ข่าว
100 year

กาแฟโบราณ

กิเลน ประลองเชิง15 ส.ค. 2562 05:06 น.
SHARE

ถ้าผมจำไม่ผิด ในสุขบัญญัติ 10 ประการ ที่เด็กประถมรุ่นผมท่องในชั้นเรียน มีข้อหนึ่งห้าม “อย่าดื่มน้ำชากาแฟ” แสดงว่า ทั้งน้ำชากาแฟนิยมกินกันมานาน จนแทบไม่รู้ว่าน้ำชากับกาแฟอะไรมาก่อน

ร้านน้ำชาในสามสี่จังหวัดใต้ก็ไม่แยกขาย “ชาร้อน” หรือ “กาแฟร้อน” บางร้าน ถ้าร้องสั่ง “ฉ่งซำ” ก็จะได้ขายทั้งชาและกาแฟร้อนผสมกันในแก้วเดียว

ข้อสังเกตเรื่องชาร้อนที่กลิ่นรสถูกใจ ผมจำได้ว่าเป็น “ชาซีลอน” ว่าโดยชื่อ น่าจะสั่งซื้อมาจากลังกา

กินชาร้อนเจ้าประจำในตลาดยะลาว่าถูกใจแล้ว ผมเคยแวะ “ร้านน้ำชา” ข้างทางถนนสายยะลาปัตตานี ขอยืนยันว่า กลิ่นรสชาร้อน ถึงใจกว่าร้านน้ำชาคนไทย

กำลังทบทวนว่า บรรยากาศร้านน้ำชาในต่างอำเภอย่านมุสลิม เป็นที่ถกแถลงปัญหาการเมือง จนเป็นสภากาแฟหรือไม่... ถามเพื่อนมุสลิมก็ได้ข่าว ไม่ว่าร้านน้ำชาไทยมุสลิมก็สภากาแฟเหมือนๆกัน

ในภาคใต้ชาจะนิยมกินมาก่อนหรือไม่...ผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าในภาคกลางโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ส.พลายน้อยเล่าไว้ใน “เรื่องข้างสำรับ” (สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ.2559) ว่า คนไทยเพิ่งรู้จักกาแฟในสมัยรัชกาลที่ 3

สมัยนั้นฝรั่งมังค่าเริ่มเข้ามาเมืองไทย คนไทยรู้ว่าฝรั่งชอบกินกาแฟก็ต้องหากาแฟรับแขก

รัชกาลที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์? พระองค์แรกที่สนใจเรื่องกาแฟ โปรดให้ข้าราชการน้อยใหญ่ปลูกต้นกาแฟบริเวณวัดราชประดิษฐ์ฯด้านตะวันออกของพระบรมมหาราชวังก็เคยเป็นสวนกาแฟมาก่อน

ทางฝั่งธนบุรีมีสวนกาแฟใหญ่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิษฐ์ บุนนาค) ขึ้นหน้าขึ้นตาถึงขั้นรับแขกเมืองอย่างเซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 4

แต่ชื่อคนไทยสมัยนั้นยังไม่เรียกกาแฟ เรียกกะแฝ่บ้าง เข้าแฝ่บ้าง กาแฝ่บ้าง

ฝรั่งนั่นเป็นต้นเล่าตำนานกำเนิดกาแฟว่าสมัยหนึ่งนานมาแล้ว พระอียิปต์ที่อพยพเข้าไปในอบิสสิเนีย สังเกตเห็นแพะแกะที่เลี้ยงไว้ยืนลืมตาไม่เป็นอันหลับนอน ก็เฝ้าดูจนเห็นว่ามันไปกินใบไม้อย่างหนึ่งเข้าไป

พระลองพืชต้นนั้น ซึ่งก็คือกาแฟบ้าง ผลก็คือนอนไม่หลับเหมือนกัน

อีกหลายๆแห่งก็มีเรื่องการค้นพบกาแฟ แต่มีเรื่องหนึ่งเล่าว่าพวกนักปราชญ์กับพวกนักบวช ในอาระเบียน เก็บเอาใบกาแฟมาชงกินแบบชา (แสดงว่าชากินกันมาก่อนกาแฟ)

ต่อมาพวกเปอร์เซียรู้จักเก็บเมล็ดกาแฟมาคั่ว ทำให้มีกลิ่นหอม เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 กาแฟจึงได้รับความนิยม อาระเบียนเป็นประเทศแรกที่มีร้านกาแฟ มีคนนิยมไปนั่งจิบกันไป คุยกันไป

เรื่องคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง ร้านกาแฟก็กลายเป็นสภากาแฟที่สุมหัวนินทาผู้มีอำนาจ พวกที่ถูกรุมนินทาจึงรวมหัวกันกำจัด โดยอ้างว่าผิดวินัยบัญญัติของพระศาสดา

เมืองเมกกะถูกบันทึกว่าเป็นเมืองที่สั่งให้ปิดร้านกาแฟเป็นแห่งแรก เมื่อปี ค.ศ.1511

กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ก็มีสภากาแฟ ผลก็คือถูกสั่งปิดเมื่อ ค.ศ.1534 กรุงสแตนติโนเปิล อิตาลี สั่งปิดร้านกาแฟเมื่อปี 1534 ถึงตอนนั้นร้านกาแฟก็ยิ่งแพร่หลาย

ในฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีกาแฟในงานพระราชทานเลี้ยงของราชสำนักในอังกฤษ พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ทรงปรึกษาผู้พิพากษาหาทางสั่งปิดร้านกาแฟ แต่ปิดไม่ได้ ยิ่งสั่งปิดร้านกาแฟยิ่งเพิ่ม

“การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย 24 มิ.ย.2475 ก็เริ่มต้นจากนักศึกษาไทย ไปนั่งคุยกันในร้านกาแฟในกรุงปารีส” ส.พลายน้อยว่า

อ่านประวัติร้านกาแฟแล้ว ก็ได้บทเรียน วิธีสั่งปิดปากผู้คน ไม่ว่าจะปิดร้านกาแฟในสมัยโบราณ หรือปิดปากทางโลกโซเชียล...ในสมัยใหม่... ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกัน คือยิ่งปิดก็ยิ่งเพิ่ม ยิ่งห้ามยิ่งยุ

ใครผู้ใดที่กำลังใช้อำนาจ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร คิดบวกลบคูณหารให้มากๆ หากขืนบุ่มบ่ามทำลงไป หลายสถานการณ์ก็เคยพิสูจน์ว่า ที่ว่าข่าวลือๆนั้น ลงท้ายมันกลายเป็นข่าวจริง.

กิเลน ประลองเชิง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กาแฟโบราณชาร้อนชาซีลอนร้านน้ำชากาแฟชักธงรบกิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้