คิกออฟปฏิรูปตำรวจ “ชี้วัด” อนาคตปฏิรูปประเทศ เทศกาลวันพระใหญ่ อาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยพากันเข้าวัดทำบุญ ถือศีล ฟังเทศน์ ยึดหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ในการทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วละเว้นซึ่งความเสื่อมทั้งปวงเป็นช่วง 2–3 วันที่เสียงเจี๊ยวจ๊าว ปมวุ่นวายทางการเมืองสงบลงตามบรรยากาศแต่นั่นก็แค่ชั่วขณะเท่านั้น เพราะโดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ไหลมาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนการโรดแม็ปในห้วงปฏิรูป“นักอำนาจนิยม” ต้องขยับกันตามจังหวะโดยเฉพาะวันที่ 4 กรกฎาคม ครบกำหนด 90 วันของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ตามบท บัญญัติที่บังคับไว้ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี และกรรมการผู้มีตำแหน่งใน คสช.ไฟต์บังคับทีมงานแม่น้ำ 5 สาย ที่มีเป้าประสงค์จะลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องลาออกจากตำแหน่งภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นก็ฟาวล์ตามปรากฏการณ์ที่ สปท.25 คนร่อนใบลาออกก่อนครบกำหนดวาระในวันที่ 31 กรกฎาคมซึ่งส่วนใหญ่แสดงตัวชัดเจนว่า ทั้งกลับไปสังกัดป้อมค่ายเก่า หรือเดินสายหาแนวร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ในการลงสนามเลือกตั้งรอบต่อไปเปิดตัวกันโต้งๆ ไม่ต้องเม้ม ไม่ต้องกั๊กและก็ถือว่าชัดเจนโดยอัตโนมัติ ในส่วนของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ต้องหมดสิทธิลงสนามเลือกตั้งแน่นอนเพราะไม่ได้ลาออกตามเส้นตาย เดดไลน์รัฐธรรมนูญจบข่าวเรื่องลงสมัคร ส.ส. แต่ไม่เคลียร์ในมุมของนายกรัฐมนตรีคนนอกในอารมณ์ที่ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.ออกอาการฉุนเฉียว หงุดหงิด หัวร้อนทุกครั้งที่โดนนักข่าวจี้ถามรายวันเรื่องความชัดเจนอนาคตการเมืองแต่เรื่องของเรื่อง “บิ๊กตู่” ก็ไม่ยืนยันว่าจะไม่รับเทียบเชิญเบิ้ลเก้าอี้นายกฯอีกรอบไม่ตอบให้เป็นเงื่อนไขมัดคอตัวเองแม้จะเป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ฟันธงคำตอบสุดท้ายกันไปแล้วก็ตาม แนวโน้มแบบที่เชื่อขนม กินได้ นายกฯคนต่อไปยังไงก็ไม่น่าพลาดไปจาก พล.อ.ประยุทธ์อย่างไรก็ตาม โดยโหมดเลือกตั้งเริ่มมีสีสันตามเงื่อนเวลารัฐธรรมนูญบังคับทีมงานแม่น้ำ 5 สายให้ลาออกมาเตรียมตัวลงสนาม แต่กระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญก็ยังวนอยู่กับที่โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังวุ่นวายไม่เลิกจากปม “เซ็ตซีโร่” กกต.ที่ยังคงมีการยื้อยุดฉุดกระชาก ลากไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญตามอาการแบบที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. อุบไต๋เป็นอาวุธลับในการสู้เกมล้างกระดาน ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแง่ตีกัน กกต.ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้บังคับใช้ต่างฝ่ายต่างดื้อแพ่ง ไม่มีใครยอมใครโดยรูปการณ์เมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ยังไงก็ต้องกระทบเวลาตามโรดแม็ปแนวโน้มคิวเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปแน่และในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงแสดงความขอบคุณ สปท. โดยในงานจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้ง คสช. ครม. สนช. สปท. และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญน่าจะถือโอกาสเคลียร์ปมขัดแย้ง เหยียบตาปลากันในหมู่ทีมงานแม่น้ำ 5 สายเพราะปล่อยไปอาจจะกระทบกับเป้าหมายการปฏิรูปที่วางไว้ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.ต้องเจอกับจังหวะสะดุดในการบริหารอำนาจพิเศษเป็นช่วงๆ ล่าสุดกรณีพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือ “พ.ร.ก.ต่างด้าว” ที่ต้องเจอปัญหาชักเข้าชักออกต้องงัดมาตรา 44 มายืดระยะการบังคับใช้ไปอีก 180 วันเพราะโดนกระแสต่อต้าน เสียงคัดค้านจากผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ โวยวายขาดแคลนแรงงาน จากการที่คนงานพม่า กัมพูชา ลาว หนีกลับประเทศกันหมดตามปรากฏการณ์สะท้อนภาวะที่ขัดแย้งกัน ระหว่างความเป็นจริงในทางปฏิบัติกับกฎหมายที่เดินตามแนวทางการปฏิรูปประเทศในระยะยาวผลจากการปล่อยปละละเลยกันมานาน จนยากต่อการแก้ไขแต่ปมของแรงงานต่างด้าวว่ายากแล้ว ก็ยัง ไม่หินเท่ากระบวนการปฏิรูปตำรวจที่ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ โดยแต่งตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานตามโครงสร้างกรรมการทั้งหมด 36 คน โดยประธานเป็นคนที่ไม่ใช่ตำรวจ มีข้าราชการโดยตำแหน่ง 5 คน กรรมการอีก 30 คน แบ่งเป็นข้า-ราชการตำรวจ 15 คน และไม่ใช่ตำรวจ 15 คนเป็นภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการภายใน 1 ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้เริ่มกระบวนการผ่าตัดใหญ่วงการสีกากีเบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์การันตีเอง พล.อ.บุญสร้างไว้ใจได้ เพราะเป็นอาจารย์ของตนเองขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เชื่อว่า ภายในเวลา 9 เดือนจะเห็นผลในดำเนินการ แม้จะไม่ถึงขั้นพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือ แต่ทุกอย่างต้องดีขึ้นถือเป็นการแสดงให้เห็นความพยายามของรัฐบาล คสช.ในการเดินหน้าปฏิรูปตำรวจท่ามกลางเสียงวิจารณ์ดักคอตั้งแต่เริ่มต้น คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจแต่เต็มไปด้วยตำรวจ เสือไม่กินเนื้อเสือ จะกล้าทุบหม้อข้าวพวกเดียวกันเองหรือไม่โห่กันตั้งแต่คณะกรรมการฯยังไม่เริ่มทำงานตามธรรมชาติของตำรวจไทยที่มีโจทก์เยอะแยะไปหมดแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในบรรดาพวกที่ออกโจมตีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจของรัฐบาล คสช. ก็ล้วนแต่คุ้นหน้าขาประจำ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการชื่อดังอย่างนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่มีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ในคดีหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือนักการเมือง ทีมงาน กปปส.อย่างนายวิทยา แก้วภราดัย นายถาวร เสนเนียม ก็เพิ่งมีเรื่องแฉโพยการซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ แล้วโดนสวนกลับว่าฝากเด็กในพื้นที่ไม่ได้ เลยออกมาประจานโดยรูปการณ์ก็ยังเป็นเรื่องของการจองกฐิน แฝงวาระอคติส่วนตัวแต่ทั้งหมดทั้งปวง สิ่งที่รัฐบาล คสช.ต้องคำนึงถึงจริงๆมันอยู่ที่ภาพรวมของการปฏิรูปทั้งระบบปฏิเสธไม่ได้ว่า การปฏิรูปตำรวจคือเงื่อนไขสำคัญอันจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูประบบราชการของประเทศไทยต้องไม่ลืมว่า ตำรวจเป็นจุดเริ่มของความขัดแย้งที่นำมาซึ่งวิกฤติแตกแยกในชาติอย่างรุนแรงเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกมองว่าผิดรูปผิดร่าง ไม่ได้มาตรฐานนำมาซึ่งวิกฤติศรัทธา สังคมเริ่มขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสังคมดังกระหึ่มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ บังคับให้ปฏิรูปตำรวจภายใน 1 ปีตามเงื่อนไขสถานการณ์ การ “คิกออฟ” ปฏิรูปตำรวจคือจุดประกายความหวัง เป็นจุดชี้วัดอนาคตของการปฏิรูปประเทศ ภารกิจเดิมพันที่รัฐบาล คสช.ทำสัญญาประชาคมไว้“ท่าดี” แล้ว ถ้าผลออกมากลายเป็น “ทีเหลว”ปฏิรูปตำรวจยังทำแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่กล้าลงลึกรายละเอียดกันอย่างจริงๆจังๆ ทั้งเรื่องของการป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง การปิดช่องให้ตำรวจรีดไถ เก็บส่วยจากบ่อน ซ่อง ธุรกิจมืด ฯลฯการปฏิรูปตำรวจไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องหวังกระบวนการยุติธรรมจะทำให้สังคมกลับมาเชื่อมั่นได้นั่นหมายถึงปฏิรูปจุดไม่ติดความหวังปฏิรูปทุกอย่างก็ส่อเค้าเหลวตั้งแต่เริ่มต้น.“ทีมการเมือง”