ตัวเลขมันฟ้อง จะปฏิเสธอย่างไรก็หนีไม่พ้น จากการลงมติเลือกประธานวุฒิสภา ปรากฏว่าเป็นไปตามโผที่ออกมาล่วงหน้า “สายสีนํ้าเงิน” จะคว้าตำแหน่งนี้ไปครอง “159 เสียง” ที่ “มงคล สุระสัจจะ” ได้มาชนคู่แข่งแบบขาดลอย ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นทุกอย่าง และยังแสดงให้เห็นว่าเสียงในวุฒิสภานั้นเป็นของ “ภูมิใจไทย” อย่างชัดเจนก็นั่นแหละ สว.ที่มุ่งเน้นว่าจะเป็น “กลาง” มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำจากพรรคการเมือง ก็ไม่สามารถป้องกันได้ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือกลุ่มอาชีพอย่างที่เพิ่งเลือกกันจนได้ 200 สว.ชุดนี้แหละลงเอยคือชุดที่แล้วมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ชุดใหม่มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ไม่ต่างกันก็คือมีอำนาจชักใยอยู่ข้างหลังมันก็เป็นอย่างนี้แหละประเทศไทย อย่าไปคิดหวังอะไรที่ขัดกับความเป็นจริง เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับ “คน”ที่มีวิธีคิดและวิธีการที่เหนือกฎกติกาอยู่เสมอแต่เมื่อเป็นไปอย่างนี้แล้ว คงแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจาก สว.ที่เป็นฝ่ายอิสระ ซึ่งมีจำนวนพอสมควร ก็จะต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อตรงและเป็นรูปธรรมเพื่อทำให้ สว.สามารถปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองได้ก็แล้วกันแม้จะเป็นเสียงข้างน้อยแต่ก็ทำให้เสียงดังได้ในโลกยุคปัจจุบัน ที่การสื่อสารเดินไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง อยู่ที่ว่าจะต้องมุ่งมั่น และมีความกล้าหาญในการแสดงออกอย่ายอมให้ถูกครอบงำตามไปด้วยก็แล้วกัน...อย่างหนึ่งที่อยากฝากไปถึง สว.ชุดใหม่นี้ก็คือการที่ สว.บางคนมีปัญหา จนทำให้ภาพลักษณ์เสียหายไม่ต่างกับ “ปลาเน่า” ตัวเดียวแต่เสียหายไปทั้งข้องสว.คนนี้มีปัญหาถูกสังคมไล่ล่าในเรื่องวุฒิการศึกษา และการนำไปโยงกับคุณวุฒิของตัวเอง อย่างคำว่า ดร. หรือศาสตราจารย์ เพื่อทำให้ตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นๆจนได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น สว.ด้วยคะแนนสูงๆนี่ถือว่าเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบโกหกหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อที่นำเรื่องนี้มาพูด ก็เพราะการจับผิดด้วยข้อกฎหมายคงเป็นเรื่องยาก แต่ในทางจริยธรรมเป็นเรื่องที่ สว.สามารถที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไม่ว่า สส. หรือ สว.ต่างก็มีบุคคลที่มีพฤติกรรมคล้ายกัน แต่ไม่สามารถใช้กฎหมายจัดการได้ อีกทั้งพวกเดียวกันเห็นว่าธุระไม่ใช่ จึงไม่มีใครเข้าไปจัดการเรื่องนี้ทุกวันนี้จึงลอยนวลอยู่ได้...มีข่าวว่าได้มีการส่งซิกไปถึงทนายความบอกว่าเรื่องนี้อย่าทำให้เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมมากนัก เพราะมันเกี่ยวพันถึงเขาด้วยพูดง่ายๆว่ามันกระทบชิ่งมาถึงเมื่อ สว.ชุดใหม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัวก็คงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อ “ดุลอำนาจ” ทางการเมืองอย่างแน่นอนทำให้มีอำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้นเพียงแต่ว่าจะต้องมีเสียง สส.มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ จึงจะสามารถนำพาตนเองและพรรคไปสู่จุดสูงสุดได้นี่เป็นเพียงแค่การเสริมส่งระหว่างทางที่จะเดินไปข้างหน้าเท่านั้น!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม