สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ไทยยังน่าเป็นห่วง ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพียง 1.9 เปอร์เซ็นต์ หากเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก ถือว่าหดตัว 0.2 เปอร์เซ็นต์นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.ระบุว่า ตัวเลขรายงานสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่าย ภาครัฐ และภาคบริการบางส่วนทั้งนี้ ภาพรวมยังไม่ได้สะท้อนภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง เพราะหลายภาค เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี ฐานการค้ายังแข็งแรง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และสินค้าเทคโนโลยี ในช่วงถัดไปสถานการณ์เศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสนี้ โดยทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.2 เปอร์เซ็นต์นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า แม้ภาพรวม จีดีพีของไทยจะชะลอตัวลงจากผลกระทบด้านพลังงาน และเงินเฟ้อ แต่ตัวเลขการลงทุน และการส่งออกที่สูงขึ้น เป็นสัญญาณสำคัญที่ชี้ว่าไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ใหม่ และมาตรการของรัฐบาลที่กำลังผลักดันเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเร่งประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงรอยต่อ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในระยะต่อไปรัฐบาลเตรียมแผนปรับโครงสร้าง และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว และนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และทุกภาคส่วนก้าวข้ามผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างไรก็ตาม รายงานสถานการณ์ เศรษฐกิจดังกล่าวของ สศช.น่าตกใจ และน่าเป็นห่วงเพราะตัวเลขชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าประเทศ ในกลุ่มอาเซียน อาทิ เวียดนาม ขยายตัว 8.4 เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย 6.0 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ 5.9 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 5.3 เปอร์เซ็นต์ และฟิลิปปินส์ 2.3 เปอร์เซ็นต์จึงถือเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาล นอกจากเร่งมาตรการประคองเศรษฐกิจพยุงคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แก้ปัญหา เฉพาะหน้า สิ่งสำคัญการปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจทั้งระบบ เปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางด้านพลังงาน และลงทุนในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ ก่อนที่ประเทศ ไทยจะติดหล่ม รั้งบ๊วยในอาเซียนไปอีกยาวนาน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม