ปรับทัพตั้งรับศึกใหญ่คงอยู่นิ่งไม่ได้แม้จะมีความมั่นใจแค่ไหนก็ตาม“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี นอกจากจะเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลแล้ว ยังเปิดประชุมใหญ่ ครม.พบประชาชนให้รัฐมนตรีเปิดเผยผลงานของแต่ละคนนี่ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งของฝ่ายรัฐบาล!หลังจากรัฐบาลถูกรุมกระหน่ำทั้งในสภาและนอกสภาเรียกว่าหายใจหายคอแทบไม่ทัน เพราะเป็นศึกรอบด้านจริงๆด้านหนึ่งก็เรื่องฮั้ว สว.ที่กำลังงวดเข้ามาทุกวัน วันที่ 14 ก.ย.69 กกต.นัดลงมติชี้มูลความผิด 229 คน ที่มีทั้ง สว.และคีย์แมนคนสำคัญของรัฐบาลหากถูกชี้ว่าผิดก็พังกันทั้งรัฐบาลและพรรคอีกทั้งกลุ่มการเมืองนอกสภาก็จะเริ่มปฏิบัติการชุมนุม เพื่อล้มรัฐบาลโดยใช้เงื่อนไขนี้เป็นตัวขับ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตามถือเป็นหัวเชื้อสำคัญชี้อนาคตได้จะมาทอดหุ่ยสบายๆไม่ได้แล้วว่ากันว่าเรื่องฮั้ว สว.นั้นก็อย่างที่อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าได้คุยกับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” นักกฎหมายระดับครูและเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังยอมรับเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่กำหนดให้เลือก สว.กันเองจนเปิดช่องให้มีการฮั้วเกิดขึ้นไม่มีประเทศไหนในโลกที่เขาทำกันอย่างนี้เรื่องนี้ได้เห็นแล้วว่ามันทำให้ระบบการเมืองของไทยเสียหายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนักการเมืองไทยนั้นเรื่องระยำแบบนี้เก่งนัก!แต่เรื่องดีๆที่ควรทำกลับไม่ทำบ้านเมืองมันถึงฉิบหายเจริญก้าวหน้าไม่ได้ว่ากันถึงรัฐบาลที่ปรับโฉมการสื่อสารใหม่คงหวังจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเรื่องที่จะให้ ครม.พบประชาชน สลับหน้ากันเพื่อชี้แจงผลงานของแต่ละคนว่าทำอะไรกันบ้างก็ดี...แต่ความจริงแล้วทุกวันนี้การสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนนั้น แทบจะไม่มีช่องว่าง เนื่องจากมีช่องทางมากมายที่จะส่งถึงกันได้“มือถือ” คือเครื่องมือที่ถ่ายทอดดีที่สุด เร็ว และกว้างขวางมากมันอยู่ที่ว่ารัฐบาลมีผลงานอะไรไปโชว์ เพราะจนถึงวันนี้แทบจะไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ปรากฏนอกจากเรื่องไม่ดีทั้งนั้นหรือการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลจาก “ผู้หญิง” เป็น “ผู้ชาย”เพื่อหวังจะเป็นกระบอกเสียงเอาไว้ตอบโต้นั้น คิดว่าน่าจะถึงลูกถึงคนมากกว่ากันแบบว่ามาไม้ไหนก็ไปไม้นั้นยิ่งคนใหม่นั้นเคยอยู่พรรคฝ่ายค้านที่เป็นศัตรูสำคัญน่าจะมีข้อมูลเด็ดๆ งัดออกมาเบิ้ลกลับก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลแค่ไหน?เพราะฝ่ายค้านพรรคนี้มีนักการเมืองที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันแบบนี้ครบเครื่องไม่น้อยสรุปก็คือ “กูไม่กลัวมึง”...ว่างั้นเถอะ!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม