ตอนที่ 14
รัตติกาลประหลาดใจที่ตัวเองหนีรอดออกจากคฤหาสน์จันทรามาได้ เธอรีบร้องเรียกตามหาเณรเปี๊ยก บอกให้รู้ว่าตนออกมาแล้ว เณรออกมาพบทันที พูดอย่างใจหายใจคว่ำว่า
“เกือบไปแล้วนะจ๊ะโยมพี่ โยมพี่รู้ไหมจ๊ะ ตอนนี้หลวงบวรฯรู้แล้วว่าโยมพี่หนีออกมา ท่าทางเขาโกรธแค้นมากเลยจ้ะ”
“ก็เพราะเณรเตือนให้รีบออกมานั่นแหละค่ะ แต่น่าเสียดายที่โยมพี่เกือบจะหาทางเข้าไปในห้องเก็บร่างของโยมพี่ได้แล้วเชียว” รัตติกาลเล่าอย่างตื่นเต้นแกมเสียดาย
“เรื่องนั้นมันต้องมีหนทางแน่นอนจ้ะ แต่ตอนนี้เราต้องหนีไปให้พ้นจากที่นี่ด้วยการคลายมนต์สะกดของหลวงบวรฯก่อน” เณรพูดไม่ทันขาดคำก็เกิดลมกระโชกต้นไม้ไหวเอน นกในป่าแตกฮืออย่างตกใจกลัวทันที
รัตติกาลเอาไม้เท้าของคุณหลวงชูถามเณรว่า ของสำคัญของคุณหลวงอันนี้ใช่ไหม
“ถูกเผงเลย...โยมพี่รติ” ว่าแล้วเณรรับไม้เท้าจากรัตติกาลไปถือไว้มั่น สีหน้าท่าทางขึงขังราวกับเกจิอาจารย์แก่พรรษาขึ้นทันตาเห็น บอกรัตติกาลว่า “สิ่งนี้แหละ ที่เปิดทางให้แก่โยมพี่รติรอดพ้นสายตาของเหล่าบรรดาภูตผีปิศาจร้ายออกมาได้”
ที่บริเวณรอบป่ามนต์สะกด หลวงบวรสงครามปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาโกรธแค้นชิงชัง คำรามลั่นสนั่นป่าประหนึ่งเจ็บปวดสาหัสจากการถูกกระทำ ร้องก้องไปทั้งป่า
“กลับมา...รัตติกาล...”
ooooooo
เณรกับรัตติกาลที่ยังอยู่ในเขตมนต์สะกด รีบนั่งลงทำพิธีคลายมนต์สะกด เณรนั่งสมาธิบริกรรมคาถาบางอย่าง ส่วนรัตติกาลมองไปรอบๆที่ท้องฟ้าปั่นป่วนลมกระโชกแรงน่ากลัว
แต่หลังจากเณรนั่งบริกรรมคาถาครู่เดียวทุกอย่างก็ค่อยๆสงบลง เณรลืมตามองไปรอบๆบอกรัตติกาลว่าท่าทางคุณหลวงจะโกรธมาก เณรยังไม่เคยเจออะไรที่น่ากลัวอย่างนี้มาก่อนเลย รัตติกาลขอให้เณรพาตนไปหาตะวันฉาย เณรตอบทันทีว่าเรื่องนี้ไม่แนะนำ เพราะว่า...
“ยิ่งโยมพี่รติอยู่ใกล้โยมพี่ตะวันฉายมากแค่ไหน ดวงมหาอุจของโยมพี่ตะวันฉายก็จะยิ่งอ่อนกำลังลง ทีนี้ก็คงไม่ยากที่ผีคุณหลวงจะเข้าเล่นงานโยมพี่ตะวันฉายนะสิจ๊ะ”
รัตติกาลยังไม่เข้าใจ แต่เณรตัดบทว่าไม่มีเวลาอธิบายแล้วเพราะมันมากันแล้ว พลางเณรก็เร่งบริกรรมคาถา ไม่นานลมที่กระโชกก็เบาลง แต่รัตติกาลกลับหนาวสั่นสะท้าน ครู่เดียวหลวงบวรสงครามก็ค่อยๆก้าวเข้าหารัตติกาลกับเณรที่นั่งอยู่ด้วยกัน
ทันใดนั้น บริเวณรอบๆที่เณรกับรัตติกาลนั่งอยู่เกิดแสงสว่างวาบส่องประกายเจิดจ้าจนคุณหลวงชะงักถอยออกไป พริบตาเดียวไฟก็ลุกพึ่บขึ้นเป็นวงกลมล้อมรอบตัวเณรกับรัตติกาลไว้
เวลาเดียวกันนี้ กระทงที่อยู่ในคุกก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่วงรู้ได้ทันทีว่ามนต์สะกดของคุณหลวงถูกผู้แก่กล้าวิชาอาคมคลายมนต์สะกดลงแล้ว ตัวเธอเองก็ได้รับการปลด ปล่อยเช่นกัน
กระทงลุกขึ้นจับหนูที่วิ่งอยู่ในนั้นกินเลือดจนมีพลังแข็งแกร่งเหมือนเดิม กระทงจ้องจิกไปข้างหน้าด้วยแววตาแค้น พร้อมที่จะกระทำผู้ที่ทำให้คุณหลวงของตนเจ็บปวด พึมพำอย่างแค้นใจ “นังรัตติกาล” แล้วก็พุ่งไปที่ห้องเก็บร่างของรัตติกาลด้วยความแค้น
ขณะหลวงบวรสงครามพยายามที่จะเข้าถึงตัวรัตติกาลนั้น ไฟที่ล้อมรอบตัวเณรกับรัตติกาลก็ม้วนเป็นเกลียวตวัดรัดตัวทั้งสองหายวับไปต่อหน้าต่อตาคุณหลวง
“ท่านหญิงงงงง” คุณหลวงแผดร้อง ความรู้สึกที่เหมือนภาพความฝันความทรงจำที่มีมาร้อยปีดับสลายไปทันที เหลือเพียงความอ้างว้างเงียบเหงาท่ามกลางป่าที่มืดครึ้ม...
ส่วนแมรี่ที่ตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วิ่งเตลิดสติแตกออกมา ถูกกระทิงกับไอ้ริดและอีสีดวงจับดูดเลือดอย่างกระหาย ได้แต่ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมาน...
ooooooo
ตะวันฉายยังคงเฝ้ารอคอยการกลับมาของรัตติกาล นั่งกอดรูปเธอไว้อย่างเหม่อลอย แล้วเขาก็ทั้งตกใจทั้งแปลกใจ เมื่อจู่ๆก็เห็นรอยร้าวที่มุมภาพถ่ายนั้น ทำให้ยิ่งเป็นห่วงเธอ
เวลาเดียวกันนั้น ด้วยกระแสจิตของรัตติกาล ทำให้เณรพาเธอกลับมาที่กระท่อมชมเดือน ทั้งที่เณรไม่เคยมาที่นี่เลย เณรย้ำเตือนเธอว่า
“ถ้าไม่อยากให้โยมพี่ตะวันฉายโดนพวกผีคุณหลวงเล่นงานอีก โยมพี่จะต้องไม่เข้าใกล้พี่ตะวันฉาย จิตใจของโยมพี่ก็เลยมาถึงที่นี่ และโยมพี่ก็ต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน ถ้าไม่อยากให้ใครมารบกวน”
รัตติกาลกลัวผีคุณหลวงจะตามมาเจอ เณรบอกให้บำเพ็ญศีลภาวนาสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมให้คุณหลวง และห้ามออกจากที่นี่เด็ดขาด เณรเองก็จะกำหนดเขตรอบๆที่นี่ไม่ให้ผีคุณหลวงรู้ว่าเธออยู่แถวนี้ ส่วนที่รัตติกาลยังเป็นห่วงตะวันฉายและคุณพ่อของเธอนั้น เณรบอกว่า
“คุณพ่อของโยมพี่รติ ตอนนี้ต้องพักรักษาตัว หลังจากที่เขาพยายามเข้าไปหาเณรในวัด ไปไหนมาไหนไม่ได้ ส่วนเรื่องของโยมพี่ตะวันฉาย บางที นี่อาจจะถึงเวลาที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า โยมพี่ทั้งสองเกิดมาเพื่อเป็นคู่กันหรือเปล่า เอางี้... ก่อนอื่น โยมพี่รติลองติดต่อกับโยมพ่อแบบที่ติดต่อกับเณรไงล่ะ ลองดูนะจ๊ะ”
รัตติกาลลองติดต่อกับหาญกล้าก็ติดต่อได้จริงๆ พอรู้จากพ่อว่าตะวันฉายเอาแต่นั่งซึมดูรูปถ่ายของเธอ ท่าทางเขาเป็นห่วงเธอมาก รัตติกาลจึงขอโอกาสกับเณรอีกครั้ง เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก
คืนนี้เธอจึงไปพบตะวันฉาย พอเห็นรัตติกาลเท่านั้น ตะวันฉายรีบบอกรักเธอเหมือนกลัวจะไม่ได้บอก รัตติกาลเอง ก็บอกรักเขา ทั้งคู่กอดจูบกันอย่างดูดดื่มซาบซึ้ง แต่แล้วจู่ๆ รัตติกาลก็หน้าซีด ตาเบิกโพลง ตะวันฉายตกใจรีบประคองร่าง ที่สั่นเทิ้มร้องเรียกอย่างตกใจ
“รติ...รัตติกาล...รัตติกาล...”
ตะวันฉายสะดุ้งจากภวังค์ด้วยเสียงร้องของตัวเอง พิชญ์กับพัดชาเชื่อว่าเขาฝันไป แต่ตะวันฉายยืนยันว่าเขาเห็นรัตติกาลมาที่นี่จริงๆ พิชญ์พูดกับพัดชาอย่างสงสารเพื่อนว่า ปล่อยให้เพ้อไปสักพัก เพราะขืนไปห้ามตอนนี้เดี๋ยวโดนตื้บเอา ทั้งสองจึงปล่อยให้ตะวันฉายพร่ำเรียกหารัตติกาลอยู่อย่างนั้น
ooooooo
ที่กระท่อมชมเดือน รัตติกาลสะดุ้งจากสมาธิเบิกตาโพลงแววตาแข็งกร้าวไม่เหมือนคนเดิม จนเณรไม่สบายใจ บอกเธอว่า มีบางอย่างในตัวเธอผิดปกติ รัตติกาลถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนหรือ
“ไม่ได้การเสียแล้วล่ะโยมพี่รติ เมื่อครู่ที่โยมพี่นั่งสมาธิถอดจิตไปเข้าฝันโยมพี่ตะวันฉาย เณรก็นั่งสมาธิเข้าฌานดู เณรเห็น...บางอย่าง เณรเห็นร่างของโยมพี่รติ...แต่...”
เณรเล่าถึงนิมิตขณะเข้าฌานให้รัตติกาลฟังว่า เห็นร่างของเธอนอนสงบบนแท่นหินในถ้ำ ถูกกระทงย่างสามขุมเข้าหาร่างนั้นอย่างน่ากลัว ในมือกระทงกำปิ่นปักผมไว้แน่น เงื้อปิ่นขึ้นแล้วกระแทกปิ่นเข้าที่กลางอกของร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแสงจันทร์สาดส่องทะลุเพดานถ้ำลงมาต้องร่างของรัตติกาลดวงตาเธอก็เบิกโพลงดุร้ายและไร้แวว!
ระหว่างฟังเณรเล่านั้น อาการของรัตติกาลหนักขึ้นเรื่อยๆ เณรปลอบใจอย่างเป็นห่วงว่า
“โยมพี่...โยมพี่ต้องไม่เป็นอะไร นิมิตของเณรอาจจะผิดพลาดก็ได้ ตอนนี้โยมพี่ต้องนั่งสมาธิภาวนาศีลอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรของโยมพี่ นั่นก็คือ...หลวงบวรสงครามทำได้ไหมโยมพี่”
รัตติกาลรับคำ เณรย้ำว่าทำให้จิตของโยมพี่เป็นกุศลส่งให้เขา ครั้นรัตติกาลลองนั่งสมาธิอาการก็กลับหนักขึ้นเรื่อยๆจนต้องบอกเณรว่า เจ็บปวดทรมานเหลือเกิน
“โยมพี่ไม่ต้องตกใจ ทุกอย่างย่อมมีทางออก ตอนนี้ โยมพี่ต้องปล่อยทุกอย่างให้ว่าง วางทุกอย่างลง วางแล้วก็จะว่าง” พูดแล้วนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วถามรัตติกาลว่า “งงไหม”
รัตติกาลทำตามที่เณรบอก เธอเริ่มดิ่งลงสู่สมาธิ ในขณะที่เณรเฝ้าสังเกตอาการของเธออย่างหนักใจ
ooooooo
ที่คุกคุมขังกระทง หลวงบวรสงครามไปที่นั่นกับสมุนอยู่ท่ามกลางหมอกควันคละคลุ้ง คุณหลวงเหมือนจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับรัตติกาล เอ่ยราวกับเห็นรัตติกาลอยู่ตรงหน้าว่า
“รัตติกาล...ผลจากการที่เจ้ายอมแลกเพื่อคนที่รักของเจ้ากำลังเกิดขึ้นแล้ว”
“หมายความว่ายังไงขอรับคุณหลวง” กระทิงถาม
“รัตติกาลยอมดื่มเลือดของข้าเพื่อให้ข้าวางใจว่า เธอจะระลึกชาติเป็นท่านหญิงมาลาได้ แต่เธอไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา” อีสีดวงถามว่า หมายความว่าเธอจะกลายเป็นผีดิบหรือ “ใช่...และตอนนี้วิญญาณของรัตติกาลกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นอมตะ”
“แสดงว่าถ้าร่างกายของรัตติกาลถูกทำลาย เธอก็จะกลายเป็นผีดิบตลอดกาลงั้นรึขอรับ” ไอ้ริดถามบ้าง คุณหลวงไม่ตอบแต่กลับแสดงความกังวลว่า
“ข้าเป็นห่วงว่านังกระทงมันต้องคิดจัดการร่างของรัตติกาลแน่ๆ”
ooooooo
เพราะเณรเปี๊ยกถอดจิตทิ้งร่างไปนานมาก จนพิชญ์กับพัดชาใจคอไม่ดี วันนี้ก็พากันเตรียมน้ำและผ้ามาเช็ดตัวให้ แต่พอเปิดประตูกุฏิเข้ามา พิชญ์ทั้งตกใจทั้งดีใจ เมื่อร่างเณรหายไปแล้ว พอร้องเรียกก็ได้ยินเสียงเณรตอบรับมาอย่างแจ่มใสว่า
“เณรอยู่นี่จ้าโยมพี่”
พิชญ์กับพัดชาหันไปตามเสียง เห็นเณรยืนยิ้มแป้นอยู่ พิชญ์กระโจนเข้าอุ้มเณรดีใจสุดขีด เณรตกใจร้องห้ามเสียงหลงกลัวจีวรหลุด พิชญ์จึงหยุดบอกเณรอย่างตื่นเต้นว่า
“ผมดีใจครับ นึกว่าเณรจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราไม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว”
“ให้นอนนานๆ เณรก็ไม่ชอบหรอกจ้ะ เณรยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องช่วยเหลือญาติโยม” พูดไม่ทันไร เณรก็บอกว่าต้องรีบไปแล้ว มีธุระด่วนต้องไปจัดการ ว่าแล้วรีบออกไป
“เดี๋ยวสิครับเณร ผมยังคุยกับเณรไม่จบเลย” พิชญ์ตามไป พัดชาลุกไปอีกคน ได้ยินพิชญ์พูดกับเณรว่า “รอเดี๋ยวเณร อย่าเพิ่งรีบร้อนไปไหน เณรยังไม่ได้บอกผมเลยว่า เณรรอดกลับมาได้ยังไง”
“โยมพี่รติช่วยเณรจ้า”
พัดชาถามเร็วจี๋ว่า นี่แสดงว่ารัตติกาลไม่ได้เป็นเจ้าสาวของคุณหลวงใช่ไหม เณรถึงได้รู้ตัวที่พลั้งปากไป พิชญ์รุกถามว่าเณรรู้อะไรมาถึงบอกพวกตนไม่ได้ รู้ไหมว่าตะวันฉายเอาแต่เฝ้ารอรัตติกาลตลอดเวลา เณรบ่นว่าเณรถือศีลโกหกไม่ได้ด้วย เลยจำต้องบอกตามตรงว่า
“คืออย่างนี้จ้ะ โยมพี่รติต้องยอมเล่นละครตบตาพวกนั้นเพื่อช่วยให้โยมพี่ตะวันฉายรอดกลับมา แต่จะให้กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนก่อนน่ะ ทำไม่ได้จ้ะ”
“ทำไมล่ะเณร” พัดชาถามอย่างรับไม่ได้
ooooooo
เณรเปี๊ยกพาพัดชากับพิชญ์ไปที่บ้านเรือนหอของตะวันฉาย หลังจากเณรเล่าเรื่องของรัตติกาลให้ฟังแล้ว ทุกคนลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว ตะวันฉายประกาศว่าตนจะไปช่วยรัตติกาล พิชญ์บอกให้ใจเย็นๆ ส่วนพัดชาเตือนว่า
“ช่วงนี้ดวงมหาอุจของนายอ่อนกำลังอยู่ มันก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งนะนายตะวันฉาย”
ตะวันฉายยังยืนยันจะไปช่วยรัตติกาล จนเณรเปี๊ยกต้องเตือนสติว่า
“โยมพี่ก็รู้ไม่ใช่หรือจ๊ะว่า ป่าจันทรามันอันตรายมากแค่ไหน คราวที่แล้วโยมพี่ก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ครั้งนึงแล้ว”
“แล้วเราจะทำยังไงละครับเณร ถ้าเรายังหาร่างของรติไม่เจอ รติจะต้องกลาย...กลายเป็น...เป็น...โธ่ รัตติกาล...นี่ผมไม่เอาไหนเสียจริงๆ มีดวงมหาอุจซะเปล่า แต่กลับช่วยคุณไม่ได้”
ตะวันฉายทุกข์ใจร้อนใจบอกทุกคนว่าเป็นไงเป็นกัน ตนทนไม่ได้ที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ทั้งที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัตติกาล เณรเปี๊ยกให้ความหวังว่า เรื่องนี้ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้
“เณรว่ามาเลยครับมีวิธีไหนที่ช่วยรติได้ ต่อให้แลกด้วยชีวิตผมก็ยอม” ตะวันฉายรบเร้า
สมชายซึ้งใจในความรักของตะวันฉายจนน้ำตาคลอ แต่ก็ติงว่าคุณหญิงจะยอมหรือ
ooooooo
เมื่อพากันไปเล่าให้ภัทรากับหาญกล้าฟัง ภัทราไม่ยอมให้ตะวันฉายไปช่วยรัตติกาลจริงๆ อ้างว่ารัตติกาลตายไปแล้ว ไปอยู่กับผีคุณหลวงแล้ว
“ไม่ครับ รัตติกาลเธอจะฟื้นคืนกลับมาเป็นคนได้ เพียงแต่ต้องมีผมไปช่วย”
ขณะสองแม่ลูกกำลังโต้เถียงกันนั่นเอง หาญกล้าก็โผล่พรวดเข้ามา เปิดฉากเล่นงานภัทราทันที
“คุณหญิง! เพลาๆลงบ้างเถอะแก่แล้ว คุณหญิงก็รู้อยู่แก่ใจว่าห้ามความรักของรัตติกาลกับตะวันฉายไม่ได้ คุณหญิงก็ยังทู่ซี้ดึงดัน แล้วดูสิ...ใครล่ะที่เป็นทุกข์ที่สุด ไม่ใช่คุณหญิงหรือ”
ภัทราชะงักฟัง เริ่มรู้สึกถึงความจริงที่หาญกล้าพูด หาญกล้าได้ทีรีบพูดต่อ
“คุณหญิงเป็นทุกข์ที่ห้ามลูก ลูกก็เป็นทุกข์เพราะคุณหญิงไปห้ามเขา”
ภัทราก็ยังตะแบงว่า ถ้าตะวันฉายไม่ดื้อ ยอมฟังตน ก็คงไม่ทุกข์ เณรเลยแทรกขึ้นว่า
“โยมแม่ตะวันฉาย ทุกข์...ความจริงแล้วอยู่ในตัวเรา เกิดขึ้นได้ก็เพราะเรา จะดับได้ก็เพราะเรา” หาญกล้าเสริมว่าโกรธก็ทุกข์ เกลียดก็ทุกข์ ภัทราเลยถามว่า แล้วจะดับทุกข์ ได้ที่ไหนหรือเณร
“ไม่ต้องไปดับที่ไหนหรอก ดับทุกข์ในใจโยมนั่นแหละดีที่สุด ถ้าโยมอยากมีความสุข อยากให้คนอื่นมีความสุข โยมก็ดับทุกข์อันนั้นซะ...โยมภัทรา”
ทุกคนมองลุ้นว่าภัทราจะยอมอ่อนข้อลงหรือไม่ สุดท้ายก็โล่งใจเมื่อภัทราเอ่ยขึ้นว่า
“จ้ะเณร...จ้ะพี่หาญ ฉันอยากเห็นลูกมีความสุข เพราะเมื่อลูกมีความสุข...นั่นแหละคือความสุขของฉัน”
“แม่...ขอบคุณครับแม่” ตะวันฉายโผเข้ากอดแม่ไว้ ท่ามกลางความปีติยินดีของทุกคน
ooooooo
ที่กระท่อมชมเดือน...
รัตติกาลนั่งพนมมือสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลขออโห สิกรรมให้หลวงบวรสงครามอยู่ แต่อาการของเธอก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ตัวสั่นใบหน้าซีดขาว และที่สำคัญ ดวงตาเธอเป็นสีฟ้า!
“คุณหลวง ฉันขออโหสิกรรมกับสิ่งที่ฉันทำกับคุณหลวง ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ขอให้บุญกุศลที่ฉันทำในชาตินี้ คุณหลวงจงรับไปทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้สิ้นเวรสิ้นกรรมต่อกัน”
ส่วนที่บ้านเรือนหอของตะวันฉาย เณรเริ่มพาตะวันฉายลงนั่งสมาธิท่ามกลางการลุ้นเอาใจช่วยของทุกคน
“เณรแน่ใจนะครับ วิธีการถอดจิตเนี่ยจะได้ผล” ตะวันฉายถาม
“เณรลองมาแล้ว ขอเพียงโยมพี่ตะวันฉายมีจิตแน่วแน่ มีสมาธิปล่อยวางจากทุกสรรพสิ่ง เรามาเริ่มกันเลยจ้า”
ตะวันฉายกับเณรเปี๊ยก นั่งสมาธิกันอยู่เป็นเวลาเนิ่นนาน...ภัทรานั่งลุ้นพนมมือภาวนา
“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองตะวันฉายกับเณรด้วยเถอะ...เจ้าประคู้นนนน”
ooooooo
ระหว่างที่รัตติกาลกำลังมีอาการหนาวสั่นสะท้านมากขึ้นทุกทีนั่นเอง หลวงบวรสงครามก็ปรากฏให้เห็น รัตติกาลตกใจมาก คุณหลวงถามว่ากลัวตนหรือ พลันก็แยกเขี้ยวยาวแล้วกัดที่แขนตัวเองจนเลือดออก ยื่นแขนให้รัตติกาล พูดอย่างทรงอำนาจและรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของรัตติกาลว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้าหิวรัตติกาล จัดการมันเสีย อย่าปล่อยให้ความหิวกระหายทำลายชีวิตเจ้า” รัตติกาลกระถดหนีปฏิเสธไม่ยอมดื่มเลือดนั้น คุณหลวงย้ำว่า “เพื่อความอยู่รอด รัตติกาล”พลางเดินเข้าหา จ้องหน้าอย่างคุกคาม
รัตติกาลอยู่ในภาวะที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองอย่างหนัก ใจหนึ่งหิวกระหายอยากดื่มเลือดนั้น แต่อีกใจก็ห้ามตัวเองไว้ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจพุ่งเข้าไปดื่มเลือดที่แขนคุณหลวงทันทีด้วยความกระหาย
คุณหลวงมองรัตติกาลแววตาเศร้าอย่างประหลาด แล้วพริบตาเดียวร่างคุณหลวงก็หายไป เมื่อรัตติกาลดื่มเลือดจนพอ จากนั้นเธอฟุบลงกับพื้นดิ้นทุรนทุรายอย่างทุกข์ทรมาน
ooooooo
ที่บ้านเรือนหอของตะวันฉาย ทั้งตะวันฉายและเณรเปี๊ยกถอดจิตไปนานจนทุกคนไม่สบายใจ ภัทราเป็นทุกข์เป็นร้อนมาก แต่หาญกล้าเชื่อว่าคนดวงดีอย่างตะวันฉายต้องปลอดภัย
แล้วจู่ๆภัทราก็นึกขึ้นได้ถามบอยฮ่ะว่า ไหนบอกว่าหนูดีมีธุระสำคัญจะคุยกับตน
“อ๋อ...ใช่ฮ่ะ คุณหนูดีบอกว่ามีของบางอย่างจะเอามาให้คุณหญิงดู เดี๋ยวก็คงมามังฮะ”
ครู่เดียว หนูดีก็มาที่บ้านภัทรา พอถูกถามว่าของสำคัญที่ว่าอยู่ไหน หนูดีก็หยิบปิ่นออกมาจะยื่นให้ แต่พอภัทราจะรับ หนูดีก็ชักกลับ ลอยหน้าลอยตาเล่าว่า ปิ่นนี้ใช้ปราบผีได้
หนูดีเล่าถึงตอนที่ตัวเองใช้ปิ่นอันนี้จิ้มเข้าที่ผีดิบจนมันเผ่นแน่บ ภัทราตื่นเต้นจะขอดู หนูดียื่นให้แต่แล้วก็ชักกลับเล่าต่ออีกว่า
“งานนี้รับรองเราปราบผีนังรติได้แน่ๆ ปิ่นเนี่ยดีกว่าหลวงพ่อวัดไหนๆเสียอีกค่ะคุณป้า...”
ภัทรายื่นมือไปจะเอาปิ่นมาดู หนูดียักท่ายังไม่ยอมให้ ก็พอดีมีโทรศัพท์เข้ามือถือ หนูดีหยิบขึ้นดูกลายเป็นโทรศัพท์จากภัทราบอกว่ารอหนูดีอยู่ที่บ้านตะวันฉาย
หนูดีตกใจตาเหลือก มองขวับไปที่ภัทราที่นั่งอยู่ตรงหน้า รู้ทันทีว่านั่นคือผีปลอมตัวมา แต่พอตั้งท่าจะหนี ก็ถูกกระทงที่ปลอมเป็นภัทราเข้าแย่งปิ่นบีบคอจนหนูดีแทบจะขาดใจอยู่แล้ว โชคดีที่ตะวันรอนมาช่วยไว้ทัน
ตะวันรอนเอาสร้อยพระของตัวเองคล้องใส่กระทงทันที ผีกระทงกรีดร้องแล้วหายวับไปพร้อมกับปิ่นที่แย่งจากหนูดี
“อ้ายรอน...หนูดีกลัวมากๆ ช่วยหนูดีด้วย...ช่วยด้วย” หนูดีกระโดดกอดตะวันรอนไว้อย่างฝากชีวิตไว้กับเขา
“ไม่ต้องห่วงครับคุณหนูดี ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณหนูดีไปไหนเด็ดขาด ผมจะปกป้องคุณหนูดีตลอดไป”
“ทุกครั้งที่หนูดีอยู่ในอันตราย หนูดีจะเจอพี่เสมอเลย หนูดีซึ้งใจที่สุดแล้วพี่ตะวันรอน ขอบคุณพี่ตะวันรอนมากๆนะคะ” พอหายตกใจ หนูดีนึกขึ้นได้ถามอย่างกังวล “ทำไงดีล่ะ ผีมันได้ปิ่นไปแล้ว...”
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างหนักใจ
ooooooo










