ช่องทางสู่สันติภาพไทย-กัมพูชา ริบหรี่ทันที เมื่อเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บ 4 นาย บริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 10 พ.ย.2568 ตามมาด้วยคำประกาศจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย สั่งยุติการเดินหน้าข้อตกลงความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หรือ Joint declaration ทันทีรวมทั้งให้ชะลอการส่งตัว 18 เชลยศึกทหารกัมพูชากลับประเทศ เพื่อตอบโต้สถานการณ์การวางทุ่นระเบิดสังหาร จนทำให้ทหารไทยขาขาดและได้รับบาดเจ็บ ถือว่าผิดข้อตกลงในปฏิญญาความ สัมพันธ์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ทำให้ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และภัยความมั่นคงต่อชาติไม่ได้ลดลงตามข้อตกลงนอกจากนี้นายกฯยังได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กองทัพ พิจารณาการตอบโต้ตามความเหมาะสมและจะทำตามทุกกรณี จากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ล่าสุด ได้เห็นชอบการระงับปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ และเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งเตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งการประท้วง การประณาม การเตรียมชี้แจงไปยังประชาคมโลก ฟ้องร้องต่อคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวา เรื่องการละเมิดเกี่ยวกับการลอบวางระเบิดสังหารร้ายแรง ทั้งหมดเพื่อนำข้อเท็จจริงต่างๆมาเสริมท่าทีของประเทศไทยให้หนักแน่นและชอบธรรมส่วนมาตรการทางทหาร พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ระบุว่า จะทำตามกฎการใช้กำลัง การใช้อาวุธเบา อาวุธหนัก การใช้กำลังตามสถานการณ์ แต่ขอสงวนไม่ชี้แจงรายละเอียด โดยยืนยันว่าจากนี้จะไม่มีการเจรจาใดๆจากกระทรวงกลาโหมและกองทัพ แต่การพูดคุยจะอยู่ในกระบวนการกระทรวงการต่างประเทศถึงตรงนี้เรียกว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จากนี้ก็ต้องดูท่าทีการตอบโต้ของรัฐบาลไทย จะเป็นไปตามที่แถลงไว้หรือไม่ นอกจากนี้ที่ยังไม่ชัดเจนคือการแจ้งเรื่องไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องสำคัญ ได้แก่ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นำอาเซียนและประเทศในภูมิภาค ให้ร่วมรับรู้ถึงสถานการณ์และข้อเท็จจริงทั้งหมดทั้งปวง แม้มีขั้นตอนตอบโต้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลต้องสั่งการให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ ไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบทั้งด้านการทหารและการต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นปัญหาภัยคุกคามอธิปไตยไทยในกรณีนี้ก็จะวนเวียนกลับมาแบบไม่รู้จบ จนเป็นโจทย์ยากมากขึ้น ชนิดที่รัฐบาลใดเข้ามาก็แก้ไขไม่ได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม