อํานาจต่อรอง...ตัวเลข สส.ของแต่ละพรรคจะบอกความเป็นไปได้ ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม “ภูมิใจไทย” แม้จะเป็นแกนนำก็ด้วยตัวเลขไม่ต่างกันหากได้มากอำนาจก็สูง หากได้ไม่มากนักก็จะลดหลั่นกันไปไม่ใช่เรื่องซับซ้อนแต่อย่างใด“กล้าธรรม” มี สส.ในมือ 58 เสียง ก็ถือว่าไม่น้อยแต่เมื่อ เทียบกับภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยแล้วถือว่าน้อยกว่าพอสมควรเมื่อสภาพเป็นไปเช่นนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่าไปแล้ว “กล้าธรรม” นั้นคงหวังได้ สส.ใกล้เคียงกับพรรคแกนนำทำให้มีอำนาจต่อรองสูง ก็เลยหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้คือคุมกระทรวงเกษตรฯ ท่องเที่ยว!แต่เมื่อไม่เป็นไปเช่นนั้นก็ต้องรับสภาพเมื่อพรรคสีน้ำเงินต้องการคุมกระทรวงนี้เพื่อเข้าบริหารจัดการสร้างผลงานด้านเศรษฐกิจที่จะต้องคุมหมวดหมู่งานให้สอดคล้องกันก็อยู่ที่ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” จะยอมหรือไม่หากยอมก็ได้ไปต่อหากไม่ยอมก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้านว่าไปแล้ว “กล้าธรรม” ได้ สส. 58 คน ก็ถือว่าเก่งแล้วเนื่องจากเป็นพรรคใหม่ และไม่มีจุดโดดเด่นที่ทำให้ประชาชนจะสนับสนุนมากอีกทั้งภาพลักษณ์ของพรรค ในเรื่อง “สีเทา” ก็เป็นตัวฉุดรั้งได้ สส.ขนาดนี้ก็น่าจะพอใจแล้ว!ที่สำคัญก็คือสามารถทะลุทะลวงจนได้ สส.ในพื้นที่เป็นฐานเสียงของพรรค ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี เชียงใหม่ และภาคเหนืออีกหลายจังหวัดรวมถึงภาคใต้ และภาคอีสานถือว่าครองใจคนได้ไม่น้อยและสร้างรอยแค้นให้กับเจ้าของพื้นที่ไม่น้อยก็มีคำถามเหมือนกันว่า “กล้าธรรม” มีทีเด็ดอะไร?อย่างหนึ่งคือการได้ผู้สมัครที่มีฐานในพื้นที่ระดับ “บ้านใหญ่” อยู่หลายคน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ธรรมดาจึงเข้าถึงชาวบ้านได้ดีกว่าคู่แข่งที่สำคัญคือเจ้าของพรรคนั้นใจถึงพึ่งได้ นักเลงเต็มตัวนอกจากจะทำให้ผู้สมัครมีขวัญและกำลังใจแล้วยังสามารถที่จะเดินแผน “กระสุน” เหนือ “กระแส” ได้อย่างสบายๆหัวใจสำคัญมันอยู่ตรงนี้!ปัญหาคือไม่เคยเป็นพรรคฝ่ายค้านมาก่อน เพราะไม่ว่าจะสังกัดพลังประชารัฐหรือกล้าธรรมก็เป็นแต่รัฐบาลการจะไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านจึงไม่สันทัดยิ่งกว่านั้นจะไปทำงานร่วมกับ “ประชาชน” ที่เป็นปลาคนละน้ำก็ยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีจุดยืนที่ต่างกันนี่ก็เป็นจุดหนึ่งที่ต้องคิดเหมือนกันการจะไปเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้านนั้นมันมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลแต่มีบทบาทพอสมควรก็น่าจะยอมกันได้แต่ถ้าถูกมองว่าไร้ค่าไม่มีราคามันก็ลำบากเหมือนกัน!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม