ท่ามกลางสถานการณ์ที่คดีใหญ่ เกี่ยวข้องโยงใยกับนักการเมือง ทยอยเข้าสู่กระบวนการตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ฤกษ์งามยามดี นัดอ่านคำพิพากษา 3 คดีโด่งดังในเดือนหน้าไล่ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ประเดิมด้วยการตัดสินคดีเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรที่หน้ารัฐสภามีระดับบิ๊กเนม ทั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. ร่วมเป็นจำเลยและช่วงปลายเดือน วันที่ 25 สิงหาคม ศาลฎีกาฯนัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ที่มี อดีตนายกฯปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาทและวันเดียวกัน ศาลฎีกาฯยังได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีระบายข้าวแบบจีทูจีปลอม ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ร่วมเป็นจำเลยคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องรอลุ้นด้วยความระทึกขวัญเป็นอย่างยิ่ง!!!ที่แน่ๆทั้ง 3 คดีใหญ่ที่กำลังจะมีการตัดสินชี้ชะตา จำเลยล้วนเป็นระดับบิ๊กในเครือข่าย นายใหญ่ ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้นทำให้หวั่นกันว่า ผลแห่งคดีเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์เกิดแรงกระเพื่อม ปั่นป่วนวุ่นวายอีกหรือไม่???ถึงขนาดที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องเตรียมวางแผนตั้งรับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยกันเป็นพิเศษ ขณะที่ตำรวจก็เตรียมใช้แผน “กรกฎ” รักษาความสงบทั่วประเทศในห้วงที่ศาลฎีกาฯพิพากษาคดีสำคัญป้องกันเข้มเต็มแผง สกัดความเคลื่อนไหวจากพวกจ้องป่วน!!!และก็บังเอิญพอดิบพอดี วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมาหมาดๆ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้นำร่างสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองฉบับสมบูรณ์เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มี “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. นั่งหัวโต๊ะสั่งอนุมัติเพื่อประกาศใช้เป็นสัญญาประชาคม สร้างความสามัคคีปรองดองของประเทศไทย!!!“พ่อลูกอิน” คงไม่ต้องสาธยายรายละเอียดเนื้อหาสัญญาประชาคมให้เป็นแผ่นเสียงตกร่อง เพราะมีข่าวออกทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ เต็มพรืดกันไปแล้วทั้งประเด็นหลัก และภาคผนวกจากแนวทางของ “นายกฯลุงตู่” สิริรวมเบ็ดเสร็จ 15 ข้อ ยาวเหยียดแต่ที่แน่ๆทุกประเด็นในสัญญาประชาคม ที่ผ่านกระบวนการเสนอความเห็นจากนักการเมือง ภาคธุรกิจ และตัวแทนภาคประชาชน ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการของกองทัพ ขยำสังเคราะห์กันออกมาถือเป็นหลักการที่จะทำให้สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุขแน่นอนภายใต้หมายเหตุ ถ้าประชาชนร่วมใจปฏิบัติตามแนวทางของสัญญาประชาคมแต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่พร้อมปฏิบัติตามสัญญาประชาคม เพื่อให้ประเทศสงบสุขหรือไม่???หรือยังหลงใหลคำยั่วยุของนักการเมือง ที่พยายามสร้างความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ตัวเอง!!!“พ่อลูกอิน”