ผมเขียนเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม.” ไปเมื่อต้นเดือน ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ มีการเคลื่อนไหวทุกระดับตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีพลังงาน รัฐมนตรีอุตสาหกรรม สื่อหลัก สื่อโซเชียล นักวิชาการ สะท้อนให้เห็น “จุดอ่อน” ของไทยในทุกระดับอย่างน่าตกใจ คุณประพาส เหลืองศิรินภา ผอ.สำนักการโยธา กทม. เปิดเผยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 เมกะวัตต์ ติด รพ.พระราม 9 ที่ผมเขียนถึง ขออนุญาตก่อสร้างเป็น “คลังสินค้า” เพื่อเป็น “ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสำนักงาน” อาคารนี้ไม่เข้าข่ายต้องทำรายงาน “ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” และบอกว่าจะประสานกับ การไฟฟ้านครหลวง และ การประปานครหลวง เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ไฟและน้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ แล้วอนุญาตไปได้อย่างไรฟังเหตุผลของ กทม.แล้ว ก็คิดถึง โรงเบียร์ลาดพร้าว ที่ไฟไหม้เสียชีวิตไปกว่า 30 ศพ ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่สร้างเป็นสถานบันเทิงมิดชิด แม้ กทม.จะเข้าไปตรวจหลายครั้ง ก็มองไม่ออกว่าเป็นสถานบันเทิงคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ต้องเร่งวางกติกาควบคุม ปัจจุบัน Data Center ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานตามนิยามของกฎหมายโรงงาน เพราะไม่มีเครื่องจักรการผลิต แต่เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำเป็นจำนวนมาก ฟังแล้วก็ต้องร้อง โอ้มายก๊อด พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ทำไมรัฐบาลไทยชุ่ยได้ขนาดนี้ ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่รัฐบาลที่ผ่านมา กลับไปเดินสายไปชักชวนให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย ชุ่ยมหาชุ่ยจริงๆฟังจาก คุณประพาส ผอ.สำนักการโยธา การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม.ง่ายกว่าขอใบอนุญาตสร้างบ้านเสียอีก ขอใบอนุญาตสร้าง “คลังสินค้าเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ก็สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้แล้ว ไม่ต้องทำอีไอเอ ไม่ต้องมีใบอนุญาตโรงงาน ต่อไปการสร้าง “โรงไฟฟ้า” ใน กทม. ขอใบอนุญาตสร้างคลังสินค้าเครื่องผลิตไฟฟ้า ก็สร้างโรงไฟฟ้าได้เลยผมไม่ได้ต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ผมเห็นผลกระทบที่จะมีต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนและเมือง ถ้าไม่มีกฎหมายควบคุมที่ชัดเจน ยิ่งเซอร์ไพรส์หนักเมื่อพบว่า ประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ขออนุญาตสร้างคลังสินค้าเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ก็สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้เลย มันง่ายปานนั้นจริงๆ ประเทศไทยแต่ใน สหรัฐฯ ผู้ใช้ดาต้ามหาศาลจากทั่วโลก วันนี้ชาวอเมริกันกำลังต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างหนัก หลายรัฐถึงกับออกกฎหมายห้ามสร้างเลยวันก่อน คุณแคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ก็ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร สั่งระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในรัฐนิวยอร์กที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไปเป็นเวลา 1 ปี เพราะทำให้ค่าไฟฟ้าสาธารณูปโภคของประชาชนแพงขึ้น เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ค่าไฟของประชาชนแพงขึ้นไปอีก ปัจจุบันรัฐนิวยอร์กก็มีค่าไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัยแพงเป็นอันดับ 8 ของประเทศอยู่แล้วล่าสุด สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานอีกว่า ชาวเมืองซาลีน รัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นเกษตรกรกว่า 2,400 คน ก็กำลังต่อต้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองอย่างหนักดาต้าเซ็นเตอร์เมืองซาลีน มีมูลค่าลงทุนสูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์ ใช้พื้นที่ 630 โร่ อยู่ในโครงการ “Stargate” เมกะโปรเจกต์ AI ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งมีแผนลงทุนสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มโอเพ่นเอไอ ออราเคิล และพันธมิตร แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างรายได้ภาษีให้เมืองจำนวนมาก แต่สิ่งที่ชาวเมืองซาลีนต้องแลกก็คือ น้ำใต้ดินมหาศาล ไฟฟ้ามหาศาล เสียงรบกวน การเปลี่ยนพื้นที่เกษตรอย่างถาวร ผลสำรวจ Reuters/Ipsos เดือน มิ.ย.พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 3 ที่เห็นด้วยกับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และ มีเพียง 14% ที่ยินดีให้สร้างในชุมชนของตัวเอง วันนี้ การต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์กระจายไปทั่วสหรัฐฯ กลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง หลายรัฐออกคำสั่งห้ามสร้าง แต่ Thailand Only สร้างได้เสรี ขอเป็นคลังสินค้าก็สร้างได้แล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม