“ภูมิธรรม” ลั่นไม่ผ่อนมือมาตรการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ำรัฐบาลเมียนมาต้องจบปัญหานี้ให้ได้หลังเจอ “ตัดไฟ-เน็ต-น้ำมัน” จากไทยแค่ 3 วัน คนในเมียวดีถึงขั้นรวมตัวประท้วง จี้ไทยทบทวนมาตรการ ขณะที่นายกฯกลับมาแล้ว ปลื้มผู้นำจีนชื่นชมไทยเด็ดขาดการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมประสานความร่วมมือในการปราบปราม แย้มเป็นเป้าหมายต่อไปในการเยือนกัมพูชา ขณะเดียวกันศาลอาญาไม่ให้ประกัน 2 บอสจีนเทา ตัวการสำคัญในการจัดหาคนไปให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมอายัดเงินในกระเป๋าวอลเล็ตลับมูลค่าราว 84 ล้านบาท ด้าน “โรม” แฉเพิ่ม “หม่องชิตตู” ผู้นำ BGF พบมีเอี่ยวชัดเจนกับ “เสอจื้อเจียง” เจ้าของชเวก๊กโก ร่วมทำผิดทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังจากที่รัฐบาลไทยสั่งตัดกระแสไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต และระงับการส่งน้ำมันให้ประเทศเมียนมาใน 5 จุด ได้แก่ 1.จุดซื้อขายบริเวณบ้านเจดีย์สามองค์-เมืองพญาตองชู รัฐมอญ 2.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านเหมืองแดง-เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน 3.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-พม่า-เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน 4.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2-อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง และ 5.จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านห้วยม่วง-อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่เช้าวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหามิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้พื้นที่ประเทศเมียนมา ติดชายแดนไทยใน จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี เป็นฐานที่ตั้งในการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ล่าสุดได้เกิดผลกระทบกับชาวเมียนมาในพื้นที่ดังกล่าวที่เริ่มขาดแคลนน้ำมันและกระแสไฟฟ้าจนออกมาก่อหวอดประท้วงพม่าชุมนุมไม่พอใจถูกตัดไฟ–น้ำมันทั้งนี้ มีรายงานว่าเมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 ก.พ.ชาวเมียนมาและผู้ได้รับผลกระทบจากการตัดกระแสไฟฟ้าและการงดส่งน้ำมันจากไทย มารวมตัวกันที่หน้าโรงพยาบาลเมียวดี จากนั้นเดินทางมาชุมนุมกันที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ต่อด้วยเดินทางไปที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้ทางการเมียนมา ประสานงานกับรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวเมียนมา โดยการชุมนุมครั้งนี้ มีนายอูตู่เหร่งมินทุน อายุ 44 ปี และนายอูจ่อจ่อ อายุ 45 ปี เป็นแกนนำ ที่เริ่มจากการไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะส่วยเมียะสั่นดี่ หมู่ 4 เมืองเมียวดี และเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทางสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และ 2 โดยผู้ชุมนุมได้ถือธงชาติ และป้ายมีข้อความภาษาเมียนมาว่า “รณรงค์ประชาชนงดใช้สินค้านำเข้าของไทย” รวมถึงใช้เครื่องขยายเสียงปราศรัยไม่เห็นด้วยกับมาตรการตัดไฟ-ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต งดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย ซึ่งส่งผลกระทบให้คนทั่วไปไม่มีน้ำมันใช้ เกิดการกักตุนน้ำมันและราคาแพงขึ้น เกิดผลกระทบกับโรงพยาบาลอย่างมาก ซึ่งข้อเรียกร้องในการชุมนุมครั้งนี้คือ “ให้ยุติมาตรการตัดไฟ ตัดน้ำมัน และตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต” มิเช่นนั้นจะปิดสะพานการค้าชายแดนไทยเมียนมา 1 และ 2 ปิดท่าเรือต่างๆ 59 ท่าในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา และรณรงค์อย่าใช้สินค้าไทย จากนั้นผู้ชุมนุมได้ไปยื่นหนังสือให้ทางการเมียนมา และกะเหรี่ยงบีจีเอฟ บรรยากาศการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ มีตำรวจเมียนมา ทหารบีจีเอฟคอยอำนวยความสะดวกตลอดการชุมนุม และยังไม่มีผลกระทบถึงไทยขู่ปิดพรมแดนทุกช่องทางด้านนายตูเหล่ง เหม่งทุน ประธานสมัชชาประชาชนเมียวดี กล่าวว่ารัฐบาลไทยใช้มาตรการตัดไฟฟ้า ตัดน้ำมัน ที่ส่งขายให้กับเมียนมาในเมียวดี ส่งผลทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาเรื่องการส่งจ่ายไฟฟ้าและน้ำมันมายังฝั่งเมียนมาเหมือนเดิม เพื่อความสัมพันธ์ที่ดี หากยังไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายไทย จะขอให้ทางรัฐบาลเมียนมา ปิดชายแดนทุกช่องทาง รวมไปถึงปิดช่องทางสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ทั้ง 2 แห่ง ให้งดการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยทุกชนิด อยากย้ำอีกว่าขอให้ฝ่ายไทยคำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวเมียนมา โดยโรงผลิตออกซิเจนเพียงแห่งเดียวในจังหวัดเมียวดี และเป็นของมูลนิธิการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร ไม่สามารถผลิตได้แล้ว เนื่องจากขาดไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตออกซิเจน และอาจมีผู้เสียชีวิตรายวันต่อเนื่องจากวิกกฤติครั้งนี้ ซึ่งโรงพยาบาลเมียวดีและสถานพยาบาลไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้เช่นกันเตือนคนไทยข้ามไปพม่าสำหรับความเคลื่อนไหวทางฝั่งไทยตั้งแต่ช่วงเช้า ที่บริเวณด่านพรมแดนแม่สอด สะพานมิตรภาพชายแดนไทย-เมียนมา 1 อ.แม่สอด จ.ตาก ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้มงวดในการคัดกรองคนไทยที่จะเดินทางข้ามไปยังเมียนมาและเตือนคนไทยว่าไม่ควรข้ามไป เพราะอาจเกิดอันตราย เนื่องจากที่เมืองเมียวดี ขณะนี้มีการรวมตัวประท้วงมาตรการกดดันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของไทยที่มีการตัดไฟฟ้า ระงับส่งน้ำมัน ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ที่ถนนบริเวณสวนสาธารณะเมียะสั่นตี่ แล้วเดินขบวนไปยังสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ขณะเดียวกันมีชาวเมียนมาที่เข้ามาซื้อสินค้าแล้ว มาต่อคิวเพื่อตรวจคัดกรองข้ามกลับไปยังประเทศตัวเองจำนวนมาก แต่ภาพรวม ตลอดช่วงเช้า ทหารไทยยังไม่ได้มีการตรึงกำลังเพิ่มเติมรถแห่ข้ามแดนมาเติมน้ำมันต่อมาช่วงสาย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก พร้อมด้วยนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา พ.ต.อ.บวรภพ สุนทรเรขา ผกก.ตม.จ.ตาก ทหาร ตำรวจ เดินทางมาที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 เพื่อร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมเรียกร้องปิดด่านพรมแดนระหว่างชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด ตรงข้าม จ.เมียวดี เรียกร้องให้ยุติการตัดไฟฟ้า สัญญาณอินเตอร์เน็ต น้ำมันและแก๊ส ทั้งนี้ ผวจ.ตากกล่าวว่า จากการสอบถามคนที่ข้ามไปมา จำนวนคนที่คาดการณ์ว่าจะมาชุมนุมที่สะพานเรายังไม่มาก และยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ส่วนการประเมินสถานการณ์จากที่ทำมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.ข้อมูลของผู้กำกับ ตม.ปริมาณรถปกติข้ามไปข้ามมาต่อวันประมาณ 500 คัน แต่ในเช้าวันนี้ รถส่วนใหญ่ที่เข้ามาฝั่งไทยคือมาเติมน้ำมันเป็นหลัก ส่วนจำนวนคนเข้าออกจากปกติวันละ 2,500 คน แต่เฉพาะเช้านี้มีอยู่ราว 400-500 คนแล้ว มากขึ้นจากเดิมนิดหน่อยรอประเมินวันต่อวันผวจ.ตากกล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกันมีทั้งคนมาเที่ยวและมาทำธุระ ส่วนความเป็นอยู่ขณะนี้ ส่วนมากเขาบอกว่าสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ปกติดี มีบ้างที่ระบุว่าได้รับผลกระทบเพราะไม่มีไฟใช้ ซึ่งตรงกับข้อมูลเมื่อวานที่ประชุมกัน ซึ่งการประเมินสถานการณ์ต้องดูวันต่อวัน ทั้งเรื่องน้ำมันและไฟฟ้า ข้อมูลที่เราอยากทราบคือมาตรการกดดัน โดยเฉพาะปัญหาสำคัญที่เราอยากจะสกัดกั้นขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงนโยบาย ระดับรัฐบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและระดับการพูดคุยระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ขณะนี้กำลังประเมินสถานการณ์อยู่ ทางจังหวัดพร้อมที่จะปฏิบัติตาม แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ต้องนำมาประเมินคือมีส่วนใดที่จะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอำเภอแม่สอด อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ปรากฏว่าตอนนีเรายังใช้ชีวิตตามปกติอยู่เฝ้าระวังแนวชายแดนเข้มข้นผวจ.ตากกล่าวอีกว่า สำหรับปริมาณรถและคนที่มากขึ้นนั้น ไม่น่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วง ที่เขาเข้ามาน่าจะมาเติมน้ำมันเพื่อนำกลับไปใช้ในฝั่งโน้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติในเรื่องของการขอความร่วมมือผู้ประกอบการโดยกำชับบอกว่าพยายามดูให้ดี เป็นเรื่องของการค้าขาย ที่เราดำเนินการปกติ แต่ก็ได้เน้นย้ำเป็นพิเศษและให้สังเกตว่า ถ้ามีพฤติกรรมนำเอาไปใช้กระทำผิดกฎหมาย ต้องห้ามเด็ดขาด สำหรับพรมแดนสะพาน 1 กับ 2 จากที่ไปสังเกตการณ์ พวกเขาคงทำตามขอบเขตข้อกฎหมายของเขา ที่สามารถเรียกร้องได้ สำหรับการกำชับผู้ประกอบการ ตามท่าเรือ ได้เน้นย้ำความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าให้ช่วยเหลือปกป้องชื่อเสียงของประเทศ ไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ถูกกฎหมาย จะต้องตรวจตราถี่ขึ้น พร้อมคาดโทษสำหรับท่าเรือที่ฝ่าฝืนคำสั่ง“อ้วน” ย้ำพม่าต้องจบปัญหาเองต่อมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวเมียวดี เมียนมา นัดรวมกลุ่มประท้วง ว่าได้รับรายงานแล้ว มองว่าดีถือเป็นการกดดันรัฐบาลเมียนมา ถ้าอยากให้เราแก้เรื่องความเดือดร้อน ก็ต้องจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ ส่วนหนึ่งในข้อเรียกร้องให้ไทยยกเลิกมาตรการนี้ และจะแบนการนำเข้าสินค้าไทย ก็ไม่มีปัญหา คงมากดดันไทยไม่ได้ ถ้าอยากให้ยกเลิกมาตรการก็ต้องรีบจัดการ ตนเองทราบมาว่าคนประท้วงมีไม่มาก และมีเบื้องหลัง ยืนยันเราไม่ทบทวนอะไร ทิศทางที่ออกมาถือว่าดี เพราะคนภายในเราไม่มีใครเดือดร้อน เราต้องแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะเราเดือดร้อนเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ถ้าเขาอยากให้เรายกเลิกมาตรการ ต้องจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ ส่วนการคุยระดับรัฐบาล เขาต้องบอกว่าจะเอาอย่างไร ก่อนจะออกมาตรการมามีการพูดคุยกันแล้ว ส่วนการตัดไฟแล้วอาจกระทบต่อการใช้ออกซิเจนของโรงพยาบาลในเมียวดี ก็บอกไปแล้วว่าถ้าใครมีอาการหนัก สามารถส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลแม่สอดได้ และอย่างอื่นต้องแก้ปัญหาไป เป็นเรื่องในประเทศเขาที่เขาต้องจัดการ และเรามีการผ่อนปรนให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้ทั้งสองฝั่งพูดคุยกันแล้วไทยอะลุ่มอล่วยตามสภาพส่วนการที่ผู้ชุมนุมขู่จะปิดสะพานนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าเขาปิด เขาจะเสียหายเราไม่ได้เสีย เพราะเขาต้องพึ่งพาเรา แต่ที่ทำแบบนี้เพราะให้เขาเห็นว่าเราเดือดร้อนมากขนาดไหน เขาต้องไปจบปัญหาหลัก ไม่ใช่มาจัดการปัญหารอง ส่วนเรื่องน้ำมัน ตอนนี้ชาวบ้านสามารถขับรถข้ามมาเติมน้ำมันได้ เราอะลุ่มอล่วยตามสภาพ ชาวบ้านจริงๆ ไม่ได้เดือดร้อนเพราะเขาไม่ได้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่แรก เขาใช้การจุดเทียน และที่ประธานหอการค้าของเมียวดีมองว่าการตัดน้ำมันอาจส่งผลกระทบด้านการค้า ตอนแรกมีการประสานเพื่อขอพบตนเอง จึงบอกว่าให้ไปประสานหน่วยงานระดับล่างเพื่อหาทางออกและการงดส่งน้ำมัน อยู่ที่ว่าเขาจะทนได้แค่ไหน วันนี้คนที่ถูกกดดัน และต้องตัดสินใจคือรัฐบาลเมียนมา หัวใจสำคัญคือตรงนี้ ยังไม่ทันไรเลย ถ้าอ่อนปวกเปียกจะไปแก้ปัญหาได้ยังไง พร้อมย้ำว่าไทยจะเด็ดขาดกับมาตรการกดดันแก๊งคอลเซ็นเตอร์จนกว่าจะเห็นผลชัดเจน ส่วนที่ทางการจีน ต้องการให้มีการปล่อยตัวคนจีนจากเมียนมานั้น เราไม่ขัดข้อง หากปล่อยตัวออกมาแล้วต้องมีประเทศที่จะมารับเพื่อเอากลับไป โดยระหว่างนั้นต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองว่าเป็นคนที่เคยทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และถูกหลอกมาทำงาน ต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเรา ขอย้ำว่าเรื่องนี้อยู่ในแผนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เราเข้มแน่นอน เพื่อให้เขารู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร และถ้ายังไม่จัดการเราไม่มีทางยอมนายกฯถกจีนแก้ปัญหาร่วมกันวันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ทวีตข้อความผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ “เอ็กซ์” ถึงผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปว่านอกเหนือจากการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผลสำเร็จจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ที่สำคัญเราจะยกระดับความร่วมมือแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาคอลเซ็นเตอร์ปลื้ม “สี จิ้นผิง” ชมไทยเด็ดขาดจากนั้นเวลา 15.50 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ในการหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายหลี่ เฉียง นายก รัฐมนตรีจีน ถึงเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า ดีมากทางจีนก็สนับสนุน ประธานาธิบดีจีนชื่นชมในเรื่องนี้ เห็นว่าสิ่งที่ประเทศไทยทำ เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องทำงานร่วมกัน ในส่วนของทางการจีนก็จะมีความเข้มข้นในเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบไปทั่วโลก โดยหลังจากนี้จะส่งรายละเอียดให้คณะทำงานไทยและจีนที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ หากมีรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมก็ให้ส่งมายังคณะทำงานได้ หากมีโอกาสได้เจอกับประธานาธิบดีจีนและนายกรัฐมน ตรีจีนอีก จะมีการคุยความคืบหน้าในเรื่องนี้อีกตามกรอบที่ตกลงกันไว้ลั่นรักษาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักส่วนมาตรการต่อเนื่องหลังการตัดไฟและสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากไทยไปเมียนมาแล้วนั้น น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ต้องดูเรื่องตัวเลขว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง ลดได้แค่ไหน ประชาชนมีการตอบรับอย่างไร เพราะการทำสิ่งเหล่านี้คือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันภัยอันตรายจากเรื่องพวกนี้ ส่วนที่ชาวเมืองเมียวดี ออกมาประท้วงประเทศไทยในการตัดไฟ อย่างที่บอกเราต้องดูแลคนของเรา เพราะดิฉันเป็นนายกฯของประเทศไทย ก็ต้องดูแลประเทศไทยก่อน คิดว่าทางนั้นเขาต้องดูแลคนในประเทศของเขาเช่นกัน ทุกประเทศต้องดูแลคนของตัวเอง รวมถึงที่มีคนเมียนมาออกมาต่อต้านการซื้อสินค้าจากไทยก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลกับรัฐบาลจะพูดคุยกันในรายละเอียด ส่วนการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณตึก 25 ชั้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ตามที่นายทักษิณ ชินวัตร พูดถึงและจะมีการถอนสัญชาติไทยนั้น ในรายละเอียดสามารถทำได้อีกเยอะ สิ่งที่นายทักษิณพูดก็เป็นข้อแนะนำ ตนมีภารกิจจะไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการจะนำเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปพูดคุยด้วย“อนุทิน” ปลื้มจีนชมไทยตัดไฟเมียนมาเช่นเดียวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังร่วมคณะนายกฯเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการว่า สาระของการหารือกับจีนเป็นเรื่องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยมีหลายเรื่องที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ นำเสนอ และหลายเรื่องที่จีนขอความร่วมมือ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ บรรยากาศฉันมิตร โดยจีนได้ชื่นชมเป็นอย่างมากถึงความเด็ดขาดและตัดสินใจอย่างรวดเร็วของรัฐบาลไทยในการตัดไฟ 5 จุดชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะนายกฯ และส่วนตัวในฐานะผู้ปฏิบัติ ทุกอย่างเป็นไปเรียบร้อยดี เนื่องจากเป็นเรื่องนโยบายที่มอบมา เราก็ตอบสนองโดยทันที ส่วนเมื่อตัดไฟแล้วเมียนมาไปซื้อไฟจากสปป.ลาวนั้น เป็นเรื่องกิจการภายในของเขา แต่เราปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ของคนไทย และประเทศไทย หากเราสามารถปกป้องคนไทยได้แล้ว อะไรที่จะเกิดขึ้นในประเทศของเขา ก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่เกี่ยวข้อง“โรม” แฉ “หม่องชิตตู” สมคบบิ๊กจีนเทาวันเดียวกัน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับ พ.อ.หม่องชิตตู ผู้นำกองกำลัง BGF/KNA กองกำลังสำคัญที่ปกครองเมืองเมียวดีอยู่ในขณะนี้ หม่องชิตตู คนนี้ถูกแซงก์ชันหรือคว่ำบาตรจากหลายประเทศไม่ว่าจะอังกฤษ สวิส ฝรั่งเศส หรืออียู เนื่องจากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่สำคัญคือเป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญของ “เสอจื้อเจียง” เจ้าของชเวก๊กโกที่ถูกจับในประเทศไทย ที่ผ่านมากองกำลัง BGF พยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องคนของตนเองกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาโดยตลอด แต่จะปฏิเสธได้อย่างไร ในเมื่อหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากองกำลัง BGF เป็นผู้ให้เช่าต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สร้างความเสียหายทั่วโลกมากมายมหาศาล“การค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นได้ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างรุนแรง แม้ว่ากองกำลัง BGF จะออกมาให้ข่าวเป็นระยะว่าจะดำเนินการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ในทางปฏิบัติเรากลับพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยพวกนี้ได้ใช้ทรัพยากรหลายอย่างของประเทศไทย กองกำลัง BGF ได้ใช้ประชาชนของตัวเองเป็นตัวประกัน ขณะเดียวกันสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองบนความเสียหายของหลายๆ ครอบครัวทั่วโลก นี่คือความเลวร้ายอย่างถึงที่สุดของกองกำลัง BGF” นายรังสิมันต์ระบุขยายผลยึดทรัพย์ 2 จีนเทาส่วนความคืบหน้าการจับกุมนายยี วานโยว อายุ 29 ปี และนายลี่ เว่ยเจีย อายุ 30 ปี สัญชาติจีนทั้งคู่ เป็นจีนเทาตัวเป้งในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท โดยจับกุมนายยี วานโยว ได้ที่หน้าหมู่บ้านจัดสรร ซอยพหลโยธิน 32 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. และต่อเนื่องไปจับกุมนายลี่ เว่ยเจีย ได้ที่บ้านในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 ก.พ.หลังการจับกุม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.ขยายผลการจับกุมให้ถึงที่สุดซึ่งการขยายผลสรุปได้ดังนี้ 1.พบข้อมูลกระเป๋าวอลเล็ตลับที่เก็บเหรียญชนิด Token รวมเป็นเงินจำนวนประมาณ 2,500,000 USDT ประมาณ 84 ล้านบาท 2.พบข้อมูลแชตสนทนาเกี่ยวข้องเป็นผู้ทำธุระจัดหา เคลื่อนย้ายคนไปที่ประเทศเพื่อนบ้านฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก 3.พบหลักฐานถึงจุดและตำแหน่งในเมืองพนมเปญ ประเทศกัมพูชา น่าเชื่อว่าเป็นจุดใช้ตั้งเป็นออฟฟิศ 4.พบหลักฐานออฟฟิศ ที่ใช้แผนประทุษ กรรมหลอกลวงขายสินค้าอยู่ในประเทศไทย ซึ่ง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมคณะพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับบอสชาวจีนทั้ง 2 คน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ พร้อมคัดค้านการประกันตัวต่อศาลอาญาในขั้นตอนการฝากขังในวันที่ 8 ก.พ.นี้ส่งฝากขังรอบแรก 12 วันต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ก.พ.ที่ศาลอาญา พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอฝากขังครั้งแรก นายยี วานโยว และนายลี่ เว่ยเจีย สัญชาติจีน ผู้ต้องหาที่ 1-2 ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 342 (1), 343 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง พ.ร.ก.มาตรการป้องการและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 มาตรา 10 และ 11 นอกจากนี้ ผู้ต้องหาถูกตำรวจจับกุมตามหมายจับศาลอาญา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินหลายรายการ รวมมูลค่า 18,910,040 บาท ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนขออำนาจศาลฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-19 ก.พ.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 6 ปาก และรอตรวจพิสูจน์ของกลาง กับผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติต้องโทษผู้ต้องหา ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและการกระทำความผิดของผู้ต้องหามีลักษณะเป็นขบวนการ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) และน่าเชื่อว่าจะเป็นการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรข้ามชาติ เกรงว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และ ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงิน ซึ่งศาลอาญาพิจารณาคำร้องอนุญาตให้ฝากขังได้ศาลไม่ให้ประกัน 2 บอสจีนทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด คนละ 300,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขัง ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องผู้ต้องหาทั้งสอง โดยศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะเป็นขบวนการของกลางจำนวนมาก เป็นภัยต่อสังคม ยากแก่การติดตามตัวมาลงโทษ อีกทั้งพนักงานสอบสวนคัดค้านเกรงจะหลบหนี เป็นอาชญากรข้ามชาติ โดยตั้งองค์กรในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานปฏิบัติการ หากปล่อยชั่วคราวอาจจะหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เสียหายต่อการพิจารณาคดี ก่อนศาลออกหมายขัง ให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไปผบ.ตร.พอใจการปราบมิจฉาชีพด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า หลังจากที่ออกนโยบาย 7 มาตรการเข้มข้น นับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. และขีดเส้นตาย 7วันให้ทุกหน่วยดำเนินการ พบว่าผลการดำเนินงานทั้งด้านการปราบปรามการป้องกัน การให้ความช่วยเหลือเห็นผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ จึงสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) และศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ซึ่งมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิบัติต่อเนื่องอย่างเต็มกำลัง เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไปย้ำลุยต่อไม่มีแผ่วผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่เสี่ยงที่เฝ้าระวังตามแนวชายแดน โดยเฉพาะ อ.แม่สอด จ.ตาก เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่จะข้ามแดนไปยังฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา ทั้งทางด่านตรวจ ท่าข้าม และช่องทางธรรมชาติ และยังมีมาตรการในการป้องกันการย้ายฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะฝั่งชายแดนประเทศกัมพูชา รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ INTERPOL สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) สถานเอกอัครราชทูตนานาประเทศ เป็นต้น เพื่อบูรณาการเดินหน้าในการปราบปรามอย่างไม่ลดละ ยืนยันหนักแน่นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะลุยต่อไม่แผ่วในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไป ย้ำ “เราทำจริง เอาจริง ประชาชนต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรเหล่านี้อีกต่อไป”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่