ปรากฏการณ์สงครามการค้าย่อมๆ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ในศึก “ปลา–กุ้ง” โดยล่าสุด เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาประเทศมาเลเซียได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้ากุ้งไทยทุกลอต จะต้องแนบใบรับรองผลการวิเคราะห์สารเคมี ยาปฏิชีวนะตกค้าง และได้ประกาศระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ไว้ชั่วคราวถือเป็นการใช้กลยุทธ์เอาคืน หรือ มาตรการ “ตอบโต้ต่างตอบแทน” ทันควัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทย ได้ประกาศมาตรการตรวจสอบสารตกค้าง กลุ่มยาต้านจุลชีพในปลากะพง ที่นำเข้าจากมาเลเซียอย่างเข้มงวด ตรงนี้ทำให้สถานการณ์การส่งออกสินค้าสัตว์น้ำภาคประมงของทั้ง 2 ประเทศ ชะลอตัวลงไปสำหรับผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสำคัญ คือ มาเลเซีย ปีละหลายพันตัน เมื่อมีผลผลิตส่วนเกินในประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ราคากุ้งลดต่ำลง และในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ พบว่าความเสียหายกับอุตสาหกรรม กุ้งที่มีประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี ขนาดใหญ่กว่าปลากะพง ที่มีมูลค่าราว 800 ล้านบาทต่อปีปัญหาที่เกิดขึ้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ได้เตรียม 13 มาตรการดูดซับกุ้งจากแหล่งผลิต อาทิ หาตลาดส่งออกทดแทน จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งผ่านโครงการธงฟ้า ไทยช่วยไทยพลัส ร่วมกับห้างโมเดิร์น เทรด และหากไม่สามารถเจรจาได้ก็พร้อมยกระดับปัญหาขึ้นสู่ WTO และอาเซียนขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ได้เตรียมเดินทางไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย โดยได้ประสานงานไปทาง รมว.เกษตร และความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะถ้าร่วมกันแก้ปัญหาได้จะถือว่าวิน–วินทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งภาคการส่งออก เกษตรกร และผู้บริโภคของทั้ง 2 ประเทศอย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ ยังเป็นเพียงแก้ไขเฉพาะหน้า เนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ปัจจุบันแต่ละประเทศจะใช้มาตรการอื่น ที่ไม่ใช่มาตร การด้านภาษีมาเป็นอาวุธเจรจาการค้ามากขึ้น เช่น หยิบยกเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร หรือมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศมาเป็นข้อต่อรองดังนั้น นอกจากการเจรจาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลจะต้องรับฟังข้อเรียกร้องของตัวแทนเกษตรกร ต้องปฏิรูปโครง สร้างภาคประมงทั้งระบบ ยึดหลักปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานระหว่างประเทศ การกระจายตลาดส่งออกใหม่ๆ ดูแลต้นทุนการผลิต ควบคุมโรคระบาดสัตว์น้ำ ฯลฯ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้จบและถาวร.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม