ตอนที่ 15
เณรเปี๊ยกพาตะวันฉายถอดจิตไปถึงกระท่อมชมเดือน เจอรัตติกาลที่กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นผีดิบ แต่เธอพยายามฝืน พยายามต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองเต็มที่
เมื่อเณรตามหา เจอรัตติกาลไปซุกตัวในมุมหนึ่งร่างกายสั่นเทา ตะวันฉายรีบเข้าประคองเธอขึ้นมาถามเณรว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไว้ค่อยอธิบายกัน แต่ตอนนี้เราต้องรีบตามไปหาร่างของโยมพี่รติก่อนจะดีกว่า” เณรตัดบท
ทันใดนั้นรัตติกาลทำท่าจะกัดคอตะวันฉายจนเขาตกใจถามว่าเป็นอะไร เธอบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เณรบอกตะวันฉายว่าตอนนี้ให้เขาระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน ตะวันฉายเอะใจถามว่า
“อาการแบบนี้เหรอเณรที่จะกลายเป็นผีดิบ” ตะวันฉายถาม เณรบอกว่าใช่ แล้วเณรก็ล้วงเอาตลับเข็มทิศในย่ามออกมา 2 ตลับส่งให้ตะวันฉายบอกว่า“เณรไปปรึกษาหลวงตามา อันนี้เขาไว้ใช้หาตำแหน่งซ่อนร่างโยมพี่รติ มันสามารถบอกทิศและตำแหน่งได้ ส่วนนี่คือเครื่องตรวจหาผี โดยเฉพาะผีดิบอย่างคุณหลวงและพวก”
ตะวันฉายถามว่าได้ผลแน่นะ เณรกล้อมแกล้มว่าได้หรือไม่ได้ก็ต้องลองเสี่ยงกันแล้วล่ะ ตะวันฉายลองใช้ดูปรากฏว่าเข็มไม่กระดิกเลย
“เข็มยังไม่กระดิกแสดงว่าโยมพี่รติยังไม่เป็นผีดิบเต็มตัว มันเป็นเพียงแค่อาการเริ่มต้น เราต้องเร่งหาร่างแล้วละโยมพี่ เพราะแสงจันทร์ในคืนนี้หากส่องโดนแล้ว เณรเกรงว่า...”
เณรอธิบายว่าถ้าแสงจันทร์ส่องต้องร่างของรัตติกาล เธอจะกลายเป็นผีดิบกระหายเลือดเหมือนคุณหลวงไปตลอดกาล
ตะวันฉายบอกรัตติกาลว่าตนจะพยายามเต็มที่ขอให้เธออดทนหน่อย รัตติกาลพยักหน้ารับคำ
ooooooo
กระทงแย่งปิ่นจากหนูดีได้แล้วก็กลับไปที่ป่าจันทรา กระทิงโผล่มาดักบอกให้ส่งปิ่นมาแล้วตามตนไปพบคุณหลวงด้วยกัน กระทงสั่งให้หลีกทางอย่ามาบังคับกัน แล้วแยกเขี้ยวคำรามใส่ฟาดฟัดจนกระทิงกระเด็นไปกระแทกต้นไม้อย่างแรง
แต่พอกระทงจะเดินต่อ ก็ถูกอีสีดวงดักหน้าอีกเลยถูกฟาดกระเด็นไปอีกคน ไอ้ริดเห็นดังนั้นพุ่งเข้าใส่ถูกกระทงฟาดไปกระแทกต้นไม้อีกราย จากนั้นกระทงตรงไปหาอีสีดวงบีบคอแล้วใช้ปิ่นปักที่อกอีสีดวงจนกรีดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำกระจายไปทั่ว
ไอ้ริดพุ่งเข้าด้านหลังกระทง ถูกกระทงหันขวับแทงด้วยปิ่นจนสลายไปเช่นกัน
กระทิงเห็นเช่นนั้น ลุกขึ้นได้ก็เผ่นแน่บไปทันที กลับไปรายงานคุณหลวงว่า กระทงไม่ยอมให้พวกตนเอาตัวกลับมาแล้วยังฆ่าไอ้ริดกับอีสีดวงด้วยปิ่นของหม่อมเจ้ามาลาด้วย
“นังกระทงมันเอาปิ่นหนีไปแล้วงั้นรึ...ผีอย่างนังกระทงมันต้องเจอข้า!”พูดจบคุณหลวงหายวับไปทันที กระทิงรีบตามไปด้วย
ooooooo
เณรเปี๊ยกนั่งสมาธิจนรู้ที่ซ่อนร่างรัตติกาลว่าอยู่ในถ้ำแถวนี้ จึงรีบออกจากสมาธิพากันบ่ายหน้าไปตามที่เข็มทิศบอกทาง โดยตะวันฉายต้องประคองรัตติกาลที่อ่อนแรงเดินตามเณรไป แต่ก็ต้องคอยระวังตัวไม่ให้รัตติกาลที่กำลังสับสนแปรปรวนกัดคอเอาได้
เณรเปี๊ยกต้องใช้น้ำมนต์กับรัตติกาลไปหลายครั้งเธอจึงสงบลง เณรบอกตะวันฉายว่า
“นั่นเป็นเพราะว่าโยมผีพี่รติกำลังจะกลายเป็นพวกเดียวกับผีคุณหลวง ที่เป็นแบบนี้เพราะโยมผีพี่รติยอมที่จะดื่มเลือดผีดิบเพื่อให้พวกผีดิบมันวางใจ ตอนที่โยมผีพี่รติเขาขอให้พวกผีดิบปล่อยตัวโยมพี่ตะวันฉายไงจ๊ะ ตอนนี้เลือดผีดิบที่โยมผีพี่รติดื่มกินเข้าไปกำลังเป็นผลแล้วล่ะ
ถ้าเราหาร่างของโยมผีพี่รติไม่เจอ โยมผีพี่รติก็...ก็...”
“กลายเป็นผีดิบใช่ไหมเณร” ตะวันฉายเดาออก
ตะวันฉายซาบซึ้งในความรักความเสียสละของรัตติกาล ยิ่งเป็นห่วงเธอมากขึ้นเป็นทวีคูณ...
ทันใดนั้นเข็มทิศในมือตะวันฉายก็สั่นและเปลี่ยนทิศทาง เขามองรัตติกาลซึ่งเวลานี้มีแต่อาการหนาวสั่น เณรเปี๊ยกบอกว่า มีผีดิบอยู่แถวนี้
ooooooo
ที่ป่าจันทรา กระทงปรากฏร่างอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็ชะงักมองไปรอบๆ พริบตานั้น คุณหลวงก็ปรากฏตัวด้านหลังกระทง พูดอย่างดุดัน
“นังกระทง เจ้าคิดจะทำอะไรของเจ้า หยุดคิดการชั่วได้แล้ว กลับไปรับโทษกับข้า”
“ที่นังกระทงทำทั้งหมดก็เพียงเพื่อคุณหลวงที่มันรัก ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณหลวงต้องการหรอกหรือเจ้าคะ”
คุณหลวงเดินเข้าหากระทงอย่างคุกคามบอกว่า
สิ่งที่กระทงทำนั้นมากเกินกว่าที่ตนจะรับได้ สั่งให้กลับไปรับโทษเดี๋ยวนี้ กระทงถอยหนี แต่พอหมุนตัวกลับก็เจอกระทิงเข้ามาขวาง
กระทงสั่งกระทิงถอยไป กระทิงไม่ยอมถอยจนกว่ากระทงจะกลับไปรับโทษตามที่คุณหลวงสั่ง คุณหลวงสั่งกระทิงให้จับตัวกระทงไว้ แต่พอกระทิงพุ่งเข้าหากระทงก็หายวับไป มาโผล่ที่ข้างหลังกระทิง เอาปิ่นแทงกระทิงจนกลายเป็นอากาศธาตุไป
คุณหลวงแยกเขี้ยวคำรามใส่ กระทงยกปิ่นขู่อย่างจนตรอกว่า “อย่านะเจ้าคะ”
“ทิ้งปิ่นนั่นไป ทิ้งมันไป” คุณหลวงสั่ง
“ทิ้งมันไปทำไมล่ะ ในเมื่อมันจะทำให้คุณหลวงสมปรารถนาในความรักที่คุณหลวงเฝ้ารอไงล่ะเจ้าคะ” พูดจบกระทงก็หายไปทันที คุณหลวงจ้องอย่างเคียดแค้นแล้วรีบตามไป
ooooooo
กระทงตรงไปที่ถ้ำ จ้องมองร่างรัตติกาลที่นอนแน่นิ่งอยู่ มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องไล่มาจนเกือบถึงตัวแล้ว กระทงจ้องร่างรัตติกาลอย่างเคียดแค้น พูดอย่างเจ็บปวด
“รัตติกาล ไม่ว่าชาติภพที่แล้วเจ้าจะเป็นหม่อมเจ้ามาลาหรือไม่ก็ตาม เจ้าช่างเป็นหญิงที่โชคดีนักที่มีแต่คนรักเจ้า เจ้ารู้ไหมเจ้าคือต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เจ้าคือความเจ็บแค้น เจ้าคือความชิงชังของข้า”
กระทงกระชับปิ่นมั่น เงยหน้ามองช่องจันทราที่ทะลุผ่านผนังถ้ำสาดส่องไล่มาเรื่อยจนใกล้ร่างรัตติกาล ก้มพูดกับร่างนั้นว่า
“ถึงเวลาของเจ้าแล้วรัตติกาล ข้าถือว่าข้าได้ทำหน้าที่ของข้าจบสิ้นแล้วเพื่อคุณหลวงของข้า”
กระทงเงื้อปิ่นขึ้นสุดแขนแล้วแทงลงที่อกของรัตติกาลทันที!
หลวงบวรสงครามเข้ามาเห็นพอดีถึงกับยืนช็อกกับการกระทำของกระทงทาสผู้ภักดีตนตลอดมา
ooooooo
ทันทีที่ปิ่นปักลงที่อกร่างรัตติกาล ตัวเธอที่อยู่กับเณรเปี๊ยกและตะวันฉายก็ร้องกรี๊ดออกมาอย่างเจ็บปวดทรมาน เณรรู้ทันทีว่าร่างของเธอต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน บอกตะวันฉายว่าวางใจไม่ได้แล้ว
“เอาไงดีล่ะเณร” ตะวันฉายร้อนใจ เณรไม่ตอบแต่แหงนมองพระจันทร์อีกครั้ง แล้วพูดอย่างร้อนใจว่า
“ไม่ทันการณ์แน่ๆโยมพี่ตะวันฉาย มุ่งหน้าไปตามเข็มทิศนี้ เณรเชื่อว่าถ้ำที่ว่าอยู่ไม่ไกลนักหรอก รีบไปช่วยร่างของโยมรัตติกาลก่อน ทางนี้เณรดูแลเองจ้า...อ่ะ เอานี่ไป แลกกัน”
เณรส่งเข็มทิศหาร่างรัตติกาลให้ตะวันฉาย ส่วนตะวันฉายก็เอาเข็มทิศหาผีให้เณรเปี๊ยก พอเณรนึกได้ก็รีบเอาของสำคัญอีกอย่างหนึ่งให้เขา นั่นคือ ไม้เท้าของหลวงบวรสงครามนั่นเอง บอกเขาว่า
“ฆ่าผีดิบ มันต้องแทงไปที่หัวใจ รีบไป...รีบไปเร็วโยมพี่”
ตะวันฉายฝากเณรให้ดูแลรัตติกาลด้วย แล้วรีบออกไป เณรรับปาก มองตามตะวันฉายไปอย่างให้กำลังใจ ส่วนรัตติกาลเบิกตาโพลงแววตาดุดัน
ooooooo
หลวงบวรสงครามเห็นกระทงเอาปิ่นแทงเข้าที่อกของร่างรัตติกาล ก็กระโจนเข้าบีบคอกระทงอย่างโกรธแค้น ร่างทั้งคู่ปะทะกระเด็นไปติดผนังถ้ำ เป็นเวลาที่พระจันทร์ดวงโตกำลังโผล่มาที่ช่องจันทราไล่มาถึงร่างรัตติกาลที่นอนอยู่
กระทงปล่อยให้คุณหลวงกระทำเอาตามพอใจ บอกคุณหลวงทั้งที่ตัวเองเจ็บปวดว่า
“คุณหลวงน่าจะดีใจนะเจ้าคะ เพราะอิฉันทำให้เธอกลายเป็นเจ้าสาวของคุณหลวงตลอดกาลชั่วนิจนิรันดร์”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะมีความสุขได้อย่างไร หากต้องแต่งงานกับเจ้าสาวที่ไม่ได้รักข้า”
“เฉกเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ ชีวิตข้าก็หามีความสุขไม่ ข้าภักดีต่อท่านนะเจ้าค่ะ ได้โปรดปลดปล่อยข้าเถิดเจ้าค่ะคุณหลวง” กระทงสะอื้นในอกน้ำตารื้น
พริบตานั้น หลวงบวรสงครามใช้มือทะลวงผ่านอกตัดขั้วหัวใจกระทงท่ามกลางเสียงร้องอย่างเจ็บปวด แต่นั่นคือการปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกจองจำมานับร้อยปีให้เป็นอิสระ และสิ้นเสียงร้องอย่างเจ็บปวด วิญญาณของกระทงก็เปี่ยมไปด้วยความสุขที่ได้ตายด้วยน้ำมือของชายที่ตนรัก ร่างกระทงกลายเป็นเถ้าธุลีกระจายหายเป็นอากาศธาตุ...
หลวงบวรสงครามถอยไปก้าวหนึ่งด้วยความรู้สึกผิดและบาปที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้น เป็นเวลาที่แสงจันทร์สาดส่องเต็มดวงทะลุผ่านช่องจันทราพอดี แสงจันทร์กระทบร่างของรัตติกาลเป็นประกายเรืองรอง...
เข็มทิศในมือตะวันฉายสั่นระริกชี้ตรงไปสู่ถ้ำจันทรา ตะวันฉายตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
“รัตติกาล...” เขาพึมพำเหมือนจะบอกถึงการมาของตัวเอง...
แต่เณรเปี๊ยกที่อยู่กับรัตติกาลกำลังถูกเธอเดินเข้าหาอย่างดุร้าย เณรตกใจแทบขาอ่อนร้องเสียงปร่า “เย็นไว้โยมพี่...หิวเหรอ...เลือดเณรฝาดไม่อร่อยหรอกจ้าโยมพี่...ทุกข์หนอ โกรธหนอ ทุกข์หนอ หิวหนอ สงบหนอ โยม...สงบหนอ” เณรภาวนาปากคอสั่น
ooooooo
หลวงบวรสงครามเดินเข้าหาร่างของรัตติกาลที่ยังมีปิ่นปักอยู่ที่อก เงยมองช่องจันทราแล้วก้มมองร่างรัตติกาล มองนิ่งที่ปิ่น ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปดึงปิ่นออกจากร่างรัตติกาล แม้จะต้องทนกับความร้อนเหมือนไฟยามสัมผัสปิ่น คุณหลวงก็กัดฟันดึงปิ่นออกมาจนได้ เอ่ยแผ่วเบา
“จงกลับคืนสู่ร่างของเจ้ารัตติกาล...”
พริบตานั้นรัตติกาลหายวับไปทันที เณรที่มัวแต่นั่งสมาธิพนมมือสวดมนต์ตัวสั่นอยู่ รู้สึกถึงความผิดปกติ พอลืมตาดูปรากฏว่ารัตติกาลหายไปแล้ว เณรร้องเรียกเสียงติดอ่างอย่างหนัก
“ย...ยา...โยมพี่...ยะโยมพี่รติ...”
ที่แท้เธอกลับเข้าร่างตัวเองแล้ว ร่างที่นอนนิ่งมานานค่อยๆลืมตาขึ้น แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้างามผ่อง เธอลืมตาจ้องผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
คุณหลวงยังยืนอยู่ตรงนั้น มองรัตติกาลอยู่นานก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นมิตรว่า
“ท่านหญิงมาลาเหมือนเจ้า หรือเจ้าเหมือนท่านหญิงมาลา ก็สุดแล้วแต่ เจ้าจะเป็นคนคนเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ขอบใจเจ้ามากนะรัตติกาล” เมื่อรัตติกาลพยุงตัวขึ้น คุณหลวงประคองเธอขึ้นมาซึ่งเธอก็มิได้ปัดป้องแต่อย่างใด เอ่ยเหมือนตัดพ้อว่า
“ทำไมคุณหลวงจึงต้องพูดแบบนั้นกับฉันด้วยล่ะ ในเมื่อคุณหลวงช่วยฉันไว้ ฉันต่างหากที่โกหกหลอกลวงคุณหลวงยกโทษให้ฉันนะคะ”
“หากนี่คือวิบากกรรมที่เราทำร่วมกัน ไม่ว่าชาติใดภพใด ข้าก็พร้อมจะอโหสิกรรมต่อเจ้า” เมื่อรัตติกาลขอบคุณ คุณหลวงเอ่ยเหมือนสั่งลาว่า “นับแต่นี้ถือว่ากรรมของข้าได้สิ้นสุดลงแล้ว”
“ความรักของคุณหลวงยิ่งใหญ่เหลือเกินค่ะ คุณหลวงทำให้ฉันรู้จักว่าความรักมีค่ามากแค่ไหน ไม่ง่ายเลยที่จะเก็บความรักไว้ให้เป็นนิรันดร์อย่างที่คุณหลวงมีให้ต่อคุณมาลา”
“ท่านหญิง อโหสิกรรมให้กระผมนะขอรับ” คุณหลวงเอ่ยด้วยสีหน้าแววตาที่มีแต่ความเมตตา แล้วร่างก็ค่อยๆ จางหายไปต่อหน้ารัตติกาลที่เธอจะพยายามคว้ามือคุณหลวงไว้เพียงแค่สัมผัสครั้งสุดท้าย...
ในที่สุดร่างคุณหลวงก็กลายเป็นฝุ่นธุลีกระจายหายไปท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลงมา รัตติกาลแหงนมองพระจันทร์ เธอคว้าได้แค่ปิ่นปักผม เธอมองปิ่นในมือนิ่งนาน พลันก็ดีใจสุดชีวิตเมื่อได้ยินเสียงตะวันฉายร้องเรียกพร้อมกับโผเข้าหา
ทั้งคู่โผเข้าหากัน แต่ร่างของตะวันฉายกลับผ่านทะลุร่างของรัตติกาลไปจนเธอตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
ooooooo
วันต่อมา...ที่กระท่อมชมเดือน หลังจากภัทราจัดเลี้ยงเพลเณรเสร็จ เณรขอให้กรวดน้ำรับศีลรับพร ทั้งยังแนะนำภัทราว่า
“ให้โยมเชิญโยมหาญกล้ามารับบุญจากโยมตอนนี้เลยก็จะเป็นการดีไม่น้อย”
ภัทรารับคำเขินๆหาญกล้าโผล่มาทันที ยิ้มทักภัทราอย่างมีความสุข เมื่อเณรให้กรวดน้ำได้เลย ภัทราลงมือกรวดน้ำโดยมีหาญกล้าเข้ามาแตะมือมองหน้าอย่างซาบซึ้ง
“ขอกุศลนี้จงถึงพี่หาญนะจ๊ะ ขอให้พี่หาญไปสู่ภพภูมิที่ดี เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้เราได้เกิดมาเป็นคู่ เออ...คู่รักกันอีกนะจ๊ะพี่หาญ ตลอดกาลนะจ๊ะพี่...”
กรวดน้ำเสร็จทั้งสองต่างมองกันหวานซึ้งเขินกันไปมาจนเณรเหล่มองแอบเขินไปด้วย
ทันใดนั้นเอง สมชายก็ทะเล่อทะล่าเข้ามาบอกว่าตะวันฉายถูกรัตติกาลข่มขืน บอยฮ่ะเถียงว่าตะวันฉายข่มขืนรัตติกาลต่างหาก หาญกล้าคว้ามือภัทราชวนไปดูกันดีกว่า
ooooooo
ที่มุมหนึ่งของกระท่อมชมเดือน รัตติกาลกำลังเศร้าอย่างหนักเมื่อเธอเข้าใจว่าตะวันฉายตายไปแล้ว พร่ำถามตัวเองน้ำตาคลอว่า เวรกรรมอะไรถึงทำให้ตนต้องสูญเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ
ตะวันฉายย่องมาบอกว่าตนยังไม่ได้ไปไหน ตนยังอยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้ๆเธอตลอดเวลา
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะ นายตายไปแล้ว นายเป็นผีเป็นวิญญาณ แต่ถึงยังไงฉันก็ต้องขอบใจนายมากนะตะวันฉาย นายช่วยฉันให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ แต่นายก็ต้องแลกด้วยชีวิตของนาย...มัน...มัน...”
ตะวันฉายบอกว่ามันก็คุ้มเพราะอย่างน้อยตนก็ได้รู้ว่าเธอรักตนมากแค่ไหน รัตติกาลทำใจไม่ได้ถามว่าแล้วจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเราอยู่กันคนละภพคนละชาติ เขาเป็นผีตนเป็นคน
“ถึงผมจะเป็นผีคุณเป็นคน ผมก็รักคุณ เมื่อก่อนตอนผมเป็นคนคุณเป็นผีก็รักคุณ สรุปคือจะยังไงผมก็รักคุณรัตติกาล...”
รัตติกาลซึ้งใจมากแต่ก็ยังใจหายเมื่อต่างก็รักกันแต่ตนต้องมากลายเป็นหม้ายทั้งที่ยังสาวยังสวย และยังไม่ได้... รัตติกาลไม่กล้าพูดคำนั้นออกมา
“แต่ถึงยังไงผมก็ยังอยู่ตรงนี้ อยู่กับคุณตลอดไป” ตะวัน–ฉายบอกย้ำ แต่รัตติกาลก็ยังทำใจไม่ได้ที่ตนยังไม่ได้...พร่ำเพ้อไปถึงความรักของโรมิโอกับจูเลียต แล้วเอาขวดบางอย่างออกมาชูจะฆ่าตัวตายตามตะวันฉาย พริบตาเดียวเธอก็กระดกขวดยาเล็กๆขึ้นกรอกใส่ปากตัวเอง ตะวันฉายตกใจมากแต่ห้ามไม่ทัน
เมื่อรัตติกาลกรอกยาแล้วซวนเซจะล้ม ตะวันฉายปราดเข้าประคองไว้ ปรากฏว่าสัมผัสกันได้ รัตติกาลจึงรู้ว่าตะวันฉายยังไม่ตาย เขาจึงยอมรับหลังจากอำเสียจนเธอหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปว่า
“ผมยังไม่ตาย คุณทำอะไรของคุณน่ะรัตติกาล ตอนนั้นเณรให้ผมนั่งสมาธิถอดจิตไปช่วยคุณเท่านั้นเอง ผมยังไม่ตาย”
พูดไม่ทันขาดคำก็ถูกรัตติกาลตบหน้าเพียะ! ฐานหลอกตน ตะวันฉายแก้ตัวว่าเห็นเธอเข้าใจอย่างนั้นก็เลยปล่อยเลยตามเลยเท่านั้นเอง เลยโดนเข้าไปอีกเพียะหนึ่งจนหน้าหัน เขาหันขวับขู่ทันที
“ตบผม งั้นผมจูบ” พูดจบก็คว้าไปจูบฟอดใหญ่ โดนรัตติกาลตบอีกเพียะแล้วก็โดนจูบอีกฟอดทั้งคู่ตบๆจูบๆกันอยู่อย่างนั้นอุตลุดกันจนทุกคนเข้ามาห้าม หาญกล้าเข้าดึงตะวันฉายออกมาส่วนภัทราดึงตัวรัตติกาลออกไป
“อีตานี่หลอกหนู” รัตติกาลฟ้องทันที หาญกล้าเล่นมุกว่าตะวันฉายไม่ได้เป็นผีเหมือนตนจะไปหลอกเธอได้ยังไง อย่าไปปรักปรำเขาเลย รัตติกาลต่อว่าพ่อหาว่าเข้าข้างตะวันฉาย
ตะวันฉายหาว่ารัตติกาลเถียงพ่อ ภัทราเอ็ดลูกชายว่าไปว่าเธออย่างนั้นได้ไง เลยกลายเป็นว่าหาญกล้าเชียร์ตะวันฉาย และภัทราปกป้องรัตติกาล สุดท้ายกลายเป็นภัทรา กับหาญกล้าหันมาเถียงกันเอง
ภัทรายุรัตติกาลอย่ายอมพวกผู้ชาย ไม่อย่างนั้นเราจะเสียเปรียบไปตลอดกาล ส่วนหาญกล้าก็ยุตะวันฉายว่าเราต้องกำราบผู้หญิงพวกนี้ให้อยู่หมัด ทั้งสี่คนเลยโต้เถียงสลับขั้วกันวุ่นวาย
พัดชาฟังแล้วมองหน้าพิชญ์ทำท่าจะเป็นลม พิชญ์ฉวยโอกาสจะเข้าช่วยผายปอด ถูกพัดชาด่าว่าฉวยโอกาสอีกแล้ว ทั้งสองเลยเถียงกันกระเง้ากระงอดไปตามประสาคนที่มีอะไรในใจต่อกัน
ฝ่ายตะวันรอนกับหนูดีก็แฮปปี้กันอยู่สองคน หนูดีหวานกับตะวันรอนเพราะซึ้งใจที่เขาอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลาหนูดีบอกตะวันรอนว่าดูๆทุกอย่างทำท่าจะจบลงอย่างมีความสุข
หนูดีที่เว่าอีสานมาตลอดแต่ทำตัวเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยวันละคำ วันนี้เธอจึงเสนอคำว่า “จบบริบูรณ์” เธออธิบายว่า “จบบริบูรณ์หมายถึงจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง”
“จบอย่างมีความสุขสนุกสนานมากมายก่ายกอง มีความสุขสมหวังกันเป็นคู่ๆ” ตะวันรอนช่วยขยายความ ทั้งคู่สบตากันอย่างมีความสุข
แต่ที่ด้านหลังของทั้งสองคู่คือตะวันรอนกับหนูดีและพัดชากับพิชญ์นั้น ยังเถียงกันโหวกเหวกโวยวายไม่เลิกระหว่างพ่อกับแม่และลูกกับลูก
ภัทรายุรัตติกาลอย่ายอมตะวันฉาย และหาญกล้าก็ยุตะวันฉายอย่ายอมรัตติกาล
“ผมไม่ยอมอยู่แล้วคุณพ่อ” ตะวันฉายบอกว่าที่พ่อตา พลางยื่นหน้าเข้าไปล่อรัตติกาลให้ตบ
“เอาซี่...เป็นไงเป็นกัน” รัตติกาลเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เงื้อมือสุดแขนตบผัวะ!
พอตบเท่านั้นเธอก็ถูกจูบทันที ฝ่ายหนึ่งท้าให้ตบอีกฝ่ายก็จับจูบ ตบๆจูบๆกันอยู่อย่างนั้นจนกองเชียร์เหนื่อยเลยหยุดห้าม
สุดท้าย ตบก็แพ้จูบ พอรัตติกาลโดนจูบเข้าหลายที สุดท้ายเธอก็อ่อนแรงปล่อยให้ตะวันฉายจูบเนิ่นนาน ท่ามกลางรอยยิ้มของพวกกองเชียร์ ไม่เว้นแม้แต่เณรเปี๊ยกที่ยิ้มจนเต็มหน้า อวยพรทุกคนว่า
“ขอให้มีความสุขทุกๆคนนะจ๊ะ เจริญพร...”
ooooooo
–อวสาน–










