จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อประเทศ ไทยในเรื่องราคาพลังงาน น้ำมัน และก๊าซ ทำให้ต้องมีมาตรการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุ้ม ตรึงราคาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในระยะยาวรัฐบาลประกาศจะหาแหล่งพลังงานจากพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม รวมทั้งปรับโครงสร้างด้านพลังงานของไทยรวมทั้งมีการประกาศจะสนับสนุนส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ทั้งพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานจากพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ที่มีการนำมาเป็นส่วนผสมในน้ำมันเป็นพลังงานเชื้อเพลิง และมีการใช้จริง แต่ยังไม่กว้างขวางนักทั้งที่พลังงานทดแทนที่ว่านี้ ช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน ทั้งลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ช่วยกระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร ทำให้ราคาพืชอ้อยสูงขึ้น ลดปัญหาของเสียเหลือทิ้งจากการเพาะปลูกและผลิตน้ำตาล ทั้งต้นอ้อย ใบอ้อย ชานอ้อย ที่สำคัญเอทานอลถือเป็นพลังงานสะอาด ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาประเทศไทยประสบความสำเร็จในการนำปาล์มน้ำมัน ผสมเป็นไบโอดีเซล และนำเอทานอลไปผสมในน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์สูตรต่างๆ แม้มีข้อทักท้วงเรื่องความผันผวนราคาพืชเกษตรที่นำมาใช้ แต่หากภาครัฐยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนในภาคเกษตร กรรม การใช้งบฯบรรเทาความผันผวนของราคาก็คงไม่มีปัญหาทั้งนี้มีกรณีตัวอย่าง ตามที่ ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากกว่า 11 ล้านไร่ มีผลผลิต 92 ล้านตัน ต่อปี ผลิตน้ำตาลได้ 10 ล้านตันต่อปี ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งผลักดัน คือ การส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตจากอ้อย เป็นพลังงานทดแทนเพราะยอดรวมการใช้น้ำมันทุกประเภท 124-154 ล้านลิตรต่อวันเป็นเบนซินและแก๊สโซฮอล์ผสมเอทานอลที่ 32 ล้านลิตรต่อวัน หรือใช้เอทานอลผสมเพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้นหากรัฐสนับสนุนจริงจังจะใช้เอทานอล เพิ่มเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน ลดนำเข้าน้ำมันดิบได้ถึง 1,058 ล้านลิตรต่อปี เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาทจากข้อมูลเห็นได้ว่าพืชผลการเกษตรจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติราคาพลังงานจากภัยสงครามได้ และยังตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ช่วยกระจายรายได้สู่ภาคการเกษตรฐานราก ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องผลักดันการปรับโครงสร้างด้านพลังงานครั้งใหญ่ หันมาใช้พลังงานทดแทนกันอย่างจริงจังเสียที.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม