ผจญวิบากกรรมร่วมแสนสาหัส ร่วมฝ่าสงคราม เขย่าวิกฤติพลังงานหนักหนาสุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ กดทับสภาพเศรษฐกิจแร้นแค้นแสนสาหัสมากว่า 4 เดือนเต็มๆ ถึงเวลาพลเมืองโลกได้ฉลองข่าวดีกันจริงๆซะทีถึงแม้จะมีลุ้นเสียวทุกระยะ ตามสไตล์ “ดีลสันติภาพ” แบบฉบับของ “คาวบอยเพี้ยน” กับ “แขกพาล” ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวไร้แบบแผนชัดๆในทางปฏิบัติ เพี้ยนไปเพี้ยนมาได้ตลอดเวลาแบบที่นัดกันไว้จะทำพิธีลงนาม “เอ็มโอยู” อย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำหนดวัน ว. เวลา น. 19 มิถุนายน ตามเวลาสหรัฐอเมริกาแต่อยู่ๆก็ “ลัดคิว” กันดื้อๆ สับขาหลอกตามไม่ทันกันทั้งโลกเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำมะกัน ได้ทำการจดปากกาลงนามใน “เอ็มโอยู” ยุติสงครามกับอิหร่าน ต่อหน้าประธานาธิบดีเอมานูว์เอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส บนโต๊ะอาหารค่ำ ณ พระราชวังแวร์ซาย กรุงปารีสฉวยจังหวะประชุมซัมมิตกลุ่มผู้นำประเทศยักษ์จี 7 เป็นฤกษ์สะดวกโดยไม่มีความจำเป็นต้องร่วมพิธีเซ็นลงนามที่เจนีวา เพราะฝ่ายอิหร่านก็ยืนยันด้วยถ้อยแถลงของอยาตอลเลาะห์ ซัยยิด โมจตาบา คามาเนอี ผู้นำสูงสุด ได้อนุมัติข้อตกลงยุติสงคราม การันตีเอกสารเอ็มโอยู แวร์ซายปิดฉากขั้นสุดท้ายด้วยการลงนามของประธานาธิบดีทั้งสองคนสำทับโดยคนกลางที่มีบทบาทโดดเด่นอย่าง “เซห์บาซ ซารีฟ” ผู้นำปากีสถาน ยืนยันว่าข้อตกลงมีผลบังคับใช้ทันที โดยอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลพร้อมเดินหน้าเจรจาระยะต่อไปภายใน 60 วันยังไร้หลักประกันพลิกคว่ำพลิกหงาย แต่ประเมินจากเงื่อนไขสถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมที่เห็นกันตามสภาพสะบักสะบอม เสียหายยับเยินตามๆกันมันได้เวลาพักเลียแผลกันทุกฝ่าย หมดแรงประจัญบานจุดสำคัญ จับสัญญาณจากพ่อค้าน้ำมันโลกที่มีข้อมูลเชิงลึก ระบบ “ข่าวกรอง” แน่นปึ้ก เช็กแล้วว่าชัวร์ นักลงทุนเชื่อว่าดีลสงครามจบ ช่องแคบฮอร์มุซเปิด “Let the oil flow” เรือบรรทุกน้ำมันติดเครื่องเดินหน้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงร่วงแนวดิ่งติดต่อกัน จนใกล้เคียงก่อนสู้รบไม่จบก็ซาลงไปเยอะ หมดระยะสงครามเขย่าวิกฤติพลังงาน สถานการณ์แรงกระแทกภายนอกลดโทนลงไปเศรษฐกิจไทยก็พอหายใจหายคอโล่งไปเปลาะหนึ่งแบบที่ “ดร.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ประเมินภาพรวมบรรยากาศการลงทุนน่าจะดีขึ้น แต่ผลกระทบราคาน้ำมันอาจปรับลงในระยะสั้น อาจไม่ลงไปเยอะเท่าเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะ กว่าจะฟื้นมาได้คงใช้เวลา 2-3 ปี รัฐบาลยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เศรษฐกิจโลกผันผวนตลอดเวลายังดึงระยะ กั๊กเชิงเผื่อความยากในการประคองเศรษฐกิจปากท้องแต่นั่นก็ถึงเวลาต้องโชว์ฝีมือ รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และทีม ครม. “อนุทิน 2 พลัส” ต้องแสดงกึ๋นในการบริหารภายใต้สภาวการณ์ปกติ โดยไม่มีข้อ อ้างวิกฤติพลังงานกดดันแล้วแนวโน้มกลับกลายเป็นแรงเขย่าการเมืองภายในซะมากกว่าที่น่าหวั่นใจตามร่องรอยฟันเฟืองอำนาจขบเกลียวอันเป็นผลลามสืบเนื่องมาจากวิกฤติ พลังงาน มิคสัญญีดีเซลเกลี้ยงปั๊ม ฟอร์มการเมืองมั่วน้ำมันของรัฐบาลภูมิใจไทย พลาดปล่อย “ไอ้โม่ง” ปล้นซ้ำประชาชน จนติดหล่มความเชื่อมั่น กระแสความนิยมต่ำเตี้ยเรี่ยดินเครดิตความโปร่งใสในการบริหารติดลบอย่างหนักตามสถานะตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะ “โกเกี๊ยะ” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม ที่เปื้อนคราบน้ำมัน ฟอกขาว สลัดยังไงก็ไม่ออกติดล็อกปมเทาๆ ส่งผลถึงการขับเคลื่อนเรือธงของรัฐบาลไม่ได้สภาพเบอร์รองของ ครม.กลายเป็น “บ่อน้ำมัน” รัฐบาล ไฟต์บังคับ “นายกฯหนู” ต้องเวนคืนงานในกำกับของ “โกเกี๊ยะ” จนเกือบหมดมือ ไล่ตั้งแต่การถอยจากนั่งคุมวอร์รูมน้ำมัน หลุดหัวขบวนแลนด์บริดจ์ภาคใต้ สดๆร้อนๆคือหัวโต๊ะอีอีซี ดูแลเขตเศรษฐกิจตะวันออกโดนไปหลายกระทอก กัดฟันบอกไม่ติดใจยังไงก็กลบภาวะ “ทางใจ” ไม่มิดตามการเมืองแบบไทยๆ อารมณ์หงุดหงิดสะสมรอวันระเบิด ด้วยฟอร์ม “พิพัฒน์” คือขาใหญ่ระดับ “หัวจ่าย” ศูนย์กลาง สส. รอจังหวะป่วนอาณาจักรบ้านใหญ่ณ จุดที่ “ศูนย์อำนาจเขากระโดง” ชักเริ่มแกว่งตามแรงกระแทกที่พุ่งทะลุกล่องดวงใจของ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีบารมีสำนักภูมิใจไทย แบบพรวดเดียวถึงจุดตายไวกว่าที่คาดการณ์ไว้กับสภาพ “ลูกนก หล่นใต้ต้น” อาการสาหัสตั้งแต่เริ่มหัดป้อนเหยื่อหัวอกคนเป็นพ่อต้องดิ้นกางปีกป้องลูกชายอย่างนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ที่ตกอยู่กลางวงล้อมค่ายส้ม โดนเจ้าแม่มือปราบคอร์รัปชันอย่าง “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชน นำขบวนโคตรเซียนเอไอ ไล่บี้ไล่ต้อนชำแหละโครงการ “TH–AI Passport” จนไม่เหลือชิ้นดีกว่าที่ “นายกฯหนู” จะกระโดดอุ้ม “ลูกนก” แบบหนีไม่ออก แอ่นอกการันตีโปรฯไล่แจก AI ฟรี ไม่มีนอกมีใน ยอมเสี่ยงแห่โครงการร้อนๆลุยไฟแหกโค้งอันตรายนั่นก็มาหลังจากโดนเสียงนินทาหนาหู ไม่ดูแล “ลูกพ่อ” ไม่เอาใจใส่ “ลูกพี่”อำนาจคู่ 2 น. มีช่องให้คนนอกแหย่ฟืน เติมไฟ ตอกลิ่มรอยร้าวไม่ใช่แค่เค้าลาง แต่ชนวนไฟระอุใต้เขากระโดงยิ่งเด่นชัดไปกันใหญ่จากปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่า” ที่กระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งโยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จากผู้ว่าฯภูเก็ต มานั่งตบยุงเป็นรองปลัดมหาดไทย พร้อมโยกนายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช และนายอดุลย์ ชูทอง จากรองผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯสงขลาปฏิบัติการย้ายล้างบาง หลัง “นายกฯหนู” เล่นบทบู๊ โชว์ดุ ไล่เฉ่งทั้งผู้ว่าฯกับรองผู้ว่าฯที่บ้อท่าในการจัดการปัญหามาเฟียต่างชาติยึดหัวหาดภูเก็ตแต่มันไม่เสร็จแค่คำสั่งย้าย เพราะอาฟเตอร์ช็อกตามมาแรงกว่าตามเสียงนินทา อิทธิฤทธิ์ “รองผู้ว่าฯซีฟู้ด” ที่เส้นใหญ่ ขนาดลั่นวาจาจะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต และที่สุดก็ทำได้สำเร็จจริงๆ โดยเด้งนายนิรัตน์ไปตบยุงที่กระทรวง ส่วน 2 รองผู้ว่าฯที่มีปัญหา แค่สลับไปอยู่ในจังหวัดที่ใหญ่กว่า“นายกฯหนู” ทำได้แค่ปลอบนายนิรัตน์ “มาอยู่กับพี่”บ่งบอกสถานะของ “สายตรง” เจ้าพ่อเขากระโดง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้และลูกนัวเนียมาเฟียภูเก็ตกับ “สิงห์เขากระโดง” ยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับปมแชตไลน์ร้อนๆ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สายตรง บุรีรัมย์ ตกเป็นเป้าสงสัย และก็เป็น “นายกฯอนุทิน” ในฐานะ มท.1 ที่ประกาศออกอากาศว่าจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่ถึงตรงนี้ก็ยังไร้วี่แววการพิสูจน์ให้สังคมหายข้องใจนำมาซึ่งเครื่องหมายคำถาม ใครกันแน่ที่เป็นคนคุมอำนาจบริหารกระทรวงมหาดไทย สิงห์ดำ สิงห์แดง สิงห์ขาว เป็น “ราชสีห์เกรงใจหนู” หรือไม่ หรือต้องรอสัญญาณจาก “สิงห์เขากระโดง”ไม่ใช่แค่คนนอก แม้แต่ “นายกฯอนุทิน” เองก็กระอักกระอ่วนใจเดาทางได้ มิเช่นนั้นคงไม่ระเบิดอารมณ์กลางวงประชุมมหาดไทย โชว์บู๊ขู่เหล่าสิงห์คลองหลอด แสดงตัวแสดงตนเป็น “เบอร์หนึ่ง” กระชับอำนาจตัวจริงเสียงจริงที่สั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดได้ในฐานะของผู้นำที่เล่นอยู่ในสนาม ต้องรับผิดรับชอบในทางกฎหมายภายใต้เงื่อนอันตรายกดดัน ไม่ใช่แค่นักเลือกตั้งอาชีพ หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย แต่ “อนุทิน” คือ “นักธุรกิจการเมือง” ที่ต้องแบกอนาคตอาณาจักร “ซิโนไทย” ยักษ์ก่อสร้างมูลค่านับหมื่นล้านของตระกูลอยู่บนบ่าเหนืออื่นใดคือสถานะ “ผู้ถือตั๋ว” ใช้สิทธิโปรฯอำนาจพิเศษในระดับความเสี่ยงพลิกคว่ำพลิกหงาย “นายกฯอนุทิน” ถือเดิมพันสูงกว่าคนที่บัญชาเกมอยู่วงนอกต่อให้พร่ำบอกว่ารักกันยังไง ไม่มีอะไรแยก “2 น.” ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองทะลุ ในจุดที่ถึงที่สุดก็คงไม่กล้าเสี่ยงเอาตัวเองเป็นประกันเรื่องผิดทำนองคลองธรรม โดยเฉพาะการคอร์รัปชัน ท้าทายศาลยุติธรรมที่กระชับดาบรออยู่ปลายน้ำ ต่อให้สัมพันธ์แนบแน่นแค่ไหน ก็ไม่เหนือกว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของแบบนี้มันมีตัวอย่าง ดูจากการสลายตัวของตำนานอำนาจ 3 ป.วันนี้ลุงๆทหารเฒ่าต่างคนต่างไปในเส้นทางอำนาจของใครของมัน ทั้งๆที่มาจากจุดเริ่มสัมพันธ์พี่น้องในบ้านพักทหารตั้งแต่เป็นนายร้อย ผูกพันกันมาค่อนชีวิต 50–60 ปีเทียบกับ “อนุทิน–เนวิน” ที่เกาะเกี่ยวด้วยผลประโยชน์เกมอำนาจ แค่ห้วง 20 ปีแค่เตะก้นกันได้ ไม่ได้บ่งบอกว่าพร้อมตายด้วยกัน.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม