ข่าว
100 year

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ลม เปลี่ยนทิศ2 ก.ย. 2562 05:18 น.
SHARE

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ที่กลุ่มซีพีและพันธมิตรไทยจีนญี่ปุ่นชนะการประมูลไปในราคา 149,650 ล้านบาท แม้ ครม.ประยุทธ์ 1 จะมีมติเห็นชอบให้ การรถไฟฯ เซ็นสัญญากับ กลุ่มซีพี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่การเจรจารายละเอียดในสัญญากลับยืดเยื้อมาหลายเดือนแล้ว

ล่าสุด คุณวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ เปิดเผยว่า บอร์ดรถไฟ เห็นชอบให้ ร.ฟ.ท. ลงนามกับ กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งและพันธมิตร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ในเดือนกันยายนนี้ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกำหนด แม้ว่ากลุ่มซีพีจะไม่ได้ สนามบินอู่ตะเภา ก็ตาม

การเซ็นสัญญาจะมีขึ้นในเดือนนี้หรือไม่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะเกิดได้หรือไม่ ไปอ่านบทความพิเศษของ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ EEC เรื่อง “ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน จากมุมมองของคนทำงาน” ใน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ เดือนมิถุนายนดูครับ ดร.คณิศ ได้เล่าที่มาที่ไปและเงื่อนไขการกำหนดสัญญาในโครงการนี้อย่างละเอียด ผมอ่านแล้วไม่เชื่อว่า กลุ่มซีพีและพันธมิตร จะกล้าลงนามในสัญญาหากไม่มีการตกลง “เงื่อนไขการเงิน” และ “กำหนดการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างที่ชัดเจน” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กลุ่มซีพีเสนอไปพร้อมกับซองเสนอราคาตั้งแต่ต้น

ดร.คณิศ เล่าว่า EEC ถูกวางให้ทดลองของใหม่ ตามหลักการแล้ว การร่วมทุน (PPP) คือการเอาทุนมารวมกัน กำไรด้วยกัน รับความเสี่ยงด้วยกันอย่างเท่าเทียมกันของรัฐและเอกชน อย่างไรก็ดี ภาครัฐเคยมีประสบการณ์ร่วมทุนกับเอกชนที่ไม่ดีมาพอสมควร โดยเฉพาะกรณี โฮปเวลล์ ที่รัฐร่วมจ่ายไปแต่งานไม่เสร็จ กรณีรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน

จึงกำหนดให้เอกชนลงทุนสร้างก่อน รัฐผ่อนทีหลัง (กำหนดใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี) รัฐบาลจะผ่อนชำระตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป

ดร.คณิศ ยอมรับว่า เมื่อเอกชนต้องกู้เงินมาลงทุนก่อน ดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการที่ใหญ่นี้จึงมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท ทำให้ต้นทุนโครงการสูง และภาครัฐต้องร่วมรับภาระดอกเบี้ยส่วนนี้ในทางอ้อม ทางกลุ่มเอกชนจึงเสนอว่า หากทยอยจ่ายเงินค่าก่อสร้างตามงานที่สร้างเสร็จ เช่น สร้างเสร็จ 10% ก็จ่ายเงิน 10% ไปเรื่อยๆจนกว่าโครงการจะเสร็จ ทั้งรัฐและเอกชนจะประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้ได้หลายหมื่นล้านบาท และเอกชนพร้อมจะปรับลดราคาให้

ก็เป็นข้อเสนอที่ดีมาก โครงการไม่ต้องก่อหนี้สูง และประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้ได้หลายหมื่นล้านบาท รัฐเองก็ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า จ่ายตามเนื้องาน แต่ ดร.คณิศ เล่าในบทความว่า เรื่องนี้แม้ดูมีประโยชน์กับรัฐ แต่ขัดกับหลักการของโครงการ กรรมการคัดเลือกจึงไม่รับพิจารณา คือ ภาครัฐกลัวจะเหมือนกรณีโฮปเวลล์ เรียกว่ากลัว ผีโฮปเวลล์ จนขึ้นสมอง

การกำหนด ให้เอกชนก่อสร้าง 5 ปี แล้วรัฐค่อยจ่ายเงินร่วมทุนให้ ในปีที่ 6 เป็นต้นไป (เหมือนการตั้งวุฒิสมาชิกให้มีอายุ 5 ปีเป๊ะเลย)

เอกชนก็มีความเสี่ยง เพราะรัฐบาลเลือกตั้งมีอายุแค่ 4 ปี ถ้าเลือกตั้งใหม่นายกฯคนใหม่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเก่า ไม่ยอมจ่ายเงินก็ต้องไปฟ้องศาลเหมือนกรณีโฮปเวลล์ โครงการนี้จึงถูก ผีโฮปเวลล์ หลอกหลอนทั้งภาครัฐและเอกชน

ดร.คณิศ ยอมรับว่า การผลักภาระความเสี่ยงทางการเงินให้เอกชน ข้อนี้ดูดีทางฝั่งภาครัฐ แต่คิดลึกๆแล้ว ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะ บริษัทชั้นนำของโลกเขาไม่มาเสียเวลากับโครงการที่เปิดรับความเสี่ยงในอนาคตโดยไม่จำกัด เรียกว่า “ความเสี่ยงปลายเปิด” ทำให้ไม่รู้ว่าในอนาคตโครงการนี้จะขาดทุนหรือกำไรอย่างไร ดังนั้น บริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลักๆทั่วโลก เขาจะไม่ค่อยพร้อมมาลงทุน เราได้รับคำร้องเรียนจากบริษัทใหญ่เกือบทุกแห่งที่เข้ามาซื้อซอง แต่เรายังคงหลักการเดิมไว้ (โครงการนี้มีบริษัทซื้อซองประมูล 31 ราย แต่ยื่นประมูลเพียง 2 รายคือ กลุ่มซีพี และกลุ่มบีทีเอส)

อ่านบทความ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ แล้วรู้สึกยังไงครับ คงเป็นเพราะเหตุนี้มั้งทำให้ต่างชาติ สนใจแต่ไม่มาลงทุน แม้รัฐบาลจะออกไปโรดโชว์ไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ตาม.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินวรวุฒิ มาลากลุ่มซีพีไฮสปีดเทรนไฮสปีดเทรน 3 สนามบินหมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้