“เสียงระเบิดยังดังก้องในความทรงจำ แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปี” ผ่านมาถึงวันนี้ปี 2568...สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายใหญ่ที่สำคัญ“ความเหลื่อมล้ำ” เป็นช่องว่างสำคัญ แม้ “รัฐ” จะมีนโยบายพัฒนา แต่ชาวบ้านยังรู้สึกว่าตนเองเป็น “คนนอก” ของประเทศส่งผลต่อเนื่องถึงโอกาสทางเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง ระบบราชการยังไม่ตอบสนองต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม การใช้อำนาจในเชิงความมั่นคงบางครั้งทำให้เกิดความหวาดระแวงในชุมชนที่สำคัญยังมีมิติปัญหาใหม่... “ความไม่สงบเชิงอุดมการณ์ผสมเศรษฐกิจใต้ดิน” กลุ่มหัวรุนแรงบางส่วนได้เชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การค้าอาวุธ ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน ปัญหาความมั่นคงจึงไม่ใช่เรื่อง “ชาติพันธุ์” อย่างเดียว แต่ยังพัวพันกับ “อาชญากรรมข้ามชาติ”ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า การสร้างความสงบสุขกับการดับไฟใต้ไม่เหมือนกัน “การดับไฟใต้”...เป็นการกระทำที่แยกส่วน ไม่ตรงต่อเหตุ และบ่อยๆครั้งใช้ความรุนแรงยิ่งเป็นการโหมไฟ ไฟจึงลุกลามมากขึ้น ไม่เคยดับมา 3 ทศวรรษแล้วใช้งบประมาณไปหลายแสนล้าน บางทีการใช้งบประมาณมากอาจทำให้ปัญหายืดเยื้อมากขึ้น เพราะมีบางคนมีรายได้จากการมีปัญหา? แต่การ “ร่วมสร้างความสงบสุข” เป็นการมองภาพรวมมากกว่า และต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายสาเหตุของปัญหาความรุนแรง ณ ชายแดนใต้ เกิดจากความขัดแย้งระหว่าง “วัฒนธรรมท้องถิ่น” กับ “อำนาจรัฐรวมศูนย์” วัฒนธรรมมีความหลากหลายไปตามสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันของท้องถิ่นต่างๆ อำนาจรัฐรวมศูนย์ต้องการให้เหมือนๆกันโดยใช้อำนาจควบคุม“วัฒนธรรม” คือ อัตลักษณ์ของท้องถิ่นต่างๆเป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชนในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ จะให้เหมือนกันไม่ได้ คนในเขตร้อนกับเขตหนาวย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดาด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับอำนาจรัฐรวมศูนย์มีอาการต่างๆกัน...“คนมุสลิม ณ ชายแดนใต้ มีความเคร่งในศาสนามากกว่าภาคอื่นๆ อาการของความขัดแย้งจึงออกมาเป็นความรุนแรง...การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นและการสนับสนุนท้องถิ่นด้วยความเข้าใจและเห็นใจ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นไม่ใช่ทำเฉพาะชายแดนใต้ แต่ทำพร้อมกันทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ”ขณะนี้แม้มีกฎหมายเลือกตั้ง อบจ. และ อบต. หรือเทศบาลตำบล แต่การกระจายงบประมาณยังน้อยมาก หลายอย่างให้ไปใช้งบประมาณท้องถิ่น ส่วนกลางยังคงอำนาจควบคุมการใช้งบประมาณ การศึกษา และงานอื่นๆ จึงยังคงไม่ใช่การกระจายอำนาจที่แท้จริง“ควรมีการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตามวัฒนธรรมของตนเอง เพิ่มงบประมาณสนับสนุนและการสนับสนุนอย่างอื่นๆ”ประเทศจีนทั้งๆที่เป็นคอมมิวนิสต์แต่เขาสนับสนุนให้ชนเผ่าต่างๆปกครองตนเอง จัดงบประมาณสนับสนุนท้องถิ่นมากถึง 51 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศ ท้องถิ่นประเทศจีนจึงมีความเข้มแข็ง ผู้บริหารระดับสูงของประเทศล้วนเคยเป็นผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อน และแสดงความสุจริตและมีสมรรถนะสูง จึงจะได้รับเลื่อนขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูง รัฐบาลจีนจึงมีคุณภาพสูงและสามารถพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งได้โดยรวดเร็วนโยบายสันติภาพ...ประเทศไทยต้องมีบทบาทในการสร้างสันติภาพโลก เพราะเป็นชาติที่มีน้ำใจ มีความยืดหยุ่น ประนีประนอม จึงมีความสามารถในการทูตสูง สามารถเอาตัวรอดจากการรุกรานจากมหาอำนาจตะวันตกได้ ...มหาอำนาจตะวันตกมีความขัดแย้งกับชาวมุสลิมมาตั้งแต่สงครามครูเสดและ...บัดนี้ก็ยังพยายามก่อให้เกิดความแตกแยกรุนแรงในประเทศมุสลิม เราเป็นมิตรกับทุกประเทศก็จริง แต่ก็ต้องระวังมิให้พาเราเข้าไปสู่ความขัดแย้งดังกล่าวด้วย ประเทศไทยควรเป็นพันธมิตรกับประชาคมมุสลิม 1,500 ล้านคน ในการสร้างสันติภาพโลกการสนับสนุนทางเศรษฐกิจและสังคม นอกเหนือไปจากการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตามวัฒนธรรมตนเองและนโยบายสันติภาพดังกล่าว “รัฐไทย” ยังควรสนับสนุน “จังหวัดชายแดนภาคใต้” สามารถสนับสนุนทางเศรษฐกิจ สังคม ได้อีกหลายอย่าง เช่น สร้างบริษัทอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลขนาดใหญ่สามารถส่งอาหารฮาลาลปัตตานีไปขายทั่วโลก โดยสร้างอาชีพในการส่งวัตถุดิบจากการเกษตร และการประมงให้โรงงานและให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้น เพื่อความภูมิใจในยี่ห้อฮาลาลปัตตานีที่กระจายไปทั่วโลก และยังสร้างรายได้ให้ชาวปัตตานีทุกคนควรมีการโฆษณาในจุดแข็งของอาหารฮาลาลปัตตานีว่า...ผลิตอย่างเคร่งศาสนา ได้รับการตรวจจากทางวิทยาศาสตร์ว่าปราศจากเนื้อหมู มีความอร่อยของอาหารไทยถัดมา...การศึกษาทางศาสนานั้นชุมชนท้องถิ่นมุสลิมเป็นผู้จัดเอง แต่ถ้าต้องการการศึกษาเพื่ออาชีพด้วยรัฐเป็นผู้จัดให้ เด็กผู้หญิงทุกคนได้เข้าเรียนผู้ช่วยพยาบาล 1 ปี จบแล้วมีงานทำ มีเงินเดือนด้วย ได้ดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายายด้วย...ส่งเสริมการกีฬาและดนตรี ระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง หรือร่วมกับชาวพุทธด้วยทั้งนี้ ด้วยการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับนักวิชาการผู้ใหญ่ฝ่ายมุสลิม เช่น ท่านอาจารย์อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ท่านเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับโลกมุสลิม“การมีเสรีภาพในการปกครองตัวเองของท้องถิ่น กับการได้รับการสนับสนุนทางสังคมอย่างอบอุ่น ใครจะแยกตัวเป็นอิสระอีก อิสระมีอยู่ในเนื้อในตัวอยู่แล้วมีสิ่งดีๆในวัฒนธรรมอิสลามที่ชาวพุทธควรจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยมิตรไมตรี”การมีชุมชนมุสลิมที่รักสันติภาพในประเทศไทย จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งในการสร้างสันติภาพโลก นี่คือ “กุญแจ” สร้างความสงบสุข ณ ชายแดนใต้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม