ตอนที่ 16
เช้าวันนี้ วิทย์ออกจากบ้านหลังเล็กของตัวเองเดินตรงไปที่บ้านหลังใหญ่ของพี่สาวที่อยู่ไม่ไกลกันนักบ้าน หลังใหญ่ของวิภาแม้ไม่หรูหราแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยเอามากๆ วิภาอยู่กับสมรหญิงวัยกลางคนท่าทางหัวโบราณ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่ติดตามวิภามาตั้งแต่เด็ก
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพี่” วิทย์ทักทายพี่สาวด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ฝนคงจะตกใหญ่ น้องชายของพี่มาให้เห็นหน้าแต่เช้า แต่ทำไมหน้าซีดเซียวดูไม่ได้เลย ไปทำอะไรมา”
สมรเดินออกมาได้ยินพอดี คาดเดาทันทีว่า “เมื่อคืนคงไม่ได้นอนน่ะสิคะคุณวิภา อิฉันตื่นมาตอนหัวรุ่งยังได้ยินเสียงคุณหนูสีซออยู่เลย”
“ไวโอลินจ้ะสมร ไม่ใช่ซอ”
“ก็เหมือนกันแหละค่ะ”
“แล้วทำไมกลางคืนไม่หลับไม่นอน มานั่งสีไวโอลิน มีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือเปล่า”
วิทย์ มีเรื่องต้องคิดจริงๆ แต่รีบพูดกลบเกลื่อน “ศิลปินไส้แห้งอย่างผมจะกลุ้มอะไรครับ นอกจากเรื่องไม่มีสตางค์ อ้อ แล้วอีกอย่างตอนนี้ก็หิวจนไส้แทบขาดแล้ว”
“อ้าว แล้วก็ไม่บอก...สมร ไปยกของเช้าขึ้นมาให้คุณวิทย์เร็วเข้า คุณวิทย์หิวแล้ว”
สมร รับคำแล้วกุลีกุจอเข้าไปในบ้านจัดอาหารขึ้นโต๊ะ วิภาตามมานั่งประกบวิทย์ คอยเลื่อนอาหารปรนนิบัติราวกับแม่ดูลูกชาย ขณะที่ปากก็บ่นไปด้วย
“อุตส่าห์ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนากลับมาเล่นดนตรีหากินอย่างกับวณิพกก็ไม่ปาน”
“โธ่ คุณพี่ครับ มันหมดสมัยที่จะมาดูถูกคนทำงานศิลปะแล้วนะครับ ดูอย่างในยุโรป...”
“ไม่ ต้องพูดเลย จะที่ไหนๆมันก็ไม่ใช่อาชีพของผู้ดี เจ้าคุณพ่อเราเป็นถึงพระยา วิทย์น่าจะรับราชการ เจริญรอยตามเจ้าคุณพ่อให้เป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูล ไม่ใช่ฉุดให้ตกต่ำลงอย่างนี้”
“คุณพี่เล่นเอาผมรับประทานข้าวไม่ลง”
“พี่พูดเพราะหวังดีนะ พี่มีน้องชายคนเดียวก็อยากให้ได้ดี มีเกียรติ มีฐานะ แล้วไหนจะเรื่องคู่ครอง”
พี่ สาวพูดมาถึงเรื่องนี้ วิทย์ถึงกับยิ้มไม่ออก รวบช้อนบอกอิ่มดีกว่า แล้วยกมือไหว้ขอบคุณ ทำท่าจะรีบไป แต่วิภาลุกพรวด พูดจริงจังเสียจนวิทย์หน้าเจื่อน
“วิทย์...พี่บอกไว้ก่อนเลยนะ เธอเล่นดนตรีพี่ยังพอรับได้ แต่อย่าคิดจะคว้าอีพวกเต้นกินรำกินมาเป็นน้องสะใภ้พี่ พี่ไม่ยอมจริงๆ”
ooooooo
เย็น วันถัดมา คุณหญิงโสภาเตรียมทำกุ้งเผาไว้ให้สมศักดิ์ โดยที่แป้นช่วยติดเตาถ่าน แต่พอจะเผากุ้งเข้าจริงๆ คุณหญิงก็ไม่กล้าเพราะกลัวบาป แป้นเลยต้องลงมือเอง
“บาปจัง” คุณหญิงโสภารำพึงเสียงอ่อย
“บาปแต่อร่อยนะคะ คุณหญิงอย่าคิดมากเลยค่ะ ใครๆเขาก็ทำกัน”
“ยังไงก็บาปอยู่ดี นี่ถ้าคุณสมศักดิ์เธอไม่อยากรับประทานสะเดาน้ำปลาหวาน หญิงไม่ทำแน่”
“โถแม่คุณ กลัวบาปยังยอมทำ คุณสมศักดิ์รู้ว่าเมียรักขนาดนี้คงดีใจนะคะ”
คุณหญิงโสภายิ้มบางๆให้แป้น แล้วพออาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็นั่งล้อมวง ยกเว้นสมศักดิ์ที่ยังไม่กลับมา
“กินก่อนเถอะค่ะคุณหญิง กุ้งนี่เก็บเอาไว้ให้คุณสมศักดิ์ เดี๋ยวค่ำๆคงมา”
“อย่าเลยค่ะพี่แป้น รับประทานด้วยกันดีกว่า”
“โอ๊ย ไม่ต้องๆ ฉันกับแม่แป้นอยู่ในคลองมาตั้งแต่เกิด กุ้งนี่กินกันจนเบื่อ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ไม่ เป็นไรจริงๆค่ะ พี่สุข พี่แป้น ความจริงเมื่อเช้าคุณสมศักดิ์แค่พูดว่าเธออยากรับกุ้งแม่น้ำเท่านั้น หญิงเลยคิดไปเองว่าเธอจะกลับมา บางทีคืนนี้เธออาจจะกลับดึกเหมือนคืนก่อนๆก็ได้”
“คืนไหนไม่ว่า คืนนี้อย่าไปอยู่ฝั่งโน้นได้เป็นดี”
“อ้าว ทำไมล่ะตาสุข”
“ก็ เมื่อเช้าที่วัดเขากระซิบกันให้แซ่ด คืนนี้เดือนหงายเห็นอะไรๆถนัดดีนัก เขาลือกันว่าไอ้ยุ่นจะโดนหนัก เขาจะทิ้งระเบิดกันมโหฬารเลยล่ะคืนนี้”
คุณหญิงโสภาหน้าเสียเป็นห่วงสมศักดิ์ แป้นเห็นแล้วรีบตีแขนสุขดังเผียะ ขยิบตาห้ามไม่ให้พูดต่อ
ooooooo
หลัง เลิกละครในคืนนี้ วิทย์นั่งสามล้อมาส่งสาตามปกติ ส่งเสร็จสานึกว่าเขาจะกลับไปพร้อมสามล้อจะได้ไม่ต้องเดินออกไปปากซอย แต่กลายเป็นว่าเขายังไม่อยากกลับ อยากคุยกับเธอก่อน
“คุยเรื่องอะไรคะ”
“ขอผมเข้าไปคุยในบ้านได้ไหมครับ”
สาไม่ตอบแต่เดินนำเข้ามาในบ้านที่ค่อนข้างมืดเพราะไฟฟ้าใช้ไม่ได้
“สงสัยไส้หลอดจะขาด มีดวงใหม่ไหมครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้”
“ไม่มีค่ะ ช่วงสงคราม อย่าว่าแต่หลอดไฟเลย กระทั่งเทียนไขยังหายาก”
สาจุดตะเกียงให้แสงสว่าง แล้วบอกวิทย์ให้พูดธุระมาได้เลย
“ผม อยากทราบว่าคุณอุษาคิดยังไงกับเรื่องที่ผมขอคุณอุษาแต่งงาน ผมไม่ใช่คนมีเงินมีทอง เป็นแค่นักดนตรีกระจอกๆคนหนึ่ง นอกจากความรักและภักดีของผม ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ผมจะให้กับคุณอุษาได้”
“ฉันเองก็ไม่ได้มีอะไรดี ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ เคยแต่งงานมาแล้วด้วยซ้ำ”
“แต่คุณอุษาก็มีค่าสำหรับผมเสมอ”
สาอึกอักลำบากใจ ไม่รู้จะตอบยังไง วิทย์เห็นท่าทีก็กลัวเธอปฏิเสธ บอกให้ค่อยๆคิดก็ได้ ตนเข้าใจและพร้อมที่จะรอ
“ค่ะ วันนี้ฉันเหนื่อย คุณวิทย์กลับไปก่อนได้ไหมคะ ฉันอยากนอนพัก”
วิทย์ ก้มหน้ายอมรับโดยดี สาสงสารบีบมือเขาเบาๆ ก่อนที่เขาจะดึงเธอเข้ามากอด โดยทั้งคู่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบมองอยู่ในความมืด จนกระทั่งวิทย์กลับไปแล้ว คนคนนั้นก็ปรากฏตัวออกมา ทำเอาสาตะลึงพรึงเพริด
“คุณสมศักดิ์ นี่คุณแอบเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็ มาทันเห็นคุณกับไอ้หน้าจืดนั่นก็แล้วกัน สนุกใหญ่สินะ กลับบ้านดึกๆดื่นๆ พาผู้ชายมาพร่ำพลอดถึงในบ้าน ไม่กลัวชาวบ้านนินทาบ้างหรือไง หรือว่าหน้านี่มันไม่ยางอายเหลือแล้ว”
“ใช่สิ! ฉันมันคนไม่ดี ไม่มียางอาย รู้แล้วก็ไปให้ไกลๆ อย่ามายุ่ง”
“คำก็ไล่ สองคำก็ไล่ มีของใหม่ ลืมของเก่าแล้วหรือยังไง”
“ลืม แล้ว” สาประชดด้วยความน้อยใจ กลายเป็นว่าฝ่ายชายยิ่งหึงหวง กระชากเธอเข้ามากอดจูบเพื่อเตือนความจำ สาดิ้นขลุกขลักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็จำนนต่อความรักที่มีอยู่ในใจ...ไม่มีใครสนใจเสียงหวอเตือนภัยที่ดัง ลั่นอยู่ด้านนอก
ooooooo
วิทย์กำลังจะกลับบ้านตัวเอง แต่ระเบิดลงหนักเลยนึกเป็นห่วงสาจะกลับไปดูเธอที่บ้าน แต่ขณะวิ่งสวนกลุ่มคนกลับไปทางเดิมนั้น มีรถคันหนึ่งเสียหลักพุ่งมาเฉี่ยวเขาล้มลง เขาพูดชื่ออุษาออกมาก่อนจะหมดสติไปต่อหน้าคนขับรถที่เข้ามาช่วยเหลือ
ด้านคุณหญิงโสภาก็นอนไม่หลับ เป็นห่วงสมศักดิ์ที่ยังไม่กลับบ้าน แป้นกับสุขก็รอคอยเช่นกัน เดินวนเวียนไปมาหน้าตาร้อนรน
“สงสัยคืนนี้คุณสมศักดิ์จะไม่ได้กลับบ้านแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”
“เรือจ้างไม่กล้าวิ่งกันแล้ว คืนนี้ไอ้พวกฝาหรั่งมันเอาจริง มันทิ้งระเบิดลงมาลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเลยเชียว”
“ตายจริง...แถวนั้นใกล้บ้านสาด้วย จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
คุณหญิงโสภาหน้าเสีย ใจคอไม่ดี...แต่หารู้ไม่ว่าเวลานั้นสากำลังนอนซบอยู่ในอ้อมกอดของสมศักดิ์ที่บ้านเช่า ท่ามกลางเสียงหวูดเตือนภัยที่ยังแว่วอยู่ไกลๆ
“คืนนี้ระเบิดลงหนักเหลือเกิน”
“คุณกลับได้แล้วค่ะ”
“ขอผมอยู่จนเช้าได้ไหม ผมเป็นห่วงคุณ”
สมศักดิ์จูบผมสาเบาๆ แล้วหลับตาลงอย่างสุขสม สาเองก็มีความสุข แต่อดสะท้อนใจไม่ได้เมื่อนึกถึงคุณหญิงโสภา
ooooooo
ตีสี่แล้วแต่เสียงหวูดเตือนภัยดังสนั่น พร้อมกับเสียงระเบิดตูมตามไม่หยุดหย่อน คุณหญิงโสภานั่งหลับอยู่ที่นอกชานสะดุ้งตื่น แป้นที่หอบเสื่อกับหมอนออกมานอนเฝ้าระวังที่นอกชานก็พลอยสะดุ้งไปด้วย คว้าผ้าคลุมหัว ละล่ำละลักสวดมนต์เป็นระวิง
สุขเห็นแล้วยิ่งอยากแกล้ง เดินเข้ามากระชากผ้าคลุมหัวแป้นออก และทำเสียงดังใส่เหมือนระเบิดลง แป้นเลยกรีดร้องซะลั่นบ้าน แต่พอเห็นว่าเป็นสามีก็
ด่าเอ็ดอึง
“ตาสุข ตาบ้า แกมาดึงผ้าฉันทำไม”
“ผ้าผวยของแกลงยันต์มารึไงยายแป้น ถึงจะกันระเบิดได้...โน่น มันตกแถววัดโน่น ห่างบ้านเราไป ตั้งเยอะ”
“แกรู้ได้ยังไง”
“ไปดูลาดเลามาแล้ว ฝั่งขะโน้นโดนระเบิดไม่มีชิ้นดีเชียว เห็นเขาว่าเมื่อคืนคนตายเป็นเบือ”
“อะไรนะคะ คนตายเป็นเบือ”
คุณหญิงตกใจ พอดีโสภิตพิไลวิ่งออกมาจากห้อง ร้องเรียกหาพ่อ
“คุณพ่อยังไม่กลับเลยค่ะ จะทำยังไงดีคะพี่แป้น หายเงียบไปทั้งคืนแบบนี้ หญิงเป็นห่วงเหลือเกิน”
แป้นกับสุขพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไปมาอย่างกังวล
ooooooo
สมรอยู่เฝ้าวิทย์ตั้งแต่เมื่อคืน พอเช้าขึ้นเห็นเขารู้สึกตัวจึงรีบวิ่งไปตามวิภาพร้อมกับนำอาหารเช้าติดมือมาให้เขาด้วย
“วางตรงนั้นแหละสมร เดี๋ยวฉันจะไปพาวิทย์ออกมาเอง”
พูดแล้ววิภาชะงัก เมื่อเห็นวิทย์สวมเสื้อผ้าชุดใหม่เดินออกมาจากข้างใน
“อ้าว นั่นแต่งตัวจะไปไหน”
“ผมจะออกไปหาเพื่อนครับ”
“พี่ไม่อนุญาต...นั่งลงรับประทานข้าวก่อน เมื่อคืนยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ”
“ผมก็เรียนพี่วิภาแล้วนี่ครับ ผมกำลังเดินกลับบ้าน พอดีระเบิดลง มีรถมาชนผม ผมวูบไป ตื่นขึ้นมาในรถเขา เขาขอโทษ แล้วก็พาผมมาส่งที่บ้าน...จบ”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นจ้ะ”
“แล้วเรื่องอะไรครับ”
“คนที่ขับรถชนเธอ เขาเล่าให้พี่ฟังว่าก่อนหมดสติเธอพูดถึงคนชื่ออุษา คุณอุษาคือใคร”
วิทย์อึ้งไปนิดก่อนตัดสินใจพูดตรงๆว่าเธอคือผู้หญิงที่ตนรัก
“หมอนว่าแล้วเชียว ลองลุกมาสีซอกลางดึก กลางดื่น”
“เดี๋ยววิทย์ แล้วแม่อุษาคนนี้เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน ลูกเต้าเหล่าใคร แล้วที่จะรีบออกไปทั้งๆที่ตัวยังเจ็บอยู่นี่ จะไปหาแม่อุษาใช่ไหม”
วิทย์นิ่งเงียบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่แค่นี้วิภาก็รู้คำตอบด้วยตัวเอง
ooooooo
ภายในบ้านเช่า สมศักดิ์กำลังแต่งตัวแต่สายังนอน ห่มผ้าอยู่บนเตียง สีหน้าไม่แช่มชื่น ถามเสียงแผ่วเบา
“คุณตื่นเอาจนสายป่านนี้ กลับถึงบ้านจะแก้ตัวกับคุณหญิงว่ายังไง”
“ผมคิดๆดูแล้ว ผมจะสารภาพเรื่องของเรากับ คุณหญิง” สาขยับจะเถียงแต่เขารีบยกมือห้าม “ฟังผมก่อนคุณสา ผมกับคุณหญิงโสภาไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยามานานมากแล้ว จริงๆนะ เรื่องแบบนี้เธอน่าจะเข้าใจ”
“ไม่มีทางค่ะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้าใจหรอกโดยเฉพาะคุณหญิงของฉัน คุณเลิกคิดได้”
พลันเสียงประตูบ้านด้านนอกดังราวกับมีคนเปิด สมศักดิ์กับสาชะงักมองหน้ากัน
“ใครกัน คุณให้กุญแจบ้านไอ้หน้าอ่อนนั่นไว้ด้วยหรือ”
“บ้า! เมื่อคืนฉันลืมลั่นกุญแจ ตายละ หรือว่าขโมย”
“เงียบไว้ คุณอยู่ในนี้ก่อน” สมศักดิ์เปิดประตูห้องออกไป ทั้งที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อ แล้วยืนตัวแข็งทื่อ เพราะคนที่
มาไม่ใช่ขโมย แต่เป็นคุณหญิงโสภาภรรยาของเขาเอง
สาตามออกมาอีกคนในสภาพผ้าห่มพันกาย พอเห็นคุณหญิงโสภาก็นิ่งงันเหมือนถูกสาป คุณหญิงโสภาเข้าใจหมดทุกอย่างด้วยตาตัวเอง ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งตัวจนสั่นระริก แต่พยายามฝืนให้นิ่งด้วยทิฐิมานะ พูดกับสาเสียงเบาหวิว
“หญิงแวะมาดูเท่านั้นเองจ้ะ เมื่อคืนระเบิดลงหนัก มาก เขาลือกันว่ามีคนเจ็บคนตาย คุณสมศักดิ์ก็ไม่กลับบ้านหญิงเป็นห่วง เป็นห่วงสาด้วย เลยแวะมาดูในเมื่อไม่มีใครเป็นอะไรหญิงก็จะกลับละ”
“คุณหญิงครับ เดี๋ยวก่อน”
คุณหญิงโสภากลั้นน้ำตาเดินลิ่วไม่เหลียวหลัง สมศักดิ์หันกลับมาคว้าเสื้อแล้ววิ่งตามเธอออกไป สาได้สติ รู้สึกผิดท่วมท้น ทรุดลงกับพื้นร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนโลกถล่มทลาย
“คุณหญิง...สาขอโทษ คุณหญิง สาผิดไปแล้ว สา ขอโทษ”
สาร้องไห้ฟูมฟายใจจะขาด...อีกอึดใจ วิทย์วิ่งขึ้นมา เห็นสภาพสาก็แตกตื่นตกใจ
“คุณอุษา เกิดอะไรขึ้นครับ บอกผมหน่อยได้ไหม คุณอุษาเป็นอะไร”
วิทย์ประคองสาด้วยความเป็นห่วง แต่สาเหมือนสติแตกไปแล้ว ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น เอาแต่ร้องไห้น้ำตานองหน้า เนื้อตัวสั่นสะท้านไปหมด
ooooooo
เรือโดยสารเลี้ยวจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าคลองบ้านสวนของแป้น สมศักดิ์นั่งอยู่ในเรือใจร้อนเป็นไฟ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งคุณหญิงโสภาเห็นกับตาเป็นชนวนเหตุ
เมื่อเรือจอดส่งที่ท่าน้ำ สมศักดิ์รีบวิ่งมาที่บ้าน ขณะนั้นสุขกำลังเรียงกล้วยที่เพิ่งตัดใหม่ใส่เข่งหันไปเห็น
“อ้าวคุณ...”
“คุณหญิงกลับมาหรือยังครับ” สมศักดิ์ถามร้อนรน
สุขยังไม่ทันตอบ แป้นโผล่มาจากดงกล้วยแบกกล้วยมาอีกเครือ ทักเสียงแจ๋ว
“แหมคุณสมศักดิ์ หายไปไหนมาทั้งคืนเชียวคะ
ฮู้ย เมื่อคืนนี้น่ากลัวจะตาย คุณหญิงเธอเป็นห่วงคุณเสียจนต้องออกไปตามแต่เช้า แล้วนี่เจอกันไหมคะ ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”
“คุณหญิงยังไม่กลับมาที่นี่อีกหรือครับ” สมศักดิ์ถามเสียงแหบแห้ง เห็นแป้นกับสุขพยักหน้า ก็ยิ่งใจเสีย สงสัยหนักหนาว่าเธอไปไหน?
แป้นเห็นอาการสมศักดิ์ผิดปกติ รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องแน่!
ooooooo
เวลานั้น คุณหญิงโสภานั่งร้องไห้อยู่บริเวณถนนหน้าวังรวีวาร หวนนึกถึงอดีตที่เคยพบเจอสมศักดิ์ครั้งแรก...จนกระทั่งได้พบกันโดยมีสาเป็นแม่สื่อแม่ชักยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำ เพราะวันนี้แม่สื่อทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ นอกจากตัวเอง
“หญิงผิดเอง ผิดเองที่ไม่เชื่อใคร แต่กลับไปเชื่อสา”
คุณหญิงโสภาคร่ำครวญทั้งน้ำตา สักครู่เห็นประตูวังเปิดกว้าง รถแล่นออกมา เธอรีบหลบหลังต้นไม้ ใจหนึ่งอยากออกไป แต่อีกใจก็กลัวเกินกว่าจะปรากฏตัวให้หม่อมแม่เห็น
หม่อมพริ้มนั่งเบาะหลังกับชายรวีในวัยเจ็ดขวบ โดยมีชิดเป็นคนขับรถ สองแม่ลูกพูดคุยกันเรื่องเรียนต่อของชายรวี
“คุณชายลูกของท่านลุงสืบสายชวนให้แม่ส่งชายไปเรียนที่ฝรั่งเศส ชายอยากไปไหมลูก”
“ถ้าหม่อมแม่ไป ชายก็ไปค่ะ”
“ชายต้องไปคนเดียวสิจ๊ะ แม่จะไปเรียนด้วยได้ยังไง”
“งั้นชายก็ไม่ไป เว้นแต่ว่าหม่อมแม่อยากให้ไป ชายก็ไปค่ะ”
ฟังถ้อยคำฉะฉานชาญฉลาดของชายรวีแล้วหม่อมพริ้มถึงกับยิ้มปลื้มปริ่ม ไม่ผิดหวังจริงๆที่ฟูมฟักเขามาแต่อ้อนแต่ออก
เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าต้นไม้ที่คุณหญิงโสภาเร้นกายอยู่ เธอตัดสินใจก้าวออกมา แต่ชายรวีที่อยู่ฝั่งนั้นเขย่งตัวขึ้นมองไปนอกหน้าต่างรถ ทำให้บดบังคุณหญิงโสภาจนหม่อมพริ้มมองไม่เห็น แต่ชายรวีเห็นเธอเต็มตาในจังหวะที่รถเคลื่อนผ่านไปด้วยความเร็ว
คุณหญิงโสภาทรุดลงหมดเรี่ยวแรง ร่ำไห้รำพึงรำพันเรียกหม่อมแม่ปานจะขาดใจ...
ขณะเดียวกันที่บ้านสวนของแป้นกับสุข สาเพิ่งมาถึง หน้าตาหวั่นเกรงไม่รู้คุณหญิงโสภาจะว่าอย่างไรบ้าง แต่ไม่ทันคิดอ่านประการใด แป้นก็พุ่งเข้าใส่ถามเสียงหลง
“คุณสามาพอดีเชียว นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ คุณสมศักดิ์กลับมาก็นั่งจับเจ่า คุณหญิงโสภาก็มาหายตัวไป”
“อะไรนะคะ คุณหญิงหายไป นี่คุณหญิงยังไม่กลับมาที่นี่อีกหรือคะ”
สารีบร้อนขึ้นบ้าน จากนั้นก็นั่งไม่ติดเป็นห่วงคุณหญิงโสภา ไม่รู้เตลิดเปิดเปิงไปถึงไหน สมศักดิ์ให้สาทบทวนดูดีๆ ว่าคุณหญิงมีเพื่อนหรือมีใครที่จะไปหาได้บ้าง
“ไม่มีค่ะ หม่อมท่านเข้มงวดให้คุณหญิงอยู่แต่ในบ้าน คุณหญิงไม่รู้จักใครที่ไหนหรอกค่ะ เพื่อนคนเดียวที่มีก็คือฉัน...มีฉันคนเดียว”
สาน้ำตาคลอ สมศักดิ์อึ้งงันไปเหมือนกัน พลันได้ ยินเสียงแป้นร้องขึ้นว่าคุณหญิงกลับมาแล้ว สาดีใจวิ่งไปหาอย่างลืมตัว แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นดวงตาของคุณหญิงโสภาที่มองมาช่างว่างเปล่าเหมือนไม่มีความรู้สึก
“คุณหญิงหายไปไหนมาครับ” สมศักดิ์ถามเสียง อ่อน แต่เธอไม่มองและไม่พูดอะไรทั้งนั้น เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องนั่งพับผ้าใส่ตะกร้า ไม่สนใจสากับสมศักดิ์ที่ตามเข้ามานั่งลงตรงหน้า
“คุณหญิงขา...สาผิดไปแล้ว จะเฆี่ยนตีดุด่ายังไงก็ทำเถอะค่ะทูนหัว อย่าทำอย่างนี้เลย สาไม่สบายใจ”
สากราบลงกับพื้น สำนึกผิดจริงๆอย่างที่พูด แต่คุณหญิงโสภาก็ยังเฉยเมยไม่ตอบ
“คุณหญิงครับ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นผมขอรับผิดทุกอย่าง ผมขอให้คุณหญิงเห็นใจและให้อภัยผมกับคุณสาด้วย ผมรักคุณหญิง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังรักไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผมเป็นผู้ชาย มีเลือดมีเนื้อ แล้วคุณสาเองเธอก็เต็มใจ”
สาสะอึกเล็กน้อย ไม่ชอบใจถ้อยคำตอนท้ายของสมศักดิ์ คุณหญิงโสภามองหน้าสานิ่งๆ แววตาเหมือนบ่อน้ำลึกเยือกเย็น เปล่งเสียงตอบรับแผ่วเบา ทำให้สมศักดิ์ใจชื้นขึ้นบ้าง กล้าที่จะพูดกับเธอต่อไป
“ผมรู้ดีว่าคุณหญิงรักทั้งผม รักทั้งคุณสา ถ้าหากคุณหญิงเมตตา เราสามคนก็จะอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข”
คุณหญิงโสภาสีหน้าเหมือนเสียใจแวบหนึ่ง แล้วกลับสงบนิ่งอย่างเดิม ตัดบทว่า
“บ่ายแก่แล้ว หญิงขอตัวเอาโสภิตไปอาบน้ำก่อนค่ะ”
สากับสมศักดิ์มองกันใจหายวูบ สุดจะคาดเดา ความคิดของคุณหญิงโสภาที่ลุกเดินออกจากห้องไป
ขณะพาโสภิตพิไลไปที่ท่าน้ำ จรินทร์ลูกสาวของแป้นกับสุขมาเป็นเพื่อนเล่นชวนว่ายน้ำ แต่ทั้งคุณหญิงโสภาและโสภิตพิไลว่ายน้ำไม่เป็น เด็กทั้งสองจึงเล่นวิ่งไล่จับกันสนุกสนาน ส่วนคุณหญิงโสภานั่งมองสายน้ำเบื้องหน้าที่เป็นวังวน ความคิดสับสน ผิดหวังและเสียใจ
ขณะนั้นสมศักดิ์คุยกับสุขอยู่ในสวน ส่วนสาปรึกษาหารือแป้นอยู่ในครัว ด้วยเรื่องเดียวกันที่คุณหญิงโสภาจับได้คาหนังคาเขาว่าพวกเขามีสัมพันธ์กันลึกซึ้ง
“แล้วคุณกับคุณสาจะทำยังไงต่อไป”
“ผมก็มืดแปดด้าน ผู้หญิงนี่ก็แปลกนะ ตัวเองทำเฉยชาเหมือนไม่ต้องการเรา แต่พอเราไปหาคนอื่น กลับทำเป็นเรื่องใหญ่ ทีท่านพ่อของคุณหญิงเองยังมีหม่อมตั้งหลายคน ทำไมพอผมจะมีบ้าง เธอถึงรับไม่ได้ คุณอุษาเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน”
“ก็ดูไปสักระยะหนึ่งก่อนเถอะคุณ ไอ้เรื่องแบบนี้ผู้หญิงบางคนเขาก็ทำใจได้ แต่บางคนเสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร”
ฝ่ายแป้นไม่ใจเย็นเหมือนตาสุข กลัวจะเกิดเรื่องใหญ่เพราะสาเป็นคนที่คุณหญิงไว้ใจ แต่มาทำผิดพลาดให้เธอช้ำใจ
“นั่นน่ะสิ ฉันเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพี่ มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับทรยศเธอ ทำกับเธออย่างนี้ เป็นฉัน...ฉันก็ไม่ให้อภัยตัวเองเหมือนกัน คนอย่างคุณหญิงน้ำนิ่งไหลลึกเหมือนหม่อมแม่ของเธอไม่มีผิด ฉันเดาไม่ออกจริงๆพี่แป้น ว่าเธอจะทำยังไงกับฉันต่อไป”
ในเวลาเดียวกันนั้น คนที่สากล่าวถึงกำลังตระเตรียมเก็บข้าวของเพื่อย้ายออกจากวังรวีวารไปอยู่ตำหนักของเสด็จป้าที่ยกให้ก่อนท่านสิ้น
หม่อมพริ้มคุมเจิมกับหวนเก็บรูป หนังสือ และของตกแต่งในห้องโถงลงหีบ ชายรวีป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ สงสัยว่าทำไมเราต้องย้ายบ้านด้วย เจิมอธิบายว่าที่นี่มันใหญ่โตเกินไป หม่อมแม่ดูแลไม่ไหว
“ทำไมหม่อมแม่ไม่บอกชายล่ะคะ ชายจะได้ช่วยดูแล”
“เอาไว้ชายโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนนะลูก แม่จะขอให้ชายช่วย ช่วยดูแลวังรวีวารของเรา”
“แต่ตอนนี้คุณชายมาช่วยหวนดีกว่าค่ะ ช่วยหวนเก็บของในตู้นี้ที”
ชายรวีไปช่วยหวนเก็บของ ตู้นั้นมีกรอบรูปดูดีมีราคาอยู่หลายอัน โดยมากเป็นกรอบรูปเปล่า หนึ่งมีรูปเก่าซีดจาง แต่ยังเห็นชัดว่าเป็นหม่อมพริ้มถ่ายกับคุณหญิงโสภา เมื่อชายรวีหยิบมาให้ดู หม่อมพริ้มถึงชะงักหน้าเสีย
“ใครคะหม่อมแม่ สวยจัง”
“คนเคยอยู่ที่นี่น่ะลูก ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว”
“อยู่ค่ะ เขายังอยู่แถวนี้ เมื่อกลางวันชายยังเห็นเขามายืนมองเราอยู่เลย”
หม่อมพริ้ม เจิม หวน มองหน้ากันอย่างคิดไม่ถึง...แล้วอีกครู่ต่อมา เจิมก็ตามหม่อมพริ้มเข้าไปคุยกันลำพังในห้อง
“ถ้าจริงอย่างที่คุณชายว่า คุณหญิงโสภาอาจจะกลับมาที่นี่นะเจ้าคะ”
“คนหน้าตาคล้ายกันก็เป็นไปได้”
“แต่ถ้าเป็นคุณหญิงจริงๆล่ะเจ้าคะ”
“ถ้าใช่...แล้วจะยืนนิ่งอยู่ทำไม”
“ก็ถ้าไม่ยืนนิ่งๆ แต่เข้ามาหา หม่อมจะยอมรับคุณหญิงกลับมาไหมล่ะเจ้าคะ”
หม่อมพริ้มหยุดคิด แล้วในที่สุดก็พยักหน้าลั่นวาจาว่า ถ้าเป็นหญิงโสภาคนเดียว ตนจะให้อภัย...
ooooooo
แต่ความตั้งใจของหม่อมพริ้มไม่มีความหมายเสียแล้ว...เพราะในเวลาใกล้รุ่งของวันใหม่ คุณหญิงโสภาตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงน้ำที่คลองหน้าบ้านสุขกับแป้น!
ช่วงเวลาเดียวกัน หม่อมพริ้มฝันเห็นลูกสาวมาร้องเรียก แต่พอเขม่นมองกลับไม่เห็นตัว...แล้วสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะเล่าให้เจิมฟังเอาตอนฟ้าสาง
“ทำใจดีๆเจ้าค่ะหม่อม โบราณว่าฝันร้ายกลายเป็นดีนะเจ้าคะ”
“จะว่าฝันร้ายก็ไม่ใช่หรอกเจิม แต่มันบอกไม่ถูก ใจมันหายๆ”
“ใจหายยังไงเจ้าคะ”
“ข้าก็บอกไม่ถูก มันใจหายแปลกๆ เหมือนวันที่เขาหนีออกจากบ้านไป”
“คุณหญิงก็หนีไปแล้ว เธอจะหนีไปไหนได้อีกล่ะเจ้าค่ะ”
“ช่างเถอะ อาจจะเป็นเพราะชายรวีมาเล่าว่าเห็นหญิงโสภา ข้าเลยเก็บเอาไปฝันเลอะเทอะก็เป็นไปได้”
หม่อมพริ้มตัดใจ หิ้วกระเป๋าออกจากห้อง เพราะวันนี้ต้องย้ายออกจากวังรวีวารไปอยู่ตำหนักเสด็จป้า...ส่วนที่บ้านสวนของสุขกับแป้นยังไม่มีใครรู้เห็นว่าคุณหญิงโสภาหายไปไหน โสภิตพิไลร้องหาแม่แต่เช้า พอสารู้จากสมศักดิ์ว่าคุณหญิงหายไปก็ร้อนรน บ่นว่าเธอคงไม่ให้อภัยเราสองคน เธอคงไม่อยากอยู่กับเราแล้ว
“แล้วจะไปอยู่ไหน ไหนคุณว่าคุณหญิงไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใคร”
“ก็มีที่เดียวแหละค่ะ ที่เธอจะไปได้”
สาสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมาทันทีที่นึกถึงวังรวีวาร แต่ยังไงก็ต้องรวบรวมความกล้าไปที่นั่นเพื่อดูให้เห็นกับตา แต่เมื่อไปถึงกลับพบแต่ความว่างเปล่า ภายในวังไร้ผู้คนจนสาต้องถอยกลับออกมาด้วยความสงสัย
หม่อมพร้อมพาทุกคนย้ายไปอยู่ตำหนักเสด็จป้า แต่ยังไม่ทิ้งวังรวีวารเสียทีเดียว ตั้งใจจะส่งชิดกับหวนไปดูแลเป็นครั้งคราว และคาดหวังว่าสักวันคงได้กลับไปอยู่อีกครั้งหลังจากชายรวีเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ooooooo
กว่าทุกคนที่บ้านสวนจะรู้ว่าคุณหญิงโสภากลายเป็นศพก็ปาเข้าไปวันที่สาม ศพของเธอลอยไปติดอยู่หน้าวัด สุขได้ข่าวจากเด็กวัดจึงรีบไปดูแล้วกลับมาบอกพวกสมศักดิ์ที่บ้าน
ครู่ต่อมา ทุกคนไปรวมตัวกันที่วัด สาร่ำไห้เหมือนใจจะขาด กราบเท้าศพคุณหญิงโสภา คร่ำครวญหวนไห้เสียใจอย่างสุดซึ้ง
“คุณหญิงขา...ทำไมถึงคิดสั้นอย่างนี้”
สมศักดิ์จะประคองสา แต่สากลับขยับตัวไปนั่งตรงหน้าศพคุณหญิงโสภา พูดราวกับเธอยังมีชีวิตและได้ยิน
“คุณหญิงโกรธสา เกลียดสา ถึงกับอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เชียวหรือคะ ถึงต้องหนีสาไปแบบนี้ ทำไมคะ ทำไม ทำไมคุณหญิงไม่สั่งให้สาไปตาย สาจะไม่ขัดขืนเลย”
สาเริ่มฟูมฟายเสียงดัง สมศักดิ์เข้ามาประคอง บอกให้ระงับใจเสียบ้าง สาอยู่ในภาวะจิตตก ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจ ผลักไสเขาออกแถมตวาดใส่อย่างลืมอาย
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ เรื่องระยำตำบอนนี้มันคงไม่เกิด...คุณหญิงขา สาผิด สาเลว ทำไมถึงไม่ลงโทษสา ทำไมไม่ให้สาตาย ทำไมคุณหญิงต้องตาย ฮือๆๆ”
สาร้องไห้หมดสภาพ แป้นตัดสินใจเข้ามาจัดการแทนสมศักดิ์
“พอเถอะค่ะคุณสา เธอไปสบายแล้ว อย่าให้น้ำตาของคุณไปทำให้เธอร้อนใจ”
สาค่อยสงบลง แต่ยังคงสะอื้นไม่หยุดหย่อน
“หลวงพ่อว่าทางการเขามาชันสูตรศพไปแล้วว่าจมน้ำตายเอง ไม่ได้มีใครทำอะไร แต่ยังไงก็ถือว่าตายไม่ดี น่าจะสวดทำบุญให้คุณหญิงเธอคืนนี้เลย”
“เอาเลยครับพี่สุข ทางวัดเห็นว่าเหมาะควรยังไงก็จัดการเลย”
“เรื่องทางวัดนี่ฉันกับแม่แป้นเป็นธุระจัดการให้ได้ ไม่ต้องห่วง ว่าแต่ว่าญาติพี่น้องของคุณหญิงเขาก็ยังมีอยู่ คุณจะไม่ไปบอกกล่าวเขาหน่อยหรือ”
สาหยุดสะอื้นอย่างฉับพลัน เงยหน้ามองสมศักดิ์ที่นิ่งอึ้งไปเหมือนกัน
“เออ นั่นสิ เขาเป็นเจ้าเป็นนาย เขาจะยอมให้เราทำศพลูกเขาหรือเปล่า ไอ้ที่ญาติมาชิงศพกันกลางศาลามันก็เคยมีนะคุณสา ยังไงจะไปบอกเขาเสียก่อนไหมล่ะ”
“ไปบอกหม่อมพริ้มเรื่องคุณหญิงอย่างงั้นหรือ คุณว่ายังไง”
สมศักดิ์ถามความเห็นจากสาด้วยสีหน้าหนักใจ แต่สานิ่งไม่ตอบ หน้าซีดหน้าเสีย ความกลัวแผ่ซ่านไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจดเท้า!
ooooooo










