่อไปนี้เดือนจะไม่ยุ่งกับใครอีกแล้ว” เธอร้องไห้ วิ่งหนีไป พฤกษ์มั่นใจต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ ตามไปถามคุณย่าว่าเกิดอะไรขึ้น ศรีเรือนโวยลั่นว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่งใช่ไหมที่หลงมารยานังผู้หญิงคนนั้น เธอทนเห็นหลานชายเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ จะต้องไล่วงเดือนไปจากที่นี่

“ไม่ต้องไล่เดือนหรอกครับ ไม่รักก็ขอให้สงสารเธอบ้าง...ถ้ามีคนต้องไป ผมไปเอง” เขาเดินออกไปทันที ศรีเรือนเจ็บใจมาก สายเลือดจะแตกกันเพราะผู้หญิงคนเดียว เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด

ooooooo

ที่คุ้มเหนือฟ้า วันชัยฉุนขาดที่สมุนปล่อยให้เหนือฟ้าถูกหักหน้ากลางตลาด ชักปืนจะยิงพวกนั้น เพื่อลงโทษ เหนือฟ้าไม่เหี้ยมพอสั่งไม่ให้ฆ่า วันชัยหมายหัวพวกสมุนไว้ถ้ามีครั้งหน้าไม่เอาไว้แน่ สมุนกลัวจัดพากันเผ่นแน่บ

“แค่ผู้หญิงคนเดียวทำไมพ่อเลี้ยงถึงจัดการไม่ได้” น้ำเสียงวันชัยเหมือนจะเยาะอยู่ในที

“ครั้งนี้ไม่ใช่หนูนา มันชื่อภูผา”

วันชัยยิ้มเหี้ยม ใครที่ทำร้ายเหนือฟ้าเท่ากับทำร้ายเขาด้วย โทษสถานเดียวของมันคือความตาย เหนือฟ้า พอใจงานนี้คู่อริคนใหม่ของเขาต้องไม่รอดแน่...

ค่ำวันเดียวกัน นายสว่างเอาปืนมาให้ภูผาไว้ป้องกันตัว เพราะได้ยินหนูนาเล่าว่าเขาไปมีเรื่องกับเหนือฟ้า เขาไม่เห็นความจำเป็นต้องใช้ปืน บ้านเมืองมีขื่อมีแป นายสว่างเตือนว่าแผ่นดินหลังเขาแบบนี้ บางครั้งก็ใช้กฎหมู่เป็นเครื่องตัดสิน ตัวเหนือฟ้าไม่เท่าไหร่ แต่วันชัย ลูกพี่ลูกน้องของเขา ชั่วได้ใจมาก งานนี้ เจ้านายไม่ปลอดภัยแน่

“ไม่มีหัวใจ...มันก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว” เขาว่าแล้วกลับห้องพักหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายเล่าความเป็นไปของที่นี่ให้ศรีเรือนฟัง สัญญาว่าจะไม่ยอมแพ้ ระหว่างนั้น เขาคิดถึงวงเดือนขึ้นมา หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายถึงเธอ แต่แล้วเปลี่ยนใจ

“เธอไม่เอาแล้วยังจะหน้าด้านตื๊ออยู่ได้...ไอ้บ้าเอ๊ย” ภูผาขยำกระดาษขว้างทิ้งด้วยความโมโห จะนอนก็นอนไม่หลับ ตัดสินใจออกไปขี่ม้าเผื่ออารมณ์จะดีขึ้น แต่ม้าเกิดพยศ สะบัดเขาหล่นหัวกระแทกพื้นหมดสติ...

ตั้งแต่โดนศรีเรือนเล่นงาน วงเดือนระวังตัวมากขึ้น พยายามไม่อยู่ใกล้หลานชายคนไหนของเธอ คืนนี้ ก็เช่นกัน เธออาสาจะปิดคลินิกให้เองเพื่อจะได้ไม่ต้องกลับบ้านพร้อมเมฆา แต่เขายืนยันให้เธอกลับด้วย

ระหว่างเดินไปที่รถ มีรถยนต์คันหนึ่งพุ่งตรงเข้ามา เหมือนตั้งใจจะชนวงเดือน เมฆากระชากตัวเธอหลบ

ได้อย่างหวุดหวิด ทั้งสองคนล้มลงกับพื้น ริมฝีปากของ ทั้งคู่สัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ วินาทีนั้นความรู้สึกของเมฆาที่มีต่อวงเดือนเริ่มเปลี่ยนไป พอได้สติ เธอรีบผละจากเขาเดินไปที่รถ เขามองตามรถยนต์คันนั้นแต่มันแล่นไปไกลแล้ว รู้สึกสังหรณ์ใจว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ เป็นอย่างที่เขาคาดไม่มีผิด นี่เป็นฝีมือของโฉมไฉไล...

อรุณโกรธมาที่คนจัดยาก่อนนอนให้คือชอุ่มไม่ใช่ วงเดือน พาลคิดว่าเธอไม่ต้องการดูแลเขาแล้ว จึง

ตามมาต่อว่าเธอถึงห้องพัก ด้วยความน้อยใจหลุดปากว่ารู้เรื่องที่เธอนัดแนะจะไปกับภูผา ถ้าวันนั้นอาการป่วยของเขาไม่กำเริบป่านนี้เธอคงไม่อยู่ที่นี่แล้ว ก่อนที่อรุณจะเผลอพูดอะไรมากไปกว่านี้ เมฆาเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

“พอได้แล้วอรุณ...ในเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ควรจะรู้จักพอ”

“นี่คุณเมฆาพูดเรื่องอะไรคะ?” วงเดือนจ้องหน้าอรุณสลับกับเมฆาไปมา สงสัยว่าสองพี่น้องคู่นี้มีอะไรปิดบังเธออยู่

ooooooo

ตอนที่ 3

เมฆาเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของวงเดือนแล้ว เกรงน้องชายจะหลุดปากอะไรออกมาอีก รีบไล่ให้กลับไปกินยาจะได้ไม่ป่วยขึ้นมาอีก อรุณจำต้องถอยไปตั้งหลัก ไม่เหลืออาการฮึดฮัดให้เห็น

“นี่มันอะไรกันคะ...พูดเรื่องอะไรกัน” วงเดือนมองหน้าเมฆาอย่างรอคำตอบ

“เธอไม่ต้องรู้ไปหมดทุกเรื่องหรอก...แค่รู้ให้ทันคนอื่นบ้าง...ก็พอ” เมฆาพูดจบตามน้องชายออกไป วงเดือนรู้สึกสับสนไปหมด ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในสมองของเธอ คืนนั้น ที่เมฆาช่วยดึงเธอให้พ้นจากถูกรถชนจนล้มไปด้วยกัน ริมฝีปากของเธอกับของเขาสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจ รวมทั้งเรื่องที่เขาคาดคั้นให้เธอบอกมาว่ารู้สึกอย่างไรกับเขา

“คุณภูผา...เดือนรักคุณคนเดียว...คนเดียวเท่านั้น” เธอร้องไห้อย่างอัดอั้น

ooooooo

ภูผาสะดุ้งตื่น เหมือนได้ยินเสียงร้องไห้ของหญิงคนรัก มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป นายสว่างกับดอยเข้ามาพอดี โล่งใจที่เจ้านายปลอดภัย นายสว่างสั่งให้ดอยรีบไปยกข้าวยกน้ำมาให้เจ้านาย แล้วถามภูผาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อคืนฉุกละหุกหาหมอรักษาคนไม่ทัน เขาเลยพาหมอรักษาม้ามาดูอาการเบื้องต้นให้แทน เห็นว่าไม่มีอะไรแตกหัก แต่ถ้าเจ้านายจะเข้าไปให้หมอในเมืองดูอีกทีก็ได้ ภูผาหัวเราะขมขื่นกับสภาพของตัวเอง

“ดีนะที่หนูนามันไปเจอเข้า ไม่อย่างนั้นคุณได้นอนตากน้ำค้างทั้งคืนแน่ ไม่ได้ตายเพราะตกม้า แต่จะตายเพราะปอดบวมแทน...พูดไปแล้วอยากจะเขกหัวหนูนามันจริงๆ แทนที่มันจะไปตามพวกผู้ชายให้มาแบกคุณ มันดันแบกคุณมาเองซะงั้น ตัวคุณก็ออกเบ้อเร่อ ไม่รู้มันทำเข้าไปได้ยังไง สงสัยมันจะตกใจเอามากน่ะครับ”

“แล้วตอนนี้หนูนาอยู่ไหน” พอภูผารู้ว่าเธออยู่ที่คอกม้า รีบไปหาเพื่อจะขอบใจเธอที่ช่วยชีวิตไว้ เห็นเธอกำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ไอ้หมอก ม้าที่เขาขี่เมื่อคืนเธอเหลือบเห็นเขาเดินเข้ามาทำเป็นไม่สนใจ เขาร้องทักขึ้นก่อน

“มันบาดเจ็บหรือเปล่า”

“ไม่...ไอ้หมอกมันขี้โมโห ถ้าไม่อยากวิ่ง ใครมาบังคับก็ต้องโดนดีทั้งนั้น” หนูนาลูบหัวไอ้หมอกด้วยความรัก

“ดื้อเหมือนคนเลี้ยง” ภูผาว่ากระทบ หนูนาปรายตา มองเขางอนๆ ถ้าไม่ได้มาขอบใจ ก็เชิญกลับไปได้เลยและอีกอย่างคนอย่างเขาคงขอบใจใครไม่เป็น ขาดคำ เขาขอบใจเธอที่ช่วยเขาเมื่อคืน หญิงสาวคาดไม่ถึงจะได้ยินคำพูดคำนี้จากคนเย็นชาไร้หัวใจอย่างเขา ภูผาอ้าปากจะขอบใจอีกรอบ แต่เธอชิงพูดขึ้นก่อน

“พอเลย...ไม่ต้องพูดซ้ำได้ยินแล้ว ก็แค่ช่วยคนขี่ม้าไม่เอาไหน ช่วยแล้วก็แล้วกันไม่ได้สนใจอะไรหรอก” เธอเดินกระแทกไหล่เขาออกไป เขาถอนใจ หนักใจ รู้เท่าทันว่าเธอคิดอย่างไรกับตนเอง...

ในขณะเดียวกัน ที่ท่าเรือแสนสมุทร หลังจากงานช่วงเช้าที่วุ่นวายผ่านพ้นไป พฤกษ์นอนเอนหลัง หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ลูกน้องคนสนิทมาเห็นเข้า ทักว่าทำไมเจ้านายไม่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน เขาอ้างว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องออกเรืออีก นอนที่นี่สะดวกกว่า พอเห็นลูกน้องอ้าปากจะถามบางอย่าง รีบตัดบท

“ไปๆๆอย่าถามมากไม่งั้นโดนเตะแน่” แล้วเงื้อเท้า ลูกน้องวิ่งจู๊ด พฤกษ์นึกถึงสิ่งที่พูดกับคุณย่าเมื่อคืน

“ไม่ต้องไล่เดือนหรอกครับ ไม่รักก็ขอให้สงสารเธอบ้าง...ถ้ามีคนต้องไป ผมไปเอง” เขาถอนใจหนักใจ...

หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อคืน ศรีเรือนต้องการให้อนุตดูแลอรุณด้วยตัวเอง ไม่อยากให้วงเดือนมาวุ่นวายอีก ศรีดาราไม่เข้าใจ ในเมื่อวงเดือนดูแลอรุณมาตั้งนานแล้วและยังทำหน้าที่ได้ดี ทำไมคุณแม่จะมาเปลี่ยนใจเอาตอนนี้ ศรีเรือนเสียงเขียวขึ้นมาทันที ที่ต้องเปลี่ยนเพราะนังนั่นโตเป็นสาวแล้ว เธอเคยเตือนอนุตแล้วว่าไม่ให้รับมาเลี้ยง เพราะนังเด็กนั่นมีแต่จะนำความวิบัติมาให้ครอบครัวเรา

“คุณแม่เลิกอคติต่อเดือนเถอะครับ เด็กคนนี้ผมเลี้ยงมากับมือ สอนมากับมือ จะมีผิดบ้างพลาดบ้างแต่รับรองว่าไม่มีชั่วแน่นอน” อนุตพยายามใจเย็นที่สุด แต่ศรีเรือนไม่ใจเย็นด้วย โวยวายว่าภูผาต้องไปจากที่นี่ก็เพราะนังเด็กนั่น แบบนี้ยังไม่เรียกว่าชั่วอีกหรือ ต้องให้คำทำนายเป็นจริงเสียก่อน เขาถึงจะเชื่อใช่ไหม

“เลิกเชื่อเรื่องงมงายได้แล้วครับคุณแม่ ผมฟังมาเป็นสิบปีแล้ว ผมเบื่อที่จะฟัง” อนุตชักจะมีอารมณ์ขึ้นมาบ้าง ขืนอยู่ต่อไปต้องทะเลาะกับแม่แน่ๆ ขยับจะไป ศรีเรือนตวาดลั่น เธอเองก็อยากให้เป็นแค่เรื่องงมงาย แต่ถ้าชะตากรรมเปลี่ยนกันไม่ได้ เธอจะฝืนเอาไว้ให้นานที่สุด

อนุตไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยเดินออกจากห้อง แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นวงเดือนยืนน้ำตาคลอถือถาดใส่ยาของอรุณอยู่ในมือ เขารู้ทันทีว่าเธอได้ยินทุกคำพูด ถึงกับทำหน้าไม่ถูก ได้แต่บอกให้เธอทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเท่าที่จะทำได้ แล้วดึงถาดใส่ยาไปจากมือเธอ ตรงไปยังห้องของอรุณ เธอรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก...

ขณะที่วงเดือนต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ โฉมไฉไลยังคงตามตื๊อเมฆาไม่เลิก คราวนี้บุกไปถึง รพ.ที่เขาทำงานอยู่ พยายามยั่วยวนสุดฤทธิ์ แต่เขาไม่เล่นด้วย เชิญเธอออกไปจากห้องตรวจโรค เธอถือคติด้านได้อายอด จะให้กราบเท้าอ้อนวอนให้เขาหายโกรธเธอก็ยอม เมฆารำคาญ จัดแจงเก็บข้าวของจะกลับ

“เพราะนังนั่นใช่ไหม คุณคบหากับมันอยู่ใช่ไหม... มันก็แค่คนใช้ในบ้าน คุณจะใฝ่ต่ำไปยุ่งกับมันทำไม”

“ฟังนะ...ถึงผมจะกลับไปรักคุณไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ได้อยากจะเกลียดคุณ...อย่าทำให้ผมต้องเกลียด” พูดจบเขาลุกออกไปทันที เธอสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธ พาลอาฆาตแค้นวงเดือน

ooooooo

ภูผาไม่รอช้าลงมือปรับปรุงไร่ชา กำจัดวัชพืชแล้วนำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก คนงานแยกกันทำงานเป็นส่วนๆ บ้างพรวนดิน บ้างก็ตัดแต่งกิ่งต้นชา ภูผาไม่ได้ชี้นิ้วสั่งการแต่ลงมือช่วยทำทุกอย่าง ทำให้หนูนาประทับใจในตัวเขามาก

หลังจากทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ภูผา นาย สว่าง และหนูนาเข้ามานั่งพักใต้ร่มไม้ หนูนาเห็นภูผาเหงื่อท่วมตัวนั่งดื่มน้ำเงียบๆ เหม่อลอยไม่พูดไม่จา อดปากเสียไม่ได้ เหน็บว่าแค่นี้คิดจะถอยแล้วหรือ

“คนอย่างฉันเดินหน้าแล้วไม่เคยถอย...ไม่รู้จะถอยกลับไปหาอะไร” เขาหันมาเห็นนายสว่างกับหนูนาจ้องมองอยู่ รีบขอตัวไปดูไร่ด้านโน้น แล้วขึ้นม้าควบออกไป หวังจะหลบสายตาสองลุงหลาน แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดคิด ทันทีที่ภูผาควบม้ามาถึงมุมลับตาคน มีเสียงปืนดังก้องไปทั้งภูเขา ทั้งคนทั้งม้าล้มกลิ้ง เสียงปืนทำให้นายสว่างกับหนูนาใจคอไม่ดี รีบโดดขึ้นรถ ขับไปยังทิศทาง ที่เจ้านายของพวกตนไป...

ครู่ต่อมา นายสว่างกับหนูนาขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นภูผานอนนิ่งอยู่กับพื้นรีบเข้าไปตรวจดูตามร่างกายถึงกับถอนใจโล่งอกไปเปลาะหนึ่งที่ไม่พบบาดแผลถูกยิง หนูนารีบกวาดตามองไปอีกด้านหนึ่ง พบร่างของไอ้หมอกนอนจมกองเลือดอยู่ รีบวิ่งไปดูม้าคู่ใจ

“ไอ้หมอก...แกตายไม่ได้นะ...ฟื้นสิ” หญิงสาวร้องไห้โฮ พยายามเขย่าตัวม้าหวังให้ฟื้นแต่มันนอนนิ่ง...

เหมือนมีลางสังหรณ์ อยู่ๆวงเดือนก็ใจหายวูบมือไม้อ่อน ถาดใส่อุปกรณ์ทำแผลในมือตกพื้น เมฆารีบเข้าไปช่วยเก็บ ทั้งคู่เอื้อมไปหยิบอุปกรณ์ชิ้นเดียวกันทำให้มือของทั้งสองคนสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอรีบชักมือกลับ แต่เขายื้อไว้ มองสบตาอย่างลึกซึ้ง เธอกระชากมือออกทำให้คีบในมือเธอบาดมือเขาถึงกับร้องโอ๊ย

เธอรีบหยิบสำลีมาเช็ดทำความสะอาดแผลให้ โดยมีเขาคอยส่งสายตาให้ตลอดเวลา เธอไม่กล้าสบตาด้วยก้มหน้าก้มตาทำแผลจนเสร็จ ขณะเธอจะเอาอุปกรณ์ไปเก็บ มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในคลินิก

“คุณหมอๆ....เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...คุณหมอไปกับผมเร็ว” เขาดึงแขนเมฆาออกไป หมอหนุ่มหันมาเรียกวงเดือนให้ตามไปด้วย เธอรู้งานคว้ากระเป๋าใส่อุปกรณ์สำหรับตรวจรักษาแล้วรีบวิ่งตาม...

ไม่นานนัก ชายคนนั้นพาเมฆากับวงเดือนมายังเรือซึ่งจอดซ่อมอยู่ที่ท่าเรือ ทั้งคู่แหวกพวกลูกเรือที่มุงดูร่างของใครคนหนึ่งเข้าไป ต้องตกใจที่เห็นพฤกษ์นอนร้องโอดโอยไหล่ข้างหนึ่งโชกไปด้วยเลือด หนึ่งในลูกเรือรายงานว่าพฤกษ์ลงไปซ่อมเรือเอง เลยโดนใบพัดฟาดเข้าอย่างจัง เขาห้ามเลือดไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะแน่นพอหรือเปล่า

พฤกษ์ใกล้หมดสติเต็มที่ แต่พอเห็นหน้าวงเดือนถึงกับเพ้อเรียกหา จากนั้นก็หมดสติไป เมฆาเห็นภาพนั้นถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งให้ลูกเรือไปเอาน้ำเดือดกับไฟมาให้ หันไปสั่งวงเดือนเตรียมผ่าตัดฉุกเฉิน

ใช้เวลาพอสมควรกว่าการผ่าตัดเย็บแผลให้พฤกษ์จะเรียบร้อย คนไข้หลับไปด้วยความเพลียจากการเสียเลือดและฤทธิ์ยา ขณะวงเดือนกำลังเก็บเครื่องมือแพทย์ เมฆากุลีกุจอเข้ามาช่วย เธอร้องห้ามนี่ไม่ใช่งานของหมอเขาท้วงว่าไม่ได้ทำให้ในฐานะหมอ แล้วมองสบตาเธออย่างลึกซึ้ง เธอรู้ว่าเขามีใจให้ พูดบ่ายเบี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

“เดือนลืมไปว่าคนไข้เป็นพี่ชายคุณหมอ”

“ฉันไม่ได้หมายถึงฉันกับพี่พฤกษ์...แต่หมายถึงฉัน...กับเธอ”

หญิงสาวเหลือบตามอง เห็นเขาส่งสายตาเป็นนัยๆมาให้ รีบเดินเลี่ยงไปอีกทาง เมฆารู้แก่ใจดีว่าเธอไม่มีใจให้ แต่ยังไม่ยอมหมดหวัง แม้ตอนนี้เธอจะไม่รัก แต่ในอนาคตใครจะไปรู้

ooooooo

ขณะหนูนายืนร้องไห้ดูศพม้าคู่ใจกำลังมอดไหม้อยู่ในกองไฟที่คนงานกำลังช่วยกันเอาเศษไม้มาสุม นายสว่างตามเข้ามาสมทบ ดอยเป็นห่วงเจ้านายถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าไม่เป็นอะไรมากแค่หัวกระแทกหินตอนตกม้าก็เลยสลบไป เด็กน้อยยกมือไหว้ท่วมหัว

“คุณพระคุ้มครอง...ตกลงนี่คนหรือแมวเนี่ย เหมือนมี 9 ชีวิต”

นายสว่างตีปากเธอผัวะ “ใช่เวลาเล่นไหมไอ้ดอย...นี่ยังโชคดีนะที่มันยิงพลาดเป้า ไอ้หมอกก็เลยรับเคราะห์แทนไป ไม่งั้นงานนี้ได้เผาศพคนแทนศพม้าแน่”

หนูนามั่นใจ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ลุงสว่างว่า คนที่ปองร้าย คุณภูผาต้องเป็นเหนือฟ้าแน่นอน แล้วคว้าปืนยาวจะไปแก้แค้นแทนเจ้านายกับไอ้หมอก นายสว่างขวางไว้ คนงานเห็นท่าไม่ดีเข้ามาช่วยกันห้าม เธอยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ถึงกับวงแตก หนีกันกระเจิง นายสว่างไม่ยอมแพ้เข้าไปยื้อยุดปืนไว้ เธอสะบัดมือออกไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาห้ามทั้งนั้น แล้วขยับจะไปที่รถ ภูผามาขัดจังหวะเสียก่อน ทีแรกเธอฮึดฮัดจะไปแก้แค้นให้ได้ เขาต้องขู่

“ฉันในฐานะเจ้าของไร่นี้ สั่งห้ามทุกคนยุ่งเรื่องครั้งนี้ ใครขัดคำสั่ง ก็ออกไปจากไร่นี้ได้เลย รวมถึงเธอด้วย”

ท่าทางเอาจริงของเจ้านายทำให้หนูนาไม่กล้าหือ ยอมคืนปืนให้เขาก่อนจะก้าวฉับๆออกไป ทุกคนพากันถอนใจโล่งอก ดอยถึงกับยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ภูผาที่เล่นงานลูกพี่ของเธอจ๋อยไปเลย...

ในขณะเดียวกัน เหนือฟ้าโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่พวกสมุนทำงานพลาด แล้วหันไปเล่นงานวันชัยที่รับปากเขาดิบดีว่าจะเด็ดหัวภูผามาให้ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ วันชัยรับรองครั้งหน้าไม่พลาดแน่นอน คู่ปรับของพ่อเลี้ยงจะต้องระเห็จไปจากที่นี่

“เมื่อไหร่?” เหนือฟ้าเสียงเข้ม

“อีกไม่นาน...พ่อเลี้ยงไม่เชื่อมือพี่แล้วหรือครับ” วันชัยตวัดสายตามองเขาแบบข่มอยู่ในที...

หลังจากกินมื้อค่ำแล้ว ภูผาออกมานั่งพักสายตาอยู่บนระเบียงบ้านไร่ หนูนายกกาน้ำชามาให้เห็นเขานอนหลับตากอดอกแน่นด้วยความหนาว  วางถาดใส่น้ำชาลง แล้วถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองจะห่มให้ แต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงของเขาดังขึ้นทั้งๆที่หลับตาอยู่

“อย่า...อย่าให้หัวใจเธอกับฉัน...เพราะฉันไม่มีให้คืน”

หญิงสาวถึงกับหน้าชา ลุกพรวดวิ่งหนี เขาค่อยๆลืมตาขึ้นมองตาม แม้จะสงสารแต่ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้านหนูนาวิ่งมาหลบมุมร้องไห้ทั้งโกรธทั้งอายที่เขาไม่มีใจให้...

ระหว่างที่ภูผาพยายามกันตัวเองออกห่างหนูนาให้มากที่สุด วงเดือนแวะมาทำแผลให้พฤกษ์ที่เรือซึ่งจัดให้เป็นห้องพักฟื้นชั่วคราว แผลของเขาอักเสบจนทำให้เป็นไข้ตัวร้อนจัด เธอประคองให้เขาลุกขึ้นจะได้กินยา ความใกล้ชิดประกอบกับพิษไข้ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเลือนลางดึงเธอเข้ามากอดด้วยความรัก

“คุณพฤกษ์...ปล่อยเดือนเถอะค่ะ...คุณพฤกษ์” วงเดือนพยายามดันตัวออก

เขาได้สติ ขอโทษที่ทำกิริยาไม่เหมาะ เธอรีบตัดบท เตือนให้กินยาก่อน เดี๋ยวจะได้ทำแผล เขารับยามากินมองเธอด้วยความรักท่วมใจ ขณะเธอกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้

“เดือน...ภูผาส่งข่าวมาบ้างหรือเปล่า”

วงเดือนหยุดกึก ส่ายหน้าก่อนน้ำตาเริ่มร่วง เขาใช้มือประคองใบหน้าเธอไว้เช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน แล้วขยับเข้าหาอย่างอดใจไม่ได้ เธอรีบเอามือดันตัวเขาไว้ พฤกษ์รู้สึกตัวรีบปล่อยมือ หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของ แล้วขอตัวกลับออกไปทันที

ooooooo

อนุตให้ชอุ่มไปตามตัวพฤกษ์กลับบ้าน แต่เขาไม่กลับ ฝากเธอไปเรียนท่านด้วยว่าเขากลับไม่ได้ และห้ามเธอบอกเรื่องที่เขาได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด ชอุ่มจำต้องกลับไปโกหกอนุตตามที่เขาสั่ง อนุตอดถามไม่ได้ ทำไมพฤกษ์ถึงกลับบ้านไม่ได้ ชอุ่มไม่ทราบเหมือนกัน คุณพฤกษ์สั่งให้มาเรียนคุณท่านแค่นี้ แล้วขอตัวไปทำงานต่อ

“หมู่นี้บ้านเรามันเป็นอะไร คนนั้นโผล่  คนนี้หายไม่เคยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสักที” อนุตสีหน้าเป็นกังวล

“คนอยู่ใกล้ได้เห็นหน้าก็หมดห่วง  แต่คนอยู่ไกลนี่สิคะ ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง” ศรีดาราคิดถึงภูผามาก ไม่รู้ป่านนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เดินน้ำตาร่วงออกไป อนุตถอนใจหันไปมองรูปถ่ายของครอบครัว เห็นรูปของภูผา อดเป็นห่วงลูกไม่ได้เช่นกัน วงเดือนแอบฟังอยู่อีกมุมหนึ่ง สีหน้าเป็นกังวลไม่แพ้เขา...

ในที่สุด ไร่ชาของภูผาก็ปรับปรุงจนแล้วเสร็จ เจ้าของไร่ยืนมองต้นชาที่เริ่มแตกยอดอ่อนอย่างภาคภูมิใจ หนูนาแนะให้ตั้งชื่อไร่ ยิ่งเราปลูกต้นชาจะได้ใช้ชื่อไร่เป็นยี่ห้อใบชาไปในตัว เพราะฉะนั้นเขาต้องคิดให้ดีๆ

“เอาชื่อที่คุณชอบ ชื่อที่คุณอยากได้ยินบ่อยๆก็ได้ อย่างชื่อตระกูล หรือว่าชื่อแฟน” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์

ภูผาถึงกับอึ้งที่ถูกแทงใจดำ ตัดใจบอกว่าไร่นี้ไม่มีชื่อ แล้วเดินหนี หญิงสาวเจ็บใจที่แผนหลอกถามชื่อแฟนพังไม่เป็นท่า รีบเดินตาม เห็นเขาหนีไปอยู่อีกมุมหนึ่งของไร่ จะเข้าไปหาแต่ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเขาดังขึ้น

“เดือน...ไกลขนาดนี้แล้วทำไมฉันต้องคิดถึงเธอ... บ้าเอ๊ย...ฉันมันเลวเกินกว่าที่เธอจะรักได้งั้นหรือ ไอ้สารเลว ไอ้ภูผา แกมันสารเลว” เขาชกต้นไม้ด้วยความเจ็บช้ำใจ หนูนาตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้น...

ตกค่ำ ภูผาอนุญาตให้ทุกคนได้ฉลองกัน หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน ฉิ่งฉาบ กลองถูกนำมาบรรเลงอย่างสนุกสนาน งานเลี้ยงจัดขึ้นง่ายๆ มีไก่ย่างกับอาหารพื้นบ้านทางเหนือ ภูผาลงมือติดไฟย่างไก่ให้พวกคนงานกินด้วยตัวเอง หนูนาเห็นเขาขะมักเขม้นหยิบถ่านใส่เตาไฟเข้ามาแซวว่าทำเป็นหรือเปล่า

“นี่ยัยหนูน้อย...ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเห็นเด็กที่ไหนพูดมากเท่าเธอเลย” ภูผาแดกดัน

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ แล้วต่อไปนี้ก็อย่ามาเรียกฉันว่าหนูน้อยอีก ฉันชื่อหนูนา...เข้าใจไหม” เธอค้อนขวับ เขาไม่สนใจใช้มือปาดเหงื่อที่หน้า สีดำจากถ่ายเปื้อนเป็นคราบ หนูนาเห็นเข้าหยิบผ้าส่งให้ แต่ไม่ได้บอกอะไร เขามองงงๆส่งผ้าให้ทำไม เธอรำคาญจัดการเช็ด รอยดำที่แก้มให้ ภูผาชะงัก

พลันภาพในอดีตที่วงเดือนเคยเช็ดหน้าให้เขาแบบนี้เช่นกัน ผุดขึ้นในความคิดคำนึงของเขา ด้วยความรักและความคิดถึงที่อัดแน่นอยู่ในอก ทำให้เขาเคลิ้มไป เห็นหนูนาซึ่งอยู่ตรงหน้าเป็นวงเดือน ค่อยๆโน้มตัวจะเข้าไปจูบ หนูนามองภูผาที่ยื่นหน้าใกล้เข้ามาด้วยใจระทึกคิดว่าเขาเริ่มมีใจให้ แต่พอเขาเพ้อเรียกชื่อ “เดือน” ออก มา เธอโกรธจัด ยกไก่ย่างขึ้นมาขวางไว้ภูผาสะดุ้งตื่นจาก ภวังค์ เห็นตัวเองจูบไก่ย่างอยู่ โวยลั่นนี่มันเรื่องอะไรกัน

“คุณน่ะสิเป็นบ้าอะไร...ฉันชื่อหนูนาย่ะ ไม่ใช่เดือน...แฟนเหรอ...เดือนน่ะ”

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ...ทำไมเธอชอบฉันเหรอ”

เธออายที่เขารู้ทัน รีบกลบเกลื่อนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะชอบเขา แล้วลุกขึ้นจะเดินหนี เขายอกย้อนว่าดีแล้วที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เธอโกรธจัดหันกลับมาจ้องหน้าเขาเขม็ง ก่อนจะปล่อยหมัดตรงเข้าใส่จนหน้าหงาย

“คิดว่าแน่นักหรือ...ถ้าแน่จริงทำไมถึงโดนทิ้งมาล่ะ...กระจอก” ด่าจบเธอวิ่งหนี เขารีบเดินตามไม่สนใจนายสว่างที่เข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ครู่ต่อมา ภูผาตามหนูนาจนเจอเห็นมานั่งหลบมุมอยู่ เดินมาถามว่ารู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น เธอสะดุ้งโหยงรีบเช็ดน้ำตาไม่ยอมหันมามอง เขาเดินอ้อมมายืนข้างหน้า เห็นเธอตาแดงๆถามด้วยความเป็นห่วงว่าร้องไห้ทำไม เธอผลักเขาออกสุดแรง

“จะมาสนใจฉันทำไม...ไปรักษาตัวเองให้หายก่อนเถอะ...เจ็บมาไม่ใช่หรือ”

“ฟังให้ดี อย่ามาสนใจฉันเพราะฉันไม่มีหัวใจไว้รักใครอีกแล้ว” เขาพูดจบเดินจากไป เธอตามไปดักหน้า

“ฉันไม่เชื่อ...คนไม่มีหัวใจก็ต้องตายไปแล้วสิ คุณมีหัวใจแต่คุณซ่อนมันไว้ต่างหาก คอยดูนะ ฉันจะหามันให้เจอให้ได้...คอยดู” เธอทุบที่อกด้านซ้ายของเขาก่อนจะวิ่งหนี ทิ้งให้เขายืนอึ้งอยู่คนเดียว

ooooooo

ในเวลาไล่เลี่ยกัน วงเดือนกำลังขี่จักรยานกลับบ้าน หลังจากปิดคลินิกเรียบร้อย โฉมไฉไลขับรถแล่นสวนมา เห็นศัตรูคู่แค้นอยู่เบื้องหน้า เร่งเครื่องเข้าหาทำท่าจะชน แล้วหักพวงมาลัยหลบได้อย่างเฉียดฉิว วงเดือนตกใจรถจักรยานเสียหลักทั้งคนทั้งรถล้มไปด้วยกัน ยัยตัวแสบถลาลงจากรถ กระชากเธอขึ้นมาตะคอกใส่หน้า

“เลิกอ่อยเมฆาได้แล้ว ถ้าแกไม่อยากตาย” พูดจบ โฉมไฉไลตบซ้ายตบขวา ก่อนจะกลับไปขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งวงเดือนให้ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอยู่ตรงนั้น ครู่ต่อมา เธอกลับถึงห้องพักเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เดินไปส่องกระจกเงาลูบใบหน้าตัวเองที่เพิ่งถูกตบเมื่อครู่ นึกถึงคำพูดของโฉมไฉไลที่ขู่ให้เลิกอ่อยเมฆา

“ฉันไม่เคยคิดอะไรกับคุณเมฆา” เธอพึมพำเบาๆ ทันใดนั้น ภาพในอดีตผ่านเข้ามาในสมองของเธอ

วันนั้น เมฆาจูงมือเธอไปที่สนามหน้าบ้านแสนสมุทร เห็นพฤกษ์ ภูผา และอรุณยืนรออยู่ก่อนแล้ว สี่หนุ่มพี่น้องชวนเธอถ่ายรูปหมู่ด้วยกัน เมฆาวิ่งไปประจำที่กล้องถ่ายรูป ขณะที่อรุณลากเธอไปยืนหน้ากล้อง ภูผามองสบตาเธอแล้วเข้าไปยืนใกล้ๆ ส่วนพฤกษ์ตามมายืนซ้อนหลังอรุณอีกที

เมฆาคอยกำกับให้ทุกคนยืนชิดๆกันจะได้ไม่ตกเฟรม ภูผารีบเบียดเข้าไปชิดวงเดือนใช้นิ้วก้อยตัวเองเกี่ยวนิ้วก้อยของเธอไว้ แล้วลอบสบตากันซึ้งๆ เมฆาปรับโฟกัสเสร็จรีบวิ่งมายืนด้านหลังระหว่างเธอกับภูผา แล้วสั่งให้ทุกคนยิ้ม พอเขานับถึงสาม เสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นพร้อมกับไฟสว่างวาบจากแฟลช

วงเดือนตื่นจากภวังค์เดินไปหยิบรูปถ่ายรูปนั้น ซึ่งใส่กรอบอย่างดีตั้งไว้บนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ใช้นิ้วก้อยลูบไปที่ภาพของภูผาด้วยความรักและความคิดถึงจับใจ ก่อนจะวางไว้อย่างเดิม...

ที่บ้านไร่ของภูผา ขณะงานเลี้ยงฉลองกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ดอยหยุดร้องเพลงทันทีที่เห็นเปลวไฟกำลังไหม้ไร่ชาและลามไปติดกระท่อมหลังใหญ่ท้ายไร่ เสียงเอะอะดังไปทั่วโดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนพากันไปรวมตัวที่ลำธารกลางไร่ ถังใส่น้ำถังแล้วถังเล่าถูกลำเลียงไปดับไฟ ทั้งภูผาและหนูนาช่วยดับไฟอย่างขยันขันแข็ง อยู่ๆเกิดลมพัดแรง โหมเปลวไฟวูบเข้ามา ภูผารีบเอาตัวบังไฟให้เธอ ทั้งคู่อยู่ใกล้กันมาก ตาต่อตาประสานกัน...

ในขณะที่เกิดเรื่องร้ายกับภูผา เหมือนมีลางบอกเหตุส่งมาถึงวงเดือน ซึ่งอยู่ห่างกันลิบลับ อยู่ๆ รูปหมู่ที่เธอถ่ายกับสี่หนุ่มตระกูลแสนสุนทร หล่นลงจากโต๊ะ วงเดือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จเปิดประตูห้องเข้ามาเห็น แปลกใจรูปหล่นลงมาได้อย่างไร รีบหยิบขึ้นมาดู เห็นกระจกร้าวเป็นทางยาวระหว่างภาพของเธอกับภูผาพอดิบพอดี เธอแตะรอยร้าวนั้นอย่างใจคอไม่ดี...

กว่าไฟจะดับ ความเสียหายกินบริเวณกว้างลึกเข้าไปด้านในไร่ชาเหลือเพียงด้านหน้าที่ไม่เสียหาย ภูผามั่นใจต้องเป็นฝีมือพวกเหนือฟ้าแน่ๆ นายสว่างเกรงว่าเจ้านายจะไม่ปลอดภัย แนะให้ไปจากที่นี่ หนูนาหันขวับมองภูผาอย่างลุ้นๆ เขายืนยันจะสู้ต่อและจะไม่ไปไหนทั้งนั้น นายสว่างยังไม่ทันจะอ้าปากค้าน เขาชิงพูดขึ้นก่อน

“ผมจะทำไร่ต่อไป ใครอยากจะลุยต่อกับผม...พรุ่งนี้เจอกัน”

เสียงคนงานเฮลั่น ชื่นชมหัวใจนักสู้ของเจ้านาย หนูนายิ้มพอใจ นายสว่างอดเป็นกังวลไม่ได้ แล้วเรื่องพ่อเลี้ยงเหนือฟ้า เจ้านายจะทำอย่างไรต่อไป ภูผาเสียงเข้มขึ้นทันที ในเมื่อเหนือฟ้าทำอะไรเขาไม่ได้ ถือว่ามันโชคร้าย แล้วมุ่งหน้ากลับที่พัก พอเดินผ่านหน้าหนูนา เขาตบไหล่เธอเบาๆ

“สบายใจได้...ฉันไม่ไปไหนหรอก” เขายิ้มให้ก่อนจะเดินต่อ หนูนาอายที่ถูกจับได้ เสไปมองทางอื่น

ooooooo

ตั้งแต่รู้ว่าศรีเรือนไม่ต้องการให้ยุ่งเกี่ยวกับอรุณอีก วงเดือนจึงทำได้แค่จัดยามาให้ เห็นเขายังนอนหลับค่อยๆ วางถาดยาอย่างเบามือ อรุณหายใจฟืดฟาดและ ไอออกมาทั้งๆ ที่ตายังหลับ เธอเป็นห่วงจะตรวจชีพจรให้ แต่ต้องชะงักเมื่อนึกถึงคำพูดของอนุตที่ให้เธอทำหน้าที่ของเธอต่อไปเท่าที่จะทำได้ เธอจึงชักมือกลับ แล้วออกจากห้องไปเงียบๆ อรุณลืมตามองตาม

“เธอไม่สนใจฉันแล้วจริงๆ...เดือน” เขาพึมพำด้วยความน้อยใจ...

ขณะที่อรุณกำลังเข้าใจวงเดือนผิดๆ ภูผาชวนนายสว่างบุกไร่ของเหนือฟ้าต้องการเจรจาให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย สมุนที่เฝ้าหน้าไร่พยายามขวาง แต่สู้ไม่ได้ ทำให้ภูผาเข้าถึงตัวเหนือฟ้าได้ไม่ยาก

“ฉันมาที่นี่เพื่อทำไร่ ไม่ได้มาเพื่อมีปัญหากับใคร... ถ้าไม่คิดจะเป็นมิตรก็ต่างคนต่างอยู่” ภูผาเสียงเข้ม

“ต่างคนต่างอยู่นะไม่ยาก แต่แกกำลังยุ่งกับหนูนา ผู้หญิงของฉัน”

“ถามผู้หญิงหรือยังว่าอยากเป็นผู้หญิงของนายหรือเปล่า” ภูผาจ้องหน้าอริอย่างเอาเรื่อง เหนือฟ้าเจ็บใจจะเข้าไปเล่นงาน แต่ต้องหยุดกึกเมื่อเห็นภูผาชักปืนเล็งใส่ สมุนของเหนือฟ้าไม่ยอมน้อยหน้าชักปืนเล็งเขากลับเป็นจังหวะเดียวกับนายสว่างก็ชักปืนขึ้นมาเล็งพวกสมุนเช่นกัน ภูผาท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว

“เอาสิ...พวกมันยิง ฉันยิง...ดูสิว่ากระสุนของฉันกับสมุนนายใครจะไวกว่ากัน แต่ระยะแค่นี้ฉันไม่พลาดแน่”

ก่อนที่จะมีใครทำปืนลั่น วันชัยปรากฏตัวขึ้นสั่งให้สมุนเก็บปืน แล้วเข้าไปยืนขวางทางปืนของภูผาที่กำลังเล็งเหนือฟ้าอย่างไม่พรั่นพรึง มองสำรวจอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ภูผาไม่สน เพราะต้องการคุยกับเหนือฟ้าเท่านั้น

“อย่ายุ่งกับไร่ของฉันอีก...ส่วนเรื่องหนูนา ฉันเป็นนายก็ต้องดูแลปกป้องลูกน้องของฉัน” ว่าแล้ว ภูผากลับไปโดยมีนายสว่างส่ายปืนไปมาเดินถอยหลังตาม เหนือฟ้าโวยพวกสมุนจะมัวยืนทำบ้าอะไร ตามไปเก็บทั้งคู่ให้สิ้นซาก วันชัยเสียงกร้าวใครตามไป เขาจะยิงทิ้งให้หมด แล้วเข้ามากระซิบกระซาบกับเหนือฟ้า

“ในสายตาคนอื่น เราต้องเป็นเสือไม่ใช่หมาลอบกัด ถ้ามันเป็นศพอยู่ในไร่เรา พ่อเลี้ยงก็จะกลายเป็นแค่นักเลงหางแถว” เขาพูดจบ หันไปลั่นกระสุนใส่สมุนคนที่ปล่อยให้ภูผาเข้ามาหยามพ่อเลี้ยงถึงที่นี่ แล้วกำชับทุกคนถ้าใครทำงานพลาดอีก โทษคือตายสถานเดียว สมุนพากันหัวหด รีบลากร่างโชกเลือดของสมุนผู้โชคร้ายออกไป

“ไหนพี่บอกนับถอยหลังได้เลยไง...นี่แค่ข้ามวัน มันก็มาเหยียบหน้าฉันถึงที่แล้ว...เลี้ยงเสียข้าวสุก” เหนือฟ้าด่าลั่น ก่อนจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงขึ้นห้อง วันชัยมองตามแค้นใจ

ooooooo

สายวันเดียวกัน วงเดือนจัดข้าวปลาอาหารใส่ปิ่นโตมาให้พฤกษ์ที่เรือ เขาตักข้าวกินเองไม่ไหว เธอสงสารอาสาจะป้อนให้ เมฆาเพิ่งมาถึงกำลังจะเข้าไปเห็นวงเดือนป้อนข้าวให้พี่ชายของตนที่มีสีหน้าเปี่ยมสุข ถึงกับชะงักมองเขาอย่างเห็นใจ หญิงสาวพยายามเกลี้ยกล่อมให้พฤกษ์กลับไปอยู่บ้าน เขากลับนิ่งเฉย

“เป็นเพราะเดือนหรือเปล่าคะ”

“ไม่ใช่นะ...ไม่เกี่ยวกับเดือน” เขาจำต้องโกหก ไม่อยากบอกว่าเขารับปากคุณย่าไว้จะขอเป็นฝ่ายไปเอง

“ถ้าอย่างนั้น คุณพฤกษ์ก็กลับบ้านเถอะนะคะ อยู่ที่นี่มันไม่สะดวกสบาย”

เขาอยากอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่ทำให้เขาอยู่กับเธอได้โดยไม่ต้องกังวลสายตาคุณย่า ขณะเขากำลังจะสารภาพความในใจที่มีต่อเธอ เมฆารู้ทันเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ทำทีเอายามาเพิ่มให้ แล้วแสร้งถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บ พอรู้ว่าเขาดีขึ้นมาก หันไปชวนวงเดือนกลับ อ้างว่าต้องไปเปิดคลินิก ก่อนไปเธอหันมาขอร้องให้เขากลับบ้านอีกครั้ง ทุกคนที่นั่นเป็นห่วงเขามาก พฤกษ์ไม่รับปากอะไรได้แต่ยิ้มให้...

ฝ่ายเมฆาไม่ได้ไปเปิดคลินิกอย่างที่บอกพี่ชาย กลับพาวงเดือนเข้าร้านอาหาร อ้างว่าตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง แล้วพยายามชักชวนให้เธอกินด้วย เธอขอผ่านเพราะยังไม่หิว เมฆาถามตรงไปตรงมาว่าอยู่กับเขาอึดอัดหรือเปล่า เธอไม่อึดอัด แต่คิดว่าไม่เหมาะถ้าใครมาเห็นเข้า

“ฉันไม่สน...ขอให้ได้อยู่กับเธอ ฉันไม่สนใจใครทั้งนั้น” เจอคำหวานของเมฆาเข้าไปเธอถึงกับอึ้ง จังหวะนั้นโฉมไฉไลเดินเข้ามากับเพื่อนสาวคนหนึ่ง เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน โกรธควันแทบออกหู ปรี่เข้าไปหาเรื่อง
ทันที

“เมฆาคะไม่มีเพื่อนกินข้าวทำไมไม่บอกโฉมล่ะคะ...จะได้ไม่ต้องลำบากลากคนรับใช้ในบ้านมาร่วมโต๊ะด้วยแบบนี้” เธอว่าแล้วหันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนสาว วงเดือนไม่อยากมีปัญหาจึงขอตัวกลับก่อน โฉมไฉไลคว้าแขนเธอแล้วใช้เล็บจิกไว้ แดกดันว่าอยู่บ้านผู้ดีแท้ๆ ทำตัวไม่มีมารยาท จะลุกหนีไปดื้อๆ ได้อย่างไร แล้วดึงวงเดือนให้ลงนั่งอย่างเดิม ก่อนที่ตัวเองจะลงนั่งตาม เพื่อนสาวเห็นหน้าบึ้งตึงของเมฆาชักใจไม่ดีชวนกันกลับ

“เดี๋ยว...เธอยังไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ใช่ไหม หล่อนชื่อวงเดือน เรียนจบพยาบาล เธอเก่งด้านอะไรนะ...อ๋อ... จับ...หมอใช่ไหม” พูดจบเธอหัวเราะร่วนราวกับเป็นเรื่องขบขัน เมฆาหมดความอดทน คว้าข้อมือวงเดือนลุกขึ้น โฉมไฉไลดึงแขนเขาไว้ ถามเสียงเขียวจะไปไหน เขาไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีเธอ แกะมือเธอออกแล้วจูงวงเดือนกลับ โฉมไฉไลมองตาม แค้นนี้ต้องชำระ...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านไร่ของภูผา นายสว่างเจ้ากี้เจ้าการจัดพิธีสู่ขวัญให้เจ้านาย โดยเชิญผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านมาทำพิธีผูกข้อมือให้ ส่วนดอยกับเหล่าคนงานกรูกันเข้ามาประแป้ง พรมน้ำโปรยดอกไม้ให้เขา ภูผามองงงๆ

“ธรรมเนียมคนเหนือน่ะครับ รับขวัญกันหน่อย โชคร้ายให้มันหายไปเหลือไว้แต่โชคดี” นายสว่างอธิบายประมุขบ้านไร่ซาบซึ้งใจมาก หันไปยิ้มให้กับทุกคน พอ กวาดสายตามาเจอกับหนูนา เธอกลับทำไม่สนใจ หันหลังให้แต่แอบอมยิ้ม เขารู้ทัน อดขำไม่ได้

ภูผายังคงเขียนจดหมายเล่าความเป็นไปที่ไร่ชาให้คุณย่าศรีเรือนฟังเป็นระยะๆ รวมทั้งบ่นเรื่องอากาศหนาวที่กำลังจะมาถึง คนที่นี่ร่ำลือกันว่าอากาศที่นี่หนาวมาก เขาอยากรู้เหมือนกันว่าจะหนาวขนาดไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรเลือดทะเลอย่างเขาก็ต้องทนให้ได้ เพราะมันไม่ได้แค่การพิสูจน์ตัวเองเพียงอย่างเดียว

“สำหรับผม มันเป็นการเยียวยาชีวิตที่เคยพังไม่มีชิ้นดี ม้าแตกฝูงเมื่อบาดเจ็บต้องรักษาตัวเอง ผมก็เช่นกัน”

ศรีเรือนอ่านจดหมายของเขาแล้วเชื่อมั่นว่า

หลานรักต้องสร้างอาณาจักรของตัวเองสำเร็จจนได้...

ฝ่ายวงเดือนเห็นอากาศทางใต้เริ่มเย็นลงแล้ว ทางเหนือคงจะหนาวจึงเริ่มถักเสื้อกันหนาวเตรียมไว้ให้ภูผา

“รถไฟเที่ยวนั้นสิ้นสุดที่เชียงราย แต่ไม่รู้ว่าปลายทางของคุณคือที่ไหนกันแน่...จะหวังให้คุณติดต่อกลับมาหาเดือนคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากวันไหนมีใครสักคนที่นี่รู้ที่อยู่ของคุณ เดือนจะฝากให้เขาเอาเสื้อกันหนาวไปให้ อยากให้คุณรู้ไว้เสมอว่าหัวใจพังๆ ที่คุณทิ้งไว้ มันถูกดูแลอย่างดี และดูแลอย่างนี้ตลอดไป”

ooooooo

ตอนที่ 4

บุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งที่ตู้จดหมายบ้านแสนสมุทร วงเดือนจะไปทำงานเดินออกมาเห็นพอดี รีบค้นดูจดหมายเหล่านั้น เห็นจดหมายฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองถึงศรีเรือน มีรอยประทับตราไปรษณีย์มาจากเชียงราย จำได้ว่าเป็นลายมือภูผา กำลังจะสำรวจหาที่อยู่ของผู้ส่ง ศรีเรือนมากระชากจดหมายไปจากมือเสียก่อนตวาดลั่น

“หล่อนมีสิทธิ์อะไรมาละลาบละล้วงจดหมายของฉัน”

“ขอโทษค่ะคุณท่าน...คือเดือนกำลังรอจดหมาย...”

“ส่วนเกินอย่างหล่อน จะมีใครติดต่อมาหา พ่อแม่ก็ตายไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ แล้วนี่มันก็จ่าหน้าซองถึงฉัน”

แม้จะเกรงกลัว แต่ความอยากรู้มีมากกว่า เธอกลั้นใจถามว่านั่นจดหมายของภูผาใช่ไหม ประมุขบ้านแสนสมุทรเอ็ดลั่น ห้ามสอดรู้เรื่องเจ้านายเด็ดขาด หญิงสาวก้มหน้าหลบสายตาด้วยความผิดหวัง...

ไม่นานนัก วงเดือนมาถึงคลินิก เมฆายังคงพยายามจะเอาชนะใจเธอ ทั้งซื้อของกินมาฝาก ทั้งคอยหยอดคำหวานให้ตลอด หญิงสาวไม่รับรู้อะไรด้วย แล้วหลอกถามเขาว่ามีญาติอยู่ที่เชียงรายบ้างไหม เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม...ไม่มีนะ...ทำไมเหรอ?”

“ไม่มีอะไรค่ะ” เธอขอไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับตรวจคนไข้ เมฆามองตามสงสัย...

ฝ่ายภูผายังทำงานหนักเพื่อพลิกฟื้นไร่ชาส่วนที่ไฟไหม้ให้กลับมาเหมือนเดิม นายสว่างเห็นเจ้านายโหมทำงาน ขอร้องให้พักเหนื่อยก่อน ทำตั้งแต่เช้ายันบ่ายแล้วยังไม่หยุดพักเลย เดี๋ยวจะหมดแรงตายก่อนจะเห็นไร่ชาผลิดอกออกผล ภูผาอ้างว่าเวลาเหลือน้อย แล้วก้มหน้าทำงานต่อไป นายสว่างทนไม่ไหว โพล่งขึ้นทันที

“เพื่อที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเจ้านายยืนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแสนสมุทรอย่างนั้นน่ะหรือครับ”

“คุณย่าเล่าให้นายสว่างฟังหรือ” ภูผาจ้องหน้าเขาอย่างรอคำตอบ เขากลับหลบสายตา

“เจ้านายครับ...ไร่นี้จะฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง  ไม่ได้ใช้แต่แรงกายอย่างเดียว แต่ต้องใช้แรงใจด้วย”

“งั้นก็คงยากแล้วล่ะ...เพราะฉันทิ้งหัวใจพังๆไว้ที่แสนสมุทร” พูดจบเขาทิ้งจอบในมือ ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง นายสว่างเสนอให้เอาหัวใจของตัวเองกับเหล่าคนงานที่นี่ไปใช้พลางๆก่อน แล้วคว้าจอบขึ้นมาฟันดินแทนเจ้านาย ภูผาซึ้งน้ำใจลูกน้อง สูดลมหายใจเข้ารวบรวมกำลัง แล้วคว้าจอบอีกอันหนึ่งขึ้นมา

“ขอบใจนะ...สักวันฉันจะพาหัวใจของฉันมาที่นี่” ว่าแล้วเขาลงมือทำงานต่ออย่างเอาเป็นเอาตาย สายตามุ่งมั่นนึกถึงวงเดือน หัวใจของตัวเอง”

ขณะที่ภูผาทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูไร่ชา วงเดือนซึ่งอยู่ในห้องพักของตัวเองกำลังถักเสื้อกันหนาวให้ภูผาอย่างขะมักเขม้น ชอุ่มบังเอิญมาเห็นเข้า รีบคว้าไปดู ซักเป็นการใหญ่ว่าถักเสื้อกันหนาวให้ใคร ให้แฟนใช่ไหม วงเดือนรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ ชอุ่มยิ้มหน้าเป็น

“ไม่ใช่แฟนก็ต้องเป็นคนสำคัญ ถึงตั้งใจถักให้ขนาดนี้...ใช่ไหม”

เธอพยักหน้ารับ ชอุ่มพยายามคาดคั้นให้บอกว่าเป็นใคร ใช่คนที่นี่หรือเปล่า เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ เขาอยู่ไกลจากที่นี่มาก เธอถักเสร็จยังไม่รู้เลยว่าจะส่งถึงมือเขาหรือเปล่า ชอุ่มแนะว่าถ้าสำคัญมากก็ไปส่งให้เขาเองกับมือ จะได้มั่นใจว่าถึงมือเขาแน่นอน วงเดือนคิดคล้อยตามคำพูดของเธอ

ooooooo

ผ่านไปหลายวัน ภูผายังคงมุ่งมั่นทำงานไม่เห็น แก่เหน็ดแก่เหนื่อย ปรับปรุงดินเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงลงต้นกล้าใหม่ก็เป็นอันเสร็จ เขาจึงเร่งมืออย่างหนัก ไม่ยอมกินข้าวกินปลา หนูนามองเจ้านายด้วยความ เป็นห่วง นายสว่างกับดอยก็เช่นกัน พยายามเรียกให้มากินอะไรก่อน แต่เขายังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

โหมทำงานหนักเกินไป ภูผาเป็นลม ล้มลงทั้งยืน หนูนาปราดเข้าถึงตัวเขาก่อน รีบประคองขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าเขาเป็นไข้ตัวร้อนจัด ตะโกนเรียกคนงานช่วยกันแบกร่างเขากลับไปบ้านพัก แล้วรีบเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ โดยมีดอยกับนายสว่างโผล่หน้ามาแอบดูอยู่บนระเบียงบ้าน

“ดอยไม่เคยเห็นลูกพี่ดูแลใครขนาดนี้เลยนะจ๊ะ... หรือลูกพี่จะสนใจนายภูผา” เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก

“แก่แดด” นายสว่างว่าแล้วเขกหัวดอยดังโป๊ก “จำไว้ว่าคุณภูผาเป็นเจ้านายอย่าลามปาม เอ็งนอนเฝ้าเป็นเพื่อนลูกพี่เอ็งที่นี่” เขามองท่าทีที่หนูนาเป็นห่วงเป็นใยเจ้านายแล้ว อดเป็นกังวลไม่ได้...

อาการของภูผาไม่ดีขึ้น หนาวสั่นตลอดเวลา พิษไข้ทำให้เขาเพ้อเรียกหาวงเดือน หนูนาเอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ วางที่หน้าผากเพื่อลดไข้ เขาคว้ามือเธอมาแนบแก้ม เพราะคิดว่าเป็นมือของวงเดือน เธอเอาผ้ามาห่มให้แล้ว เขายังสั่นสะท้านไม่หยุด หันไปตะโกนบอกดอยไปเอาผ้าห่มมาเพิ่ม แต่เด็กน้อยนั่งหลับคอพับคออ่อนไปเรียบร้อย

เธอจะเดินไปเรียกก็ไม่ได้ เพราะเขาจับมือไว้ไม่ยอมปล่อย หญิงสาวตัดสินใจขยับขึ้นไปนอนกอดเขาไว้ เขากอดตอบโดยไม่รู้ตัว เธอถึงกับยิ้มปลื้มที่ได้อยู่ใกล้ชิดคนที่ตัวเองหลงรัก

ooooooo

แสงแดดยามเช้า ทำให้ดอยที่นอนฟุบอยู่กับพื้นห้อง ค่อยๆลืมตาตื่นบิดขี้เกียจสามตลบ ก่อนจะมองไปยังเตียงนอนของเจ้านาย ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นเขานอนกอดหนูนาอยู่ ภูผารู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาเห็นดอยยืนตาเบิกกว้างจ้องมองมาทางตนชักเอะใจ เหลือบมองไปข้างๆ เห็นหนูนานอนอยู่ในอ้อมกอดตนเอง รีบผละออกด้วยความตกใจ พลอยทำให้เธอสะดุ้งตื่นไปด้วย ภูผาเอ็ดตะโรลั่น

“เธอมาอยู่บนเตียงฉันได้ยังไง”

หนูนาได้สติโดดผลุงเดียวลงมายืนข้างเตียง “ก็... เมื่อคืนคุณไข้ขึ้นสูง แล้วคุณก็เพ้อว่าหนาวๆ...”

“ก็เลยกอดให้หายหนาว” ดอยต่อประโยคให้เสร็จสรรพ หนูนาอาย หันไปจะเขกหัวเด็กน้อย แต่เธอยกมือห้ามไว้ “อ๊ะๆๆๆ...อย่ามาใช้กำลังกลบเกลื่อนความจริง...ลูกพี่เฝ้าไข้นายทั้งคืน ซึ่งแปลว่า ลูกพี่เป็นห่วงนายมาก” ดอยกระเซ้าเสร็จวิ่งหนี หนูนาหันมาเห็นภูผาจ้องอยู่ อายทำตัวไม่ถูกรีบหลบออกไป เขามองตามไม่สบายใจ...

ระหว่างที่หนูนาพยายามค้นหาหัวใจที่หายไปของภูผา โฉมไฉไลยังไม่ยอมรามือจากเมฆาง่ายๆ วันนี้ก็เช่นกัน เธอขับรถมาดักรออยู่หน้าบ้านแสนสมุทร วงเดือนกำลังจะออกไปทำงานโดยมีเมฆาตามมาติดๆ พร้อมกับยื่นซองใส่เงินเดือนให้ พอเธอเห็นเงินในนั้น ทักท้วงว่ามากไปหรือเปล่า
“น้อยไปด้วยซ้ำ เธอทำงานทั้งที่คลินิกแล้วก็ต้องดูแลอรุณที่บ้าน”

“ที่เดือนทำเพราะเดือนอยากตอบแทนบุญคุณคุณท่านที่เมตตาเดือน” เธอส่งซองใส่เงินคืน แต่เขาไม่รับ

“เงินนี้ฉันให้เธอ ถ้าเธอไม่รับไว้ ฉันคงต้องให้อย่างอื่นกับเธอแทน แต่ไม่รู้ว่าเธอจะอยากได้หรือเปล่า” เมฆาส่งสายตาเปี่ยมด้วยความรักจู่โจม เธอไม่กล้าสบตาด้วย จำต้องรับซองเงินนั้นไว้ เขายิ้มพอใจ เดินกลับเข้าตัวบ้าน

โฉมไฉไลไม่รอช้าเข้าไปกระชากซองจากมือวงเดือนถืิอวิสาสะเปิดดู เห็นเงินจำนวนมากหาว่าเธอทอดกายให้เมฆาเพื่อแลกเงิน เธอไม่พอใจ ขอร้องโฉมไฉไลให้เกียรติกันบ้าง ยัยตัวแสบมองเธอเหยียดๆ ตั้งแต่หัวจดเท้า

“ฮึ...อย่างหล่อนน่ะหรือ...มีเกียรติ”

“อย่างน้อยฉันก็รู้จักรักตัวเอง ไม่วิ่งไล่ตามใครทั้งที่เขาปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า” วงเดือนโต้ไม่ยอมแพ้

โฉมไฉไลโกรธตัวสั่น เงื้อมือจะตบสั่งสอน แต่เมฆาคว้าข้อมือไว้ทันไล่เธอออกไปจากบ้านของเขา เธออยากรู้นักว่านังนี่ดีกว่าเธอตรงไหน เขาถึงได้หลงนักหลงหนา เมฆาหมดความอดทน ลากยัยตัวแสบเหวี่ยงออกไปนอกรั้ว เธอยังหน้าด้านหน้าทนจะกลับเข้ามาอีก แต่ไม่ทันเขาปิดประตูรั้วล็อกกุญแจแน่นหนาแล้วพาวงเดือนเข้าตัวบ้านปล่อยให้โฉมไฉไลยืนร้องกรี๊ดๆ อยู่คนเดียว ด้วยความ เคียดแค้น

ooooooo

ขณะที่ภูผากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงครุ่นคิดหาทางตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่ความรู้สึกของหนูนาที่มีต่อเขาจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ หนูนายกข้าวต้มเอามาวางที่โต๊ะให้ด้วยท่าทางเขินๆ เขาตัดสินใจคุยกับเธอให้รู้เรื่อง

“หนูน้อย...ฟังฉันนะ...สักวันเธอจะเจอคนที่ดี...ดี กว่าฉัน”

“ฉันชื่อหนูนาแล้วก็ไม่ใช่เด็ก ถ้าจะชอบใครฉันก็จะชอบไม่ต้องมาสอนหรอกว่าฉันควรจะรู้สึกกับใครยังไง”

“อย่ามาเสียเวลากับคนไม่มีหัวใจอย่างฉัน” เขาตัดบัวไม่ให้เหลือเยื่อใย

เธอมองเขาด้วยความสะเทือนใจก่อนจะผลุนผลันออกไป เขามองตามหนักใจ ครู่ต่อมา หนูนาเดินกระฟัด กระเฟียดมาถึงริมลำธาร เตะน้ำในลำธารระบายแค้นโดยไม่เห็นดอยกำลังซักผ้าอยู่หลังโขดหิน

“พูดอยู่ได้ว่าไม่มีหัวใจ...รู้แล้วไม่ต้องย้ำ” เธอทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อย่างคนพ่ายแพ้ ดอยค่อยๆโผล่หัวขึ้นมามองลูกพี่ด้วยความสงสารเพราะไม่เคยเห็นเธออ่อนแอแบบนี้มาก่อน หนูนาปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองเห็นดอยยืนจ้องอยู่ ทั้งตกใจทั้งเสียหน้าและอับอาย จะเดินหนี

“ลูกพี่จะยอมแพ้แล้วหรือ...ลูกพี่ของดอยไม่เคยถอดใจง่ายๆ แบบนี้ไม่ใช่เหรอ”

“เขามีคนรักอยู่แล้ว” หนูนาน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาอีก ดอยยังไม่เคยเห็นแฟนของเจ้านายสักคน ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ไม่เห็นมีผู้หญิงที่ไหนนอกจากเธอ และถ้าเขาไม่รัก เธอก็ทำให้เขารักได้ไม่ใช่หรือ หนูนาซึ้งใจมากที่ดอยคอยเป็นกำลังใจให้ ตัดสินใจจะทำให้ภูผารักตนเองให้ได้...

คิดได้ดังนั้น หนูนาตัดสินใจเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อภูผาให้รู้แจ้งแดงแจ๋กันไปเลย เขาโดนสาวรุกตรงๆ ถึงกับไปไม่เป็น ทั้งหนักใจทั้งเหนื่อยใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเธอดี

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน วงเดือนซึ่งอยู่ห่างไกลจากภูผาลิบลับกำลังจะเปิดประตูคลินิก ทันใดนั้น มีรถคันหนึ่งแล่นมาจอด คนขับมองไปรอบๆบริเวณอย่างมีพิรุธ พอเห็นปลอดคน ส่งสัญญาณให้พรรคพวกอีกสองคนลงมือ พวกนั้นตรงเข้ารวบวงเดือนจากด้านหลัง เธออ้าปากจะตะโกนขอความช่วยเหลือ คนร้ายคนหนึ่งรีบเอามือปิดปากไว้

“อย่าขัดขืน...ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เขาพูดพลางจับเธอยัดใส่รถ เธอพยายามขัดขืนแต่สู้แรงพวกนั้นไม่ไหว...

ขณะที่วงเดือนกำลังอยู่ในอันตราย เมฆาเพิ่งออกเวรกำลังจะไปยังลานจอดรถหน้า รพ. พยาบาลหน้าห้องตรวจโรควิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า คนไข้ภายในที่เพิ่งกลับบ้านไปเมื่อเช้า ทางห้องยาลืมจ่ายยาตัวนี้ให้ ไม่ทราบว่ายาตัวนี้ต้องกินเลยหรือเปล่า ถ้าต้องกินเลย เธอจะได้ให้คนไปแจ้งญาติกลับมารับยาอีกรอบ

“ไม่ต้องแจ้ง ในเมื่อเราทำพลาด มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องแก้ไขไม่ใช่คนไข้...ผมจะเอาไปให้เขาเอง” เมฆาดึงซองยาไปจากมือพยาบาลแล้วขึ้นรถขับออกไป...

ด้านวงเดือนถูกโจรชั่วสามคนพามายังชายหาดเปลี่ยวไร้ผู้คน เธอพยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ กัดแขนหนึ่งในพวกนั้นจมเขี้ยวจนต้องปล่อยมือ เธอสบช่องวิ่งหนีไม่คิดชีวิต คนร้ายทั้งสามไล่ตามไม่ลดละ เธอวิ่งหนีมาเจอโฉมไฉไล ซึ่งมาจอดรถรอดูผลงานของตัวเอง วงเดือนไม่รู้ว่ายัยตัวแสบเป็นพวกเดียวกับคนร้าย ขอร้องให้ช่วยตนด้วย จังหวะนั้นพวกคนร้ายตามมาพอดี

“ช่วยหรือ...ฉันจะช่วยให้แกเป็นเมียมันเร็วขึ้นน่ะสิ” โฉมไฉไลยิ้มร้าย ผลักเธอให้พวกนั้น วงเดือนหน้าตื่น

“เดือนไหว้ล่ะค่ะคุณโฉม...อย่าทำแบบนี้ ปล่อยเดือนไปเถอะ” เธอร้องไห้อย่างน่าเวทนา แทนที่โฉมไฉไลจะเห็นใจ กลับตบหน้าเธออย่างแรง โทษฐานทำให้เมฆาหลงรักหัวปักหัวปํา แล้วตามเข้าไปตบซ้ำ

“เอาตัวมันไป...ทำอะไรก็ได้ที่พวกแกอยากทำ... อยากรู้นักว่าถ้าเนื้อตัวแกมันแปดเปื้อนแล้ว เมฆายังจะต้องการแกอีกไหม...นังวงเดือน” เธอพูดจบกลับขึ้นรถขับออกไป วงเดือนทั้งดิ้นทั้งกรีดร้อง แต่แถวนั้นร้างผู้คน

พวกคนชั่วช่วยกันลากเธอไปหาที่เหมาะเพื่อข่มขืน วงเดือนสบโอกาสเหมาะเตะผ่าหมากหนึ่งในพวกนั้นสุดแรง ก่อนจะผลักอีกคนล้มไปชนกันเองแล้ววิ่งหนี ระหว่างนั้นเธอตะโกนขอความช่วยเหลือไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงถนนใหญ่ ซึ่งตรงนั้นเป็นทางโค้งพอดี เห็นรถคันหนึ่งแล่นตรงมาที่เธออย่างรวดเร็ว เมฆาซึ่งเป็นคน ขับรถตกใจรีบหักพวงมาลัยหลบ ก่อนจะกระแทกเบรกอย่างแรง วงเดือนรีบวิ่งไปหา พอเห็นหน้าคนขับรถชัดๆ ดีใจสุดขีด

“คุณเมฆา...ช่วยเดือนด้วย”

เมฆารีบลงจากรถ พวกคนร้ายตามมาทัน วงเดือนกลัวมากรีบวิ่งไปหลบหลังหมอหนุ่ม การต่อสู้เปิดฉากขึ้น เมฆาเสียเปรียบ ถูกสามรุมหนึ่งจนล้มกลิ้ง พวกนั้นกรูเข้าไปจะรุมกระทืบซ้ำ พลันมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด กระสุนพุ่งเฉียดขาหัวหน้าคนร้ายถึงกับหยุดกึก พฤกษ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับเล็งปืนไปยังพวกนั้น สั่งให้หยุดทำร้ายน้องเขาและให้ถอยออกไป พวกนั้นทำท่าจะขัดขืน เขายิงปืนขู่อีกสองนัด คราวนี้พวกคนร้ายพากันถอยกรูด

“ได้...ครั้งนี้พวกเอ็งอยากเป็นพระเอก ข้าก็จะให้เป็น แต่ระวังนังหน้าสวยนั่นไว้ให้ดีเถอะ ถ้าเที่ยวไปแย่งผัวใครอีกล่ะก็...ไม่รอดแน่” หัวหน้าโจรชั่วคำราม ก่อนจะพากันสลายตัว

วงเดือนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว พฤกษ์โอบเธอไว้หลวมๆ เพื่อปลอบใจ คำพูดของพวกชั่วเมื่อครู่สะกิดใจเมฆาอย่างจัง ฝากพี่ชายช่วยพาวงเดือนกลับไปก่อน เขามีธุระต้องสะสาง แล้ววิ่งกลับไปที่รถตัวเองขับออกไปอย่างรวดเร็ว พฤกษ์มองตามสงสัย ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก หันมาปลอบวงเดือน

“ไม่เป็นอะไรแล้วเดือน...พี่อยู่นี่แล้ว”

“เดือนกลัวค่ะ...ถ้าคุณพฤกษ์กับคุณเมฆาไม่มา... เดือนคง...” พูดได้แค่นั้น เธอปล่อยโฮ เขาสงสารจับใจ ดึงเธอมากอดอย่างห้ามใจตัวเองไม่ได้

ooooooo

เมฆามั่นใจว่าโฉมไฉไลต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ จึงตามไปเล่นงาน ทีแรกเธอแสร้งไม่รู้เรื่อง แต่พอถูกคาดคั้นจึงยอมรับ คุยโวว่าถึงเขาจะรู้ว่าเธอทำแต่คงเอาผิดอะไรไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน เขาโกรธมากไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นผู้หญิงน่ารังเกียจขนาดนี้ ขอบคุณ จริงๆ ที่ตอนนั้นเธอทิ้งเขาไป และขอร้องอย่ากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีก

“ฝันไปเถอะ...โฉมจะคอยทำลายชีวิตคุณจนกว่าคุณจะเลิกกับนังวงเดือน”

เขาเตือนว่าอย่ายุ่งกับวงเดือนอีก คราวหน้าเธอไม่โชคดีอย่างนี้แน่ เธอโกรธตัวสั่นก่อนจะร้องกรี๊ดๆลั่น...

อนงค์กลับถึงบ้านอย่างหัวเสียเพราะโดนบ่อนพนันสูบเงินจนหมดตัว ยิ่งมารับรู้ถึงสิ่งที่ลูกสาวทำเพื่อชิงเมฆากลับมาเป็นของตัวยิ่งโมโห ด่าว่ายกใหญ่ แทนที่จะเอาเวลาไปทำงานหาเงินมาช่วยกันใช้หนี้ กลับคิดแต่เรื่องผู้ชาย โฉมไฉไลคุยโม้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องทำงานหาเงินให้เมื่อย มีผู้ชายมากมายที่แย่งจะหาเลี้ยงเธอ อนงค์ยังไม่เห็นผู้ชายที่ว่าสักคน แล้วสั่งสอนลูก ถ้าคิดจะไม่ออกแรงก็ต้องใช้สมองให้เป็น

“ลูกชายแสนสมุทรมีตั้งสี่คน คนนี้มันไม่เอาแก แกก็ไปเอาคนอื่นสิ...ไม่ว่าแกจะได้คนไหน มันก็หมายถึงเงินเหมือนกันนั่นแหละ...อย่าโง่” อนงค์ด่าทิ้งท้ายแล้วกลับห้องตัวเอง โฉมไฉไลไม่เห็นด้วยกับความคิดแม่นัก...

ระหว่างที่อนงค์ยุให้ลูกสาวหาเป้าหมายคนใหม่ พฤกษ์พาวงเดือนซึ่งยังอยู่ในอาการหวาดกลัวกลับมาที่ห้องพักของเธอ หญิงสาวขอบคุณเขามากที่ช่วยเธอไว้

“มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้วที่ต้องปกป้องคนที่พี่...” เขากำลังจะพูดคำว่า “รัก” แต่เธอรู้ทันชิงตัดบท

“เดือนขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ” แล้วลุกขึ้น แต่เขารั้งไว้ ถามว่ารู้ใช่ไหมว่านักเลงพวกนั้นเป็นใคร เธอไม่อยากให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ตัดสินใจไม่พูดพาดพิงใคร รีบเดินหนีเข้าห้อง เขามั่นใจว่าเมฆาต้อง

รู้เรื่องนี้เช่นกัน จึงไปนั่งรอน้องชายอยู่ในห้องโถงของบ้านแสนสมุทร ทันทีที่เมฆามาถึง พฤกษ์ซักเป็นการใหญ่ ที่วงเดือนถูกทำร้ายเพราะเขาใช่ไหม เมฆายอมรับโดยดีว่าใช่ แต่เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

“มาจัดการตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือ...ถ้าวันนี้เราไปช่วยไม่ทันเดือนจะเป็นยังไง...แกไม่ควรทำให้เดือนเดือดร้อนแบบนี้...เดือนเป็นคนดี”

“ดูพี่พฤกษ์ห่วงใยเดือนมากกว่าความเป็นพี่ชายนะครับ” เมฆาแดกดัน

“ก็ไม่ต่างจากแกหรอก” พฤกษ์ยอกย้อนอย่างรู้ทัน เมฆายอมรับหน้าชื่นว่ารักวงเดือน ศรีดารายืนอยู่ที่โถงบันไดชั้นบนได้ยินทุกคำที่ลูกคุยกัน ไม่ทันเห็นอรุณแอบฟังอยู่ด้านหลังไม่ห่างกันนัก...

ครู่ต่อมา ศรีดารากลับห้องนอนด้วยสีหน้าเป็นกังวล นึกกลัวคำทำนายที่ศรีเรือนพูดถึงบ่อยๆ ว่าวงเดือนเป็นตัวกาลกิณีจะทำให้ที่นี่วิบัติจะเป็นจริง แต่รู้ดีว่าอนุตไม่เชื่อเรื่องงมงายพวกนี้ จึงไม่เล่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ให้ฟัง...

ในเวลาเดียวกัน วงเดือนนอนไม่หลับยังหวาดกลัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น หยิบรูปถ่ายของภูผาขึ้นมาดู ตัดพ้อน้ำตาคลอว่าไหนเขาเคยบอกว่าจะคอยดูแลปกป้องเธอ แล้วตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้เธอผจญอันตรายเพียงลำพัง แล้วคว้าเสื้อกันหนาวที่ถักให้ภูผาขึ้นมากอดทั้งน้ำตา

หลังจากเช็ดน้ำตาจนแห้งสนิท เธอรวบรวมสติ แล้วหยิบเสื้อกันหนาวขึ้นมาถักต่อ อรุณจะเข้ามาหา เห็นเธอกำลังถักเสื้ออย่างขะมักเขม้น ชะงักฝีเท้ายืนดูชอุ่มเดินผ่านมาพอดี เขาถามเธอว่าวงเดือนถักเสื้อตัวนั้นให้ใคร

“อ๋อ...เห็นว่าจะถักให้คนสำคัญน่ะค่ะ”

อรุณคิดไปเองว่าเธอถักเสื้อให้ เดินยิ้มจากไปเงียบๆ จึงไม่ได้ยินประโยคที่ชอุ่มพูดเพิ่มเติมว่า

“เดือนบอกว่าคนคนนี้อยู่ไกลมากด้วยค่ะ นี่ยังกลัวว่าจะส่งไปไม่ถึงมือเขา”

ooooooo

วงเดือนเอายาก่อนอาหารมาให้อรุณกิน เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของเขาแล้วอดถามไม่ได้ว่าเช้านี้เขาดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ มีอะไรหรือเปล่า อรุณยังไม่ทันจะตอบ ศรีดาราเข้ามาถามลูกชายเสียก่อนว่า เธอจะไปซื้อของเตรียมใส่บาตรวันสำคัญพรุ่งนี้ เขาอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม เขาเหลือบมองวงเดือนแวบหนึ่ง

“วันสำคัญของผม...ผมอยากได้ของขวัญที่คนให้เขาตั้งใจทำให้ผมน่ะครับแม่”

วงเดือนไม่ได้เอะใจว่าเขาหมายถึงเสื้อกันหนาวตัวนั้น ทำหน้าที่ตัวเองเสร็จก็ออกไป ศรีดาราจะตามแต่ลูกชายร้องถามขึ้นก่อนว่า ทุกคนในบ้านจะจำวันเกิดของเขาได้ไหม เธอลูบหัวลูกด้วยความรัก

“ต้องจำได้สิ...เพราะอรุณคือหัวใจของบ้านหลังนี้” เธอหอมแก้มลูกแล้วรีบตามวงเดือนจนทันกันตรงหน้าห้องพักของอีกฝ่าย ศรีดาราไม่อ้อมค้อมถามตรงๆว่าเธอมีคนรักหรือยัง วงเดือนถึงกับอึ้ง ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีจังหวะนั้น ชอุ่มเข้ามาตามวงเดือนให้ไปช่วยตั้งสำรับ เธอถึงกับโล่งอก เหมือนมีระฆังมาช่วยเอาไว้ รีบขอตัวไปทำงานก่อน แล้วเดินตามชอุ่มไปทางตึกใหญ่ ศรีดารามองตามหนักใจ...

ที่บ้านไร่ของภูผา เลยเที่ยงคืนมาแล้วแต่ภูผายังไม่นอน นั่งบนระเบียงบ้านจุดเทียนไขอวยพรวันเกิดให้อรุณ หนูนาเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้กลัวเขาจะไม่สบายขึ้นมาอีก เห็นเขาจุดเทียนไข แปลกใจว่าจุดทำไม

“วันนี้เป็นวันเกิดน้องชายฉัน...แต่ถ้าคนสำคัญของฉันน่ะ อีกสองเดือนถึงจะวันเกิดเธอ”

“คุณรู้ได้ยังไงเนี่ย...ว่าอีกสองเดือนตรงกับเดือนเกิดของฉันพอดี” หนูนาม่ัวไปได้เรื่อย วางผ้าห่มไว้ใกล้ๆ เขา แล้วเดินหนีไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดอะไร ความดื้อดึงและไม่ยอมแพ้ของเธอทำให้ภูผาหนักใจ...

ขณะเดียวกัน ที่บ้านแสนสมุทร อรุณไม่ยอมหลับยอมนอน รอของขวัญวันเกิดชิ้นแรกจากวงเดือน แต่ต้องผิดหวัง เพราะของขวัญชิ้นแรกที่ได้รับกลับเป็นของเมฆา เขามองน้องชายอย่างรู้ทัน

“รอเดือนอยู่หรือ”

“วันนี้วันเกิดผม...ผมรู้ว่าเดือนเตรียมของขวัญไว้ให้ผมแล้ว เดือนถักเสื้อกันหนาวให้ผม เดือนบอกว่าทำให้เฉพาะคนสำคัญเท่านั้น” ใบหน้าของอรุณเปื้อนยิ้มเมื่อพูดถึงเธอ เมฆารู้สึกอิจฉาน้องชายขึ้นมาทันที...

อีกมุมหนึ่งหน้าบ้าน ทันทีที่พฤกษ์ย่างเท้าเข้ามา เสียงประชดประชันของศรีเรือนดังลงมาจากชั้นบน

“กลับบ้านได้แล้วหรือ...ถ้าไม่ใช่เพราะวันเกิดน้อง คงไม่คิดจะกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้แล้วล่ะสิ”

เขายกมือไหว้คุณย่าที่ร้องทักทายมาจากหน้าต่างห้องของท่าน แล้วเดินเลี่ยงไปทางหลังบ้าน จนถึงห้องพักของวงเดือน เห็นเธอนั่งหลับสนิทอยู่หน้าระเบียงห้อง ไม้นิตกับเสื้อกันหนาวที่ใกล้จะเสร็จยังคาอยู่ในมือ

พี่ใหญ่ของบ้านแสนสมุทรจะเข้าไปปลุก แต่เปลี่ยนใจอุ้มสาวขี้เซาเข้าไปวางบนเตียงแทน เห็นรูปถ่ายของสี่คนพี่น้องกับวงเดือนวางอยู่ที่โต๊ะหัวเตียง ยิ่งมองรูปภูผาแล้วยิ่งรู้สึกผิด เขาพยายามไล่ความรู้สึกนั้นออกไป หันมองวงเดือนอย่างหลงใหล ค่อยๆปัดผมที่ปรกหน้าเธอออก อดใจไม่ไหวขยับเข้าไปใกล้พวงแก้มน่าจูบ เธอละเมอเรียกหาภูผาขึ้นมาเสียก่อน ทำให้เขาได้สติ

มองเธอด้วยสายตาปวดร้าวใจ ก่อนจะลุกออกจากห้อง

ooooooo

ภูผา นายสว่าง หนูนา และดอยออกสำรวจไร่ชาตั้งแต่เช้าตรู่ เห็นต้นชาที่ปลูกไว้บางส่วนแตกยอดเขียวอ่อนท่ามกลางหมอกจางๆ ภูผามองด้วยความภาคภูมิใจ อีกไม่นานก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว นายสว่างเตือนว่าไร่ยังไม่มีชื่อ ถ้าเราจะขายผลผลิต ใบชาของเราต้องมีชื่อให้ผู้คนได้รู้ว่าเป็นชามาจากไร่ไหน ภูผาตัดสินใจทันที

“วงเดือน...ไร่วงเดือน”

“ครับ...ผมจะรีบให้คนงานติดป้ายชื่อไร่ให้เร็วที่สุด” นายสว่างว่าแล้วรีบออกไป ส่วนหนูนาแอบมองภูผาด้วยความสะเทือนใจ ครู่ต่อมา นายสว่างอาศัยช่วงที่ว่างหลังจากซื้อไม้กับข้าวของสำหรับทำป้ายชื่อไร่เสร็จแล้วโทรศัพท์รายงานศรีเรือนว่าภูผาตั้งชื่อไร่ของตัวเองว่า “ไร่วงเดือน”

“ตอนนี้เจ้านายมุ่งมั่นตั้งใจกับไร่ชามากครับ ยังเคยบอกผมว่าสักวันจะกลับไปพาหัวใจของนายมาที่นี่”

“ฝากนายสว่างดูแลหลานฉันด้วยนะ” ศรีเรือนสั่งเสียงเครียด

“ครับคุณท่าน...สวัสดีครับ” นายสว่างวางสายแล้วหันมาเจอหนูนายืนอยู่ ตกใจถึงกับร้องเฮ้ย เธอสงสัยว่าใครคือคุณท่าน นายสว่างเดินหนี ไม่อยากตอบคำถาม

เธอตามติดจะรู้ให้ได้ว่าเขาคุยโทรศัพท์กับใคร

“คุณย่าของเจ้านาย...พอใจรึยัง” เขาพูดจบจ้ำอ้าวออกไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้ถามอะไรอีก หนูนาจะเดินตามแต่เจ้าของร้านที่ให้บริการโทรศัพท์เอาสมุดจดเบอร์โทร.ที่นายสว่างลืมไว้มาคืนให้ หนูนาถือวิสาสะเปิดดู เห็นเบอร์โทร.บ้านแสนสมุทร ขอยืมปากกาแม่ค้าแถวนั้นแอบจดเบอร์เก็บไว้...

วงเดือนไม่เข้าใจจริงๆ ชาติก่อนเคยทำบาปทำกรรมอะไรไว้กับโฉมไฉไลนักหนา  ชาตินี้ถึงหนีกันไม่พ้นขนาดแวะมาซื้อเสื้อเชิ้ตเป็นของขวัญวันเกิดให้อรุณ  โฉมไฉไลตามเข้ามากระชากเสื้อที่เธอเลือกไว้แล้วขว้างลงพื้น เพราะคิดว่าซื้อให้เมฆาก่อนจะใช้รองเท้าขยี้ๆ  เธอพยายาม

แย่งคืน โดนยัยตัวแสบผลักล้มแล้วจะตามมาตบซ้ำ  วงเดือน

ขู่ไม่ให้เธอเข้ามาไม่อย่างนั้นจะแจ้งความ  โฉมไฉไลไม่สนคำขู่ กระชากเธอเข้ามาใกล้ๆ พูดให้ได้ยินกันแค่สองคน

“เอาเลย แต่ไปหาหลักฐานมาให้ได้ก่อนนะ ขนาดแกโดนฉุดคราวที่แล้ว เมฆายังทำอะไรฉันไม่ได้เลย...แล้วน้ำหน้าอย่างแกน่ะหรือ...เชอะ”

“ถึงฉันไม่มีหลักฐาน แต่ฉันมีคุณเมฆาเป็นพยานชี้ตัวนักเลงพวกนั้น เมืองเล็กๆแบบนี้ตำรวจคงสาวไป

ถึงตัวคนบงการได้ไม่ยาก...หรือคุณอยากพิสูจน์ดูก็ได้” เธอท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว โฉมไฉไลเห็นท่าไม่ดีจำต้องล่าถอยกลับไป วงเดือนหยิบเสื้อเชิ้ตตัวนั้นขึ้นมาดูเห็นมีรอยขาด พนักงานขายหน้าตาตื่นเข้ามาบอกเธอว่าถ้าเสื้อเสียหาย เธอต้องรับผิดชอบ วงเดือนถึงกับหน้าเจื่อน

ooooooo

งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของอรุณต้องพังไม่เป็นท่า เพราะถึงเวลาอธิษฐานเป่าเทียน วงเดือนไม่มาร่วมงาน ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน  อรุณอาละวาดเรียกหาแต่วงเดือน ก่อนจะวิ่งหนีขึ้นห้อง ศรีเรือนแทบจะลมจับ ขณะที่ศรีดารากับอนุตรีบตามไปต่อว่าลูกชายคนเล็ก ทำไมก้าวร้าวต่อหน้าคุณย่าแบบนั้น

“แล้วทำไมเดือนถึงไม่อยู่บ้าน ไม่มาหาผม ทั้งที่วันนี้เป็นวันเกิดผม...ทำไม” อรุณแกล้งหายใจติดๆขัดๆ

“อรุณ...เดือนสำคัญกับลูกมากขนาดนั้นเลยหรือ” ศรีดาราอดหวั่นใจไม่ได้ เขาตอบโดยไม่ต้องคิดว่าใช่ แล้วขอร้องแม่ให้ส่งคนไปตามวงเดือนมาให้เขา

“จ้ะๆ ลูกอยากได้อะไรแม่จะให้ลูกทุกอย่าง”

“สัญญานะครับแม่” อรุณคาดคั้น เอาแต่ใจ ศรีดารากลัวอาการป่วยของลูกจะกำเริบพยักหน้ารับ เขาค่อยๆ หายใจช้าลงจนเป็นปกติ เธอบอกให้ลูกนอนพัก แล้วลากอนุตออกไปคุยกันนอกห้องไม่อยากให้อรุณได้ยิน พฤกษ์กำลังจะมาที่ห้องอรุณเห็นพ่อกับแม่ยืนหน้าเครียดกันอยู่ รีบหลบมุมแอบฟัง

“คุณรู้ใช่ไหมคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ศรีดาราร้อนใจ

“ผมรู้ว่าอรุณชอบเดือน รู้มานานแล้ว แต่ที่ผมไม่พูดเพราะเห็นว่าเดือนไม่ได้คิดกับอรุณแบบนั้น แล้วสักวันถ้าเดือนได้พบคนรักของเธอ อรุณก็คงตัดใจได้เอง”

“แล้วถ้าคนรักของเดือนเป็นคนใกล้ตัวล่ะคะ...คุณคิดว่าอรุณจะทำใจได้อย่างนั้นหรือ”

อนุตสงสัยว่าศรีดาราปิดบังอะไรบางอย่าง พยายามคาดคั้นให้ตอบ เธอบ่ายเบี่ยง อ้างว่าวันนี้วันเกิดลูกไม่อยากให้คุยเรื่องไม่สบายใจ แล้วเดินหนีไปเลย พฤกษ์ซึ่งแอบฟังอยู่ คิดหนัก หรือว่าแม่จะรู้ว่าเขารักวงเดือน...

ใกล้ค่ำแล้ว กว่าวงเดือนจะซ่อมเสื้อเชิ้ตที่จะให้เป็นของขวัญอรุณเสร็จ เมฆาเข้ามาต่อว่าว่าเมื่อเช้าหายไปไหนมา เธอไม่อยากบอกว่าไปซื้อเสื้อให้อรุณ เกรงเขาจะซักจนรู้ว่าไปมีเรื่องกับโฉมไฉไลอีกจึงโกหกว่าไปธุระมา

“เธอรู้ใช่ไหมว่าวันนี้เป็นวันเกิดอรุณ เขารอของขวัญสำคัญจากเธออยู่”

“ค่ะ...เดือนไม่เคยลืม” คำพูดของเธอทำให้เมฆาเจ็บจี๊ดเข้าไปถึงหัวใจ...

ตกเย็น อรุณโวยลั่นเมื่อมาถึงโต๊ะอาหารแล้วไม่เห็นวงเดือนอยู่ที่นั่นด้วย อนุตหมดความอดทนสั่งให้ลูกชายคนเล็กนั่งลงเดี๋ยวนี้ทุกคนรอกินข้าวอยู่ เขาแข็งขืนไม่ยอมทำตาม จังหวะนั้น วงเดือนมาถึงพอดี อรุณดีใจมากรีบเข้าไปหา เธอยื่นห่อของขวัญวันเกิดให้ พร้อมกับอวยพรให้เขามีความสุข เขารีบแกะของขวัญออกดู แต่ต้องผิดหวังไม่ใช่เสื้อกันหนาวตัวที่เธอตั้งอกตั้งใจถักกับมือ แต่เป็นแค่เสื้อเชิ้ตธรรมดาๆ

“ทำไมเป็นเสื้อตัวนี้ แล้วเสื้อที่เดือนถักล่ะอยู่ไหน ...เสื้อตัวนั้นเธอเก็บไว้ให้ใคร...ให้ใคร” อรุณจับไหล่วงเดือนเขย่า พฤกษ์และเมฆาทนไม่ไหวช่วยกันแยกน้องชายออกมา เขาดิ้นรนจนหลุด หันไปคาดคั้นให้เธอตอบว่าเสื้อกันหนาวตัวนั้นเธอถักให้ใคร ให้พี่พฤกษ์หรือพี่เมฆา วงเดือนได้แต่อึกๆอักๆ อรุณหันไปกร้าวใส่พี่ชายทั้งสองของตน

“เดือนเป็นของผม...พวกพี่ไม่มีสิทธิ์”

“อรุณ...เดือนไม่ได้เป็นของแก” เมฆากร้าวกลับ

“เมฆา...ทำไมพูดแบบนี้...เดี๋ยวน้องก็ป่วยขึ้นมาอีกหรอก”

“แต่ผมว่าเมฆาพูดถูกนะครับแม่” พฤกษ์ผสมโรงด้วย อนุตถึงบางอ้อทันที หันไปถามศรีดาราว่าเรื่องนี้ใช่ไหมที่เธอปิดบังเขาอยู่ เธอได้แต่ก้มหน้ายอมรับ อรุณกำมือแน่น ต้องการเอาชนะพี่ชายทั้งสองคนให้ได้

“แม่สัญญาว่าถ้าผมอยากได้อะไร แม่จะให้ทุกอย่าง...ผมต้องการแต่งงานกับเดือน”

ทุกคนตกใจแทบช็อก ศรีเรือนประกาศลั่น ยอมไม่ได้เด็ดขาด อรุณไม่สนใจ ในเมื่อแม่สัญญากับเขาไว้แล้วต้องทำตามสัญญา แล้วหันไปขอร้องวงเดือนให้แต่งงานกับตน ทุกคนจ้องเธออย่างรอคำตอบ หญิงสาวหนักใจไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ตัดสินใจวิ่งหนีไปจากตรงนั้น ศรีเรือนรีบตามไปติดๆ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:45 น.