หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ สู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 3 หมื่น ล้านบาท ไม่สามารถจ่ายเงินชดเชย เพื่อตรึงราคาน้ำมันภายในประเทศได้อีกต่อไปส่งผลให้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ทั้งน้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ปรับราคาพุ่งสูงขึ้นพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงมีมติออกมาในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 25 มี.ค. โดยให้มีผลให้น้ำมันขึ้นราคา ตั้งแต่ 05.00 น. เช้ามืดวันที่ 26 มี.ค. ทำให้ประชาชนช็อกกันทั้งประเทศที่ราคาน้ำมันพุ่งพรวดขึ้นมา ลิตรละ 6 บาท ทั้งที่รัฐบาลเคยบอกจะใช้วิธีปรับราคาแบบขั้นบันได ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการ “ลักหลับ” ขณะที่บางคนใช้คำแรงว่า “ปล้นประชาชน” ส่วนฝ่ายค้านก็ออกมาขยายผลโจมตีว่า การปล่อยราคาน้ำมันลอยตัวครั้งนี้ เป็นการตั้งใจปล่อยผีเอื้อประโยชน์ให้พวกกักตุนน้ำมัน ขายฟันกำไรที่สำคัญ เมื่อราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดทีเดียว 6 บาท ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ในชีวิตประจำวัน ค่าสาธารณูปโภค ค่าขนส่ง ค่าโดยสาร ต่างปรับราคาสูงขึ้นทันทีตามต้นทุนราคาน้ำมัน กระทบต่อค่าครองชีพปากท้องของประชาชนเต็มๆ ทำให้รัฐบาลถูกมองว่ากระจายความทุกข์ให้ชาวบ้าน เฉลี่ยความสุขให้ขบวนการกักตุนน้ำมันล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวหัวข้อ “1 เดือนวิกฤติโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยกล่าว ขออภัย และขอโทษประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมัน ซึ่ง 15 วันแรก รัฐบาลพยุงราคาไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดยคิดว่าการสู้รบในตะวันออกกลางจะไม่ยาวนานแต่มาถึงวันนี้สถานการณ์ดูแล้ว น่าจะไม่จบเร็ว รัฐบาลจึงต้องปรับมาตรการ ให้เหมาะสม หยุดการตรึงราคาน้ำมัน ลด การชดเชยราคา โดยรัฐบาลจะเน้นลดผลกระทบต่อประชาชน มีมาตรการช่วยกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นเท่ากับยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิด จนตรึงราคาน้ำมันไว้ไม่ไหวต้องปล่อยราคาพุ่งพรวด โยนให้ชาวบ้านแบกรับภาระ ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤติค่าครองชีพ ส่งผลทำให้ประชาชนเดือดร้อนถ้วนหน้า ถ้ารัฐบาลแก้ไม่ได้มันก็จะย้อนเป็นวิกฤติต่อเสถียรภาพรัฐบาล.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม