“วิกฤติน้ำมัน” ครั้งนี้ยังมีปุจฉาคาใจ สำคัญ นั่นก็คือเป็นภาวะ “ขาดแคลนเทียม” หรือเปล่า? บวกกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์... “ราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าหน้าปั๊ม” จริงหรือไม่? คำตอบคือ...เป็นไปได้ในบางช่วงเวลาที่มีการควบคุมราคาปลีกอย่างเข้มงวดโดยปกติ โครงสร้างราคาน้ำมันประกอบด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น...อ้างอิงตามตลาดโลก (สิงคโปร์), ภาษีต่างๆ...สรรพสามิต เทศบาล, กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง...เงินเรียกเก็บหรือเงินชดเชย, ค่าการตลาด...กำไรของปั๊มกลไกที่ทำให้เกิดราคาผิดเพี้ยน...เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว “ราคาหน้าโรงกลั่น” ซึ่งอ้างอิงตลาดโลกจะขยับขึ้นทันที ขณะที่ราคาปลีกหน้าปั๊มถูกรัฐบาล “สั่งตรึง” หรือใช้เงินกองทุนน้ำมันชดเชยไม่ทัน จนทำให้ราคาปลีกขยับช้ากว่า เมื่อราคาหน้าโรงกลั่น (บวกภาษีและค่าขนส่ง) พุ่งไปสูงกว่าราคาปลีกที่รัฐอนุญาตให้ขาย เจ้าของปั๊มน้ำมันจะตกอยู่ในสภาวะ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน”ถามว่าภาวะ “ขาดแคลนเทียม” เกิดขึ้นได้อย่างไร? ให้เข้าใจก่อนว่าภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำมันในคลังหมดไปจริงๆ แต่เกิดจาก “กลไกตลาดที่ชะงักงัน”...เริ่มจากการชะลอการสั่งซื้อ เมื่อเจ้าของปั๊มรู้ว่าสั่งน้ำมันมางวดนี้จะขาดทุนลิตรละ 1-2 บาท เขาจะเลือกสั่งน้ำมันในปริมาณที่น้อยที่สุดหรือไม่สั่งเลย...จนน้ำมันที่หน้าปั๊มหมด ตามภาพที่มีป้าย “น้ำมันอยู่ระหว่างรอขนส่งมาเติม”ถัดมา...การกักตุนเพื่อเก็งกำไร ในมุมกลับกันหากมีข่าวว่าน้ำมันจะขึ้นราคาแรงๆ เช่น ขึ้นรวดเดียว 6 บาท ผู้ค้าบางรายอาจ “ปิดปั๊มชั่วคราว” โดยอ้างว่าน้ำมันหมด เพื่อรอขายในราคาสูงขึ้นในวันถัดไปกรณีการลดการผลิต...นำเข้า หากโรงกลั่นไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมหรือรัฐบาลค้างจ่ายเงินชดเชยเป็นเวลานาน อาจมีการชะลอการนำเข้าหรือกลั่นน้ำมันลงเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุน เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาวะ “ขาดแคลนเทียม” คืออาการของ “ตลาดบิดเบี้ยว”...เมื่อรัฐบาลพยายามฝืนกลไกราคาด้วยการตรึงราคาปลีกโดยไม่มีงบประมาณชดเชยที่เพียงพอ (หรือชดเชยล่าช้า) จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก กลายเป็นวิกฤติความเชื่อมั่น... “น้ำมันว่าหายากแล้ว ความเชื่อมั่นจากรัฐบาลหายากกว่า”สะท้อนว่าผู้ประกอบการมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่การจัดการของรัฐบาลที่เรียกคุยแต่กลุ่มทุน แต่ไม่ยอมรับฟังความเดือดร้อนของภาคส่วนอื่นๆ อาทิ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการขนส่งตัวจริง?พุ่งเป้าไปที่การขึ้นราคาน้ำมันแบบช็อกไพรซ์ 6 บาท (26 มี.ค.2569) ในมิติของการบริหารจัดการของรัฐบาลและการเจรจาระหว่างประเทศ ผู้สันทัดกรณีหลายๆท่านสะท้อนมุมมองไว้หลากหลาย แต่ขอพุ่งเป้าสรุปประเด็นสำคัญคือ...ต้องแยกแยะระหว่าง “ความจริงที่จับต้องได้” กับ “ผลประโยชน์ที่ไหลไปแล้ว”หนึ่ง...คำสั่งสแกน “กักตุน” มาตรการป้องปรามหรือแค่การแก้เกี้ยว? การที่ปลัดมหาดไทยสั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศตรวจปั๊มและโรงกลั่น (26 มี.ค.) ถือเป็นมาตรการที่ “มาช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่มา” แต่มีข้อสังเกตสำคัญคือ “ได้ประโยชน์อะไร”...ช่วยลดภาพลักษณ์ความละเลยของรัฐหรือเปล่า?และ...ป้องกันปั๊มน้ำมันบางแห่งแอบปิดปั๊ม เพื่อรอขายราคาใหม่ในวันถัดไป...กักตุนระยะสั้น หรือไม่?คำถามตามมามีอีกว่า...มาตรการนี้ช้าไปหรือไม่? คำตอบแบบเร็วๆ แทบไม่ต้องคิดมากเลยคือ... “ช้าไปมาก” สำหรับการป้องกันกำไรจาก “Stock Gain” เพราะราคาน้ำมันโลกดีดขึ้นไปรอแล้ว คำว่า “Stock Gain” คือกำไรที่เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าคงคลัง (มักเป็นน้ำมันดิบ) ที่บริษัทซื้อมาตุนไว้ มีราคาต่ำกว่าราคาตลาดในปัจจุบันเมื่อมีการนำออกมาจำหน่ายหรือใช้งาน ทำให้โรงกลั่นมีส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งมักใช้เรียกผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงกลั่นปิโตรเคมีเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกรณีการปรับราคา 6 บาทได้รับอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว น้ำมัน “ต้นทุนเก่า” ในถังของโรงกลั่นและคลังน้ำมันขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนมูลค่าเป็น “ราคามหาศาล” ไปตั้งแต่วินาทีที่ประกาศขึ้นราคา การมาตรวจสต๊อกวันนี้ทำได้เพียงแค่เช็กปริมาณ แต่ไม่สามารถดึงกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้นไปแล้วกลับมาคืนประชาชนได้ท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดี “อิหร่านยอมให้เรือไทยผ่าน”...ชวนให้วิเคราะห์กันต่อไปว่าใครได้ประโยชน์ที่แท้จริง? ย้ำว่าข่าวการปลดล็อกช่องแคบฮอร์มุซให้เรือไทย รวมถึงเรือของบางจาก ผ่านได้ตั้งแต่วันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยให้มั่นใจว่าน้ำมันดิบจะไม่ขาดแคลนในระยะยาว...ลดความเสี่ยงที่ “โรงกลั่น” จะอ้างว่า “ไม่มีของ”อีกทั้งยังส่งผลต่อราคา เพราะข่าวนี้น่าจะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกหรือค่าพรีเมียมความเสี่ยงเริ่มลดลง แต่ราคาน้ำมันในไทยเพิ่งประกาศขึ้น 6 บาทรวดเดียว หมายความว่าประชาชนจ่ายแพงในขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงเริ่มลดลงแล้ว?สุดท้ายจังหวะเวลา ข่าวดีนี้มาในช่วงที่ราคาน้ำมันในไทย “พีก” ที่สุดพอดี ทำให้รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า “เรามีฝีมือทางการทูต” แต่ไม่ได้ช่วยลดภาระ 6 บาทที่ประชาชนต้องจ่ายต่อข้อถามคาใจที่ว่า...ใครได้ประโยชน์จาก “จังหวะนรก” และได้ไปแล้วใช่หรือไม่? คำตอบคือ “กลุ่มทุนได้ประโยชน์ไปเรียบร้อยแล้ว” นับจาก...“โรงกลั่นน้ำมัน” Stock Gain มหาศาล น้ำมันดิบต้นทุนต่ำที่นอนอยู่ในคลังมหาศาล ถูกตีราคาสูงขึ้นลิตรละ 6 บาททันทีนับแต่วันประกาศ (กำไรหมื่นล้านเกิดขึ้นในพริบตา)ความเป็นจริงที่เกิด “บริษัทน้ำมันใหญ่”...กับความได้เปรียบเชิงข่าว ข่าวเรือไทยผ่านฮอร์มุซได้ก่อนใคร ทำให้บริษัทไทยที่มีเรือในเส้นทางนั้น บริหารจัดการสต๊อกและต้นทุนได้แม่นยำกว่าคู่แข่งหรือไม่อย่างไร?วิกฤติครั้งนี้คือการ “ตีเหล็กตอนร้อน” ของกลุ่มทุนน้ำมัน...เป็นจังหวะที่ดีอย่างน่าทึ่ง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม