สถานการณ์โลกร้อนแรงขึ้นทันที เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา” ได้สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตี เวเนซุเอลา “เพื่อควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” แบบสายฟ้าแลบใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนำตัวส่งไปดำเนินคดีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับยาเสพติดในสหรัฐฯแต่การเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ “ความจริงกลับซับซ้อนมากกว่านั้น” โดยทางฝ่ายเวเนซุเอลาตอบโต้ว่า “เป็นการแทรกแซงและพยายามแย่งชิงน้ำมัน” ขณะที่นานาชาติก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไปโดยเรื่องนี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ วิเคราะห์เหตุการณ์ว่า ประเด็นที่สหรัฐฯสั่งโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมผู้นำนั้น “ไม่ใช่เรื่องใหม่” เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรณีประเทศปานามาเมื่อปี 2532 “นายพลมานูเอล นอริเอกา อดีตผู้นำเผด็จการ” ที่เดิมเคยทำงาน CIA ก่อนเปลี่ยนท่าทีพยายามควบคุมคลองปานามา และประกาศจุดยืนเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯจนถูกตั้งข้อกล่าวหาหลายประเด็นโดยอ้างว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้าย “สหรัฐฯ” จึงใช้กำลังทางทหารบุกเข้าไปในปานามา “จับกุมนายพลนอริเอกา” นำตัวไปดำเนินคดีในศาลสหรัฐฯลงโทษจำคุก 40 ปี และถูกคุมขัง 17 ปี ก็ถูกปล่อยตัวเนื่องจากประพฤติตัวดี แต่ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ร้องขอนำตัวไปดำเนินคดีต่อ และรับโทษจำคุกได้เพียง 7 ปี ก็เสียชีวิตด้วยโรคเนื้องอกในสมองเรื่องนี้กลายเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญต่อ “การใช้กำลังทางทหารของมหาอำนาจในการจัดการกับผู้นำรัฐอื่น” ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในแง่กฎหมาย และความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศย้อนกลับมาดูกรณี “การจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร” ก็สามารถอธิบายได้ 3 มิติหลักคือ มิติแรก...“เชิงยุทธศาสตร์” ในกรณีที่ทรัมป์สั่งจับตัวนิโคลัส มาดูโร ก็เพื่อทรัพยากร เช่น น้ำมัน และแร่หายาก เช่นเดียวกับการจับตัวนายพลนอริเอกาก็เกี่ยวกับคลองปานามา ทั้ง 2 เรื่องนี้ล้วนตั้งอยู่บนฐานคิดผลประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯด้วยเวเนซุเอลามีน้ำมันมากที่สุดในโลกถึงร้อยละ 18 หรือ 3แสนล้านบาร์เรล แต่ผลิตได้เพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน “สหรัฐฯ” เคยเข้าไปลงทุนพัฒนาแต่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลฮูโก ชาเวซ ใช้นโยบายชาตินิยมและยึดกิจการถ้ามองเหตุผลนี้ก็กำลังผูกโยงกับ “มิติโครงสร้างทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่สหรัฐฯมองว่าในละตินอเมริกาเป็นเขตอิทธิพลหรือหลังบ้านตน จึงต้องการให้รัฐเหล่านี้อยู่ในฐานะมิตรที่ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของตนเพราะบริบทของละตินอเมริกา “หลายประเทศมีความคิดซ้ายจัดที่ต่อต้านทุนนิยม” โดยเฉพาะเมื่อตั้งอยู่ใกล้คิวบา เม็กซิโก หรือโคลอมเบีย ทำให้สหรัฐฯมองว่าเป็นความเสี่ยงและมีความกังวลด้านความมั่นคงเหตุนี้จึงเข้าไปแทรกแซงในละตินอเมริกาต่อเนื่อง “ไม่เฉพาะรัฐบาลรีพับลิกันเท่านั้น” แต่ในสมัยประธานาธิบดีบิลคลินตันจากพรรคเดโมแครตก็เคยส่งทหาร 2 หมื่นนาย เข้าไปในเฮติในปี 2537 เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยเหตุผลมิติที่ 2...“การขยายอิทธิพลของฝ่ายตรงข้ามสหรัฐฯ” โดยเฉพาะจีน รัสเซีย อิหร่าน ที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่าโลกไม่ได้อยู่แค่ช่วงสงครามเย็นสิ้นสุดลง “หากแต่กำลังก้าวเข้าภาวะสงครามรอบใหม่” โดยพื้นที่ละตินอเมริกาจะกลายเป็นสนามแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์คล้ายกับกรณีในไต้หวัน กัมพูชา หรือบางพื้นที่ในยุโรปซึ่งมหาอำนาจต่างแย่งชิงอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง โดยจีนก็เข้าไปสถาปนาอิทธิพลในละตินอเมริกาผ่านการทูต การลงทุน ขณะที่รัสเซียและอิหร่านก็มีบทบาทเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนอยู่คนละขั้วกับสหรัฐฯ แม้แต่บริบทในยุโรปก็เปลี่ยนไป ไม่ได้มีจุดยืนเป็นเอกภาพเหมือนในช่วงกรณีปานามาด้วยซ้ำสังเกตจากเสียงอังกฤษ เยอรมนี สเปน ก็แตกคอกันมากขึ้นปัจจัยนี้สหรัฐฯจึงเร่งจัดระเบียบใหม่ผูกกับเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่กังวลว่าทรัพยากรในเวเนซุเอลาทั้งน้ำมันและแร่ธาตุอาจถูกถ่ายเทไปอยู่ใต้อิทธิพลจีนด้วย“ในเวเนซุเอลามีพื้นที่สำคัญตามที่นิโคลัส มาดูโร ประกาศขึ้นชื่อ Orinoco Mining Arc ครอบคลุมร้อยละ 12 ของประเทศประเมินว่ามีแร่จำนวนมากโดยเฉพาะแร่ทองคำสูงถึง 9,000 ตัน และแร่หายากชนิดอื่นอีกกำลังถูกถ่ายเทบางส่วนผ่านทางโคลอมเบียและกายอานาก่อนไปจีนจนทำให้สหรัฐฯกังวลกับเรื่องนี้มาก” รศ.ดร.ปณิธานว่าสุดท้ายคือ “ปัจจัยเชิงบุคคล” เอกลักษณ์ของทรัมป์มีรูปแบบการนำที่เน้นความรวดเร็วเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะสั้น การแสดงพลัง และการใช้กำลังทหารอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของเขาสอดรับกองทัพสหรัฐฯ “ที่ถอดบทเรียนความล้มเหลวหลายสมรภูมิที่ผ่านมา” ซึ่งอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างประกอบกำลังใหม่ “เมื่อผนวกเข้ากับผู้นำมีลักษณะตัดสินใจเด็ดขาดอย่างทรัมป์” ทำให้การปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งกว่านั้นทรัมป์ยังปรับโครงสร้างด้านความมั่นคงด้วยการถอดบุคคลเห็นต่างออกไปจนหมดทำให้กลไกความมั่นคงมีเอกภาพภายใต้ผู้นำมากขึ้น “จนยุโรปมองทรัมป์เป็นผู้นำแบบ King” ที่ใช้แนวทางแข็งกร้าวกดดัน NATO พันธมิตร ทั้งยังกดดันโคลอมเบีย คิวบา ที่สะท้อนรูปแบบเฉพาะตัวแบบ Trump onlyแต่หากพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ “นโยบายทรัมป์ไม่ได้ต่างจากรัฐบาลก่อน” ในสมัยคลินตันและโอบามาก็เคยใช้กำลังทหารเข้าไปในละตินอเมริกาเช่นกันเพียงแต่การแข่งขันกับจีนขณะนั้นไม่เข้มข้นเท่าปัจจุบันแล้วคำถามคือ “เวเนซุเอลาจะไปในทิศทางใด” เรื่องนี้มองได้ 3 ฉากทัศน์คือ 1.สหรัฐฯชนะแล้วหยุดแค่นี้ ด้วยเครือข่ายมาดูโรเคลื่อนไหวในสหรัฐฯเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมจนคนอเมริกันไม่พอใจและกลุ่มผู้มีฐานเสียงจากละตินอเมริกาในสหรัฐฯก็สนับสนุนให้จัดการกับผู้นำเหล่านั้นเมื่อสำเร็จก็หยุดเพียงแต่ฉากทัศน์นี้เกิดได้ยากเพราะจีนคงไม่ยอมให้เวเนซุเอลาอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐฯได้โดยง่าย ฉากทัศน์ที่ 2โค่นล้มกระบวนการ Chavismo ของชาเวซ–มาดูโรแบบถอนรากถอนโคน ก็ทำได้ยากเช่นกันเพราะมีการฝังรากลึกในเวเนซุเอลามานานกว่า 20-30 ปี และ 3.แทรกแซงอย่างจำกัด ควบคู่กับการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลที่มีอยู่ปัจจุบันเพื่อประคองสถานการณ์และบริหารจัดการความไม่แน่นอนที่เหลืออยู่ เพียงแต่ว่าหากปราศจากแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนสถานการณ์อาจจะยืดเยื้อ และไร้เสถียรภาพ คล้ายกรณีปานามาในอดีตไปอีกหลายปีเช่นนี้หากพิจารณา 3 ฉากทัศน์ สถานการณ์มีแนวโน้มเข้าสู่ “ภาวะคาราคาซัง” จนกลายเป็นวิกฤติเรื้อรังไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในเวเนซุเอลา และต้องอาศัยเวลาปรับแผนอย่างต่อเนื่องอีกมากฉะนั้นสถานการณ์เวเนซุเอลาอาจกลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯกับจีนส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เสถียรภาพของโลก และประเทศที่มีความสัมพันธ์กับทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเช่นไทยอาจเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลที่ต้องติดตามกันต่อไป...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม