ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

หนุ่มบ้านไร่กับหวานใจไฮโซ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

หนุ่มบ้านไร่กับหวานใจไฮโซ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ในงานเปิดตัวรีสอร์ตเพียวพาราไดซ์ ซึ่งจัดบรรยากาศแบบคันทรี เวทีตกแต่งอย่างสวยงาม ทั้งที่งานยังไม่เริ่ม แต่บรรดาสื่อมวลชนก็มารอทำข่าวกันมากมาย ดูคึกคัก

เพียว...เจ้าของงานกวาดตาดูบริเวณงานด้วยความชื่นชม โดยมีออร์กะไนซ์จัดงานยืนดูอยู่ด้วย

“เยี่ยมมากเลยครับ ผมคิดไม่ผิดเลยที่เลือกบริษัทออร์กะไนซ์ของคุณมาจัดงานเปิดตัวรีสอร์ตให้ผม สื่อมวลชนมากันเพียบเลย” เพียวเอ่ยอย่างชื่นชม

“เรื่องนี้ต้องขอบคุณคุณฟู่ครับ ถ้าคุณฟู่ไม่ชวนคุณนับดาวมาเป็นพิธีกรให้เรา สื่อมวลชนคงไม่เยอะอย่างนี้” ออร์กะไนซ์ผายมือไปทางฟู่ เพียวหันไปคุยกับฟู่อย่างพอใจว่า

“จริงครับ ตอนที่คุณฟู่บอกว่าคุณนับดาวจะมาเป็นพิธีกรให้น่ะ ผมยังไม่อยากเชื่อเลย เธอเป็นเซเลบที่เป็นไฮโซจริงๆ ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะรับงานภูธรแบบนี้”

“ไม่หรอกครับ ฟู่ทำงานกับน้องนับดาวมานาน รู้ดีว่าน้องเขาเป็นคนยังไง ถึงเขาไฮโซก็จริง แต่ตัวจริงติดดินมาก แล้วน้องเขาก็เป็นคนชอบธรรมชาติมาก”

“เขาไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับ ที่จะมีวัวขึ้นเวทีด้วย” เพียวถามอย่างอดกังวลไม่ได้ที่เซเลบไฮโซต้องมาออกงานคู่กับวัวบนเวที ออร์กะไนซ์ถามปกป้องที่ยืนอยู่ด้วยว่าวัวเชื่องแน่นะ

“เป็นวัวจากฟาร์มเพื่อนผมเอง” ปกป้องรับรอง

เพียวตบบ่าปกป้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ปกป้องในชุดคาวบอยเต็มยศ หมวกคาวบอย เชือกคอ เข็มขัด บูตมีสเปอร์ด้วย ปกป้องรับรองว่าไม่มีปัญหา ส่วนพี่ฟู่ก็บอกว่านับดาวเป็นคนรักสัตว์ไม่รังเกียจวัวหรอก

“มาแล้ว” ออร์กะไนซ์ร้องบอก ทุกคนหันมองเป็นตาเดียวกัน เห็นอลิสาเดินออกมาจากหลังเวทีมาหยุดมองหาฟู่ พอฟู่เห็นก็กวักมือเรียก อลิสารีบลงมา

เพียวที่ทีแรกดูตื่นเต้นยินดีกับการที่นับดาวมาเป็นพิธีกรในงาน กลับหน้าเสียจะหัวเราะก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง หันถามออร์กะไนซ์ เสียงปร่าๆว่า

“ถ้าผมเลิกจ้างตอนนี้ ต้องจ่ายค่าป่วยการให้คุณนับดาวเท่าไหร่ครับเนี่ย” ออร์กะไนซ์ตกใจถามว่าทำไมหรือ เพียวมองอลิสาอย่างสยองบอกว่า “ตัวจริงแก่งั่กอย่างนี้ จะให้ผมเอามาขึ้นเวทีเนี่ยนะ”

ปกป้องเขม่นมองอลิสา ฟันธงว่า “ผมว่าพี่เพียวโดนหลอกแล้วล่ะ เนี่ยนะไฮโซสาวสวย ไอ้สวยน่ะสวยอยู่แต่ไม่สาวแล้ว ยังงี้แก่เหนียงยานกว่าแม่วัวของผมอีก” พูดพลางชี้ไป ไม่รู้ว่าอลิสาเดินมาถึงแล้ว นิ้วเกือบจิ้มหน้าเธอ

ไม่ทันที่ออร์กะไนซ์จะพูดอะไรต่อ อลิสาก็สวนไปอย่างเผ็ดร้อนจัดจ้านว่า

“แกเป็นใครเนี่ย มาว่าฉันเหนียงยาน แล้วแกล่ะไอ้แก่ เหนียงตึงมากรึไง”

“โอ้โห เนี่ยนะไฮโซ ทำไมกุ๊ยอย่างนี้” ปกป้องพูดอย่างไม่เชื่อหูเชื่อตาตัวเอง อลิสาเงื้อมือจะฟาดสักตุ้บ ฟู่รีบมาขวาง แนะนำแก่อลิสาว่า คนนี้เจ้าของงาน คนนั้น เจ้าของวัว และแนะนำแก่ทั้งสองว่า นี่คืออลิสา เป็นน้าของนับดาว ไม่ใช่ตัวเธอ

สองหนุ่มใหญ่มองอลิสาแล้วหัวเราะเก้อๆ เพียวขอโทษอ้างว่าตาตนไม่ดี ส่วนปกป้องก็อ้างว่าตนไม่รู้จักนับดาวก็ว่าไปตามเพียวเขาเท่านั้น ถามว่าแล้วนับดาวอยู่ไหนหรือ อลิสาชี้ขึ้นไปบนเวที ทุกสายตามองขึ้นไป...

นับดาวเดินออกมาอย่างโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมงในสไตล์คาวเกิร์ล แต่ยังมีมาดเซเลบแลบๆออกมา ทุกคนมองเป็นตาเดียว แม้แต่พวกคนงานก็หยุดงานมองค้าง

เพียวมองด้วยความชื่นชม บอกว่าออร่าอย่างกับนางฟ้า ตนเคยเห็นเธอในทีวี นับดาวมองไปที่ฟู่ยิ้มให้นิดหนึ่งแล้วมองเมินไปทางอื่น ทำให้เพียวเริ่มรู้สึกไม่พอใจนัก เปรยๆว่าท่าทางจะหยิ่ง ไม่มาทักทายกันเลยทั้งที่ตนเป็นเจ้าของงานแท้ๆ

ครู่หนึ่ง นับดาวลงจากเวทีมาทักฟู่กับใหญ่ซึ่งเป็นออร์กะไนซ์ ฟู่แนะนำให้รู้จักคุณเพียวพันธุ์เจ้าของรีสอร์ต เธอเอ่ยสวัสดี เพียวตอบสวัสดีด้วยท่าทางเย็นชาเหมือนไม่อยากคุยด้วย นับดาวเองก็ไม่ให้ความสนใจเขา หันไปคุยกับออร์กะไนซ์ ออกความเห็นเป็นฉากๆอย่างมั่นใจแบบมืออาชีพว่า

“พี่ใหญ่คะ ขออนุญาตนะคะ คือถ้าตั้งลำโพงแบบนี้เสียงจะตีกันนะคะ ดาวเคยเจอแล้ว คนข้างล่างจะฟังไม่รู้เรื่องเลย แล้วกิ่งไม้ตรงนั้น ให้คนไปตัดหน่อยนะคะเวลาสื่อถ่ายรูปมันจะบังชื่อรีสอร์ตบนเวทีค่ะ แล้วย้ายโต๊ะค็อกเทลตัวนั้นก็ดีค่ะ มันขวางทางขึ้นเวที เวลานับดาวเชิญคนข้างล่างขึ้นมาร่วมกิจกรรมจะได้ไม่ขลุกขลัก”

เพียวยืนอ้าปากค้างกับการออกความเห็นให้เปลี่ยน แปลงไปเกือบทั้งเวที พยายามจะพูด ถูกนับดาวตัดบทราว กับรู้ว่าเขาจะพูดอะไรว่า “ค่ะ อะไรที่ดาวช่วยดูให้ได้ ดาวก็ดูด้วยค่ะ เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

“สุดยอดเลยครับ คุณนับดาว ผมนับถือคุณจริงๆ คุณคือสุดยอดเซเลบของเมืองไทยจริงๆ”

“แน่นอนสิคะ นี่แหละค่ะ ตัวจริงเสียงจริง นับดาว ว้าวแซบ...”

หลังจากนั้น คนงานก็พากันตัดกิ่งไม้ พอกิ่งไม้หล่นลงมา มีงูเขียวตัวหนึ่งเลื้อยหนีไปโดยไม่มีใครเห็น...

ooooooo

ปราบ เจ้าของฟาร์มโคนมและสัตวแพทย์หนึ่งเดียวของอำเภอ กำลังเดินทางไปงานเปิดตัวรีสอร์ต เขาแวะถามทางชาวบ้าน ป้าคนนั้นนั่งกินเงาะอยู่บอกว่ามาผิดทางแล้ว และบอกทางให้ใหม่ ปราบมองเข้าไปในบ้านเห็นหมาตัวหนึ่งนอนทำท่าเหมือนจะตายอยู่ เลยเข้าไปดู

ป้าเห็นคนแปลกหน้าจะเข้าไปในบ้านก็โวยวายว่าจะมาขโมยของ

“บ้านป้ามีอะไรให้ขโมยด้วยเหรอ ของในบ้านป้าต่อให้แถมฟรียังไม่มีใครเอาไปรีไซเคิลเลย” ปราบสวนไปแล้วเดินเข้าไปดูหมาและช่วยชีวิตมันไว้ได้เมื่อช่วยคีบเงาะที่ติดคอมันออกมาได้ ป้าดีใจมากถามว่าเป็นหมอรึเปล่า เขาบอกว่า “ครับ ผมชื่อปราบ...หมอปราบ”

ป้าแกขอบคุณที่ช่วยไอ้ดำของแกให้รอดตาย แต่พอปราบเดินไป แกมองตามบ่นปากยื่นปากยาวว่า

“หมออะไรวะ ปากจัดอย่างกับแม่ค้าตลาดสด”

ที่บริเวณจัดงาน อลิสาเดินไปจิ้มๆของกินเล่นชิมไปเรื่อย ปกป้องเหล่อยู่ แต่พอขยับจะไปหา ปราบที่เพิ่งมาถึงถามว่าอาจะทำอะไร ปกป้องบอกว่าจะไปจีบหญิงซะหน่อย ปราบติงว่าท่าทางเขาดูออกจะไฮโซ ปกป้องก็บอกว่าเราก็จีบแบบไฮโซสิ ถามปราบว่างานเขาเริ่มแล้วทำไมถึงเพิ่งมา

“หลงทางครับ...แม่เด่นเป็นไงบ้าง พาผมไปดูหน่อยสิ” ปราบถามถึงวัวที่เอามาจากฟาร์มของเขา

ooooooo

ปราบไปที่หลังเวที ไปทักทายแม่เด่นของเขา แล้วก็แปลกใจที่ยังมีวัวเพศผู้อีกตัวหนึ่ง ปกป้องบอกว่า ตอนตนมาไม่มีไอ้ตัวนี้ ไม่รู้มาได้ไง

ที่แท้เพียวเจ้าของรีสอร์ตเป็นคนสั่งให้คนเอามาเพราะคิดว่าวัวตัวเดียวอยู่บนเวทีจะดูไม่สวย และนับดาวก็ไม่ว่าอะไร กะจะให้เธอไปยืนระหว่างวัวสองตัว เวลาถ่ายรูปออกมาจะได้ดูสวย เพียวอวดว่าตนเพิ่งยืมตัวนี้จากฟาร์มของเพื่อนเป็นวัวเนื้อพันธุ์ดี ปราบบอกว่าที่ตนมองเพราะรู้สึกเหมือนมันจะไม่ค่อยสบาย

เพียวยืนยันว่าเจ้าของบอกว่ามันแข็งแรงดี ปราบมองอย่างกังวลบอกว่าหวังว่า ตนจะเข้าใจผิดก็แล้วกัน

นับดาวขึ้นทำหน้าที่พิธีกรบนเวทีแล้ว เธอเอ่ยทักทายแขกที่มางานด้วยน้ำเสียงแจ่มใส สนิทสนมราวกับคนคุ้นเคยกันมานาน หลังจากแนะนำตัวเองแล้วเธอเล่นมุก แนะนำพิธีกรร่วมในคืนนี้ คือ คุณเด่นกับคุณบิลลี่ พลางผายมือไปทางวัวสองตัวเรียกเสียงปรบมือและหัวเราะจากแขกได้อย่างครื้นเครง

เธอแนะนำรีสอร์ตแห่งนี้ว่า ทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆอย่างคุ้มค่า เช่น การรีดนมวัว ตลอดจนทำผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ไอศกรีม...

“พี่เพียวคงไม่ให้แม่นั้นรีดนมวัวโชว์บนเวทีหรอกนะ” ปราบพูดขำๆกับปกป้อง

“พี่เพียวเขาไม่มั่วขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าแม่นั่นเกิดนอกบทไปรีดเอง คงได้ดูไฮโซโดนวัวถีบกันมั่งล่ะวะ” ปกป้องพูดกลั้วหัวเราะ

แล้วปราบก็สังเกตเห็นอาการผิดปกติของบิลลี่ มันเริ่มตัวสั่น หันจ้องนับดาวตาโปน นับดาวทำใจแข็งทำหน้าที่พิธีกรต่อไป แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบพาแม่เด่นลงไปก่อนแล้วอีกคนจะพาบิลลี่ลงไป ถูกบิลลี่ถีบเสียกระเด็นตกเวที

“นับดาวลงมาเดี๋ยวนี้” อลิสาตะโกนบอก เจ้าหน้าที่อีกคนเข้าไปหาบิลลี่ก็ถูกถีบกระเด็นไปอีก ช่างภาพพากันถ่ายรูปแสงแฟลชทำให้บิลลี่ยิ่งตื่น ตัวเกร็ง

จึงเป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ปราบ เขาเข้าไปบอกให้นับดาวยืนนิ่งๆอย่าส่งเสียงดัง พลางเขาก็หยิบไซรินจ์ออกมาสูบยาในหลอดแก้ว นับดาวทนไม่ไหวร้องบอกเขาว่า

“แล้วตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่เฉยๆเหรอ แล้วฉันส่งเสียงดังตอนไหนไม่ทราบ” นับดาวเถียงฉอดๆ ปราบเลยมองหน้า พอมองกันเต็มตาต่างก็นิ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน...

แต่ภารกิจตอนนี้คือทำอย่างไรจะแก้สถานการณ์บนเวทีให้ได้ นับดาวถอยหนีบิลลี่ไปจนใกล้สปอตไลต์ เธอร้องบอกเขาว่าร้อนมากจนหายใจไม่ออกอยู่แล้ว

“ไม่มีอะไรครับ คุณคงกลัวแล้วก็เครียดเกินไปจนหายใจไม่ทัน ใจเย็นๆนะครับ พยายามผ่อนคลายตัวเอง ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี”

“ฉันร้อน...มันอยู่ใกล้สปอตไลต์แบบนี้ คุณปลอบให้ตายมันก็ไม่หายร้อนหรอก แล้วจะฉีดไม่ฉีดเนี่ย ไม่กล้าฉีดก็เอาเข็มมา เดี๋ยวฉันฉีดให้”

แล้วปราบก็ฉีดยาให้บิลลี่ได้สำเร็จ ครู่หนึ่งมันดีขึ้น นับดาวถามว่ามันเป็นอะไรหรือ ปราบตอบทันทีว่า “มันเป็นวัว” นับดาวสะอึกมองหน้าเขาเคืองๆ แล้วเธอก็กลับไปทำหน้าที่พิธีกรได้อย่างมืออาชีพจริง

แต่ไม่ทันไร งูเขียวตัวนั้นก็เลื้อยออกมา นับดาว ตกใจมากเพราะเป็นคนกลัวงูเขียว ปราบเข้าไปจับงูเขียว ม้วนใส่กระเป๋าเสื้อ บอกว่าแถวนี้งูเขียวเยอะพอๆกับยุง แล้วเดินออกไปปล่อยงูเขียวคืนสู่ธรรมชาติ

ปราบปล่อยงูแล้วเดินมาหาปกป้อง ปกป้องชมว่าเขาเลยกลายเป็นพระเอกไปแล้ว หยอกว่าน่าจะขอนางเอกจุ๊บเป็นรางวัลสักหน่อย

“อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยครับ ไอ้วัวกับงูเขียวเมื่อกี้ รวมกันคูณสองยังไม่ป่วนเท่ายัยนั่นเลย ไปดูแม่เด่นกันก่อนดีกว่าครับ ถ้าไม่มีอะไรจะได้พาแม่เด่นกลับฟาร์มเราเลย”

ปกป้องบ่นเสียดายที่ไม่ได้สานต่อกับอลิสา พอเดินออกไป ปราบหันมองบนเวทีอีกครั้ง ปกป้องถามว่ามีอะไรรึเปล่า

“เหมือนเคยเจอยัยนี่ที่ไหน” ปราบคลับคล้าย คลับคลาแต่นึกไม่ออก

ปกป้องบอกว่าเธอเป็นดารา เขาจะเคยเห็นก็ไม่แปลกหรอก ปราบคิดว่าคงเป็นอย่างนั้นเลยไม่ติดใจ

ooooooo

ที่ทางเข้าไร่ มีป้ายสองป้ายชื่อ ไร่ปรีดาและไร่แห่งความฝัน ที่ไร่ปรีดาของปราบเป็นไร่ปศุสัตว์ มีทั้งวัว ไก่ บ่อปลา และม้าสีดำที่เขาเรียกมันว่า “เฉาก๊วย”

ปราบจะดูแลปศุสัตว์อย่างใส่ใจ มีความสุขในทุกเช้า เสร็จแล้วขับรถเอทีวีกลับบ้านพักที่อยู่ท่ามกลางไร่ที่สวยงาม

วันนี้ ป้ายวงแม่บ้านอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ทำอเมริกันเบรกฟาสต์ครบชุดให้ทาน พอถามว่าทำไมขยันเป็นพิเศษ ได้ความว่าแกถูกหวยสามตัว คุยฟุ้งว่าซื้อตามลายบนลูกวัวที่ปราบบอกวันก่อน บอกปราบว่า อยากให้วัวออกลูกทุกงวดเลย

ปราบบ่นว่า บอกให้เลิกหวยพูดจนเหนื่อยแต่พูดยังไงก็ไม่เข้าหู ตักน้ำรดหัวตอยังมีเห็ดราขึ้นมาบ้าง แต่หัวป้านี่แย่กว่าหัวตออีก ป้ายวงไม่โกรธเพราะถือคติว่า เจ้านายด่าเหมือนเจ้านายให้พร แล้วเร่งให้กินอาหารเช้ากันเถอะ

ปราบเดินยังไม่ทันถึงโต๊ะอาหาร น้อยหน่าลูกสาววัยรุ่นของเขาก็ถือหนังสือพิมพ์มาถามว่ารูปในหนังสือพิมพ์นี่ใช่พ่อไหม พอเขาบอกว่าใช่ น้อยหน่าดีใจมากที่พ่อเป็นพระเอกช่วยนับดาวจากวัวบิลลี่ เซ้าซี้แบบเด็กเห่อดารา อยากให้พ่อขอลายเซ็นให้ เซ้าซี้ถามว่าเธอน่ารักไหม ได้คุยกันไหม ช่วยแล้วเธอได้จุ๊บขอบคุณพ่อหรือเปล่า

ปราบบอกว่าตนไม่รู้จัก น้อยหน่าผิดหวังมาก บอกพ่อว่า

“พี่นับดาวไงคะ เขาเป็นเซเลบชื่อดัง ไอดอลของน้อยหน่าเลยนะ พ่อไม่รู้จักได้ไงเนี่ย”

“ยัยเป็ดไล่ทุ่งนั่นน่ะเหรอ เซเลบชื่อดัง...แปลว่าสังคมไฮโซนี่ตกต่ำเอามากๆ”

น้อยหน่ารบเร้าให้พ่อขอลายเซ็นนับดาวให้ตนด้วย ปราบไม่พูดแต่เดินหนีไปเลย น้อยหน้าทำหน้าง้ำเดินกลับเข้าห้องไปอย่างหงุดหงิด

ooooooo

นับดาวไปทำผมที่ร้านเจ้าประจำเพื่อไปออกงานการกุศลของท่านหญิงเลิศ ช่างทำผมตื่นเต้นมาก บอกว่านี่เป็นงานใหญ่เลยนะเนี่ย นับดาวคุยฟุ้งว่า ไม่ใช่ ใหญ่ธรรมดา งานใหญ่ที่สุดเลยล่ะ ไม่ไฮไม่ฮิปไม่ได้ไปเสนอหน้าในงานหรอก

ช่างถามว่าแล้วอลิสาไม่มาทำผมด้วยหรือ เธอบอกว่าติดธุระสำคัญอยู่ พอทำผมเสร็จนับดาวก็เอาแบงก์พันให้ช่างและแบงก์ห้าร้อยบอกให้ทิปเด็กสระกับเด็กเสิร์ฟน้ำด้วย แล้วเดินออกจากร้านไปอย่างระเหิดระหง

ที่แท้ธุระสำคัญของอลิสาหรือที่นับดาวเรียกว่า น้าอะซ่า คือเอานาฬิการาคาแพงสองเรือนของคุณตาไปจำนำเพื่อเอาเงินมาใช้ในการเช่าชุดและแต่งตัวไปงานของทั้งสองคน จำนำกับอาเฮียกับเจ้าประจำได้เงินมาเก้าหมื่นบาท อลิสาเห็นสร้อยเพชรที่หลุดจำนำ ชมว่าสวย อาเฮียโรงรับจำนำยุให้ซื้อบอกว่าเพิ่งหลุดวันนี้ เอง ราคา 60,000 บาท

อลิสาถอยทันทีแต่ขอเช่าไปออกงานคืนนี้กับหลานสาว ฉอเลาะจนเฮียยอม

สองน้าหลานสวยได้ด้วยชุดและเครื่องประดับที่เช่ามา ร้านเสื้อผ้าบางร้านทวงค่าเช่าที่ค้างไว้ อลิสาต้องคอยรับหน้าเรื่องนี้ บางครั้งก็ขอผัดผ่อนไป บางครั้งพอมีเงินก็จ่ายไป ธุรกิจจึงถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาได้เป็นเวลายาวนาน

แต่การไปทำงานของนับดาว บางครั้งก็ใช่ว่าจะได้เงินสดมาทันที แม้แต่งานเปิดตัวรีสอร์ตที่เพิ่งผ่านมาค่าตัวก็ยังต้องรอเช็คออกในอาทิตย์หน้า

สองน้าหลานคุยกันถึงสมบัติของคุณตานับดาวว่า ทั้งขายทั้งจำนำจนหลุดไปเกือบหมดแล้ว นาฬิกาสองเรือนที่เพิ่งเอาไปจำนำก็เป็นของที่ท่านรักและหวงมากด้วย

“เอาน่า...น้าดูสถานการณ์แล้วเราคงต้องตัดใจปล่อยไปแล้วล่ะ ต้องเอาเงินไปทำอย่างอื่นก่อน คุณตาของดาวเขาไม่ว่าอะไรหรอก ตอนนี้คงไปเกิดใหม่แล้วล่ะ ไม่มาหวงสมบัติเก่าหรอก เชื่อน้าสิ”

ระหว่างเดินเข้าโรงแรมที่จัดงานนั่นเอง เจอนักข่าวที่ชื่อโจโจ้ซึ่งเป็นนักข่าวที่มักถามเรื่องที่ทำให้นับดาวเสียหน้าบ่อยๆ ทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน วันนี้ก็แถเข้ามาถามว่า นับดาวเตรียมเงินมาทำบุญกี่ล้าน

นับดาวตอบกวนประสาทไปว่า นับดาวบนท้องฟ้าได้เท่าไรก็เท่านั้นแหละ

“เหรอฮะ...แต่งานที่แล้วเขาเม้าท์กันว่าให้น้อยนี่ฮ้า...หมายถึงน้อยกว่าคุณเอมี่น่ะฮ่ะ”

เอมี่คือนางแบบใหม่ที่ไม่กินเส้นกับนับดาว เธอจึงแค่หัวเราะขำๆ พอแยกกันไป นับดาวบ่นกับอลิสาว่า ถามแบบนี้สักวันจะเอาไมค์ทิ่มปากให้

“เอาเถอะ...อาชีพเขาน่ะ อย่าไปคิดมากเลย เข้างานกันเถอะ”

ooooooo

ในงานมีรูปถ่ายติดไว้มากมาย ทุกรูปมีหมายเลขและรายละเอียดติดอยู่ แขกพากันเดินดูรูปตามอัธยาศัย นับดาวเดินดูมาสะดุดตารูปหนึ่ง เป็นรูปถ่ายเฉาก๊วยวิ่งอยู่ไกลๆ แต่ที่สำคัญคือ เป็นทิวทัศน์ที่คุ้นตามาก จำได้ว่า ตอนเด็กๆ แม่ชอบอุ้มเธอมานั่งเล่นอยู่ตรงนี้เป็นประจำ...

ขณะนั้นเอง อลิสามาเรียกให้ไปพบคุณพันฤทธิ์หน่อย เพราะได้ข่าวว่าจะเปิดโรงแรมสาขาใหม่ปลายเดือนนี้ ที่สำคัญเป็นคนใส่ซองหนักด้วย ไปให้เห็นหน้าเพื่อจะได้ไม่ลืมเรา นับดาวจึงตามอลิสาไป

การประมูลรูปถ่ายรูปแรกผ่านไปอย่างคึกคัก

นับดาวดูอย่างไม่สนใจนัก แต่ครู่หนึ่งเอมี่ก็เดินเฉิดฉายเข้ามาในงาน พิธีกรสาวผู้มีลูกเล่นลูกล่อลูกชนแพรวพราว ก็ทั้งชมทั้งยอ สร้างความฮือฮาในห้องเป็นอย่างมาก เมื่อเอมี่มาเจอกับนับดาวที่ไม่กินเส้นกัน แม้จะทักทายกันแต่ก็จิกกัดกันทุกคำ

เมื่อมีการประมูลภาพม้าสีดำวิ่งอยู่ไกลๆ ที่นับดาวยืนดูอยู่เมื่อครู่นี้ จึงเกิดการแข่งขันกันระหว่างเอมี่กับนับดาวอย่างดุเดือดเลือดพล่าน จนสุดท้ายนับดาวเลือดขึ้นหน้าจนลืมตัว ประมูลไปในราคาหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท

อลิสาแทบจะเป็นลมกับความระห่ำของหลานสาว เมื่อประมูลได้แล้ว นับดาวจึงรู้สึกตัว ถามตัวเองหน้าซีดๆว่า

“นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย?!”

กลับถึงบ้านแล้ว อลิสายังบ่นว่านาฬิกาสองเรือนยังไม่พอจ่ายค่ารูปนี้เลย นับดาวขอให้น้ามองในแง่ดีก็แล้วกันว่าเป็นเงินที่เขาเอาไปช่วยคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

“จ้ะ...แต่น้าจะบอกให้ว่า เราสองคนนี่แหละ กำลังจะเป็นคนตกทุกข์ได้ยากรายต่อไป พรุ่งนี้ต้องเอาเงินแสนไปจ่ายเขา จะเอาเงินที่ไหนไปให้เขา ถ้าไม่มีเงินจ่าย ได้งามหน้าแน่ว่า นับดาวเซเลบสาวสวย แท้ก็ถังแตก”

นับดาวปลอบใจน้าสาวว่ายังไงเราก็ยังมีข้าวของของคุณตาที่พอจะเอามาแก้ปัญหาได้ อลิสาบ่นว่าตนเป็นลูกสาวภาษาอะไร ฝากฝังอะไรไม่ได้สักอย่าง

“ไม่หรอก น้าอะซ่าดูแลหลานสาวคนเดียวของคุณตาได้เยี่ยมเลยค่ะ” นับดาวให้กำลังใจ อลิสาฟังแล้วก็หัวเราะเยาะตัวเอง นับดาวยังพูดเหมือนเข้าข้างกันเองว่า

“แล้วอีกอย่าง เรื่องเอาของไปจำนำเนี่ย คุณตาก็ดุเราไม่ได้ด้วย เพราะคุณตานั่นแหละประกาศตัวเป็นเศรษฐีใหญ่ตระกูลผู้ดีเก่า แต่ดันเล่นหุ้นจนหมดตัว แถมเป็นหนี้เขาอีก ที่เราสองคนจมไม่ลงลอยไม่ขึ้นอย่างทุกวันนี้ ส่วนนึงก็เพราะคุณตาคุณยายด้วยแหละ”

อลิสาติงว่าอย่าไปว่าท่านเลย ท่านเองก็เสียใจจนตรอมใจตายไปแล้ว นับดาวขอน้าอะซ่าของเธอว่าอย่าโกรธตนเลยนะ ยังไงเราก็เอาตัวรอดได้

“น้าเลี้ยงเธอมา ยิ่งกว่านี้ก็เจอมาแล้ว ไปโกรธอะไรกับเรื่องแค่นี้ยะ ยัยหลานตัวแสบ” อลิสาพูดแล้วก็พากันหัวเราะเบาๆ

ooooooo

สองน้าหลานช่วยกันเลือกรูปที่ออกงานต่างๆ ทั้งรูปถ่ายและที่ตัดจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ จัดใส่ อัลบั้ม ทำไปจิบไวน์พลาง นับดาวบอกว่าไวน์อร่อยจัง อลิสาบอกว่านี่คือสมบัติไม่กี่ชิ้นของคุณตาที่รอดจากโรงจำนำมาได้

ขณะช่วยกันเลือกรูป อลิสาชมว่ารูปที่ปราบกำลังฉีดยาให้เจ้าบิลลี่ที่เบียดนับดาวอยู่ว่า รูปนี้น่ารักดีออก บอกว่าถ้าเขาเอารูปที่เธอเจองูเขียวมาลงละก็...ดูไม่จืดเลย

นับดาวคุยอวดว่างูเห่าตนก็เคยเจอมาแล้ว งูอื่นตนไม่ยั่นหรอก แล้วเธอก็เล่าเรื่องในอดีตที่ทำให้กลัวงูเขียวขึ้นสมองให้ฟังว่า ตอนอยู่โรงเรียนประถมอายุประมาณ 9 ขวบ...

วันนั้น ขณะเธอเล่นกับเพื่อนๆอยู่ จู่ๆก็มีเสียงตามสายประกาศว่า “เด็กหญิงนับดาว ป. 3/1 ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ”

นับดาววิ่งไป พอเลี้ยวที่มุมอาคารก็ถูกนายนิ่งโผล่พรวดมากอดและอุ้มลอยขึ้นไป นับดาวตกใจร้องวี้ด ทำให้ใครๆนึกว่ามีการลักพาตัว ครูสาวคนหนึ่งเข้ามาถามนายนิ่งว่าเขาเป็นใคร จะทำอะไรนับดาว

“เดี๋ยวครับ ผมเป็นพ่อเขาเองครับ” นายนิ่งบอก นับดาวหันมองร้องเรียก “คุณพ่อ” เสียงใส นายนิ่งขยี้หัวลูกอย่างเอ็นดู เมื่อครูแน่ใจว่าเป็นพ่อลูกกันจึงไม่สนใจ นายนิ่งเอ่ยลาครูแล้วอุ้มนับดาวออกไป หลบๆเลี่ยงๆไม่ให้นฤทธิ์กับอัญชัญเห็น

ระหว่างนั่งในรถ นับดาวถามนายนิ่งว่าคุณตาคุณยายไม่เห็นบอกเลยว่าจะให้พ่อมารับ คุณตากับคุณยายไม่รู้ใช่ไหม

“อื้ม...ไม่รู้หรอก ถ้าบอกก่อนพวกท่านคงไม่ยอมให้พ่อรับนับดาวออกจากโรงเรียนหรอก” นับดาวถามว่าทำไมหรือ นายนิ่งบอกว่าจะพานับดาวไปที่ไร่ของพ่อ

“นับดาวรู้ค่ะ คุณตาคุณยายชอบบอกว่าคุณพ่อพาคุณแม่มาที่ไร่ คุณแม่เลยตาย”

นายนิ่งเงียบไปอย่างเจ็บปวดอยู่ลึกๆ นับดาวไม่ทันสังเกต หนูน้อยบ่นว่ารถคุณพ่อเหม็นจัง นายนิ่งเลยเปิดกระจกหน้าต่าง นับดาวตื่นเต้นมากที่เห็นสองข้างทางเป็นไร่ดอกไม้แปลงใหญ่สีสวยงาม

“อู้หู...นับดาวไม่เคยเห็นดอกไม้เยอะแยะขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ” นับดาวตื่นเต้นมาก นายนิ่งมองลูกอย่างเอ็นดู

ooooooo

นายนิ่งพานับดาวมาที่ไร่ปรีดา มีเนื้อที่กว้างขวาง ปรีดาออกมารับ นายนิ่งบอกว่านี่ลูกสาวตน บอกนับดาวให้สวัสดีคุณอา นับดาวสวัสดีอย่างน่ารัก

ขณะนั้นเอง เด็กชายปราบวัย 12-13 ขวบ ถือถาดมีแก้วน้ำมาสองใบ วางไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาไหว้นายนิ่งเชิญให้ดื่มน้ำ ปรีดาถามว่าจะมาคุยเรื่องนั้นหรือ นายนิ่งบอกว่าใช่จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ปรีดาจึงให้ปราบพาน้องออกไปเล่นในฟาร์มก่อน พ่อมีเรื่องจะคุยกับคุณลุง

นับดาวไม่อยากไป ปราบคะยั้นคะยอว่า ไปเถอะผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน ตนจะพาดูฟาร์มให้ทั่วเลย

“ไม่ต้องมายุ่ง” นับดาวตวาด จนนายนิ่งเรียกปราม หนูน้อยหน้าจ๋อยพูดกับปราบอย่างเสียไม่ได้ว่า “จะพาไปไหนก็ไปสิ” แล้วเดินหน้าง้ำตามปราบออกไป

ปราบถามว่าอยากดูอะไร ในฟาร์มนี้มีหมดเลยทั้งวัวเนื้อวัวนม ไก่เนื้อไก่ไข่ ปลานิลกับปลาดุกก็มี นับดาวลอยหน้าถามว่า “อยากดูหมีแพนด้า มีไหม”

“อยากดูหมีแพนด้าต้องไปสวนสัตว์ ที่นี่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะมีหมีแพนด้าได้ไง”

“ก็ไหนตอนแรกบอกมีหมด”

“ทำไมเธอกวนโอ๊ยแบบนี้ เอาใหม่ ตอบดีๆ จะได้พาไปถูก จะดูอะไร”

“ดูมดก็ได้ มีมดไหม”

ปราบมองหน้านับดาวอย่างเริ่มจะเหลืออดแล้ว บอกว่าได้ รอเดี๋ยว แล้วเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ จับอะไรบางอย่างมา บอกว่า “นี่ไง มดตะนอย กัดเจ็บอย่าบอกใครเชียว”

ปราบแกล้งทำเป็นโยนมดใส่ นับดาวหลับตาร้องวี้ดๆเต้นเร่าๆจนปราบขำบอกว่ามดอยู่นี่ เลิกเต้นเป็นคนบ้าได้แล้ว พลางแบให้ดูมดในมือแล้วปล่อยมดลงดินไป ปราบมองนับดาวหัวเราะขำๆ

นับดาวมองปราบอย่างเอาเรื่อง หาทางแก้เผ็ด ถามว่า “เมื่อกี้บอกว่ามีไก่ไข่ด้วยใช่ไหม...อยากดูไก่ตอนออกไข่น่ะ”

ooooooo

ปราบพานับดาวไปที่ฟาร์มไก่ไข่ แนะพันธุ์ไก่พลางหยิบไข่ที่ไก่เพิ่งไข่ออกมาให้ดู นับดาวรับไปอุทานอย่างตื่นเต้นว่า ยังอุ่นๆอยู่เลย

นับดาวทำเป็นตื่นเต้นมาก หยิบไข่ไก่ใส่มือปราบจนเต็ม แล้วเอามาร์กเกอร์จากกระเป๋าดึงปลอกออกจ้องหน้าปราบเขม็ง เดินเข้าหา ปราบไม่กล้าขยับเพราะไข่เต็มมือ

นับดาวแกล้งวาดหน้าปราบแล้ววิ่งหนี ปราบค่อยๆคุกเข่าวางไข่ลงอย่างระมัดระวังแล้ววิ่งไปส่องกระจกที่ห้องน้ำ พอเห็นหน้าตัวเอง ปราบรีบล้าง แต่ล้างไม่ออก เด็กชายกัดฟันกรอด “ยัยตัวแสบ...”

ooooooo

นับดาววิ่งกลับมาที่บ้าน ชะเง้อมองเข้าไปเห็นพ่อยังนั่งคุยกับอาปรีดาไม่เสร็จ บ่นเบื่อๆว่า

“พ่อยังคุยไม่เสร็จอีก เฮ้อ...แล้วจะพาเรามาทำไมเนี่ย??”

ทันใดนั้น นับดาวรู้สึกมีอะไรเย็นๆยาวๆเลื้อยอยู่ที่คอ พอเห็นเป็นงูเขียวเธอแผดเสียงร้องกรี๊ด ปราบบอกด้วยน้ำเสียงปกติว่า

“นี่เป็นงูเขียวหางระเบิด พิษร้ายแรงที่สุด กัดใครละก็...คนนั้นจะปวดหัวจนหัวระเบิดตาย จุ๊ๆๆไม่เอา อย่าร้องสิ ถ้ามันตกใจละก็...มันกัดเธอแน่”

นับดาวไม่กล้าขยับ ร้องบอกให้ปราบเอางูออกไปเร็วๆ ตนกลัว ปราบมีข้อแม้ว่า ต้องขอโทษตนก่อน นับดาวรีบขอโทษ ปราบก็ยังโอ้เอ้ ค่อยๆหยิบกระป๋องที่เตรียมมา เอาตะเกียบจุ่มลงไปแล้วเอาขึ้นมาเขียนที่หน้านับดาว เธอลืมตาถามว่าอะไรน่ะ เหม็นจังเลย

“กาวยางผสมขี้ไก่...อยู่เฉยๆนะ ถ้าดุกดิกล่ะก็...งูกัดไม่รู้ด้วยนะ”

นับดาวยืนตัวแข็งทื่อ แทบไม่กล้าหายใจ จำต้องปล่อยให้ปราบเขียนที่หน้าตามใจชอบ...

ooooooo

นายนิ่งคุยกับปรีดาเสร็จพอดี นายนิ่งสรุปกับปรีดาว่าเป็นอันว่าเอาตามนั้นก็แล้วกัน แล้วปรีดาก็มองหาบ่นๆว่าไม่รู้เด็กสองคนหายไปไหนกัน

ทันใดนั้น นับดาวร้องไห้ออกมา ฟ้องพ่อว่าถูกปราบแกล้ง พอเงยหน้ามองพ่อ นายนิ่งเห็นที่หน้าผากลูกเขียนว่า ขอโทษค่ะ ที่แก้มซ้ายเขียนว่า พี่ และแก้มขวาเขียนว่า ปราบ

ปรีดาตกใจหันไปเห็นปราบยืนที่ประตู เรียกลูกอย่างโมโหว่า

“ปราบ...มานี่เลย ทำไมต้องแกล้งน้องแบบนี้ด้วย” ปราบอ้างว่าตนโดนแกล้งก่อน นับดาวเถียงฉอดๆ ว่าไม่จริง ปราบแกล้งโยนมดตะนอยใส่ตนก่อน ปราบโต้ว่าไม่ได้โยนแค่ขู่เฉยๆ นับดาวฟ้องอีกว่า ปราบยังหัวเราะเยาะตนด้วย

“ก็เธอกวนโอ๊ยนี่นา” ปราบโต้ ต่างจ้องหน้ากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ปรีดากับนายนิ่งสบตาแล้วปรึกษากันเบาๆ อย่างหนักใจ ปรีดาถามว่าหรือเราควรจะเปลี่ยนใจ หาวิธีอื่นดีไหม

“ไม่หรอก แค่เด็กทะเลาะกัน ผมว่าอย่าเอามาเป็นประเด็นเลยครับ กว่าจะถึงวันนั้น พวกเขาก็โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่มาทะเลาะกันแบบนี้หรอก”

เมื่อนายนิ่งพานับดาวนั่งรถกลับ ปรีดากับปราบมายืนโบกมือส่ง สองพ่อลูกโบกมือตอบ นายนิ่งถามนับดาวว่าชอบที่นี่ไหม

“ก็สวยดีค่ะ แต่เกลียดค่ะ โดยเฉพาะคนที่ชื่อปราบ”

นายนิ่งหัวเราะขำอารมณ์เด็ก บอกลูกว่า “ก็เราไปแกล้งเขาก่อนนี่นา ไอ้ขี้ไก่ผสมยางเนี่ยพ่อก็เคยเล่น เดี๋ยวรอมันแห้งก็ล้างออกง่ายๆ แต่กลิ่นนี่สิ อยู่ติดไปอีกหลายวันเลยล่ะ”

“ยี้...” นับดาวทำเสียงขยะแขยง แต่แล้วก็หัวเราะสะใจ “สมน้ำหน้า ปากกานั่นน่ะลบไม่ออกหรอก อีกหลายวันเลยล่ะกว่าจะหาย ฮิๆๆ” นับดาวสะใจจนลืมขี้ไก่และกลิ่นเหม็นบนหน้าตัวเองไปชั่วขณะ

“บางทีอีกไม่กี่วัน นับดาวอาจจะได้กลับมาเจอเขาอีก หรือไม่ก็...อาจจะไม่ได้เจอกันอีกนานเลย”

นับดาวเล่าที่มาของความกลัวงูเขียวให้น้าอลิสาฟัง พอเล่าจบหันมอง ปรากฏว่าน้าหลับปุ๋ยไปแล้ว...

ooooooo

ปราบมีคลินิกสัตวแพทย์เล็กๆในอำเภอ มีแก้วเด็กสาวผู้เรียบร้อยน่ารักเป็นผู้ช่วย วันนี้ปราบมาบอกว่า จะเข้ากรุงเทพฯ ถามว่าเอาอะไรไหม

แก้วบอกว่าเรื่องอาหารสัตว์ที่เสีย โทร.ไปแจ้งแล้วเขายังยึกยัก ปราบบอกว่าเดี๋ยวจะไปจัดการเอง ฝากดูแลคลินิกด้วย

ที่โรงแรม 5 ดาว ในกรุงเทพฯ นับดาวขับรถสปอร์ตคันหรูเข้ามาจอดที่จุดรับส่ง พนักงานออกมารับรถ เธอเดินเข้าไปในโรงแรมพร้อมกับอลิสา

อลิสาบอกนับดาวว่า เมื่อคืนตนสวดมนต์ภาวนาทั้งคืน ให้ใครเดินมาสะดุดรูปนั้นให้มีตำหนิเสีย เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินแสนห้า นับดาวหัวเราะอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี คลำคอตัวเอง ถามอลิสาว่าสร้อยเพชรเมื่อคืนเอาไปคืนเฮียแล้วหรือยัง

“ยังเลย กะว่าเดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็จะไปคืนเขา”

“ขอให้ใส่อีกทีสิคะ คอมันโล่งๆ ยังไงไม่รู้” สองน้าหลานพูดกันอย่างเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำกันจนชิน

ooooooo

ตอนที่ 2

นับดาวไปจ่ายเงินค่ารูป จึงรู้ว่าเป็นรูปที่ปราบเป็นคนถ่าย เธอชำระโดยใช้การ์ด ระหว่างพนักงานรูดบัตรนั้น อลิสาออกอาการลุ้นจนเกร็งกลัวไม่ผ่าน นับดาวเดินเข้าไปกระซิบบอกว่า เก็บอาการหน่อย

หลังจ่ายค่ารูปแล้ว พนักงานเชิญไปถ่ายรูปร่วมกัน โดยมีท่านหญิง นับดาว อลิสา และปราบ พอปราบกับนับดาวเจอหน้ากัน ต่างก็ชักสีหน้าใส่กัน นับดาวถามว่ารูปนั้นเขาถ่ายเองหรือ พอเขาตอบว่าใช่ เธอพูดเชิดๆว่า

“ไม่นึกว่าคนเลี้ยงวัวก็ถ่ายรูปเป็น” ปราบบอกว่าที่จริงตนเป็นสัตวแพทย์ เลยถูกด่าแรงเข้าไปอีกว่า “มิน่า ดูท่าทางคุณไม่ค่อยคุ้นกับมารยาทการเข้าสังคมมนุษย์ คงอยู่กับสิงสาราสัตว์มากไปสินะคะ”

ปราบพยายามญาติดีด้วย บอกว่า ถ้าวันก่อนตนเสียมารยาทไปก็ขอโทษด้วย เธอบอกว่าไม่เป็นไร ตนไม่ถือ ปราบฝืนยิ้มกับท่าทีเหยียดๆของเธอ

เมื่อพนักงานยกรูปขึ้นมาตั้งบนเวทีและจัดยืนถ่ายรูปกัน เจ้าหน้าที่ให้ปราบกับนับดาวยืนชิดๆกันหน่อย และให้ยิ้มด้วย ถ่ายรูปเสร็จเจ้าหน้าที่บอกว่าแล้วจะส่งรูปไปให้ ปราบหันมายิ้มกวนๆ ถามนับดาวว่าจะให้ตนเซ็นชื่อให้ไหม

“ขอบคุณ แต่ไม่เป็นไร ฉันไม่ต้องการลายเซ็นของคุณ” พูดแล้วเดินเชิดลงเวทีไปเลย

ปราบหยิบสมุดเล่มเล็กๆกับปากกาขึ้นมา มองตามคิดๆ ท่าทางลังเล ในที่สุดตัดสินใจเดินตามไปขอลายเซ็นของเธอ ท่าทางเขินๆ นับดาวหัวเราะพูดขำๆว่า

“วันนั้นคุณคงยังไม่รู้สินะว่าฉันเป็นใคร วันนี้คงรู้แล้วสินะ มิน่าถึงดูมีมารยาทเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตนได้ขนาดนี้ เอาเถอะ คนอย่างฉันไม่ใช่คนใจจืดอะไร ใครกลับตัวกลับใจฉันก็ให้อภัยได้เสมอแหละ อยากได้ลายเซ็นฉันใช่ไหม”

“ครับ” ปราบกล้ำกลืนตอบไปอย่างยากเย็น

“จะถ่ายรูปด้วยก็ได้นะ จะได้เอาติดโชว์เพื่อนๆ ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตคุณได้ถ่ายรูปคู่กับฉันน่ะ”

ปราบสะกดกลั้นอารมณ์สุดขีด ยื่นสมุดโน้ตและปากกาให้

พลันทั้งคู่ก็ชะงักเมื่อเสียงโวยวายดังลั่นมา พอหันมองเห็นอลิสากับปกป้องกำลังพะบู๊กันอยู่!

ooooooo

เหตุเพราะปกป้องอยากสานต่อความสัมพันธ์กับอลิสา เขาเดินเข้าไปเช็กแฮนด์ผูกมิตร แต่พอได้จับมือเธอ เขากลับดึงไปจูบหลังมือบดบี้อย่างเมามัน อลิสาชักมือออกตบเพียะสุดแรง ปากก็โวยวายด่าว่าลามก

นับดาวกับปราบวิ่งมาดู ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ปกป้อง ฟ้องก่อนว่า “ยัยนั่นน่ะดิ มาตบหน้าฉัน” ส่วนอลิสาก็โวยวายว่า ตนถูกทำอนาจาร

ทั้งสองกล่าวโทษกันไปมาเสียงดังลั่น เจ้าหน้าที่ที่มาระงับเหตุมองสองคนงงๆ ปราบบอกเจ้าหน้าที่คนนั้นว่าปกป้องเป็นอาของตน ส่วนท่านหญิงที่คุยอยู่กับแขกอีกมุมหนึ่งหันมองอย่างสงสัย

นับดาวเข้าไปกระซิบอะไรกับอลิสา พออลิสามองไปทางท่านหญิงที่มองมาทางนี้ ท่าทีก็เปลี่ยนไป บอกปกป้องว่า ถือว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็แล้วกัน ปกป้องไม่วายขี้หลีขอเริ่มต้นใหม่อีกที เลยถูกอลิสาด่า “บ้า!”

นับดาวถามปราบว่า นี่ญาติเขาหรือ ปราบรับอย่างผ่าเผยว่า ใช่ เลยถูกอบรมยาวเหยียดว่า

“วันนี้ฉันเกรงใจท่านหญิงหรอกนะ ฝากบอกญาติคุณด้วยว่า อย่าทำอะไรห่ามๆอย่างนี้อีก ไม่งั้นติดคุกแน่...ไปกันเถอะค่ะน้าอะซ่า” พูดแล้วปาสมุดโน้ตกับปากกาลงตรงหน้าปราบ แล้วเดินสะบัดไปเลย

“ฮึ่ย...นี่ถ้ายัยนี่เป็นผู้ชายละก้อ...ฮึ่ม!” ปราบได้แต่คำรามกับตัวเอง

ระหว่างสองน้าหลานเดินออกจากโรงแรมนั้น อลิสามองหลังมือตัวเองที่ถูกปกป้องจูบบดบี้อย่างเมามัน บ่นว่าล้างมือตั้งหลายรอบแล้ว ยังไม่หายขยะแขยง ส่วนนับดาว พอได้ยินชื่อปราบก็รู้สึกเหม็นขี้ไก่ขึ้นมาทันที อลิสาช่วยสูดดมก็ยืนยันว่าไม่มี บ่นหลานสาวว่า เพี้ยนไปใหญ่แล้ว

ooooooo

ปราบกับปกป้องเดินมาที่ลานจอดรถ ปกป้องถามมึนๆว่า ปราบอยากได้ลายเซ็นนับดาวมากขนาดนั้นเลยหรือ

“ผมอยากเอาไปให้น้อยหน่าน่ะครับ เห็นเขาปลื้มยัยหมามุ่ยนี่มาก” ปกป้องหัวเราะพูดขำๆว่า ท่าทางจะคันคะเยอสมชื่อหมามุ่ยจริงๆ ไม่รู้ว่าน้อยหน่าชอบเข้าไปได้ยังไง

ปราบจึงปรารภให้ฟังว่า พักนี้น้อยหน่าท่าทางห่างเหินตนไปทุกที พูดอะไรกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แถมยังเอาแต่ใจตัวเอง พอไม่ได้ดั่งใจก็งอนไม่ยอมพูดด้วย

ปกป้องบอกว่าเขาต้องโทษตัวเอง เพราะตนเคยเตือนแล้วว่าอย่าตามใจมาก ปราบอ้างว่าตนกลัวลูกขาดความอบอุ่นเพราะไม่มีแม่ แต่ไม่คิดว่าลูกจะเป็นแบบนี้ ปกป้องเลยยุให้หาแม่ใหม่ให้ลูกเสีย หาตอนนี้ก็ยังพอทัน

“ไม่ล่ะครับ ขี้เกียจหาเหาใส่หัว ผมยอมให้ยัยน้อยหน่าเป็นคนเอาแต่ใจดีกว่า ถ้าต้องให้มาเสียเวลาไปไล่จับผู้หญิง ผมไม่เอาด้วยหรอกครับ” ปกป้องเลยหยอกว่า สงสัยชาติที่แล้วจะเป็นนกเป็ดน้ำ เพราะนกพวกนี้จะรักเดียวใจเดียว พอคู่ตายมันก็จะไม่หาคู่ใหม่ไปตลอดชีวิตเลย ปราบเลยบอกว่า “ชาติที่แล้วผมอาจเป็นนกเป็ดน้ำจริงๆก็ได้มังครับ”

“แต่ชาตินี้นายเกิดเป็นคนนะ” ปกป้องยังพยายามลุ้น

ooooooo

เสร็จจากงานที่โรงแรมแล้ว ปราบไปที่ร้านขายอาหารสัตว์ จะเอาเรื่องที่ทางร้านไม่ส่งอาหารสัตว์ไปเปลี่ยนที่เน่าให้ พนักงานในร้านก็อ้างแต่ว่า หัวหน้าไม่อยู่ เจ้าของไม่อยู่ ตนเป็นลูกจ้างจัดการอะไรไม่ได้

ระหว่างโต้เถียงกับพนักงานร้านขายอาหารสัตว์อยู่นั้น ปราบก็ได้รับโทรศัพท์จากน้อยหน่าเซ้าซี้เรื่องให้ขอลายเซ็นนับดาว ปราบพูดกับลูกอย่างอ่อนหวาน เสร็จแล้วหันไปโต้เถียงกับพนักงานคนนั้นต่อ

พนักงานได้ยินปราบคุยโทรศัพท์เสียงอ่อนโยน ก็เปลี่ยนท่าทีกลายเป็นแข็งกร้าว ท้าว่าอยากทำอะไรก็ทำเลย แล้วเดินเข้าร้านไปอย่างไม่แยแส ปราบเหลือบเห็นหนังสือพิมพ์วางอยู่ ฉุกคิดอะไรได้ เลยโพล่งออกไปว่า

“ผมจะไปแจ้งความให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวหน้าหนึ่ง พรุ่งนี้บริษัทคุณเจ๊งแน่” ถูกพนักงานเย้ยว่า หนังสือพิมพ์ที่ไหนจะมาลงข่าวอาหารสัตว์เน่า ปราบโยนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงตรงหน้าพนักงาน บอกว่า “ลงให้แน่ เพราะผมมีเส้นกวยจั๊บ”

พอพนักงานคนนั้นเห็นรูปปราบถ่ายคู่กับนับดาวในหนังสือพิมพ์ก็ตาโต ถามว่ารู้จักนับดาวด้วยหรือ พอปราบบอกว่า ซี้ปึ้กกันด้วย พนักงานคนนั้นก็หน้าจ๋อย

ออกจากร้านขายอาหารสัตว์ ปราบสะใจที่ขู่พนักงานคนนั้นได้ คุยกับปกป้องว่า ครั้งนี้ต้องขอบคุณยัยหมามุ่ย ถ้าไม่ได้รูปนั้นคงไม่จบง่ายๆ

“เดี๋ยวนี้คนมันกลัวสื่อมากกว่ากลัวตำรวจเสียอีก เฮ้อ...ถ้ามันกลัวเสียชื่อเสียงมันก็น่าจะทำตัวดีๆแต่แรก ไอ้คนพวกนี้มันทุเรศจริงๆ” ปกป้องบ่นอย่างสมเพช

ขณะนั้นเองมีเมสเสจจากน้อยหน่าเตือนเรื่อง

ขอลายเซ็นนับดาวอีก ปกป้องบ่นว่าน้อยหน่าเห็นพ่อเป็นคนใช้รึไง ถึงได้ใช้เอ๊า...ใช้เอา พอปราบเอาโทรศัพท์มากดปกป้องพูดอย่างสะใจว่า “เออดี...ต้องโทร.ไปด่ามันหน่อย เอาแต่ใจตัวเองอยู่เรื่อย”

“สวัสดีครับ...คุณกิ่งเลขาท่านหญิงใช่ไหมครับ...ผมปราบครับ คืออยากรบกวนถามทางไปบ้านคุณนับดาวหน่อยครับ พอดีมีธุระด่วนน่ะครับ”

ปกป้องได้ยินถึงกับยกมือตบหน้าผากตัวเอง แบบ...ให้มันได้ยังงี้ซี้!

ooooooo

รูปที่นับดาวถ่ายคู่กับปราบนั้น มีทั้งคุณและโทษ คุณคือช่วยปราบให้เจรจาเรื่องอาหารสัตว์เน่าได้สำเร็จ ส่วนโทษคือ พอเจ๊กิมฮวยเห็นรูปนับดาวก็ประกาศจะตามล้างตามเช็ดเสียให้สะใจ คว้าโทรศัพท์โทร.ออกทันที

ไม่นานนัก ขณะนับดาวกำลังดูรูปที่ประมูลมาได้ด้วยความรู้สึกผูกพันทั้งที่ยังนึกไม่ออกว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น ก็มีคนมากดกริ่งหน้าบ้าน อลิสาออกไปดูแล้วหน้าตาตื่นมาบอกนับดาวว่าตำรวจมา!

แต่ตำรวจตามเข้ามาด้วย เอารูปนับดาวถ่ายกับปราบออกมาถามว่านี่รูปเธอใช่ไหม พอนับดาวรับว่าใช่ ตำรวจแจ้งข้อหาทันทีว่า มีคนแจ้งว่าสร้อยเพชรที่เธอใส่อยู่นี้ เป็นสร้อยที่ถูกขโมยไป ซึ่งได้แจ้งความพร้อมรูปพรรณสัณฐานไว้แล้ว ถามว่าตอนนี้สร้อยอยู่ที่ไหน

สองน้าหลานอึกอัก ก็พอดีกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นอีก อลิสาบอกตำรวจว่าให้อยู่ในนี้อย่าให้ออกไป เพราะขืนออกไปมีคนเห็นจะเป็นข่าวครึกโครมเสียหายอีก นับดาวจึงออกไปเปิดประตูเอง

นับดาวออกไปเจอปราบมายืนรอที่หน้าประตูรั้ว เขาต้องข่มใจอย่างหนักเพื่อจะขอลายเซ็นของเธอไปให้น้อยหน่า

นับดาวกำลังอารมณ์เสีย ออกมาเจอหน้าปราบที่ไม่กินเส้นกัน ก็ทั้งเหวี่ยงทั้งวีนใส่บอกว่ามีอะไรก็รีบว่ามาตนมีธุระสำคัญ ปราบยิ่งเสียความรู้สึก พอนับดาวตวาดถามว่าตกลงไม่มีธุระอะไรใช่ไหม เขาตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปที่รถ ยังได้ยินเสียงด่าตามหลังมาว่า

“ประสาท! ไอ้ขนมปังขึ้นรา...คนอะไรทุเรศจริงๆ”

พอกลับเข้าไปคุยกับตำรวจต่อ สองน้าหลานเล่าความจริงให้ฟังว่าสร้อยเพชรนี้ตนเช่ามาจากเฮียโรงรับจำนำ แล้วพาตำรวจไปคุยกับเฮีย เมื่อตำรวจรู้ความจริงเช่นนั้นจึงไม่เอาเรื่อง แต่มีข้อแม้เมื่อเธอขอให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับว่า

“คุณก็เป็นคนสวย มีชื่อเสียง หึๆ อยากขออะไรบางอย่างจากคุณ คงต้องให้เปลืองเนื้อเปลืองตัวบ้าง ไม่นานหรอกครับ ไม่กี่ชั่วโมง รับประกันว่าไม่เหนื่อย แถมอาจจะมีความสุขด้วย”

นับดาวกับอลิสามองกันหน้าซีด อลิสาไม่อยากให้นับดาวทำ เสนอตัวจะทำแทน นับดาวขอแก้ปัญหาเอง ถาม

ตำรวจอย่างไม่หวั่นไหวว่า ตนพร้อมแล้วตกลงจะให้ทำอะไร

ooooooo

ปราบกับปกป้องกลับไปนั่งคุยกันหน้าเครียดที่ห้องรับแขกในบ้าน ปกป้องให้ปราบบอกความจริงแก่น้อยหน่าว่านับดาวเป็นคนอย่างไร เขาต้องถูกนับดาวดูถูกและด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสียขนาดไหน เผื่อลูกจะเข้าใจ เมื่อรู้ถึงนิสัยที่เป็นจริงของนับดาว

“เอาไว้ให้เขาโตกว่านี้อีกหน่อยดีกว่าครับ ค่อยสอนให้เขารู้ถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของคน” ปราบยังไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของลูก

ทันใดนั้น น้อยหน่าเดินเข้ามา เธอตรงเข้าไปขอโทษพ่อที่ทำให้พ่อต้องโดนคนอื่นดูถูกเพียงเพราะตนอยากได้ลายเซ็นของนักแสดงคนนั้น บอกว่าตนไม่อยากได้ลายเซ็นของนับดาวแล้วทั้งยังเกลียดด้วย พูดแล้วกอดพ่อไว้อย่างสำนึกผิด ขอโทษพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า ปราบกอดน้อยหน่า บอกลูกว่า “เรื่องเล็ก ไม่เป็นไรหรอก”

แล้วตีสี่คืนนี้เอง ปกป้องก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องนก เขารีบไปปลุกปราบ

“เมื่อกี้น้องนกโทร.มาแล้ว บอกให้รีบไป เขากลัวอวัยวะเพศจะฉีก ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน มันใหญ่เอาเรื่อง คามาตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว ป่านนี้คงทรมานแย่แล้ว”

ปราบรีบลุกขึ้นคว้าเสื้อใส่หยิบเครื่องมือสัตวแพทย์ออกจากบ้านไปทันที

ไปถึงเจอวัวของน้องนกท่ีกำลังตกลูกแต่ลูกคาอยู่จนมันร้องอย่างเจ็บปวด ปราบรีบเข้าช่วยทำคลอดจนลูกวัวออกมาอย่างปลอดภัย เขาตำหนิน้องนกว่าใจดำ ปล่อยให้มันทรมานตั้งค่อนคืน เกิดมันทนไม่ได้ตายขึ้นมาจะว่าอย่างไร

“ขอบพระคุณมากนะคะคุณหมอ เฮ้อ ทั้งอำเภอมีสัตวแพทย์อยู่คนเดียว ถ้าไม่ได้คุณหมอคงแย่แน่ๆ” น้องนกชื่อน่ารักแต่อ้วนเป็นตุ่มยกมือไหว้ชดช้อย

ปราบดุน้องนกว่าต่อไปถ้ามีอะไรแบบนี้อีกให้รีบเรียกเลย อย่างกรณีนี้ถ้าช้าอีกนิดเดียวคงตายทั้งแม่ทั้งลูก แล้วเร่งปกป้องว่าต้องรีบไปดูควายบ้านพี่แหยมเพราะท้องผูกมาเป็นอาทิตย์แล้วไม่รู้กินอะไรเข้าไป

ปกป้องบอกน้องนกว่าอย่าโกรธปราบเลยนะ เขาก็เป็นคนอย่างนี้แหละ

“โกรธเกิดอะไรล่ะจ๊ะ เอาอะไรมาพูดเนี่ย เขารู้กันทั้งอำเภอว่าหมอปราบน่ะปากร้ายแต่ใจดีอย่างกับพ่อพระ คนแบบนี้มีแต่คนรัก ดีกว่าไอ้พวกปากหวานแต่ถึงเวลาเราเดือดร้อนไม่ยอมช่วยอะไรสักนิด พี่ป้องไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องโกรธเรื่องเกลียดหมอปราบเนี่ย ลืมไปได้เลย ชาตินี้ฉันไม่มีวันเกลียดหรอก เดี๋ยวรอมะยงชิดออกก่อนจะเอาไปให้”

ปกป้องยังก้อร่อก้อติกน้องนกอยู่ จนปราบตะโกนเร่งจึงรีบไป

ooooooo

นับดาวกับอลิสากังวลไม่รู้ว่าตำรวจจะให้ทำอะไรที่บอกว่าเปลืองตัวเล็กน้อย เหนื่อยนิดหน่อยแต่มีความสุข จนกระทั่งตำรวจพาไปที่ลานอเนกประสงค์ของชุมชนที่กำลังจัดงานวันเด็กกันและให้นับดาวไปให้ความบันเทิงแก่เด็กๆ ซึ่งนับดาวก็พอใจและเล่นกับเด็กๆอย่างสนุกสนาน

แต่ลึกๆแล้วก็อดกังวลไม่ได้กลัวสื่อมาพบในงานเล็กๆของชุมชนแล้วจะเอาไปวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานา แต่นับดาวยังไม่ทันขึ้นเวที ผู้กำกับก็มาเบรก บอกว่าเธอไม่ต้องขึ้นเวที ทั้งยังตำหนิตำรวจที่จัดการเรื่องนี้ด้วย บอกนับดาวว่า รีบกลับไปเสีย เพราะยังไปรับงานที่ห้างทัน ไปตอนนี้น่าจะได้สัก 2-3 งาน

แต่พอนับดาวจะไป เด็กๆก็พากันตะโกน “นับดาวว้าวแซบ...นับดาวว้าวแซบ...นับดาวว้าวแซบ...” จนนับดาวตัดใจไม่ได้ ผู้กำกับเลยให้ตำรวจคนนั้นขึ้นไปแทน เป็นมุกเรียกเสียงฮาจากเด็กๆ แล้วให้นับดาวรีบหลบไป

เด็กๆยังคงเรียกร้องนับดาวไม่หยุด ในที่สุดเธอจึงไปขึ้นเวที และเป็นจังหวะที่ฟู่มาเจอพอดี ฟู่ถ่ายรูปนับดาวเล่นกับเด็กๆ อลิสามาห้ามระแวงว่าฟู่จะมาถ่ายรูปนับดาวไปเขียนในทางไม่ดี ถามว่าหรือตอนนี้ฟู่ย้ายไปอยู่ฝั่งเอมี่แล้ว

แต่สุดท้ายอลิสาก็เป็นคนปลอบใจนับดาวเองว่า “พี่ฟู่เขาไม่ได้หวังร้ายอะไรกับดาวหรอกนะ เขาบอกให้เรามองมุมกลับ” นับดาวถามว่าหมายความว่ายังไง “เดี๋ยวพรุ่งนี้ดาวก็รู้” อลิสาตอบแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

ooooooo

รุ่งขึ้น  เอมี่ลงมาจากข้างบนถามสาวใช้ว่าคุณพ่อ

คุณแม่ไปไหน พอรู้ว่าไปตีกอล์ฟ เธอเดินมาที่โต๊ะหยิบหนังสือพิมพ์หลายฉบับขึ้นมาดู มีรูปตัวเองไปงานห้างหรู บรรยายสั้นๆแต่ในหน้าเดียวกันกลับมีรูปนับดาวใหญ่กว่าและบรรยายอย่างดีว่า

“ขณะที่ดาราดังและคนดังทั้งหลายไปร่วมงานวันเด็กที่ใหญ่โตหรูหรา นับดาวกลับเลือกมาให้ความสุขกับเด็กๆชาวบ้านที่ขาดโอกาส งานนี้ต้องเรียกว่าคุณนับดาวเป็นนางฟ้าบินลงมาหาเด็กๆอย่างแท้จริง น่าชื่นชมจริงๆ”

เอมี่แทบจะขว้างหนังสือพิมพ์ทิ้งอย่างขัดใจที่ยกย่องนับดาวยาวเหยียดแต่ทีข่าวของตนกลับลงอย่างเสียไม่ได้

ฝ่ายนับดาวกับอลิสาต่างสะใจมาก ชมว่าพี่ฟู่อ่านเกมขาดจริงๆ ดีใจไม่ทันไรบริษัทหนังก็โทร.เข้ามือถือของอลิสาแจ้งว่าที่นัดจ่ายเช็คพรุ่งนี้ขอเลื่อนไปอาทิตย์หน้า อลิสาหนักใจว่าเงินจะชักหน้าไม่ถึงหลัง นับดาวบอกว่าใจเย็นๆเดี๋ยวก็มีทางออกเองแหละ แต่อลิสาก็ยังอดกังวลไม่ได้

ooooooo

นับดาวกับเอมี่นับวันก็ยิ่งเข่นเขี้ยวแข่งขันกันรุนแรง แม้แต่รองเท้าที่ไปเจอคู่เดียวกันก็แย่งกันเอาเป็นเอาตาย จนคนขายแก้ปัญหาให้โดยเอาอีกคู่หนึ่งเหมือนกันมาให้จะได้ไม่ต้องแย่งกัน

พอคนขายแก้ปัญหาให้แบบนี้ เอมี่ก็กลับบอกว่าตนจะไม่ใช้ของเหมือนนับดาวเป็นอันขาด แล้วเดินเฉียดไหล่นับดาวออกไป ในที่สุดนับดาวก็ต้องซื้อทั้งสองคู่ เธอได้แต่ยิ้มแห้งๆกับชัยชนะที่นำความทุกข์มาให้

เมื่อเธอไปที่ร้านอาหารหรูในโรงแรม เจอชนะชัย ที่กำลังคบหากันอยู่ เขาเพิ่งกลับจากต่างประเทศ พอลงจากเครื่องก็แวบมาหานับดาวก่อน เมื่อกลับถึงบ้าน เจอชัชฎาผู้เป็นแม่นั่งอ่านนิตยสารภาษาอังกฤษอยู่ แม่ถามอย่างใจจดจ่อรอคอยว่าการเจรจาธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง

“เขาบอกเขายังไม่พร้อมครับ...แต่เขาก็ยังสนใจจะร่วมมือกับเรานะครับ ถ้าเราเสนอโปรเจกต์ที่เขาคิดว่าน่าสนใจ”

“ไม่ได้เรื่องเลย แกก็รู้ว่า ถ้าการเจรจาครั้งนี้ไม่ ประสบความสำเร็จ มันหมายถึงอะไร แกยังกล้าทำให้ฉันผิดหวังอีกรึ” แล้วชัชฎายิ่งหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าลงเครื่องแล้วชนะชัยไปดินเนอร์กับนับดาวก่อนกลับบ้าน แต่ก็ถามอย่างคาดหวังว่าเป็นยังไงบ้าง ยํ้าว่า “ตระกูลนี้เขาเป็นตระกูลเก่า รํ่ารวยมาก ที่ทางเต็มไปหมด ฉันหวังว่าแกคงไม่พลาดอีกนะ”

พูดแล้วก้มอ่านหนังสือต่อ ปล่อยให้ชนะชัยยืนเก้ๆกังๆอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินออกไป

ooooooo

น้อยหน่าเกลียดนับดาว สมคบกับตะวันวาดโพสต์ด่านับดาวอย่างหยาบคายไร้สาระ แต่ไม่ทันส่ง ปราบก็มาขอใช้เครื่องเพื่อสั่งยา ปรากฏว่า ปราบกดส่งข้อความนั้นไปด้วย ทั้งสองตกใจแต่ก็หาข้อแก้ตัวว่าพวกตนไม่ได้ส่งแต่พ่อเป็นคนส่ง

กลายเป็นเรื่องฮือฮาในวงสังคม แก้วอ่านให้ปราบฟัง แม้ปราบจะไม่ชอบนับดาวแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการด่าอย่างไร้สาระแบบนี้ ถามแก้วว่ารู้ไหมว่าใครเป็นคนทำ น้อยหน่าฟังอยู่ เธอหนาวๆร้อนๆ แต่ก็อุบเงียบไว้

ส่วนนับดาวอ่านแล้วเชื่อว่าเป็นฝีมือเอมี่แต่ไม่บอกชื่อตรงๆ ทำมือเป็นอักษรย่อตัวเอกับนักข่าว นักข่าวจึงไปถามเอมี่

ทั้งเอมี่และนับดาวเลยด่ากันผ่านสื่ออย่างเมามัน สื่อก็กลายเป็นสื่อกลางให้ทั้งสองด่ากันไปด่ากันมาเป็นที่ฮือฮา

ครีเอทีฟที่รับจัดงานเปิดตัวสินค้าเสนอให้ทั้งคู่มาเดินแบบเปิดตัวสินค้าด้วยกัน รับรองดังระเบิดแน่ๆ คนต้องแห่กันมาดูคู่เกาเหลาที่จะมาเจอกันในงาน

แต่นี่เป็นโอกาสให้พี่ฟู่หาข้ออ้างขึ้นค่าตัวให้

นับดาวที่ต้องไปเผชิญหน้ากับคู่ปรับ นับดาวได้ขึ้นค่าตัวเพิ่มจากปกติถึงสามเท่า เธอพูดติดตลกว่ารู้อย่างนี้ตนตบกับเอมี่ตั้งนานแล้ว

งานนี้รู้ถึงหูปกป้อง เขาหว่านล้อมให้ปราบไปด้วยกันเพราะเชื่อว่านับดาวไปอลิสาก็ต้องไป หมายจะไปป้ออลิสาต่อทั้งหว่านล้อมทั้งขอร้อง จนปราบยอมไปด้วย

ooooooo

ถึงวันงาน เอมี่แอบเอาสนับมือติดตัวไปด้วยเผื่อปะทะกับนับดาวจะได้ใช้ บรรดาสื่อต่างพากันมาสังเกตสองนางแบบคู่เกาเหลา พอนับดาวเข้ามาในงาน นักข่าวก็กรูกันเข้าไปเก็บช็อตเด็ด

ปรากฏว่า พอสองสาวเจอกันก็โผเข้ากอดกันราวกับรักกันปานจะกลืน ต่างพร่ำความรักความปรารถนาดีต่อกันจนบรรดาช่างภาพกดชัตเตอร์มือเป็นระวิง

แต่พอแยกออกมา นับดาวบอกอลิสาว่ากลับไปต้องเอาน้ำมนต์อาบตัวล้างซวยเพราะกอดเอมี่อยู่ตั้งนาน

ปกป้องเคี่ยวเข็นพาปราบมางานแต่ไก่โห่ จนปราบบ่นว่ามาทำไมเขายังไม่เปิดงานเลย ปกป้องบอกว่าขืนมาตอนเปิดงานแล้ว อลิสาคงยุ่ง ตนก็จะไม่มีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้น ปราบฟังแล้วถอนใจหน่ายๆกับความขี้ป้อเป็นไก่แจ้ของอา

ooooooo

ที่หลังเวที บรรดานางแบบและทีมงานกำลังเตรียมตัวกัน นับดาวสะดุดตากับชุดสวยชุดหนึ่ง สไตลิสต์ บอกว่านั่นคือชุดฟินาเล่ เธอถามว่าแล้วจะให้ใครใส่หรือ สไตลิสต์อึกอัก พลันก็ได้ยินเสียงเอมี่สอดขึ้นว่า ชุดสวยก็ต้องให้คนสวยอย่างตนใส่ ถูกนับดาวสวนไปอย่างเจ็บแสบว่า ถ้าชุดสวยเอาไปให้คางคกใส่ไม่รู้ว่าจะสวยอยู่อีกหรือเปล่า

สไตลิสต์รู้ความแรงของทั้งคู่ เลยทำเป็นเรื่องตลกบอกว่าสองคนนี้อารมณ์ดีจัง แล้วพานับดาวไปยังอีกมุมหนึ่งปรบมือเรียกความสนใจแล้วประกาศว่า

“อีก 10 นาที ขอซ้อมเซ็ตติ้งก่อนนะคะ”

อีก 10 นาทีต่อมา พวกนางแบบก็ออกมาซ้อมเดินในชุดที่ใส่สบายๆของตัวเอง

ปราบถ่ายรูปเอาจริงเอาจัง ปกป้องบอกว่านี่แค่ซ้อม เขาบอกว่าอย่างนี้แหละน่าสนใจกว่า

ปราบเล็งกล้องถ่าย แล้วก็เจอนับดาว เขารู้สึกว่าเธอสวยสง่ามาก แต่นับดาวไม่ได้สนใจเดินผ่านไป ปราบถ่ายภาพเธอไปติดด้านหลังของเอมี่ มีสนับมือแพลมออกมาแต่ไม่มีใครสนใจ

ooooooo

ระหว่างนางแบบซ้อมเดินนั้น อลิสาก็เดินจิ้มของกินไปเรื่อย จนอาหารติดคอไอค่อกแค่ก พลันก็มีมือหนึ่งยื่นแก้วเครื่องดื่มมาให้ พอรับไปดื่ม อลิสา แปลกใจที่เห็นมีรอยคนดื่มมาก่อนแล้ว มองไปจึงเห็นเป็นปกป้อง

เธอถามว่าเอาแก้วที่มีคนดื่มแล้วมาให้หรือ ปกป้องทำก้อร่อก้อติกบอกว่า คราวที่แล้วจูบเธอไม่สำเร็จคราวนี้ขอแก้ตัว เธอดื่มแก้วที่ตนดื่มแล้วปากเธอสัมผัสรอยปากตนที่แก้วก็เท่ากับได้จูบเธอแล้ว

อลิสาด่าตามเคย แต่ปกป้องถือว่าผู้หญิงด่าคือผู้หญิงรัก ยิ่งป้อใส่ เลยถูกตบเสียฉาดใหญ่ ปราบมาถึงพอดี ถามขำๆว่า

“เป็นไงบ้างอา โดนเขาตบอีกแล้ว งั้นก็กลับเถอะครับ” ปกป้องยังไม่ยอมกลับบอกว่าแบบนี้แหละเวิร์กดี

พอดีพิธีกรประกาศเปิดงาน นางแบบรวมทั้งนับดาวและเอมี่เดินออกมา ปกป้องชมว่านับดาวสวยกว่าตอนที่เห็นตั้งเยอะ ปราบกลับบอกว่า

“แต่ผมว่าตอนนี้น่ะดูธรรมดา ผมชอบตอนเขาซ้อมมากกว่า ผมว่าเมื่อกี้เขาสวยจริงๆ”

ระหว่างเดินแบบ ปราบคล้องผ้าพันคอสีเขียวให้เอมี่ นับดาวเห็นแล้วนึกถึงตอนที่มีงูเขียวที่คอตนตอนเด็กๆ มัวมองและคิดเพลิน เดินสะดุดรอยต่อบนแคตวอร์กถลาไปคว้าชุดเกาะอกของเอมี่จนหลุดรูดลงไปกองที่พื้น ปราบตะลึงรีบเอาผ้าพันคอสีเขียวคลุมให้ คนดูฮือฮากันตรึม นางแบบคนอื่นๆตกตะลึงแต่ก็ยังคงอยู่บนแคตวอล์ก

ooooooo

พอไปหลังเวที นับดาวขอโทษเอมี่ บอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เอมี่แค้นใจหลับหูหลับตาชกนับดาว นับดาวเอากล่องเครื่องสำอางรับไว้ เอมี่เจ็บชักมือกลับ สนับมือหล่นดังแกร๊ง!

ทั้งคู่ก้มเก็บพร้อมกัน หัวเลยชนกันดังโป๊ก สไตลิสต์วิ่งมาดูเห็นเอมี่หัวแตกเลือดไหล เอมี่ได้ทีโทษว่าถูกนับดาวใช้สนับมือกับตน นับดาวพยายามชี้แจง ในขณะที่นักข่าวและช่างภาพก็กรูกันเข้ามาถ่ายรูป

เอมี่ฟ้องโจโจ้ที่เชียร์ตนอยู่แล้ว ว่าถูกนับดาวใช้ สนับมือชกตนจนเลือดออก นับดาวฉุนขาดกระโจนเข้าตบจนเอมี่ฟุบไปกับพื้น อลิสาพรวดเข้ามาพอดี รีบเข้าไปจับตัวนับดาวร้องห้าม นับดาวได้สติเงยหน้าขึ้น เจอนักข่าวและช่างภาพระดมถ่ายรูปกัน เอมี่เหยียดยิ้มเยาะเย้ย

นับดาวอึ้ง ถูกแสงแฟลชระดมยิงใส่จนตาพร่าไปหมด...

ooooooo

ตอนที่ 3

วันนี้น้อยหน่าโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง เมื่อเพื่อนของตะวันวาดถามว่า ตะวันวาดบอกว่าเธอเป็นแฟนกันจริงหรือเปล่า น้อยหน่าหันขวับมองตะวันวาดตาเขียวปั้ดถามว่านายพูดจริงหรือ

“เออดิ” ตะวันวาดเห็นเพื่อนๆจ้องตาเป๋งอยู่ กลัวเสียหน้าเลยตอบไปอย่างนั้น ผลก็คือถูกน้อยหน่าเอาน้ำราดหัว เพื่อนๆพากันขำกลิ้ง น้อยหน่าพูดใส่หน้าก่อนเดินไปว่า

“ฉันเนี่ยนะจะเป็นแฟนนาย ฝันไปเหอะ”

“ยัยน้อยหน่า...” ตะวันวาดกัดฟันกรอดแต่ไม่กล้าไปตอแย

ตกเย็น น้อยหน่าในชุดนักเรียนเดินเข้าบ้าน เธอชะงักกึกเมื่อเห็นตะวันวาดยืนคุยกับปราบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซ้ำปราบยังเรียกน้อยหน่าเข้าไปเตือนว่า

“พ่อเคยบอกแล้วใช่ไหม เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตน่ะ”

แค่นั้นเอง น้อยหน่าหันขวับไปชี้หน้าตะวันวาด

ด่าอย่างเกรี้ยวกราด

“ไอ้เพื่อนทรยศ ฉันไม่คิดเลยว่านายจะเป็นคนแบบนี้ นึกว่านายจะเป็นลูกผู้ชาย ที่ไหนได้ แค่ล้อเล่นนิดหน่อยนายต้องแก้แค้นฉันแบบนี้ด้วยเหรอ”

ที่แท้น้อยหน่ากินปูนร้อนท้องไปเอง ปราบแค่จะเรียกมาเตือนว่าเวลาถอดอะไรให้เบาๆหน่อย เพราะวันนี้สายแลนเจ๊งจนต้องเรียกตะวันวาดมาซ่อมให้

ปราบชี้แจงเสร็จก็ชำระคดีต่อเรื่องโพสต์ด่านับดาว สั่งน้อยหน่าเล่าให้พ่อฟังให้หมด ความลับเลยแตกเพราะน้อยหน่ากินปูนร้อนท้องไปเอง

เมื่อลูกทำผิด ปราบบังคับพาไปขอโทษนับดาวที่บ้าน โดยมีปกป้องนั่งรถไปด้วย

ooooooo

เป็นเช้าที่อลิสาหว่านล้อมนับดาวเพื่อเอาโน้ตบุ๊กไปจำนำเพราะไม่มีเงินใช้ แล้ว นับดาวยังทำใจไม่ได้ แต่เมื่อน้าบอกว่าขอให้โทษโชคชะตาที่ทำให้เราต้องตกงานก็แล้วกัน นับดาวก็พูดไม่ออก

ระหว่างที่อลิสาเอาโน้ตบุ๊กไปจำนำนั่นเอง ปกป้องตาไวเห็นอลิสาเดินอยู่ไวๆ บอกปราบให้จอดรถ ปราบไม่เชื่อว่าจะเป็นอลิสาเพราะปกติเธอดูออกจะไฮโซ แต่นี่โทรมๆโซๆพิกล

เมื่อปราบจอดรถ ปกป้องบอกรอเดี๋ยว แล้วลงไปกวาดตาไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ แต่ไม่เห็นอลิสาแล้ว

ที่แท้อลิสาเข้าไปหาเฮียโรงรับจำนำเจ้าประจำ เอาโน้ตบุ๊กไปให้ตีราคา เฮียให้สองหมื่น เธอบอกว่าซื้อมาตั้งหกหมื่นต่อรองกันไปมา ลงตัวที่สองหมื่นแปด

ทันใดนั้นเอง ปกป้องเข้ามามองปราดไปที่อลิสา เธอตกใจหน้าซีดรีบก้มงุดๆ แต่ปกป้องก็ยังอุตส่าห์เข้าไปสะกิดทัก อลิสาก้มหน้าก้มตาบอกว่าทักคนผิด ปกป้องก็ยังยืนยันว่าไม่ผิด ตนไม่เพียงแต่จำหน้าได้เท่านั้น แม้กระทั่งบั้นท้ายของเธอตนก็ยังจำได้

ระหว่างนั้น ลูกค้าอีกสองคนซุบซิบกันว่านี่คือน้าของนับดาวไฮโซ อลิสายิ่งอายก้มหน้ายืนยันกับปกป้องว่าจำคนผิด แล้วเร่งเฮียว่าเสร็จหรือยัง รับเงินแล้วรีบออกไป

พออลิสาออกไป ลูกค้าสองคนนั้นก็เอาคลิปที่ถ่ายตอนอลิสาเอาของมาเข้าโรงจำนำมาดูกัน

อลิสากลับถึงบ้านไม่นานก็มีเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น อลิสาแอบดูแล้วบอกนับดาวว่าอย่าออกไป เพราะพวกนี้ดูเพี้ยนๆยังไงไม่รู้

ปราบกดกริ่งพลางมองเข้าไป เห็นรถอยู่แต่ไม่มีคนมาเปิดประตู ปกป้องขอโทษที่ตนทำเสียเรื่องจนอลิสากับนับดาวไม่ยอมออกมาพบ สุดท้ายชวนกันกลับ วันหลังค่อยมาใหม่

น้อยหน่าดีใจมาก บอกพ่อว่าเดี๋ยวเราแวะห้างกันหน่อยดีไหม หาอะไรอร่อยๆกินกัน ดูหนังสักรอบแล้วตนขอเดินช็อปปิ้งนิดหน่อย สัญญาว่าเเป๊บเดียวเอง เพราะนานๆเราจะได้เข้ากรุงเทพฯที

ooooooo

บ่ายนี้ นับดาวไปที่ร้านขายหนังสือในห้าง ระหว่างเธอดูหนังสืออยู่นั้น พนักงานสองสามคนก็ทำทีมาจัดหนังสือพลางชำเลืองมองนับดาว แล้วยิ้มกันขำๆ จนนับดาวเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

เมื่อไปจ่ายค่าหนังสือจึงรู้ เมื่อพนักงานหวังดีเสนอให้ใช้บัตรพนักงานของตนเพื่อจะได้ลดราคา 20 เปอร์เซ็นต์ เห็นใจที่เธอกำลังไม่มีสตางค์ พอนับดาวถามอย่างไม่พอใจ พนักงานก็เอาหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวของเธอให้ดู

นับดาวกลับถึงบ้านพร้อมหนังสือพิมพ์ที่พาดหัว “ไฮโซถังแตก!! แจ้นเข้าโรงจำนำกลางวันแสกๆทำปายด้ายยยย” พออลิสาเอาไปดูก็แทบเป็นลม เพราะรูปที่ลงนั้น คือตัวเองชัดๆ

อลิสาอายจนคิดจะหนีไปอยู่ต่างประเทศ นับดาวปลอบใจน้าสาวว่า

“ตอนนี้ดาวว่าเรานิ่งๆไว้ ปล่อยให้มันลือกัน ถ้ามีใครมาถามก็บอกว่า...ว่า...ตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่าเข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ค่อยๆนึกไปก่อนก็ได้ค่ะ”

อลิสาเสนอว่าตอนนี้เราต้องปิดมือถือไว้ก่อน นึกเหตุผลออกเมื่อไรค่อยเปิด นับดาวเห็นด้วย อลิสาปิดทันที แต่พอนับดาวจะปิด ก็มีโทร.เข้าพอดี เป็นสายจากชนะชัย นับดาวบอกน้าว่าคงเป็นเรื่องนี้แน่เลย

นับดาวรับสายด้วยน้ำเสียงแจ่มใสอ่อนหวาน เธอบอกว่านั่นเป็นเรื่องไร้สาระ เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแล้วจะอธิบายให้ฟัง ตอนนี้กำลังประมูลเครื่องลายครามทางอินเตอร์เน็ตอยู่ เดี๋ยวจะเสียสมาธิแล้ววางสายเลย

“คุณจ๊อบเขาสงสัยเรื่องข่าวนั่นแหละค่ะ เรามีเวลาหาข้อแก้ตัวถึงตอนเย็น” นับดาวยังใจเย็น อลิสาทำท่านั่งสมาธิใช้สมองแบบอิคคิวซัง แล้วสองน้าหลานก็หัวเราะกันขำๆให้คลายเครียด

ooooooo

ตกเย็น เมื่อไปทานข้าวที่บ้านชนะชัย เธอเล่าให้ชนะชัยกับชัชฎาแม่ของเขาฟัง แต่ขอให้ปิดเป็นความลับว่า น้าอลิสาของตนไปปิ๊งเฮียคนหนึ่งเข้า ปรากฏว่าเฮียคนนั้นเป็นเจ้าของโรงรับจำนำ น้าเลยสานสัมพันธ์ด้วยการเอาของไปจำนำ ทีแรกก็ของเล็กๆ น้อยๆ นานเข้าหมดมุกเลยหยิบแล็บท็อปไป

ชนะชัยฟังแล้วพูดอย่างเข้าใจว่าแบบนี้เองถึงออกมาแก้ข่าวไม่ได้ ชัชฎาก็ผสมโรงว่า

“ฉันเองก็คิดว่าคงต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรสักอย่าง มีอย่างที่ไหนไฮโซตระกูลดังอย่างหนูจะตกต่ำจนต้องเอาของไปจำนำ”

แล้วนับดาวก็ต้องคิดแก้ปัญหากะทันหัน เมื่อจู่ๆ ชัชฎาก็เสนอว่า นับดาวกับชนะชัยสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ เสนอเปลี่ยนบรรยากาศไปกินข้าวบ้านเธอบ้าง นับดาวออกตัวว่าบ้านไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่ แต่ฝ่ายนั้นบอกว่าไม่ถือ เข้าใจวิถีชีวิตคนสมัยใหม่ดี ว่าแล้วก็รวบรัดนัดวันศุกร์นี้เลย

นับดาวตกกระไดพลอยโจนจำต้องรับปากไปก่อน แต่หนักใจยิ่งขึ้นเมื่อชนะชัยขอไปช่วยเตรียมอาหารที่บ้านเธอด้วย

“อุ๊ย...อย่าเลยค่ะ แหม ขอดาวโชว์ความเป็นเจ้าภาพบ้างสิคะ” นับดาวเอาตัวรอดได้อย่างน่ารัก

ooooooo

แต่พอกลับมาเล่าให้อลิสาฟัง ก็ถูกน้าบ่นว่าทำไม ไม่บ่ายเบี่ยงไปก่อน เพราะบ้านเราตอนนี้ก็แทบจะเหลือแต่คานกับหลังคาอยู่แล้ว นับดาวบอกว่าตนรู้ว่าแม่ของชนะชัยยังไม่เชื่อฐานะของเราจึงต้องการมาดูให้แน่ใจ

ปัญหาคือจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่บีบคั้นนี้ อลิสาเสนอว่าของในบ้านยังพอมีเอาไปตึ๊งแล้วเอาเงินมาให้พี่ฟู่หาพวกอาร์ตหนังหรือละครมาสักคน ให้เขาหาของเข้าฉาก พวกนี้เก่งมากเรื่องหาของราคาถูกแต่ดูแพง เอามาจัดฉากพอเสร็จก็เอาไปขายได้เงินคืนมาอีก

เวลาเดียวกันนี้ ปราบกำลังนั่งอ่านหนังสือบันเทิงอยู่ที่บ้าน เจอข่าวนับดาวกับอลิสาก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านแล้วอ่านอีก จนแก้วสงสัยเพราะปกติเขาไม่เคยอ่านหนังสือพวกนี้ด้วยซ้ำ

ปราบชี้แจงว่า นับดาวต้องตกงานเพราะน้อยหน่า และอลิสาก็เสียหายเพราะปกป้องถ่ายรูปในโรงรับจำนำ ตนในฐานะพ่อและหลานจะลอยตัวทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้ ต้องรับผิดชอบแทนคนของตัวเอง

หลังจากนั้น ปราบก็ขับรถไปที่บ้านนับดาวขอซื้อรูป ที่ประมูลไปวันนั้นคืนในราคาเดิม ทีแรกก็อ้างว่าชอบรูปนี้มากและมีเพียงรูปเดียวซ้ำฟิล์มต้นฉบับก็ทำหายไปแล้วด้วย

อลิสารีบไปเอารูปมาให้ แต่นับดาวไม่ยอมขายคืน ยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ขาย อลิสาพยายามหว่านล้อมเพราะจะได้เงินถึงแสนห้ามาแก้ปัญหา พอนับดาวยืนยันไม่ฟังเสียงหว่านล้อมใดๆของอลิสา ปราบพูดตรงๆว่า

“น้าคุณเขาหวังดีนะ อย่าลืมสิว่าคุณกำลังถังแตกอยู่นะ”

“คุณว่าอะไรนะ” นับดาวเสียงเขียว พอปราบพูดซ้ำ เธอใส่ทันที “ฐานะของฉันจะเป็นยังไงไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”

ปราบแสดงความจริงใจว่าเห็นข่าวแล้วก็อดสงสารไม่ได้ มาขอซื้อรูปคืนเพราะตั้งใจจะช่วยเธอจริงๆ นับดาวตัดบทว่าไม่จำเป็นเพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ปราบบอกว่าถือเป็นการขอโทษก็ได้

“ขอโทษเรื่องอะไร” นับดาวไม่ลดราวาศอก

ปราบจะบอกว่ามาขอโทษเรื่องที่น้อยหน่าโพสต์ด่าและปกป้องไปทักอลิสาในโรงรับจำนำ แต่ไม่ทันพูดนับดาวก็เยาะเย้ยว่าถ้ามีเงินเหลือก็เอาไปซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองดีกว่า รายได้ก็พอมีแต่แต่งตัวเห่ยๆ ไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย

“ชุดผมอาจจะเห่ย แต่ยังดีกว่าพวกที่ใส่ชุดสวย หรูๆแต่ข้างในกลวงโบ๋ วันๆต้องวิ่งเอาข้าวของไปจำนำเอาเงินมาซื้อบะหมี่สำเร็จรูปกิน”

นับดาวลอยหน้าถามว่าใครกิน ปราบชี้ไปที่ซองบะหมี่สำเร็จรูปในถึงขยะ นับดาวย้อนถามว่าตนชอบเพราะมันอร่อยมีอะไรไหม! แล้วไล่ให้ออกจากบ้านไปเลย ปราบสั่งให้หยุดไม่อย่างนั้นตนจะ...จะ...

ปราบจะ...อยู่หลายจะ...จนถูกนับดาวถามว่าจะอะไร เขาเพิ่งนึกได้โพล่งไปว่า “จะเอาขี้ไก่ทาหน้าคุณ”

นับดาวสั่งให้รออยู่ตรงนี้ แล้ววิ่งเข้าไปเอาปืนมา อลิสาต้องรีบมาบอกให้ใจเย็นๆ ส่วนปราบพูดทิ้งท้ายไว้ว่า จะมาช่วยดีๆไม่รับแล้วอย่ามาง้อก็แล้วกัน แล้วรีบออกจากบ้านไป

ooooooo

ไล่ปราบกลับไปแล้ว สองน้าหลานก็ขัดใจกันเอง อลิสาถามว่าทำไมไม่ยอมขายรูป ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าตอนนี้เราไม่มีเงินเลย นับดาวบอกว่าเพราะเวลาตนดูรูปนี้ทีไรแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญคือ ดูแล้วทำให้คิดถึงแม่

แต่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นับดาวเอากระเป๋าแบรนด์ใบสวยมาให้น้าเอาไปประมูลในเน็ต ราคาก็คงประมาณแสนห้าเท่ากับรูปถ่ายนั่น เชื่อว่าอีกไม่นาน เราจะกลับมาอู้ฟู่เหมือนเดิม ถึงตอนนั้นค่อยซื้อมันกลับมา

แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆมีนักธุรกิจโทร.เข้ามาขอซื้อที่ที่คุณพ่อเธอทิ้งไว้เป็นมรดก ซึ่งนับดาวไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย แต่ก็ดีใจ โมเมถามว่าจะให้ราคาเท่าไร คนซื้อจะให้ 50 ล้านบาท ทำเอาทั้งน้าทั้งหลานตาโต

เมื่อนัดเจอกันที่ล็อบบี้โรงแรมหรู นักธุรกิจคนนั้นบอกว่าตนสืบชัดเจนแล้วว่าที่ผืนนั้นเป็นมรดกที่คุณพ่อเธอทิ้งไว้ให้ ตอนนี้มีชื่อเธอเป็นเจ้าของอยู่

นับดาวคุยฟุ้งถึงความรํ่ารวยมีที่ดินมากมายจนตกหล่นจำไม่ได้ แต่ก็จะขายผืนนี้เพราะเป็นที่ดินผืนลืมๆ แบบนี้เบื่อที่จะจำ ทั้งยังตกลงตามราคาที่เสนอมาด้วย เพราะตนไม่ค่อยแคร์เรื่องเงินอยู่แล้ว

แต่พอคุยรายละเอียด กลายเป็นว่าที่ดินผืนนี้มีชื่อนับดาวและปราบศึกเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย ถ้าจะขายต้องยินยอมทั้งสองคน นับดาวถามว่านายปราบศึกนี่เป็นใคร

“ปราบศึกก็อาศัยทำกินอยู่ในที่ของพ่อคุณนั่นแหละครับ แต่เขายืนกรานไม่ขาย ผมเลยติดต่อมาทางคุณ ถ้าคุณ สามารถเปลี่ยนใจทำให้เขายอมเซ็นเอกสารนี่ได้ละก็...”

“ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันจัดการเองค่ะ ไม่ว่านายปราบศึกนี่จะเป็นใครก็ตาม นับดาวว้าวแซบคนนี้จะเปลี่ยนใจเขาเอง” ว่าแล้วก็รับเอกสารจากนักธุรกิจไปอย่างมั่นใจมากๆ

ooooooo

แล้วสองน้าหลานก็พากันออกเดินทางไปหาปราบศึกอย่างเร่งด่วน  ไปตามเส้นทางที่นักธุรกิจคนนั้นเขียนแผนที่ให้ ระหว่างนั่งพักกินกาแฟที่ร้านริมทาง นับดาวพยายามคิดทบทวนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อตัวเอง แต่นึกไม่ออกเพราะรู้เรื่องของพ่อน้อยมาก ที่รู้จากคุณตาคุณยายเล่าก็มีแต่เรื่องแย่ๆทั้งนั้น

“ตอนที่แม่เธอไปอยู่กินกับพ่อเธอ น้าอยู่ออสเตรเลียเลยไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน มีแต่คุณตาคุณยายเธอโทร.มาปรับทุกข์บ่อยๆว่า แม่เธอเลือกผู้ชายเหลือขออะไรทำนองนั้น”

นับดาวพยายามทบทวนความจำ จำได้แต่ตอนที่ นายนิ่งพ่อของเธอไปรับที่โรงเรียน พอเอาเธอไปส่งให้คุณตาคุณยาย พ่อก็ถูกท่านทั้งสองขู่ว่าถ้าทำแบบนี้อีกจะเรียกตำรวจจับเสียเลย

ครั้นพ่ออ้างสิทธิ์ความเป็นพ่อ บอกว่าตนไม่เอาลูกไปอยู่ด้วยก็นับว่าเกรงใจมากแล้ว

“ก็ลองดูสิ ถ้าทำแบบนั้นแกได้เห็นดีแน่ แกฆ่าลูก สาวฉัน แกยังจะฆ่าหลานสาวฉันอีกเหรอ” คุณตาโกรธมาก

เมื่อนายนิ่งกลับไปแล้ว นับดาวถามคุณตาคุณยายว่าทำไมถึงว่าพ่อฆ่าคุณแม่ คุณตาบอกว่าเพราะความอวดดีของพ่อ หลอกแม่เธอไปตกระกำลำบากแล้วก็ไม่ดูแล ไม่ฆ่าก็เหมือนฆ่า ส่วนคุณยายก็ซํ้าว่า

“สำมะเลเทเมาไม่เอาถ่าน ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้เวรกรรมอะไรแม่หลานถึงได้ไปชอบไอ้ผู้ชายแบบนี้”

นับดาวยังจำได้ว่า คุณยายสั่งว่าคราวหลังถ้าพ่อไปรับอีกอย่าไปด้วย เพราะที่บ้านพ่อมีแต่แมลงสาบกับงู เหม็นอึสัตว์ที่อยู่ในฟาร์มด้วย นับดาวฟังแล้วกลัว รับปากคุณยายเศร้าๆ

นึกถึงเรื่องที่จำได้ครั้งสุดท้ายแล้ว นับดาวบอกอลิสาว่า จากนั้นตนก็ไม่เคยเจอพ่ออีกเลย แต่อีกไม่นานพ่อก็เสีย ตนเลยอยู่กับคุณตาคุณยายตลอดมา

“ถึงน้าจะไม่ค่อยรู้จักพ่อเธอ แต่น้ารู้ว่าแม่เธอน่ะ รักพ่อเธอมาก”

“ค่ะ” นับดาวรับทราบหงอยๆ

ooooooo

สองน้าหลานมาถึงทางเข้าไร่ที่มีสองป้ายอยู่ใกล้กัน คือไร่ปรีดากับไร่แห่งความฝัน อลิสาบอกว่าไร่ของนับดาวคือไร่แห่งความฝัน นับดาวมองป้ายไร่แห่ง-  ความฝันแล้ว ภาพในอดีตก็แวบขึ้นมาในความคิด

จำได้ว่าตอนนั้นนายนิ่งผู้เป็นพ่อเข้ามากระซิบที่ข้างหู “ดาวจำไว้นะ พ่อรักดาวนะ” แล้วหอมแก้มทีหนึ่ง

พอดีเข้ามาถึงตัวบ้าน อลิสาร้องถามว่ามีใครอยู่ไหม อึดใจเดียวน้อยหน่าก็วิ่งตึงตังออกมา อลิสาถามว่าคุณปราบศึกอยู่ไหม น้อยหน่ากำลังจะตอบ แต่พอมองเลยไปเห็นนับดาวก็ชะงัก นับดาวยิ้มหวานให้แนะนำตัวเองว่า “นับดาวว้าวแซบค่ะ”

น้อยหน่ายิ้มหยันแล้วเริ่มกวนประสาททั้งสองคน ถามว่าจะมาขอยืมกาวซีเมนต์เอาไปอุดถังแตกหรือ นับดาวฟังออกว่าถูกเยาะเย้ย แต่ยังทำใจเย็นสอนว่าอย่าไปเชื่อหนังสือพิมพ์พวกนั้น แค่อ่านเอาขำๆก็พอ

อลิสาเห็นท่าทางน้อยหน่ากับนับดาวจะปะทะกัน จึงแทรกเข้ามาตัดบท ถามว่าปราบศึกอยู่ไหม น้อยหน่าบอกว่า “อยู่” แต่พอให้ไปบอกว่านับดาวมีธุระอยากคุยด้วย น้อยหน่าก็กลับบอกว่า “แต่ตอนนี้ไม่อยู่”

นับดาวกับอลิสาถูกน้อยหน่ากวนประสาทเลยขู่ว่าถ้าปราบศึกไม่ได้พบตนเขาต้องเสียใจและอาจลงโทษเธอก็ได้ น้อยหน่าทำท่าตกใจขอร้องว่าอย่าบอกว่าตนพูดไม่ดีด้วย แล้วบอกว่าตอนนี้ปราบศึกอยู่ที่ฟาร์มตนจะพาไปพบแต่ต้องให้นับดาวไปคนเดียว ความอยากพบและเจรจาให้เสร็จเร็วๆ ทำให้นับดาวยอมไปด้วย

ปรากฏว่านับดาวถูกหลอกเอาไปขังไว้ในเล้าไก่ไข่ ซํ้ายังบอกว่าคนงานกลับไปหมดแล้ว คืนนี้นอนดมขี้ไก่

ไปก็แล้วกัน ทั้งยังบอกว่าตนจะกลับไปหลอกอลิสาไปเรือนเพาะชำ แล้วหัวเราะชอบใจ ปล่อยให้นับดาวตะโกนเรียก ตะโกนด่าอยู่ในเล้าไก่ ตัวเองออกมาขับรถกอล์ฟกลับไป

ระหว่างที่อลิสารอน้อยหน่าอยู่นั้น ปราบกลับมาเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเลือดเต็มไปหมด พออลิสารู้ว่าเขาคือปราบศึกก็ดีใจ แต่พอเห็นเสื้อผ้าเปื้อนเลือดก็ตกใจถามว่าไปทำอะไรมา เขาบอกว่าไปช่วยหมาถูกรถทับมา ฉุกละหุกไปหน่อยเลยยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า

พอเขารู้ว่าอลิสามากับนับดาว ก็ถามว่าแล้วนับดาวอยู่ไหน อลิสาบอกว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมารับบอกว่าจะพาไปพบเขา ก็พอดีน้อยหน่าส่งเสียงแจ๋วเข้ามาบอกอลิสาว่า

“น้าขา...เพื่อนน้าเขาตกบ่อที่เรือนเพาะชำน่ะค่ะ รีบไปช่วยเขาเถอะค่ะ” อลิสาตกใจ แต่ปราบรู้ทันถามว่าที่เรือนเพาะชำมีบ่อด้วยหรือ น้อยหน่าสะดุ้งหันไปเห็นพ่อก็หน้าเสีย ปราบถามว่าพานับดาวไปไว้ที่ไหน น้อยหน่าหน้าซีดตอบไม่ออก

ปราบในชุดเปื้อนเลือดถือขวานไปที่เล้าไก่เพื่อช่วยนับดาวออกมา กว่าจะรู้เรื่องก็แทบจะฆ่ากันตาย เพราะนับดาวไม่รู้ว่าใคร ซํ้าเสื้อผ้ายังเปื้อนเลือดและ

ถือขวานเข้ามาด้วย เลยเอาไม้กวาดประเคนเสียสุดแรง กว่าจะรู้ว่าใครเป็นใครก็เกือบได้เลือดกัน

กลิ่นขี้ไก่กับกาวยางในเล้าไก่ ทำให้ทั้งสองต่างนึกถึงสมัยเด็กที่เอาขี้ไก่กับกาวยางมาป้ายกัน พอจ้องหน้ากันก็ตกใจ เมื่อจำกันได้ นับดาวชี้หน้าปราบ

“นาย...ที่แท้นายคือไอ้เด็กจอมแสบคนนั้น”

“ส่วนเธอ...ก็ยัยเด็กกวนโอ๊ย...”

ooooooo

หลังจากนับดาวอาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยปราบเอาเสื้อผ้าของน้อยหน่าให้เปลี่ยน แล้วมานั่งระลึกความหลังกันอีกครู่หนึ่ง นับดาวจึงเริ่มคุยธุระต่อจากอลิสาที่เกริ่นกับปราบไว้ตอนที่เธอไปอาบนํ้า

นับดาวถามว่าขาย 50 ล้านหักค่าโอนและภาษีได้เท่าไหร่เรามาแบ่งครึ่งกันตกลงไหม ปราบตอบทันที “ไม่ตกลงครับ”

นับดาวนึกว่าเขาไม่พอใจในส่วนแบ่ง ต่อรองว่าค่าใช้จ่ายจุกจิกพวกนั้นตนออกเอง เขาเอาไปเลย 25ล้าน ปราบตอบสั้นๆ “ผมไม่ขายครับ”

ครั้นนับดาวถามว่าต้องการเงื่อนไขพิเศษอะไร เขาก็ยืนกรานคำเดียวว่า “ไม่ขาย” นับดาวเริ่มปวดหัว ให้ส่วนแบ่งเขามากขึ้นเป็น 40/60 ปราบก็ไม่เอาอีก

ไม่ว่านับดาวจะอ่อยอย่างไร ด้วยอะไร ต่อรองแลกเปลี่ยนกับอะไรกระทั่งขู่ ปราบก็ไม่ยอมขาย นับดาวเลยใช้ไม้สุดท้ายคือแกล้งทำเป็นลม ปราบเตรียมเข็มฉีดยาและยาของสัตวแพทย์จะฉีดให้ นับดาวหายเป็นปลิดทิ้งชวนอลิสากลับทันที บอกอลิสาว่า เราถอยไปตั้งหลักก่อน แล้วค่อยมาเปิดเกมใหม่

ระหว่างขับรถออกมา เจอปกป้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาพอดี นับดาวถามว่าชนเลยไหม อลิสารีบห้ามบอกว่าสงสารเขา นับดาวเหลือบมองหน้าน้าแวบหนึ่ง อมยิ้มนิดๆแล้วขับผ่านไป ปกป้องเองก็หันมองรถที่ขับผ่านไปแวบหนึ่งเช่นกัน

ooooooo

ปกป้องเสียดายที่ปราบไม่ยอมขายที่ เพราะถ้าขายเราอาจจะได้เพื่อนบ้านอย่างนับดาวมาอยู่ด้วย แต่ปราบกลับคิดว่าขืนขายไปมีหวังเอาไปขายต่อถลุงกันหมดแน่

ส่วนนับดาว กลับถึงบ้านแล้วก็คิดหาทางแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรเมื่อใกล้วันที่ชนะชัยกับแม่จะมากินข้าวที่บ้าน แล้วยังมีข่าวพี่แป้นจะมีงานเปิดร้านและเอมี่ให้สัมภาษณ์ว่านับดาวคงไม่มาเพราะกำลังถังแตกอีก

สุดท้ายนับดาวตัดสินใจเอาบ้านไปจำนองกับ ธนาคาร ถูกอลิสาดักคอว่าจะเอาเงินไปดวลซ้อร้านพี่แห้งกับเอมี่ใช่ไหม นับดาวบอกว่าเราจะยอมให้เอมี่มาเยาะเย้ยเหยียดหยามอยู่อย่างนี้ไม่ได้

ส่วนเรื่องที่แม่ของชนะชัยจะมากินข้าวที่บ้าน นับดาวให้พี่ฟู่หามืออาชีพมาจัดบ้าน ตกแต่ง และเตรียมอาหารอย่างดีเยี่ยมจนทั้งชนะชัยและแม่ที่มาทานข้าวที่บ้านเริ่มเชื่อถือ แต่พอชนะชัยชวนเธอร่วมหุ้นในบริษัทที่แม่จะเปิดใหม่สัก 20 ล้าน นับดาวตอบเลี่ยงๆว่าขอปรึกษากันก่อน ทำให้ชัชฎาเริ่มระแวงว่านับดาวรวยจริงหรือเปล่า

แต่นับดาวปักใจแล้วว่าอย่างไรเสียก็ต้องหาเงินมาร่วมหุ้นนี้ให้ได้เพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ชัชฎาและชนะชัย ทางเดียวที่จะได้เงินคือต้องขายที่ ดังนั้น แผนสองที่จะไปเจรจากับปราบจึงถูกกำหนดขึ้น

นับดาวบอกอลิสาว่า ก่อนไปหาปราบตนมีงานสำคัญต้องไปทำก่อน นั่นคือไปงานเปิดร้านของพี่แป้ง แล้วเธอก็กรีดกรายไปในงานด้วยชุดสีแดงหรู สร้างความฮือฮาไปทั้งงาน

นับดาวเฉิดฉายในชุดสวยไปสวัสดีพี่แป้ง แล้วไปเลือกซื้อกระเป๋าจระเข้รุ่นมิลิเต็ดที่ทั้งโลกมีอยู่แค่ 10 ใบ และงานนี้มีใบเดียวราคาสามแสนหก นับดาวซื้อทันทีเป็นการประเดิมชิ้นที่แพงที่สุดยิ่งสร้างความฮือฮากันทั้งงาน เมื่อนับดาวเจอเอมี่ก็ถามว่าซื้ออะไร พอรู้ว่าซื้อ

เข็มขัดเส้นเดียว นับดาวก็มอบกระเป๋าใบนั้นให้เป็นของขวัญวันเกิดเอมี่ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้

สองสาวกอดกันแสดงความรักความสนิทสนมกันจนหนังสือพิมพ์กรูกันมาถ่ายรูปสัมภาษณ์อย่างตื่นเต้น

รุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวสยบข่าวลือที่ว่านับดาวถังแตก นับดาวอ่านข่าวอย่างสะใจ คุยกับอลิสาว่า

“สะใจจริงๆ ยัยเอมี่ไปไม่เป็นเลย หน้าแหกเป็นริ้วๆเลย โดนมุกนี้เข้าไปคงพูดไม่ออกไปนานเลยล่ะค่ะ”

เห็นอลิสาเสียดายเงินสามแสนหก นับดาวปลอบว่าไม่ต้องกังวล ต่อไปตนจะทำงานหนักเพื่อให้ปราบขายที่ให้ได้ ถึงตอนนั้นเราก็จะได้เงินมาสามสิบล้านเป็นอย่างตํ่า

ครู่เดียว อลิสาก็เอาบะหมี่สำเร็จรูปมากินกันบอกว่าตอนนี้ก็กินไอ้นี่วันละสามมื้อไปก่อนก็แล้วกัน

ส่วนปราบก็ถูกเพชรสีลูกสาวเสี่ยไฝผู้ยิ่งใหญ่หลงรักและอ่อยเขาเต็มที่ แต่ปราบไม่ได้สนใจ จนวันนี้เพชรสีโทร.ไปหลอกปราบว่าเจ้าแม็คหมาน้อยของตนป่วยเป็นกระเพาะบิด ปราบรีบไปดู พอรู้ว่าถูกหลอกก็จะกลับ เพชร สีอ่อยต่อด้วยอาหารม้าสำหรับเฉาก๊วยที่เขาฝากซื้อตอนที่เธอไปเที่ยวยุโรป

ปราบดีใจที่ได้ยา จึงพากันเอาไปให้เฉาก๊วย เพชรสีอ้อนอยากขี่เฉาก๊วย ปราบตามใจ เธอจึงขี่โฉบมาอวดเขา ปราบชมว่าเก่ง เพราะปกติเฉาก๊วยจะพยศ นอกจากตนแล้วจะไม่ยอมให้ใครขี่ง่ายๆ

น้อยหน่าเห็นพ่ออยู่กับเพชรสีหัวเราะกันอย่างร่าเริง ก็จ้องจิกอย่างหมั่นไส้ แช่งเพชรสีให้ตกม้าคอเคล็ดได้ยิ่งดี จะหัวเราะเสียให้สะใจทีเดียว

เสี่ยไฝไม่พอใจที่เพชรสีมาติดพันปราบ ถึงขั้นพาลูกน้องมาข่มขู่ถึงฟาร์มให้เลิกคบกับลูกสาวตน ปราบไม่พอใจ เจิมที่เป็นคนดูแลเจ้าเฉาก๊วยก็สะอึกออกมาปกป้องเจ้านาย พอเสี่ยไฝกลับไป ปกป้องเตือนหลานชายว่าเลิกยุ่งกับเพชรสีเสียเถอะ เพราะปราบเองก็ไม่ได้ชอบเธอ

“ถ้าขอร้องกันดีๆยังพอไหว พาลูกน้องสวะๆมาข่มขู่กันอย่างนี้ผมรับไม่ได้ ผมรู้ว่ามันเป็นใคร แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครมาข่มขู่แบบนี้” ปราบฮึดฮัดจนปกป้องหนักใจ

ooooooo

เพชรสียังเทียวไปเทียวมาที่ฟาร์มไม่เลิก วันนี้ก็มาหาปราบอีก เจอกับนับดาวและอลิสามาพอดี เพชรสีแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของปราบ กันท่านับดาวเต็มที่

แต่ระหว่างนับดาวกับเพชรสี ชั้นเชิงต่างกันพอถูกนับดาวแฉว่าในตัวเพชรสีมีของปลอมอย่างน้อยสามอย่าง คือจมูกปลอม ตาปลอม อกปลอม ทำให้เพชรสีอับอายจนต้องหนีกลับไป

ปราบหันมาบอกนับดาวให้กลับไปได้แล้ว นับดาวถามว่าเขาชอบเพชรสีหรือ ปราบยียวนว่าไม่จำเป็นต้องตอบเธอ

“ถ้าชอบแม่นั่นก็รีบเซ็นสัญญาขายที่เสีย ไม่อย่างนั้นฉันจะป่วนคุณสองคนให้เละกว่าเมื่อกี้นี้อีก”

ปกป้องพอใจมาก ออกมาอนุญาตนับดาวให้อยู่ที่นี่ก็ได้ เพราะบ้านนี้มีชื่อตนเป็นเจ้าของด้วย และอยากมาเที่ยวเมื่อไรก็มาได้เลย ปกป้องพูดกับนับดาวแต่ตามองเลยไปถึงอลิสาที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้น

ปราบดึงปกป้องออกไปคุยกันข้างนอก ส่วนอลิสาก็ดึงนับดาวออกไปข้างนอกเช่นกัน

ปกป้องถูกปราบต่อว่าที่ชวนนับดาวกับอลิสามาอยู่ที่นี่ ปกป้องยืนยันว่ากับอลิสานั้นตนรักจริงหวังแต่ง ขอให้ปราบเห็นใจ ปราบเลยยอมแต่บอกว่า ถ้าสองคนนี้ก่อเรื่องอะไรตนจะไม่รับผิดชอบด้วย

จากนั้น ปกป้องเดินตามนับดาวกับอลิสาไปที่รถ พูดกับนับดาวว่า ตนรู้ว่าเธอต้องการให้ปราบขายที่ ถึงได้มาหาถึงนี่ บอกว่าตนไม่แคร์ว่าเธอจะทำสำเร็จหรือไม่ แต่ตนให้โอกาส โดยมีเงื่อนไขเล็กน้อย นั่นคือ

“ทุกครั้งที่ยัยเพชรสีมาที่นี่หรือที่อื่นก็ตาม คุณต้องทำแบบเมื่อกี้คือไล่ยัยนั่นให้เผ่นกระเจิง”

“อย่าบอกนะว่าคุณชอบยัยเพชรสี คิดจะแย่งแฟนหลานตัวเองรึไง”

“ผิด...ยัยเพชรสีคือตัวปัญหาของที่นี่ พ่อของยัยเพชรสีเป็นบุคคลอันตราย ผมต้องการตัดเพชรสีออกไปจากชีวิตไอ้ปราบ คุณทำตามที่ผมบอกได้ไหม”

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” นับดาวรับปากทันทีอย่างมั่นใจมาก

ooooooo

ตอนที่ 4

วันนี้ ที่ห้องประชุมโรงเรียนมีการจัด “ค่ายเยาวชนใฝ่ธรรมะ ครั้งที่ 14” มีนักเรียนราว 30–40คนสวมชุดขาวนั่งสมาธิ ท่าทางสงบ แต่ที่แท้แอบลืมตามองกันด้วยความเบื่อหน่ายมาก ในกลุ่มนักเรียนมีน้อยหน่า ตะวันวาด และแองจี้รวมอยู่ด้วย เสียงวิทยากรทำลายความเงียบขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น สงบ ว่า

“เอาล่ะ ได้เวลาพักกินข้าวแล้ว ค่อยๆออกจากสมาธินะครับ อย่ารีบร้อน จิตของเรากำลังสงบนิ่ง ค่อยๆ

เคลื่อนจิตลืมตาขึ้นช้าๆนะครับ” วิทยากรพูดไปตัวเองก็ทำไปด้วย

แต่พอวิทยากรลืมตาขึ้น ปรากฏว่าไม่มีนักเรียนเหลืออยู่ในห้องเลยแม้แต่คนเดียว คนสุดท้ายที่เห็นแว้บๆ

กำลังเดินเลี้ยวหายไปพอดี

ตะวันวาดกับน้อยหน่าหนีไปกินอาหารที่ร้านฟาสต์ฟู้ดในเมืองกัน โชคไม่ดีไปเจอนับดาวกับอลิสาในร้าน อลิสาถามว่ามาเที่ยวกับแฟนหรือ น้อยหน่ารีบบอกว่าไม่ใช่แฟน แล้ววิ่งตามนับดาวกับอลิสาไป ขอร้องว่าอย่าบอกพ่อว่าเจอตนที่นี่ นับดาวทำเสียง “อื้อ...” ในคอ น้อยหน่าจ้องหน้าบอกว่ารับปากแล้วนะ พูดจบก็หันไปดึงตะวันวาดไปเลย

ooooooo

อลิสาขับรถมาส่งนับดาวที่หน้าบ้านปราบ  ก่อนกลับไปบอกหลานสาวอย่างเป็นห่วงว่าถ้าผิดแผนให้รีบโทร.บอกทันที นับดาวหัวเราะขำๆว่า พูดอย่างกับตนไปออกรบงั้นแหละ

พออลิสาขับรถกลับไป ปราบก็เดินออกมาถามนับดาวว่าลืมของหรือ นับดาวบอกว่าเปล่า คืนนี้ตนจะมาค้างที่นี่

“ไม่ได้” ปราบสวนไปทันที นับดาวเย้ยว่าตนเป็นแขกของปกป้อง ว่าแล้วเดินเฉียดผ่านปราบเข้าไป ปราบฉุนจัดทำท่าจะบีบคอ นับดาวหันมาเห็นพอดีถามว่าจะบีบคอหรือ เดินกลับมาท้าพลางปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออก ทำเอาปราบถอยกรูด นับดาวยิ้มเจ้าเล่ห์บอกตัวเองว่า อย่างนี้ท่าทางจะไม่ยาก...

ปราบให้ป้ายวงจัดให้นับดาวพักที่ห้องรับรองแขก ป้ายวงดีใจมาก พลั้งปากพูดว่าที่นี่ไม่มีแขกผู้หญิงมาพักนานมากแล้วนับตั้งแต่คุณปราย ฟ้า...พอนึกได้ป้ายวงหยุดกึกแล้วเปลี่ยนเป็นบอกว่า ตนจะดูแลเธอให้ดีเป็นพิเศษก็แล้วกัน

พอป้ายวงออกไป นับดาวก็รื้อกระเป๋าเอาของออกมาตรวจ มีกล้องปากกา 2 ด้าม แล็ปท็อป ชุดนอนวาบหวิว นกหวีด สเปรย์พริกไทย และแฟ้มสัญญา เธอเอามาวางเรียง ยิ้มสะใจเมื่อนึกถึงแผนการที่เตรียมมาเผด็จศึกปราบครั้งนี้

ooooooo

นับดาวเริ่มแผนทันที เธอลงมากินข้าวเย็นในชุดนอนวาบหวิว เดินมานั่งตักโยเกิร์ตกินด้วยท่าทีเย้ายวน ทุกคนมองอึ้ง ปราบถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก... พอกินเสร็จก็แลบลิ้นเลียโยเกิร์ตที่ริมฝีปากอย่างเย้ายวน แล้วขอตัวไปนอน

ปราบกลืนน้ำลายเอื๊อก...เอื๊อก ยิ่งเมื่อนับดาวเดินบิดสะโพกเฉียดไป ปราบถึงกับหายใจฟืดฟาด...

คืนนี้ เวลาตีสอง นับดาวได้ยินเสียงลูกบิดประตูดัง พอลืมตาเห็นปราบเดินเข้ามาหาที่เตียง เธอตกใจถามว่าจะทำอะไร ปราบพูดเสียงกระเส่าว่า “เป็นของผมเถอะครับ” นับดาวพยายามผลักปราบออกไป แล้วหยิบสเปรย์พริกไทยที่เตรียมไว้ฉีดฟู่...เข้าหน้าปราบเต็มๆ

ปราบร้องลั่นพยายามจะออกไปแต่ตาไม่เห็นเลยชนตู้โครมใหญ่ พอดีกับที่ปกป้องและน้อยหน่ารวมทั้งป้ายวงพากันวิ่งมาดู นับดาวฟ้องว่าปราบพยายามจะข่มขืนตน ปราบปฏิเสธลั่น แต่ต้องจำนนด้วยหลักฐานจากกล้องปากกาที่นับดาวเอาเสียบช่องยูเอสบีของ แล็ปท็อป แม้ภาพจะไม่ชัดนักแต่ก็ดูออกว่าอะไรเป็นอะไร

“อาผิดหวังในตัวแกมาก”

“พ่อเป็นพ่อที่น่าขยะแขยงที่สุด”

โดนทั้งอาและลูกด่า ปราบได้แต่ก้มหน้า นับดาวได้ทีหยิบแฟ้มสัญญากับปากกายื่นให้ เขาถามเสียงอ่อยว่า

“จะให้เซ็นขายที่ใช่ไหม”

“ถูกต้อง...และขอแจ้งล่วงหน้าว่าครั้งนี้ คุณ 30 ฉัน 70”

“ฮึ่ย...ยัยเขี้ยว!” ปราบคำรามอย่างเจ็บใจ

ooooooo

คืนนี้นับดาวอ่อยอีก แต่เธอเองกลับต้องกังวลเมื่อรู้จากปราบว่า คืนนี้ป้ายวงไปนอนบ้าน ปกป้องไปกินเหล้าคงกลับเช้า ส่วนน้อยหน่าไปเข้าค่ายที่โรงเรียน คืนนี้เธอจึงเตรียมสู้ด้วยตัวเองเต็มที่

เกิดฝนตกหนักฟ้าผ่าไฟดับทำให้ยิ่งใจไม่ดี เอาสเปรย์พริกไทยมากำไว้แน่น แต่พอตีห้า ไฟมาห้องสว่างพรึ่บ นับดาวตกใจตะโกน “อย่าเข้ามานะ...นี่แน่ะ!” เธอฉีดสเปรย์พริกไทย แต่หันที่พ่นใส่หน้าตัวเอง เลยทั้งแสบทั้งร้อนจนร้องลั่น

สายๆ นับดาวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมา ปราบถามว่ากินข้าวเช้าแล้วรึยัง เธอตอบว่ากินแล้วอร่อยมาก

“ดีครับ งั้นขึ้นรถเลยครับ” ปราบยิ้มน้อยๆขึ้นรถขับพานับดาวออกไป

ที่แท้เขามีแผนแก้เผ็ดเธอ พาเธอไปที่โรงเลี้ยง

ไก่ไข่ สั่งให้เธอเก็บไข่ นับดาวไม่ยอมทำ อ้างว่าตนไม่ใช่ลูกจ้างเขา

“แต่เมื่อคืนคุณนอนบ้านผม ตื่นมากินข้าวบ้านผม ถึงผมบอกว่าไม่คิดเงินแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณอยู่ฟรีๆ” นับดาวบอกว่าให้คิดเงินมาเลย ปราบไม่เอาเงิน แต่ถ้าเธอไม่ยอมทำงานก็ให้อ้วกที่กินไปออกมา นับดาวต่อรองว่าพรุ่งนี้เช้าจะใส่ถุงมาให้ แล้วสะบัดไป ถูกปราบกระชากกลับมาเอามือบีบปากเอานิ้วจิ้มเข้าไปในปากจะให้อ้วกอาหารออกมา คืน ถูกนับดาวกัดจนต้องปล่อย นับดาวจึงจำต้องเดินเก็บไข่ไก่ไปอย่างกระฟัดกระเฟียด

ปกป้องมาเห็นถามว่าทำไมต้องแกล้งนับดาวถึงขนาดนั้น ปราบตอบอย่างสะใจสายตายังมองตามนับดาวไปว่า

“ต้องโดนซะหน่อย พวกไฮโซพวกนี้ ถือว่ารวย เอะอะก็ใช้เงินฟาดตลอด ต้องให้เขาไปเรียนรู้อะไรเสียบ้าง อย่างไข่ไก่ที่เขากินทิ้งกินขว้างน่ะ กว่าจะได้มามันก็ไม่ใช่ง่าย นี่แค่ไข่ไก่นะ ถ้ามีโอกาสจะจับไปทำนาข้าวด้วย”

ปกป้องมองนับดาวแล้วพึมพำว่าน่าสงสารเพราะเธอเกลียดขี้ไก่ด้วย ปราบพูดอย่างคนใจหินว่า ต่อให้ร้องไห้ตนก็ไม่สนใจหรอก

ooooooo

น้อยหน่าทั้งเกลียดทั้งกลัวนับดาว เพราะนับดาวกุมความลับที่ตนหนีไปกินอาหารฟาสต์ฟู้ดในเมืองและขอร้องไม่ให้ นับดาวบอกพ่อ นี่จึงเป็นไม้ตายที่นับดาวเอามากดดันน้อยหน่า

วันนี้ น้อยหน่ากลับจากค่ายพร้อมตะวันวาด เธอยืนลังเลไม่อยากเข้าบ้าน พอดีนับดาวเข้ามา เธอถอดรองเท้าสะบัดกระเด็นไปคนละทาง แล้วบอกน้อยหน่าว่า

“ต่อไปนี้ฉันจะมาที่นี่บ่อยๆ คงได้เจอกับพ่อเธอบ่อยขึ้นด้วย ถ้าอยากให้ฉันเก็บความลับให้ก็ทำตัวดีๆกับฉันเข้าใจไหม” น้อยหน่าพยักหน้าจ๋อยๆ “ดีมาก งั้นเก็บรองเท้าให้ฉันทีนะ” พูดแล้วเดินยิ้มหวานไป น้อยหน่าก้มเก็บรองเท้าอย่างเจ็บใจ

รีสอร์ตของแม่ตะวันวาดอยู่ติดกับไร่ของปราบ เมื่อตะวันวาดกลับไปเจอสุนทรีผู้เป็นแม่กลับมาพอดี เธอเป็นห่วงลูกรีบกลับมากินข้าวกับลูก ทั้งที่เพื่อนในท่ีประชุมพากันไปกินข้าวกันเป็นกลุ่ม เธอบอกตะวันวาดว่าวันนี้เจอพ่อของลูกด้วย  เขาบอกว่าถ้าศุกร์นี้เคลียร์งานได้จะมาหาตะวันวาดในช่วงเสาร์อาทิตย์

“เชื่อก็โง่แล้ว ถึงเขาเคลียร์งานได้ ก็คงเอาเวลาไปเที่ยวกับกิ๊กมากกว่า” สุนทรีถามว่าโกรธพ่อหรือ “เปล่าครับ บอกตรงๆนะครับ ตั้งแต่เขาขอหย่ากับแม่ ผมว่าชีวิตผมมีความสุขขึ้นเยอะเลย จะมาไม่มาก็ช่างเขาเถอะครับ”

เมื่อตะวันวาดรู้ว่าแม่ยังไม่ได้กินข้าว ก็รีบไปทำน้ำผลไม้และขนมปังใส่ผักใส่แฮมมาให้ แต่พอยกมาแม่ก็หลับที่โซฟาแล้ว ตะวันวาดเดินหยิบหมอนมาวาง ประคองแม่นอนบนโซฟา หาผ้ามาห่มให้ ปิดไฟ แล้วจึงเดินออกจากห้อง...

ooooooo

เพชรสีมาหาปราบที่บ้านอีก คราวนี้เธอเอาลูกนกมาด้วยบอกว่าเจอมันตกลงมาอยู่ที่พื้นจะเอามาให้ปราบช่วยดูแล ถูกนับดาวหลอกว่านกชนิดนี้มันทำรังในป่าลึกที่สำคัญมันทำรังบนพื้นดินไม่มีวันตกลงมาได้ อย่ามาหลอกกันเลย

นับดาวโมเมหลอกเพชรสีเสียจนหน้าเสีย เมื่อถูกจับโกหกได้ก็กลับไปอย่างเจ็บใจ

ปกป้องรู้ว่านับดาวหลอกเพชรสีมั่วไปอย่างนั้นเองแต่ก็ทำให้เพชรสีกลับไปได้ เขาชมว่าเก่งมาก แต่ก็เตือนนับดาวว่า เธอทำให้เพชรสีโกรธก็ให้ระวังตัวด้วยแล้วกัน เพราะพ่อของเพชรสีใหญ่มากลูกเลยพลอยกร่างไปด้วย

“ขอบคุณที่เตือน ฉันเชื่อว่าฉันจัดการเขาได้ค่ะ” นับดาวตอบอย่างมั่นใจ

ส่วนน้อยหน่าก็มีเรื่องทำให้ครูต้องเรียกปราบไปเตือน เพราะน้อยหน่าถูกแองจี้ด่าว่า “ยัยเด็กไม่มีแม่” เลยถูกตบ ครูคาดโทษน้อยหน่าว่า นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ถ้าทำผิดอีกครั้งจะถูกพักการเรียน

คืนนี้ ปราบตำหนิน้อยหน่าที่ใช้กำลังแก้ปัญหาเป็นครั้งที่สองแล้ว เธอถามว่า พ่อถามตนสักคำไหมว่าทำไมตนจึงตบแองจี้ ปราบไม่ถาม แต่ตัดบทว่าส่งไปเรียนหนังสือก็ต้องรู้จักใช้สติปัญญาแก้ปัญหาด้วยเหตุผลไม่ใช่เอะอะก็ใช้กำลัง

“พูดไปพ่อก็ไม่เข้าใจหรอก พ่อมีเหตุผลของพ่อเสมอแหละ” น้อยหน่าปิดประตูปังใส่หน้า ปราบมองแล้วกลุ้มใจ เขาออกไปนั่งที่ระเบียงแหงนมองท้องฟ้าพูดเศร้าๆ

“ปรายฟ้า...ผมพยายามเต็มที่แล้ว แต่ว่า...เลี้ยงลูกนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”

นับดาวนั่งจิบไวน์อยู่ข้างบ้าน ได้ยินเสียงรำพึงของปราบ เงี่ยหูฟังอย่างสงสัย...

ooooooo

ที่คลินิกปราบสัตวแพทย์...ปราบกำลังทำแผลให้หมาเล็กๆที่ถูกหมาใหญ่กัดปางตาย ทำไปก็บ่นไปกับแก้วว่า

“กัดกันน่ะเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบหมา แต่คนพอทะเลาะกัน ทำไมต้องใช้กำลังเหมือนหมาด้วยนะ”

แก้วถามงงๆว่าเขาไปโดนใครต่อยปากมาหรือ ปราบจึงปรารภเรื่องน้อยหน่าให้ฟัง แก้วจึงสะกิดให้เขาคิดว่า ต้องพยายามทำความเข้าใจน้อยหน่าเพราะเห็นมาปรึกษากับตนหลายเรื่องแล้ว แต่บางเรื่องตนก็ตอบไม่ได้ แล้วพูดตรงๆว่า

“ประเด็นที่แก้วจะบอกพี่ก็คือว่า น้อยหน่าอาจจะเป๋ได้ง่ายๆนะคะ ถ้าพี่ไม่ปรับปรุงตัวเองเป็นการใหญ่”

ปราบย้อนถามเคืองๆว่าแล้วจะให้ตนเป็นตุ๊ดเพื่อให้น้อยหน่าปรึกษาได้ทุกเรื่องรึไง แก้วพูดออกตัวว่า

“อันนี้ไม่ทราบค่ะ จะทำยังไงก็เรื่องของพี่ปราบ แก้วแค่ชี้ให้เห็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น”

ส่วนนับดาว ได้ยินปราบรำพึงถึงปรายฟ้า ก็สงสัย เช้านี้จึงเลียบเคียงถามป้ายวงถึงคนชื่อปรายฟ้า แต่ก็ไม่ได้ใจความอะไร เพราะป้ายวงแกมัวแต่รำพึงรำพันความสงสารน้อยหน่าและปรายฟ้าแล้วขอตัวไปทำข้าวต้ม นับดาวเลยไม่รู้ว่าใครคือปรายฟ้าที่ปราบรำพึงถึง และเธออยู่ที่ไหน

ooooooo

นับดาวตั้งหน้าตั้งตาป่วนปราบไปทุกเรื่อง สร้างปัญหาให้เขาปวดหัวเพื่อจะได้ยอมเซ็นขายที่ วันนี้ เมื่อลุงเย็นมาหาปราบ เธอก็ออกไปรับหน้าซักถามจุกจิกกระทั่งกันท่ากวนประสาทไม่ให้พบปราบ ซ้ำถามเยาะๆว่าหรือจะมายืมเงินปราบ
ลุงเย็นกลับไปอย่างไม่พอใจ บอกนับดาวว่า “เอาล่ะ ถือว่าผมไม่ได้มาก็แล้วกัน”

ครู่หนึ่ง น้อยหน่าจะไปโรงเรียน ออกมาเจอนับดาว น้อยหน่าถามถึงพ่อ นับดาวปดว่าออกไปแล้ว เขาสั่งให้ตนไปส่งเธอที่โรงเรียนด้วย น้อยหน่าบอกว่าตนมีรถประจำทาง นับดาวเลยพูดขู่ว่า วันนี้อากาศร้อนมากถ้าเหงื่อออกตอนเช้าตกบ่ายกลิ่นตัวจะแรงมาก น้อยหน่าจึงขึ้นรถไปกับนับดาว ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่ามาทำดีกับตนเพื่ออะไร

“ฉันอยากให้พ่อเธอขายที่ แต่พ่อเธอไม่ยอม ถ้าเราผูกมิตรกันได้ บางทีเธออาจจะช่วยฉันพูดให้เขาเปลี่ยนใจได้”

น้อยหน่าบอกว่าเธอเข้าใจผิดถนัด เพราะพ่อไม่ฟังตน คิดว่าตนเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง แล้วยกตัวอย่างเรื่องที่ตนทำผิดกฎโรงเรียนตบกับเพื่อน พ่อไม่ถามความจริงสักคำ เอาแต่สอนนู่นสอนนี่ นับดาวถามว่าเธอตบกับเพื่อนเรื่องอะไร

“มันด่าแม่หนู” น้อยหน่าเสียงสะท้านอย่างไม่หายโกรธ นับดาวบอกว่า แบบนี้ก็สมควรโดน ทำให้น้อยหน่ารู้สึกดีที่อย่างน้อยก็ยังมีคนเข้าใจตนบ้าง

เมื่อปราบลงมาเขาโล่งใจนึกว่านับดาวไปแล้ว ป้ายวงบอกว่าแค่ไปส่งน้อยหน่าเดี๋ยวคงกลับ พอดีมีโทรศัพท์จากป้าพูภรรยาของลุงเย็นเข้ามาบอกว่าลุงเย็นโกรธมากที่มาหาเมื่อเช้าแล้วถูกหาว่าจะมายืนเงิน ป้าพู พูดๆๆแล้ววางสายเลย ปราบตกใจมาก พอดีนับดาวกลับมา เขาหันไปเล่นงานเธอที่ทำให้ลุงเย็นโกรธตน

นับดาวโต้ว่าตนไม่ได้ทำอะไรเลย พูดก็พูดด้วยดีๆไม่กระโชกโฮกฮากเหมือนที่เขากำลังพูดกับตนด้วยซ้ำ ปราบถูกยั่วจนหัวเสียไล่ให้นับดาวออกจากบ้านตนไปเลย นับดาวอ้างว่าตนอยู่ตามคำอนุญาตของปกป้อง ปราบขู่ว่าถ้าไม่ออกไปดีๆ ตนจะจับเหวี่ยงออกไป

“ก็ดี...ถ้าคุณรังแกฉันจริงๆละก็ น้อยหน่าคงเลิกเชื่อคำพูดของคุณไปตลอดกาล” นับดาวท้าทายจนปราบไม่รู้จะทำอย่างไรกับเธอดี นับดาวพูดเยาะก่อนเดินเข้าข้างในว่า “นี่แค่เริ่มต้นนะ ถ้ายังไม่รีบเซ็นขายที่ละก็... ฉันจะป่วนให้ย่อยยับกว่านี้อีก” ปราบได้แต่มองตามราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแต่ทำอะไรเธอไม่ได้

เมื่อไปทำงานที่คลินิก ปราบบอกแก้วว่าต่อไปตนจะมาอยู่คลินิกมากหน่อยเพราะไม่อยากเจอหน้านับดาว สั่งแก้วว่าอย่าบอกให้คนที่บ้านรู้ เดี๋ยวยัยนั่นจะตามมาป่วนที่นี่อีก

“เช่นปล่อยหมาแมวในกรงให้ออกมากัดกันอะไรงี้เหรอคะ” นับดาวถามแทรกขึ้น ทำเอาปราบมองตาค้างถามว่าเธอมาได้ยังไง รู้ได้ยังไงว่าตนอยู่ที่นี่และมาทำไม

ขณะทั้งคู่กำลังโต้เถียงรุนแรงขึ้นทุกทีนั่นเอง ตะวันวาดก็วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกปราบว่า ให้รีบไปเร็วๆเพราะได้ยินเพื่อนของน้อยหน่าพูดกันว่า น้อยหน่านัดจะไปตบหมู่กัน

ปราบตกใจมากเพราะถ้าเกิดมีตบกันครั้งนี้น้อยหน่าจะต้องถูกสั่งพักการเรียน พากันวิ่งมาถึง

ทั้งสองโล่งอกเมื่อเห็นน้อยหน่ากับพวกแองจี้กำลังตบวอลเลย์บอลกันในสนาม

น้อยหน่าถูกก๊วนแองจี้ก่อกวนให้เสียสมาธิจนเธอเริ่มมือสั่น ปราบตะโกนเชียร์ “สู้เขาลูกพ่อ” ทำให้น้อยหน่ามีกำลังใจฮึดขึ้นมาเสิร์ฟลูกอย่างแรง แองจี้รับได้แต่ลูกเด้งออกนอกสนาม ทีมน้อยหน้าเฮกันลั่นด้วยความดีใจสุดๆ ปราบดีใจจนลืมตัวคว้ามือนับดาวเชียร์เย้วๆนับดาวดึงมือออกเขินๆ

น้อยหน่าเล่าให้ปราบฟังว่า ทีแรกตนจะตบกับแองจี้จริงๆ แต่พอดี “เมื่อเช้าหน่าคุยกับพี่ดาว พี่ดาวบอกถ้าตบกันแบบนี่หน่าก็โง่ เพราะต้องโดนไล่ออกแน่ๆ แล้วคนที่จะหัวเราะก็คือยัยแองจี้ หน่าก็เลยเปลี่ยนใจเป็นนัดมาตบวอลเลย์กัน”

นี่เองปราบจึงรู้ว่าน้อยหน่าคุยกับนับดาวและเปลี่ยนจากท้าตบหน้ากันมาเป็นตบบอล ชมลูกว่าเก่งมาก พ่อภูมิใจในตัวลูกมาก ปราบยิ้มอย่างมีความสุข น้อยหน้ากอดแขนพ่ออย่างมีความสุขไม่น้อยกว่ากัน ต่างมองนับดาวและยิ้มให้กัน

ooooooo

ความรู้สึกต่อนับดาวของปราบเริ่มเปลี่ยนแปลง จนวันนี้มีการซ่อมรั้วแถวๆที่แม่เคยพานับดาวมานั่งเล่น เธอรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาดเมื่อได้มาเห็นและอยู่ตรงนี้ แต่นึกไม่ออกว่าเพราะอะไร

คืนนี้ ขณะปราบเดินผ่านห้องนับดาวเห็นน้อยหน่าออกจากห้องนั้นแล้วเข้าห้องตัวเอง ครั้นถามว่าเข้าไปทำอะไร น้อยหน่าก็ตอบอย่างห่างเหินว่าไม่มีอะไร จนรุ่งขึ้นไปเจอนับดาวที่คอกวัว ปราบจึงถาม นับดาวบอกว่าน้อยหน่าเข้าไปปรึกษาเรื่องวิธีรักษาสิว ปราบบอกว่าน้อยหน่าเคยถามตนเหมือนกัน ตนบอกว่า “ปล่อยๆไปมันก็หายเอง ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย”

“รู้ตัวไหมว่าคุณกับน้อยหน่านี่ นอกจากจะมีช่องว่างระหว่างวัยแล้ว ยังมีช่องว่างระหว่างเพศด้วย” ฉวยโอกาสเลียบเคียงว่า “คุณอาจจะทำหน้าที่พ่อได้ แต่คุณก็มีข้อกำจัด ว่าแต่แม่น้อยหน่าไปไหนล่ะคะ”
ปราบตัดบทว่าไม่รู้สักเรื่องได้ไหม บอกว่าตนมีเรื่องจะคุยด้วยแล้วเดินนำไปนั่งที่มุมสวยในไร่

เรื่องที่ปราบคุยคือเสนอให้เธอทำงานที่ไร่ 6 เดือนแล้วตนจะเซ็นขายที่ตามที่เธอต้องการ นับดาวโวยว่า 6 เดือนนานไป ต่อรองกันไปมาตกลงกันที่ 3 เดือน แต่ระหว่างนี้ เธอต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงน้อยหน่าด้วย คือช่วยให้คำปรึกษาน้อยหน่าทุกเรื่องแบบผู้หญิงๆ

นับดาวตกลง ปราบเพิ่มเงื่อนไขว่า “แต่ถ้าคุณอยู่ไม่ครบ 3 เดือน ถือว่าโมฆะ ไม่ต้องมาพูดเรื่องขายที่กับผมอีก” นับดาวถามว่าแล้วถ้าเขาเป็นฝ่ายเลิกสัญญาล่ะ “ผมแบ่งค่าที่ให้คุณ 80 เปอร์เซ็นต์ ผมเอา 20 ตกลงไหม”

“ตกลง” นับดาวรับข้อเสนอแล้วยื่นมือไปเช็กแฮนด์เป็นสัญญาต่อกัน

หลังจากนั้น นับดาวนัดชนะชัยมาบอกว่าตนคงต้องห่างเขาไปสักเดือนเพราะจะไปบวชชีพราหมณ์ ชนะชัยยิ้มให้อย่างเข้าใจ ไม่เอะใจอะไรแม้แต่นิดเดียว

ooooooo

นับดาวเตรียมมาอยู่ยาวตามสัญญา เธอลากกระเป๋ามายืนทำใจที่หน้าบ้านปราบก่อนเดินเข้าไป ปราบไม่ให้เธอได้ตั้งตัว บอกให้ป้ายวงเอากระเป๋าไปเก็บและให้เธอไปทำงานกับเขาทันที

งานแรกที่ให้ทำคือโกยอึวัวที่ท้องเสียเดินปล่อยเรี่ยราดไปทั่ว บอกให้เก็บให้หมด นับดาวโวยวายว่าทำไมให้ตนทำงานแบบนี้ ปราบถามว่าเธอรีดนมวัวเป็นไหม? ฉีดยาให้ไก่เป็นไหม? แบกถุงปุ๋ยถุงละสิบโลไหวไหม? ทุกอย่างเธอไม่เป็น ไม่ได้ และไม่ไหว ปราบสรุปว่างานเก็บอึวัวเป็นงานที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเลย

มอบเครื่องมือเก็บอึวัวให้นับดาวแล้วปราบก็ขับรถกอล์ฟออกไป นับดาวมองตามคำรามแค้นๆ

“ฉันจะจำความแค้นครั้งนี้ไว้ หวังว่านายจะไม่ลืมเรื่องนี้นะ”

ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากเธอโกยอึวัวแล้วแอบซุกๆกลบๆไว้ตามรายทางเสร็จแล้ว ปราบให้เธอเอาอาหารไปให้ตัวเงินตัวทองที่เพาะเลี้ยงไว้ในบ่อ พอเธอปฏิเสธเขาก็ขู่จะยกเลิกสัญญา ทำให้นับดาวจำต้องกล้ำกลืนเอาเนื้อสัตว์เน่าๆไปหว่านให้พวกตัวเงินตัวทองกินในบ่อด้วยความแค้นใจ

ทำงานกับของเหม็นมาทั้งวันเหนื่อยสายตัวแทบขาด กลางคืนยังต้องมาเป็นพี่เลี้ยงน้อยหน่าอีก โชคดีที่น้อยหน่าไม่ต้องการพี่เลี้ยง เลยตกลงกันว่าจะมานั่งๆ นอนๆในห้องน้อยหน่าจนหมดเวลาแล้วกัน ตกลงกันได้แล้วนับดาวก็ขอไปนอน

เดินโผเผกลับมาจะนอนก็เหม็นกลิ่นอึวัวโชยมา เธอลุกขึ้นมาดมตามแขนตามมือก็ไม่เหม็น ต่อมาจึงรู้ว่ากลิ่นมาจากอึวัวที่ตัวเองเอาไปหมกไว้ใกล้หน้าต่างห้องนั่นเอง

ขณะลุกไปตามหากลิ่นอึวัวนั้น ได้ยินปราบกับปกป้องคุยกันถึงเรื่องของตัวเอง นับดาวเงี่ยหูฟัง ได้ยินปกป้องถามปราบว่า ถ้านับดาวทำได้ตามสัญญาจนครบ 3 เดือนปราบจะยอมขายที่จริงๆหรือ

“ไม่มีทาง ผมไม่ปล่อยให้เขาอยู่ครบสามเดือนหรอกครับ ที่ของนายนิ่งมีความหมายแค่ไหนอาก็รู้ ผมไม่มีวันขายหรอก”

นับดาวแทบจะปรี๊ดแตก ดีแต่ห้ามตัวเองไว้ทัน พูดอาฆาตว่าแล้วเราจะได้เห็นดีกัน ก่อนเร้นกายหายไปในความมืด

ooooooo

เพียงตีสี่ครึ่ง นับดาวก็ถูกปราบปลุกให้ลุกไปทำงานเพราะคนงานที่ไร่ต้องตื่นมาทำงานเช้ามืดแบบนี้ทุกคน นับดาวเก็บความแค้นไว้ ตามปราบไปตลาด เขาใช้ให้เธอไปซื้อของตามรายการที่จดให้ ส่งน้อยหน่าเสร็จจะกลับมารับ

นับดาวเดินอ่านรายการจนเดินชนกับเพชรสีที่หัวมุมล้มไปด้วยกัน ทั้งสองปะทะคารมกันอย่างเผ็ดร้อนไม่มีใครยอมใคร แต่ฝีปากนับดาวเหนือกว่าเรียกเสียงเชียร์จากแม่ค้ามากมาย เพชรสีเถียงสู้ไม่ได้ก็ต่อยเปรี้ยงเข้าให้ นับดาวใช้กำลังสู้เพชรสีไม่ได้ โดนต่อยจนหน้าช้ำแล้วเพชรสีก็เดินหัวเราะสะใจไป

แม่ค้าแถวนั้นปลอบใจนับดาวว่า ทีหลังเจอเพชรสีอีกก็อย่าไปยุ่งด้วย เพราะพ่อเธอเป็นมาเฟีย คนแถวนี้ไม่มีใครกล้าหือ เจอกันคราวหน้าก็หลบๆเสียคิดว่าเจอหมาบ้าก็แล้วกัน

นับดาวไปซื้อของตามรายการจนครบ ปราบกลับมารับ เขาเห็นหน้าเธอช้ำถามว่าไปต่อยกับใครมาหรือ นับดาวไม่ยอมบอก เขาเลยได้แต่แอบมองอย่างสังเกต

ส่วนเพชรสีกลับไปเจอเสี่ยไฝ บอกพ่อว่าวันนี้ตนได้สั่งสอนคนบางคนมา แล้วเล่าให้พ่อฟังว่ามีคนมาบอกว่าปราบจะขายไร่ให้คนที่ตนสั่งสอนไปเมื่อกี้นี้ เสี่ยไฝของขึ้นทันที เจ็บใจที่ตัวเองขอซื้อมานานปราบไม่ขาย แต่จู่ๆก็จะมาขายเอาง่ายๆ

ooooooo

กลับถึงบ้านปราบดูแลนับดาวด้วยการเอาไข่ต้มอุ่นๆ ให้มาคลึงที่เบ้าตา เอายามาทาให้บอกให้ทาอีกสองสามวันก็หาย

ไม่ทันไร เสี่ยไฝก็มากับลูกน้องถามว่าปราบจะขายไร่ให้คนอื่นหรือ ตนเพิ่งถามเร็วๆนี้ เขายังยืนยันว่าไม่ขาย ขู่ปราบว่าถ้าจะขายต้องขายให้ตนคนเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นถือว่าหักหน้ากัน

ปราบไม่ตอบและไม่ปฏิเสธ จนเสี่ยไฝโมโหหาว่าปราบสำบัดสำนวน บอกว่าตนขอพูดตรงๆตามแบบของตนว่า

“ถ้าคุณขายที่ให้คนอื่น คุณตาย!” แล้วพาลูกน้องกลับไป

ปกป้องมาถามว่าเรื่องเป็นอย่างไร ปราบบอกว่าตนกลัวว่าถ้าเสี่ยไฝเข้าใจผิดแล้วนับดาวจะเดือดร้อน ยืนยันกับปกป้องว่า

“จะใครหน้าไหนผมก็ไม่ขายทั้งนั้นแหละครับ” พูดแล้วปราบก็คิดถึงอดีตตั้งแต่เขายังเด็ก ทำไร่ผืนนี้มากับพ่อและแม่ดูแลรักษาไร่ผืนนี้มา รักปานชีวิตตราบจนวันนี้ เพราะพ่อรับปากกับนายนิ่งเพื่อนสนิทที่ฝากฝังไว้ให้ช่วยดูแลไร่ผืนนี้ ปรีดาพ่อของปราบ บอกกับเขาเวลานั้น
ว่า ถ้าลูกหลานอยากเอาไปทำไร่ตนไม่ห้าม แต่ถ้าจะเอาไปทำอย่างอื่นอานิ่งไม่ยอม สั่งเสียว่า “ปราบจำไว้นะ ถ้าวันไหนพ่อไม่อยู่ ปราบต้องดูแลไร่ของอานิ่งแทนพ่อด้วย เข้าใจไหมลูก”

ปราบบอกปกป้องที่ฟังอย่างสนใจว่า “กว่าที่ผืนนี้จะอุดมสมบูรณ์แบบนี้ ไม่ได้เสกมานะครับ เราต้องแลกด้วยอะไรบ้างอาก็รู้ดี ผมไม่มีวันขายที่ของอานิ่งไปหรอก นอกเสียจากว่า นับดาวเขาอยากเป็นสาวชาวไร่”

ปกป้องฟังจบก็ขำก๊ากกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้

ooooooo

ปราบยังเคี่ยวเข็ญให้นับดาวฝึกงานในไร่อย่างเข้มงวด ให้เธอล้างคอกเจ้ากะทิที่วันก่อนท้องเสียเดินถ่ายเรี่ยราดให้สะอาด เสร็จแล้วให้พาไปอาบน้ำ จนตกกลางคืนนับดาวจับไข้ เขาต้องพาไปโรงพยาบาลเฝ้าอยู่จนเธอรู้สึกตัว หมอมาบอกว่าตรวจเลือดแล้วไม่พบการติดเชื้อสงสัยจะเป็นเพราะขาดน้ำและพักผ่อนไม่พอ

นับดาวขอให้หมอถอดสายน้ำเกลือตนจะรีบไปทำงาน พูดประชดปราบว่า ไม่รู้ว่าวันนี้จะถูกใช้ให้ไปล้างเพนียดช้างรึเปล่า ปราบบอกว่าไว้หายดีก่อนจะให้ไปล้างบ่อจระเข้เพราะที่ไร่ไม่มีช้าง ขู่แล้วฝากหมอให้ดูแลนับดาวด้วย ตนจะกลับไปดูงานที่ไร่ก่อน

จากการคุยกับหมอที่เป็นเพื่อนปราบ นับดาวจึงรู้ว่า ที่แท้ปราบจบปริญญาตรีคณะสัตวแพทยศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทำเอานับดาวอึ้ง เพราะคิดว่าเขาเป็นหมอเถื่อนบ้านๆเท่านั้น ฉุกคิดได้ถามหมอว่าแล้วคนชื่อปรายฟ้าเป็นใคร

“ถ้าไม่ใช่เพราะปรายฟ้า ป่านนี้ไอ้ปราบจะเป็นยังไงมั่งก็ไม่รู้” หมอพูดเหมือนจะเล่าแต่ก็เดินออกไปเสียงั้น นับดาวบ่นอุบว่าคนที่นี่เป็นอะไรกันไปหมด พูดให้รู้เรื่องมากกว่านี้แล้วจะตายรึไง?!

ooooooo

ระหว่างที่นับดาวอยู่โรงพยาบาลนั้น ชนะชัยโทร.เข้ามือถือเธอ ปราบรำคาญเลยรับสาย ถูกชนะชัยซักถามอย่างระแวงว่าเขาเป็นใครและนับดาวอยู่ไหน ปราบตอบห้วนๆว่าไว้นับดาวกลับมาค่อยถามเธอเองก็แล้วกัน พูดแล้วตัดสายเลย

นับดาวออกมาโทรศัพท์ตู้สาธารณะบอกปราบให้มารับกลับด้วย ปราบบอกว่าไม่ว่างแนะนำให้ขึ้นรถสองแถวกลับเอง เธอโวยวายกลัวหลง แต่เมื่อเขาไม่มารับจริงๆ เธอก็ไปขึ้นรถสองแถวกลับเอง บังเอิญเจอคนงานที่ใส่เสื้อไร่ปรีดาสองคนนั่งคุยกัน เธอเลยเงี่ยหูฟัง

นับดาวเจ็บใจมากเมื่อได้ยินคนงานคุยกันถึงงานที่ปราบใช้ให้เธอทำว่า เป็นงานที่ไม่ค่อยได้ทำและไม่เคยทำมาก่อน แต่พอเธอมาก็ถูกใช้ให้ทำอย่างเช่นให้โกยอึวัว เมื่อรู้ว่าถูกแกล้งนับดาวยิ่งแค้น “นายปราบ...กล้าหลอกฉันใช่ไหม?!”

เมื่อกลับถึงห้องนอนก็ได้รับโทรศัพท์จากชนะชัยอีก เขาบอกว่าโทร.มาแล้วมีผู้ชายรับสายพูดไม่ดีเลย นับดาวยิ่งฉุนวางสายก็คำรามเบาๆ “นายปราบ...ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ!”

แล้วก็สบโอกาสเอาคืนให้หายแค้น เมื่อปราบได้รับโทรศัพท์จากป้าพูให้ไปช่วยดูควายที่บ้านกำลังจะออกลูก ปราบที่กำลังกินข้าววางช้อนทันที สั่งน้อยหน่าให้ช่วยเตรียมเครื่องมือและไปเป็นลูกมือให้พ่อด้วย

นับดาวย่องมาที่รถ ยิ้มเจ้าเล่ห์แช่ง “ขอให้ยางแบนกลางป่าแล้วกันนะ”

ปราบมาเจอถามว่ามาทำอะไรแถวนี้ น้อยหน่าถามว่านับดาวจะไปด้วยหรือ ปราบฉุกคิดได้บอกให้นับดาวไปแทนน้อยหน่า เพราะจะได้มีลูกมือที่พูดกันเข้าใจหน่อย

นับดาวอึกอัก ปราบตัดบทอย่างรู้ทันว่า “ถ้าปวดฉี่ อั้นไว้ไปฉี่ที่บ้านลุงเย็น” พอนับดาวขึ้นรถเขาขับพุ่งออกไปเลย

แต่พอไปถึงกลางป่ารถยางแบนสองข้าง เลยต้องเดินไปกันอย่างทุลักทุเล แต่พอไปถึงบ้านลุงเย็น กลายเป็นเจอคนจะคลอด ถามป้าว่าทำไมเป็นอย่างนี้ ป้าพูบอกว่า ถ้าบอกว่าคนจะคลอดกลัวปราบจะไม่มาเลยต้องปดว่าควายจะออกลูก

ทั้งสองตกกระไดพลอยโจน ต้องช่วยกันทำคลอดให้หญิงต่างชาติที่พูดไทยเกือบไม่ได้ ดีที่ปลอดภัยทั้งแม่ ทั้งลูก จากนั้นจึงพาส่งโรงพยาบาล นับดาวยังช่วยติดต่อไปทางมูลนิธิ คุณหญิงรับปากจะดูแลและส่งกลับประเทศให้

จากการได้ร่วมกันช่วยชีวิตสองแม่ลูก ทำให้ปราบกับนับดาวมีความรู้สึกดีๆต่อกัน แต่เมื่อกลับมาถึงรถเจอปกป้องที่มาช่วยดูแลให้อยู่ ปกป้องบอกว่ายางแบนสองข้างพร้อมกันแบบนี้ต้องถูกมือดีแกล้งแน่ๆ

ปราบฉุกคิดถึงเมื่อเช้าที่เห็นนับดาวมาป้วนเปี้ยนแถวรถทันที เขาคาดคั้นจนนับดาวยอมรับแต่ก็อ้างว่าทำเพราะตนถูกเขาแกล้งก่อน

ปกป้องไกล่เกลี่ยว่าแบบนี้ก็เจ๊ากันไปแล้วกัน แล้ว ดึงมือสองคนมาเช็กแฮนด์กัน

รุ่งขึ้น ลุงเย็นไปหาปราบถึงไร่เพื่อขอโทษที่ป้าพูสร้างปัญหาให้จนต้องลำบากลำบนกัน ทีแรกนับดาวโกรธ แต่พอปราบบอกว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเกิดอุบัติเหตุป้าพู ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองก็เลยอาจจะไม่ปกติไปบ้าง นับดาวจึงเข้าใจและขอโทษลุงเย็นที่ตนพูดจาไม่ดีออกไป

ลุงเย็นมองหน้านับดาวทักว่าหน้าเหมือนใครที่ตนเคยรู้จัก ปราบจึงบอกว่านับดาวเป็นลูกของนายนิ่ง ลุงเย็นชะงักกึกมองหน้านับดาวตาวาววับแล้วขอตัวกลับ

ปราบเดินมาส่ง ลุงเย็นบ่นว่าปราบน่าจะบอกตน แต่แรกว่านับดาวเป็นใคร ถามปราบว่าแล้วนับดาวรู้เรื่องที่เกิดขึ้นหรือเปล่า ปราบบอกว่าตนยังไม่ได้เล่า ลุงเย็นเสนอว่าไม่ต้องเล่าก็ได้เพราะเรื่องเกิดขึ้นมานานแล้ว พึมพำว่า

“อุบัติเหตุครั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะนายนิ่งละก็... เมียผมคงไม่เป็นแบบทุกวันนี้” ขณะนั้นเห็นนับดาวเดินอยู่ ลุงเย็นบอกว่า “ลูกสาวนายนิ่ง ถึงจะบอกว่าไม่รู้เห็น การกระทำของพ่อ แต่ลุงไม่มีวันปล่อยเขาไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรหรอก”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

บ้านไร่สายสมร EP.27 ไหมตะวัน ตกเป็นเหยื่อในแผนของเสี่ยธวัชชัย กับ สุรีย์
14 เม.ย. 2564

10:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 12:22 น.