กรุงเทพฯ เจอฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันที่ 25-27 ก.ย. ส่งผลให้นํ้าท่วมหนักใน กทม.หลายพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มตํ่า โดยเฉพาะ เคหะชุมชนร่มเกล้า ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก สายไหม ประเวศ สะพานสูง ปทุมธานี ฯลฯ จนถึงวันที่ 4 ต.ค.ที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ หลายพื้นที่ก็ยังนํ้าท่วมอยู่จนนํ้าเน่าเหม็น เพราะท่วมมา 8-9 วันแล้วคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ที่ขยันลงพื้นที่ไปไลฟ์สดบอกว่า “นํ้าท่วม” เกิดจาก “ฝนตกแช่” และ “ฝนสะสม” เกินกว่า 300-320 มิลลิเมตร เป็นฝนหนักที่สุดในรอบ 43 ปีฟังตอนแรกก็เชื่อ แต่เมื่อ “ฝนสะสม” ยังสะสมอยู่ในพื้นที่มานานถึง 8-9 วัน จนกลายเป็นนํ้าเน่าไปแล้วก็ยังสะสมอยู่ ผมเริ่มไม่เชื่อเรื่อง “ฝนสะสม” ของ คุณชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. อีกต่อไป แต่เริ่มพบความจริงว่า “ฝนสะสม” มหาศาลใน กทม. เป็นเพราะ ผู้ว่าฯชัชชาติ ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบายนํ้าสะสมให้หมดไปอย่างรวดเร็ว เป็น ความผิด บกพร่อง และล้มเหลว ของผู้ว่าฯ กทม.ผมเคยดูการไลฟ์สดตอนเช้าของ ผู้ว่าฯชัชชาติ หลายครั้งดูเหมือนท่านจะไม่ค่อยรู้จักพื้นที่ กทม.เท่าไหร่ ต้องคอยถามผู้ติดตามตลอดเวลา นี่คลองอะไร ถนนอะไร ที่ไหนตัวอย่างล่าสุดเช้าวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. น่าจะแถวร่มเกล้าถ้าผมจำไม่ผิด นํ้าบนถนนเริ่มลดเพราะมีการนำเครื่องสูบนํ้าไทยทำที่เรียกว่า “ท่อซิ่ง” มาช่วยสูบนํ้าออกเพิ่มอีก 3 ตัว ผู้ว่าฯชัชชาติ พูดในไลฟ์สดเลยว่า ไม่เคยมาแถวนี้ ทั้งที่เป็นผู้ว่าฯ กทม.มานานถึง 4 ปี ในสมัยแรกจนเข้าสมัยสอง แต่ก็ยังไม่ค่อยรู้จักพื้นที่ยากจนใน กทม. และถามเจ้าหน้าที่ว่า “ท่อซิ่ง” ที่มาช่วยสูบนํ้าอีก 3 ตัวเอามาจากไหน เจ้าหน้าที่ตอบว่า ทหารเรือจัดมาให้ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า ผู้ว่าฯชัชชาติไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะต้องถามตลอดเวลา โดยเฉพาะถามจากรองผู้ว่าฯ กทม.ใครที่ชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นคงได้ข่าว กรุงโตเกียวฝนตกหนักต่อเนื่องนานถึง 37 วัน เป็นสถิติฝนตกต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดของญี่ปุ่น ฝนตกตั้งแต่ 27 ส.ค. จนถึง 2 ต.ค. มีปริมาณนํ้าฝนสะสมสูงถึง 696.5 มิลลิเมตร มากกว่า 3 เท่าของฝนปกติในกรุงโตเกียว แต่นํ้าไม่ท่วมกรุงโตเกียวสักแห่ง 22 ก.ย. มีภาพข่าว นํ้าท่วมสะพาน ทางเข้าประตู พระราชวังอิมพีเรียล หลังจากที่เจอพายุไต้ฝุ่นถล่มอย่างหนักผมเอาฝนกรุงโตเกียวที่ตกผิดปกติ ตกต่อเนื่องนานถึง 37 วัน มีนํ้าฝนสะสมสูงถึง 696.5 มิลลิเมตร แต่นํ้าไม่ท่วมกรุงโตเกียวเลยสักแห่ง มาเทียบกับ ฝนตกหนัก 3 วันใน กทม. นํ้าฝนสะสม 300-320 มิลลิเมตร แต่กรุงเทพฯกลับนํ้าท่วมวินาศสันตะโร ท่วมนาน 9 วันแล้วก็ยังท่วมอยู่ จนนํ้าฝนสะสมกลายเป็นนํ้าเน่าไปแล้ว สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารเมืองและบริหารนํ้า ของ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้เป็นอย่างดีฝนตก 3 วัน แต่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมหาศาล จากการระบายนํ้าที่ไร้ประสิทธิภาพ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินความเสียหายเบื้องต้นราว 2-4 หมื่นล้านบาท กระทบต่อจีดีพีราว 0.1-0.2% โดยภาคครัวเรือนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักแต่ ยังไม่มีการประเมินความเสียหายในภาพรวม ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ “การบินไทย” นํ้าท่วมส่งผลให้พนักงานภาคพื้นดินไม่สามารถไปทำงานได้ ส่งผลให้กระเป๋าผู้โดยสารตกค้างกว่า 10,000 ใบ เที่ยวบินล้าช้า ต้องยกเลิกเที่ยวบินไปกว่า 50 เที่ยวบิน ผู้โดยสารได้รับผลกระทบนับหมื่นคน มีสินค้าตกค้างมากมาย เพิ่งจะเปิดเที่ยวบินได้ปกติเมื่อ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัทรถยนต์โตโยต้าต้องปิดโรงงานผลิตรถยนต์ทั้ง 4 แห่ง ที่สำโรง บ้านโพธิ์ และเกตเวย์ ตั้งแต่ 2-10 ต.ค. ฮอนด้า ออโตโมบิล ก็ต้องปิดโรงงานที่ปราจีนบุรีและอยุธยา เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนให้ได้เพราะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้นี่แค่ 3 เคสเท่านั้นนะครับ ยังไม่นับความเสียหายทางโลจิสติกส์ขนส่ง การเดินทางของประชาชน ชั่วโมงทำงานที่หายไป รายได้พ่อค้าแม่ค้าที่หายไป ความเสียหายของทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ และบริษัทประกันภัย ที่ต้องจ่ายชดเชย ไปจนถึง ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและเยียวยา ฯลฯ อีกไม่รู้กี่หมื่นล้านบาทผมประเมินแบบเหมารวม ความเสียหายทั้งระบบน่าจะเป็นแสนล้านบาท ไม่ใช่แค่ไม่กี่หมื่นล้านบาท คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีมหาดไทย จะรับผิดชอบชดเชยอย่างไร?“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม