สมาชิก

ชื่นชีวา

ตอนที่ 5


ขณะที่จันทร์กำลังด้อมๆมองๆเพื่อจะขโมยตัดกุหลาบในสวน เธอได้ยินใครบางคนเรียกชื่อเบาๆ

“ใครมาเรียกวะ...คุณยุพาเหรอคะ กลับเสียค่ำเชียว นั่นแน่มากับใครกันคะ”

“ไม่ใช่เรื่องของแก อย่ามายุ่งหรือปากโป้งไปบอกคุณน้าเด็ดขาด ถ้าไม่อยากมีเรื่อง”

ทรงวุฒิเองก็จ้องหน้าจันทร์เขม็งราวกับจะเตือนเป็นนัยๆว่าอย่าสอดในเรื่องนี้ จันทร์แสร้งทำท่าตกใจกลัวแต่ภายในใจหมายมั่นว่าต้องรายงานให้กานดาทราบอย่างแน่นอน และแล้วในวันรุ่งขึ้นก็เป็นไปตามคาด...กานดามีอาการหงุดหงิดเมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น ยุพาหน้าหงิกแต่ยังคงยืนยันว่าทรงวุฒิเป็นเพียงเพื่อนไม่ใช่แฟน น้าสาวไม่เชื่อลมปากคาดโทษว่าต่อไปนี้อย่าให้ได้ยินเรื่องผู้ชายคนนั้นอีก ยุพาเย้ยหยันอยู่ในใจว่า

“คุณน้าจะไม่ได้ยินเรื่องยุพากับทรงวุฒิหรอกค่ะ แต่จะได้ยินเรื่องน้องเกศคนสวยกับมันแทน!”

ยุพาเริ่มแผนการจับคู่อย่างลับๆโดยทำทีไปหาเกศินีถึงห้องนอนเพื่อเล่าเรื่องการไปเที่ยวแล้วเจอกับทรงวุฒิโดยบังเอิญ ญาติผู้น้องไม่มีท่าทีแปลกใจเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มชอบตัวเองและยังมอบของกำนัลให้อยู่บ่อยๆ เกศินียืนยันว่าภายในใจของเธอมีแต่คุณต้น ส่วนทรงวุฒินั้นเป็นเพียงตัวหลอกไว้ใช้แค่นั้นเอง ยุพาแสร้งยิ้มรับรู้แต่นัยน์ตาฉายแววริษยา...

หลังจากจัดการเรื่องรับชื่นเป็นบุตรบุญธรรมเรียบร้อย คุณหญิงวีณาสบโอกาสพาชื่นกลับไปเยี่ยมบ้านเนื่องจากถึงช่วงเก็บค่าเช่าที่นาพอดี หญิงสาวตื่นเต้นดีใจมากรีบขอตัวไปหาตาชมและแม่ช้อยทันทีที่รถจอดตรงหน้าบ้านนา เพียงไม่กี่อึดใจ ชื่นก็มาตะโกนเรียกมารดาเสียงดังลั่นบ้านแล้วโผเข้ากอดช้อยด้วยความคิดถึง

“คิดถึงแม่จังเลย นี่ตาไม่อยู่หรือคะ”

“ไปธุระกับน้ามั่น เวลานี้ชื่นของแม่เป็นผู้หญิงสวยจนแทบจะจำไม่ได้”

ชื่นยิ้มหวานอย่างภาคภูมิใจ บอกว่าคืนนี้ตนจะค้างที่บ้านเพราะมีเรื่องต่างๆอยากเล่าให้ฟังมากมาย

ต่อยืนฟังหญิงสาวพูดไม่หยุดอย่างเอ็นดู ในขณะที่ช้อยเกิดความกังวลใจอยู่ลึกๆแต่ทำเป็นชวนทุกคนกินข้าวกลางวันแทนเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น

ระหว่างที่ชื่นกับต่อไปเก็บไข่เพื่อเอามาทำอาหาร ชมกลับมาถึงบ้านพอดี ช้อยเล่าให้พ่อฟังถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกสาว ชมสบตากับมั่นและบอกว่า

“ขอให้เปลี่ยนแต่ภายนอกเถอะ...ความแค้นข้างในทำให้คงเดิมหรือมากกว่าเดิมยิ่งดี”

“พ่อจ๋า...ช้อยไม่อยากให้...”

ชมถลึงตาใส่ลูกสาวแล้วตวาดไม่ให้ใจอ่อน เรื่องที่ผ่านมาในอดีตควรเป็นบทเรียนที่ต้องจดจำ เช่นเดียวกับมั่นที่สำทับว่าเมื่อมีโอกาสแก้แค้น ก็ควรจะคว้าไว้เพราะมันคงไม่หวนกลับมาอีก ช้อยส่งสายตาอ้อนวอนให้พ่อเลิกอาฆาตคนในตระกูลชวาลเสียที และชื่นก็ ไม่ควรจะได้รับหน้าที่แก้แค้นนั้นด้วย ชมไม่สนใจและดึงดันที่จะทำตามแผนเดิม

“ระหว่างที่ชื่นอยู่ที่นี่ ห้ามช้อยพูดอะไรให้มันไขว้เขวเด็ดขาด...ทุกอย่างพ่อจะเป็นคนจัดการเอง เข้าใจไหม”

ช้อยหมดหนทางโต้เถียงจำยอมทำตามที่พ่อสั่ง สีหน้าชมเต็มไปด้วยความมาดหมายล้ำลึก...วันนั้นทุกคน

ในบ้านชื่นต่างอิ่มหนำสำราญกับอาหารกลางวันมื้ออร่อย ไม่นานนัก ชื่นก็ออกปากไล่ต่อให้กลับบ้านเพราะเธออยากใช้เวลาอยู่กับแม่ช้อยและตาชมให้มากที่สุด ต่อพยักหน้าเข้าใจแล้วลากลับทันที

ooooooo

เวลาเดียวกันนั้นที่บ้านนา ต้นรู้สึกหงุดหงิดที่ชื่นไม่กลับมากินอาหารกลางวันด้วยกันจึงหลบมานั่งสงบสติอารมณ์อยู่คนเดียวเงียบๆ แต่เพียงพักเดียวเกศินีก็ตามมาวุ่นวายกับเขาอีกตามเคย แถมยังพยายามพูดใส่ไฟเรื่องชื่นอีก

“คุณต้นขา...มาอยู่ที่นี่เอง...เกศตามหาแทบแย่ คุณต่อก็หายไปกับยายชื่นอีก สงสัยจะเพลิดเพลินกันมาก”

ต้นนั่งนิ่งข่มใจไม่โต้ตอบอะไร เกศินีเห็นอาการแบบนั้นยิ่งพูดโหมไฟให้กระพือมากขึ้นว่าแม้แต่นัทที เพื่อนบ้านยังให้ความสนใจชื่นด้วย เท่านั้นเอง ต้นลุกขึ้นด้วยท่าทีฉุนเฉียวเดินไปจูงจักรยานแล้วทำท่าจะขี่ออกไป เกศินีร้องเตือนเสียงหลงว่าแดดร้อนไม่ควรออกไปในเวลานี้ ต้นไม่มีทีท่าว่าจะฟังคำเตือนนั่น หญิงสาวหน้างอด้วยความขุ่นใจ

ขณะนั้นภายในบ้าน กานดากำลังชื่นชมต้นกับเกศินีว่าอยู่ด้วยกันแล้วน่าเอ็นดูให้คุณหญิงวีณาฟัง แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ ลูกสาวก็เดินน้ำตาคลอเข้ามาหาฟ้องว่า

“คุณต้นหนีไปขี่จักรยานแล้วค่ะ แค่เกศเข้าไปคุยด้วยหน่อยเดียว จู่ๆก็ลุกหนีไปเลย...แดดร้อนขนาดนี้ยังจะไปขี่อีก”

“ทำไมล่ะคะ...คุณต้นเป็นผู้ชายนะจ๊ะแม่เกศ ถึงเขาจะเป็นหนอนหนังสือแต่ก็เป็นนักกีฬาด้วยเหมือนกัน...ช่วงนี้เรียนหนัก เขาก็เลยไม่ค่อยได้เล่นกีฬาเท่าไร ตอนนี้สบโอกาสกระมังถึงได้ขี่จักรยานออกไปเที่ยว อย่าถือสาเลย...ถ้าอยากคุยกับเขานานๆก็ต้องอ่านหนังสือมากๆแล้วมาคุย...จะดีกว่านะ”

เกศินีหน้าเจื่อนท้อใจ ในขณะที่กานดาพยักพเยิดเห็นด้วยยิ้มปลอบใจลูกสาวเหมือนให้กำลังใจ...

คล้อยหลังจากต่อกลับบ้านไปแล้ว ชื่นชวนตาชมให้ออกไปคุยด้วยกันนอกบ้านเพราะไม่อยากให้ช้อยเห็นสร้อยคอประจำตระกูลชวาล เธอถอดสร้อยส่งให้เขาดูแล้วย้ำว่า

“ชื่นน่ะไม่อยากจะใส่สร้อยของศัตรูหรอกค่ะ แต่เวลาใส่แล้วเห็นผัวเมียทะเลาะกัน ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น”

“ดี! อย่าให้ครอบครัวของมันมีความสุขเด็ดขาด!”

“ตาขา...ผู้หญิงที่ชื่อชีวัน วิชชลักษณ์ เป็นใครหรือคะ...อีตาหม่อมหลวงนั่นถามชื่นค่ะ แล้วยังเอารูปผู้หญิงคนนั้นให้ดูด้วย ชื่นตกใจมากเพราะนั่นเป็นรูปของแม่เมื่อสมัยสาวๆ แต่ชื่นบอกเขาว่าไม่เคยเห็น ดูท่าทางเขาผิดหวังมาก”

ชมนิ่งชั่วครู่ก่อนยืนยันว่าตนไม่เคยรู้จักใครในชื่อนั้น ส่วนรูปภาพคงจะได้มาจากพ่อของชื่นเพราะทั้งสองเคยเป็นเพื่อนรักกัน ชื่นแคลงใจกับสิ่งที่ได้ยิน ชมจึงย้ำเสียงเข้มว่า

“ตอนนี้เจ้ารู้แค่เพียงว่าแม่ของเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไอ้นิวัฒน์ ชวาล คิดหักหลังทำลายล้างพ่อของเจ้าก็พอ ในเมื่อครั้งนั้น แม่ของเจ้าสวยมากพอที่จะเป็นนางบำเรอของเขาได้...เขาทำให้พ่อของเจ้าต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน...จำเอาไว้!”

สองตาหลานเดินกันไปเงียบๆโดยชื่นนั้นอยากจะถามต่อ แต่สีหน้าเหี้ยมเกรียมของตาชมทำให้ต้องนิ่งเสีย ...เมื่อกลับมาถึงบ้าน ชื่นขอตัวออกไปขี่จักรยานเล่นเพื่อผ่อนคลายกับเรื่องราวต่างๆ ชมตามใจหลานสาวก่อนจะเดินขึ้นบ้าน

ชมเดินมาเคาะประตูห้องลูกสาว แล้วเปิดเข้าไปถามว่าชื่นเคยมาคุยอะไรบ้างหรือไม่ ช้อยส่ายหน้าแทนคำตอบ

“เมื่อกี้ชื่นถามพ่อว่ารู้จักผู้หญิงชื่อชีวัน วิชชลักษณ์หรือเปล่า...ซึ่งพ่อบอกไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ดังนั้นช้อยก็ต้องตอบอย่างนี้เหมือนกัน พวกเรามีหน้าที่แก้แค้นให้ผู้หญิงคนนั้น”

“พ่อไม่ต้องบอกหรอกค่ะ...ถ้าโลกนี้เคยมีผู้หญิงที่ชื่อนั้นป่านนี้เขาก็คงตายไปแล้วอย่างทุกข์ทรมานเพราะความเจ็บปวดชอกช้ำใจ...เวลานี้ช้อยไม่อยากผูกพยาบาทอาฆาตใคร ไม่อยากมีเวรกรรมกับใครต่อไปอีก...ช้อยอโหสิให้กับทุกคน”

ชมชักสีหน้าตวาดลั่นใส่ลูกสาวไม่ให้อโหสิให้คนชั่วพวกนั้นพร้อมกับสำทับว่าห้ามเอาความคิดนี้ไปพูดกับชื่นด้วย ถึงช้อยไม่เจ็บแต่ตนเจ็บและแค้น ไม่สามารถอโหสิให้ได้ ถ้ายังขืนดื้อดึงเปลี่ยนความคิดชื่น ตนขอ

ตัดขาดความเป็นพ่อลูก ช้อยตกตะลึงกับคำพูดนั้นได้แต่นั่งนิ่งน้ำตาคลอ มองตามชมที่เดินปึงปังออกไป...

ooooooo

บรรยากาศสองข้างทางอันร่มรื่นทำให้ชื่นมีความสุขคิดถึงวันวานที่เคยใช้ชีวิตที่ทุ่งรังสิต หญิงสาวถีบจักรยานมาเรื่อยๆโดยไม่ทันได้ระมัดระวังว่าจะมีใครขี่สวนมาทางเดียวกัน

พอผ่านทางโค้งที่มีพุ่มไม้หนาแน่น ทั้งต้นและชื่นก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อจักรยานของตนต่างพุ่งเข้าหากันอย่างกระชั้นชิด ชื่นพยายามเบี่ยงโดยเลี้ยวรถหลบข้างทาง ในขณะที่ต้นเบรกไม่ทันล้มลงทันที ชายหนุ่มพยายามขยับตัวแล้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่ข้อเท้าแพลง ชื่นหายตกใจวิ่งถลาเข้ามาดูอาการแล้วลอบยิ้มเหมือนสะใจไม่น้อย

“เจ็บไหมคะนั่น...ลุกไหวไหม แต่ไม่น่าถามเลยเนอะ ถ้าลุกไหวคงลุกขึ้นวิ่งไปนานแล้ว ไม่มานั่งจมปลักตรงนี้”

“ไม่ต้องมาเยาะเย้ย...จะไปไหนก็ไป”

“โอ้ย! ชื่นไม่ใจร้ายใจดำอย่างนั้นหรอกค่ะ แม่สอนเสมอเรื่องเบญจศีลเบญจธรรม...เบญจศีลข้อ 1 ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต...ตรงกับเบญจธรรมข้อ 1 เมตตากรุณา มาค่ะ ชื่นจะช่วยด้วยความเมตตากรุณา”

ต้นจ้องหน้าชื่นเขม็งอย่างเจ็บใจแล้วแกล้งทิ้งตัวให้หนักๆจนชื่นหน้าเหยเก ชายหนุ่มพยายามเดินเซไปมาทำให้หญิงสาวทานน้ำหนักไม่ไหวเสียหลักล้มลง ร่างของต้นทับบนตัวชื่น ส่วนใบหน้าเขาห่างจากหน้าชื่นเพียงนิดเดียว สายตาที่ต้นมองเธอมีแววประหลาด ชื่นรู้สึกขัดเขินรีบผลักตัวชายหนุ่มออกห่าง

“ชื่นจะไปตามคุณต่อมาช่วยแทนนะคะ รออยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหน เดี๋ยวชื่นมาค่ะ”

“ฉันหวังว่าเธอคงไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้คุณต่อฟังนะ”

ชื่นหน้าแดงสั่งห้ามไม่ให้ต้นพูดถึงเรื่องนี้อีก แล้วขี่จักรยานออกไปทันที...ไม่นานนัก ชื่นก็ขี่มาถึงบ้านนาถามเบิ้มว่าคุณต่ออยู่ที่ไหน พอรู้ว่าอยู่หลังบ้าน หญิงสาวถีบจักรยานไปหาอย่างเร็ว...เวลานั้นต่อกำลังหลับสบาย แต่ต้องตื่นขึ้นด้วยความตกใจกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของชื่น

“คุณต่อคะ...ตื่นเร็ว เกิดเรื่องแล้ว คุณต้นบาดเจ็บอยู่แถวหัวโค้งโน่นค่ะ...รีบไปช่วยเร็ว”

ต่อกระเด้งลุกจากเปลญวนวิ่งไปตามวิงให้ขับรถไปด้วยกัน ชื่นกระโดดขึ้นรถอย่างว่องไว กานดากับเกศินีได้ยินเสียงโวยวายของต่อจึงวิ่งออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น พอรู้ว่าต้นบาดเจ็บ สองแม่ลูกยิ่งตะเบ็งเสียงร้องอย่างตกใจดังลั่นบ้านแล้วทำท่าจะตามขึ้นรถมาด้วย ชื่นตะโกนสั่งวิงทันที

“ไปเลย...น้าวิง ถ้าไปกันหลายคนก็ต้องนั่งเบียดกัน...อึดอัดตาย เร่งสุดฝีเท้าเลยน้า”

กานดากับเกศินีหยุดชะงักมองรถที่วิ่งผ่านหน้าไปอย่างเร็ว พอได้สติ ทั้งคู่ก็แสดงอาการโกรธเกรี้ยวไม่พอใจที่ถูกทิ้ง ก่อนจะวิ่งเข้าไปฟ้องคุณหญิงวีณา สองแม่ลูกแข่งกันพูดจนฟังไม่รู้เรื่อง นายหญิงของพิชัยศรายุทธยกมือห้ามให้หยุดแล้วบอกให้พูดทีละคน กานดาตัดบทชิงเล่าเรื่องต้นตกจักรยานอย่างออกรส

ด้านชื่นและคนอื่นๆในรถต่างกลั้นหัวเราะกับการทิ้งกานดาและเกศินีไว้ที่บ้าน ต่อเปรยว่าชื่นร้ายมากที่แกล้งสองแม่ลูกคู่นั้น หญิงสาวยักคิ้วไม่ยี่หระกับวีรกรรมสุดแสบของตัวเอง ทั้งสามคนหัวเราะกันสนุกสนาน รถวิ่งมาไม่นาน ชื่นชี้มือไปข้างหน้าบอกว่าต้นอยู่นั่น ภาพที่ทุกคนเห็นคือต้นเดินโขยกเขยก พยายามจูงจักรยานเดินไปอย่างอดทน เสียงชื่นตะโกน

“เข้มแข็ง เข้มแข็งเข้าไว้!”

ต้นแทบจะทิ้งจักรยานแล้วถลาเข้าไปบีบคอแม่ตัวดี วิงขับรถเข้ามาจอดข้างกายชายหนุ่ม ในขณะที่ต่อเปิดประตูวิ่งถลาเข้ามาดูอาการของพี่ชาย

“คุณต้นไปขึ้นรถเถอะครับ...ชื่นบรรยายภาพเสียผมนึกว่าคุณต้นแย่แล้ว”

ต่อและวิงเข้าประคองต้นคนละข้าง ในขณะที่ต้นสะบัดตัวออกแล้วกระชากเสียงบอกว่าตนเดินไหว ไม่จำเป็นต้องช่วย ก่อนจะตวัดสายตาแค้นเคืองใส่ชื่นที่อยู่บนรถ ชายหนุ่มกัดฟันก้าวขึ้นรถมาจนได้แล้วนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน ชื่นเปรยลอยๆว่า

“ขาจะหักหรือเปล่าไม่รู้...มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”

“เงียบ! ไม่ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์อะไรฉัน แค่พากลับบ้านเป็นพอ!”

ต่อขับรถโดยตาคอยเหลือบมองพี่ชายอย่างเป็นห่วง ส่วนต้นนั่งมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในขณะที่ชื่นนั่งมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ทุกคนภายในรถต่างนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชื่นจะขอร้องให้ต่อส่งเธอที่บ้านแต่ชายหนุ่มไม่ยอมจึงเกิดการโต้เถียงกันไปมา ต้นอดทนถึงขีดสุดตวาดด้วยเสียงอันดังว่าอ้อนกันอยู่ได้ ตนรำคาญ!

ooooooo

ที่บ้านนา ทุกคนต่างเป็นห่วงต้นจึงออกมายืนคอยด้วยความกระวนกระวายและวิตกกังวล พอเห็นรถแล่นเข้ามา กานดาและเกศินีก็ถลามาที่รถทันทีและพยายามจะช่วยประคองต้นแต่ไม่สามารถทานน้ำหนักชายหนุ่มได้

เสียงชื่นร้องสั่งกลั้วเสียงหัวเราะว่าคงต้องให้ต้นขี่คอไปแทน ต้นหันมาดุชื่นแล้วพูดเสียงเข้มให้ทุกคนถอยไป

“ชื่น...เธอเป็นต้นเหตุให้ฉันเป็นอย่างนี้ ดังนั้น เธอต้องรับผิดชอบพาฉันไปส่งที่บนห้องเดี๋ยวนี้!”

ทั้งกานดาและเกศินีจ้องหน้าชื่นราวกับส่งสัญญาณอย่าได้ทำตามที่ต้นบอก ชื่นได้ทีอยากแกล้งจึงทำไม่รู้ไม่ชี้ประคองชายหนุ่มเดินเข้าตึกทันที ต้นตาเป็นประกายทิ้งตัวให้หนักจนชื่นต้องโอบเอว ท่ามกลางสายตาทุกคนที่มองตามด้วยความรู้สึกต่างๆกัน คุณหญิงวีณาเองก็รู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ตรงหน้า...ฤาพี่กับน้องจะทะเลาะกันอย่างที่นมเคยว่าไว้

ชื่นซอยเท้าลงบันไดมาและหยุดชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นกานดากับเกศินีจ้องมาอย่างเกลียดชัง พอเธอนึกสนุกอะไรได้จึงล้วงสร้อยประจำตระกูลชวาลออกมาจากเสื้อแล้วจับเหรียญชูเหมือนกับเยาะเย้ยสองแม่ลูก กานดาตวัดเสียงกร้าวใส่

“นังชื่น! อย่าหวังเลยว่าแกจะจับคุณต้นได้ พวกฉันรู้ว่าแกเข้ามาในพิชัยศรายุทธเพื่ออะไร...แกไม่มีวันชนะหรอก แกจะไม่ได้ทั้งคุณต้นและคุณต่อ”

“เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ พวกคุณนั่นแหละที่มีเป้าหมายในการที่เข้ามาอยู่ที่นี่...แล้วก็เลยระแวงไปว่าคนอื่นเขาจะคิดเหมือนกัน แต่ดูสร้อยเส้นนี้ซิคะ...ฉันอยู่เฉยแท้ๆ สามีของคุณยังเอามาให้จนถึงที่เลย...ไปละค่ะ”

สองแม่ลูกตาลุกเป็นไฟด้วยความแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ กานดาพูดลอดไรฟันว่าไม่ต้องกลัว ตนไม่ปล่อยมันไว้แน่!

ตกดึกคืนเดียวกัน ช้อยเตือนลูกสาวว่าอย่าทำอะไรให้คุณหญิงผิดหวังเพราะท่านเป็นคนดีและมีเมตตากับชื่นอย่างมาก ชื่นพยักหน้ารับรู้บอกว่าตนจะพยายามเรียนให้เก่งๆ ช้อยช้อนตาขึ้นมองลูกสาว

“แม่ไม่ได้หมายความเฉพาะเรื่องนั้น...การแก้แค้นไม่เคยทำให้ใครมีความสุข การปล่อยวางเท่านั้นที่จะทำเราสงบ...”

“แล้วแม่ไม่อยากเห็นความพินาศของคนที่มันทำกับพ่อ...กับตา...แล้วกับตัวแม่เองหรอกหรือคะ”

“แรกๆแม่ก็คิดอย่างนั้น...แต่พออายุมากขึ้นผ่านความทุกข์มามากขึ้น...ได้เห็นความไม่แน่นอนต่างๆ...แม่เลยได้คิดว่า ชีวิตเกิดมาเพื่อใช้กรรม ใครทำอะไรไว้...สักวันหนึ่งเขาก็ต้องได้รับกรรมนั้นเองโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเขา”

ชื่นแย้งว่าทำไมคนเลวยังมีความสุข ช้อยถอนหายใจถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าเขามีความสุข แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชมยื่นหน้าเข้ามาถามสองแม่ลูกคุยอะไรกัน แต่นัยน์ตากลับจ้องช้อยที่มีสีหน้าสงบนิ่ง หลานสาวตอบว่าแค่คุยเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมเท่านั้น ชมลอบยิ้มเหี้ยมเสริมว่า

“แม่เขาพูดถูกแล้ว แต่บางทีกรรมมันก็เดินทางชักช้าไม่ทันใจ เราก็ต้องช่วยเร่งหน่อย...จริงไหมช้อย”

รุ่งเช้า ในระหว่างที่ทุกคนกำลังยุ่งกับการเก็บค่าเช่าที่นา เกศินีเดินเลี่ยงมาหาต้นที่เฉลียงบนบ้านพลางเปรยว่าเจ้าคุณคงรวยมากที่มีชาวนามาจ่ายค่าเช่าที่ตั้งหลายคน ต้นส่ายหน้าบอกว่าคงไม่ได้รวยมากมายเพราะค่าเช่าที่ไม่แพง หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจแล้วเสนอว่าวันนี้ตนจะอยู่ดูแลเขาทั้งวัน ชายหนุ่มปฏิเสธให้เหตุผลว่าชายหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันสองต่อสองอาจเกิดคำนินทาได้และที่พูดมาก็เพื่อผลดีต่อเธอ เกศินีหน้าเสียรับคำเสียงอ่อยก่อนเดินน้ำตาคลอจากไปด้วยความเสียใจ

ที่ใต้ถุนบ้าน ชมยืนมองหลานสาวสานตะกร้าด้วยท่าทางหงอยเหงา จึงเดินเข้ามาชวนคุย

“พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้วใช่ไหม ตารู้ว่าตัวเองเหมือนคนใจร้ายที่ปลูกฝังให้เจ้าคิดแต่เรื่องแก้แค้นตลอดเวลา...อย่าลืมว่าพ่อของเจ้าต้องตายเพราะไอ้คนชั่วนั่น...อะไรที่ทำให้ตระกูลชวาลพังพินาศได้ อย่าลังเลที่จะทำ...ตามั่นใจว่าเจ้าต้องทำได้”

“ชื่นเข้าใจค่ะ ทั้งตาและแม่ต้องเจ็บปวดทรมานมามากแค่ไหน ชื่นจะทำให้สุดความสามารถ...”

ชมแววตาเป็นประกายอย่างสาแก่ใจ...ห่างออกไปตรงนอกชาน ช้อยทอดสายตามองลูกสาวที่ขี่จักรยานไปยังบ้านนาด้วยความรู้สึกวิตกกังวลเพราะรู้ดีว่าชมกดดันหลานสาวมากมายเพียงไรและยังลามมาถึงเธอด้วย

“พ่ออย่าบังคับช้อยให้พูดเรื่องแก้แค้นเลยค่ะ...เพราะเคยเจ็บ ช้อยถึงไม่ต้องการให้ลูกมาหมกมุ่นเรื่องบ้าๆนี้ ...อยากให้แกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มีเรื่องมัวหมองอะไรมาแผ้วพาน”

ช้อยน้ำตาคลอด้วยความเป็นห่วงและสงสารลูกสาว ในขณะที่ชมพูดเสียงกร้าวว่าถ้าไม่อยากทำ ก็อย่ามาขัดขวางเพราะมันเสียเวลา ก่อนจะเดินปึงปังออกไป...มั่น ลูกน้องลอบมองสีหน้าอันเคร่งเครียดของชมเป็นระยะ

“เอ็งว่าข้าใจร้ายไหมวะ...บางครั้งข้าอยากเอาปืนไปยิงไอ้หม่อมหลวงนั่นให้สิ้นเรื่องไปซะ”

“ไม่ครับ ท่านเคยบอกกระผมว่าทรมานกายไม่เท่าทรมานใจ การมีชีวิตอยู่กับความทุกข์นั่นคือทรมานที่สุด”

รุ่งเช้า ชื่นอ้อยอิ่งล่ำลาช้อยจนชมเอ่ยปากเตือนอย่างรำคาญพลางใช้สายตากำกับไม่ให้ลูกสาวพูดอะไรที่ทำให้แผนเสีย แต่ช้อยไม่สนใจกระซิบเบาๆกับชื่นว่าจงมีความเมตตากรุณาและกตัญญูกับผู้มีพระคุณ ลูกสาวพยักหน้ารู้สึกใจหายที่ต้องจากไปไกลอีกครั้ง และความรู้สึกนั้นยังคงติดตรึงอยู่นาน แม้ว่ารถตู้จะแล่นไกลออกมาจากทุ่งรังสิตแล้วก็ตาม...

คุณหญิงวีณาและต้นนิ่งงันกับท่าทางหงอยเหงาของชื่น ในขณะที่กานดาและเกศินีมองอย่างหมั่นไส้ ความริษยาค่อยๆก่อตัวขึ้นมาทีละน้อย เมื่อมาถึงบ้านพิชัยศรายุทธ สองแม่ลูกตาลุกเป็นไฟเพราะได้ยินชัดกับสรรพนามที่คุณหญิงวีณากล่าวเรียกหญิงสาวในขณะที่ลงจากรถ

“ขอบใจลูก...นมอ่อนไม่ต้องคอยรับหรอกจ้ะ เดี๋ยวจะพลอยล้มไปด้วยกัน ให้ชื่นช่วยคนเดียวก็พอแล้ว”

นมอ่อนยิ้มปลื้มกับภาพการแสดงความรักของนายหญิงที่มีต่อชื่น ในขณะที่เกศินีกับกานดาเร่งฝีเท้าไปยังตึกซ้ายด้วยความแค้นและเจ็บใจ เสียงเกศินีสั่นเครือบ่งบอกความรู้สึกลึกๆ

“เกศจะไม่กลับไปอยู่ที่ตึกใหญ่อีกแล้ว แต่เกศจะอยู่ที่นี่กับคุณแม่เพราะไม่อยากเห็นหน้าใครๆอีก เกศเกลียดพวกมัน”

“ลูกต้องกลับไปอยู่ตึกใหญ่ ทำทุกอย่างให้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...เราจะไม่ยอมแพ้กับเรื่องแค่นี้ เราจะสูญเสียทุกอย่างที่วางแผนกันมา ไม่ว่าจะเป็นมรดกของคุณอาหญิง หรือแม้แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ...คุณต้น!”

กานดากล่อมเกศินีว่าสิ่งที่เห็นเป็นแค่ภาพลวงตา ทั้งคุณหญิงวีณาและต้นคงรู้สึกเวทนาไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น ความหุนหันพลันแล่นของเธอจะทำให้แผนที่วางไว้ล้มเหลวไม่เป็นท่า สิ่งเดียวที่ต้องทำในเวลานี้คือการอดทนรอคอยเวลาเอาคืนให้สาสม กนกฟังแล้วส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับคำสอนของแม่ ในขณะที่เกศินีฉุกคิดได้...นัยน์ตาฉายแววเกลียดชังพวกนั้น

ต่อเองก็มีความรู้สึกร้อนรนกับสายตาของต้นที่มองชื่น เขาอดรนทนไม่ได้เปิดการเจรจาอย่างเคร่งเครียด

“จำที่ผมเคยพูดกับคุณต้นได้ใช่ไหม...เรื่องที่ผมบอกว่าผมจะแต่งงานกับชื่น ถ้าเขาเป็นผู้หญิง ผมเคยย้ำกับพี่ถึงสองครั้งเพราะจริงจังกับเรื่องนี้ ไม่ได้พูดเล่น ผมเกรงว่าสิ่งที่พี่คิดหรือกระทำอยู่ในเวลานี้จะทำให้ชื่นไขว้เขว”

“มันเป็นเรื่องของนายกับเด็กนั่น...เขาไม่เคยอยู่ในสายตาของฉัน”

“ผมไม่ต้องการคำแก้ตัว! แต่อยากเห็นการกระทำของคุณต้นมากกว่า...อยู่ห่างๆชื่นเข้าไว้ และจำคำที่ตัวเองพูดให้ดี”

ต่อจ้องหน้าพี่ชายด้วยความโกรธและหึงหวง ในขณะที่ต้นมีสีหน้าหงุดหงิดใจ

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน ระหว่างที่ชื่นกำลังเล่นอยู่กับสโนว์อย่างสนุกสนานที่สนามหญ้าหน้าบ้าน กนกทำเสียงกระแอมไอแล้วยิ้มเผล่ราวกับอยากเข้ามาเล่นด้วย ชื่นมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายกับการมาของเขา

“พี่ชื่นจำได้ไหมครับ...ผมชื่อกนก เป็นน้องของพี่เกศแต่นิสัยไม่เหมือนกันนะครับ ผมเป็นคนมีเหตุผลไม่หาเรื่องใครและอยากเป็นมิตรกับพี่”

“พี่น้องกันจะไม่เหมือนได้ยังไง แถมตอนนี้ฉันไม่อยากเป็นมิตรกับใครหรอก...โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในตึกซ้าย”

กนกหน้าเหลอกับท่าทีไม่เป็นมิตรของชื่น เกศินีไม่พอใจอย่างมากที่น้องชายพยายามตีสนิทกับศัตรู กานดาเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อรู้เรื่อง สั่งความเสียงเข้มว่า

“จำที่แม่จะพูดต่อไปนี้ให้ดีนะ...แกจะต้องเกลียดนังชื่นชีวาเพราะมันเป็นศัตรูของฉัน ความเกลียดไม่มีเหตุผล ในฐานะที่ฉันเป็นแม่บังเกิดเกล้าของแก...ตากนก คำสั่งของฉันถือเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้น!”

ด้านชื่นเองก็รู้สึกหงุดหงิดกับพฤติกรรมของกนก ระหว่างที่เดินมายังตึกใหญ่ หญิงสาวพบกับนิวัฒน์เข้าโดยบังเอิญ ชายสูงวัยมีอาการดีใจพยายามพูดชวนคุยถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แต่ท่าทีของชื่นกลับแข็งกระด้างไม่อยากจะเสวนาด้วย เหตุการณ์ยิ่งบานปลายหนักขึ้นเมื่อหญิงสาวปฏิเสธการเรียกนิวัฒน์ว่าลุง

“ทำไมไม่เรียกฉันว่าลุงล่ะ ฉันอนุญาตให้เรียกได้นะ”

“แต่ท่านไม่ใช่ลุงของดิฉัน ไม่ใช่ญาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย นอกจาก...”

ชื่นยังพูดไม่จบก็ได้ยินเสียงต้นเรียกชื่อเธอเหมือนปรามไม่ให้ก้าวร้าว หญิงสาวชักสีหน้าไม่พอใจเดินออกไปทันที ในขณะที่ต้นโมโหจัดตะโกนเสียงเข้มให้หญิงสาว กลับมาขอโทษนิวัฒน์ แต่เธอไม่สนใจฟัง ส่วนนิวัฒน์รู้สึกแย่กับเหตุการณ์ตรงหน้าพลางเอ่ยปากว่าตนคงมาในช่วงผิดจังหวะ ต้นประหลาดใจที่นิวัฒน์ดูเหมือนไม่ถือสากับทุกเรื่องที่ชื่นกระทำไม่ดีต่อเขา

ต้นยังคงติดใจกับพฤติกรรมไร้มารยาทของชื่นจึงเดินไปหาที่ห้องเพื่อค้นหาความจริงว่าทำไมหญิงสาวถึงมีกิริยาเช่นนั้น หญิงสาวหน้างอบอกเพียงว่าตนไม่ชอบนิวัฒน์ ต้นชะงักแล้วสอนว่า

“จะชอบหรือไม่ชอบก็ต้องพูดกับท่านดีๆ...ท่านเป็นผู้ใหญ่ คุณอานิวัฒน์ท่านไปทำอะไรให้ ถึงได้ไม่ชอบท่าน เพิ่งจะรู้จักกันไม่เท่าไหร่ด้วยซ้ำ...อย่าให้ฉันเห็นเธอไม่มีมารยาทอย่างนี้อีก”

“คุณต้นควรจะไปบอกเขาคนนั้นว่าต่อไปไม่ต้องมาทักชื่น...เพราะชื่นทราบดีว่าตัวเองไม่น่ารักเหมือนคุณเกศ”

ต้นมองชื่นอย่างตำหนิถามว่าเกศินีมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ หญิงสาวนิ่งไม่ต่อความ ชายหนุ่มเห็นอาการนั้นแล้วจึงถามเสียงเข้มว่าไม่ได้ยินที่ตนถามหรือไร ขณะนั้นนมอ่อนเดินมาเห็นเหตุการณ์ตึงเครียดของคนทั้งสองเข้าพอดี ต้นประชดบอกให้นมอ่อนถามคุณหนูคนดีเอาเองว่าสร้างวีรกรรมอะไรไว้ แล้วเดินจากไปอย่างหงุดหงิด ชื่นยิ้มประจบส่ายหน้าเอ่ยว่าไม่มีอะไรแค่โดนดุในเรื่องของการไม่ถูกชะตากับคนคนหนึ่งเท่านั้น เวลานี้ตนทำอะไรก็ผิดหมดในสายตาของต้น

นมอ่อนนำเรื่องนี้มารายงานคุณหญิงวีณาด้วยความกังวลใจ เพราะมั่นใจว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้ชื่นแสดงอาการก้าวร้าวกับนิวัฒน์ ทว่าไม่มีคำอธิบายจากนายหญิง นอกจากเปรยว่าจะลองถามพี่ชายว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน คุณหญิงวีณาตัดสินใจคุยกับนิวัฒน์ว่าควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างเสียที จะได้ทราบว่าครอบครัวของชื่นเป็นใครกัน สีหน้าพี่ชายไม่ค่อยดี แต่ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจได้

“คุณหญิงพาพี่ไปพบกับตาแล้วก็แม่ของชื่นได้ไหม พี่อยากเจอพวกเขาให้เร็วที่สุด พรุ่งนี้เช้าได้ยิ่งดี...เรื่องจะได้จบ”

สีหน้าหม่อมหลวงนิวัฒน์มุ่งมั่นเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง ซึ่งยิ่งเพิ่มความสงสัยให้กับคุณหญิงวีณามากขึ้น ก่อนจะตกปากรับคำว่ายินดีเดินทางไปตามคำขอร้อง...ต่างจากกานดาที่มั่นใจว่าสามีกับคุณหญิงต้องหาโอกาสกลับไปที่บ้านนาเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับชื่น เมื่อนิวัฒน์มาบอกเธอว่าจำเป็นต้องไปเป็นเพื่อนน้องสาวทำธุระส่วนตัวในวันพรุ่งนี้ กานดาจิตประหวัดนึกถึงเรื่องนี้ทันที จึงขอติดตามไปด้วย นิวัฒน์มองภรรยาเบื่อหน่ายแล้วบอกว่าถ้าอยากไปก็ขอเอาเอง

รุ่งเช้า กานดาตามประกบสามีมาที่ตึกใหญ่เพื่อขึ้นรถ ร่วมทางไปด้วย แต่โดนคุณหญิงวีณากับเจ้าคุณช่วยกันสกัดขัดขวางว่ารถเต็ม กานดาดึงดันไม่ยอมแพ้จะให้นิวัฒน์ขับรถแทนนายวิง เอาคนออกไปหนึ่งคนรถก็มีที่ว่าง แต่นิวัฒน์ปฏิเสธว่าตนขับรถไกลๆไม่ไหว ขณะที่เจ้าคุณซึ่งถูกกานดาเพ่งเล็งก็ชิงปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกัน

กานดาเดินหน้าบึ้งตึงกลับมาตึกซ้ายแล้วอารมณ์เสียใส่ยุพาที่เสนอหน้าตั้งคำถามชวนโมโหว่าเขาไม่ให้ไปด้วยใช่ไหม

“เออ...ถ้าให้ไปด้วยฉันจะกลับมานั่งอยู่อย่างนี้เรอะ”

ยุพาโดนตวาดแต่ยังไม่หยุดสาระแน คาดว่าต้องมีลับลมคมในอะไรแน่ กานดากำลังโมโหจึงไม่ได้ยั้งคิดหลุดปากออกมาว่าจะมีเรื่องอะไรเสียอีกนอกจากเรื่องนังชื่น แต่พอหลานสาวซักต่อ น้าสาวรู้ตัวรีบปฏิเสธแล้วลุกหนีไปรำพึงรำพันอยู่คนเดียวด้วยความเจ็บใจโดยไม่เห็นเจือเดินเข้ามายืนชะเง้อคอยาวเงี่ยหูฟังอย่างแปลกใจว่าเจ้านายพูดกับใคร

กานดาเชื่อว่าสามคนนั้นยกโขยงไปหาชีวิน เธอวิตกกังวลเหลือเกินกลัวเหตุการณ์ในอดีตจะกลับมาหลอกหลอนตัวเองอีกครั้ง ครั้นเหลือบเห็นเจือเข้าก็ระแวงว่าสาวใช้จะได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูด เลยด่ากระจายก่อนเดินหงุดหงิดจากไป

ยุพาเดินเลียบๆเคียงๆมาที่ตึกใหญ่ เสียงหมาเห่าทำให้เธอตกใจไม่กล้าเข้าไปข้างใน แต่ปะเหมาะพอดีสองพี่น้องนัททีกับนันทลีมาเยือน ยุพาวางตัวราวเจ้าของบ้านถามสองคนว่ามาหาใคร

นัททีบอกว่าตนเป็นเพื่อนบ้านจะเอากุหลาบมาให้ชื่น ในขณะที่นันทลีทักทายอย่างเสียไม่ได้เมื่อรู้ว่ายุพาเป็นหลานสาวกานดา ยุพาเองก็รู้สึกไม่เป็นมิตรมองนันทลีหัวจดเท้าก่อนเชิญสองพี่น้องเข้าไปในตึกเจอต้นกับต่อนั่งคุยกันอยู่ แต่ไม่มีเกศินีจึงให้จันทร์ไปปลุกเธอลงมา

นัททีสอดส่ายสายตามองหาชื่น ต่อรู้ทันแต่แกล้งถามว่ามองหาใคร นันทลีอมยิ้มรู้ใจพี่ชายแล้วให้สะอาดไปเชิญชื่นลงมา ต้นและต่อสบตากันรู้ดีว่าเพื่อนบ้านชายคงมีใจให้ชื่นไม่น้อย ต้นไม่ชอบใจจึงขอตัวออกไปเดินเล่นที่สนามหญ้าเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น ยุพาจับตามองปฏิกิริยาท่าทางของแต่ละคนด้วยความสนใจ

จันทร์หายขึ้นไปบนห้องเกศินีแล้วปากหวานสอพลอป้อยอเจ้านายสวยงามราวนางฟ้า เกศินียิ้มแก้มแทบแตก สำรวจตัวเองจนพอใจก่อนเดินนวยนาดนำหน้าจันทร์ที่ยิ้มย่องผ่องใสออกจากห้อง

ขณะเดียวกันนั้น ชื่นเดินวนไปมาอยู่อีกห้องคิดหาทางหลบหนีโดยบอกกับสะอาดว่าตนไม่อยากเจอยุพากับเกศินี แต่ถ้าสะอาดไม่ลงไปก็ต้องมีคนขึ้นมาตาม ชื่นจึงเลือกวิธีหนีลงทางหน้าต่างปีนป่ายอย่างคล่องแคล่วไปเกาะกิ่งไม้แล้วห้อยโหนไต่ลงมาโดยไม่เห็นต้นที่แหงนมอง

“อยู่ดีๆก็แปลงตัวเป็นลูกลิงลูกค่างได้ บันไดด้านหน้าก็มี...แล้วทำไมต้องปีนลงมา”

ชื่นสะดุ้งสุดตัวกับเสียงของต้น ก่อนละล่ำละลักบอกว่าตนไม่อยากเจอเกศินีกับยุพาจึงหาทางเลี่ยง ต้นส่ายหน้าหนักใจกับความซุกซนเกินหญิงของชื่น แล้วเดินตามเธอไปยังเรือนเล็ก

เวลานั้นภายในตึกใหญ่ ต่อประหลาดใจที่สะอาดรายงานว่าไม่เจอชื่น เกศินีได้ทีใส่ร้ายว่าคงหนีไปเที่ยวอีกตามเคย ยุพาพยักพเยิดเห็นด้วย นัททีผิดหวังแต่ยังแก้ต่างให้ชื่นว่าคงไม่เกเรเถลไถลที่ไหนไกล น่าจะอยู่แถวนี้ นันทลีเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เกศินีสบโอกาสแขวะว่า

“คุณนันทำหน้าผิดหวังที่ไม่พบชื่น หรือผิดหวังที่คุณต้นไม่อยู่ให้เจอหน้ามากกว่าคะ”

นันทลีสงวนท่าทีพูดเสียงเรียบว่าอย่าว่าแต่ตนเลย ตอนที่เกศินีลงมาไม่เจอต้นก็หน้าไม่ดีเช่นกัน นัททีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบลากลับ ต่อตามมาขอโทษในขณะที่สองพี่น้องไม่ใส่ใจเอาเรื่องใคร ต่อถอนใจโล่งอกแล้วเดินไปเรือนเล็ก

“อ้าว...คุณต้นมาคุยกับนมอ่อนที่นี่เอง มีใครเห็นชื่นบ้างไหมครับ”

นมอ่อนทำท่าอึกอักเล็กน้อยแล้วบอกว่าชื่นหลับอยู่ในห้อง ต่อคลายความกังวลแต่ไม่วายกระซิบถามพี่ชายด้วยความระแวงว่ามาคุยกับนมนานหรือยัง ต้นไม่ตอบคำถามแต่บอกให้ต่อคุยกับนมแทนตนเอง

ooooooo

ระหว่างที่มั่นกับชมกำลังจัดเตรียมตะกร้าเอาไปขาย ได้ยินเสียงพวกลูกน้องของชื่นวิ่งตะโกนเรียกชื่อชมแข่งกันมาแต่ไกล มั่นส่ายหน้าอย่างรำคาญ

เมื่อเห็นพวกนั้นมายืนหอบอยู่ตรงหน้า ก่อนถามเสียงห้วนว่ามีอะไร

“ตา...ตาบอกว่าถ้าพวกที่บ้านนามาให้พวกฉันมาบอก...พวกเขามากันแล้วจ้า”

“มันมาเร็วกว่าที่คิด ไอ้มั่น...เอ็งจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย...ส่วนพวกไอ้เปี๊ยก ไอ้หลอ ไอ้เบิ้ม...พวกเอ็งไปได้แล้ว”

ชมเดินขึ้นบนบ้านหน้าเหี้ยมสั่งความช้อยไม่ให้เปิดประตูเพราะพวกนิวัฒน์กำลังจะมาที่นี่ในไม่ช้านี้ ลูกสาวพยักหน้าเข้าใจแล้วปิดประตูหน้าต่างทันที ในขณะที่มั่นนั่งทำงานบนแคร่หน้าบ้านไปเงียบๆ

ไม่นานนักรถของคุณหญิงวีณาก็แล่นเข้ามาที่บ้านตาชม มั่นลอบมองพวกบ้านนาแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย นิวัฒน์มองไปรอบๆด้วยสีหน้าตื่นเต้น ในขณะที่เจ้าคุณเองก็มองอย่างสังเกต เสียงคุณหญิงกล่าวทักทายมั่น

“นายชมอยู่ไหมจ๊ะ ฉันมีธุระอยากคุยด้วย”

“ไม่อยู่...พวกเขาว่าจะค้างคืนที่อื่น อย่ารอให้เสียเวลาเปล่าเลย...และไม่ต้องถามอะไรฉันอีก แค่อยู่เฝ้าบ้านเท่านั้น”

นิวัฒน์หน้าถอดสีผิดหวังที่ไม่เจอ ก่อนจะมองหน้ามั่นอย่างเพ่งพิศถามว่าเคยเจอกันหรือไม่ มั่นแค่นยิ้มตอบเสียงห้วนว่าไม่เคย...คุณหญิงวีณาเห็นท่าทางของมั่นที่เหมือนไม่อยากต้อนรับแขก จึงเสนอว่าควรมาใหม่วันหลัง เจ้าคุณกับนิวัฒน์พยักหน้าเห็นคล้อยตาม ก่อนจะขอตัวลากลับในท้ายที่สุด มั่นมองตามรถด้วยสายตาเกลียดชังคั่งแค้น...

หลังพวกบ้านนากลับไป เสียงร้องไห้ของช้อยก็ดังลอดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ มันเป็นน้ำตาแห่งความรักความแค้น ต่างจากชมที่มองตามพวกนั้นด้วยความสะใจลึกๆ...เวลาของการแก้แค้นใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว

ooooooo

ถึงวันที่ชื่นต้องเข้าเรียนในกุลธิดาวิทยาลัย บรรยากาศแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจ นักเรียนจากหลายชั้นปีจับกลุ่มทักทายคุยกันเสียงดังลั่น ชื่นเดินเข้าไปอย่างช้าๆ

ทันใดนั้นนักเรียนหญิงกลุ่มใหญ่มาหยุดตรงหน้าชื่น ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้ ชื่นยิ้มขันกับท่าทางนั่น

“ชื่ออะไรเธอ...เป็นเด็กใหม่เหรอ”

“ชื่นชีวา...เพิ่งเข้าเรียนที่นี่ค่ะ เราอยู่สายศิลป์ฝรั่งเศส”

คนถามชื่นชอบชื่อนั้นชมว่าไพเราะจัง แล้วแนะนำตัวเองว่าเป็นหม่อมราชวงศ์ฉัตรสุดา ชื่นตาโตถามทันควันว่านามสกุลชวาลหรือไม่ ทุกคนทำหน้าแปลกใจ ก่อนฉัตรสุดาจะชี้แจงว่านามสกุลของตนคือเทวรัตน์

“อ๋อ...ที่ถามเพราะว่าชื่นนามสกุลนั้นค่ะ...ชื่นชีวา ชวาล ณ อยุธยา”

พวกกลุ่มนักเรียนหญิงที่เหลือเบิกตากว้างมองชื่นอย่างทึ่งๆเพราะมีเชื้อมีสายเหมือนกัน แล้วแนะนำ

ตัวเองทีละคนว่าชื่อสาวิตรี...วนิดา...และนิชา ตามลำดับ ชื่นยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ยกเว้นสาวิตรีที่เบ้หน้าเมินมองไปทางอื่น

ช่วงเย็น วรรณิภาแล่นมาหาเกศินีพร้อมสาวิตรี น้องสาวเพื่อสอบถามว่าชื่นเป็นคนในตระกูลชวาลเหมือนอย่างที่แนะนำตัวไว้จริงหรือไม่ เกศินีแค่นยิ้มดูแคลนกับข่าวนั้นแล้วชี้แจงว่า

“นังนั่นไม่ได้มีเชื้อมีแถวอะไรหรอก ก็แค่กาฝากที่คุณอาหญิงของฉันเก็บมาชุบเลี้ยงเท่านั้น กำพืดมันเป็นบ้านนอก!”

ทั้งวรรณิภาและสาวิตรีต่างอ้าปากค้างกับข้อมูลที่ได้ยิน เกศินียิ้มสะใจแล้วชวนให้ไปดูหน้าคนโกหกที่ข้างล่าง...ระหว่างทางเจอสะอาดจึงได้รู้ว่าชื่นนั่งทำการบ้านอยู่ที่ศาลาริมสระ กลุ่มเกศินีสบตากันราวกับคิดแผนร้ายได้ในทันที

“นังชื่น...พวกฉันรับอาสาเอาของว่างมาให้ รีบกินซะ”

เกศินีเทของว่างลงบนพื้นใกล้เท้าตัวเอง ชื่นชักสีหน้าไม่พอใจจ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามนิ่งพลางบอกให้พวกนั้นลองกินให้ดูก่อน วรรณิภาสำทับว่าเพื่อนตนเป็นผู้ดี

ไม่กินของตกที่พื้น ชื่นแสยะยิ้มบอกว่าตนก็เป็นผู้ดีเหมือนกันพร้อมกับโชว์สร้อยคอประจำตระกูล เกศินีโมโหจัดวิ่งถลาเข้าไปจะผลักชื่นให้ตกสระ แต่หญิงสาวหลบทันแล้วผลักพวกเกศินีลงสระน้ำไปแทน เสียงโวยวายของพวกสาวๆ

ดังลั่นอย่างหัวเสียและเจ็บใจ ในขณะที่ชื่นเก็บการบ้านเดินออกไปอย่างสะใจ...

ooooooo

ชื่นชีวา

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด