ตอนที่ 7
นับดาวหมดสติจนต้องพาส่งโรงพยาบาล ระหว่าง นั้นเธอรู้สึกตัวขึ้นมาและหมดสติไปอีกสองครั้ง เมื่อถึงโรงพยาบาลก็เข้าห้องฉุกเฉินทันที
ปราบตกใจทุกข์ร้อนมาก เขาเกาะเตียงที่เข็นร่างนับดาวไปถึงหน้าห้องฉุกเฉิน นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องกับน้อยหน่า ที่นั่งร้องไห้ไม่หยุด น้อยหน่าขอโทษบอกว่าตนไม่รู้ว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ ก็พอดีหมอออกมา ปราบลุกยืนอย่างร้อนใจ
“เบื้องต้นปลอดภัยแล้ว แต่ต้องรอดูอาการอีก 2-3 วัน” หมอบอก
ปราบกับน้อยหน่ายิ้มออกมา พอหมอเริ่มเล่าอาการต่อทั้งสองก็หน้าเครียด ปราบถามว่าสมองเป็นอย่างไรบ้าง
“มีหัวโน ฟกช้ำดำเขียว สมองก็สแกนดูแล้วไม่มีอะไร ปกติดีครับ”
เมื่อหมอให้เข้าเยี่ยมได้ อลิสา ปราบ น้อยหน่า และปกป้องเข้าไป เห็นนับดาวในสภาพมีผ้าพันแผลที่หัว เธอลืมตามองทุกคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า อลิสาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง น้อยหน่าเองก็รีบขอโทษ นับดาวมองหน้าไล่ไปทีละคน ถามว่า
“พวกคุณคือใคร...แล้ว...ฉันเป็นใคร?”
ปราบรีบออกไปตามหมอ เดินคุยกันเข้ามาว่า พอนับดาวตื่นมาเห็นพวกตน ก็ถามว่าพวกคุณเป็นใคร หมอพยักหน้าเครียดๆ พอหมอเข้ามาทุกคนหลีกทางให้ หมอเข้าไปทัก
“สวัสดีครับ...คุณจำได้ไหมว่าคุณชื่ออะไร” นับดาวนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หมอถามอีกว่า “คุณจำใครในห้องนี้ได้บ้างไหมครับ” นับดาวมองทีละคนแล้วส่ายหน้าอีก อลิสาทนไม่ไหวร้องไห้ฮือๆ สงสารหลาน
ooooooo
ออกมาที่ล็อบบี้โรงพยาบาล อลิสาฝากปกป้องช่วยดูแลนับดาวด้วย เพราะตนต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพฯ เสร็จแล้วจะมารับนับดาวกลับไปอยู่ด้วย
เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ อลิสานัดพบชนะชัยบอกว่า นับดาวฝากมาบอกเขาว่า
“ตอนนี้ถือศีลงดเป็นเวลาสองสัปดาห์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการงดพูด จะไม่พูดกับใครเลย ชนะชัยทำหน้างงๆ บอกว่าไม่เคยได้ยิน บวชแบบไหนงดพูดกันตั้งครึ่งเดือน อลิสาทำหน้าขรึมชี้แจงว่า “ที่นี่เขาเคร่งมากน่ะค่ะ เขาเรียกว่าบำเพ็ญเนกขัมมบารมีแบบพระเตมีย์ใบ้ไงคะ ใครจะชวนคุยยังไงก็ไม่คุยด้วย”
ชนะชัยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ตัดสินใจถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องที่ตนชวนนับดาวซื้อหุ้นบริษัทตนหรือเปล่า อลิสาปฏิเสธเสียงสูงว่าไม่เกี่ยว ทำไมถึงคิดอย่างนั้น
“ฝากบอกคุณดาวด้วยนะครับ เรื่องหุ้นน่ะ ถ้าไม่อยากซื้อก็ไม่เป็นไร อย่าให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนต้องมีปัญหา เพราะเรื่องแบบนี้เลย”
“แล้วคุณแม่คุณไม่ว่าอะไรเหรอคะ” ชนะชัยบอกว่า แม่ตนไม่เกี่ยวเป็นเรื่องระหว่างตนกับนับดาวสองคนเท่านั้น อลิสาฟังแล้วรับปากว่า “ค่ะ...แล้วน้าจะบอกให้ค่ะ”
ooooooo
ที่โรงอาหารในโรงเรียน น้อยหน่าเดินเข้ามาเห็นตะวันวาดนั่งกินอยู่ก่อนแล้ว ต่างมองกันแล้วผ่านไป พีทเดินไปหาน้อยหน่า ตะวันวาดทำเป็นไม่สนใจแต่แอบดู พีทชวนน้อยหน่านั่งกินด้วยกัน น้อยหน่าปฏิเสธแล้วเดินย้อนกลับมานั่งโต๊ะเดียวกับตะวันวาด พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า
“เมื่อคืนนี้พี่ดาวเข้าโรงพยาบาล” ตะวันวาดตกใจถามว่าเป็นอะไร “หัวกระแทกพื้น ฟื้นขึ้นมาความจำเสื่อมเลย...”
น้อยหน่ายอมรับว่าเป็นฝีมือตนเอง ตนไม่ได้ตั้งใจจริงๆ พูดแล้วร้องไห้ออกมา ตะวันวาดเลยต้องปลอบให้ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง
เมื่ออลิสาไปจัดการเรื่องทางกรุงเทพฯเสร็จกลับมาอีกที เธอแทบช็อกเมื่อเข้าห้องไม่เห็นนับดาว ตกใจนึกว่าหลานเป็นอะไรไปแล้ว จนพยาบาลมาบอกว่า
นับดาวเป็นคนขอกลับไปพักฟื้นที่ไร่ปรีดา เพิ่งเก็บข้าวของไปเมื่อเช้านี้เอง จึงโล่งใจ
นับดาวกลับไปที่ไร่ปรีดา ปราบพาไปนั่งที่มุมโปรดของเธอ บอกว่า เธอเคยพูดว่านั่งตรงนี้แล้วมีความสุขจำได้ไหม นับดาวไม่ตอบ เอาแต่มองเหม่อไปข้างหน้า ปราบเล่าอีกว่า มีอยู่คืนหนึ่งเธอเคยทำผีหลอกตนตรงนี้ด้วย นับดาวส่ายหน้าบอกว่าตนจำอะไรไม่ได้เลย ปราบรีบปลอบใจว่า จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเครียด นับดาวนั่งเหม่อมองไปข้างหน้าถามว่า
“เมื่อก่อนฉันเป็นคนยังไงเหรอคะ ถึงได้พิเรนทร์แกล้งทำผีหลอกคุณน่ะ ฉันเป็นคนนิสัยไม่ดีเหรอ”
“ไม่หรอกครับ คุณเป็นคนอารมณ์ขัน ถึงจะขี้โกงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร” พอนับดาวมองหน้าถามว่า ตนขี้โกงด้วยหรือ ปราบรีบบอกว่า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก คุณเป็นคนโกงแบบน่ารักน่ะ”
นับดาวนิ่งมองไปทางอื่นเหมือนเหม่อลอย แต่ที่แท้แอบหยิกตัวเองไม่ให้ขำแทบแย่...
ooooooo
อลิสาตามมาถึงไร่ปรีดาแล้ว เธอเห็นด้วยที่พานับดาวกลับมาพักฟื้นที่นี่ บรรยากาศที่นี่จะทำให้เธอผ่อนคลาย ปราบบอกว่า อีกทางที่จะช่วยได้คือ คุยกับนับดาวเรื่องที่ผ่านมาจะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้กลับมาได้เหมือนกัน อลิสาเห็นด้วย บอกว่า ด้วยเหตุนี้แหละตนจึงกลับไปเอาอัลบั้มรูปเก่าๆ มาให้ดูเผื่อจะช่วยได้
แล้วอลิสาก็เอาอัลบั้มสมัยนับดาวเป็นเด็กถ่ายคู่กับตนมาเปิดให้นับดาวดู พลิกไปก็บรรยายไป พลิกไปเจอรูปนับดาวใส่หมวกก็อธิบายว่า ที่ใส่หมวกเพราะเพิ่งไปรักษาเหามา ปราบถามขำๆ ว่านับดาวเป็นเหาด้วยหรือ
อลิสาพลิกไปเรื่อยเจอรูปนับดาวอ้วนจนตัวกลม ซ้ำหน้ายังมีสิวขึ้นด้วย อลิสาเล่าขำๆ ว่า
“ตอนก่อนเอ็นทรานซ์เขาเครียด กินเยอะมากกินจนอ้วนปี๋เลย สิวระเบิดเต็มหน้า มาหายตอนขึ้นปี 2 น่ะค่ะ”
ปราบหัวเราะเบาๆ อลิสาพลิกไปจนเจอรูปนับดาวนุ่งบิกินีถ่ายที่สระว่ายน้ำ อลิสายื่นไปให้ปราบดูตรงหน้าเล่าว่า
“รูปนี้ถ่ายตอนถ่ายปกนิตยสารค่ะ เป็นเล่มแรกที่ดาวเขาได้ขึ้นปกเลย เห็นไหมคะ หุ่นดีมากเลย อกเป็นอก เอวเป็นเอว ดูสิคะของจริงทั้งนั้นนะคะ ไม่ต้องให้ใครมารีทัชทีหลังเลย”
ปราบหัวเราะแหะๆ แต่ดูไม่วางตา นับดาวหน้าแดงขึ้นวาบหนึ่ง แต่ยังทำเป็นนั่งเหม่อมองไปข้างหน้าเหมือนไม่รับรู้อะไร
ooooooo
คืนนี้เอง นับดาวตัดสินใจบอกอลิสาว่าตนไม่ได้เป็นอะไรตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่ทำเป็นความจำเสื่อม เพราะตนปวดหัวกับเรื่องราวต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา ตนยังเคลียร์ทางนี้ไม่เสร็จน้าก็มากดดันให้กลับกรุงเทพฯ แถมน้อยหน่าก็มาเกลียดตนหาว่าจะไปแย่งพ่อเขาอีก ซํ้าปราบก็ยัง...
นับดาวหยุดไว้แค่นั้น พออลิสาถามว่าปราบทำอะไร เธอบอกว่าเปล่าไม่มีอะไร พูดเพราะมีเรื่องมากมายอย่างนี้ตนเลยแกล้งความจำเสื่อมเสียเลย พูดแล้วก็บอกอลิสาว่า ทีหลังจะได้ไม่ต้องเอาอัลบั้มเก่าๆ มาให้ดูอีกมันเหนื่อยเปล่าๆ
อลิสาเลยรู้ว่า ที่แท้นับดาวไม่อยากให้เอารูปทุเรศๆ ของตัวเองสมัยก่อนมาให้ปราบดู นับดาวบอกว่าเปล่าตนเป็นห่วงน้าต่างหาก อลิสาพูดประชดอย่างรู้ทันว่า “ขอบใจนะ ที่เป็นห่วงน้า”
แต่พอรุ่งขึ้น อลิสาแกล้งนับดาวแสบกว่าเก่า เอารูปสมัยที่เธอแก้ผ้าอาบน้ำตอนเด็กๆ ตอนเป็นอีสุกอีใส ตอนเล่นละครที่โรงเรียนแสดงเป็นตัวฮิปโป พลิกให้ปราบดูพลางเล่าไปขำไป ปราบดูแล้วขำไปด้วย
นับดาวทำเป็นตาเหม่อลอยไปทางอื่น แต่แอบมองจิกอลิสาเป็นคราวๆ อลิสายิ่งสนุก พลิกรูปให้ปราบดูไปเรื่อยๆ จนถึงรูปหนึ่ง ปราบตาไวบอกว่าตนชอบรูปนี้ เป็นรูปนับดาวตอนเด็กถูกเอาขี้ไก่เขียนหน้าแล้วล้างไม่ออก อลิสาบอกว่า
“รู้สึกเขาโดนเด็กที่ไหนไม่รู้ แกล้งเอาขี้ไก่ผสมกาวยางมาเขียนหน้า ล้างยังไงก็ไม่ออก”
“ท่าทางจะติดไปหลายวันเลยนะครับ ฮ่าๆๆ” ปราบกลั้นขำไม่อยู่หัวเราะออกมา นับดาวมองขวับถามเสียงเขียว
“ตลกมากรึไง!” ถามแล้วเห็นปราบมองอย่างตื่นเต้น นับดาวรีบหันมองเหม่อไปทางอื่นตามเคย อลิสาแกล้งถามว่า นับดาวรู้ตัวแล้วหรือ ปราบตอบแทนว่า
“คงรู้ตัวขึ้นมาแวบหนึ่ง อาจเป็นเพราะรูปนี้มันเชื่อมโยงกับไร่ที่เขาอยู่ตอนนี้...เขาโดนเอาขี้ไก่เขียนหน้าที่ไร่นี้แหละครับ” พูดแล้วปราบเสนออย่างกระตือรือร้นว่า “เดี๋ยวผมจะลองไปรื้อรูปเก่าๆของที่ไร่นี้ดู เผื่อจะมีรูปของเขา อาจจะช่วยกระตุ้นความทรงจำเขาขึ้นมาได้”
ooooooo
ปราบเข้าไปในห้องเก็บของ รื้อของจนหน้าดำคร่ำเครียด ก็ไม่เจอสิ่งที่ต้องการ
ส่วนน้อยหน่ากับตะวันวาดก็ช่วยกันพับนกกระเรียน กระดาษ เพื่อช่วยนับดาวตามความเชื่อ นับดาวเห็นทั้งสองตั้งหน้าตั้งตาพับนกกระเรียนกระดาษแล้วก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน
ในที่สุด ปราบก็รื้อจนเจอลังที่ใส่สมุดบันทึกของนายนิ่ง เขาเอามาให้นับดาว บอกว่า
“หมอบอกว่า คุณยังมีทักษะในการใช้ชีวิตอยู่ คุณยังอ่านหนังสือออกใช่ไหม” นับดาวพยักหน้า เขายื่นสมุดไดอารี่ให้ “ไดอารี่ของพ่อคุณ ตอนแรกว่าจะอ่านให้ฟัง แต่มันดึกแล้ว และผมก็เหนื่อยมาก คุณอ่านเองก็แล้วกัน”
“ไดอารี่ของพ่อหรือ...” นับดาวรับไปพลิกๆดู พลันก็คิดถึงวัยเด็กที่คุณตากับคุณยายเคยพูดไว้
นับดาวจำได้ว่า คุณตาบอกว่าพ่อเป็นคนทำให้แม่ตาย ฉะนั้นอย่าไปรักเขา อย่าคิดถึงเขา ส่วนคุณยายก็บอกว่า อยู่กับตากับยายน่ะดีแล้ว ไปอยู่กับพ่อมีแต่จะโง่ โตขึ้นไม่มีความรู้เป็นได้แค่ชาวไร่จนๆ แต่ถ้าอยู่กับตายาย อนาคตหนูจะได้เป็นคนสำคัญ ไปไหนมาไหนมีแต่คนยกย่อง
คิดถึงคำพูดของคุณตากับคุณยายแล้ว นับดาวนั่งทำใจอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเปิดไดอารี่ออก...
เธอจึงรู้ว่า ความรักของพ่อกับแม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยที่ทั้งสองเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เวลานั้นแม่อัญชลีหรือเดือนเป็นดาวรุ่งในมหาวิทยาลัย สวยจนพ่อตะลึงแต่ก็เจียมตัวเมื่อถูกเพื่อนเตือนว่า เธอเหมือนนางฟ้า แต่เขาเหมือนหมาวัด
แล้วก็มีเหตุทำให้นางฟ้าโน้มมาหาหมาวัด เมื่ออัญชลีเดินผ่านใต้ต้นไม้ แล้วถูกงูเขียวหางไหม้หล่นใส่ตัว เธอกรีดร้องอย่างตกใจ นายนิ่งวิ่งเข้าไปดึงงูเขียวหางไหม้ออก แต่ตัวเขากลับถูกงูกัด อัญชลีถามอย่างเป็นห่วง แต่เขาตอบอย่างเข้มแข็งว่า “สบายครับ แค่นี้เองงงง” พูดไม่ทันขาดคำก็ล้มตึงลง
เมื่ออัญชลีเอากระเช้าผลไม้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล เห็นนายนิ่งนอนอ่านนิตยสารบันเทิงอยู่ เธอทักว่าชอบอ่านเล่มนี้แสดงว่าชอบดูหนังใช่ไหม นายนิ่งทำใจกล้าชวนเขินๆ ว่า ถ้าตนหายดีแล้ว เราไปดูหนังกันไหม...
นับดาวอ่านบันทึกของพ่อแล้วพึมพำอย่างประทับใจว่า “เป็นความรักที่สวยงามจริงๆ พ่อขา...แม่ขา...”
แล้วเธอก็อ่านบันทึกของพ่อต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ...
“หลังจากที่เราเป็นแฟนกันมานานกว่า 4 ปี ในที่สุดก็ถึงวันนี้ วันที่ผมต้องใช้ความกล้าที่สุดในชีวิต ผมแทบจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย แม้เหตุการณ์จะเพิ่งผ่านไปเมื่อเช้านี้เอง ผมขอเดือนแต่งงาน ผมรู้สึกว่าหลังจากพูดไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปมีเพียงสองอย่างเท่านั้น หนึ่งคือเธอปฏิเสธ โลกของผมคงทลายลงไปต่อหน้า กับอีกอย่างคือตกลง ถึงตอนนั้นผมคงเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก...”
นับดาวพลิกหน้าต่อไป เป็นรูปถ่ายในงานแต่งงานของนายนิ่งกับอัญชลี เธอดูรูปแล้วยิ้มอย่างมีความสุข เปิดต่อไปเป็นรูปคู่ของนายนิ่งกับอัญชลีที่ยืนถ่ายอยู่หน้าป้ายชื่อ “ไร่แห่งความฝัน”
“เมื่อก่อน ไร่นี้คงเป็นของพ่อ พอพ่อตายรวมพื้นที่กัน ก็เลยกลายเป็นอย่างนี้สินะ” นับดาวนึกถึงสภาพไร่แห่งความฝันที่ปัจจุบันรกเรื้อเพราะขาดการดูแล
ระหว่างใช้ชีวิตด้วยกันนั้น นายนิ่งพูดอย่างสะเทือนใจที่อัญชลีตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่กับเขาแบบชาวไร่ว่า
“ผมไม่มีหลักประกันอะไรให้คุณเลย ว่าผมจะประสบความสำเร็จ”
“คุณนิ่ง โลกนี้ไม่เคยมีหลักประกันสำหรับความสำเร็จหรอกค่ะ สิ่งที่เราเชื่อมั่นได้มากที่สุด ก็คือความเพียรพยายามของเราเอง”
วันนั้น นายนิ่งได้มอบของขวัญให้เธอ คือป้าย “ไร่แห่งความฝัน” และวันนี้เองเขาก็ได้รับรู้ว่ากำลังจะเป็นพ่อคน ของขวัญชิ้นนี้จึงเป็นของขวัญที่ให้ทั้งแม่และลูกที่กำลังจะเกิดมาเป็นพยานรัก เขาตั้งกล้องแล้ววิ่งมาหาอัญชลี บอกอย่างตื่นเต้นตื้นตันใจว่า
“คุณเดือนครับ วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ ผมมีไร่ในฝัน มีเมียที่รักและกำลังจะมีลูกด้วย”
กล้องที่ตั้งไว้ลั่นชัตเตอร์กริ๊ก...เก็บภาพแห่งอนุสรณ์ในวันที่ปลื้มปีติที่สุดในชีวิตของเขาไว้...
ooooooo
วันนี้ ขณะปราบพยายามซ่อมเล้าไก่ให้มิดชิดป้องกันหวัดนกระบาดอยู่นั้น นับดาวไปยืนเหม่ออยู่ใกล้ๆ ลุงเย็นเดินเข้ามาแนะนำปราบว่าให้ผสมมะระกับขิงลงในอาหารไก่ดู คิดว่าน่าจะช่วยได้ แล้วเดินเลยไปทักนับดาวถามว่าจำตนได้ไหม นับดาวส่ายหน้าตาเหม่อๆ แกจึงแนะนำตัวเองว่า
“เมื่อสามสิบปีก่อน พ่อคุณทำให้ภรรยาผมประสบอุบัติเหตุจนต๊องมาถึงทุกวันนี้....ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกครับที่คุณมาเป็นแบบเดียวกับภรรยาผม หรือคุณว่าไง”
“เรื่องของตัวเองฉันยังจำไม่ได้ แล้วคุณลุงจะมาถามเรื่องของพ่อฉันเนี่ยนะ...สงสัยไม่ใช่ภรรยาลุงเท่านั้นหรอกที่ต๊อง”
“ถึงจะความจำเสื่อม แต่ปากยังกล้าเหมือนเดิมนะ”
“คุณหมอบอกว่าฉันสูญเสียเฉพาะความทรงจำ แต่สมองส่วนที่ใช้วิเคราะห์ว่าจะพูดอะไรกับใครยังใช้ได้ดีเหมือนเดิม”
ลุงเย็นพูดอย่างคุกคามว่าจะจำได้หรือไม่ได้ก็ช่างเถอะ แต่ตนจะต้องตอบแทนสิ่งที่พ่อเธอทำไว้ให้ได้ พูดแล้วจ้องหน้านับดาวก่อนเดินไป แต่ปราบเรียกไว้ เขาเดินไปหานับดาวอย่างปกป้อง พูดกับลุงเย็นว่า
“ผมขอเตือนว่า ณ วันนี้ ที่นี่คือไร่ปรีดาของผม ผมหน้าที่ปกป้องดูแลทุกคนในไร่นี้”
“ลุงรู้ แต่ลุงต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ”
“ผมก็เหมือนกันครับ” ปราบตอบแล้วต่างก็จ้องหน้ากัน จนลุงเย็นเป็นฝ่ายเดินจากไป นับดาวถามว่าพ่อตนทำอะไรให้ลุงเย็นหรือ ปราบตอบอย่างกังวลว่า “ผมก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอกครับ”
ooooooo
อาการของนับดาวสร้างความงุนงงแก่หมอมาก เพราะตรวจทุกอย่างอย่างละเอียดแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติ แต่ความจำของเธอก็ยังไม่กลับคืนมา แต่หมอก็ยังค้นหาวิธีรักษาต่อไป ด้วยการสั่งยาบำรุงให้ และให้นับดาวพักผ่อนมากๆ อย่าเครียด
กลับจากโรงพยาบาลวันนี้ นับดาวเห็นโมบายนกกระเรียนกระดาษแขวนห้อยไว้เต็มไปหมด น้อยหน่ากับตะวันวาดยืนคอยนับดาวอยู่ในห้อง พอปราบพานับดาวเข้ามา เขาถามงงๆว่าอะไรเนี่ย
“นกกระเรียนพันตัวค่ะ”
“ขอให้พี่นับดาวหายเร็วๆนะครับ”
นับดาวตื้นตันจนเกือบร้องไห้ออกมา แต่พยายามกลั้นไว้ทำตาเหม่อลอยเหมือนไม่รับรู้อะไร พอดีป้ายวงเดินออกมาบอกว่าทานข้าวกันก่อนเถอะ วันนี้ตนทำขนมพิเศษให้ด้วย ปราบถามว่าอะไรหรือ ป้ายวงพูดอย่างภูมิใจว่า
“แปะก๊วยนมสดค่ะ พอดีมีซินแสที่ตลาดเขาบอกว่ากินแปะก๊วยแล้วช่วยเรื่องความจำ ป้าก็เลยทำให้คุณดาวกิน ลองกินดูนะคะ กินเยอะๆเลยค่ะ”
นับดาวทนความรู้สึกที่ตีบตันขึ้นมาไม่ได้ ทำทีขอเข้าห้องน้ำ เข้าไปร้องไห้อย่างหนัก พูดอย่างรู้สึกผิดกับทุกคนว่า
“ขอโทษนะ...ฉันขอโทษ...”
ooooooo
คืนนี้ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว นับดาวโทร.ถึงอลิสาเร่งให้รีบมารับตนกลับพรุ่งนี้เลย ตนทนไม่ไหวแล้ว ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่ขอให้พรุ่งนี้มารับตนให้ได้
โทร.บอกอลิสาแล้ว นับดาวหยิบไดอารี่ของพ่อมาดู บอกพ่อว่าอย่าโกรธเลยนะ ไร่ของพ่อเก็บไว้ก็เท่านั้น ขอตนขายเถอะ พูดแล้วปิดไฟหัวเตียงจะนอน แต่นอนไม่หลับต้องลุกขึ้นมาหยิบไดอารี่มาอ่านต่อ พลางถามอย่างเข้าใจไม่ได้ว่า
“อีตาลุงเย็นนั่น มันจะอะไรกับฉันนักหนานะ”
เหตุการณ์ในอดีตคือ...อัญชลีที่กำลังท้องแก่หิ้วปิ่นโตไปให้นายนิ่งที่ไร่แห่งความฝัน แต่วันนี้ลุงเย็นตามไปด้วย นายนิ่งยกมือไหว้ ลุงเย็นรับไหว้แนะนำตัวเองว่า “สวัสดีครับ...ผมชื่อเย็นครับ...”
จากวันนั้น นายนิ่งก็ได้บันทึกไว้จนนับดาวได้อ่านในวันนี้ว่า...
“ผมเคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน ใครๆแถวนี้เรียกเขาว่าพี่เย็น ผมแปลกใจว่า เขามีธุระอะไรกับผม เลยถามเขาไปตรงๆ เขาก็ตอบกลับมาตรงๆเช่นกันว่า...”
เขียนถึงตรงนี้ก็หมดหน้ากระดาษพอดี เธอรีบพลิกไปอีกหน้า กลายเป็นปกหลังของสมุดไปแล้ว เธอร้องอย่างขัดใจว่า
“เฮ้ย! ทำไมจบดื้อๆแบบนี้ล่ะ”
รุ่งขึ้น นับดาวถามปราบ ได้รับคำบอกเล่าจากเขาว่า “หลังจากลุงนิ่งเสีย พ่อผมก็ขนข้าวของของพ่อคุณมาเก็บไว้ในนี้ วันก่อน ผมรื้ออยู่ทั้งวัน เจอแค่ไดอารี่เล่มเดียว ไม่มีเล่มสองหรอกครับ”
นับดาวถามว่าของในห้องนี้เป็นของพ่อทั้งหมดหรือ ปราบบอกว่าใช่ แล้วเดินออกไป นับดาวจึงเดินเข้าไปดู เจอเสื้อผ้าของนายนิ่ง เจอจอบวางอยู่ เจอหมวกผ้ามีระบายลูกไม้แต่เก่าคร่ำคร่าวางอยู่ เธอหยิบหมวกผ้าขึ้นกอดไว้แนบอก...
ooooooo
อลิสามาถึงแล้ว ถามปราบว่านับดาวอยู่ไหน เขาบอกว่าอยู่ในห้องเก็บของ กำลังดูข้าวของของพ่อเธออยู่ อลิสาจึงเล่าให้ฟังเชิงปรึกษาขอให้เขาแสดง ความรับผิดชอบว่า
เมื่อวานตนได้คุยกับอาจารย์หมอท่านหนึ่ง ท่านแนะนำว่ามีโปรเฟสเซอร์ท่านหนึ่งอยู่เยอรมัน เชี่ยวชาญเรื่องอาการทางสมอง เรียกได้ว่าเก่งที่สุดในโลก เคสที่หมอรักษาไม่ได้พอส่งไปให้หมอเยอรมันคนนี้ก็รักษาได้
ปราบฟังอย่างมีความหวัง อลิสาปรารถว่าตนมีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาล ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยประมาณยี่สิบล้านบาท ปราบได้ยินถึงกับอึ้ง อลิสาปรับทุกข์ว่าต่อให้ตนขายทุกอย่างในบ้านก็ยังไม่พอ
ปราบถามว่าแล้วบ้านที่กรุงเทพฯหลังนั้น?? อลิสาตอบทันทีว่าเอาไปจำนองนานแล้ว เรื่องนี้นับดาวเองก็ไม่รู้ ตนไม่อยากให้หลานคิดมาก แล้วปรารภอย่างเป็นทุกข์ว่า ที่จริงก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ แต่ว่าที่นับดาวเป็นแบบนี้...
“ผมเข้าใจครับ เพราะลูกสาวผม แล้วเรื่องก็เกิดขึ้นในไร่ของผมด้วย เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของผมครับ”
อลิสาแอบถอนใจโล่งอกที่ทุกอย่างเข้าทางตนเป๊ะ!
รุ่งขึ้น ปราบไปธนาคารเพื่อขอกู้เพิ่มแต่ธนาคารไม่ให้กู้แล้ว เขาออกมาปรึกษาปกป้อง คิดๆแล้วบอกว่าเงินสดเราก็พอมีถ้าเอาของที่พอมีอยู่ไปขาย เช่น รถ วัว แล้วเอาเงินมาโปะก็น่าจะได้
“ทำแบบนั้นก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง แล้วคนงานที่เหลือในไร่ล่ะ ทุกคนเชื่อเรา ฝากชีวิตไว้กับเรา เราทำแบบนี้ก็เท่ากับทรยศพวกเขานะ”
ปราบติงว่าเราต้องรับผิดชอบชีวิตของนับดาว ปกป้องเสนอว่าถ้ามีคนมาขอซื้อชีวิตตนเอา 10 ล้านตนก็ยินดีขาย แต่ไม่เห็นด้วยกับที่เขาจะทำให้คนงานในไร่เดือดร้อน ทำให้ปราบนิ่งไป ครู่หนึ่งปกป้องเปรยขึ้นว่า
“ปราบ...ถ้าไม่มีทางอื่น แกก็ต้อง...ขายที่”
“ไม่ครับ...ผมขอหาทางอื่นก่อน” ปราบสวนไปทันทีแทบไม่ต้องคิดเลย
ooooooo
เรื่องหมอที่โรงพยาบาลรักษานับดาวที่บาดเจ็บแค่หัวโนจนกลายเป็นคนความจำเสื่อมกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวจนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวเตือนประชาชนให้ระวัง
น้อยหน่าเสียใจมากที่ตนเป็นต้นเหตุให้พ่อต้องเดือดร้อนขนาดนี้ เสนอจะออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานหาเงินรักษานับดาว ปราบปลื้มใจแต่ไม่ต้องห่วงบอกลูกว่า “พ่อจัดการเอง”
นับดาวยังเร่งรัดอลิสาให้รีบมากดดันปราบให้จัดการเร็วๆ ตนจะได้พ้นจากการถูกกดดันเสียที
ปราบคิดหนัก วันนี้ป้ายวงหวังดีเอาหนังสือหวยมาให้ เขารับไปดู ถูกปกป้องดักคอว่าอย่าบอกนะว่าจะหาเงินทางนี้ ปราบบอกว่าตนเอามาดูเล่นๆเท่านั้นเอง ดูแล้วไม่เห็นมีหลักการอะไรเลย
“ดีแล้ว จะเล่นหวย หรือเล่นบอล เล่นหุ้น อะไรก็ไม่สนับสนุน ตอนนี้เราเดือดร้อนเกินกว่าจะไปเสี่ยงกับการพนัน”
“แต่ผมยังคิดวิธีหาเงินมากๆขนาดนั้นจากไหนไม่ได้เลยครับอา”
ขณะปราบกำลังมืดแปดด้านนั่นเอง เสี่ยไฝก็โทร.เข้ามา เสนอจะยื่นมือมาช่วยแต่นัดให้ไปคุยกันที่บ้าน
เมื่อปราบไปถึง เสี่ยไฝถามว่าต้องการเงินเท่าไร พอรู้ว่ายี่สิบล้าน เสี่ยถามว่าจะเอาไปทำอะไร ปราบไม่บอก พอเสี่ยบอกว่าตนต้องการเหตุผล ปราบบอกว่าจะเอา
ไปรักษาคนที่ไร่เขาป่วยหนักต้องส่งไปรักษาที่เมืองนอก
“ผมให้เลย มากกว่ายี่สิบล้านด้วย แต่มีข้อแม้...สนใจไหม” ปราบถามว่าข้อแม้อะไร “คุณต้องมาเป็นลูกเขยผม”
เสี่ยไฝพูดตรงๆว่าขอซื้อตัวเขาแค่ขอให้เขาเป็นสามีที่ดี ทำให้ลูกสาวตนมีความสุข แต่ถ้าวันไหนลูกสาวตนเบื่อเขาก็ต้องหย่า ส่วนเงินที่ให้วันนี้จะไม่เอาคืน
ปราบนิ่งงันกับการขอซื้อตัวของเสี่ยไฝ ลุกขึ้นทำท่าจะกลับ เสี่ยเสนอว่าถ้าน้อยไปจะเพิ่มให้ก็ได้ ตนยินดีสู้ราคา
“ถึงคุณให้ทุกบาทที่คุณมี ผมก็ไม่ตกลง ผมมาขอยืมเงินครับ ไม่ได้มาขายตัว...ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา”
เสี่ยไม่ยอมหาว่าเขาทำให้เสียหน้าอีกแล้ว ปราบถามว่าถ้าตนไปแต่งงานกับคนอื่นเสี่ยจะฆ่าใช่ไหม
“ใช่...ผมจะฆ่าคุณ อย่านะ ผมเคยเตือนคุณแล้ว”
ปราบเดินออกมาอย่างคับแค้นใจ ปกป้องที่มารออยู่ถามว่าปลอดภัยดีใช่ไหม
“ครับ...เขาจะให้เงินผม โดยมีเงื่อนไขบ้าๆบอๆมาด้วย แต่ผมไม่เอา คุยไปคุยมากลายเป็นขู่ผม ห้ามแต่งงานเสียอีก เฮ้อ...อะไรก็ไม่รู้...สงสัยผมต้องขายที่แล้วละครับอา” ปราบพูดอย่างถอดใจแล้ว
ooooooo
ปราบถูกกดดันหนักจนหนทางสุดท้ายคิดจะขายไร่แห่งความฝัน เพราะมีคนเคยทิ้งนามบัตรไว้ถ้าจะขายให้โทร.ไป ขณะปราบกำลังคิดหนักว่าจะโทร.หรือไม่โทร.นั่นเอง เขาตัดสินใจวางโทรศัพท์และนามบัตรไว้ พึมพำอย่างมีความหวังว่า
“อาจจะมีปาฏิหาริย์...”
ทันใดนั้น เสียงนับดาวร้องลั่นว่าปวดหัว...ปวดหัว...ปราบวิ่งเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอบอกว่าปวดจนหัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว
แล้วก็มีเรื่องให้คิดหนักอีก เมื่อทางโรงพยาบาลเอาเรื่องกับหมอเจ้าของไข้นับดาวว่ารักษาผิดพลาดทำให้โรงพยาบาลเสียชื่อ โทร.มาบอกปราบจะให้ไป เป็นพยาน ส่วนนับดาวทีแรกจะเชิญไปสอบปากคำด้วยแต่เกรงเธอจะเครียดจึงยกเลิกไป ปราบปรารภกับอลิสาอย่างเป็นกังวลว่า
“ถ้าถูกตัดสินว่าผิด อาจโดนไล่ออก แล้วอาจถูกยึดใบประกอบโรคศิลป์”
อลิสามองนับดาว เห็นนั่งตาเหม่อลอย แต่มือกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ อลิสาถามปราบว่าเขาจะประชุมกันเมื่อไร ปราบบอกว่ากำลังจะเริ่ม อลิสาเร่งว่าให้เขารีบโทร.ไปหาคนที่จะซื้อที่ก่อนดีไหม ปราบถามงงๆว่ามันเกี่ยวอะไรกัน
“ไม่เกี่ยวหรอกค่ะ แหะๆ แต่น้าใจร้อน กลัวมีคนไข้คนอื่นตัดหน้าไปหาหมอที่เยอรมันเสียก่อน”
ปราบโทร.ไปหาวัลลภที่ทิ้งนามบัตรไว้ ทางโน้นบอกว่าคุณวัลลภเดินทางไปต่างประเทศ อีก 4 วันจึงจะกลับ อลิสามองไปทางนับดาวอย่างผิดหวัง นับดาวนั่งนิ่งแต่แววตาไหววิบๆ
อลิสาเห็นแววตาหลานสาวแล้วเดาใจออก พยายามเตือนอ้อมๆว่า
“ดาวจ๋า...ดาวยังจำหน้าน้าไม่ได้ใช่ไหม ลองนึกถึงคุณตาคุณยายสิจ๊ะ ว่าท่านรักดาวแค่ไหน นึกถึงบ้านที่สวยงามของเราไว้นะจ๊ะ บ้านของคุณตาคุณยายน่ะ...”
นับดาวฟังออก เธอนิ่ง แววตายังไหววิบๆอย่างสับสน...
ooooooo
ที่โรงพยาบาลกำลังมีการประชุมกันอย่างตึง เครียด ผู้บริหารจะเอาผิดกับหมอให้ได้ หมอชี้แจงอย่างเจ็บปวดว่า
“ถ้าผมยอมรับผิด เท่ากับผมหันหลังให้อาชีพนี้ ผมจะไม่สามารถรักษาใครได้อีกเลย”
“ยังไงคุณก็ต้องลาออก ถ้าไม่งั้น เราจะไล่คุณออก!”
หมอตัดสินโพล่งออกไปว่า “ก็ได้...ผมขอ...”
ทันใดนั้น ที่ประตูมีเสียงเอะอะกัน พยาบาลร้องเสียงดังว่า “บอกแล้วว่าเข้าไม่ได้ไงคะ!”
ประตูเปิดผัวะออก นับดาวพรวดเข้ามายืนหอบแฮ่ก ก่อนยกมือไหว้หมอที่ประชุมกันอยู่ พูดอย่างหนักแน่นว่า
“ขอโทษค่ะ...ฉันหายแล้ว...ฉันชื่อนับดาว เป็นคนไข้ที่คุณหมอรักษาแล้วกลายเป็นความจำเสื่อม” เธอหยุดหอบก่อนพูดโพล่งไปว่า “ดาวไม่ได้ความจำเสื่อมหรอกค่ะ ดาวแกล้งทำน่ะค่ะ”
พวกหมอรวมทั้งปราบตะลึงอึ้ง ปราบถามว่าที่เธอทำเพื่อจะบีบให้ตนขายที่ใช่ไหม นับดาวตอบอย่างกล้าหาญว่า
“คุณทายถูก แต่อุบัติเหตุน่ะของจริง ส่วนความจำเสื่อม ฉันเล่นตามน้ำไปงั้นแหละ”
ปราบโกรธจนหน้าเขียว หุนหันเดินออกไป ส่วนนับดาวไหว้หมอที่ประชุมกันในห้อง เอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า
“ดาวขอโทษหมออีกครั้งนะคะ ยกโทษให้ดาวด้วยนะคะ”
หมอพากันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผู้บริหารคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “งั้น...การสอบสวนครั้งนี้ก็...”
“ลืมๆไปเถอะนะครับ นึกซะว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น” ผู้บริหารอีกคนพูดต่อ
หมอเจ้าของไข้ มองหน้าผู้บริหารทั้งสอง ทำเอาผู้บริหารวางหน้ากันไม่ถูก...
ooooooo
ปราบทั้งแค้นทั้งอายเดินออกมาเจอปกป้อง พอเล่าให้อาฟัง ปกป้องด่า “ยัยสิบแปดมงกุฎ” แล้วสอง อาหลานก็ชวนกันกลับ ก่อนที่ปราบจะทนไม่ได้บีบคอนับดาวตายเสียก่อน
ที่โรงพยาบาลนี่เอง ช่างภาพคนหนึ่งมาเจอนับดาวกับอลิสาเดินออกจากด้านในโรงพยาบาล ก็รีบถ่ายรูปไว้ พึมพำอย่างกระหยิ่มว่า บก. ต้องให้ราคาดีแน่ๆ
ปราบกลับถึงบ้านก็ไปผ่าฟืนระบายอารมณ์เป็นบ้าเป็นหลัง ส่วนนับดาวเมื่อกลับจากโรงพยาบาลแล้วก็ทำงานตามปกติ เพราะถือว่าตนเป็นพนักงานคนหนึ่งในไร่ ปราบแก้แค้นด้วยการสั่งให้เธอไปให้อาหารหมู นับดาวรังเกียจจึงตักอาหารหมูสาดเข้าไป ถูกปราบลงโทษตามกฎของไร่ ด้วยการให้เธอเอาหัวจุ่มลงในถังอาหารหมู
นับดาวไม่ยอม ปราบเข้าไปจับหัวเธอกดลงในถังอาหารหมู แล้วสั่งเจิดให้คุมเธอให้อาหารหมูต่อให้เสร็จ ส่วนตัวเองกลับไปอาบน้ำสบายใจเฉิบอยู่ที่บ้าน พึมพำอย่างสะใจว่า “ดูซิว่าจะทนไปได้สักกี่น้ำ”
ooooooo
คืนนี้ทั้งบ้านมืดสนิท ปราบแปลกใจว่าคนหายไปไหนกันหมด ขณะกำลังจะไปเปิดไฟนั่นเอง น้อยหน่าก็ถือเค้กออกมา ตามด้วยตะวันวาด ป้ายวง พากันร้อง เพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันเสียงแจ่มใส แล้ววางเค้กให้ปราบเป่าเทียน
ปราบปลื้มปีติมากที่ลูกจัดงานวันเกิดให้ เข้าไปจุ๊บหน้าผากขอบใจลูก น้อยหน่าบอกว่าไม่ใช่ความคิดของตน ปราบถามว่าความคิดใคร เดาอย่างไรก็ไม่ถูกเหลือบมองไปนอกห้องเห็นนับดาวแว้บๆ เธอบอกเขาว่า “ฉันเองแหละ”
ปราบยังไม่หายโกรธบอกว่าตนไม่ได้ถาม แต่ถ้ามีอะไรถามก็จะถามว่า “เมื่อไหร่จะไปจากที่นี่เสียที” นับดาวบอกว่าวันนี้ตนไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย เมื่อเขายังโกรธมากตนไม่อยู่ก็ได้ พูดแล้วเดินออกไป
น้อยหน่าขอร้องพ่อว่าอย่าทำอย่างนี้ เพราะนับดาวเป็นต้นคิดจัดงานวันเกิดให้พ่อ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ต้นเหตุจริงๆมาจากตนทำให้นับดาวหัวฟาดพื้น ขอให้ถือว่า เจ๊ากันไป
ปราบนิ่งไป ป้ายวงก็พูดยิ้มๆว่าตนไม่โกรธนับดาวเห็นว่าเป็นเรื่องขำๆดี ส่วนปกป้องก็ขอว่า ตนกำลังจีบอลิสาน้านับดาวอยู่ จะทะเลาะกับหลานเขาทำไม เตือนหลานชายว่า
“แมนๆหน่อยไอ้หลานชาย นับตั้งแต่วันที่แกยื่นข้อตกลงนั่นให้เขา แกกับเขาก็อยู่ในเกมแล้ว”
“อาจะบอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของเกมเหรอครับ”
“จะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง ในฐานะคนดู เป็นเกมบุกที่สวยมาก แกเกือบโดนน็อกแล้วนะ ถ้าเขาไม่ใจอ่อนกลัวหมอโดนไล่ออกเสียก่อน”
ปราบถอนใจ พูดเสียงอ่อนลงว่า “อาพูดถูก บางทีไอ้ที่โกรธเนี่ย...ผมอาจจะไม่ได้โกรธเขาก็ได้...” พูดแล้วมองไปทางประตู
ooooooo
ปราบไปเจอนับดาวนั่งอยู่นอกบ้านคนเดียวเขาเดินกระแอมเบาๆเข้าไปหา นับดาวถามว่าหายโกรธตนแล้วใช่ไหม ปราบบอกว่า ปกป้องพูดถูกตนโกรธเธอ ไม่ได้
นับดาวตำหนิตัวเองว่าเลวที่ทำกับเขาแบบนั้น ปราบบอกว่าตนโกรธตัวเองมากกว่าแต่ก็จะไม่หลงกลเธออีกครั้ง เขาขอบคุณที่เธอจัดงานวันเกิดให้ ถามว่ารู้ได้ยังไงเพราะตนไม่ได้จัดงานวันเกิดจนลืมไปแล้ว
“ฉันรู้จากไดอารี่พ่อฉัน เขาเคยมางานวันเกิดหนึ่งขวบของคุณด้วย ขอบคุณที่เอาไดอารี่ให้อ่าน ฉันเพิ่งรู้ว่าทำไมฉันชื่อนับดาว”
เธอเล่าว่า “ตอนแม่ฉันท้อง แม่ชอบออกมานั่งเล่นดูดาว พ่อก็ชวนลูกในท้องคุย แต่พ่อคงชวนคุยไม่เก่ง พอหมดมุกก็จะสอนฉันนับดาวบนท้องฟ้า...นับไป เรื่อยๆ...แม่ฉันเลยตั้งชื่อฉันว่านับดาว”
ปราบคุยอย่างมีอารมณ์ร่วมว่า พ่อแม่เธอตั้งชื่อได้เพราะและมีความหมายมาก
“นั่นสินะ ท้องฟ้าตอนนั้นกับตอนนี้ คงไม่ต่างกันมาก พวกท่านคงนั่งดูดาวแบบเดียวกับเราตอนนี้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง”
ทั้งสองนั่งดูดาวกันเงียบๆ ปราบแอบละสายตาจากดาวบนฟ้ามองนับดาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน...
ooooooo
อลิสาเป็นห่วงนับดาวกลัวถูกปราบโมโหจน ทำร้ายเอา นับดาวบอกน้าว่าปราบเป็นสุภาพบุรุษกว่าผู้ชายใส่สูทบางคนเสียอีก อลิสาบอกว่ายังไงก็รีบปิดงานเร็วๆ ก็ดีขืนชักช้าชนะชัยอาจเสร็จเอมี่ไปก็ได้ เธอบอกน้าว่าวางแผนใหม่ไว้แล้วโหดกว่าเก่าอีก คราวนี้จะทำให้ไก่ติดเชื้อต้องฆ่ายกเล้าเลย รับรองว่าแบงก์ไม่ให้กู้เขาก็ต้องขายที่แน่นอน
เพียงวันต่อมาหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็ลงรูปนับดาวและเต้าข่าวว่า นับดาวแอบไปทำแท้ง ชัชฎาเอาหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปให้ชนะชัยดู บอกว่าคนแบบนี้ตนไม่เอามาเป็นสะใภ้หรอก ชนะชัยบอกแม่ว่าอย่าไปเชื่อข่าวโคมลอยแบบนั้น ชัชฎาย้อนถามว่าแล้วถ้าเป็นจริงล่ะ ถามว่าเขาป้องกันทุกครั้งหรือเปล่า ชนะชัยปฏิเสธว่าตนไม่เคยมีอะไรกับนับดาวเลย ชัชฎาก็หาว่าเธออาจท้องกับคนอื่น และถ้าข่าวนี้เป็นจริงเขาต้องเลิกกับเธอ
“ได้เลยครับผมมั่นใจ” ชนะชัยตอบรับทันที
ฝ่ายเอมี่กับโจโจ้ก็สงสัยข่าวนี้ วิเคราะห์กัน ไปต่างๆนานา แต่ล้วนไปในทางที่เชื่อว่านับดาวท้องและทำแท้งจริง วางแผนจะฉีกหน้าซ้ำเติม แต่ก็กลัวว่าถ้าทำแล้วไม่จริง ตัวเองจะหน้าแตกเย็บไม่ติด จึงวางแผนจ้างนักสืบเอกชนไปสืบให้ชัดว่าเอมี่ท้องและทำแท้งจริง หรือเปล่า และเมื่อข่าวนี้ดังออกไปนับดาวคงย้ายหนี ให้สืบมาว่านับดาวหนีไปอยู่ไหนให้ด้วย
ส่วนนับดาวกับอสิลา พอเห็นข่าวนี้ก็ตัดสินใจกันว่าต้องรีบสยบข่าวลือนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเอมี่และปาปารัซซี่จะแห่มาที่นี่กันแน่ๆ ดีไม่ดีอาจจะสาวไปถึงเรื่องเราถังแตกด้วย นับดาวให้อลิสารีบติดต่อพี่ฟู่บอกน้าว่า ถ้าจะแก้ข่าวให้ดังเราต้องอาศัยเอมี่เป็นตัวช่วย
ooooooo
สืบมาได้ว่าเอมี่รับงานอีเวนต์โฆษณาอาหารสุนัข ผู้จัดย้ำเตือนเอมี่ว่างานนี้เธอต้องเรียกหมาว่าสุนัข เพราะหมาใช้กับสัตว์เลี้ยงของคนจน ส่วนคนรวยที่ใช้อาหารตัวนี้ต้องเรียกว่าสุนัข เอมี่บอกว่าตนไม่มีสุนัขมาด้วย ผู้จัดจึงให้ยืมของตน
เมื่อเปิดงาน เอมี่อุ้มสุนัขตัวงามไว้บนตักพลางโฆษณาสรรพคุณของอาหารสุนัข แต่เจ้าป๊อกแป๊กที่เธออุ้มอยู่นั้นแสดงอาการหงุดหงิด เพราะได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอจนทำท่าจะกัด เอมี่ตกใจโยนมันทิ้ง นับดาวเข้ามาพอดีเธอกวักมือเรียกมันวิ่งไปหาทันที นับดาวจึงอุ้มป๊อกแป๊ก ไปให้เอมี่ พอนักข่าวเห็นนับดาวเท่านั้น ก็กรูกันมาสัมภาษณ์เรื่องเธอไปทำแท้ง นับดาวยึดเวทีไปโดยปริยาย
นับดาวแก้ข่าวพิสูจน์กันจะๆด้วยการเปิดเสื้อแจ็กเกตเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบขาวเนียนให้นักข่าวดู กว่าพิธีกรจะรู้ตัวว่าถูกยึดเวที นับดาวก็แถลงข่าวเรียบร้อยไปแล้วและคืนเวทีให้เอมี่ไป
จานนั้นนับดาวไปทานอาหารกับชัชฎาและชนะชัย เธอชี้แจงว่าเรื่องนี้นักข่าวเต้าข่าวเอง แล้วพรุ่งนี้ก็จะได้ เห็นกันว่าความจริงเป็นอย่างไรจากหน้าหนังสือพิมพ์ ชัชฎายังไม่เชื่อชวนนับดาวไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้ ชนะชัยไม่พอใจที่แม่ทำเกินไป บ่นว่าไม่น่าชวนแม่มาเลย แล้วชวนนับดาวกลับกันเถอะ ก่อนกลับนับดาวบอกชัชฎาว่า
“ดาวขอยืนยันด้วยศักดิ์ศรีของดาว ดาวไม่ได้ท้องและไม่ได้ทำแท้ง ไม่เชื่อก็ตามใจค่ะ สวัสดีค่ะ”
ชนะชัยออกมากับนับดาว เขาขอโทษแทนแม่ที่ทำเกินไป แต่ก็แก้ต่างให้ว่าปกติแม่ไม่ใช่คนแบบนี้แต่ช่วงนี้ท่านอาจเครียดมาก
นับดาวบอกให้เขารีบกลับไปหาคุณแม่เขาเสีย ส่วนตนก็จะกลับไปนั่งสมาธิเพราะไม่อยากให้มันขาดแล้วค่อยกลับมาหาท่านใหม่ ชนะชัยอยากไปนั่งสมาธิด้วย อยากเห็นว่าเป็นยังไง
“ถ้าคุณจ๊อบไป ดาวก็ว้าวุ่นใจแย่สิคะ คงไม่มีสมาธิ หรอกค่ะ เอางี้ ไว้ดาวจะโทร.มาชวนก็แล้วกันนะคะ”
“งั้นผมจะรอนะครับ ผมไปแน่ๆครับ” ชนะชัยยิ้มให้ นับดาวฝืนยิ้มอย่างโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
ooooooo










