สมาชิก

เดือนประดับดาว

ตอนที่ 10

เช้าวันใหม่ เพื่อนดักรอกันลองที่หน้าบ้าน ในมือถือเครื่องบินลำเล็กที่เขาให้แพง ทำทียิ้มแย้มอ้อนขอไปเป็นเพื่อนเขา เพื่อนอ่านเรื่องของกันลองจากไดอารี่แพงจนรู้หมดว่าเขากับแพงมีความหลังอะไรกันบ้างที่ผูกพันกัน

กันลองพาเพื่อนมานั่งดูเครื่องบินขึ้น เพื่อนพยายามชวนคุยเรื่องเก่าๆ “ตั้งแต่คุณพ่อกัปตันเสีย พะลองก็จะมาระลึกความหลังที่นี่ ตรงนี้ทุกปี เพราะคุณพ่อ กัปตันบอกว่า เวลาหกโมงยี่สิบนาที พระอาทิตย์จากมุมนี้จะตกกระทบกับปีกเครื่องบินสวยที่สุด”

กันลองตื้นตันที่คนรักจำเรื่องราวได้ เพื่อนยังบอกอีกว่า เห็นน้ำตาเขาครั้งแรกในวันนี้เมื่อ 13 ปีก่อน ตนไม่อยากเห็นอีกเลย กันลองดึงเธอมาจูบหน้าผากและบอกว่า ชั่วชีวิตคงไม่สามารถรักใครได้อย่างเธอ แล้วขอโทษที่หลายวันมานี่ทำตัวงี่เง่า เพื่อนยิ้มสมใจ กันลองจับมือเธอขึ้นมาจูบที่แหวนหมั้น ถามว่าเมื่อไหร่ปิดกล้องละคร จะได้แต่งงานกันเสียที

“พะลองแน่ใจแล้วเหรอคะ รู้ไหมว่าเมื่อคืนก่อนพะลองทำแพงเสียใจแค่ไหน”

“ขอโทษที่ทำให้ไม่สบายใจ แต่พะลองไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อน เชื่อใจพะลองนะ”

เพื่อนโผกอดและยิ้มอย่างพอใจ...เย็นวันนั้น เพื่อนกลับมาดูแพง หมอบอกอาการโดยรวมแก่เพื่อนและรื่นจิต ส่วนพยาบาลพิเศษช่วงนี้คิวเต็ม เพื่อนสวนว่าตนยินดีให้ค่าตอบแทนเพิ่ม รื่นจิตแปลกใจถามหมอว่าจำเป็นต้องมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลด้วยหรือ หมอบอกว่าที่จริงอยากให้พากลับไปดูแลที่บ้าน จะได้ฟื้นตัวไว รื่นจิตจึงคิดว่าจะลาพักร้อนมาดูแลเอง

วันต่อมา แพงได้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน รื่นจิตเห็นเธอหน้าตาสดชื่นขึ้น เข็นรถออกมานั่งเล่นริมสระ เพื่อนไม่ค่อยพอใจ แพงทำท่าอยากแช่เท้าในสระ รื่นจิตจึงประคองให้ลุกจากรถเข็น เพื่อนไม่ยอมช่วย จู่ๆกันลองโผล่มาอุ้มแพงไปนั่งริมสระให้ รื่นจิตจึงฝากกันลองดูแล แล้วชวนเพื่อนไปจัดเตียง เพื่อนยึกยักไม่อยากทิ้งกันลองให้อยู่กับแพง จึงเรียกใจไปช่วยแม่แทน

กันลองแนะนำตัวกับแพงที่เขาเข้าใจว่าเป็นโฮปหรือเพื่อน แพงน้ำตาไหลอกมา เพื่อนรีบกลบเกลื่อนว่าสมองเริ่มฟื้นตัว พักหลังเห็นน้ำตาไหลบ่อยๆแต่ไม่มีความหมายอะไร

เพื่อนเห็นแหวนลงยาที่นิ้วแพง กลัวกันลองเห็นจึงทำทีกุมมือแพงไว้ ค่ำนั้น เพื่อนตัดสินใจลบคลิปที่ถ่ายเล่นกับแพงไว้ทิ้งทีละอัน เหลือไว้คลิปเดียว

วันต่อมา เพื่อนเห็นมธุรสนั่งอยู่ในบ้านก็จะเลี่ยงหนี แต่เธอดักคอว่าเครียดเรื่องวรัชช์หรือ เพื่อนปัดว่าเรื่องงาน มธุรสเตือนเป็นนัยๆ

“จะแก้เครียดไม่ใช่เรื่องยาก ง่ายที่สุดคือให้เข้าใจปัญหาก่อนว่าเกิดจากใคร จากตัวเราหรือคนอื่น” เพื่อนแทรกว่าตัวเอง “งั้นสรุปได้ง่ายๆว่า ไม่ปัญหามันวิ่งมาหาหนู หนูก็เป็นคนวิ่งเข้าไปหามันเอง สำหรับเฮียนะ ถ้าเป็นอย่างหลัง วิธีแก้มันก็ง่ายนิดเดียว ในเมื่อเรารู้ว่า ทางข้างหน้ามันเป็นเหวก็หยุดวิ่งซะ หรือไม่ก็ไปวิ่งทางอื่น เฮียพูดถูกไหมหนูเพื่อน”

เพื่อนชะงักเมื่อถูกเรียก มธุรสทำทีขอโทษที่เรียกผิดแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนขอตัวกลับ

ooooooo

ชลลดาพยายามเตือนสติกันลองให้ดูดีๆก่อนตัดสินใจแต่งงาน และว่าผู้หญิงคนนี้มีแต่เรื่องวุ่นวาย กันลองแย้งว่ายิ่งเธอมีปัญหาตนต้องอยู่เคียงข้างคอยปกป้อง ชลลดาบอกต้องแยกให้ออกว่าปิดบังกับปิดตาข้างหนึ่งมันต่างกัน เธออาจจะหวั่นไหวกับพระเอกที่เจอกันทุกวันคนนั้น

กันลองขอให้แม่ให้เกียรติคู่หมั้นตน ชลลดายิ้มหยัน ย้ำให้ลองคิดให้ดี บางทีเรื่องทั้งหมดอาจจะเกิดจากปมแค่ปมเดียว ตนเชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนที่ลูกคิด กันลองฟังแล้วยิ่งว้าวุ่นใจ

นับวันรื่นจิตยิ่งผูกพันกับแพง ทั้งป้อนข้าว อ่านหนังสือให้ฟังอย่างไม่รู้สึกเบื่อ บ่ายวันนั้น รื่นจิตป้อนก๋วยเตี๋ยวแพง พร้อมกับกินของตัวเองซึ่งเป็นต้มยำไปด้วย แต่แพงกลับชี้ที่ชามต้มยำ รื่นจิตจึงป้อนให้คำหนึ่ง เธอมีสีหน้าชอบใจ รื่นจิตไม่กล้าให้ทานเยอะกลัวเสาะท้อง

ในขณะที่เพื่อนเดินเล่นอยู่ที่บ้านกันลอง โรยบุญถามถึงอาการพะแพง เพื่อนเสียงเข้มบอกตนคือแพง นั่นคือเพื่อน โรยบุญร้องอ้าว...มาครบทั้งพะเพื่อนพะแพงเลย แล้วถามเพื่อนทานอะไรหรือยัง เพื่อนตวาดกลับว่าตนคือแพงอาภรณ์

โรยบุญอ้าปากค้างที่เห็นเพื่อนดุ กันลองรีบแก้สถานการณ์ว่าป้าคงเรียกผิดไปตามประสา โรยบุญพึมพำ เนี่ยนะพะเพื่อน ในบ้านโน่นน่ะพะแพง สายตาตนไม่มีพลาด

กันลองแปลกใจที่แพงอารมณ์เสียเรื่องเล็กน้อย เพื่อนพยายามสงบอารมณ์หยิบไอแพดมาเปิดรูปแบบการจัดงานแต่งงานให้กันลองดู เป็นแบบรันเวย์เพราะเห็นเขาชอบเครื่องบิน กันลองยิ่งแปลกใจเพราะคิดว่าแพงน่าจะชอบอะไรเรียบง่าย แต่ไม่อยากขัดให้เสียอารมณ์ ได้แต่แนะว่า

“พะลองกะว่ารออีกซักหน่อย ให้เพื่อนอาการดีขึ้น แพงจะได้ให้เพื่อนเป็นเพื่อนเจ้าสาว”

“พะลองติดเรื่องแค่นี้แน่เหรอคะ หรือว่ามีเรื่องอื่น... แพงกลับก่อนนะคะ วันนี้เหนื่อยละ”

กันลองเห็นแพงหงุดหงิดขึ้นมาก็ลนลานจะเดินไปส่ง แต่เพื่อนปัดหาว่าเขากลัวใครมาดักรอตนหรือ 

กันลองหน้าเสียที่แพงดูจะอารมณ์เสียไปหมดทุกเรื่อง

เพื่อนกลับมาบ้านเห็นรื่นจิตฟุบหลับข้างแพงก็ยิ่งน้อยใจปลุกให้ขึ้นไปนอน แต่รื่นจิตกลับบอกให้ช่วยกันพาเพื่อนขึ้นนอนด้วย เพื่อนทนไม่ไหว ถามรื่นจิตว่า ที่ทำดีขนาดนี้เพราะรู้สึกผิดใช่ไหม รื่นจิตส่ายหน้าจะอธิบายว่าทำไมไม่ได้เลี้ยงเพื่อนด้วย แต่เพื่อนสวนว่าตอนนี้จะฝืนทำไปทำไม รื่นจิตรีบบอกว่าไม่ได้ฝืน กลับมีความสุขเสียอีก เพื่อนมองอย่างขุ่นใจ

ในคืนนั้น เพื่อนนั่งพูดกับแพงในห้องลำพัง ว่าแพงเข้าใจใช่ไหมว่าที่ตนทำลงไปเพื่อแพง ถ้าไม่ทำป่านนี้แม่กับกันลองคงไม่มีความสุข เพื่อนดึงมือแพงมาแท็กมือกัน แพงน้ำตาซึม

วันต่อมาทวิตตี้เพิ่งรู้เรื่องแต่งงานของแพงก็รีบมาหาที่ร้านที่เพื่อนนั่งรอกันลอง เพื่อนยังไม่อยากคุย ทวิตตี้จึงย้ำว่าถ้ามีปัญหาอย่าให้ตนรู้เป็นคนสุดท้าย มี อะไรจะได้ช่วยแก้ไขทัน...กันลองส่งข้อความมาว่า ยังไม่เสร็จงานให้รออีกหน่อย เพื่อนนั่งมองแหวนหมั้นที่นิ้วอย่างเซ็งๆ

มธุรสมาเยี่ยมรื่นจิตที่บ้าน รื่นจิตปรับทุกข์ว่าช่วงนี้แพงแปลกไปชอบพูดประชดประชัน มธุรสเตือนให้คิดดูดีๆ ว่าตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุแพงก็เปลี่ยนไป แถมคนที่อยู่บนรถเป็นคู่แฝด รื่นจิตหาว่าระแวงเกินไป แต่ก็แอบคิดอยู่เหมือนกัน เพื่อนกลับมาได้ยินการสนทนานั้น

เพื่อนเข้ามาหาแพง เห็นแหวนลงยาที่นิ้วก็เข้าไปถอดออก แพงพยายามฝืนน้ำตาซึม เพื่อนยื้อดึงออกมาแล้วเอาไปทิ้งลงชักโครกในห้องน้ำ

ooooooo

บทละครเรื่องเดือนประดับดาว คือชีวิตจริงของเพื่อนกับแพง ทำให้เพื่อนเล่นอินมากๆจนบางทีก็พูดนอกบทกับวรัชช์ ผู้กำกับชอบใจชื่นชมว่าแพงจะต้องได้รางวัลในบทบาทนี้แน่ๆ

อาการแพงดีขึ้นเรื่อยๆเหลือเพียงไม่พูด รื่นจิตกับมธุรสจึงพยายามฝึกหัดให้แพงพูด รื่นจิตแปลกใจว่าแหวนที่นิ้วแพงหายไปไหน จึงช่วยกันค้นหากับมธุรส จนเพื่อนกลับมา เพื่อนชะงักเมื่อเห็นมธุรส กลัวจะโดนจับผิดอีก มธุรสแกล้งเปรยว่ามีคนมาช่วยทำกายภาพบำบัดแล้ว ดีเลยที่คนในครอบครัวเดียวกันช่วยกัน ตนจะได้กลับ เพื่อนยกมือไหว้และบอก

“ขับรถดีๆนะคะคุณป้า”

“เฮียมะ...หนูแพงเรียกเฮียว่าอย่างนั้นตั้งแต่พ่อหนูเสีย ไม่เห็นเคยเรียกว่าป้าเป็นสิบปีแล้ว วันนี้อะไรดลใจจ๊ะ เอ๊ะ หรือว่าผมเฮียหงอกขึ้น” มธุรสจับตามองพิรุธของเพื่อน

เพื่อนพยายามทำตัวให้เป็นแพง ทักทายรื่นจิตแล้วไปเอาไดอารี่มานั่งเขียนให้เห็น รื่นจิตแปลกใจปกติจะเขียนอยู่แต่บนห้อง เพื่อนอ้างว่าอยากนั่งเขียนริมสระ...

ด้วยความที่กลุ้มใจเรื่องลูกชาย ชลลดาจึงเชื่อความคิดของโรยบุญ ที่ว่ากันลองอาจถูกทำเสน่ห์ ให้ไปถือศีลทำบุญที่วัด กันลองกลับมาเห็นแม่นุ่งขาวห่มขาวกำลังจะออกจากบ้าน ชลลดาบอกจะพาโรยบุญ หม่อนกับไหมไปด้วย ให้เขาเข้าประชุมไตรมาสสามแทน

กันลองเซ็งๆเดินมาเห็นแพงนั่งอยู่ริมสระ จึงข้ามรั้วมานั่งด้วย เพื่อนทำทีเป็นแพงกลับมาเขียนไดอารี่เหมือนเดิม แต่กันลองสะดุดตาที่ลายมือเธอเปลี่ยนไป เพื่อนหน้าเสียอ้างว่าหันไปพิมพ์คอมพ์เสียนาน เลยเขียนไม่เหมือนเดิม กันลองถามถึงอาการโฮป เพื่อนบอกว่ายังทรงๆ เพื่อนหาทางเลี่ยงขอตัวเข้าบ้านทานข้าว กันลองพยักหน้ายิ้มๆต่างฝ่ายต่างออกอาการไม่ไว้ใจกัน

ด้านมธุรสกลับมาบ้านเจอหลานชายนั่งเซ็งจึงเอาไวน์ออกมาดื่มแก้เซ็ง วรัชช์เอาน้ำแข็งใส่แก้วไวน์ให้ มธุรสยิ้มที่หลานจำได้ เขาบอกจะมีใครที่ดื่มแบบนี้ เสียรสชาติหมด ป้าชวนให้ลอง เขาส่ายหน้าว่าอย่าเรียกร้องเยอะ มธุรสเหน็บช่างประชดประชันเหมือนพ่อ วรัชช์โกรธ

“อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับคนเจ้าชู้พรรค์นั้น”

“เชื้อมันไม่ทิ้งแถวหรอกน่า”

“ตอนนี้ผมเลิกเป็นแบบนั้นแล้ว...แพง เอ่อ...เพื่อนเป็นไงบ้างครับ” วรัชช์เปลี่ยนเรื่อง

“ก็ตั้งแต่กลับมารักษาตัวอยู่บ้านได้เดือนกว่าแพงก็อาการดีขึ้นนะ ดีขึ้นทุกวัน เริ่มโต้ตอบได้แล้ว อีกไม่นานคงกลับมาเป็นคนเดิม” มธุรสแอบยิ้มที่วรัชช์ไม่แย้งเรื่องชื่อแพงที่ตนเรียก

ค่ำคืนนั้น กันลองเห็นแพงซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพื่อนกำลังหัดเดินโดยใช้วอล์คเกิ้ล และมีรื่นจิตคอยช่วยเขาพลอยยิ้มยินดีไปกับเธอ

รุ่งเช้า รื่นจิตกำลังตัดเล็บให้แพง กันลองมารับเพื่อน เขามองแพงอย่างรู้สึกบางอย่าง เพื่อนเดินมาขึ้นรถ กันลองเปิดเพลงร็อกอย่างเคย เพื่อนโยกหัวสนุกไปตาม จังหวะ เขามองเงียบๆนึกถึงอดีตที่เขาว่าแพงแปลกชอบฟังเพลงร็อกหนักๆ แต่เปิดฟังเบาๆขัดกับแพงในตอนนี้

ทั้งสองมาร้านเวดดิ้ง...แพลนเนอร์เอาขนมเค้กมาให้ชิม เพื่อนติงว่าไม่อร่อยเท่าที่ควร ขอเปลี่ยน แต่กันลองเห็นว่าอร่อยดี เพื่อนมองด้วยสายตาไม่พอใจและว่าถ้าหาดีกว่านี้ไม่ได้ตนจะทำเอง กันลองเตือนจะทำให้เหนื่อยทำไม อาหารอื่นๆอร่อยก็น่าจะพอใจ แพลนเนอร์เห็นด้วย เพื่อนโกรธต้องการสิ่งที่ดีที่สุดทุกเรื่อง กันลองจึงปล่อยให้แล้วแต่เธอ เพื่อนไม่พอใจอีก

กันลองกลับมาประชุมงานที่บริษัท มีการจัดทำเข็มกลัดรูปลูกเจี๊ยบ เพื่อกระตุ้นการขาย ผู้ชายสามารถซื้อไปให้คนรักได้

บ่ายวันนั้น แพงตื่นขึ้นมาเห็นรื่นจิตฟุบหลับอยู่กับกองแฟ้มงาน จึงพยายามลุกเดินเอาผ้าคลุมไหล่คลุมให้ กว่าจะทำสำเร็จก็หมดแรง ทรุดลงเอาหัวซบตักรื่นจิตอย่างรู้สึกอบอุ่นใจ...ผ่านไปสักพัก รื่นจิตตื่นขึ้นมาแปลกใจที่แพงนอนซบตัก จึงลูบหัวอย่างเอ็นดู แพงรู้สึกตัวก็ประคองกลับมานอนที่เตียง แพงมองรีโมตทีวี รื่นจิตจึงหยิบมากดเปิด เป็นช่วงข่าวบันเทิงพอดี

“เมื่อก่อนตอนแพงเข้าวงการแรกๆ แม่ก็แอบดูรายการนี้ที่ทำงานนั่นแหละ คอยเช็กข่าวแพงเขาตลอด ป้ามธุรสเขาบอกว่ารายการนี้ข่าวไม่มั่วน่ะ แม่เลยพอดูได้ ฟังข่าวกอสซิปเรื่องแพงทีไรอดเป็นห่วงไม่ได้ทุกที”

ข่าววันนี้เป็นเรื่องการแต่งงานของแพงกับกันลอง รื่นจิตเปรยว่า ตนน่าจะดีใจแต่กลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ปกติแพงเป็นคนตัดสินใจอะไรรอบคอบ แต่ครั้งนี้ตนว่าเร็วไป กันลองรักแพงจริง แต่ตนอยากให้ทั้งสองดูกันไปให้นานกว่านี้...แพงมองแม่น้ำตารื้นพยายามพูดว่า หนู รักแม่

รื่นจิตมัวแต่ดูข่าวไม่ได้ยินที่แพงพูด...ค่ำนั้น แพงพยายามหัดเดินอยู่คนเดียว กำลังจะล้มเพื่อนกลับมาเข้าประคองไว้ทัน พาไปนั่งบนเตียง เพื่อนถามแพงว่าเข้าใจที่ตนพูดแล้วใช่ไหม แพงพยักหน้าเบาๆ เพื่อนโอบกอดแพงแล้วพยายามอธิบายโดยไม่มองหน้า

เพื่อนขอบคุณที่แพงช่วยชีวิตตนไว้ ไม่อย่างนั้นคงเป็นตนที่อยู่ในสภาพนี้ ฉะนั้นตนถึงทำทุกอย่างเพื่อแพง ไม่ว่าจะเล่นละคร ถ่ายแบบ ออกรายการ ทำความฝันของแพงทุกอย่างให้เป็นจริง ตนสามารถคว้ารางวัลนักแสดงดาวรุ่งมาให้แพง และได้รับบทในเดือนประดับดาวที่แพงอยากเล่น ตนทำให้ทุกคนที่แพงรักมีความสุข

เพื่อนลูบแหวนหมั้นที่นิ้วก่อนจะยื่นให้ดู

“แพง ไอกำลังจะแต่งงานกับพะลอง...แพงเข้าใจไอใช่ไหม ไม่โกรธไอใช่ไหม ทำไมโลกนี้มันไม่แฟร์กับไอบ้างเลย ทั้งที่เราสองคนก็หน้าตาเหมือนกัน แต่ทำไมถึงมีแต่แพงที่โชคดีได้พบเจอแต่คนดีๆ ได้มีความรักดีๆ...สิ่งเดียวที่ไออยากจะขอก็แค่ ขอให้แพงแบ่งความสุขของแพงมาให้ไอบ้าง ขอแค่ครั้งนึงให้ไอได้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบแพง ไอคงไม่ขอมากเกินไปใช่ไหม”

เพื่อนดันแพงลงนอนแล้วปิดไฟเดินออกไป แพงนอนน้ำตาไหลริน พยายามยกมือมาลูบนิ้วที่แหวนหายไป...

ในขณะที่เพื่อนเดินออกจากห้องแพง เห็นรื่นจิตร้องไห้ออกมาจากห้องหนังสือก็แปลกใจ แอบเข้าไปดูว่ามีอะไร เห็นพวงมาลัยวางที่หน้ารูปแก้วขวัญ และเห็นกล่องใบหนึ่งมีคราบน้ำตาชื้นติดอยู่ จึงพยายามเปิด เห็นต้นฉบับเดือนประดับดาวที่เป็นลายมือแก้วขวัญ เพื่อนพลิกดูไปเรื่อยจนถึงท้ายเล่ม แล้วต้องตกใจหน้าซีดมือสั่น ทรุดลงกองกับพื้น...

ooooooo

เดือนประดับดาว

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด