การปลุกธรรมาภิบาลภาครัฐเชิงรุก กลางวงประชุมเชิงปฏิบัติการการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศสงครามกับคอร์รัปชันเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เป็นผู้นำรัฐบาลโดยสแกนลงถึงรากเหง้าปัญหาทุจริต ชี้ชัดหน่วยงานในกระทรวงมหาดไทยมีภารกิจใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จึงได้รับข้อร้องเรียนอันเป็นผลกระทบเกิดจากการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่องกำชับหน่วยงานมหาดไทย พร้อมส่งสัญญาณถึงทุกกระทรวงให้ยกระดับป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด รัดกุม โดยกำหนดมาตรการป้องกันการเรียกรับสินบน เพื่อให้เห็นผลเป็นจริงตามเป้าหมาย “ศูนย์คอร์รัปชัน” มุ่งมั่นยกระดับตัวชี้วัดดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยให้สูงขึ้นตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติดัชนี CPI ที่ต่ำเตี้ยเกือบรั้งท้าย ในอาเซียนและของโลก สะท้อนภาพลักษณ์ที่น่าอับอาย บั่นทอนความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนทั่วโลกอย่างรุนแรง การถูกตราหน้าว่า “ขี้โกง” ลดทอนอำนาจต่อรองในการเจรจาระหว่างประเทศให้ลดลง ทางออกต้องแก้ที่ต้นตอ ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เชิดชูความซื่อสัตย์สุจริตการประกาศกร้าวของผู้นำประเทศ ทำให้นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แสดงความชื่นชม เป็นสัญญาณเชิงบวก ทำให้ทุกหน่วยงานปราบโกงรู้ถึงท่าทีของนายกฯ หากขับเคลื่อนส่งถึงระดับรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี จะช่วยกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว ลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแต่บทพิสูจน์รัฐบาลอนุทิน 2 พลัส ควรก้าวข้ามโครงสร้างการเมืองเดิมที่เป็นการรวมตัวของบ้านใหญ่ เน้นรักษาเสถียรภาพ มากกว่าการปฏิรูปประเทศ คำสั่งของนายกฯ ให้ข้าราชการทำงานด้วยความสนุกในการปราบโกงจะเป็นไปไม่ได้ หากระบบให้คุณให้โทษ การโยกย้ายแต่งตั้ง ส่วนใหญ่ยังขึ้นอยู่กับเส้นสายทางการเมือง นายกรัฐมนตรีต้องกล้าเปิดเผยข้อมูลทุกโครงการ ผ่านเว็บไซต์แบบเรียลไทม์ จนถึงชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพื่อสกัดขบวนการวิ่งเต้นบวกค่าต๋ง 30% ตั้งแต่ดีไซน์โครงการของหน่วยงานจนถึงสำนักงบประมาณ และชั้นคณะกรรมาธิการฯ เพื่อสร้าง “วัฒนธรรมความโปร่งใสพลัส”. คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม